ชงใช้ ม.44 ลดภาษีสินค้าไฮโซ รายได้ท่องเที่ยวแตะ 1 ล้านล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970958

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า มีแนวคิดจะหารือกับกระทรวงการคลัง ถึงความเป็นไปได้ใช้กฎหมายมาตรา 44 แก้ปัญหาเรื่องการเก็บภาษีสินค้าท่องเที่ยวกลุ่มหรูหรา (ลักชัวรี่) ที่ปัจจุบันจัดเก็บในอัตราค่อนข้างสูง โดยนำร่องภาษีการจอดเรือซุปเปอร์ยอร์ช และภาษีการนำเข้าเครื่องดื่มประเภทไวน์ เพื่อช่วยเพิ่มแรงกระตุ้นกลุ่มนักท่องเที่ยวไฮเอนด์ให้มาจับจ่ายในประเทศไทยได้มากขึ้น ทั้งนี้ ภาษีการจอดเรือซุปเปอร์ยอร์ชในปัจจุบันเก็บภาษีสูงถึง 7% ของราคาเรือที่มีราคาสูงกว่า 1,000 ล้านบาทต่อลำ จึงทำให้นักท่องเที่ยวไม่นิยมนำเรือมาจอดเทียบท่าในเมืองไทย เพราะหากเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่นลังกาวีไม่คิดค่าจอดเรือดังกล่าว ทั้งนี้คาดว่าหากมีการลดภาษีจะมีเรือซุปเปอร์ยอร์ช มาจอดเพิ่มในประเทศไทยได้อีก 200 ลำ ซึ่งตอบโจทย์การเร่งพัฒนาท่าเรือในประเทศไทยหลายๆแห่ง นอกจากนี้ ภาษีเครื่องดื่มประเภทไวน์ที่ปัจจุบันคิดอัตรา 20-25% หากลดลงมาเก็บในระดับ 5-10% ซึ่งในปัจจุบันก็มีการนำเข้ามาแบบลักลอบหนีภาษีเข้ามาอยู่แล้ว หากจะส่งเสริมเรื่องการกินเพื่อการท่องเที่ยว ไวน์เป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นการใช้จ่ายด้านการกินได้ดี”

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ตั้งแต่ ม.ค.-พ.ค.2560 อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสร้างรายได้ให้ประเทศ รวม 1.05 ล้านล้านบาท ขยายตัว 5.27% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 747,000 ล้านบาท และคนไทยท่องเที่ยวภายในประเทศ 305,000 ล้านบาท.

 

“สมคิด” เร่งสรุปนกแอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970953

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามความคืบหน้าในโครงการสำคัญๆของกระทรวงคมนาคมว่า ได้มอบนโยบายให้เร่งเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหากรณีเพิ่มทุนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในสายการบินนกแอร์ อย่าให้คาราคาซัง จะตัดสินใจไปในทิศทางไหน การบินไทยจะถือหุ้นต่อไหม จะมีพาร์ตเนอร์อย่างไร โดยให้ข้อคิดไปว่า ถ้าการบินไทยฉลาดควรจะต้องรู้จักการบริหารจัดการสายการบินนกแอร์ เพราะถ้าการบินไทยมีสายการบินอยู่ในมือ 2-3 สายจะสามารถเชื่อมต่อยอดให้กับสายการบินตัวเองได้

“การเดินทางมาที่กระทรวงคมนาคมครั้งนี้เพื่อมาขอบคุณที่โครงการในส่วนความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคมมีส่วนทำให้การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศจาก World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD สวิตเซอร์แลนด์ประจำปี 2560 ประเทศไทยมีอันดับดีขึ้น มีอีกหลายโครงการที่จะเปิดประมูลในปีนี้ รวมถึงในปี 2561 ด้วย จะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนมากขึ้น”

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ในการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี วันนี้ (13 มิ.ย.60) จะเสนอให้ใช้ ม.44 ในโครงการรถไฟไทย-จีน เพื่อให้เดินหน้า ต่อไปได้และแก้ไขปัญหาที่คั่งค้าง นอกจากนั้น จะเสนอโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา และรถไฟทางคู่ เส้นทางบ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ระยะทาง 355 กม. วงเงิน 60,512 ล้านบาท และเส้นทางเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 326 กิโลเมตร วงเงิน 77,000 ล้านบาท เข้าพิจารณาใน ครม.เดือน มิ.ย.นี้

ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-หัวหิน ขณะนี้เตรียมจัดรับฟังความคิดเห็น และทำข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง ที่จะเชื่อมต่อ 3 สนามบินนั้น อาจจะเริ่มในส่วนของเส้นทาง กรุงเทพฯ-ระยองก่อน และตามด้วยส่วนต่อขยายที่เชื่อมเข้าสนามบิน.

 

เศรษฐกิจอาเซียน+3 พ้นจุดต่ำสุด! แอมโรชี้จุดอ่อนไทยเอกชนลงทุนต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970952

นายคอร์ โฮ อี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์มหภาค สำนักงานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคแห่งภูมิภาคอาเซียน+3 (แอมโร) เปิดเผยถึงเศรษฐกิจอาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้) ในช่วง 20 ปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ว่า เศรษฐกิจอาเซียน+3 ผ่านจุดต่ำสุดแล้วตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้จะเติบโต 5.2% และ 5.1% ในปีหน้า โดยเศรษฐกิจจีนที่ลดความร้อนแรงลง จะขยายตัว 6.5% ในปีนี้ และ 6.3% ในปีหน้า ส่วนเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่โตต่อเนื่อง จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจภูมิภาคโตได้ต่อเนื่อง สำหรับจุดเปราะบางของเศรษฐกิจอาเซียน+3 คือ บางประเทศใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องยาวนาน จนเหลือช่องกระตุ้นได้อีกไม่มาก ส่วนการรับมือความผันผวนของค่าเงินโลก เชื่อว่าระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่นจะทำให้รับมือได้ดีขึ้น และยังมีมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ (CMI) ซึ่งทำให้มีเบาะรองรับเงินทุนสำรอง โดยสามารถกู้ยืมเงินระหว่างประเทศสมาชิกได้ หากเกิดวิกฤติค่าเงิน

ขณะที่เศรษฐกิจไทย คาดปีนี้จะโต 3.4% และ 3.5% ในปีหน้า ถือเป็นการเติบโตดีแม้ไทยประสบปัญหาต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังวิกฤติปี 40 แม้ไทยปฏิรูปทั้งการเงิน และการคลัง แต่มีปัญหาอื่นๆ ที่มีทำให้ไม่ได้ใช้การปฏิรูปเพื่อการขยายตัวของเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เห็นทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจดีกว่าหลายประเทศ โดยเสถียรภาพด้านต่างประเทศ ทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ และหนี้สาธารณะอยู่ในระดับดี “จุดอ่อนไทย คือ การลงทุนภาคเอกชนไม่เต็มที่ ถ้าในอนาคตการลงทุนเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจจะโตได้ดี นอกจากนั้น มีความเสี่ยงหนี้ครัวเรือนในระดับสูง และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยภาพรวมไม่มีปัญหา แต่เห็นแรงกดดันบางจุด เช่น ความสามารถทางการเงินของธุรกิจรายกลางและรายย่อย (เอสเอ็มอี)”

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์ และความสัมพันธ์องค์กร ธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) กล่าวถึงการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นว่า หลังจากที่ตลาดคาดว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) วันที่ 12-13 มิ.ย.นี้ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น ตามทฤษฎีเงินน่าจะไหลออกจากภูมิภาค แต่ที่ผ่านมา สหรัฐฯมีปัญหานโยบายหลายเรื่อง ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงบางช่วง ขณะที่เศรษฐกิจไทย ซึ่งที่ผ่านมา มีเงินระยะสั้นเข้ามาพัก ธปท.ได้ส่งสัญญาณผ่านการปรับลดวงเงินการออกพันธบัตรระยะสั้นของ ธปท.แล้วว่า ไม่ต้องการเงินส่วนนี้ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริง คงกระทบไทยไม่มาก เพราะตลาดซึมซับผลกระทบแล้ว.

 

จากใจ “จ่าพิชิต-หนุ่ยแบไต๋”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970392

ความพยายามของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (แ) ที่จะนำธุรกิจบริการภาพและเสียงบนโครงข่ายอื่นๆ ที่ไม่ใช่โครงข่ายทีวีดิจิทัล (Over The Top-OTT) และบริการแอพพลิเคชันทีวีต่างๆเข้าสู่ระบบใบอนุญาต เพื่อจัดระเบียบการให้บริการเนื้อหาที่เหมาะสมนั้น ใกล้งวดเข้ามาทุกขณะ หลังรวบรวมข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงการประมวลผลเพื่อนำไปสู่การเคาะหลักเกณฑ์การกำกับดูแล

เนื่องด้วยเหตุกิจการ OTT นั้น ถือเป็นทีวีประเภทหนึ่งให้บริการบนเครือข่ายออนไลน์ โซเชียลมีเดีย ซึ่งมีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) มากขึ้นทุกขณะ แต่บางครั้งรูปแบบการนำเสนอเกินขอบเขตของความพอดี ไม่เหมาะสม ไม่คำนึงถึงจริยธรรม ศีลธรรมอันดี จนอาจส่งผลกระทบด้านลบต่อเยาวชน ซึ่งเสพสื่อประเภทนี้มากที่สุด

โดยนอกจากการเชิญแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊ก กูเกิล ไลน์ เข้ามาหารือ รวมทั้งกลุ่มทีวีดิจิทัลและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ รวมทั้งกลุ่มนักวิชาการแล้ว กลุ่มสุดท้ายที่ กสทช.เรียกเข้ามาแสดงความคิดเห็น เป็นเพจเฟซบุ๊ก ที่เผยแพร่ข้อมูลภาพและเสียง ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1 ล้านคนขึ้นไป

เพจเฟซบุ๊กที่มีคุณภาพข้างต้น ปัจจุบันมีประมาณ 100 เพจ ซึ่ง กสทช.ส่งจดหมายเชิญมาร่วมแสดงความคิดเห็น 30 เพจ อาทิ Drama Addict, วู้ดดี้, กาละแมร์, อีจัน, หมอแล็บแพนด้า และแบไต๋ ไฮเทค เป็นต้น

ท่ามกลางการประชุมแอดมินเพจที่เงียบงัน นับว่ายังดี ที่มีคนกล้าพอที่จะแสดงความคิดเห็นและบอกในสิ่งที่ตัวเองคิด หนึ่งในนั้นคือ นพ.วิทวัช ศิริประชัย หรือจ่าพิชิต เจ้าของเพจ Drama Addict ที่มียอดผู้ติดตามมากกว่า 1.65 ล้านคน

นพ.วิทวัชบอกว่า เห็นด้วยที่จะมีการกำกับดูแลเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม แต่ยังมองไม่เห็นว่า กสทช.จะใช้วิธีการใดมากำกับดูแล “ผมไม่แน่ใจว่า กสทช. เข้าใจโลกออนไลน์มากแค่ไหน เพราะโลกออนไลน์มีพื้นที่กว้างมาก มีอิสระมาก ถ้าคิดจะกำกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมแล้ว จะทำอย่างไร เมื่อมีการ Fecebook Live (ถ่ายทอดสด) การฆ่าตัวตาย การโชว์นม เพราะถ้าเป็นต่างประเทศ เขาจะติดต่อเฟซบุ๊กให้ปลดออกได้ทันท่วงที”

ฉะนั้นสิ่งที่ กสทช.ควรทำ คือ การเจรจาและขอความร่วมมือกับเฟซบุ๊ก เพื่อให้มีเครื่องมือคัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมออกไปจากเพจเฟซบุ๊ก และไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่น กรณีการ Live การฆ่าตัวตาย

นอกจากนี้ ควรจะจัดการขั้นเด็ดขาดกับเพจที่ขายยาเสพติด อาวุธสงคราม ยาลดความอ้วน ซึ่งเป็นการหลอกหลวงผู้บริโภค การขายบริการทางเพศ และสินค้าอื่นๆที่ผิดกฎหมาย ที่ปัจจุบันมีเกลื่อนเฟซบุ๊กและหาซื้อได้ง่ายดาย สิ่งเหล่านี้ถือเป็นภัยต่อประเทศ แต่เอาผิดไม่ได้เลย

นั่นเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่เอาจริงต่อการดำเนินคดีกับเพจที่ทำผิดกฎหมาย ถ้าเอาจริงอย่างถึงที่สุดแล้ว เชื่อว่าจะลดปัญหาไปได้มาก และจะไม่มีใครกล้าเอาอย่าง

“ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลหรือ กสทช.ต้องทำคือ เจรจาและเรียกร้องความรับผิดชอบต่อสังคมจากเฟซบุ๊ก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หลายสิ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายไทย เมื่อให้บริการในไทย ก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยด้วย รวมถึงหาวิธีการที่จะจัดเก็บรายได้จากเฟซบุ๊กด้วย เพราะทุกวันนี้มีรายได้จำนวนมากจากคนไทย แต่ไม่เสียภาษีให้กับประเทศไทยเลย

ขณะที่ “หนุ่ย-พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์” พิธีกรไอที เจ้าของเพจแบไต๋ ไฮเทค บอกว่า ถ้า กสทช.ไม่สามารถกำกับดูแล โดยได้รับความร่วมมือจากเฟซบุ๊กได้ ก็ขอแนะนำว่าอย่าทำ เพราะสิ่งที่ดีที่สุดคือการให้เฟซบุ๊ก ใช้ระบบยืนยันตัวตน (Authentication) ให้แก่เจ้าของเพจที่ได้รับอนุญาตจาก กสทช.ให้ใช้ facebook Live ได้ ซึ่งตนไม่คิดว่าเฟซบุ๊กจะร่วมมือ ซึ่งหากทำระบบนี้ไม่ได้ การกำกับดูแลจะไม่ยุติธรรม คนที่ไม่พร้อมเข้ากฎ ก็ลอยนวลต่อไป ภาครัฐไม่สามารถทำอะไรได้ “ผมยังอยากฝาก กสทช.ให้ช่วยกำกับดูแลเฟซบุ๊กและกูเกิลให้ดีด้วย ควรเริ่มจากการให้บริษัทข้ามชาติเหล่านี้ จ่ายภาษีให้ถูกต้อง เพราะปีที่ผ่านมามีรายได้ 4,500 ล้านบาท

นี่คือสิ่งที่ พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.พูดให้ฟัง แต่ไม่ต้องเสียภาษีใดๆ แม้กระทั่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) นี่คือสิ่งที่ต้องรีบทำทันที”.

ดวงพร อุดมทิพย์

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 13/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970883

แก้กฎหมายหลักทรัพย์ป่วน “เกศรา” โอดโดนรีด 8 พันล้านตั้งกองทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970948

“เกศรา” โอด พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ฯใหม่ จ้องรีดเงินตลาดหลักทรัพย์ตั้งกองทุนพัฒนาตลาด 8 พันล้านบาท และส่งกำไรเข้ากองทุนทุกปีไม่ต่ำกว่า 90% ของกำไรสุทธิ หวั่นกระทบลงทุนในอนาคต ยันไม่มั่นใจกองทุนมีหน้าที่อะไร เหตุกฎหมายกำหนดไม่ชัดเจน

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เพื่อรองรับการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) โดยกำหนดให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องนำเงินของตลาดหลักทรัพย์ใส่เป็นเงินประเดิมของกองทุน 8,000 ล้านบาท และหลังจากนั้นต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนไม่น้อยกว่า 90% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ทุกปีว่า การกำหนดให้ต้องนำกำไรสุทธิถึง 90% ส่งเข้ากองทุน CMDF อาจกระทบต่อการลงทุนของตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตได้

ทั้งนี้ เพราะในทุกๆ 5 ปีตลาดหลักทรัพย์ต้องลงทุนระบบไอที เพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน โดยใช้งบดำเนินการเป็นหลักพันล้านบาท และยังมีค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาระบบอีกถึงปีละ 15% ของเงินลงทุน ขณะที่แต่ละปีมีกำไรสุทธิประมาณ 1,000 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนเงินตั้งต้นกองทุน CMDF 8,000 ล้านบาทนั้น มาจากเงินทุนและทรัพย์สินที่ตลาดมีอยู่ราว 25,000 ล้านบาท ซึ่งต้องกันไว้เป็นเงินทุนและเงินสำรองเพื่อการชำระราคาและหักบัญชี หากต้องนำไปเป็นทุนประเดิมถึง 8,000 ล้านบาท อาจกระทบต่อการลงทุนของตลาดได้

นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่า เงินที่จ่ายเข้ากองทุนนั้น เป็นเงินของตลาดหลักทรัพย์เพียงฝ่ายเดียว แต่คณะกรรมการกองทุน CMDF ที่กำกับดูแลเงินกองทุนมาจากหลายภาคส่วน ทั้งประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นต้น อีกทั้งกฎหมายไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะนำเงินกองทุนไปทำอะไรได้บ้าง

“เข้าใจว่า การตั้งกองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตลาดทุนให้ดีขึ้น แต่ต้องดูว่า เงินที่ตลาดต้องจ่ายออกไปมากถึง 90% สมเหตุสมผลหรือไม่ ซึ่งยังไม่เคยพูดถึงมาก่อน อยากให้ดูในอนาคตว่า จะทำให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยยืนอยู่อย่างเข้มแข็ง และยืนบนเวทีโลกได้หรือไม่ และไม่มั่นใจว่ากองทุนนี้มีหน้าที่ หรือขอบเขตการดำเนินงานอย่างไร เนื่องจากรายละเอียดที่ระบุไว้ยังไม่ชัดเจน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลตามเอกสารรับฟังความคิดเห็นของ ก.ล.ต.ระบุว่า การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้กระทรวงการคลัง โดยความเห็นชอบของ รมว.คลังเห็นควรให้แก้ไขเพิ่มเติม และจัดตั้งกองทุน โดยให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และกำหนดให้รายรับของกองทุนไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน สาเหตุที่ต้องจัดตั้งกองทุน เพราะตลาดหลักทรัพย์ เป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ และส่งเสริมและพัฒนาตลาดทุนของไทย ซึ่งทั้ง 2 บทบาทมีความสำคัญ และจำเป็นสำหรับการเติบโตของตลาดทุน และเศรษฐกิจของไทย ส่วนวัตถุประสงค์การจัดตั้งกองทุน เช่น ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์และตลาดทุน เสริมสร้างความรู้แก่ผู้ลงทุนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น.

 

จัดหนักหนี้นอกระบบ รัฐช่วย “คนจน” มีทางสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970057

“จน เครียด เป็นหนี้”…วงเวียนชีวิตของคนไทย จำนวนไม่น้อย ที่ต้องใช้ชีวิตแบบวนไปๆ

ชีวิตต้องวนเวียนหาหยิบยืมเจ้าหนี้รายใหม่มาจ่ายดอกเจ้าหนี้รายเก่า …ท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ บวกกับภาวะเศรษฐกิจโลกกำลังสาละวันเตี้ยลงอย่างหนัก ส่งผลให้การส่งออกของไทยติดลบ 3 ปีติดต่อกัน…ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำกระทบต่อกลุ่มคนฐานล่างของประเทศ ลูกจ้างโรงงาน เกษตรกร คนหาเช้ากินค่ำ…ต้องประสบปัญหาปากท้องและหันไปกู้หนี้ยืมสิน โดยเฉพาะ “กู้เงินนอกระบบ” มาใช้จ่าย

ย้อนภาพบรรยากาศหลังจากที่รัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาบริหารบ้านเมืองเมื่อปลายปี 2557 ได้มีนโยบายเร่งด่วน ในการเร่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างครบวงจร

ด้วยเพราะการเป็น “หนี้นอกระบบ” เป็นต้นเหตุสำคัญที่ส่งผลร้ายสร้างปัญหาสังคมตามมา ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การแก้หนี้นอกระบบจึงกลายเป็นวาระแห่งชาติของรัฐบาล พร้อมกับบรรจุให้เป็นหนึ่งในนโยบายหลัก ที่แถลงต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการมุ่งลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยอีกด้วย

ตลอดสอง…สามปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีความตั้งใจเป็นอย่างมาก ทำงานบูรณาการร่วมกันกว่า 12 องค์กร เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาครบทุกมิติ ผลงานที่โดดเด่นหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมาย ปราบปรามมาเฟียเจ้าหนี้โหด การจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ชาวบ้านไปใช้คืนหนี้นอกระบบ

นับรวมไปถึงการเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบเข้ามาปล่อยกู้อย่างถูกกฎหมาย ตลอดจนจัดให้มีการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความระหว่าง “เจ้าหนี้” กับ “ลูกหนี้”

ในการบังคับใช้กฎหมาย ได้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายสำเร็จ 2 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ฉบับ พ.ศ.2560 หัวใจสำคัญป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้เอารัดเอาเปรียบลูกหนี้เก็บดอกแพงหรือเก็บดอกรายวัน โดยบังคับให้เจ้าหนี้ทุกประเภทห้ามคิดดอกเบี้ยเกิน 15% ต่อปี หากฝ่าฝืนลูกหนี้สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท

หรือ…กรณีที่มีการกระทำความผิดเป็นกลุ่มกระบวนการที่เป็นลักษณะนายทุนให้มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หากผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐต้องเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า

กฎหมายอีกฉบับเป็นการออก พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ห้ามเจ้าหนี้ทวงหนี้โดยวิธีข่มขู่ลูกหนี้ หากฝ่าฝืนติดคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และภายหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมกันจัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจจับเจ้าหนี้นอกระบบที่ยังทำผิดทั่วประเทศ จนถึงปัจจุบันสามารถดำเนินคดีได้แล้ว 507 ราย

อีกมิติที่สำคัญ “จัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ” ให้ชาวบ้าน กระทรวงการคลังได้สั่งให้ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดโครงการสินเชื่อแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรรายย่อยที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.2560

เพื่อใช้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนภายในครอบครัว หรือนำไปใช้คืนหนี้นอกระบบ โดยมีวงเงินสินเชื่อรวม 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นของธนาคารออมสิน 5,000 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. 5,000 ล้านบาท

พร้อมกับให้เงื่อนไขการปล่อยกู้ที่พิเศษเพื่อช่วยให้ชาวบ้านเข้าถึงแหล่งเงินทุนง่ายขึ้น เช่น กำหนดวงเงินสินเชื่อต่อรายถึง 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยคงที่ไม่เกินร้อยละ 0.85 ต่อเดือน หรือคิดเป็น 18.83% ต่อปี ผ่อนชำระยาวสุด 5 ปี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน สามารถใช้บุคคลค้ำประกันให้กันได้

มาตรการนี้มีประชาชนสนใจลงทะเบียนขอสินเชื่อมากกว่าแสนคน ธนาคารสามารถปล่อยกู้ช่วยเหลือไปได้แล้วกว่า 1,800 ล้านบาท แก้ปัญหาหนี้สินและหนี้นอกระบบให้ชาวบ้านได้แล้ว 39,300 ราย

ยังไม่จบเพียงแค่นี้ รัฐบาลยังได้เปิดโครงการให้เจ้าหนี้นอกระบบที่อยู่นอกกฎหมาย ให้เข้ามาทำธุรกิจปล่อยกู้อย่างถูกต้อง ด้วยการอนุญาตให้ธุรกิจเงินกู้เข้ามาลงทะเบียนประกอบธุรกิจสินเชื่อรูปแบบใหม่ 2 รูปแบบ คือ “นาโนไฟแนนซ์”… สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ วงเงินปล่อยกู้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย และ “พิโกไฟแนนซ์” สินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด วงเงินปล่อยกู้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย

โดยกำหนดให้คิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการ ค่าธรรมเนียมใดๆ ได้ไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี

ปัจจุบันทั้ง 2 โครงการได้รับความสนใจจากเจ้าหนี้นอกระบบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพิโกไฟแนนซ์มีผู้สมัครจากทั่วประเทศถึง 224 ราย โดยเฉพาะจากภาคอีสานเข้ามามากที่สุด รองลงมาเป็นภาคเหนือ ภาคกลาง และกระทรวงการคลังให้ใบอนุญาตไปแล้ว 58 ราย ทำให้เจ้าหนี้นอกระบบกลับมาปล่อยกู้ได้อย่างถูกกฎหมาย

ข้อมูลเปิดเผย ในช่วงเริ่มต้นให้กู้ไปแล้ว 97 ราย วงเงิน 2.6 ล้านบาท …ขณะที่โครงการนาโนไฟแนนซ์มีผู้ยื่นขอใบอนุญาต 29 ราย เปิดให้บริการแล้ว 21 ราย สามารถปล่อยกู้ได้แล้วกว่า 3,000 ล้านบาท

สุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย บอกว่า แนวทางการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรของรัฐบาลถือว่าดีมาก ที่ผ่านมาชาวไร่ชาวนาที่ยังไม่มีความรู้ต้องตกเป็นเหยื่อของนายทุนนอกระบบมาตลอด เช่น พอฝนแล้งข้าวเสียหายก็ต้องไปกู้นอกระบบ หรือเอาที่ดินไปค้ำประกันจำนองบ้าง บางคนไม่รู้หนังสือเวลาทำสัญญาก็เสียเปรียบ ถูกคิดดอกเบี้ยแพงๆ ผ่อนเท่าไรก็ไม่หมด

ซ้ำร้าย…ถ้าผ่อนไม่ไหวก็ถูกยึดที่นาไปก็มี

“การช่วยเหลือสินเชื่อดอกเบี้ยถูก การเข้ามาใช้ศูนย์ดำรงธรรมช่วยไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความแก่ลูกหนี้ หรือการออกจับกุมพวกเงินกู้นอกระบบจริงๆจังๆ ทำให้ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับหนี้นอกระบบลดลงไปเยอะ เดี๋ยวนี้แทบไม่ได้ยินปัญหาเหล่านี้…พวกเราส่วนใหญ่ก็ตื่นตัว กลัวเรื่องเงินกู้นอกระบบมากขึ้น”

ชีวิตมีแต่กู้กับกู้นั้นไม่ดีแน่…รัฐบาลยังสร้างกลไกสกัดการเพิ่มหนี้นอกระบบ จัดไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ผ่านคณะอนุกรรมการไกล่เกลี่ยประนอมหนี้ทุกจังหวัด เพื่อช่วยคลี่คลายข้อพิพาทลูกหนี้และเจ้าหนี้ก่อนขึ้นศาล

ปัจจุบันสามารถยุติเรื่องไปได้แล้วถึง 360 เรื่อง รวมถึงยังให้ธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. จัดตั้งหน่วยธุรกิจเพื่อรับผิดชอบในการให้คำปรึกษาเรื่องการแก้ไขหนี้นอกระบบ ส่งเสริมให้ความรู้ทางการเงิน การประกอบอาชีพสร้างรายได้แก่ลูกหนี้ ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายองค์กรการเงินชุมชนให้มีความเข้มแข็งแทนที่เงินกู้นอกระบบได้

แนวทางแก้ไขหนี้นอกระบบครบวงจร แนวโน้มว่า “หนี้นอกระบบ” จะลดลง สำนักงานเศรษฐกิจการคลังระบุว่า มูลหนี้นอกระบบผู้มีรายได้น้อยที่มาลงโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2560 เทียบกับปี 2559 ปรับลดลงไปถึง 20,000 ล้านบาท…จากปีก่อนที่มีมูลหนี้นอกระบบที่มาลงทะเบียนเกือบแสนล้านบาท

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สะท้อนว่า ในอดีตช่วงปี 56-57 ประเทศไทยมีปัญหาน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับหนี้นอกระบบซึ่งปรับตัวขึ้นมาก โดยทยอยปรับขึ้นจาก 10% ของจีดีพี ไปเป็น 15-20% ของจีดีพี เนื่องจากชาวบ้านรายรับไม่พอรายจ่ายก็ต้องไปพึ่งเงินนอกระบบ

วันนี้…สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป “หนี้นอกระบบ” เริ่มลดลง โดยเฉพาะในการสำรวจสถานภาพแรงงานไทย ล่าสุดเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา เหลือ 53.6% ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 60.62% ถือว่าลดลงสูงสุดในรอบ 4 ปี แต่ขณะเดียวกันภาคแรงงานก็หันมาหาหนี้ที่อยู่ในระบบเพิ่มขึ้น โดยมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 46.4%

สาเหตุสำคัญมาจากโครงการแก้หนี้นอกระบบของภาครัฐ และหากดำเนินการจริงจังไปอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่า…หนี้นอกระบบของประเทศจะกลับมาลดเหลือ 10% ของจีดีพีได้อีกครั้ง

เหล่านี้นับเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ปัญหาหนี้ และสอดคล้องกับคำพูดนายกฯประยุทธ์ ที่ประกาศให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการแก้ไขหนี้นอกระบบ และต้องการขจัดให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย.

 

นิด้า หนุนรัฐเพิ่มงบปี 61 ตอบโจทย์กระตุ้นเศรษฐกิจ หวังแก้ปัญหายากจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 23:04

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970487

รศ.ดร.มนตรี วิเคราะห์งบประมาณปี 61 เป็นงบประมาณขาดดุลเพิ่มจากปีก่อน 6.1% หลังจากรัฐบาลมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ทำให้ต้องกู้เงินชดเชยประมาณ 6 หมื่นล้านบาท หวังแก้ปัญหาความยากจนและสร้างความมั่งคั่ง พร้อมช่วยขับเคลื่อน Thailand 4.0

วันที่ 12 มิ.ย. 60 รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับนักบริหาร (MPPM Executive program) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยว่า รัฐบาลได้วงเงินงบประมาณปี 61 ไว้ที่ 2.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6.1% ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์โครงสร้างงบประมาณปี 2561 จะพบว่า รัฐบาลมีรายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.4% รายจ่ายเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้น 20.2% และการจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้เพิ่มขึ้น 7.1% โดยงบประมาณรายรับจะถูกจัดสรรเป็นรายได้ 84.5% และเป็นเงินกู้ 15.5% ทำให้ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15.4% หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท

สำหรับการกู้เงินชดเชยดังกล่าว อาจสร้างความกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังของประเทศอยู่บ้าง แต่หากพิจารณาสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP อยู่ที่ 42.6% ยังต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไม่เกิน 60% ทำให้การกู้เงินดังกล่าวไม่น่ากังวลเท่าใดนัก หากเม็ดเงินกู้ดังกล่าวถูกใช้จ่ายไปเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และโครงการเพื่อสนับสนุนการเชื่อมต่อความร่วมมือ AEC ตลอดจนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ จะพบว่าภาครัฐมุ่งเน้นใช้จ่ายเงินเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน โดยมีการใช้จ่ายเงินงบประมาณสูงที่สุด หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 151.2% เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต หวังแก้ปัญหาความยากจนและสร้างความมั่งคั่ง และช่วยขับเคลื่อน Thailand 4.0

รองลงมาได้แก่ ยุทธศาสตร์การปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารการจัดการภาครัฐเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 131.4% เพื่อปฏิรูประบบราชการให้มีประสิทธิภาพ อันเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย เป็นกระทรวงที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณสูงสุด คิดเป็นสัดส่วน 17.6% และ 12.3% ของวงเงินงบประมาณตามลำดับ ขณะที่การจัดสรรงบกลางที่ไม่ระบุวัตถุประสงค์ในการใช้งานได้งบลดลง 2.9% แต่ก็เป็นการจัดสรรงบประมาณมากที่สุดมากเป็นอันดับ 2 รองจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 13.6% ของงบประมาณทั้งหมด

“งบปี 61 เราเห็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลใช้นโยบายการคลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการจัดสรรงบการลงทุนเพิ่มขึ้น 20.2% เพื่อมุ่งหวังให้เกิดผลทางเศรษฐกิจและเชิงบวกต่อการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย และมุ่งเน้นพัฒนาสร้างรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากตัวเลขการส่งออกของไทยยังมีความเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า ภาคครัวเรือนมีภาระหนี้มากและภาคการลงทุนภาคเอกชนที่ยังทรงตัวอยู่ ดังนั้น การจัดสรรงบประมาณขาดดุลเช่นนี้ ถือว่าค่อนข้างตอบโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี”

 

ซ้ำซาก! แค่ครึ่งปี พบ 5 อุบัติเหตุ จากการก่อสร้างรถไฟฟ้า ช็อกชาวกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 20:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970763

ความฝันของคนกรุง อยากจะมีการเดินทางที่แสนสะดวกสบายแบบประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีรถไฟฟ้าเชื่อมโยงทุกเส้นทางทั้งในเมือง และชานเมือง เรียกได้ว่า ความฝันนี้ใกล้จะเป็นจริง หลังทุกรัฐบาลให้ความสำคัญการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างรถไฟฟ้าเชื่อมโยงกลางเมือง

แต่นี่คือความเป็นจริง ไม่ใช่ความฝันที่เราจะกะพริบตาเพียงครั้งเดียว จะมีรถไฟฟ้าเกิดขึ้นในทันที แม้ประชาชนคนเมืองจะเริ่มเบือนหน้าหนี การก่อสร้างที่ต้องใช้เวลานาน สภาพถนนที่ค่อนข้างเป็นหลุมเป็นบ่อในช่วงการก่อสร้าง แต่ทุกคนก็อดทนเพื่อการคมนาคมขนส่งที่สะดวกสบายในอนาคต แต่อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดก็มักเกิดขึ้นอยู่เสมอ ‘ไทยรัฐออนไลน์’ ขอเก็บสถิติอุบัติเหตุ จากการก่อสร้างรถไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านมา 6 เดือนแรกของปี 60 ดังนี้

 

แท่งเหล็ก รถไฟฟ้าสายสีเขียว ร่วงทับเก๋ง

ประเด็นยอดฮิตในช่วงเดือน มี.ค. 60 ที่ผ่านมา เกิดเหตุแท่งเหล็ก โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว หล่นทับรถเก๋ง บริเวณใกล้แยกรัชโยธิน เจ้าของรถคันดังกล่าว คือพนักงานสาวคลินิกเสริมความงามแห่งหนึ่ง งานนี้รอดตายหวุดหวิด! (แท่งเหล็ก รฟม.สายสีเขียวร่วงทับรถเก๋งแยกรัชโยธิน พนง.สาวรอดตายหวุดหวิด ) สรุป รฟม.ได้ตรวจสอบสาเหตุ และดูแลผู้เสียหายเรียบร้อยแล้ว

ปูน รถไฟฟ้าสายสีเขียว ร่วงใส่เก๋ง

นอกจากแท่งเหล็กแล้ว เมื่อวันที่ 22 มี.ค.60 ก็เกิดเหตุ ปูนรถไฟฟ้าสายสีเขียว ร่วงใส่เก๋งอีกครั้ง โดยสาวขับเก๋งกลับบ้าน ผ่านโรงพยาบาลภูมิพลฯ ย่านพหลโยธิน เจอน้ำปูนก่อสร้าง ร่วงใส่ เละทั้งคัน! สร้างความตกใจให้สาวคนนี้เป็นอย่างมาก บทสรุป ทาง ‘ยูนิค’ ที่ดูแลการก่อสร้าง ได้เข้าแสดงความรับผิดชอบ ปลอบขวัญไปเรียบร้อยแล้ว ( ปูนรถไฟฟ้าสายสีเขียวร่วงใส่เก๋ง สาวตกใจนึกว่าถูกสาดโคลน ยูนิคพร้อมรับผิดชอบ)

คานรถไฟฟ้าสีแดงร่วง! ทำคนงานดับ 3

ยังคงมีอุบัติเหตุต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 60 เกิดอุบัติเหตุอุปกรณ์ก่อสร้าง คานเหล็ก ของรถไฟฟ้าสายสีแดง หล่นลงมาบนถนน บริเวณหน้าโรงเรียนวัดดอนเมือง ถนนกำแพงเพชร 6 อุบัติเหตุครั้งนี้ ทำคนงานก่อสร้าง เสียชีวิตถึง 3 ราย ซึ่งทาง ผบช.น. ได้ลงไปตรวจจุดเกิดเหตุ ก็พบว่า ตัวยึดตอม่อขาด (คานรถไฟฟ้าสีแดงร่วง คาดตัวยึดตอม่อขาด จ่อเชือดอาญา เกิดเหตุซ้ำ 6 ครั้ง)

รถเครนเสียหลัก ล้มตั้งชี้ฟ้า อย่างกับทรานส์ฟอร์เมอร์!

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 60 ที่ผ่านมานี้ เกิดเหตุรถเครนที่ใช้ในการก่อสร้างแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียว ไม้หมอนรองขาเกิดหัก ทำให้ล้มตึง! หน้าทิ่มดิน ท้ายรถชี้ขึ้นฟ้า บริเวณด้านหน้าโรงเรียนนายเรืออากาศ แต่ยังโล่งอก โชคดีที่ไม่มีคนเจ็บจากอุบัติเหตุในครั้งนี้ เป็นปรากฏการณ์ทรานส์ฟอร์เมอร์เมืองไทย แข่งกันถ่ายรูปมุมต่ำ มุมสูงกันเป็นว่าเล่นเลยทีเดียว (ไม่ไช่ทรานส์ฟอร์เมอร์ แค่รถเครนเสียล้มตั้งชี้ฟ้า หน้า ร.ร.นายเรืออากาศ)

เหล็กฉากก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง หล่นใส่เก๋งนักบินหนุ่ม

ล่าสุด 12 มิ.ย. 60 ทำเอาหนุ่มนักบิน เกือบสิ้นชื่อ เพราะการก่อสร้างของรถไฟฟ้าสายสีแดงของ รฟม. เกิดเหตุเหล็กฉาก ไซต์งานก่อสร้าง บางเขน หล่นใส่หลังคาอย่างแรง จนถึงขั้นทะลุกระจกฝั่งคนขับ! ได้รับความเสียหาย จนอยากจะร้องไห้ โดยในครั้งนี้ ดำเนินการโดย อิตาเลียนไทย เจ้าของเดียวกับเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 60 ที่ทำเอาคนงานดับถึง 3 ราย ขณะนี้ ยังคงเงียบ ไม่มีคำอธิบายออกมาต่อเหตุการณ์ล่าสุดนี้แต่อย่างใด (ชีวิตเมืองกรุง! เหล็กก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง หล่นทะลุกระจกเก๋งอย่างจัง)

ทั้งนี้ อุบัติเหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่มีใครหรือฝ่ายใดอยากให้เกิดแน่นอน และก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่สิ่งที่อยากจะฝากไปยัง บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างที่รับงานจากรฟม.นั้น จะมีมาตรการใดที่ออกมารองรับความปลอดภัยให้กับประชาชน คงต้องรอดูต่อไป…

 

‘พาณิชย์’ โชว์ผลงานแก้ปัญหาจำนำข้าว 3 ปี เงินเข้าคลังกว่า 1.3 แสนล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 มิ.ย. 2560 19:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970592

กระทรวงพาณิชย์โชว์ผลงานแก้ไขปัญหาข้าว 3 ปี คสช. ระบายสต๊อกได้เกือบหมด ได้เงินเข้าคลังเฉียด 1.3 แสนล้านบาท ขายข้าวจีทูจีได้กว่า 3.46 ล้านตัน กว่า 5 หมื่นล้านบาท มั่นใจจากนี้ชาวนามีรายได้ดีขึ้น หลังตลาดข้าวอยู่ช่วงขาขึ้น..

วันที่ 12 มิ.ย. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เผยว่า กระทรวงได้สรุปผลการบริหารจัดการ และแก้ไขปัญหาข้าวในช่วง 3 ปีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศ โดยสามารถแก้ไขปัญหาตกค้างมาจากโครงการรับจำนำข้าว เริ่มจากการเร่งจ่ายเงินให้กับชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินกว่า 70,000 ล้านบาทภายใน 1 เดือน วางระบบการดูแลราคาข้าวเปลือกใหม่ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น ทั้งโครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก ฯลฯ ส่งผลให้ราคาตลาดข้าวในประเทศมีเสถียรภาพ

ทางด้านรัฐบาล ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยไม่บิดเบือนกลไกตลาด โดยช่วยเหลือด้านต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร รายละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ หรือ 10,000 บาท ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ครัวเรือนละไม่เกิน 12,000 บาท และให้ความเป็นธรรมในการจำหน่ายผลผลิตเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม

ส่วนการระบายสต๊อกข้าว ที่เป็นภาระตกค้างมากว่า 18 ล้านตัน ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.57–5 มิ.ย.60 ระบายข้าวในสต๊อกได้ 13.89 ล้านตัน มูลค่า 129,825 ล้านบาท คงเหลืออีกเพียง 3 ล้านตัน โดยจะพิจารณาจากปัจจัยด้านสภาวะตลาด โอกาสที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวในตลาด

ขณะที่ การขายข้าวในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ได้ทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีกับรัฐบาล 3 ประเทศ รวม 3.46 ล้านตัน มูลค่ารวม 50,510 ล้านบาท ได้แก่ จีน 1.9 ล้านตัน อินโดนีเซีย 655,000 ตัน และฟิลิปปินส์ 900,000 ตัน โดยส่งมอบเสร็จสิ้นแล้ว ยกเว้นสัญญากับจีนในปี 58 ปริมาณ 1 ล้านตัน อยู่ระหว่างส่งมอบงวดที่ 4 ยังคงเหลืออีก 600,000 ตัน ที่จะต้องส่งมอบให้เสร็จสิ้น

สำหรับการขายข้าวของเอกชน ได้นำคณะภาคเอกชนเดินทางไปประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในตลาดคู่ค้าสำคัญ เช่น ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น เป็นต้น ซึ่งในส่วนตลาดฮ่องกง สามารถแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวมาได้ หลังจากเสียให้เวียดนาม โดยในปี 59 ฮ่องกงนำเข้าข้าวจากไทยเป็นอันดับ 1 ปริมาณ 330,000 ตัน คิดเป็นสัดส่วน 60% ของการนำเข้ารวม นอกจากนี้ ไทยยังมีสัญญาณการสั่งซื้อข้าวไทยเพิ่มขึ้น ทั้งจากอิรัก และอิหร่าน และฟิลิปปินส์ ได้ประกาศจะเปิดประมูลนำเข้า 250,000 ตัน โดยรัฐบาลไทยจะเข้าร่วมประมูลขายข้าวแบบจีทูจีด้วย

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงรัฐบาล คสช. 3 ปีที่ผ่านมา ถือว่ามาถูกทาง เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความเป็นรูปธรรมชัดเจน โดยเฉพาะสถานการณ์จากนี้จะเป็นช่วงขาขึ้นของราคาข้าว ตลาดเป็นของผู้ขาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ถือเป็นผลดี สะท้อนกลับไปสู่ชาวนาไทยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น.