‘พาณิชย์’ จับมือเอกชน คัดสุดยอดโอทอป 308 รายการ ขึ้นห้าง – ดิวตี้ฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 19:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970728

พาณิชย์ร่วมมือเอกชน คัดสุดยอดโอทอป 308 รายการ จากโอทอป ซีเล็กต์ 2,000 รายการทั่วประเทศ ก่อนดันเข้าห้างชั้นนำ-ดิวตี้ ฟรี คาดช่วยเพิ่มยอดมูลค่าตลาดโอทอปทั้งประเทศได้ถึง 1 แสนล้านบาทตามเป้าหมายรัฐบาลแน่นอน..

วันที่ 12 มิ.ย. 60 น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า กรมได้เชิญตัวแทนจากห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าส่ง-ค้าปลีก ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดผลิตภัณฑ์ และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกว่า 30 ราย มาเป็นคณะกรรมการคัดสรรสินค้าโอทอปคุณภาพ 3-5 ดาว จากทั่วประเทศ ที่พาณิชย์จังหวัดคัดเลือก จากผลิตภัณฑ์ที่สมัครเข้าร่วมโครงการ 14,800 รายการ เหลือเพียง 2,000 รายการ เพื่อยกระดับให้เป็นโอทอป ซีเล็กต์ และใน 2,000 รายการดังกล่าว คณะกรรมการจะคัดสรรให้เหลือ 308 รายการ หรือเหลือจังหวัดละ 4 รายการ เพื่อเป็นสุดยอดโอทอป 77 จังหวัด หรือ Best OTOP 77 Experience

สำหรับสินค้าโอทอปที่ถูกคัดเลือกเป็น Best OTOP 77 Experience จะเป็นสินค้าโอทอปที่นำเอกลักษณ์เฉพาะตัว และประสบการณ์ของแต่ละชุมชนมาช่วยเสริมเสน่ห์ สร้างคุณค่า และความประทับใจให้แก่ผลิตภัณฑ์ ก่อให้เกิดเรื่องราวที่น่าสนใจชวนติดตาม ทำให้สามารถยกระดับและเพิ่มมูลค่าโอทอปไทยสู่การเป็นโอทอปพรีเมียม ที่โดดเด่นของแต่ละจังหวัด ซึ่งหลังจากที่ได้ทั้ง 308 รายการแล้ว กรมจะร่วมมือกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีกผลักดันให้วางจำหน่ายภายในสาขาของห้างชั้นนำ และจะผลักดันให้ออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ด้วยการร่วมมือกับคิง เพาเวอร์ นำสินค้าไปวางจำหน่ายในพื้นที่ดิวตี้ ฟรี ของท่าอากาศยานต่อไป

อย่างไรก็ตาม โอทอปพรีเมียมที่คัดเลือกมาจาก 2,000 รายการ จะได้รับการส่งเสริมให้วางจำหน่ายภายในห้าง และดิวตี้ ฟรี เบื้องต้นตั้งเป้ามียอดขายโอทอปที่คัดเลือกมา 308 รายการ เพิ่มขึ้น 120 ล้านบาทในปีแรก จากสินค้า 4 กลุ่ม ในคอนเซปต์ กินดี อยู่ดี สวยดี ดูดี จากยอดขายปีก่อน 500 ล้านบาท ส่วนโอทอป ซีเล็กต์ 2,000 รายการที่ไม่ได้รับเลือก กรมไม่ได้ทอดทิ้ง จะส่งเสริมประชาสัมพันธ์เพื่อต่อยอดสินค้าต่อไป

นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว กรมยังมีอีกหลายโครงการที่ผลักดันการพัฒนาโอทอปไทย โดยเฉพาะการร่วมกันให้คำแนะนำแนวทางการสนับสนุน และพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค หรือกระตุ้นความสนใจของตลาด เพื่อให้เกิดผลในการขยายตลาดให้เติบโตต่อเนื่องระยะยาว คาดว่าจะผลักดันมูลค่าตลาดโอทอปรวมทั้งประเทศในปีนี้ ให้ได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ที่ 100,000 ล้านบาทได้แน่นอน.

 

‘พาณิชย์’ ปลุกไฟนักลงทุน ดันมุกดาหาร เป็นประตูตะวันออก สู่อาเซียนพลัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 17:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970578

กระทรวงพาณิชย์ ปลุกนักลงทุนเข้าไปลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร หวังใช้เป็นท่าเรือบก ส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันออก โดยมีต้นทุนโลจิสติกส์ถูก สินค้าแข่งขันได้ดีขึ้น และยังขนส่งสินค้าผ่านระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ไปถึงเมียนมา-อินเดียได้…

วันที่ 12 มิ.ย. 60 นายวินิจฉัย แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการเปิดงาน มุกดาหาร : ท่าเรือบก ประตูตะวันออกสู่อาเซียนพลัส ว่า กระทรวงมีแผนผลักดัน ให้นักลงทุนเข้าไปลงทุนตั้งฐานการผลิตในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร เพราะสามารถใช้มุกดาหารเป็นท่าเรือบก หรือประตูการค้าส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันออก ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม และไปถึงจีนตอนใต้ได้ โดยมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำกว่าการส่งออกจากฐานการผลิตในที่อื่น ซึ่งจะทำให้สินค้ามีความได้เปรียบในการแข่งขัน

สำหรับ สินค้าไทย ที่ส่งออกผ่านชายแดนไปประเทศเพื่อนบ้าน และมีศักยภาพสูงที่นักลงทุนจะเข้าไปลงทุนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง และปัจจัยการผลิตเพื่อป้อนให้แก่อุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งขณะนี้ประเทศเพื่อนบ้านได้พัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมีความต้องการสินค้าจำนวนมาก ทั้งผ้าผืน เม็ดพลาสติก ผลิตภัณฑ์เหล็ก เป็นต้น ขณะเดียวกัน นักลงทุนไทยสามารถใช้วัตถุดิบราคาถูก จากประเทศเพื่อนบ้านมาผลิตเพื่อส่งออกได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก โดยเริ่มจากดานัง เวียดนาม ผ่านสะหวันนะเขต ของลาว ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ข้ามมายังมุกดาหาร และผ่านจ.ตากไปเมืองเมาะละแหม่ง ของเมียนมา โดยใช้เวลาเดินทาง 3 วัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยประหยัดต้นทุน ลดระยะเวลาในการขนส่ง และยังเชื่อมต่อเส้นทางการขนส่งไปได้ถึงจีนตอนใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ลงทุนในมุกดาหาร สามารถใช้มุกดาหารเป็นท่าเรือบก ไปสู่ตลาดลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ และยังสามารถเชื่อมกับนโยบาย One Belt One Road ของจีน ที่จะเชื่อมโยงกับอีก 64 ประเทศทั่วโลก ทั้งทางบก ทะเล โดยไทยได้เปรียบที่เป็นศูนย์กลาง ที่เชื่อมต่อกันได้ทางถนน เพราะเชื่อมระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก และระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ ซึ่งต้องผ่านไทย ทำให้ไทยเป็นประตูสู่อาเซียนของจีน และยังเชื่อมต่อกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดข้างเคียง ทั้งนครพนม หนองคาย สะหวันเซโน และยาวถึงระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก

ทางด้าน นายสรสิทธิ์ ฤทธิ์สรไกร ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เผยว่า ปีนี้มุกดาหารได้รับงบประมาณ เพื่อตอบสนองด้านการขนส่งไปสู่อาเซียนตะวันออกหลายโครงการ เช่น โครงการก่อสร้างทางหลวงขนาด 4 ช่องจราจร (แนวใหม่) สาย บ้านนาไคร้-อ.คำชะอี (ทางหลวง) วงเงินรวม 2,400 ล้านบาท, โครงการพัฒนาทางหลวงเพื่อสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทางหลวงหมายเลข 212 อ.หว้านใหญ่-อ.ธาตุพนม (ทางหลวง) วงเงิน 1,046 ล้านบาท, โครงการรถไฟทางคู่ช่วงบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม

ทั้งนี้ โครงการ ได้ผ่านการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ตั้งแต่เดือน ต.ค.59 และกระทรวงคมนาคมจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้พิจารณาในเดือนมิ.ย.60 โดยยังไม่รวมโครงการเพื่อส่งเสริมการขนส่งขนาดเล็กอื่นๆ และโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ อีกหลายโครงการ ซึ่งจะช่วยทำให้มุกดาหารเป็นท่าเรือบกตามแผนยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้.

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 2.84 ดัชนีอยู่ที่ 1,563 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 17:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970632

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 2.84 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,563.81 จุด มูลค่าการซื้อขาย 30,849.43 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 12 มิ.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 2.84 จุด อยู่ที่ 1,563.81 เปลี่ยนแปลง -0.18% มูลค่าการซื้อขาย 30,849.43 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,569.70 จุด และต่ำสุดที่ 1,560.75 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) 5. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

 

ขอเชิญร่วมการแข่งขัน เดิน-วิ่งเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 26

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 12 มิ.ย. 2560 17:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970618

ขอเชิญร่วมการแข่งขัน
เดิน-วิ่งเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
แม่เมาะฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 26
ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม 2560 เวลา 05.45 น.
ณ โรงเรียนแม่เมาะวิทยา อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง.
.26th MAEMOH HALF MARATHON
Sunday August 6th, 2017 – 05.45 a.m.
at Mae Moh Wittaya School
Mae moh district, Lampang.
.
** ฮาล์ฟมาราธอน และมินิมาราธอน สมัครทางเว็บไซต์เท่านั้น
Half marathon and Mini marathon register online
http://www.maemoh-half-marathon.com/  **
>>>หมดเขตรับสมัครออนไลน์ 30 มิถุนายน 2560<<<

สอบถามรายละเอียดได้ที่
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แม่เมาะ
โทร. 0-5425-2734, 0-5425-3865

 

กสทช. แนะค่ายมือถือตรวจสอบตัวแทนขาย หลังพบแก๊งคนจีนมีซิมโทรศัพท์นับแสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970525

นพ.ประวิทย์ เตือนค่ายมือถือ ตรวจสอบตัวแทนจำหน่าย หรือ Dealer หลังพบแก๊งคนจีนมีซิมโทรศัพท์นับแสน พร้อมเพิ่มมาตรการความปลอดภัยในอนาคต เล็งใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือยืนยันตัวตนก่อนเปิดใช้งานเบอร์มือถือ

จากกรณี รวบ 3 ชาวจีน รับจ้างกดถูกใจ และกดแชร์ เพื่อสร้างยอดวิวผ่านทางโปรแกรมวีแชต (wechat) และพบซิมโทรศัพท์มือถือในครอบครองจำนวนมาก ถึง 347,200 ซิม ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ (อวสานยอดไลค์! รวบหนุ่มจีนพร้อมไอโฟน 500 เครื่อง รับจ้างกดถูกใจ กดแชร์ , พบ 3 คนจีนรับจ้างกดไลค์ มีบริษัทแม่ป้อนงาน ตะลึงเจอซิมมือถือ 3 แสนอัน)

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยกับ ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ ว่า การใช้งานซิมการ์ดโทรศัพท์ทุกค่าย ผู้ใช้จะต้องลงทะเบียนซิมก่อนเท่านั้น จากกรณีดังกล่าว จะต้องตรวจสอบซิมเหล่านั้น ว่าใช้งานได้จริงหรือไม่ หากใช้งานได้ อาจเป็นไปได้ว่า ซิมถูกลงทะเบียน และเปิดใช้งานในนามของตัวแทนจำหน่าย (Dealer) ดังนั้น ค่ายมือถือต้องปรับปรุงมาตรการให้เข้มงวดขึ้น รวมทั้งตรวจสอบตัวแทนแต่ละราย โดยเฉพาะในรายที่มีการจำหน่ายซิมมากผิดปกติ

ทั้งนี้ ตามปกติแล้ว ทุกค่ายมือถือ จะมีการจำหน่ายซิม 2 ช่องทาง คือ ช็อป หรือร้านค้าของแต่ละค่าย และผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ (Dealer) โดยตัวแทนจำหน่าย สามารถนำไปจำหน่ายทั้งราคาปลีกทั่วไป และราคาส่ง ในจำนวนมากๆ ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม กสทช. ยืนยันว่า การลงทะเบียนซิมโทรศัพท์มือถือ จะต้องมีการพิสูจน์ตัวบุคคล โดยเก็บสำเนาบัตรประชาชน ก่อนเปิดใช้งานซิม เนื่องจากเป็นการป้องกันหากเกิดเหตุการณ์ต่างๆ และสามารถตรวจสอบข้อมูลบุคคลได้ ซึ่งในอนาคตทาง กสทช.เองจะเพิ่มมาตรการลงทะเบียนซิม โดยสแกนลายนิ้วมือเพื่อเพิ่มความปลอดภัย และ กสทช.จะทำงานให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันการนำซิมไปใช้งานโดยมิชอบอีกด้วย

 

สมคิด ขอบคุณ อาคม หลังคมนาคมช่วยให้ IMD ปรับอันดับความน่าเชื่อถือไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 16:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970492

‘สมคิด’ ขอบคุณ ‘อาคม’ หลังก.คมนาคมเป็นส่วนหนึ่งทำให้ IMD ปรับอันดับความน่าเชื่อถือของไทยขึ้น พร้อมสั่งการบ้านตามงาน “นกแอร์” ไม่ให้การบินไทยคาราคาซัง เอาให้ชัดจะทำอย่างไรกับนกแอร์ พร้อมโยนทางหลวง-ทางหลวงชนบท อย่ามัวแต่สร้างทาง ผนวกเส้นทางเพื่อท่องเที่ยวไปด้วย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามความคืบหน้าในโครงการสำคัญของกระทรวงคมนาคม ว่า การเดินทางมาที่กระทรวงคมนาคมครั้งนี้ เพื่อมาขอบคุณกระทรวงคมนาคมที่โครงการในส่วนความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม มีส่วนทำให้การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ประจำปี 2560 ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยอันดับขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 27 จากปีก่อนที่อยู่อันดับ 28 และในปี 60 ก็มีอีกหลายโครงการที่จะเปิดประมูล รวมถึงในปี 61

ทั้งนี้ จะได้สร้างความมั่นใจให้นักลงทุนมากขึ้น ส่วนความคืบหน้าในการดำเนินการในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซีนั้น ในส่วนของรถไฟความเร็วสูง กทม.-ระยอง นั้น รัฐบาลเดินหน้าโครงการแน่นอน และขณะนี้นโยบายให้สามารถเชื่อมโยงเข้าสนามบิน 3 แห่งด้วยกันในเส้นทางคือ เชื่อมสนามบินอู่ตะเภา สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง

ล่าสุด ทางญี่ปุ่นได้แสดงความสนใจที่จะให้เชื่อมต่อไปยัง อยุธยา เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีโรงงานอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นมาก นอกจากนั้นยังให้มีการดำเนินการในโครงการศูนย์การพัฒนาขนส่งสินค้าทางรางที่ท่าเรือแหลมฉบัง ส่วนด้านโครงการรถไฟทางคู่ 5 เส้นทางวงเงิน 98,847 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างทยอยเข้าสู่ขั้นตอนการประมูลในปี 60 นี้ ซึ่งคาดว่าจะได้ผู้ประมูลในเดือน ก.ค.-ส.ค.-ก.ย.60 นี้

นายสมคิด กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นได้มอบนโยบายให้คมนาคม เร่งเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหากรณีเพิ่มทุนของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในสายการบินนกแอร์ อย่าให้คาราคาซัง จะตัดสินใจไปในทิศทางไหน การบินไทยจะถือหุ้นต่อไหม จะมีพาร์ตเนอร์อย่างไร โดยให้ข้อคิดไปว่า ถ้าการบินไทยฉลาดควรจะต้องรู้จักการบริหารจัดการสายการบินนกแอร์ เพราะถ้าการบินไทยมีสายการบินอยู่ในมือ 2-3 สายจะสามารถเชื่อมต่อ ต่อยอดให้กับสายการบินตัวเองได้

“ในส่วนของการเร่งรัดการเบิกจ่ายนั้น คมนาคมสามารถดำเนินการได้ดีไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ส่วน กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท นั้นตนมองว่าไม่อยากให้ 2 หน่วยงานสร้างทางอย่างเดียว แต่ให้สร้างทางเพื่อการท่องเที่ยวเข้าไปด้วย”

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ในการประชุม ครม.วันที่ 13 มิ.ย.60 กระทรวงคมนาคมจะเสนอให้ ครม.อนุมัติใช้ ม.44 ในการดำเนินการโครงการรถไฟไทย-จีน เพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้และแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างขณะนี้

นอกจากนี้ มีแผนที่จะเสนอโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และรถไฟทางคู่ เส้นทางบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 355 กม. วงเงิน 60,512 ล้านบาท และเส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ เส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 326 กิโลเมตร วงเงิน 77,000 ล้านบาท เข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือน มิ.ย.นี้

ส่วน โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หัวหิน ขณะนี้กำลังเตรียมจัดรับฟังความคิดเห็น และทำข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อส่งให้ทาง สคร. พิจารณาต่อไป สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ที่จะเชื่อมต่อ 3 สนามบินนั้น อาจจะเริ่มในส่วนของเส้นทาง กรุงเทพฯ-ระยองก่อน และตามด้วยส่วนต่อขยายที่เชื่อมเข้าสนามบิน เพราะการจะทำส่วนต่อขยายนั้นต้องดูผลการศึกษาของเส้นทางกรุงเทพฯ-ระยองก่อนว่าจะเชื่อมต่ออย่างไร

 

นกสกู๊ต-ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ รับใบ Re AOC ดันมาตรฐานการบินหวังปลดธงแดง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 15:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970333

การบินพลเรือนแห่งประเทศไทย มอบใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ตามมาตรฐาน ICAO แก่สายการบินนกสกู๊ตและไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ พร้อมร่วมผลักดันมาตรฐานการบิน เพื่อนำไปสู่การปลดธงแดงได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด..

วันที่ 12 มิ.ย. 60 นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เชิญสายการบินนกสกู๊ต โดยนายปิยะ ยอดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ โดยนายนัตดา บุรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมคณะผู้บริหารของทั้งสองสายการบิน เข้าร่วมประชุมสรุปผลและรับมอบใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (AOC) โดยมีนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธานและสักขีพยาน ณ ห้องประชุมสโมสร กระทรวงคมนาคม

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เผยว่า นกสกู๊ตและไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ เป็นสายการบินที่ 4 และ 5 ที่ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่จาก การบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ซึ่งทั้ง 2 สายนี้ มีความพิเศษกว่า 3 สายที่ผ่านมา คือ เป็นสายการบินที่ให้บริการระหว่างประเทศเท่านั้น ซึ่งถือว่าทั้ง 2 สาย จะเป็นตัวแทนของไทยที่จะแข่งขันกับผู้ประกอบการของต่างประเทศในเวทีที่มีการต่อสู้กันมากที่สุด หวังว่ามาตรฐานด้านความปลอดภัยที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้รับรองให้ในวันนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมากยิ่งขึ้น

นายปิยะ ยอดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกสกู๊ต จำกัด เผยว่า นกสกู๊ตให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้โดยสารและพนักงานทุกคนเป็นสิ่งสูงสุด โดยตลอดระยะเวลาที่เราได้ร่วมมือกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ในการตรวจสอบและประเมินผลทุกขั้นตอน จนได้รับมอบใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ตามมาตรฐาน ICAO

ทั้งนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในฐานะสายการบินพรีเมียมโลคอสต์สัญชาติไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันมาตรฐานการบินเชิงพาณิชย์ เพื่อนำไปสู่การปลดธงแดงได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด นอกจากนี้เรายังมุ่งมั่นในการพัฒนาการบริการที่คุ้มค่าและประทับใจให้กับผู้โดยสาร เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการบินไทยสู่สากล และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย

นายนัตดา บุรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ จำกัด เผยว่า ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ มุ่งมั่นในการดำเนินงานและให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ กับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ในการตรวจสอบและออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ตามมาตรฐาน ICAO ซึ่งใบรับรองที่เราได้รับในวันนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีถึงมาตรฐานในระดับสากลของสายการบิน

โดยเฉพาะเรื่องของความปลอดภัย ที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการให้บริการ เป็นสิ่งที่พนักงานทุกคนยึดถือปฏิบัติมาโดยตลอด นับตั้งแต่ที่เริ่มให้บริการเป็นครั้งแรกในปี 2557 ในฐานะสายการบินราคาประหยัดที่ให้บริการเส้นทางบินระยะไกลรายแรกของไทย ซึ่งหลังจากนี้ ทางสายการบินก็ยินดีที่จะร่วมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถปลดธงแดงได้ตามกรอบที่วางเอาไว้ พร้อมยกระดับมาตรฐานการบินของประเทศต่อไป

ทั้งนี้ การบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้มอบใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (AOC) ให้กับสายการบินของไทย รวมในครั้งนี้แล้วทั้งหมด 5 สายการบิน ซึ่งมีเส้นทางการบินระหว่างประเทศรวมแล้วถือเป็นประมาณร้อยละ 77 จากเส้นทางการบินระหว่างประเทศทั้งหมดของสายการบินสัญชาติไทย ​

ส่วนการแก้ไขข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย (SSC) 33 ข้อ กพท.ได้เร่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีความก้าวหน้าในการแก้ไข SSC มากกว่าร้อยละ 80 แล้ว และคาดว่าจะสามารถยื่นเรื่องเชิญให้ ICAO มาตรวจสอบ ICVM (ICAO Coordinated Validation Mission) เพื่อขอปลดธงแดงได้ภายในเวลาที่กำหนดคือสิ้นเดือนนี้.

 

ไทยจับมือภูฏาน ลงนามเอ็มโอยู ร่วมมือส่งเสริมท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 12:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970157

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาการท่องเที่ยวภูฏาน ลงนามบันทึกความเข้าใจ เอ็มโอยู เรื่องความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ เนื่องจากชาวภูฏานเดินทางมาไทยปีละกว่า 22,000 คน ซึ่งเป็นการเติบโตและเป็นตลาดสำคัญของไทยในอนาคต…

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 60 ที่ศูนย์ประชุมกองทุนพัฒนาเยาวชน กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน สมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก สมเด็จพระราชินีใน สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมเป็นสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับภูฏาน ระหว่างนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนาง Chimmey Pem ผู้อำนวยการสภาการท่องเที่ยว ในงานเทศกาลสานสัมพันธ์ไทย-ภูฏาน ครั้งที่ 1 โดยมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เข้าร่วมงานด้วย และเปิดงานเทศกาลโดยมีการแสดงทางวัฒนธรรม รวมถึงการออกบูธประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวไทย

ทางด้าน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เผยว่า การลงนามเอ็มโอยูกับสภาการท่องเที่ยวแห่งภูฏาน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ เนื่องจากในตลาดภูฏานที่เดินทางมาไทยปีละกว่า 22,000 คนต่อปี และถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ เพราะมักจะมารักษาสุขภาพหรือตรวจร่างกายในประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มข้าราชการของภูฏาน จึงมองว่ากลุ่มนี้จะเติบโตและเป็นตลาดสำคัญของไทยได้อีกมาก

นอกจากนี้ ตลาดภูฏานยังมีกลุ่มชื่นชอบการเล่นกีฬา โดยเฉพาะอย่าง กอล์ฟ ฟุตบอล จึงได้มีการเซ็นเอ็มโอยูด้านกีฬากับภูฏานด้วย รวมถึงในด้านการศึกษาที่ทางมหาวิทยาลัยชื่อดังในประเทศไทย จะมีการเดินหน้าในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนของนักเรียนภูฏานในประเทศไทย เพราะในปัจจุบันมีนักเรียนภูฏานไปเรียนในไทยกว่า 1,200 คน

นายยุทธศักดิ์ เผยว่า สาระสำคัญของเอ็มโอยู เป็นความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน อาทิ ความร่วมมือด้านตลาดท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนข้อมูลท่องเที่ยว การอบรมด้านการท่องเที่ยว และการพัฒนาบุคลากรและศักยภาพของสินค้าท่องเที่ยว หลังจากนี้ ททท. และสภาการท่องเที่ยวภูฏาน จะจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกัน และเริ่มส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาร่วมกันภายใต้แนวคิด “Two Kingdoms One Destination” พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพของทั้งสองประเทศ สำหรับเนื้อหาเอ็มโอยูไทย-ภูฏาน ยังคงสาระสำคัญตามกรอบความร่วมมือเดิมที่เคยลงนามกันไว้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 54 ที่ผ่านมา

สำหรับการลงนามในครั้งที่สองนี้ ได้เพิ่มเติมในประเด็นการให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ดังนี้ 1.การส่งเสริมราชอาณาจักรภูฏานให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางสู่ประเทศไทย โดย ททท. และผ่านพันธมิตรของ ททท. อาทิ สายการบิน ผู้ประกอบการนำเที่ยวและสื่อมวลชน 2.การส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกัน จัดทำเอกสารส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์สื่อมวลชน 3.การจัด familiarisation trip สำหรับสื่อมวลชนและบริษัทนำเที่ยวของ ททท. และสภาการท่องเที่ยวภูฏาน 4.การส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวภูฏานให้กับนักท่องเที่ยวตลาดศักยภาพของไทย โดยจัด MET และ AET เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับภูฏานในประเทศไทย

5.นำเสนอรายการนำเที่ยวชมวัดทั้งในไทยและภูฏาน รวมถึงร่วมกันส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนา 6.ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนศึกษาดูงาน เพื่อพัฒนาศักยภาพของสินค้าและบริการ รวมถึงการส่งเสริมการตลาด 7.จัดโครงการอบรมและวิชาชีพด้านการตลาดท่องเที่ยวสำหรับนักศึกษาของ Royal Institute for Tourism and Hospitality (RITH) 8.ประสานงานในการเชื่อมโยง RITH กับหน่วยงานต่างๆ ในไทย 9.ประสานงานการจัดอบรมด้านการโรงแรม หลักสูตรระยะสั้นสำหรับบุคลากรด้านการโรงแรมของภูฏาน 10.การแลกเปลี่ยนข้อมูลและสถิติด้านการท่องเที่ยว โดยมีผู้ประสานงานหลักในการดำเนินงาน 11.การร่วมมือโครงการและจัดการด้านการท่องเที่ยวชุมชน 12.จัดตั้งคณะทำงานในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกัน.

 

ซิงเกอร์ จับมือเพนกวิน ออกซิมใหม่ เจาะกลุ่มผ่อนรายเดือนชอบโทร-เล่นเน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 10:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970015

ซิงเกอร์จับมือเพนกวิน ออก ซิมซิงเกอร์ พร้อมแคมเปญ ‘ซิงเกอร์ ป๋าจัดให้’ โทรฟรี 200 นาที เน็ต 2.5GB เจาะตลาดลูกค้าระบบผ่อนชำระรายเดือน เอาใจคนรักการโทรและเล่นเน็ต คาดจะมียอดขายคู่มือถือ 2,000 ซิมต่อเดือน…

นายกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ร่วม บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER เปิดเผยว่า บริษัทฯ มองเห็นโอกาสจากภาวะตลาดมือถือ โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนยังมีแนวโน้มเติบโตได้สูง จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรค่ายมือถือน้องใหม่ภายใต้แบรนด์ “เพนกวิน” เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “ซิมซิงเกอร์” ครั้งแรก โดยชูจุดแข็งของซิงเกอร์ ที่มีเครือข่ายพนักงานขายครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศกว่า 14,000 คน และมีกลุ่มเจมาร์ทฯ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ความร่วมมือดังกล่าวจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งระหว่างกัน และสามารถพลิกโฉมวงการตลาดสมาร์ทโฟนได้

บริษัทฯ มีความคาดหวังว่าภายหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ จะมียอดขายซิมซิงเกอร์คู่กับสมาร์ทโฟนเฉลี่ย 2,000 ซิมต่อเดือน และจะเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักผลักดันให้ยอดขายในส่วนของผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนของซิงเกอร์เติบโตสูงขึ้นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากบริษัทฯ เชื่อว่ายังคงมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจำนวนมากที่อยู่ระหว่างมองหาสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ หรือต้องการเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนเครื่องแรก ควบคู่ไปกับความต้องการใช้ซิมโทรศัพท์ที่มีความคุ้มค่าในเรื่องของค่าโทรและการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยการออกแพ็กเกจให้ตรงใจกับกลุ่มลูกค้าแบบสุดคุ้ม

“การแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นในตลาดสมาร์ทโฟน ทำให้ซิงเกอร์ต้องการสร้างความแตกต่าง จึงเป็นที่มาของการเปิดตัวซิมโทรศัพท์ครั้งแรกร่วมกับเพนกวิน ที่มีกลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจคล้ายคลึงกัน โดยมองว่าการร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยเสริมทัพให้ซิงเกอร์แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยเรามองว่าเป็นโอกาสในการสร้างรายได้โดยไม่มีต้นทุนเพิ่ม อีกทั้งซิมซิงเกอร์จะตอบสนองพฤติกรรมของลูกค้าที่รักการโทรและใช้งานอินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดีสำหรับลูกค้าที่สนใจ นายกิตติพงศ์กล่าว

ด้านนายชัยยศ จิรบวรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะไวท์สเปซ จำกัด เปิดเผยว่า ซิมซิงเกอร์เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดตลาดเฉพาะกลุ่มครั้งแรก โดยใช้แบรนด์พันธมิตรของทางซิงเกอร์ ที่เป็นบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจในทิศทางเดียวกัน คือต้องการเพิ่มช่องทางการขายเพื่อให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของธุรกิจ MVNO ที่ทำร่วมกันแบบ WIN-WIN เพนกวินเป็นค่ายมือถือแนวคิดใหม่เน้นความประหยัด ที่ให้บริการได้ทั้งเสียงและอินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายของ บมจ. กสท. โทรคมนาคม ที่นับเป็นเครือข่าย 3G ที่ดีที่สุดในประเทศไทย ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีสถานีฐานกว่า 15,000 สถานี ให้บริการอยู่บนคลื่น 850 เมกะเฮิร์ตซ์ ทำให้การรับส่งสัญญาณกว้างไกลกว่าความถี่อื่นๆ ที่ให้บริการอยู่

ความร่วมมือกันครั้งนี้จะมีการนำเสนอแคมเปญ “ซิงเกอร์ ป๋าจัดให้” สำหรับลูกค้าที่ซื้อซิมซิงเกอร์คู่กับสมาร์ทโฟนรุ่นฮิต โดยลูกค้าจะได้รับแพ็กเกจโทรฟรี 200 นาทีทุกเครือข่าย พร้อมอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสุดจำนวน 2.5 GB จากนั้นสามารถเล่นต่อได้ที่ความเร็ว 384 Kbps ตลอดระยะเวลาโปรโมชั่น 30 วัน นอกจากนี้ลูกค้ายังจะได้รับความสะดวกสบาย หากต้องการเติมเงินโทรศัพท์ภายหลังจากจำนวนการโทรฟรีหมด โดยสามารถเลือกได้จากหลากหลายช่องทาง เพียงเติมเงินผ่านตู้เติมเงินซิงเกอร์ ตู้เติมเงินอื่นทั่วไป ณ ร้านเจมาร์ท ร้านสะดวกซื้อ, 7-Eleven, แฟมิลี่มาร์ท รวมถึงเติมเงินผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ เช่น AirPay, WePay, PayforU และอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีทีมคอลเซ็นเตอร์คอยให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจรอีกด้วย.

 

ทองไทยเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,000

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/969975

ทองไทยเปิดตลาดวันจันทร์ที่ 12 มิ.ย.2560 ราคาคงที่ ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท…

วันที่ 12 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,400 ขายออกบาทละ 20,500 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,026.36 ขายออกบาทละ 21,000 บาท.