หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 2.37 ดัชนีอยู่ที่ 1,566 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มิ.ย. 2560 17:18

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965752


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 2.37 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,566.58 จุด มูลค่าการซื้อขาย 43,501.56 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 7 มิ.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 2.37 จุด อยู่ที่ 1,566.58 เปลี่ยนแปลง -0.15% มูลค่าการซื้อขาย 43,501.56 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,573.16 จุด และต่ำสุดที่ 1,565.93 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) 2.บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 5.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

 

‘สมคิด’ ยัน รมต.ทุกคนพร้อมให้ ‘กกต.’ ตรวจสอบคุณสมบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มิ.ย. 2560 16:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965678


“สมคิด” ยันรัฐมนตรีทุกคนพร้อมรับการตรวจสอบ ชี้ก่อนรับตำแหน่งต้องโปร่งใส ส่วน สนธิรัตน์ พร้อมชี้แจงการถือครองหุ้นในบริษัทเอกชน ยืนยันไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ทำทุกอย่างถูกต้อง

วันที่ 7 มิ.ย. 60 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกสอบคุณสมบัติ 9 รัฐมนตรี รัฐมนตรีทุกคนพร้อมให้ตรวจสอบอยู่แล้ว ไม่ตื่นเต้นอยู่แล้ว การตรวจสอบถือเป็นเรื่องที่ดี และเป็นเรื่องปกติ ส่วนกรณีที่จะตรวจสอบย้อนไม่ย้อนก็ไม่เป็นปัญหา เพราะต้องโปร่งใสตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ส่วนสาเหตุที่ กกต.เพิ่งจะมาตรวจสอบขณะนี้ ตนไม่ทราบเพราะทำแต่งาน

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เผยว่า กรณีที่มีรายชื่ออยู่ในคำร้องขอให้ กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติว่ามีการถือครองหุ้น และมีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการขัดผลประโยชน์ตามหมวด 9 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ก็ไม่ได้หนักใจในประเด็นดังกล่าว และพร้อมนำเอกสารหลักฐานเข้าชี้แจงต่อ กกต.

ทั้งนี้ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ ได้ดำเนินการทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเข้าใจว่าการตรวจสอบของ กกต.ครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากได้รับการร้องเรียนให้ตรวจสอบ เมื่อ กกต.รับเรื่องจากผู้ร้องเรียนแล้ว ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบไปตามขั้นตอนของกฎหมาย คงจะไม่ได้เป็นการแก้เกี้ยวที่ กกต.กำลังจะถูก set zero แต่อย่างใด

ทางด้าน นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงกรณีมีชื่อถูกให้ตรวจสอบคุณสมบัติขัด รธน. ว่าเป็นเรื่องเก่านานแล้ว และเป็นเรื่องที่ กกต.หยิบยกขึ้นมาตามคำร้องของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คิดว่าไม่น่าจะมีผลอะไร และกรณีที่นี้เป็นการร้องคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ตนมารับตำแหน่งในช่วงใช้ฉบับ รธน.ชั่วคราว ไม่น่ามีผลอะไร

 

ย้อน “หมอชิตเก่า” เล่าความหลัง หาเหตุผลย้าย “หมอชิตใหม่” อีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มิ.ย. 2560 16:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965658


ย้าย “หมอชิตใหม่” ไป “หมอชิตเก่า” เป็น “หมอชิตใหม่” วลีนี้อาจจะต้องใช้สติในการพูดเนื่องจากทำเอางงและลิ้นพันกันได้ง่ายๆ หลังจากมีข้อสรุปล่าสุด เกี่ยวกับการย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 จาก ถ.กำแพงเพชร

หมอชิตใหม่ ที่อีกไม่นาน จะเป็นหมอชิตเก่า

กรณีนี้ ได้รับการเปิดเผยจากระดับนโยบายรัฐบาลว่า มีมติเห็นชอบให้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ย้ายสถานีขนส่งหมอชิต 2 ซึ่งปัจจุบันเป็นจุดโดยสารรถ บขส. รถร่วม บขส.สายเหนือ อีสาน กลางและตะวันออกบางจังหวัด รวมทั้งรถตู้ร่วม บขส. อีกหลายเส้นทาง ให้กลับไปใช้พื้นที่ เคยเป็นสถานีขนส่งหมอชิตเดิม หรือมักเรียกกันว่า หมอชิตเก่า ถ.พหลโยธิน ตรงข้ามสวนจตุจักร ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานีบีทีเอสจตุจักร ลานจอดรถและอาคารศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าบีทีเอส

อย่างไรก็ตาม “ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์” เชื่อว่า ข้อสรุปนี้ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนและใช้เวลาอีกนาน

แต่เดิมหมอชิตเก่าเป็นสำนักงานที่ทำการ บขส. รวมทั้งสถานีต้นทางของรถ บขส. และรถร่วม บขส. ออกจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดในภาคเหนือ ภาคอีสานและกลางบางจังหวัด โดยรถที่จะเข้าหมอชิตเก่าจะใช้เส้นทางด้าน ถ.พหลโยธิน ส่วนในขาออกจะออกทางด้านหลังใช้เส้นทางผ่านหน้าช่อง 7 ไปเลี้ยวซ้าย 3 แยก ก่อนถึงกรมการขนส่งทางบกปัจจุบันทะลุออก ถ.วิภาวดีรังสิตที่ซอยวิภาวดีรังสิต 5 ซึ่งจากอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังคับแคบรถแทบจะสวนกันลำบาก ทุกวันจันทร์ต้นสัปดาห์และวันศุกร์ปลายสัปดาห์ช่วงเวลาเร่งด่วนยิ่งติดขัด เพราะมีรถเข้าไปใช้บริการกรมการขนส่งทางบกจำนวนมาก

ทั้งนี้ ใครที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ลงไป อาจจะไม่ทันเคยใช้บริการหมอชิตเก่า และอาจจะนึกภาพไม่ออก เพราะตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2541 มีการย้ายหมอชิตจาก ถ.พหลโยธิน ไปหมอชิตใหม่ปัจจุบัน ที่ ถ.กำแพงเพชร เนื่องจากกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ในฐานะเจ้าของพื้นที่ ได้เปลี่ยนให้บีทีเอสเข้ามาเช่าใช้พื้นที่ ประกอบกับเกิดความแออัดและปัญหาจราจรติดขัด

หมอชิตเก่าเริ่มเปิดใช้บริการเมื่อเดือน ม.ค.2503 นับเป็นเวลารวมประมาณ 38 ปี จึงย้ายไปใช้ที่ปัจจุบัน

ณ วันนั้น หลังมีการย้ายหมอชิตไปหมอชิตใหม่ ในแง่เศรษฐกิจส่งผลให้การค้าขายในย่านนี้ ซบเซาลง ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ห้องเช่า หอพัก ร้านค้า ร้านอาหารและแหล่งบันเทิง เป็นต้น ทยอยปิดตัว แต่ยังคงเหลือร้านอะไหล่รถยนต์ และอู่รถทัวร์ ต่อมาอีกสักระยะ

ส่วนสาเหตุที่จะต้องย้ายหมอชิต 2 ใหม่อีกครั้ง เพราะต้องคืนพื้นที่ให้แก่การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) และต้องย้ายออกจากพื้นที่ก่อน พ.ศ. 2562 โดยพื้นที่จะถูกใช้ก่อสร้างศูนย์ซ่อมรถไฟฟ้าสายสีแดงและสถานีกลางบางซื่อ.

‘สมคิด’ โปรยคำหวาน บอกญี่ปุ่นเป็นมหามิตร ช่วยไทยเปลี่ยนผ่านไปยุค 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มิ.ย. 2560 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965637


‘สมคิด’ ย้ำญี่ปุ่นเป็นมหามิตร ที่จะช่วยไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 และช่วยพัฒนา “อีอีซี” รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พร้อมจัดงานยักษ์เฉลิมฉลองความสัมพันธ์ครบ 130 ปี ขณะที่นักลงทุนญี่ปุ่น เตรียมหอบเงินลงทุนในไทย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายในงานสัมมนา “Thailand towards Asia Hub” ภายใต้หัวข้อ Thailand 4.0 means Opportunity Thailand จัดโดยองค์การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 7 มิ.ย 60 โดยมีนักธุรกิจญี่ปุ่นเข้าร่วมงานราว 1,200 คนว่า ขณะนี้ ไทยกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศ โดยการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อีกทั้ง ยังมีการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) รองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตของไทยไปสู่ยุคดิจิทัล โดยรัฐบาลมีโครงการเมกะโปรเจกต์กว่า 43,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่จะลงทุนภายใน 5 ปี ทั้งการก่อสร้างถนน รถไฟความเร็วสูง รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ สนามบิน ลงทุนด้านอินเทอร์เน็ต เพื่อรองรับอีอีซี และอุตสาหกรรมยุคดิจิทัล หากขาดนักลงทุนจากญี่ปุ่นคงพัฒนาไม่สำเร็จ จึงได้เชิญประธานเจโทรเป็นที่ปรึกษาของตนเอง เพื่อติดต่อกับนักลงทุนญี่ปุ่น ให้เข้ามาช่วยไทยพัฒนาอีอีซี

นอกจากนี้ ไทยยังมีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ต้องการดึงดูดการลงทุน และหวังเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค เช่น อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ไบโอชีวภาพ ยานยนต์แห่งอนาคต ปิโตรเคมิคอล การท่องเที่ยว การแพทย์ครบวงจร ศูนย์การบินของภูมิภาค ขณะเดียวกัน ยังได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหาอุปสรรคของนักลงทุน และอำนวยความสะดวกให้ด้วย ซึ่งทำให้ไทยมีศักยภาพด้านการแข่งขันดีขึ้นมาก

“ในช่วงที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่าน ถือเป็นจังหวะดีที่ญี่ปุ่นจะเข้ามาช่วยไทยพัฒนาประเทศ การเดินทางมาครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อเชิญชวนนักลงทุนญี่ปุ่น แต่มาเพื่อขอบคุณที่ญี่ปุ่นเป็นมหามิตรอย่างแท้จริง เพราะลงทุนในไทยมากว่า 40-50 ปีแล้ว และความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานถึง 130 ปี แท้จริงแล้วเป็นความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งได้ขอให้ทั้งรัฐบาล และภาคเอกชนของญี่ปุ่นนำทัพนักธุรกิจเดินทางมาไทย เพื่อร่วมกันฉลองความสัมพันธ์อย่างยิ่งใหญ่ ที่รัฐบาลไทยจะจัดขึ้นในปีนี้ เพื่อให้ทั่วโลกได้รับรู้ และเชื่อว่า การเปลี่ยนผ่านของไทยในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ เพราะมหามิตรจะช่วยเหลือเรา”

นายสมคิด กล่าวต่ออีกว่า ยังได้เป็นสักขีพยานการลงนามร่วมกันระหว่างนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กับนายฮิโรชิเกะ เซโกะ รมว.เศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศญี่ปุ่น (เมติ) เพื่อเชื่อมโยงเอสเอ็มอีของทั้ง 2 ประเทศให้เข้าสู่สายการผลิตของโลก ถือเป็นครั้งแรกที่เมติของญี่ปุ่นลงนามร่วมกับไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นสักขีพยานลงนามระหว่างนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรมว.การสื่อสารและอินเทอร์เน็ต ของญี่ปุ่น เพื่อความร่วมมือพัฒนานวัตกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล ความร่วมมือด้านความมั่นคง ทั้งระบบรักษาความปลอดภัย ความมีเสถียรภาพของอินเทอร์เน็ต รวมถึงความร่วมมือด้านอุตุนิยมวิทยา และไปรษณีย์ รองรับการพัฒนาเศรษฐกิจ

ด้านมาโกโตะ นิตตะ ประธานบริษัทแห่งหนึ่ง ที่เข้าร่วมงานสัมมนาครั้งนี้ กล่าวว่า ตนลงทุนผลิตสินค้าอะไหล่ยานยนต์ในไทยมานานถึง 55 ปีแล้ว มีโรงงานในไทย 4 แห่งคือ ที่ฉะเชิงเทรา บางพลี บางปะกง และพระประแดง แต่ในช่วงนี้ยังไม่มีแผนขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติม ปัจจุบัน ถือว่า สถานการณ์ของไทยดีขึ้น แต่ในอนาคตยังไม่รู้จะเป็นอย่างไร แต่ยังเชื่อมั่น และไม่คิดถอนการลงทุนแน่นอน

ส่วนนายเคนโสะ อิโตโมะ กล่าวว่า บริษัททำธุรกิจด้านการวางระบบไอที และขณะนี้มีแผนจะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะเห็นว่า ไทยมีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนจำนวนมาก และลงทุนมานานแล้ว ประกอบกับลูกค้าที่เป็นบริษัทญี่ปุ่นแนะนำให้เข้ามาทำธุรกิจในไทย คาดว่า เมื่อหาแหล่งเงินทุนได้ในเร็วๆ นี้ จะเริ่มเข้ามาลงทุนได้ทันที เพราะการรับฟังนายสมคิดในครั้งนี้ ทำให้มั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น

นายนาโอกิ อิโนเนะ เจ้าของตลาดซื้อขายชิ้นส่วนยานยนต์ทางอินเทอร์เน็ต (อี-มาร์เก็ตเพลส) และมีสำนักงานในไทย กล่าวว่า ลูกค้าของตนที่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์สนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะมองเป็นศักยภาพของไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่นแห่งใหญ่นอกประเทศญี่ปุ่น ที่สำคัญ ประเทศเพื่อนบ้านยังไม่มีอุตสาหกรรมนี้

 

กสทช.ออกกฎคุมเนื้อหาเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามเกินล้านภายใน มิ.ย.60 (คลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มิ.ย. 2560 15:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965602


กสทช.เตรียมออกมาตรการกำกับดูแลผู้ประกอบการการแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตหรือ OTT ในกลุ่มเฟซบุ๊กแฟนเพจที่มียอดผู้ติดตามเกิน 1 ล้านคน ในเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อแก้ปัญหาเนื้อหาและโฆษณาที่ไม่เหมาะสม…


https://www.thairath.co.th/clip/133608

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2560 การประชุมรับฟังความคิดเห็นกลุ่มย่อยเรื่อง การแพร่ภาพและเสียงผ่านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต Over The Top (OTT) หรือ โอทีที ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กับผู้ดูแลเฟซบุ๊กเพจที่มีผู้ติดตามเกิน 1 ล้านคน 30 แฟนเพจ ได้ข้อสรุปว่า จะออกมาตรการกำกับดูแลผู้ประกอบการได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้ พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการเข้าสู่กระบวนการ หากมีการเปิดให้ลงทะเบียนยืนยันตัวตนเพื่อเข้าสู่ระบบ

พันเอกนที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. กล่าวว่า ผู้ดูแลแฟนเพจเฟซบุ๊กให้ความเห็นว่าการสร้างระบบในการกำกับดูแลต้องสร้างกฎกติกาที่มีความเท่าเทียม และมีมาตรฐานเดียวกัน และแก้ปัญหาได้ทันที โดยเฉพาะเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงโฆษณาสินค้าที่ผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์ม OTT

นายสมเกียรติ จันทร์ดี ตัวแทนและทีมเพจอีจัน เปิดเผยว่า ยังไม่เข้าใจว่าการที่ กสทช. เรียกมาประชุมวันนี้ต้องการอะไร จะให้รับผิดชอบอะไร เดินไปทางไหน หรือทำอะไรร่วมกับเฟซบุ๊ก แต่ก็พร้อมจะปฏิบัติตามเงื่อนไข ส่วนเพจอีจัน มีจุดยืนของการทำงานเกี่ยวกับข่าวชาวบ้าน และสร้างปรากฏการณ์ พยายามเป็นตัวแทนของกลุ่มที่ไม่ได้รับความยุติธรรมหรือกลุ่มสูญเสีย มีทีมงาน 3-4 คน

รวมทั้งตระหนักถึงสิ่งที่นำเสนอไปว่ามีจะมีผลกลับมาอย่างไร แต่จะไม่ไปสร้างอิทธิพลที่ล่อแหลม พยายามวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใด แม้ว่ายังไม่มีความชัดเจนเรื่องการควบคุม แต่ในฐานะนักสื่อสารมวลชนมีความตระหนักถึงการนำเสนออยู่แล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าเพจอีจันไม่มีถ้อยคำหยาบคาย เพราะเพจให้เกียรติคนทุกคน

ส่วนกระแสสังคมที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียล และมีการวิพากษ์วิจารณ์นั้น ตัวแทนเพจอีจัน ระบุว่า ในฐานะคนทำคอนเทนต์ที่ดีต้องรับผิดชอบกับข่าวที่ออกมา แต่ยอมรับว่าไม่สามารถปิดกั้นคนเหล่านี้ได้ เพราะคนที่ทำเพจมีเป็นล้านคน ผ่านอุปกรณ์หลายประเภท รวมทั้งมีทั้งเนื้อหาที่กลั่นกรองแล้วและดราม่า สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีก้าวนำการศึกษาไปไกลจึงทำให้เกิดช่องว่าง.

 

โชว์บัตรประชาชนลงโซเชียล โปรดระวัง โดนสวมรอยไม่รู้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มิ.ย. 2560 14:23

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965410


ระวังให้ดี บัตรประชาชน ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล หากนำไปโพสต์ลงบนโลกออนไลน์ นอกจากจะไม่เป็นผลดีกับตัวเราแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยที่เราไม่มีทางรู้ตัว

น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยกับ ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ ว่า ไม่ควรโพสต์รูปภาพบัตรประจำตัวประชาชนของตัวเอง เพราะมีความเสี่ยงที่มิจฉาชีพจะนำไปใช้จนเกิดความเสียหายได้ หากมีความจำเป็นที่ต้องโพสต์จริงๆ แนะนำให้ปิดหมายเลขประจำตัว 13 หลัก รวมทั้ง วันเดือนปีเกิดด้วย

ทั้งนี้ หากข้อมูลเหล่านี้หลุดออกไป จะมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก เช่น นำไปทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งส่วนใหญ่รูปแบบคำถามยืนยันตัวตน คือหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน และข้อมูลวันเดือนปีเกิด โดยยังรวมทั้ง บัตรข้าราชการ ใบขับขี่ หรือบัตรอื่นๆ ที่มีข้อมูลเลขประจำตัว 13 หลัก

สำหรับผู้ที่ขายของออนไลน์นั้น มองว่าการโพสต์รูปภาพบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อนั้น ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง ควรใช้วิธีเขียนชื่อ หรือข้อความยืนยันคู่กับสินค้าก็เพียงพอแล้ว เป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเอง และเตือนผู้ซื้อให้มีความระมัดระวัง ว่าอาจถูกหลอกได้ เพราะผู้ขายจะนำบัตรของใครมาแสดงก็ได้ รวมถึงการปลอมแปลงเอกสาร ในสมัยนี้ถือเป็นการกระทำที่ง่าย

นอกจากนี้ แถบบาร์โค้ดบนหน้าบัตรประจำตัวประชาชนนั้น ไม่สามารถนำไปทำธุรกรรมใดๆ ได้ เป็นเพียงแค่การใช้แสดงตัวตนกับองค์กรปกครองเท่านั้น เป็นฐานข้อมูลลับของทางราชการ และต้องใช้กับเครื่องอ่านข้อมูลเฉพาะเท่านั้น แต่ทางที่ดี ไม่ควรโพสต์รูปภาพบัตรประจำตัวประชาชนเลยจะดีที่สุด เพราะถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะต้องสงวนไว้ หากผู้อื่นนำไปแอบอ้าง จะเกิดผลกระทบต่อตนเองได้อีกด้วย.

 

ทองไทยเปิดตลาดพุ่งขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 21,300

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 7 มิ.ย. 2560 09:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965095


ทองไทยวันที่ 7 มิ.ย.2560 เปิดตลาด ราคาปรับขึ้น 100 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,700 ขายออกบาทละ 20,800 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,329.56 ขายออกบาทละ 21,300 บาท

วันที่ 7 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทยเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.28 น. ราคาปรับขึ้น 100 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,700 ขายออกบาทละ 20,800 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,329.56 ขายออกบาทละ 21,300 บาท.

 

หวั่นซ้ำ “โคพลาสติก-โคล้านตัว” ครม.ผ่าน “โคบาลบูรพา” แจกวัวชาวบ้านเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2560 07:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965010


ครม.คลอดโครงการโคบาลบูรพา อัดงบกลางพันล้านซื้อวัวแจกให้เกษตรกร จ.สระแก้ว 6,000 ราย เลี้ยงรายละ 5 ตัว ส่งคืนเป็นลูกวัว เปิดช่องให้ทั้งซื้อในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศได้ หน่วยงานรัฐรุมให้ข้อสังเกตต้องติดตามประเมินผลใกล้ชิดเน้นถูกต้องโปร่งใส หวั่นซ้ำรอย “โคพลาสติก–โคล้านตัว”

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบโครงการโคบาลบูรพา พร้อมอนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปีงบประมาณ 2560 จำนวน 1,028 ล้านบาท เพื่อให้กรมปศุสัตว์เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยจะส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ จ.สระแก้ว ที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำ ปรับเปลี่ยนอาชีพมาเลี้ยงโคเนื้อจำนวน 6,000 ราย รายละ 5 ตัว รวมแม่โคจำนวน 30,000 ตัว ราคาตัวละ 30,000 บาท รวมวงเงิน 900 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินงานในลักษณะธนาคารโคเนื้อ กำหนดเงื่อนไขให้เกษตรกรต้องส่งลูกโคเพศเมียอายุ 12 เดือน จำนวน 5 ตัวแรกของฝูงคืนให้โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ตามแนวทางประชารัฐ

สำหรับการจัดหาแม่โคเนื้อนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯระบุว่า จะพิจารณาซื้อแม่โคในประเทศเป็นลำดับแรก หากไม่เพียงพอหรือหาซื้อในประเทศไม่ได้ จะพิจารณาแนวทางการนำเข้าแม่โคจากต่างประเทศเป็นลำดับถัดไป ขณะเดียวกันจะสนับสนุนการสร้างโรงเรือนและจัดหาแหล่งน้ำให้เกษตรกรด้วย โดยกรมปศุสัตว์จะขอกู้ยืมเงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร 438 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรยืมเป็นเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยรายละ 58,000 บาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างโรงเรือนเลี้ยงโคเนื้อรายละ 50,000 บาท และค่าขุดเจาะบ่อบาดาล บ่อตอก หรือบ่อน้ำตื้นรายละ 8,000 บาท

อย่างไรก็ตาม โครงการโคบาลบูรพา นอกจากการส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อวงเงิน 900 ล้านบาทแล้ว ยังมีโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงแพะ มีเป้าหมายอุดหนุนพันธุ์แพะให้เกษตรกรจำนวน 100 ราย รายละ 32 ตัว แบ่งเป็นแพะเพศเมีย 30 ตัว และแพะเพศผู้ 2 ตัว รวมแพะ 3,200 ตัว เพศเมียตัวละ 4,000 บาท และเพศผู้ตัวละ 6,000 บาท รวมวงเงินที่จะขอใช้จากงบกลาง 13.20 ล้านบาท และวงเงินยืมจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรกู้ยืมปลอดดอกเบี้ยไปใช้ก่อสร้างโรงเรือนแพะรายละ 100,000 บาท รวม 10 ล้านบาท และค่าขุดเจาะแหล่งน้ำรายละ 8,000 บาท รวมวงเงิน 800,000 บาท กำหนดเงื่อนไขให้เกษตรกรต้องส่งคืนลูกแพะเพศเมียอายุ 6 เดือน เพื่อนำไปขยายผลให้เกษตรกรรายใหม่ยืมไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรตามนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีโครงการส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ทดแทนการปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลผลิตต่ำ พื้นที่ดำเนินงาน 40,300 ไร่ โดยรัฐบาลจะอุดหนุนค่าปัจจัยการผลิตไร่ละ 2,000 บาท ใช้เงินจากงบกลางจำนวน 80.60 ล้านบาท
ขณะเดียวกันยังจะจัดตั้งโรงฆ่าสัตว์มาตรฐานจีเอ็มพี จำนวน 1 โรง งบประมาณ 34.60 ล้านบาท รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งสหกรณ์ โคบาลบูรพา 1 แห่ง โดยใช้งบประมาณปกติ เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมการเกษตรในรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังได้ให้ ความเห็นประกอบการพิจารณาว่า ควรให้มีการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความเห็นว่า เพื่อให้โครงการประสบผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย ควรจัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้ที่จำเป็น เช่น การจัดการการเลี้ยง อาหารสัตว์ การดูแลสุขภาพสัตว์ให้แก่เกษตรกร รวมทั้งมีการกำหนดแผนการติดตาม กำกับดูแล ประเมินผลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องตลอดโครงการ

ด้านกระทรวงมหาดไทยระบุว่า ควรมีกระบวนการหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วมโครงการที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้ได้ผู้ที่สนใจมีความต้องการที่จะปรับเปลี่ยนอาชีพอย่างแท้จริงในพื้นที่ที่เหมาะสม และเพื่อไม่ให้เกิดการร้องเรียนจากกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด และควรหาผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในการทำปศุสัตว์โคเนื้อ เพื่อความยั่งยืนของโครงการ รวมทั้งควรมีการติดตามประเมินผลของโครงการในลักษณะถอดบทเรียนว่าประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด โดยหากไม่ประสบผลสำเร็จควรปรับเปลี่ยนแนวทางในการบริหารงานโครงการเสียใหม่ หากประสบผลสำเร็จให้ขยายผลต่อไป ขณะที่สำนักงบประมาณให้ความเห็นว่า กระทรวงเกษตรฯต้องตรวจสอบการดำเนินโครงการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดครบทุกขั้นตอน รวมทั้งกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณให้เป็นไปอย่างโปร่งใส คุ้มค่า รวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติ ครม.ที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องครบถ้วน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลในอดีตเคยดำเนินโครงการสนับสนุนให้เกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อในลักษณะเดียวกับโครงการโคบาลบูรพามาแล้ว ทั้งโครงการอีสานเขียว ที่สุดท้ายกลายเป็นโคพลาสติก ไม่ให้ลูกโค และโครงการโคล้านตัว ที่มีการจัดตั้งบริษัทส่งเสริมธุรกิจเกษตรกรไทยมาดำเนินโครงการแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จต้องปิดตัวไปในที่สุด.

 

อย่าเร่งขายยางพารา กยท.เตือนชาวสวนอย่าตื่นตูมราคาตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965007


นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ยางพาราที่ปรับตัวลดลงในช่วงนี้ เป็นผลจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ทั้งผู้ประกอบการชะลอการซื้อขายยาง นักลงทุนมีความกังวลในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา (เฟด) และราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นช่วงสั้นๆ และราคายางจะค่อยๆปรับตัวสูงขึ้นตามแนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนลง และปริมาณสต๊อกยาง ณ ตลาดเซี่ยงไฮ้ซึ่งลดลงจากสัปดาห์ก่อน รวมถึงปริมาณยางที่ยังเข้าสู่ตลาดน้อย เพราะผลกระทบจากปริมาณฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องทางภาคใต้ของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานธนาคารโลกคาดการณ์การขยายตัวเศรษฐกิจโลก การค้า และการผลิตเริ่มมีการฟื้นตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความแข็งแกร่งของการนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว และการฟื้นตัวของความต้องการของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ “หากราคาไม่เป็นที่น่าพอใจชาวสวนยางอย่าเพิ่งเร่งขาย เพราะอาจส่งผลกระทบต่อราคายางในตลาดได้ โดยให้พิจารณาจากข้อมูลที่ กยท.แนะนำประกอบการตัดสินใจก่อน ซึ่งปัจจุบัน กยท.กำลังเร่งออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคายาง แม้ราคายางจะลดลงในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมา แต่เชื่อว่าสัปดาห์นี้ราคายางจะขยับสูงขึ้นตามกลไกที่แท้จริงของตลาด สำหรับราคาตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลาวันที่ 6 มิ.ย. ยางแผ่นดิบแตะระดับ 53.35 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ลดลง 2.66 บาทต่อ กก. ยางแผ่นรมควันแตะระดับ 57.07 บาทต่อ กก.ลดลง 0.72 บาทต่อ กก.”

 

“บิ๊กตู่”จี้หน่วยงานรัฐล้างหนี้สาธารณูปโภค อึ้งเบี้ยวไม่จ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟ-ค่าโทรศัพท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2560 06:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965005


พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ค่าสาธารณูปโภคค้างชำระของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นๆ ตามที่สำนักงบประมาณเสนอทั้งค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าโทรศัพท์ โดยปัจจุบันมีหนี้ค่าสาธารณูปโภคของรัฐวิสาหกิจ 5 แห่ง ที่หน่วยงานต่างๆค้างอยู่รวม 4,096 ล้านบาท เป็นหนี้ค้างตั้งแต่ก่อนปีงบประมาณ 60 จำนวน 595 ล้านบาท และหนี้ในปีงบประมาณปี 60 รวม 3,501 ล้านบาท ประกอบด้วยบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) มีหน่วยงานต่างๆยังไม่ชำระหนี้ 1,250 ล้านบาท การ ไฟฟ้านครหลวง 410 ล้านบาท การประปานครหลวงรวม 52 ล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 2,229 ล้านบาท และการประปาส่วนภูมิภาค 154 ล้านบาท “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้ทุกส่วนราชการ ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ที่ติดหนี้ค่าสาธารณูปโภค ต้องจ่ายหนี้ทั้งที่ค้างอยู่ และหนี้ที่ก่อขึ้นใหม่ให้หมดโดยเร็ว พร้อมกำชับต่อไปนี้ทุกส่วนราชการต้องไม่มีหนี้ค้างจ่ายอีกต่อไป และห้ามนำเงินที่ต้องจ่ายหนี้ไปใช้อย่างอื่น”

ส่วนมาตรการแก้ไขปัญหาที่ ครม.เห็นชอบในครั้งนี้ แยกออกเป็นกรณีของหนี้ที่ค้างจ่ายก่อนปีงบประมาณ 60 ขอให้ทุกส่วนราชการปรับแผนปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบปี 60 มาจ่ายหนี้ไม่ต่ำกว่า 25% ของค่าสาธารณูปโภคในปีนั้นๆ ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน และหนี้ที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 60 ให้จ่ายให้เสร็จในปีงบประมาณนั้นๆ.