แนะเก็บหุ้นไทยขนาดกลาง-เล็ก เศรษฐกิจดีรับโอกาสเติบโต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มิ.ย. 2560 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/971312

บลจ.ไทยพาณิชย์ แนะนักลงทุนทยอยเก็บหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก รับโอกาสที่ดีในอนาคตหลังได้แรงหนุนจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ สะสมตลาดหุ้นสหรัฐฯ-ยุโรปและญี่ปุ่น ควรชะลอการลงทุนในหุ้นจีน A-Share และอินเดีย

นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในสัปดาห์นี้ แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมตลาดหุ้นประเทศพัฒนาคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดหุ้นยุโรป และตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ นั้นมีเศรษฐกิจที่ยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาดีกว่าการคาดการณ์ และผลประกอบการบริษัทโดยรวมยังมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ตลาดหุ้นยุโรปคลายความกังวลในทางการเมือง โดยล่าสุดธนาคารกลางยุโรปได้มีการปรับประมาณการตัวเลขการขยายตัวเศรษฐกิจหรือ GDP เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจยุโรปที่ชี้ถึงการขยายตัวในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ส่งผลให้การบริโภคครัวเรือน และความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ถือเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการบริษัทเอกชน

ส่วน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นนั้น หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจ รวมถึงแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่จะแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนตัวลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตลาดหุ้นเกิดใหม่ โดยรวมปรับตัวขึ้นมามากตั้งแต่ต้นปี ทำให้มูลค่าพื้นฐานของบางตลาดค่อนข้างแพง เช่น ตลาดหุ้นจีน A-share และ อินเดีย จึงแนะนำให้ชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตาม  มีความเห็นว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดเกิดใหม่ยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดที่มูลค่าพื้นฐานไม่แพง เช่น ไทย เกาหลี และตลาดหุ้นจีน H-share จึงมีความน่าสนใจ

สำหรับ ตลาดหุ้นไทย แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นไทย โดยเน้นที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก (Mid-Small Cap) จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการบริโภคภาคครัวเรือน และการส่งออก ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์มีความน่าสนใจลดลงจากตัวเลข NPL ที่มากกว่าตลาดคาดการณ์ และการลดดอกเบี้ย ซึ่งคาดว่าจะกระทบรายได้จากธุรกิจกู้เงิน

ด้านสินทรัพย์ทางเลือก แนะนำให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมน้ำมัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการการใช้น้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน (Driving season) จึงคาดว่าการปรับขึ้นของปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเป็นการเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราว เนื่องจากผู้ผลิตต้องการสำรองน้ำมันไว้เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยงตลาดหุ้นขาลงจากความตึงเครียด และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าปัจจัยที่จะกดดันราคาทองคำ เช่น การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์ค่อนข้างกำจัด เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเฟดขึ้นดอกเบี้ยไว้ระดับหนึ่งแล้ว

 

ก.แรงงานย้ำรัฐ ยังไม่มีนโยบายเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว3 สัญชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มิ.ย. 2560 11:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/971193

กระทรวงแรงงาน ย้ำ ยังไม่มีนโยบายการจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย แนะนายจ้าง นำเข้าแรงงานแบบ MOU

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการจ้างงานแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติว่า ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีนโยบายเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย ดังนั้น นายจ้าง สถานประกอบการที่ประสงค์จะจ้างแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาวและเมียนมา) จะต้องดำเนินการนำเข้าแรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายตามระบบ MOU เท่านั้น ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 2 กรณี คือ 1. นายจ้างเป็นผู้ดำเนินการเอง 2.นายจ้างมอบอำนาจให้ผู้รับอนุญาตดำเนินการ โดยนายจ้างที่ต้องการจ้างแรงงานต่างด้าวทำงานแต่ยังไม่มีแรงงานต่างด้าว สามารถดำเนินการได้โดยยื่นขอโควตาและคำร้องขอนำเข้าแรงงานต่างด้าวที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ในเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่

ส่วนกรณีที่มีแรงงานต่างด้าวอยู่แล้วและต้องการจ้างให้ถูกต้อง ขอให้นายจ้างตรวจสอบเอกสารแรงงานต่างด้าวว่ามี 1. บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ที่ด้านหลังเป็นใบอนุญาตทำงานและยังไม่หมดอายุ หรือ 2. มีหนังสือเดินทาง/เอกสารแทนหนังสือเดินทางที่ประทับตราวีซ่า Non Immigrant L-A ที่ยังไม่หมดอายุ หรือ 3. มีใบอนุญาตทำงานเล่มสีน้ำเงินที่ยังไม่หมดอายุ หรือไม่ ซึ่งหากตรวจพบว่ามีเอกสารอย่างใดอย่างหนึ่งให้นายจ้างไปติดต่อขออนุญาตทำงานหรือขอเปลี่ยนนายจ้างแล้วแต่กรณี ส่วนนายจ้างที่มีแรงงานต่างด้าวอยู่แล้วแต่ไม่มีใบอนุญาตทำงานที่ออกโดยกรมการจัดหางาน ถือเป็นการจ้างแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย ไม่สามารถจ้างได้

ทั้งนี้ พบว่า ในปี 2559 มีนายจ้างแจ้งความต้องการนำเข้าฯ จำนวน 351,833 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีนายจ้างแจ้งความต้องการนำเข้าฯ จำนวน 227,129 คน คิดเป็นร้อยละ 54.90 และในเดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมา มีแรงงานต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเภท MOU จำนวน 403,124 คน ประเภทกิจการที่ได้รับอนุญาตทำงานมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1. การให้บริการต่างๆ จำนวน 87,836 คน 2. กิจการก่อสร้าง จำนวน 71,648 คน 3. กิจการต่อเนื่องการเกษตร จำนวน 55,272 คน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 เว็บไซต์กรมการจัดหางาน http://www.doe.go.th หรือ โทร.สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

 

ดราม่าข้ามโลก! แจงมาสคอต ‘น้องพลัง’ ไม่ได้ลอก ‘ฟูนัชชี่’ ได้ไอเดียข้าวโพด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มิ.ย. 2560 11:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/971162

ดีไซเนอร์ชาวไทยแจง มาสคอต รูปร่างเป็นข้าวโพด คือ น้องพลัง ตัวแทนประเทศไทยที่เข้าร่วมงาน อัสตานา เอ็กซ์โป 2017 เพื่อชี้ถึงศักยภาพของไทยในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ ไม่ได้มีการคัดลอกมาจากตัว ฟูนัชชี่ มาสคอต สาลี่ของญี่ปุ่น…

จากดราม่าในสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อนายฮิโระ โยชิมูระ นายกเทศมนตรี เมืองโอซากาออกมาทวีตรูปภาพพร้อมข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า น้อง “มาสคอตข้าวโพด” ของไทยเหมือนมาสคอต ฟูนัชชี่ (Funassyi) มาสคอตสาลี่ของญี่ปุ่น กลายเป็นประเด็นร้อนในโซเชียล ถึงแม้จะไม่ได้พูดตรงๆ แต่ก็สื่อเป็นนัยๆ ว่า “มาสคอตของไทย” (ก๊อบปี้) เลียนแบบฟูนัชชี่ หรือเปล่า จนเกิดเป็นกระแสในสื่อโซเชียลมีเดีย ทั้งในประเทศไทย และญี่ปุ่นเอง

โดยผู้ออกแบบ มาสคอต อาคารประเทศไทย น.ส.จันทร์ จันทรวิโรจน์ ครีเอทีฟ ดีไซเนอร์ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ออกแบบ และพัฒนาแนวคิด (Conceptual design) ของอาคารประเทศไทย และตัวมาสคอต ชี้แจงว่า จากกรณีในโลกโซเชียลมีเดีย ที่กลายเป็นประเด็นเกี่ยวกับความคล้ายของมาสคอตของประเทศไทย กับตัวการ์ตูนของประเทศญี่ปุ่นนั้น เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าร่วมงาน โดยเป็น 1 ใน 115 ประเทศ ที่เข้าร่วมงานระดับโลก อัสตานา เอ็กซ์โป 2017 ณ กรุงอัสตานา ประเทศคาซัคสถาน ภายใต้คอนเซปต์ “Bioenergy for All” เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และโดดเด่นในเรื่องของพลังงานชีวภาพ โดยมีเนื้อหาสาระเพื่อแสดงให้ชาวต่างชาติเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในด้านพลังงานชีวภาพ

ด้วยเนื้อหาดังกล่าว ทีมผู้ออกแบบจึงได้คัดเลือกพืชพลังงานของไทยมาพัฒนาเป็นมาสคอต โดยในเบื้องต้น ได้เลือกพืชพลังงานหลายชนิดด้วยกัน เช่น ต้นหญ้า มันสำปะหลัง อ้อย มาพัฒนาเป็นมาสคอต และออกแบบกว่า 10 แบบด้วยกัน แต่จากการทำวิจัยศึกษาข้อมูลชาวคาซัคสถานพบว่า ข้าวโพด หนึ่งในพืชพลังงานของไทย เป็นพืชที่ชาวคาซัคฯคุ้นเคย และรู้จักเป็นอย่างดี ทีมงานทุกคนจึงได้สรุปลงตัวเลือกข้าวโพด มาเป็นสัญลักษณ์นำโชคของอาคารศาลาไทยในงาน Astana Expo 2017 เพราะเชื่อว่าจะทำให้ชาวคาซัคสถานจดจำได้ง่ายมากกว่าพืชอื่นๆ โดยใช้ชื่อว่า “พลัง” (Pa-Lang) เพื่อให้เข้ากับแนวคิดการจัดงานของประเทศเจ้าภาพ ในเรื่องพลังงานแห่งอนาคต โดยไม่ได้มีการคัดลอกมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นแต่อย่างใด

แต่มองว่าเนื่องจากพืช หรือต้นไม้ หรือผลไม้ ที่มีลักษณะเป็นการ์ตูน จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน ด้วยสีสัน ซึ่งข้าวโพดก็จะเป็นสีเหลือง และสีเขียว อาจจะทำให้เกิดเป็นประเด็นขึ้นมา ทั้งนี้ส่วนตัวอยากวอนขอว่า ไม่อยากให้มาสคอตเป็นประเด็นร้อนของทั้งสองประเทศ และค่อนข้างตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และด้วยความเป็นจริง ตนเป็นคนวาดร่างแบบตัวน้องพลังขึ้นมาเอง โดยถอดแบบมาจากข้าวโพด และมีทีมงานช่วยกันคัดเลือก

ทั้งนี้ อยากฝากให้คนไทยช่วยเป็นกำลังใจให้น้องพลัง สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในงานมหกรรมโลก ซึ่งเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากตอนนี้ประเทศไทยจะจัดสร้างอาคารนิทรรศการเสร็จเป็นอันดับแรกของงาน ในส่วนของอาคารที่เปิดงานไปแล้ว ยังได้รับความนิยมอย่างมาก จนชาวต่างชาติพูดกันบอกต่อปากอีกด้วย รวมถึงประเทศไทย และญี่ปุ่น ก็มีพื้นที่จัดงานอยู่บริเวณใกล้เคียงกัน และเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน จึงอยากฝากให้เป็นกำลังใจในการช่วยกันสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศมากกว่า.

 

ทองไทยเปิดตลาดปรับลง 50 รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 มิ.ย. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/971078

ทองไทยเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2560 เปิดตลาด ราคาปรับลง 50 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท…

วันที่ 13 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.29 น. ราคาลดลง 50 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท.

 

ไทย-ภูฏานเซ็นเอ็มโอยูร่วมมือท่องเที่ยว “ธนะศักดิ์”ย้ำเป็นตลาดสำคัญมีศักยภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970982

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมาที่ศูนย์ประชุมกองทุนพัฒนาเยาวชน กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน สมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก ในสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับภูฏาน ระหว่างนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนาง Chimmey Pem ผู้อำนวยการสภาการท่องเที่ยวภูฏาน ในงานเทศกาลสานสัมพันธ์ไทย-ภูฏาน ครั้งที่ 1 โดยมี พล.อ.ธนศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬาเข้าร่วม จากนั้นเป็นการเปิดงานเทศกาล โดยมีการแสดงทางวัฒนธรรม เช่น ศิลปะมวยไทย รวมถึงการออกบูธประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวไทย

พล.อ.ธนะศักดิ์เผยว่า ชาวภูฏานเดินทางมาไทยปีละกว่า 22,000 คนต่อปี และถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวศักยภาพ มักจะมารักษาสุขภาพหรือตรวจร่างกายในไทย โดยเฉพาะในกลุ่มข้าราชการ จึงมองว่าตลาดนี้ จะเติบโตและเป็นตลาดสำคัญ นอกจากนี้ ภูฏานมีกลุ่มชื่นชอบการเล่นกีฬาโดยเฉพาะกอล์ฟ ฟุตบอล จึงได้ มีการเซ็นเอ็มโอยูด้านกีฬากับภูฏานด้วย รวมถึงในมหาวิทยาลัยชื่อดังของไทยจะมีการเดินหน้าในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนนักเรียนภูฏานในประเทศไทย เพราะในปัจจุบันมีไปเรียนในไทยกว่า 1,200 คน

ด้านนายยุทธศักดิ์กล่าวว่า สาระสำคัญของเอ็มโอยูเป็นความร่วมมือหลายด้าน เช่น ด้านการตลาด การแลกเปลี่ยนข้อมูล การอบรม รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและศักยภาพของสินค้าท่องเที่ยว หลังจากนี้ ททท.และสภาการท่องเที่ยวภูฏานจะจัดตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกัน และเริ่มส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนา ภายใต้แนวคิด “Two Kingdoms One destination” พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด เช่น การนำเสนอรายการนำเที่ยวชมศาสนสถานในไทยและภูฏาน การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพของสองประเทศ.

 

“เพาเวอร์บาย” ฉลองครบ 20 ปี ลุ้นเดอะวันการ์ด 20 ล้านคะแนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970978

นางจิราลักษณ์ ณ เชียงตุง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด กล่าวว่า ในเดือน มิ.ย.นี้ ครบรอบ 20 ปีของเพาเวอร์บาย แบรนด์ผู้บริหารธุรกิจค้าปลีกเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินค้าไอทีท่ีได้รับความนิยมและได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วประเทศ จะแทนคำขอบคุณลูกค้า โดยลูกค้าที่ช็อปครบทุกๆ 2,000 บาท รับคูปองไปลุ้นชิงโชครางวัลคะแนน The 1 Card รวมสูงสุด 20 ล้านคะแนน (มูลค่า 2,500,000 บาท)

ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2539 เพาเวอร์บายได้เติบโตมาจากการเป็นส่วนหนึ่งของแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา คัดสรรสินค้าคุณภาพมาตรฐานจากแบรนด์ดังระดับโลกกว่า 800 แบรนด์ กว่า 20,000 รายการ ครอบคลุมครบทุกความต้องการดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ด้วยจุดแข็งของการนำเสนอสินค้าคุณภาพสูงที่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่หลากหลาย และอัพเดตเทรนด์ใหม่อยู่เสมอ พร้อมพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญดูแลเอาใจใส่ให้บริการด้วยมาตรฐานมืออาชีพ.

 

คัดโอทอปพรีเมียม 308 รายการ ขายในห้างไฮโซ-คิงเพาเวอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970973

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมได้เชิญตัวแทนจากห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าส่ง-ค้าปลีก ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดผลิตภัณฑ์ มาเป็นคณะกรรมการคัดสรรสินค้าโอทอปคุณภาพ 3-5 ดาวจากทั่วประเทศที่พาณิชย์จังหวัดคัดเลือกจากผลิตภัณฑ์ที่สมัครเข้าร่วมโครงการ 14,800 รายการ เหลือเพียง 2,000 รายการ เพื่อยกระดับให้เป็นโอทอป ซีเล็กซ์ และใน 2,000 รายการดังกล่าวจะคัดสรรให้เหลือ 308 รายการ หรือเหลือจังหวัดละ 4 รายการ เพื่อเป็นสุดยอดโอทอป 77 จังหวัด หรือ Best OTOP 77 Experience

ทั้งนี้ สินค้าโอทอปที่ถูกคัดเลือกเป็น Best OTOP 77 Experience จะเป็นสินค้าโอทอปที่นำเอกลักษณ์เฉพาะตัว และประสบการณ์ของแต่ละชุมชนมาช่วยเสริมเสน่ห์ สร้างคุณค่า ความประทับใจให้แก่ผลิตภัณฑ์ ก่อให้เกิดเรื่องราวที่น่าสนใจชวนติดตาม ทำให้สามารถยกระดับและเพิ่มมูลค่า สู่การเป็นโอทอปพรีเมียมที่โดดเด่นของแต่ละจังหวัด หลังจากที่ได้ทั้ง 308 รายการแล้ว กรมจะร่วมมือกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีกผลักดันให้วางจำหน่ายภายในสาขาของห้างชั้นนำ และผลักดันให้ออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ด้วยการร่วมมือกับคิง เพาเวอร์ นำสินค้าไปวางจำหน่ายในพื้นที่ดิวตี้ ฟรีของท่าอากาศยานต่อไป

“ตั้งเป้ามียอดขายโอทอปที่คัดเลือกมา 308 รายการ เพิ่มขึ้น 120 ล้านบาทในปีแรก จากสินค้า 4 กลุ่มในคอนเซปต์ กินดี อยู่ดี สวยดี ดูดี จากยอดขายปีก่อน 500 ล้านบาท ส่วนโอทอป ซีเล็กซ์ 2,000 รายการที่ไม่ได้รับเลือก ก็ไม่ได้ทอดทิ้ง แต่จะส่งเสริมประชาสัมพันธ์เพื่อต่อยอดสินค้าต่อไป”

 

“ประยุทธ์” โชว์ฝีมือระบายข้าว พาณิชย์เตือนภัยพรรคการเมืองขุดขึ้นมาใช้หาเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970970

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ประเมินสถานการณ์ข้าวโลก พบว่า ทั่วโลกมีการผลิตข้าวลดลง 300,000 ตันโดยเฉพาะในสหรัฐฯและอินเดีย ขณะที่การบริโภคเพิ่มขึ้นทั้งในอินเดีย โกตดิวัวร์ ส่วนสต๊อกข้าวโลกเพิ่มขึ้น 1.21 ล้านตัน เนื่องจากประเทศผู้นำเข้าได้ทยอยนำเข้าข้าวเก็บไว้ในสต๊อกเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามีข้าวไว้บริโภคอย่างเพียงพอ ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการค้าข้าวในตลาดโลก

“นายกรัฐมนตรีมีความสบายใจขึ้น หลังจากที่ข้าวในสต๊อกรัฐบาลลดลงเรื่อยๆ รัฐบาลได้ระบายข้าวในสต๊อกของรัฐออกไปจำนวนมาก แรงกดทับราคาข้าวในตลาดโลกได้หายไป ขณะนี้ตลาดได้รับรู้แล้วว่าราคาข้าวจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่มีข้าวสำรองในไทยมาก ราคาข้าวตลาดโลกจึงขยับขึ้นมา แนวโน้มราคาข้าวตั้งแต่เดือน มิ.ย.นี้ไปจนถึงสิ้นปีจะดีแน่ โดยข้าวหอมมะลิของไทยที่ขายในตลาดโลกปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 715 เหรียญสหรัฐฯ จากเดือน มี.ค.อยู่ที่ตันละ 632 เหรียญสหรัฐฯ ข้าวหอมของเวียดนามอยู่ที่ตันละ 495 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนข้าวขาว 5% ของไทยอยู่ที่ตันละ 438 เหรียญสหรัฐฯ ของเวียดนามอยู่ที่ตันละ 355 เหรียญสหรัฐฯ ส่วนข้าวเหนียวอยู่ที่ตันละ 707 เหรียญสหรัฐฯ”

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า รัฐบาลได้รับข้าวในโครงการรับจำนำมาบริหารจัดการ 18 ล้านตัน และขายข้าวตั้งแต่ปี 2557-2559 ไป 10 ล้านตัน เหลือ ณ สิ้นปีที่ผ่านมา 8 ล้านตัน ล่าสุดเหลือข้าวในสต๊อก 2.94 ล้านตัน และที่เหลือจะเปิดประมูลในเดือน ก.ค.นี้ การระบายข้าวจะจบสิ้นได้ในเดือน ก.ย.นี้ ทำให้ไม่มีข้าวในสต๊อกเหลืออีกต่อไป

เมื่อถามว่า หากพรรคการเมืองชูนโยบายรับจำนำข้าวในการเลือกตั้งครั้งใหม่ มีความเห็นอย่างไร นางดวงพรกล่าวว่า ต้องตัวใครตัวมันแล้ว ประชาชนคงได้เรียนรู้แล้วว่าโครงการนี้เป็นภาระต่อประเทศและลูกหลานเพียงใด.

 

จัดทัพรับการตรวจสอบ “ไอเคโอ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970968

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เปิดเผยว่า ในเดือน มิ.ย.นี้ กพท.จะยื่นเรื่องให้องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไอเคโอ (ICAO) เข้ามาตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยทางการบิน (ICVM) เพื่อนำไปสู่การขอปลดธงแดง และจากที่มีการหารือกับ ICAO คาดว่า จะมีการส่งทีมเข้ามาตรวจสอบซ้ำในเดือน ก.ย.นี้ ดังนั้น ตั้งแต่ วันที่ 1 ก.ย.เป็นต้นไป หากสายการบินใดยังไม่ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (RE AOC) จะต้องถูกระงับการบินในเส้นทางบินระหว่างประเทศทันที

ทั้งนี้ การนำไปสู่การปลดล็อกธงแดงประกอบด้วย 2 ส่วน คือ การแก้ไขข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อความปลอดภัย (SSC) 33 ข้อ ขณะนี้มีความคืบหน้าไปแล้ว 80% ส่วนการตรวจสอบสายการบินเพื่อออกใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ คาดว่าก่อนวันที่ 1 ก.ย.นี้จะมีสายการบินที่ได้รับใบรับรอง 12-14 สายการบิน จาก 23 สายการบิน หรือคิดเป็น 95% และขณะนี้ได้ออกใบรับรองไปแล้วรวม 5 สายการบิน และในเดือน มิ.ย.นี้จะออกใบรับรองได้อีก 3 สายการบิน ประกอบด้วย นกแอร์ ไทยสมายล์และไทยไลอ้อนแอร์ ล่าสุด กพท.ได้มีการมอบใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ (RE AOC) ให้กับสายการบินนกสกู๊ต และสายการบินไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านการบินตามที่ ICAO กำหนด และการออกใบอนุญาตผู้ดำเนินการอากาศใหม่ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่การปลดล็อกธงแดง

นายปิยะ ยอดมณี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกสกู๊ต จำกัด กล่าวว่า การได้รับมอบใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศใหม่ตามมาตรฐาน ICAO เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในฐานะสายการบินพรีเมียมโลคอสต์สัญชาติไทย ที่เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันมาตรฐานการบินเชิงพาณิชย์นำไปสู่การปลดธงแดงได้ตามกรอบเวลาที่กำหนด.

 

ยักษ์ใหญ่ช่อง 7 คว้าแชมป์ กสทช.เปิดตัวเลขรายได้ทีวีดิจิทัล 22 ช่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/970962

กสทช. เผยรายได้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลปี 2559 รวม 13,762 ล้านบาท ช่อง 7 นำโด่งกวาดรายได้เป็นอันดับ 1 ตามด้วยเวิร์คพอยท์, ช่อง 3, ช่อง 8 และช่องโมโน ตามลำดับ ลุ้นปีนี้คนดูทีวีดิจิทัลคิดเป็น 80% จาก 26 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ในปี 2559 กสทช.มีรายได้รวม 10,247 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ในอัตรา 2% ของรายได้ และค่าธรรมเนียมเลขหมายเลขหมายละ 2 บาท และรายได้ส่วนใหญ่มาจากผู้ประกอบการโทรคมนาคม และค่าธรรมเนียมเลขหมายที่ กสทช.ได้จัดสรรให้กับค่ายมือถือไปแล้ว 180 ล้านเลขหมาย ขณะที่ปีนี้คาดว่าจะมีรายได้รวม 10,161 ล้านบาท และปี 2561 คาดว่าจะมีรายได้ 9,633 ล้านบาท และรายได้ที่ลดลงสืบเนื่องมาจากได้มีการปรับลดค่าธรรมเนียมรายปี และอนุญาตให้คืนเลขหมายที่ไม่ใช้งานได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กสทช.ได้ตรวจสอบรายได้ของผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัล 22 ช่อง เพื่อนำไปสู่การจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี ประจำปี 2559 โดยมีรายได้รวม 13,762 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีรายได้รวม 11,343 ล้านบาท ขณะที่ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี 193 ล้านบาท ลดลงจากปี 2558 จัดเก็บได้ 226 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ จากเดิม 2% ของรายได้ และเป็นการจ่ายตามอัตราขั้นบันไดของรายได้ตั้งแต่ 0.5 -2% ของรายได้

ทั้งนี้ เริ่มจากช่องที่มีรายได้สูงสุด ไปจนถึงน้อยสุด ตามลำดับ 22 ช่อง และการจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีด้วย ได้แก่ 1.บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุจำกัด หรือช่อง 7 เอชดี มีรายได้ 2,576 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 45 ล้านบาท 2.บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด หรือ ช่องเวิร์คพอยท์ รายได้ 2,121 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 36 ล้านบาท 3.บริษัท บีอีซี มัลติมีเดีย จำกัด ช่อง 33 เอชดี รายได้ 1,800 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 30 ล้านบาท

4.บริษัท อาร์เอส เทเลวิชั่น จำกัด ช่องอาร์เอส 8 รายได้ 1,151 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 16 ล้านบาท 5.บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด ช่องโมโน 29 รายได้ 1,002 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 13 ล้านบาท 6.บริษัท ทรู โฟร์ยู สเตชั่น จำกัด รายได้ 721 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 8 ล้านบาท 7.บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล จำกัด ช่องจีเอ็มเอ็ม 25 รายได้ 643 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 7 ล้านบาท 8.บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด หรือไทยรัฐทีวี รายได้ 515 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 5 ล้านบาท 9.บริษัท จีเอ็มเอ็มวัน ทีวี จำกัด ช่องวัน รายได้ 445 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 4 ล้านบาท

10.บริษัท ไทยนิวส์ เน็ตเวิร์ค จำกัด หรือช่องทีเอ็นเอ็น 24 มีรายได้ 386 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 4 ล้านบาท 11.บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ช่อง 3 เอสดี รายได้ 382 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 4 ล้านบาท 12.บริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์ วิชั่น จำกัด ช่องเนชั่น รายได้ 353 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 3 ล้านบาท 13.บริษัท บางกอก บิสสิเนส บรอดแคสติ้ง จำกัด ช่องนาว 280 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 3 ล้านบาท 14. บริษัท บางกอกมีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องพีพีทีวี รายได้ 232 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 2 ล้านบาท 15.บริษัท อมรินทร์ เทเลวิชั่น จำกัดช่องอมรินทร์ เอชดี รายได้ 225 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 2 ล้านบาท

16.บริษัท ไบรท์ ทีวี จำกัด รายได้ 188 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 1.7 ล้านบาท 17. บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) รายได้ 185 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 1.7 ล้านบาท 18. บริษัท สปริงนิวส์ จำกัด รายได้ 182 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 1.6 ล้านบาท 19.บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ช่อง 3 แฟมิลี่ รายได้ 128 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 1 ล้านบาท 20.บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด รายได้ 106 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 927,482 บาท 21.บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด ช่องนิวทีวี รายได้ 102 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 888,076 บาท 22.บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ช่องเด็กและครอบครัว รายได้ 28 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 204,747 บาท

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีผู้รับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 22 ราย ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดาวเทียม และเคเบิล 400 ราย ซึ่งลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มี 500 ราย ล่าสุด กสทช.มีมติให้พักใบอนุญาตทีวีดาวเทียม 3 ราย เป็นผลจากการเปิดให้บริการของทีวีดิจิทัล ทำให้ประชาชนหันมารับชมเพิ่มมากขึ้น คาดว่าปีนี้จะมีครัวเรือนรับชมทีวีดิจิทัล 80% จาก 28 ล้านครัวเรือนทั้งประเทศ.