ศุลกากรเชือดรถยนต์หรู “กุลิศ” รื้อ 3 คดีฉาวเอาผิดข้าราชการทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มิ.ย. 2560 08:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/966100


กรมศุลกากรเร่งสรุป 3 คดีรถยนต์หรูภายในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ หลังดีเอสไอสืบคดีแล้วเงียบหายไปนาน ตั้งแต่ปี 56 จากคดีรถยนต์หรู 4 คัน มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ที่เกิดไฟไหม้ที่จังหวัดนครราชสีมา คดีรถยนต์หรูป้ายแดงจากตลาดเกรย์ มาร์เก็ต สำแดงราคาต่ำ และรถยนต์หรูที่ถูกโจรกรรมจากประเทศอังกฤษ

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า หลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งข้อมูลคดีนำรถหรูที่ถูกโจรกรรมจากต่างประเทศ โดยมีทั้งสำแดงเท็จ และเสียภาษีนำเข้าจากต่างประเทศไม่ถูกต้อง จำนวน 30 คัน มาให้กรมศุลกากรตรวจสอบนั้น ล่าสุด ตนได้แต่งตั้งรองอธิบดีกรมศุลกากรฝ่ายปราบปรามเป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว โดยจะใช้เอกสาร หลักฐานและประเมินราคารถที่ดีเอสไอส่งมาให้มาประกอบเป็นข้อมูลในการคิดคำนวณภาษีนำเข้าเพื่อเรียกเก็บจากผู้ประกอบการนำเข้ารถหรูที่เสียภาษีไม่ถูกต้อง รวมทั้งค่าปรับเงินเพิ่ม โดยรถแต่ละคันจะมีฐานความผิดที่แตกต่างกันไป เช่น ความผิดฐานลักลอบนำเข้า ความผิดฐานสำแดงเท็จ โดยจะคำนวณภาษีและค่าปรับย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่นำเข้ารถมา นอกจากนี้ ในวันที่ 8-9 มิ.ย. นี้ ตนจะเข้าร่วมประชุมกับคณะทำงาน เพื่อเร่งสรุปข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดให้เสร็จ โดยในวันที่ 15 มิ.ย. เพื่อแจ้งกลับไปยังดีเอสไอ

สำหรับคดีรถยนต์ของกรมศุลกากรที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา มีจำนวนมากและหลายคดีที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ตนจึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรสรุปคดีทั้งหมดและรายงานความคืบหน้า โดยตั้งเป้าหมายไปที่ 3 คดีใหญ่ ประกอบด้วย 1. การสำแดงเท็จที่เกิดจากการนำเข้ารถหรูที่ถูกโจรกรรมจากประเทศอังกฤษ 2. การตรวจสอบความผิดของข้าราชการกรมศุลกากร 9 คน ที่เกี่ยวข้องกับคดีการนำเข้ารถหรูในปี 2553 ซึ่งสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบแล้ว เนื่องจากมีข้าราชการระดับสูงหรือซี 9 จำนวน 2 คนเข้ามาเกี่ยวข้อง และ 3. คดีที่เกี่ยวข้องกับรถจดประกอบที่เป็นรถยนต์หรูถูกไฟไหม้เมื่อปี 2556 ซึ่งกรมศุลกากรได้สั่งพักงานเจ้าหน้าที่ไปบางส่วน และบางรายได้เกษียณอายุไปแล้ว โดยทั้ง 3 คดีถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์หรูทั้งหมด กรมศุลกากรจะเร่งสรุปและรายงานต่อกระทรวงการคลังให้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ กรมศุลกากรกำลังอยู่ระหว่างรื้อระบบการประเมินราคากลาง ในการตรวจนำเข้ารถหรูผ่านด่านศุลกากรทั้งหมด โดยจะประสานกับดีเอสไอที่มีสนธิสัญญาข้อตกลงร่วมกันทางคดีอาญาของกระทรวงยุติธรรม เพื่อประสานขอข้อมูลราคารถที่แท้จริงจากต่างประเทศ เพราะที่ผ่านมากรมศุลกากรตรวจสอบราคารถยนต์หรูจากเว็บไซต์ และแหล่งอื่นๆที่สามารถอ้างอิงได้ ทำให้ราคารถยนต์หรูของดีเอสไอกับกรมศุลกากรมีความแตกต่างกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเร่งจัดทำราคากลาง ราคามาตรฐานรถหรูให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังและกรมศุลกากรกำลังเร่งสะสางคดีรถยนต์หรูทั้งหมด ตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า มีข้าราชการเข้ามาเกี่ยวข้องหลายคน นอกเหนือจากข้าราชการกรมศุลกากรทั้ง 9 คน เช่น นางฉวีวรรณ คงเจริญกิจกุล อดีตรองอธิบดี กรมศุลกากร นายธีระ สุวรรณพงษ์ นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ ซึ่งกรณีดังกล่าวยังส่งผลให้รัฐบาลขาดรายได้จากการจัดเก็บภาษีรถยนต์หรูอีกหลายพันล้านบาท

ทั้งนี้ การตรวจสอบรถยนต์หรูที่นำเข้าจากต่างประเทศ สืบเนื่องมาจากกรณีเมื่อวันที่ 29 พ.ค.2556 เกิดเหตุไฟไหม้รถยนต์สปอร์ตหรูราคาแพง 4 คันที่บรรทุกมาบนรถเทรเลอร์ บนถนนมิตรภาพ อ.ปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยรถเทรเลอร์ฮีโน่ สีขาว ได้บรรทุกรถยนต์หรูเกิดไฟลุกไหม้ ประกอบด้วย รถเบนท์ลีย์ ป้ายแดง 1 คัน และรถบีเอ็มดับเบิลยู ป้ายแดง 1 คัน รถลัมโบร์กินี สีขาว ป้ายแดง 1 คัน และรถเฟอร์รารี ป้ายแดง 1 คัน รวมมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยว่า รถยนต์หรูทั้งหมดเป็นของใคร และกำลังจะเคลื่อนย้ายรถไปไหน และที่สำคัญรถยนต์เหล่านี้มีการนำเข้ามาในประเทศอย่างถูกต้องหรือไม่

โดยดีเอสไอได้เข้ามาตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเพิ่มเติมแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีในพื้นที่ และพบว่า รถยนต์ทั้งหมดเป็นรถยนต์จดประกอบที่นำเข้าจากต่างประเทศอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยมีเจ้าหน้าที่กรมศุลกากร เจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบกและตำรวจหลายคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และยังพบว่ามีรถยนต์หรูอีก 300-400 คัน ที่รถจดประกอบและนำเข้าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งล่าสุด นายสมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากรในสมัยนั้น ได้ติดตามรถยนต์หรูที่เสียภาษีไม่ถูกมาเสียภาษีให้ถูกต้องได้ประมาณ 40-50 คัน หลังจากนั้นก็ไม่มีความคืบหน้าอีกเลย โดยเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรระบุว่า คดีรถยนต์จดประกอบการที่เสียภาษีไม่ถูกต้องประมาณ 400 คัน ได้โอนคดีไปให้ดีเอสไอสอบสวนแล้ว รวมถึงรถยนต์หรูใหม่ป้ายแดงที่สำแดงราคาต่ำจากตลาดเกรย์ มาร์เก็ต Grey Market ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณาสอบสวนของดีเอสไอ ต่างก็หายเงียบไม่มีรายงานความคืบหน้าแต่อย่างใด.

 

คลังคลอดกฎหมายใหม่ “ทรัพย์อิงสิทธิ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มิ.ย. 2560 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/966097


นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างเสนอพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ…. ซึ่งล่าสุดสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้นำร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเสนอต่อสาธารณะเพื่อเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ก่อนที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน 1-2 เดือนนี้ โดย ตนมีความมั่นใจว่า พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีสภาพคล่องหมุนเวียนดีขึ้น และยังเป็นการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินให้แก่ภาคเอกชนได้อีกนับล้านล้านบาท

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า การเสนอ พ.ร.บ.ดังกล่าวมีเหตุผลเพื่อต้องการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยต้องสร้างแรงจูงใจและความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน หรือนักธุรกิจที่จะนำเงินมาลงทุน หรือเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยให้มีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นได้ นอกเหนือจากกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิการเช่าในอสังหาริมทรัพย์

“กฎหมายในปัจจุบันกำหนดการเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นการเช่าอสังหาริมทรัพย์ (เช่าที่อยู่อาศัย) มีระยะเวลาในการเช่าไม่เกิน 30 ปี และต่อได้อีก 1 ครั้ง ไม่เกิน 30 ปี ขณะที่ พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 เป็นการเช่าโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมเท่านั้น โดยมีระยะเวลาการเช่า 30 ปี แต่ไม่เกิน 50 ปี และต่อเวลาการเช่าได้อีก 50 ปี จึงเกิดความแตกต่างระหว่าง การเช่าที่ดินเพื่ออยู่อาศัยกับการเช่าที่ดินเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม”

ทั้งนี้ การเช่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุว่า สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า เมื่อผู้เช่าตายสัญญาเช่าจะระงับลง ห้ามการเช่าช่วง โอนสิทธิการเช่า และการนำสิทธิการเช่าไปเป็นหลักประกัน ส่วนการเช่าตาม พ.ร.บ.การเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม มีบทบัญญัติรองรับให้นำสิทธิการเช่าไปเป็นประโยชน์ในเรื่องต่างๆได้ เช่น การนำสิทธิการเช่าไปเป็นหลักประกัน การให้เช่าช่วง สิทธิการเช่าสามารถตกทอดแก่ทายาทได้ แต่ต้องดำเนินการเพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรมเท่านั้น ไม่สามารถใช้กรณีการเช่าเพื่อที่อยู่อาศัยได้ รวมทั้งผู้เช่าจะไม่สามารถทำการดัดแปลงหรือต่อเติมทรัพย์สินที่เช่าได้ ดังนั้น เพื่อให้สามารถใช้อสังหาริมทรัพย์ก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากยิ่งขึ้น กระทรวงการคลัง จึงต้องยกร่างกฎหมายใหม่เพื่อแก้ไขข้อจำกัดดังกล่าว.

 

ททท.ไม่วิตกนักเท่ียวกาตาร์วูบ มีเท่ียวบินอื่นรองรับเพียงพอ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มิ.ย. 2560 07:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/966095


นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้สรุปผลกระทบหลังจาก 4 ชาติตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูต (บอยคอร์ต) กับกาตาร์ และสั่งห้ามเครื่องบินสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ บินผ่านน่านฟ้าประเทศที่ประกาศตัดความสัมพันธ์ ขณะที่สายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ มีสัดส่วนการนำนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางมายังประเทศไทยคิดเป็น 22% จากสายการบินทั้งหมด ที่บินมาจากตะวันออกกลาง 130,000 คนต่อปี ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางออกจากกาตาร์ 30,000 คนต่อปี และที่เหลือ 100,000 คน เป็นนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง ที่บินออกจากประเทศอื่นๆมายังประเทศไทย

“หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป จะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยว ที่เคยเดินทางไปแวะพักกาตาร์ ไม่เกิน 5% จากจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางทั้งหมด ที่เดินทางเข้าไทย ส่วนที่บินออกจากซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลน้อยมาก เพราะมีสายการบินจากตะวันออกกลางที่บินตรงเข้าประเทศไทยจำนวนมาก โดยคำนวณจากฐานปี 2559 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศดังกล่าว รวมกัน 88,597 คน แต่คาดว่าโดยสารผ่านสายการบินกาตาร์ แอร์เวย์ ไม่เกิน 26,580 คน หรือ 4% ของทั้งหมด 585,633 คน จากจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง”.

 

เกษตรคุมสหกรณ์ออมทรัพย์ ไฟเขียว 4 มาตรการปิดช่องโหว่เครดิตยูเนี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/966090


น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการและการกำกับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ตามที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เสนอ ให้ออกหลักเกณฑ์ครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญที่กิจการทางการเงินของสหกรณ์ เช่นเดียวกับแนวทางปฏิบัติของสถาบันการเงิน 4 ด้านคือ ด้านธรรมาภิบาล ด้านสภาพคล่อง ด้านเครดิตและด้านการปฏิบัติการ โดยนำหลักการกำกับดูแลสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาบังคับใช้ และให้มีการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานกำกับดูแล รวมทั้งพัฒนาระบบสารสนเทศระบบการเงินของสหกรณ์ให้ทันสมัย

โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้ออก 4 เกณฑ์ เพื่อกำกับ ดูแลสหกรณ์และออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ประกอบด้วย 1.การกำหนดอัตราจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน และสอดคล้องกับหลักการสหกรณ์ ที่ระบุว่าสมาชิกควรได้รับผลตอบแทนจากเงินทุนอย่างจำกัด เพื่อลดแรงกดดันในการแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุน 2.กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากของสหกรณ์ ให้มีการทบทวนอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และดำเนินการให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ธนาคารพาณิชย์ โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากทุกประเภทไม่เกิน 4.5% ต่อปี

3.เห็นชอบให้สหกรณ์ใช้ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินจากสหกรณ์อื่น โดยกำหนดให้สหกรณ์ผู้รับฝากจะรับฝากเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนใดที่มีสินทรัพย์มากกว่า 5,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินกู้จากสหกรณ์ดังกล่าวต้องไม่เกิน 10% ของทุนเรือนหุ้น รวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ผู้ฝากเงิน โดยให้เวลาสหกรณ์ปรับตัวเพื่อปฏิบัติตามเกณฑ์กำกับเป็นเวลา 120 วัน และ 4.เห็นชอบเกณฑ์กำกับความเสี่ยงด้านเครดิต โดยกำหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์มากกว่า 5,000 ล้านบาท จะให้เงินกู้ได้ไม่เกิน 10% ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์.

 

หอการค้าไทยชูธงบุกคมนาคม บี้สางปัญหาท่าเทียบเรือไม่พอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มิ.ย. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/966088


นายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมร่วมกับหอการค้าไทย, สมาคมเจ้าของเรือไทยว่า ทางผู้ประกอบการเอกชนมาหารือเพื่อให้กระทรวงคมนาคมเข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพาณิชย์นาวี โดยเฉพาะในเรื่องของท่าเทียบเรือชายฝั่งทะเลที่ท่าเรือแหลมฉบังที่ขณะนี้ผู้ประกอบการต้องการใช้บริการมากแต่ท่าเรือไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงให้นโยบาย การท่าเรือแห่งประเทศไทย หรือ กทท.และท่าเรือแหลมฉบัง หรือ ทลฉ.ให้เร่งก่อสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่งทะเล คาดว่าในเดือน พ.ย.นี้การก่อสร้างแล้วเสร็จ และในช่วงที่ปริมาณการรองรับหน้าท่าไม่พอให้ผู้ประกอบการไปใช้ที่ท่าเทียบเรือชายฝั่งเอ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันท่าเทียบเรือชายฝั่งทะเลมีปริมาณการรับปริมาณตู้สินค้ากว่า 400,000 ตู้/ทีอียู แต่ถ้าหากมีการสร้างท่าเทียบเรือชายฝั่งเสร็จ ท่าเรือจะรองรับปริมาณตู้สินค้าได้เพียง 300,000 ตู้/ทีอียู แต่ในอนาคตปริมาณความต้องการใช้บริการท่าเทียบเรือชายฝั่งอาจจะสูงถึง 600,000 ตู้/ทีอียู ซึ่งจะเห็นว่าปริมาณความต้องการใช้ท่าเทียบเรือชายฝั่งสูงมาก นอกจากนั้นทางผู้ประกอบการยังมีความกังวลว่า นอกจากท่าเทียบเรือไม่พอแล้วในส่วนของราคาค่าใช้บริการภาระหน้าท่านั้น ได้สั่งการให้กรมเจ้าท่า และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข.ไปหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาให้ได้ข้อสรุป.

 

“บี.กริม”โชว์สุดยอดเนื้อหอม เผยแผนระดมทุนหมื่นล้าน-สยายปีกบิ๊กบึ้ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มิ.ย. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/966085


บี.กริม เพาเวอร์ เตรียมระดมทุนกว่า 1 หมื่นล้าน นำหุ้นเข้าตลาด โชว์แผนลงทุนในมือกว่า 5.5 หมื่นล้าน ขยายกำลังผลิตตามสัญญาขายไฟในมือ เผยสุดเนื้อหอมต่างชาติตบเท้าอยากเข้าร่วมทุนเพียบ หวังดันกำลังผลิตสู่เป้าหมาย 5,000 เมกะวัตต์ให้ได้ภายใน 5 ปี พร้อมชิงดำโควตาเอส-พีพีไฮบริด 300 เมกะวัตต์

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ไม่เกิน 716.9 ล้านหุ้น หรือประมาณ 27.5% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว โดยจะเสนอขายให้นักลงทุนต่างประเทศ นักลงทุนสถาบันและผู้มีอุปการคุณ ไม่เกิน 60% ส่วนที่เหลือเสนอขายให้นักลงทุนรายย่อยในประเทศ ขณะที่ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) จะเข้ามาลงทุนวงเงินไม่เกิน 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 5% ของหุ้นทั้งหมด โดยคาดว่าจะสรุปช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO ได้ในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ และคาดว่าจะเริ่มเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ราววันที่ 19 ก.ค.นี้

นางปรียนาถกล่าวว่า คาดว่าจะได้เม็ดเงินจากการระดมทุนครั้งนี้กว่า 10,000 ล้านบาท โดยจะนำเงินไปใช้คืนหนี้สถาบันการเงิน 6-7,000 ล้านบาท และใช้คืนหนี้หุ้นกู้ราว 2,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะใช้ลงทุนในโครงการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ บริษัทตั้งงบลงทุนตามแผน 5 ปี (ปี 2560-64) ไว้ที่ 55,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญาให้สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) เพิ่มเป็น 2,357 เมกะวัตต์ในปี 64 จากปัจจุบันมีกำลังผลิตรวม 30 โครงการ 1,644 เมกะวัตต์ ซึ่งเงินลงทุนดังกล่าวแบ่งเป็นเงินกู้ 75% และเงินทุนของบริษัท 25% โดยบริษัทมีแผนจะออกหุ้นกู้เพื่อใช้ในแต่ละโครงการ หลังก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ระดับโครงการมูลค่า 11,500 ล้านบาท “ปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทหลายรายทำให้คาดการณ์ว่า 3-5 ปีบริษัทจะสามารถผลักดันกำลังการผลิตรวมเป็น 5,000 เมกะวัตต์ได้”

นอกจากนี้ ในปีนี้บริษัทจะยื่นเสนอราคาก่อสร้างโรงไฟฟ้า สำหรับโครงการผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) 5 โครงการประกอบด้วย การก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามนโยบายการรับซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ ทดแทนสัญญาชุดเดิมที่จะหมดอายุลง โดยบริษัทได้รับอนุมัติให้สร้างโรงไฟฟ้า (SPP) ทดแทน 3 แห่งคือ โรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 1,โรงไฟฟ้าอมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 2 และโรงไฟฟ้า บี.กริม เพาเวอร์ (แหลมฉบัง) 1 กำลังการผลิต 140-160 เมกะวัตต์ต่อแห่ง โดยอยู่ระหว่างรอทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ส่วนอีก 2 แห่ง เป็นโรงไฟฟ้า SPP ใหม่ ที่จะสร้างในภาคกลางและภาคตะวันตกกำลังการผลิตแห่งละ 120 เมกะวัตต์ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แล้ว ซึ่งโรงไฟฟ้าทั้ง 5 แห่งใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงใช้เงินลงทุนต่อแห่งราว 5,000-6,000 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยเริ่มการก่อสร้างได้ปลายปีนี้

นอกจากนี้ ยังเตรียมลงทุนโครงการโซลาร์ฟาร์มสำหรับหน่วยงานราชการ ระยะที่ 2 หลังได้รับคัดเลือกจากองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกให้ร่วมลงทุนแล้ว 5 โครงการ 24 เมกะวัตต์ และยังมีโครงการที่ต้องรอลุ้นผลการจับสลากอีก 3 โครงการรวม 15 เมกะวัตต์ รวมถึงยังรอผลการเจรจาเพื่อเข้าร่วมลงทุนกับกลุ่มสหกรณ์ภาคการเกษตรอีกจำนวนหนึ่ง จากที่มีโควตาผลิตไฟฟ้า 119 เมกะวัตต์ รวมทั้งยังสนใจเข้าร่วมประมูลโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบผสมผสาน (ไฮบริด) แบบสัญญาเสถียร (เฟิร์ม) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (เอสพีพี) หรือ เอสพีพีไฮบริดเฟิร์ม ที่ภาครัฐเตรียมเปิดรับซื้อไฟฟ้า 300 เมกะวัตต์ และบริษัทยังได้จัดตั้งทีมงานรับมือกับการเปลี่ยนแปลงการใช้ไฟฟ้าของโรงงานอุตสาหกรรมที่จะหันมาผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) มากขึ้น เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า รวมทั้งยังร่วมกับพาร์ตเนอร์จาก China Energy Engineering Corporation ติดตามเทคโนโลยีโซลาร์รูฟท็อปและ Energy Storage เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจที่จะเข้ามาในอนาคต.

 

8สถานที่ท่องเที่ยว เช้า-ยันค่ำคืน ลัดเลาะม่านมังกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มิ.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/966080


มีผู้อ่านจำนวนมากอยากจะดาวน์โหลดแผนที่ของ Walking Bangkok ที่ น.ส.สุนันทา หามนตรี หัวหน้าข่าวในประเทศของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทำขึ้นมาเพื่อสนับสนุนผู้คนให้ออกไปเดินท่องเที่ยวกัน เป็นการออกกำลังกายไปในตัว ขณะเดียวกันก็มีโอกาสได้ไปเดินชมสถานที่น่าท่องเที่ยวทั้งยามเช้า หรือแม้แต่ยามเย็น จนถึงยามค่ำคืนได้

นักข่าวประจำ ททท.จึงนำสถานที่ทั้ง 8 แห่งที่ น.ส.สุนันทาไปสำรวจมา และรวบรวมไว้มานำเสนอในคราวเดียวกันพร้อม QR Code ที่สามารถดาวน์โหลดแผนที่เส้นทางที่น่าไปด้วยการเข้าไปยัง Link ที่แสดงบนหน้าจอ กดดาวน์โหลดเพื่อบันทึกข้อมูล และเปิดแผนที่ก่อนจะชวนกันออกไปเดินเที่ยวในจุดต่างๆ

เริ่มตั้งแต่ เส้นทางแรก ลัดเลาะม่านมังกรในเมืองกรุง 2.ตามรอยประวัติศาสตร์ย่านคลองผดุง 3.วัดไทย-โบสถ์ฝรั่ง-กุฏิจัน-คลองสาน 4.หัวแหวนของกรุงเทพฯ-ทิวทัศน์ Classic 5.ศูนย์กลางกรุงรัตนโกสินทร์ 6.ลัดเลาะบ้านญวน บ้านเขมร ศาสนสถานริมแม่น้ำเจ้าพระยา 7.หลากศรัทธา หลายวัฒนธรรมไทย-จีน-ฝรั่งแขก และ 8.บ้านครัว สู่สี่แยกเทพเจ้า ย่านราชประสงค์.

ส.อ.ท.จี้รัฐสางปัญหาที่ส.ป.ก. ควันหลง “วินด์ฟาร์ม” ฟาดหางโครงการลงทุนอื่นอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/966067


นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่นทำให้ผู้รับสัมปทานผลิตปิโตรเลียมดำเนินการอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ต้องหยุดกิจกรรมทั้งหมดเป็นการชั่วคราวว่า ประเด็นพื้นที่ ส.ป.ก.ได้ส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนหลายโครงการไม่แต่เฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานลม (วินด์ฟาร์ม) หากโครงการลงทุนอื่นๆมีปัญหาอีกจะกระทบกับความเชื่อมั่นการลงทุน ทั้งนี้ตามหลักการนั้นควรดูเจตนารมณ์ของโครงการลงทุนนั้นๆด้วยว่าเกิดประโยชน์กับประเทศหรือไม่ ซึ่งหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบอย่าง ปตท.สผ.ก็เป็นหน่วยงานวิสาหกิจ หากเกิดปัญหาจากข้อกฎหมาย รัฐบาลควรใช้เครื่องมือเข้าแก้ปัญหา อาทิ การใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่ทับซ้อนกัน บางกรณีมีการตีความข้อกฎหมายต่างกัน จนเกิดผลกระทบต่อนักลงทุนในภายหลัง ซึ่งเอกชนกำลังติดตามอยู่

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในสัปดาห์นี้คาดว่าจะมีข้อสรุปเกี่ยวกับกรณีปัญหาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ต้องหยุดผลิตและตนได้พยายามหารือฝ่ายกฎหมายเพื่อใช้ช่องทางกฎหมายตามปกติอยู่ จึงยังตอบไม่ได้ว่าจะต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 หรือไม่

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวถึงคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.60 ที่ให้เพิกถอนระเบียบบอร์ด ส.ป.ก.เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่นว่าคำพิพากษาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก.ซึ่งกรมในฐานะส่วนราชการที่กำกับดูและสัมปทานตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้สั่งให้ผู้รับสัมปทานหยุดดำเนินกิจกรรมปิโตรเลียมในพื้นที่ ส.ป.ก.จนกว่าจะได้รับอนุญาตให้เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวได้ เพื่อมิให้ขัดต่อข้อกฎหมายและคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

 

ยานยนต์ไฟฟ้ามาแว้วว พลังงานทดแทนยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965262


พูดกันมานานสำหรับเรื่องของ “ยานยนต์ไฟฟ้า”…ที่กำลังจะเป็นเรื่องของ “เทรนด์” ซึ่งกำลังจะก้าวเข้ามาทดแทน “ยานยนต์พลังงานก๊าซ และน้ำมัน” หรือ “ยานยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล”

วันนี้กลายเป็นกระแสที่หลายคนเริ่มออกมาพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง และเป็นหนึ่งในแนวทางการส่งเสริมผ่านนโยบายของรัฐบาลให้เกิดการลงทุนทั้งในด้านนวัตกรรม…เทคโนโลยี สู่ยุค “อุตสาหกรรม 4.0”

สอดคล้องกับกระทรวงพลังงานที่ได้วางมาตรการการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า ในแผนอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2558-2579 (EEP2015) เพื่อให้เกิดการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2579 รวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านคัน

“ยานยนต์ไฟฟ้า” หรือ “EV (Electric Vehicle)” หมายถึงยานยนต์ที่มีการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวหรือยานยนต์ที่อาศัยเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในมาใช้ร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า

ทั้งในส่วนของการขับเคลื่อนและผลิตพลังงานไฟฟ้าเก็บสะสมในแบตเตอรี่ หรือเทคโนโลยีการใช้ก๊าซไฮโดรเจนในการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์เชื้อเพลิง

แต่การจะก้าวไปถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง “ยานยนต์ไฟฟ้า” ก็ต้องมีองค์ประกอบสำคัญหลายอย่าง โดยเฉพาะ “สถานีอัดประจุไฟฟ้า” (Charging Station) ในการให้พลังงานกับยานยนต์ไฟฟ้าตามแหล่งสำคัญต่างๆ ที่เปรียบเทียบให้เห็นภาพได้เหมือน “ปั๊มน้ำมัน” สำหรับยานยนต์ทั่วไปที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

สถานีอัดประจุไฟฟ้า มีการแบ่งระดับในการอัดประจุไฟฟ้าหลายระดับ ตัวอย่างเช่น แบบธรรมดา (Normal Charge) ใช้เวลาอัดประจุประมาณ 4-8 ชั่วโมง และการอัดประจุไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว (Quick Charge) ใช้เวลาอัดประจุไฟฟ้าประมาณ 10-20 นาที

ภาพคร่าวๆ ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนี้มีโจทย์สำคัญร่วมกันคือ…ยานยนต์ไฟฟ้าที่จะเข้ามาทดแทนรถยนต์ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ในเร็ววันนี้จะต้องใช้งานได้จริง สะดวกเช่นเดียวกับยานยนต์ที่ใช้กันอยู่

นำมาซึ่งคำถามที่ว่า…แล้วเมืองไทยจะมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากันอย่างแพร่หลายจริงหรือไม่? และเมื่อไหร่?

ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน เปิดมุมมองเอาไว้ว่า นับจากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และต่อเนื่องมาถึงเอนเนอยี่ 4.0 และเรื่องของพลังงานทดแทนแบบไฮบริดเฟิร์ม ที่เป็นหนึ่งในนั้นรวมถึงนโยบายด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งประเทศไทยมีเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ และมีความล้ำนำหน้าไม่แพ้ใคร

ซึ่งก็แน่นอนว่าเรื่อง “ยานยนต์ไฟฟ้า” นี้ ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ

“รัฐบาลได้ผลักดันเรื่องนี้เต็มที่ ในปัจจุบันก็จะมีแพ็กเกจหรือนโยบายที่สนับสนุนในด้านต่างๆออกมาควบคู่ไปกับการสร้างผังการผลิตในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นเรื่องของนโยบายส่งเสริมในด้านภาษี

ในส่วนกระทรวงพลังงานสนับสนุนในด้านการวางพื้นฐานเพื่ออนาคตในส่วนของชาร์จจิ้งสเตชั่นหรือสถานีจ่ายไฟ เพราะจะต้องมีระบบการส่งข้อมูลและส่งสัญญาณการชาร์จไฟกลางคืนได้”

ทวารัฐ บอกว่า สถานีชาร์จไฟฟ้าในส่วนของกระทรวงพลังงานในเดือนนี้หรือเดือนหน้าคงได้เห็น มีเอกชนหลายเจ้า ห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง อาคารใหญ่ๆหลายที่ เริ่มจากใน กทม.และออกไปสู่ภูมิภาค จากมาตรการสนับสนุน 150 หัวจ่ายแรก โดยยานยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มแรกที่จะเข้ามาคือรถยนต์นั่งหรือรถเก๋ง

ความท้าทายสำคัญเมื่อจุดเริ่มมีพร้อมๆกัน ประเทศไทยเราก็มีโอกาสที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอาเซียนในเรื่องของยานยนต์ไฟฟ้า ที่ในวันนี้มีคู่แข่งสำคัญคือสิงคโปร์ แต่เราก็ยังมีความได้เปรียบในเรื่องของราคา เพราะเราเองมีฐานการผลิต และคาดว่าจะมีกำลังซื้อในระดับหนึ่ง

ในระยะเวลา 3-5 ปี ยานยนต์ไฟฟ้าวิ่งกันอยู่นับจากนี้จะเริ่มได้เห็นกันมากขึ้น เพราะในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นรถหรูและมีราคาแพง แต่ด้วยมาตรการของรัฐบาลที่ลงไปสนับสนุนจะทำให้ลดขนาดสนองรับกับตลาดรถยนต์ยอดนิยม ประเภท 1,500-1,600 ซีซี

“การใช้รถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยให้ประหยัดกว่าน้ำมัน ที่เมื่อเทียบกันแล้วน้ำมันจะสิ้นเปลืองกิโลเมตรละ 3 บาท…แต่ยานยนต์ไฟฟ้าถ้าชาร์จในเวลากลางคืน ช่วงประหยัดไฟ…จะสิ้นเปลืองกิโลเมตรละ 1 บาท เท่านั้น ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับขนาดของรถ และเรื่องขององค์ประกอบอื่นๆ”

และ…การชาร์จไฟแต่ละครั้งจะใช้ได้นานเพียงใดขึ้นอยู่กับเรื่องของแบตเตอรี่

ความก้าวหน้าในเรื่องของ “ยานยนต์ไฟฟ้า” หรือ “EV” เราๆ ท่านๆก็จะได้เห็นความคืบหน้าและข้อมูลที่หลากหลายทั้งในส่วนของสถานีชาร์จไฟ รวมถึงตัวของยานยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ ผ่านเทคโนโลยีที่ภาคเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ ได้จากงาน “ASEAN Sustainable Energy Week 2017”

ระหว่างวันที่ 7-10 มิถุนายน พ.ศ.2560 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เป็นงานแสดงเทคโนโลยี…การประชุมด้านพลังงานหมุนเวียน การใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน จัดร่วมกับงาน Renewable Energy Asia Entech Pollutec Asia และ Energy Efficiency Expo

“งานนี้ทางกระทรวงพลังงาน ได้ให้การสนับสนุนต่อเนื่องมาหลายปี และปีนี้จะเป็นปีสำคัญที่พลังงานทดแทนจะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าจะสามารถเป็นพลังงานกระแสหลักได้”

อีกประเด็นที่ต้องกล่าวถึง กระทรวงพลังงานยังเน้นไปที่เรื่องของต้นทางเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนในรูปแบบที่เรียกว่า “ไฮบริดเฟิร์ม” เป็นพลังงานทดแทนผสมผสาน แต่ต้องจ่ายไฟแบบเสถียรภาพ ซึ่งจะพัฒนามาเป็นเสาหลัก และเป็นต้นทางสำคัญของการต่อยอดเรื่องของพลังงานทดแทนและยานยนต์ไฟฟ้า

“ในเรื่องนี้ไทยล้ำหน้าในเอเชีย กระทรวงพลังงานตั้งใจอยากใช้เวทีงานนี้ ประกาศให้ทราบถึงนโยบายด้านพลังงานทดแทน…เปิดให้ชาวต่างชาติที่มีโนว์ฮาวเทคโนโลยีเข้ามาลงทุน ซึ่งโครงการไฮบริดเฟิร์มจะเปิดรับซื้อในไตรมาสที่ 3–4 ของปี 2560 นี้ และจะเป็นแห่งแรกของอาเซียนอีกด้วย”

ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เสริมว่า อนาคตจะเกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ภายในปี 2568 คาดว่าน่าจะเป็นสัดส่วน 5-10 เปอร์เซ็นต์ของรถยนต์ใหม่ทั้งหมด เมื่อบวกกับแผนที่จะติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า ไม่น้อยกว่า 150 สถานีให้ได้ทั่วประเทศภายในปี 2562 จะยิ่งทำให้เกิดการตื่นตัว

จากแผนของภาครัฐร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนที่จะส่งเสริมสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้าจะสามารถวิ่งได้ระยะทาง 300 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และมีราคาที่สามารถแข่งขันได้ ก็จะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้งานมากขึ้น

ข้อเด่นสำคัญ ยานยนต์ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน…ลดต้นทุนการใช้พลังงานได้มากกว่า 1 ใน 4 เมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้น้ำมัน

สรรชาย นุ่มบุญนำ รองกรรมการผู้จัดการสายบริหารโครงการ บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) ผู้จัดงาน ASEAN Sustainable Energy Week 2017 ย้ำว่า งานนี้จะมีเรื่องของความก้าวหน้าทางด้านพลังงานทดแทนในรูปแบบของ 4.0 ซึ่งจับต้องได้เป็นรูปธรรม…เป็นเรื่องสำคัญที่จะพลิกโฉมเรื่องของพลังงาน 4.0

“ยานยนต์ไฟฟ้า” ยุคพลังงาน 4.0 ไม่ใช่แค่งานโชว์ แต่กำลังจะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันคนไทยมากขึ้น อาจจะเป็นจุดพลิกโฉมวงการอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยที่กำลังเดินหน้าสู่ยุคใหม่ ยุคที่ “พลังงานฟอสซิล” ทั้งก๊าซและน้ำมัน…กำลังจะกลายเป็นอดีต.

 

‘สมคิด’ ถก ‘อาเบะ’ เสนอ 4 ข้อร่วมพัฒนาการค้า-ลงทุนไทย ญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มิ.ย. 2560 17:52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965713


สมคิด เสนอ อาเบะ 4 ข้อ ดันความร่วมมือ พัฒนาการค้า ลงทุนร่วมกัน ในโอกาสครบรอบความสัมพันธ์ 130 ปี หยิบประเด็นไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน ดึงความเชื่อมั่นนักลงทุน ระบุรัฐบาลจะดัน ไฮสปีด เทรน เข้าอีอีซีเต็มที่ แม้งบประมาณลงทุนจะสูง

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเดินทางมาเยือนญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 4–7 มิ.ย. 60 ว่า วันที่ 7 มิ.ย. ได้มีโอกาสเยี่ยมคารวะ นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งได้เสนอขอความร่วมมือจากญี่ปุ่นให้ช่วยผลักดันการค้าและการลงทุนร่วมกัน 4 ประเด็น ประกอบด้วย 1. การวางยุทธศาสตร์ของ CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) ที่ทั้ง 5 ประเทศจะร่วมมือกันพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ไปด้วยกัน เพื่อให้มีระดับการพัฒนาที่ดีขึ้น โดยขอให้ญี่ปุ่นช่วยพัฒนาแผนดังกล่าวให้เป็นรูปธรรม ก่อนจะจัดประชุมของผู้นำทั้ง 5 ประเทศในช่วงปลายปีนี้

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกัน ได้หารือร่วมกับ นายโยชิฮิเดะ สึกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น และขอให้ช่วยผลักดันยุทธศาสตร์ดังกล่าวด้วย เพราะที่ผ่านมาญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) อยู่แล้ว จึงถือเป็นโอกาสหากจะเข้ามาพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ไปพร้อมกัน อีกทั้งปัจจุบันแผนพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของอาเซียนก็สอดคล้องกันอยู่ อนาคตข้างหน้าจึงจะเป็นโอกาสที่ทำให้กลุ่มเศรษฐกิจภูมิภาคนี้แข็งแกร่ง จะมีการคมนาคมผ่านรถไฟตั้งแต่ เวียดนาม ลาว ไทย เมียนมา เชื่อมต่อไปอินเดีย และบังกลาเทศ

ส่วนประเด็นที่ 2. การพัฒนารถไฟภายใต้กรอบความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น ซึ่งได้มีย้ำว่ากรุงเทพฯ–เชียงใหม่ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน แผนพัฒนาเส้นทางเชื่อมตะวันออก-ตะวันตก (อีสต์ เวสต์ คอริดอร์ส) ก็มีความสำคัญที่ต้องผลักดัน โดยฝ่ายไทยได้ขอความร่วมมือจาก นายสึกะ ให้เข้ามาช่วยเหลือเช่นเดียวกัน ส่วนประเด็นข้อเสนอจากทางญี่ปุ่น ที่ต้องการให้ไทยขยายเส้นทางรถไฟจากระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ไปสิ้นสุดที่สถานีอยุธยา เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม

ขณะนี้ ได้เร่งรัดให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาแล้ว “เส้นกรุงเทพฯ–อยุธยา ที่ญี่ปุ่นเสนอให้ขยายต่อจากโครงการรถไฟอีอีซีนั้น ตอนนี้ได้ให้คมนาคมเร่งคิด เพราะมีประโยชน์ อนาคตเห็นว่าอุตสาหกรรมจะเติบโตมาก แต่ที่ต้องเน้นย้ำเลยก็คือ เส้นอีอีซี ต้องทำ จะแพงอย่างไรก็ต้องทำ เพราะเป็นประโยชน์ แต่เราก็ต้องไปดูงบว่าจะใช้เท่าไร หรือจะดูการใช้งบจากกองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ ซึ่งในวันจันทร์นี้ (12 มิ.ย. 60) จะเข้าไปติดตามงานที่กระทรวงคมนาคม ว่าโครงการต่างๆ เดินหน้าไปถึงไหนแล้ว”

ประเด็นที่ 3 คือ ได้รายงานถึงความร่วมมือระหว่างไทย–ญี่ปุ่น ในการมาเยือนครั้งนี้ ได้ลงนามความร่วมมือกันเป็นครั้งแรก ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรมของไทย และกระทรวงเศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (เมติ) โดยญี่ปุ่นจะเข้ามาสนับสนุนในการวาง Global value chain (ห่วงโซ่มูลค่า) เพื่อปฏิรูปการผลิตทั้งหมด เชื่อมโยงข้อมูลดีมานด์และซัพพลายให้สอดคล้องกัน เนื่องจากเมติ มีความเชี่ยวชาญในการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้เพื่อวางระบบอยู่แล้ว เชื่อว่าภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้อุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีมีประสิทธิภาพ ก้าวสู่ยุค 4.0

4. เนื่องในโอกาสครบรอบสัมพันธ์ทางการทูต 130 ปี ได้ขอความร่วมมือไปยังเมติ ช่วยจัดงานเฉลิมฉลอง ด้วยการเดินทางมาเยือนไทย เพื่อเปิดเผยถึงข้อมูลของทิศทางการทำธุรกิจในอนาคต ที่จะต้องอาศัยเทคโนโลยี เนื่องจากโลกได้เปลี่ยนแปลงแล้ว ดังนั้น ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัว รวมไปถึงยังได้ขอให้ ประธานสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (ไคดังเรน) นำทัพนักธุรกิจญี่ปุ่นเดินทางมาพบกับนักธุรกิจไทยในโอกาสนี้ด้วย

“การเข้าพบท่านอาเบะครั้งนี้ ท่านได้ขอให้เราช่วยดูแลนักธุรกิจญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งเราก็ได้ให้คำมั่นว่า เราดูแลดีมาโดยตลอด และจะดูแลต่อไป เพราะญี่ปุ่นไม่เคยทอดทิ้งไทย ช่วยเหลือ และนักลงทุนญี่ปุ่นก็ดูแลเรามาตลอด ตอนนี้ก็มีประชาชนญี่ปุ่นในไทยถึง 70,000 คน และบริษัทญี่ปุ่นอีก 7,000-8,000 บริษัท”