แจกบัตรสวัสดิการคนจนสิงหาคมนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/969855

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า จากการประเมินจำนวนประชาชนที่ลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการจากรัฐ 14.1 ล้านคน กรมบัญชีกลางในฐานะที่เป็นหน่วยงานในการรวบรวมตัวเลขโครงการดังกล่าว คาดว่าจำนวนประชาชนที่ผ่านการตรวจสอบจะเหลืออยู่ที่ประมาณ 12 ล้านคน หรือถูกตัดสิทธิ์ไปประมาณ 2 ล้านคน

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้วางระเบียบขั้นตอนตรวจสอบทั้งหมด 2 รอบ โดยรอบแรกจะเป็นการตรวจสอบตามเอกสารที่ประชาชนกรอกบนแบบฟอร์มที่ลงทะเบียน ซึ่งขณะนี้รายชื่อทั้งหมดส่งไปให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบแล้ว ส่วนขั้นตอนต่อไปจะมีการส่งรายชื่อดังกล่าวไปยังธนาคารพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบบัญชีเงินฝาก กรมสรรพากรตรวจสอบประวัติการยื่นเสียภาษี และส่งรายชื่อไปให้กรมที่ดินเพื่อตรวจสอบการถือครองที่ดิน

“การตรวจสอบในขั้นตอนแรกนี้ คาดว่าจะมีประชาชนไม่ผ่านหลักเกณฑ์ประมาณ 2 ล้านคน เหลือ 12 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้ ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า ประชาชนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี มีจำนวนกี่คน เบื้องต้นประเมินว่า จะมีประชาชนได้รับสิทธิ์ 70% หรือประมาณ 8-9 ล้านคน”

นางสาวสุทธิรัตน์กล่าวอีกว่า กรมบัญชีกลางจะเร่งแจกบัตรสวัสดิการให้แก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด หากมีจำนวนประชาชนที่ต้องแจกบัตรถึง 12 ล้านคน กรมบัญชีกลางคาดว่า จะใช้ระยะเวลาในการแจกบัตรประมาณ 2 เดือน โดยตั้งเป้าจะแจกบัตรในเดือน ส.ค.และเดือน ก.ย. เพื่อให้ทันเปิดตัวโครงการในวันที่ 1 ต.ค.2560 และมอบหมายให้ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้ผลิตบัตร และเป็นผู้ให้บริหารระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด เบื้องต้นบัตร
สวัสดิการจะสามารถอ่านข้อมูลได้ถึง 20 รายการ อาทิ รถเมล์ รถไฟฟรี ส่วนลดค่าแก๊สหุงต้ม และสินค้าธงฟ้าจากกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น.

 

Innovative Office สไตล์ “อนันดา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/969275

เพราะเชื่อว่า “สิ่งที่เราไม่รู้ จะฆ่าเรา” ชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จึงพยายามอย่างหนักตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ในการปรับโครงสร้างให้อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาตลอด 17 ปีของการก่อตั้ง กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ

นั่นเป็นเพราะ เขาสังเกตเห็นว่า รอบการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดเร็วขึ้น 1,000 ล้านเท่า จนยากที่จะประเมินว่า จะก่อให้เกิดอะไรและเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

ที่ผ่านมา มีกรณีศึกษามากมาย คลาสสิกที่สุดหนีไม่พ้นเคสของโกดักและโนเกีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบริษัทบิ๊กเนม เจริญรุ่งเรืองสุดขีด แต่ท้ายที่สุด ปรับตัวรับกับเทคโนโลยีไม่ได้ จนต้องล้มหายตายจากไปในที่สุด

จากการสำรวจเมื่อปี 2478 บริษัท 500 Fortunes หรือบริษัทระดับท็อป 500 แห่งในสหรัฐอเมริกามีอายุเฉลี่ย 90 ปี แต่ในการสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2548 พบว่าอายุเฉลี่ยเหลือแค่ 15 ปี และมีแนวโน้มจะลดลงเหลือ 10 ปี (ข้อมูลจาก Professor Chales A. O’Reilly, Standford Business School)

“นี่คือตัวอย่างของการทำลายล้างหรือ Disruptive จากเทคโนโลยีใหม่ ถ้าเราไม่เปลี่ยนหรือไม่พยายาม ผมเชื่อเหลือเกินว่า ในที่สุด สิ่งที่เรามองไม่เห็น จะฆ่าเรา”

 

นั่นเป็นที่มาของวิสัยทัศน์ของ “ชานนท์” ในการขับเคลื่อนอนันดาไปสู่การเป็นองค์กรที่รองรับการทำธุรกิจในระยะยาว ไม่ล้มหาย
ตายจากไปไหน

แต่ลำพัง ด้วยวิสัยทัศน์ในฐานะซีอีโอเพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถขับเคลื่อนองค์กร ให้ไปในทิศทางเดียวกันได้ หากขาดความร่วมมือ ร่วมใจของพนักงาน 1,200 คนของอนันดา และการวางรากฐานวัฒนธรรมองค์กรขึ้นมาใหม่ เน้นกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนา และการเสนอไอเดียใหม่ๆ จากพนักงานทุกระดับ

“องค์กรยุคใหม่ต้องทำลาย (Disrupt) ตัวเองให้ได้ก่อน ต้องไม่มียศ ตำแหน่ง ลดขั้นตอนการบังคับบัญชาลง ทำองค์กรให้แบนราบที่สุด เริ่มต้นจากผม ที่สละทั้งห้อง โต๊ะทำงาน และเลขานุการ แม้กระทั่งประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) ของเรา ก็ไม่มีโต๊ะทำงาน”

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นความมุ่งมั่นอย่างยิ่งยวดของเขา คือออฟฟิศของอนันดา ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 11-12 ของอาคารเอฟวายไอ ถนนพระราม 4

ปัจจุบันออฟฟิศแห่งนี้ กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมแห่งหนึ่ง ที่ถูกเยี่ยมเยือนและดูงานจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งพันธมิตรธุรกิจในหลายประเทศ เฉลี่ยทุกวันจะต้องมีผู้เยี่ยมชมอย่างน้อย 1 คณะ

“ชานนท์” ทุ่มเงินลงทุนสร้างออฟฟิศแห่งนี้ไปทั้งสิ้น 300 ล้านบาท เป็นเงินลงทุนเฉพาะตัวอาคาร ไม่รวมการลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งไม่เปิดเผย

ด้วยพื้นที่ทั้งหมด 8,225 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ส่วนสำนักงาน 5,741 ตารางเมตร พื้นที่ห้องประชุม 900 ตารางเมตร และพื้นที่สันทนาการเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ 1,100 ตารางเมตร สูงกว่าออฟฟิศทั่วไป มุมพักผ่อนยังรวมที่นอนเกือบ 10 ที่ หากพนักงานต้องการนอนพัก

“ที่นี่เราไม่มีโต๊ะประจำ ใครอยากใช้พื้นที่ตรงไหน อยากนั่งตรงไหน สามารถจองได้ล่วงหน้า เช่นเดียวกับการใช้ห้องประชุมที่มีอยู่ทั้งสิ้น 45 ห้อง การไม่มีโต๊ะ แผนก ส่วนที่ชัดเจน ช่วยลดปัญหาการสื่อสารระหว่างกันได้”

เขายังริเริ่มให้มีการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันฟรีให้กับพนักงาน ผู้คนที่มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนออฟฟิศของอนันดาในช่วงเที่ยงวัน จะได้เห็นเหล่าพนักงาน กระจายกันรับประทานอาหารกลางวันฟรีที่บริษัทเป็นเจ้าภาพ บริเวณ Town Hall ซึ่งเป็นโถงขนาดใหญ่กลางออฟฟิศ ท่ามกลางบรรยากาศรื่นรมย์ อยู่ในดงต้นไม้และก๊อดซิลล่าตัวใหญ่

นอกจากอาหารกลางวันแล้ว อนันดา ซึ่งเป็นเจ้าพ่อตลาดคอนโดแนวรถไฟฟ้า ยังออกค่าเดินทางให้แก่พนักงานเป็นบัตรรถไฟฟ้าบีทีเอส เอ็มอาร์ที และแอร์พอร์ตลิงก์ ตามระยะทางที่ใช้จริง แต่ละปีใช้งบประมาณราว 70 ล้านบาท

เพราะ “ชานนท์” เชื่อว่า บรรยากาศการทำงานที่สบายๆ ร่มรื่น จะทำให้พนักงานผ่อนคลาย เพิ่มแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน

พนักงานอนันดายังไม่ต้องตอกบัตร เพราะไม่กำหนดเวลาเข้า-ออก ใส่ยีนส์ สวมรองเท้าผ้าใบได้ ขอแค่ทำงานให้ดี มีผลงานเป็นที่ประจักษ์

นอกเหนือจากพนักงาน “ชานนท์” ผู้ชื่นชอบในเทคโนโลยี ยังมอบพื้นที่ส่วนหนึ่งให้กับสตาร์ตอัพใช้เป็นออฟฟิศทำงาน แถมยังให้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันฟรีด้วย เพราะบรรยากาศและสไตล์การทำงานแบบสตาร์ตอัพ เป็นสิ่งที่อนันดาต้องการ

 

นอกจากบรรยากาศจะเป็นใจแล้ว ออฟฟิศแห่งนี้เป็นออฟฟิศที่ทันสมัยที่สุด (Smartest Office) ในเอเชีย โดย ดร.จอห์น มิลลาร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาเชิงกลยุทธ์ บอกว่า ที่พูดเช่นนี้ได้ เพราะออฟฟิศของอนันดา เป็นจุดกำเนิดของหลากหลายเทคโนโลยีล่าสุด นอกจากในสหรัฐอเมริกา เทคโนโลยีเหล่านั้นถูกนำมาใช้ที่นี่เป็นแห่งแรก

ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี Cisco WebEx & Jabber ใช้ในงานประชุมทางไกล ไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนตัว, เทคโนโลยี Cisco Access Point ไฮสปีดเน็ตเวิร์กที่เร็วกว่า เสถียรกว่า ตลอดจนเทคโนโลยี Smart Reservation System ของ Bainisys ที่ช่วยจองห้องประชุมได้ง่าย และรวดเร็ว

อนันดา ยังเป็นพาร์ตเนอร์รายแรกของซัมซุงแห่งเกาหลีใต้ ภายใต้โปรเจกต์ Samsung Smart ซึ่งมีเป้าหมายภายในปี 2563 (ค.ศ.2020) ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของซัมซุงจะเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตหรือใช้เทคโนโลยี Internet of Things ทั้งหมด

ผลิตภัณฑ์แรกที่ทำงานร่วมกันคือระบบ Safety Security ซึ่งถูกนำไปใช้แล้วในโครงการ Ideo Mobi พระราม 9 และในสมาร์ทออฟฟิศของอนันดา ยังใช้เทคโนโลยีหลากหลายของซัมซุง ทั้ง Samsung Digital Display, Samsung E-Board, Samsung Tablet และ Samsung Cloud Print เป็นต้น

เมื่อถูกถามว่า เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ แต่ทำไมลงทุนด้านเทคโนโลยีมากมายขนาดนี้ “ชานนท์” ตอบว่าเพราะเทคโนโลยีคือโอกาส อนันดามีธุรกิจที่ทำเงิน เมื่อมีเงิน ก็ต้องลงทุนในโอกาส

 

เทคโนโลยียังทำให้อนันดา ทำธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ยกตัวอย่าง การใช้ซอฟต์แวร์ BIM หรือ Building Information Modelling ซึ่งเป็นแบบจำลองตึกแบบ 3 มิติ ตอบสนองการทำงานทุกขั้นตอน ตั้งแต่ออกแบบ ก่อสร้าง ไปจนถึงตกแต่งภายในบนโมเดลตึกแบบดิจิทัล ก่อนลงมือสร้างจริง

โดยปกติ การออกแบบและสร้างคอน-โดมิเนียม 1 หลัง จะมีบริษัทที่เกี่ยวข้องทั้งหมด 34 บริษัท ซึ่งพันธมิตรของอนันดาทุกแห่ง ต้องมีความพร้อมในการใช้เทคโนโลยีนี้ เพื่อทำงานและแก้ปัญหาร่วมกันบนเทคโนโลยีคลาวด์

วิธีการนี้ช่วยย่นระยะเวลาในการสร้างคอนโด 20 ชั้น จาก 24 เดือน เหลือ 12-14 เดือน และลดจุดบกพร่องหลังการก่อสร้างลง เหลือเกือบ 0% ทำให้อัตราความพึงพอใจของลูกค้าก่อนการโอนเพิ่มเป็นสูงสุด 80%

อนันดา ยังเป็นองค์กรที่เชื่อมั่นใน Open Platform โดยยินดีเปิดและแชร์ใช้เทคโนโลยีกับทุกคน แบบไม่เกรงกลัวต่อการถูกลอกเลียน เนื่องจากเชื่อว่าจุดแข็งของอนันดา คือวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างเสริมและหล่อหลอมกันมา ซึ่งยากที่จะลอกเลียนแบบ

แม้ “ชานนท์” จะไม่สามารถบอกตัวเลขการลงทุนด้านเทค-โนโลยีได้อย่างเป็นกิจลักษณะ เนื่องจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี รวมทั้งนวัตกรรมของอนันดา ฝังอยู่ในทุกองคาพยพ รวมทั้งตัวพนักงานเอง จึงไม่สามารถจำกัดมูลค่าได้ เปิดเผยเพียง เป็นการลงทุนจำนวนมาก เมื่อเทียบกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่น

ขณะที่อานิสงส์ของมัน ต่อการลดต้นทุนของบริษัทนั้น ก็ยากที่จะพูดได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือจับต้องได้ แต่การที่อนันดา พยายามขยับจากการเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์สู่บริษัทเทคโนโลยีนั้น ก็เพราะต้องการทำอัตราเติบโตให้ได้ อย่างที่บริษัทเทคโนโลยีทำ

นั่นคือภายในปี 2555-2562 หรือภายใน 7 ปี อนันดาต้องมียอดโอนเติบโต 10 เท่า หรือที่ประมาณ 48,000 ล้านบาท จากปี 2555 ที่มียอดโอนที่ประมาณ 4,000 ล้านบาท โดย ณ ปัจจุบันมียอดเติบโตแล้วประมาณ 5 เท่า

ด้วยอัตราเติบโตดังกล่าว อนันดาสามารถประคองตัวเลขพนักงานได้ในระดับเท่าเดิมและทรงตัวต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา เพราะด้วยเทคโนโลยี แม้รายได้และการลงทุนจะขยายตัวเพิ่มขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนคนทำงาน

การคงอัตราพนักงาน ซึ่งช่วยคุมต้นทุนด้านเงินเดือน ทำให้อนันดาจ่ายผลตอบแทนได้อย่างเต็มที่ ปีที่ผ่านมา อนันดาจ่ายโบนัสให้พนักงานทุกคนในอัตรา 3-17.5 เดือน โดย 3 เดือนถือเป็นขั้นต่ำที่ทุกคนจะได้ ไม่ว่าประสิทธิภาพการทำงานจะเป็นเช่นไร

“สงครามที่เกิดขึ้นในอนาคต คือสงครามด้านความสามารถ (Talent) เป้าหมายของผมคือจะทำอย่างไร ให้คนเก่งที่สุด ฉลาดที่สุดมาทำงานกับอนันดา ผมสร้างออฟฟิศในวันนี้เพื่อรองรับคนทำงานในอีก 10 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว เพื่อตั้งรับ”

“ผมไม่รู้ สิ่งที่คิดอาจผิดก็ได้ ต้องคอยดูกันต่อไป แต่อนันดาก็จะไม่หยุดพัฒนานวัตกรรม เราเชื่อในสิ่งใหม่ๆที่เราคิด เพราะมันได้ผลมาตลอด เราเป็นผู้นำคอนโดแนวรถไฟฟ้า เราเป็นเจ้าแรกที่ขายชัดๆ แบบนี้ เพราะเราเชื่อในความสะดวกสบายของชีวิตคนเมือง”

“ผมยังมองไปถึงการเดินทางด้วยโดรน (Drone) ในอนาคตข้างหน้า เมื่อนั้นทำเลอาจไม่สำคัญอีกต่อไป หากเราหนีรถติดได้ ผมมองไปถึงการใช้สกุลเงิน Bitcoin ในการซื้อบ้านหรือคอนโดของอนันดา มันเป็นเรื่องในอนาคต ที่ผมต้องคิด”.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ทุเรียนมาแรง 1.6 หมื่นล้าน ชาวสวนเฮ!ตลาดส่งออกผลไม้สดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/969848

สถาบันอาหาร เปิดหน้าตัก อุตสาหกรรมผลไม้ไทยโตวันโตคืน ต่างชาตินิยมผลไม้สด ทุเรียนนำโด่ง 1.68 หมื่นล้านบาท ตามด้วยลำไย มังคุด เงาะ ลองกอง พร้อมหนุนชาวสวนระยอง–จันทบุรี–ตราด พัฒนาคลัสเตอร์ผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป เพื่อสร้างความยั่งยืนอุตสาหกรรมเกษตร

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ผลการส่งออกผลไม้ของประเทศไทยเมื่อปี 2559 มีมูลค่าสูงถึง 119,630 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปี 2558 โดยผลิตภัณฑ์ผลไม้สด เป็นสินค้าที่มีสัดส่วนส่งออกมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 27% ของมูลค่ารวม โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 32,412 ล้านบาท และในจำนวนนี้ 52% มีทุเรียนเป็นพระเอกที่มีปริมาณส่งออกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 16,800 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ลำไย มังคุด เงาะ และลองกอง

สำหรับผลิตภัณฑ์ผลไม้อบแห้ง แนวโน้มส่งออกโตแบบก้าวกระโดด ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมากที่สุด 53% ที่มูลค่า 10,910 ล้านบาท ชี้ผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ในอนาคตจะปรับเป็นแบบผง หรือพร้อมชงมากยิ่งขึ้น สถาบันจึงพร้อมสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก ระยอง จันทบุรี และตราด ที่เป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกมากที่สุด ใช้จุดแข็งเป็นพื้นที่ผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพ พัฒนาคลัสเตอร์ผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปสู่ตลาดส่งออกควบคู่ไปด้วย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปอย่างยั่งยืน

“ตลาดส่งออกหลักของประเทศไทย ได้แก่ สหรัฐฯ จีน เวียดนาม และฮ่องกง ตามลำดับ โดยผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าส่วนใหญ่ของสหรัฐฯคิดเป็นสัดส่วน 80% ที่นำเข้าจากประเทศไทย เป็นการนำเข้าน้ำผลไม้ และสับปะรดกระป๋อง แตกต่างจากจีนและฮ่องกง ที่การนำเข้าส่วนใหญ่ 60% และ 80% ตามลำดับ เป็นการนำเข้าผลไม้สดจากไทย โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นผลไม้ที่ชาวจีนนิยมบริโภคอย่างมาก ขณะที่เวียดนามมีอัตราการนำเข้าเพิ่มขึ้นสูงที่สุดถึง 65% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เป็นการนำเข้าในลักษณะเพื่อไปขายต่อให้กับประเทศจีน ซึ่งมีพรมแดนติดกับเวียดนาม

นายยงวุฒิกล่าวอีกว่า เหตุผลที่ผลไม้ ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้ของประเทศไทย มีปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้นทุกๆปี เนื่องจากผู้ประกอบการมีการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต ทำให้สินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคในต่างประเทศหันมานิยมบริโภคผลไม้อบแห้งเป็นขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ ส่งผลให้การส่งออกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันไทยมีการส่งออกผลไม้อบแห้ง เป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากตุรกี และสหรัฐฯ ตลาดส่งออกส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน จีน และฮ่องกง เป็นต้น

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมผลไม้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น และเอกลักษณ์ของผลไม้เขตร้อนของไทยที่มีความหลากหลาย โดยคาดว่าในอนาคตตลาดผลไม้แปรรูปที่มีลักษณะเป็นขนมขบเคี้ยวที่ทานได้ง่าย เช่น ผลไม้ทอด ทอฟฟี่ผลไม้ และผลไม้อบแห้ง จะมีการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ตอบโจทย์กระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่กำลังมาแรง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของน้ำผลไม้ คาดว่าในอนาคตจะปรับไปในรูปแบบของผลิตภัณฑ์แบบผง หรือพร้อมชงมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ เข้ากับวิถีชีวิตของผู้บริโภค และยังเป็นการลดต้นทุนค่าขนส่งของผู้ประกอบการอีกด้วย

“อุตสาหกรรมผลไม้ จัดเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สร้างรายได้ให้ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากจะส่งออกเป็นผลไม้สดเกรดพรีเมียม ผลไม้ส่วนที่เหลือยังสามารถนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นสินค้าแปรรูปต่างๆได้มากมายหลายประเภท”.

 

ตลาดคลองผดุงฯคึกไม่เลิก กวาดยอดขายแล้วกว่า 80 ล. คนแห่ชมทะลุ 1.5 แสนคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 มิ.ย. 2560 14:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/969418

ตลาดคลองผดุงฯ จิ๋วแต่แจ๋ว แฟนพันธุ์แท้โอทอปแห่อุดหนุนต่อเนื่อง เผยสินค้าสุดฮอต “ทุเรียนภูเขาไฟ” ขายดี ผักปลอดภัย-สมุนไพรก็ได้รับความนิยม กวาดยอดขายแล้ว 84.7 ล้าน คนเช้าชมงานทะลุ 1.5 แสนคน

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 60 บรรยากาศการแสดงและจำหน่ายสินค้าประชารัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก บริเวณตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว” ล่าสุด วันนี้ซึ่งเป็นวันหยุดราชการ มีประชาชนทยอยเดินทางเข้าร่วมงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เดินทางมาพร้อมครอบครัว โดยภายในงานได้รวบรวมผู้ประกอบการร้านค้าวิสาหกิจชุมชน และผลิตภัณฑ์โอทอปจากทั่วประเทศ นำสินค้ามาจัดจำหน่าย อาทิ ข้าวไทย ผัก ผลไม้ ทุเรียน ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากสมุนไพร โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมจากประชาชนที่เข้าร่วมงาน ได้แก่ ทุเรียนภูเขาไฟ จาก จ.ศรีสะเกษ และผักปลอดสารพิษ อาหารที่ขึ้นชื่อในแต่ละท้องถิ่น พร้อมมีกิจกรรมช่วงนาทีทองจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษจากร้านค้าที่ร่วมรายการรอบละ 30 นาทีอีกด้วย

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เชิญชวนพี่น้องประชาชนเที่ยวชมและอุดหนุนสินค้าใน “งานแสดงและจำหน่ายสินค้าประชารัฐ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก” พร้อมงดใช้ถุงพลาสติก เลือกใช้ตะกร้าหรือถุงผ้า รับของที่ระลึก และร่วมกิจกรรมพิเศษได้ตลอดงาน

นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่าการจัดงานเดือนมิถุนายน ธีมงานคือ Healthy Nature ซึ่งเราได้นำเสนอผลิตภัณฑ์เกษตรปลอดภัย อาทิ ข้าวไทย ผัก ผลไม้ จากเกษตรกรทั่วประเทศ และยังมีสินค้าเด่นจากจังหวัดต่างๆ รวมถึงสินค้าชวนชิมจากทั่วประเทศที่คัดมาแล้วทุกจังหวัด รวมทั้งมีกิจกรรมส่งเสริมการขายอีกมากมาย ซึ่งยอดจำหน่ายนับตั้งแต่เปิดงานวันที่ 4 พ.ค. ที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชนเป็นเจ้าภาพจัดงาน 3 เดือน (พ.ค.-ก.ค.) สรุปยอดขายรวมถึงวันที่ 10 มิ.ย. มียอดขายแล้ว 84,843,940 บาท มีผู้เยี่ยมชมงานรวม 152,247 คน ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งทาง 3 เดือนที่กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพจัดขายสินค้าชุมชนตลาดนัดคลองผดุงกรุงเกษมตามนโยบายนายกรัฐมนตรี สามารถสร้างยอดขายสะสมได้แล้ว 84.7ล้านบาท ถือว่าขายดีเกินคาด เฉลี่ยวันละเกือบ 3 ล้านบาท โดยภายในงานมี 150 บูธ และงานจะมีไปจนถึงวันที่ 24 ก.ค.

ทั้งนี้ โครงการตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล เป็นนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยได้มีแหล่งจำหน่ายสินค้าก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นการเชื่อมโยงการตลาดจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยมอบหมายให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน เป็นเจ้าภาพจัดระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม-24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 ภายใต้ธีมงาน “Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว”

 

ขนส่งยืนยัน! ไม่เพิ่มอัตราภาษีรถเก่า ยังเก็บคงเดิมตามกฎหมายกำหนด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มิ.ย. 2560 17:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/968692

กรมการขนส่งทางบก ยืนยันไม่มีประกาศเพิ่มอัตราภาษีรถเก่า ยังคงใช้อัตราภาษีรถประจำปีเท่าเดิมตามที่กฎหมายกำหนด ยังคงมุ่งความปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อมตามนโยบายรัฐบาล วอนผู้ใช้สื่อออนไลน์ตรวจสอบข้อมูล เพื่อป้องกันการโพสต์ข้อความที่ไม่ถูกต้อง..

วันที่ 10 มิ.ย.60 นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เผยว่า ตามที่มีการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราภาษีรถประจำปี สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี นั้น จากการตรวจสอบพบว่า เป็นเพียงข้อเสนอส่วนบุคคลที่เผยแพร่เมื่อปี 2559 โดยไม่ใช่นโยบายหรือมาตรการที่มีผล ในทางปฏิบัติจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) ในส่วนของกรมการขนส่งทางบกได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้ว

พร้อมยืนยัน ยังคงจัดเก็บภาษีรถประจำปีในอัตราคงเดิม ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและไม่มีแนวคิดที่จะปรับอัตราการจัดเก็บภาษีประจำปีรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปีหรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี แต่อย่างใด โดยหากเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน จะเรียกเก็บตามขนาดความจุกระบอกสูบของรถยนต์ ส่วนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รย.2) และรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รย.3 หรือ รถปิกอัพ) จะคิดอัตราภาษีรถตามน้ำหนักรถ

ในปัจจุบันกรมการขนส่งทางบก ยังได้มีมาตรการส่งเสริมการใช้รถที่ใช้พลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้า หรือใช้พลังงานทดแทน พลังงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือพลังงานอย่างประหยัด ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยจัดเก็บภาษีประจำปีในอัตรากึ่งหนึ่งของอัตราตามที่กำหนดไว้ และกรมการขนส่งทางบก ยังได้ออกประกาศกรมฯ กำหนดมาตรฐานรถยนต์ไฟฟ้า พ.ศ.2559 เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมยานยนต์ เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน ใช้รถในราคาที่ถูกลงพร้อมเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารถทุกคันที่ใช้งานบนท้องถนนมีความมั่นคงแข็งแรงปลอดภัย และไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามนโยบายของรัฐบาล กรมการขนส่งทางบกมีมาตรการเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและมาตรฐานการตรวจสภาพรถสำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี และรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี ต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถก่อนชำระภาษีรถประจำปี โดยได้ดำเนินการยกระดับมาตรฐานสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ มีการรายงานผลตรวจสภาพรถผ่านระบบสารสนเทศแบบออนไลน์ (ตรอ. Online) เพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม กำกับ การทำงานของสถานตรวจสภาพรถ ภายใต้การกำกับดูแลโดยกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ

อีกทั้งกรมการขนส่งทางบก ยังได้ประกาศข้อกำหนด เงื่อนไขสำหรับการบำรุงรักษารถ สำหรับรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะไว้ในใบอนุญาตประกอบการ (ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2560 และประกาศ คสช.ที่ 15/2560) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและประสิทธิภาพของรถบนท้องถนนทุกคันในภาพรวมตลอดจนเป็นการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวต่อไปว่า กรมการขนส่งทางบก ยังได้ดำเนินโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” โดยประกาศกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกคัน ทุกหมวด ทุกเส้นทาง ติดตั้งระบบ GPS Tracking เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารจัดการการขนส่งทางถนน นอกจากการป้องกันอุบัติเหตุจากการควบคุมพฤติกรรมการเดินรถ และลดต้นทุนโลจิสติกส์แล้ว ยังเป็นการสนับสนุนการประหยัดเชื้อเพลิงจากการควบคุมความเร็วรถ การไม่วิ่งรถเที่ยวเปล่า การไม่เดินรถนอกเส้นทาง ฯลฯ ยังสามารถประเมินระยะทางรวมของรถในระบบขนส่ง ซึ่งจะประมาณการใช้ CO2 ของรถทุกคัน ทำให้ใช้ประโยชน์เพื่อบริหารการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมตลอดจนเป็นแนวทางการพัฒนานวัตกรรมด้านวิศวกรรมยานยนต์ได้ต่อไป และมีแนวทางการพิจารณาอัตรา ด้านภาษีรถยนต์

กรมการขนส่งทางบก ยังมีแนวคิดที่จะลดอัตราภาษีในระบบรถสาธารณะตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการขนส่ง พ.ศ. 2522 เพื่อจูงใจในการสร้างมาตรฐานคุณภาพการให้บริการประชาชน และลดต้นทุนการเดินรถ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เอื้อต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยรวม โดยได้เสนอแก้ไขสาระสำคัญในพระราชบัญญัติแล้วในการรวมกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันผ่านการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว เพื่อเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป

ส่วนประเด็นอัตราภาษีรถประจำปี เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นจำนวนมาก การดำเนินการใดๆ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ รอบด้าน ประกอบกับเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานโดยเฉพาะหน่วยงานสังกัดกระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงาน ฯลฯ ซึ่งต้องศึกษารายละเอียดผลกระทบทุกด้านเช่นกัน ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน หากกรมการขนส่งทางบกมีข้อมูลข่าวสารใดที่ต้องการจะประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนได้รับทราบ จะดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ โดยตรง

รวมถึงประชาชน สามารถตรวจสอบข้อมูลข่าวสารของกรมการขนส่งทางบกได้จากเว็บไซต์ www.dlt.go.th อีกทางหนึ่งด้วย จึงขอความร่วมมือผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ตรวจสอบข้อเท็จจริงของข้อมูล รวมทั้งแหล่งที่มาของข้อมูล ก่อนโพสต์ข้อความใดๆ ในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจากการโพสต์ข้อความที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับประชาชนเจ้าของรถหรือกรมการขนส่งทางบก.

 

กรมทางหลวง เร่งแก้จุดตัดทางรถไฟ สี่แยกวังน้อย เพื่อลดอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มิ.ย. 2560 17:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/968710

อธิบดีกรมทางหลวง เร่งศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมสะพานลอยข้ามทางรถไฟ บริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 309 สี่แยกวังน้อย – ต่อทางของเทศบาลพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อลดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ให้ประชาชนและคนในพื้นที่

วันที่ 10 มิ.ย. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เผยว่า ขณะนี้ทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมทางหลวง ได้ทำการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมการก่อสร้างสะพานลอยข้ามทางรถไฟ บริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 309 สี่แยกวังน้อย – ต่อทางของเทศบาลพระนครศรีอยุธยา ที่กม.20+321 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้ประชาชนและผู้อาศัยในพื้นที่ ได้รับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งรูปแบบการพัฒนาและผลการศึกษาสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE)

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพื้นที่ตั้งโครงการพบว่ามีอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่ขึ้นบัญชีแหล่งมรดกโลกประเภทมรดกโลกทางวัฒนธรรม ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศและโบราณสถาน แหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ ในรัศมี 2 กิโลเมตร จึงต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ซึ่งกรมทางหลวงได้ว่าจ้าง บริษัท พรี ดีเวลลอปเมนท์ คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้ดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในโครงการดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาโครงการสำหรับโครงการสะพานลอยข้ามทางรถไฟ บริเวณจุดตัดทางหลวงหมายเลข 309 สี่แยกวังน้อย – ต่อทางของเทศบาลพระนครศรีอยุธยา ที่กม.20+321 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

มีรูปแบบโครงสร้างสะพานเป็นแบบ Directional Ramp เชื่อมกับสะพานเดิมทั้งขาไปและขากลับบนทางหลวงหมายเลข 309 จำนวน 2 แห่ง 1. สะพานข้ามทางรถไฟ (Ramp 1) ขนาด 1 ช่องจราจร ความยาว 275 เมตร เชื่อมต่อระหว่างทางหลวงหมายเลข 309 กับถนนเลียบทางรถไฟด้านทิศใต้เพื่อไปยังวัดพนัญเชิงวรวิหาร 2. สะพานข้ามทางรถไฟ (Ramp 2) ขนาด 1 ช่องจราจร ความยาว 235 เมตร เชื่อมต่อระหว่างถนนเลียบทางรถไฟด้านทิศเหนือกับทางหลวงหมายเลข 309 ไปยังทางหลวงหมายเลข 32

โดยพื้นที่การศึกษาจะครอบคลุมพื้นที่ใน 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลไผ่ลิง ตำบลหัวรอ ตำบลหอรัตนไชย ตำบลกะมัง และตำบลคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามในปัจจุบันบริเวณพื้นที่ศึกษาโครงการมีจำนวนรถไฟที่ผ่านทั้งสิ้นประมาณ 47 ขบวน/วัน และมีปริมาณการจราจรประมาณ 20,864 คัน/วัน โดยบริเวณจุดตัดระหว่างทางหลวงกับทางรถไฟถือเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยครั้ง กรมทางหลวงจึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานจุดตัดทางรถไฟทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม

อย่างไรก็ตาม เพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางรถไฟ เพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ใช้ทางและอำนวยความสะดวกในการสัญจรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนั้น หากประชาชนต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมทางหลวง โทร. 0 2354 6777 หรือ สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) และติดตามความก้าวหน้าโครงการได้ที่ http://www.overpass-railway.com

 

DITP ชวนผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์ออกงานพบผู้ซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มิ.ย. 2560 13:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/968533

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเชิญชวนผู้ประกอบการ กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ร่วมเจรจาการค้ากับคู่ค้าและผู้ซื้อ ในงานใหญ่รวมหลายงานไว้ในงานเดียว…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เชิญผู้ประกอบการ กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น สินค้าแฟชั่น เครื่องหนัง ของขวัญ ของใช้ในบ้านและเฟอร์นิเจอร์ ร่วมเจรจาการค้ากับคู่ค้า นักลงทุนและผู้ซื้อจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ ภายใต้คอนเซปต์ “The most complete lifestyle fair” รวมงานแสดงสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง (BIFE & BIL) งานแสดงสินค้าของขวัญและของใช้ในบ้าน (BIG & BIH) งานแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์ (TIFE) ไว้ในงานเดียว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 ต.ค. 2560 วันเจรจาธุรกิจ 19-21 ต.ค. 2560 ขายปลีก 22-23 ต.ค. 2560 ณ ไบเทค บางนา โดยผู้สนใจติดต่อสอบถามและจองพื้นที่ได้ที่ สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทร. 0 2507 8361-4, 0 2507 8366-7, 0 2507 8371 หรือดูรายละเอียดที่ www.bigandbih.go.th และ http://www.thailandfurniturefair.com.

 

กรุงไทยยัน EARTH ส่งผลกระทบต่อธนาคารน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มิ.ย. 2560 10:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/968342

จากกรณีที่ บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) หรือ EARTH ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้น และมีความกังวลต่อการชำระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ในอนาคตนั้น ธนาคารกรุงไทยยืนยันว่ากรณีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อธนาคารไม่มาก..

วันที่ 10 มิ.ย. 60 นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะเจ้าหนี้รายหนึ่งของ EARTH เปิดเผยว่า EARTH เป็นผู้ประกอบการธุรกิจถ่านหินรายใหญ่รายหนึ่งของประเทศ มีฐานลูกค้าในหลายประเทศ และที่ผ่านมาธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง EARTH ได้แสดงเจตนารมณ์ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ดังนั้นหาก EARTH มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ธนาคารก็พร้อมที่จะให้การดูแล และคาดว่าปัญหาน่าจะคลี่คลายได้ในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ธนาคารมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง หากกรณีดังกล่าว ทำให้ธนาคารต้องมีการสำรองหนี้เพิ่ม จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธนาคารไม่มาก ธนาคารยังคงสามารถรักษาอัตราส่วนเงินสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ ในระดับที่เหมาะสมได้.

 

ทองไทยเปิดตลาดปรับลง 50 รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 10 มิ.ย. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/968298

ทองไทยวันที่ 10 มิ.ย.2560 เปิดตลาด ราคาปรับลง 50 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท…

วันที่ 10 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.19 น. ราคาลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท.

 

ฝันปั้นมักกะสันเชื่อมอีอีซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 มิ.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/968210

นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับ Mr.Takamasa HIROSE รองอธิบดีกรมเมืองฝ่ายวิศวกรรม กระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐานการขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งญี่ปุ่น และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (ไจก้า) ว่า เป็นการหารือเพื่อสรุปรายละเอียดจัดทำแผนการพัฒนาศูนย์คมนาคมพหลโยธิน และการพัฒนาพื้นที่บริเวณสถานีกลางบางซื่อรวมทั้งพื้นที่โดยรอบ ซึ่งทางญี่ปุ่นจะจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์เสนอกลับมาภายในกลางเดือน ส.ค.นี้ ขณะเดียวกันยังเห็นชอบร่วมกันที่จะให้ญี่ปุ่นศึกษาแผนการพัฒนาที่ดินบริเวณสถานีมักกะสัน สถานีแม่น้ำ และพื้นที่ กม.11 ย่านพหลโยธิน และจะจัดทำสรุปรายงานภายในกลางเดือน มี.ค.61 โดยเฉพาะทางญี่ปุ่นสนใจพัฒนาพื้นที่มักกะสัน

โดยทางญี่ปุ่นได้เข้ามาช่วยศึกษาแผนพัฒนาพื้นที่ทั้งในส่วนของสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือ พัฒนาพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางด้านการคมนาคมขนส่งและระบบโลจิสติกส์ของประเทศและในภูมิภาคอาเซียน อย่างไรก็ตาม ทางญี่ปุ่นสนใจลงทุนพัฒนาพื้นที่ดินบริเวณสถานีมักกะสันมากกว่าพื้นที่สถานีกลางบางซื่อ โดยมีแนวคิดเบื้องต้นว่าจะพัฒนาพื้นที่มักกะสัน เน้นเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยเฉพาะสถานีมักกะสันจะกลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงต่อของ EEC และเป็นจุดเชื่อมต่อของ 3 สนามบินระหว่างอู่ตะเภา-สุวรรณภูมิ-ดอนเมืองด้วย.