แนะรัฐจัดช็อปช่วยชาติทุกเดือน เครือสหพัฒน์มั่นใจเศรษฐกิจครึ่งปีหลังฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2560 06:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965002


ไอ.ซี.ซี.แนะรัฐจัดช็อปช่วยชาติทุกเดือน กระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ขณะที่ “บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” มั่นใจเศรษฐกิจครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก ผลพวงจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรัฐที่เริ่มเห็นผล ได้ใจเตรียมอัดงบลงทุน 3,000 ล้านบาทหลังชะลอลงทุนมา 2 ปี รับรายได้ปีนี้ทรงตัวจากปีก่อนๆโต 10—15%

นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังเป็นต้นไปเชื่อว่าภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคน่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากมาตรการต่างๆที่ภาครัฐประกาศไปเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรมแล้ว นอกจากนี้ หากปี 61 มีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ พร้อมมีการสานต่อนโยบายต่างๆของรัฐบาลชุดนี้ ก็จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น แต่ถ้าได้รัฐบาลใหม่เปลี่ยนนโยบายใหม่เศรษฐกิจปีหน้าก็น่าจะยังทรงตัว เพราะต้องใช้เวลารอมาตรการใหม่ๆ “ประเทศไทยตอนนี้เหมือนขับรถใส่เกียร์ 3 ที่กำลังขึ้นเนิน เพื่อเข้าสู่เส้นทางราบในปีหน้า ซึ่งมองว่าเศรษฐกิจต้องดีกว่าปีนี้อย่างแน่นอน แม้ว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะไม่ค่อยดี แต่ก็ถือว่าดีกว่าฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียที่เศรษฐกิจค่อนข้างแย่ ไทยดีกว่าเยอะ”

นายบุณยสิทธิ์กล่าวต่อว่า เพราะมั่นใจว่าเศรษฐกิจครึ่งปีหลังต้องดีกว่าครึ่งปีแรกแน่นอน จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐอัดเข้าไปในระบบเริ่มเห็นผลในครึ่งปีหลัง ส่งผลให้เครือสหพัฒน์มีแผนใช้เงินลงทุนขยายธุรกิจช่วงครึ่งปีหลังไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนถุงลมนิรภัยในรถยนต์ 1,000 ล้านบาท ลงทุนคลังสินค้าย่านสนามบินสุวรรณภูมิ 70,000 ตารางเมตรบนพื้นที่ 50 ไร่ อีก 1,500 ล้านบาทและอื่นๆอีก 500 ล้านบาท “การใช้งบลงทุน 3,000 ล้านบาทครั้งนี้ เป็นการกลับมาลงทุนอีกครั้งในรอบ 2 ปีที่ชะลอไป”

ด้านนายบุญเกียรติ โชควัฒนา ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงาน “สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 21” กล่าวว่า เศรษฐกิจครึ่งปีแรกที่อยู่ในภาวะทรงตัว ส่งผลให้บริษัทต้องหันมาลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น ซึ่งการที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาแนะให้เอกชนปรับตัว เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจและเศรษฐกิจ ถือว่ามีผลต่อจิตวิทยาทำให้ประชาชนเสียขวัญแต่ในฐานะเอกชนอยากเสนอแนะให้ภาครัฐหันมากระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจผ่านมาตรการช็อปช่วยชาติทุกเดือน ส่วนมาตรการลดภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือยนั้น ไม่เห็นด้วย เพราะช่วยแค่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องไม่ได้ช่วยเหลือผู้บริโภคและเป็นการสนับสนุนให้ผู้บริโภคใช้เงินฟุ่มเฟือย ทั้งนี้ จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นคาดว่าปี 60 รายได้บริษัทจะทรงตัวเท่ากับปีที่ผ่านมา ที่มีรายได้ 13,000 ล้านบาท โต 2-3% จากปี 59 ที่ทำได้ 12,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตที่ลดลงจาก 10 ปีก่อน ที่เติบโตสูงถึงปีละ 10-15%

นายบุญเกียรติกล่าวว่า สำหรับการจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ครั้งที่ 21 ปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มิ.ย.-2 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นอกจากขนสินค้าในเครือสหพัฒน์ ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ภายในบ้าน เสื้อผ้า เครื่องหนัง รองเท้า เครื่องสำอาง เครื่องกีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า มาจำหน่ายราคาพิเศษกว่า 1,000 คูหา พร้อมบริการส่งสินค้าฟรีถึงบ้านแล้ว เครือสหพัฒน์ได้นำโครงการประชารัฐมาเผยแพร่ในงานนี้ด้วย อาทิ โครงการเครือสหพัฒน์ประชารัฐเพื่อสังคม ซึ่งจัดขึ้นเพื่อสร้างอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุให้ดีขึ้น, โครงการประชารัฐเกษตรอินทรีย์ โดยจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อพัฒนาศึกษาวิจัยให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน เป็นต้น

นอกจากนี้ งานปีนี้ยังตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และทีวีช็อปปิ้ง ด้วยการจำหน่ายสินค้าในเครือฯผ่านเว็บไซต์ eThailandbest, ทีวีช็อปปิ้ง Shop Global และ Shop Channel และยังเปิดขายสินค้าในช่องทางของพันธมิตรด้วย อาทิ Lazada และ O Shopping ซึ่งจะทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น.

 

คลังหนุนส่งเต็มสตีม เพิ่มงบสวัสดิการคนจนเป็น 8 หมื่นล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2560 06:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965008


นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้จะหารือกับนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพื่อรายงานความคืบหน้าสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ที่ลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ข้อสรุปของสวัสดิการแล้ว หาก รมว.คลังเห็นชอบก็พร้อมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยสวัสดิการที่จะมอบให้แก่ประชาชนขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ 1.จำนวนคนที่มาลงทะเบียน ซึ่งล่าสุดมีอยู่ประมาณ 14.1 ล้านคน และ 2.จำนวนของสวัสดิการที่จะมอบให้แก่ประชาชน ขณะนี้กระทรวงการคลังยังไม่สามารถสรุปจำนวนคนที่ชัดเจนได้ เพราะกำลังอยู่ระหว่างการลงพื้นที่สำรวจความถูกต้อง

ส่วนเรื่องสวัสดิการนั้น เป็นไปตามกระแสข่าว โดยจะมีการแจกชิพการ์ด เพื่อใช้กับสวัสดิการ โครงการเฟสแรก คือ รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี การรับส่วนลด รถ บขส.การรับส่วนลดค่าน้ำค่าไฟ การจำหน่ายสินค้าราคาถูกที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4, เฟส 2 เป็นเรื่องรับส่วนลด รถไฟฟ้า การให้ความช่วยเหลือเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งในส่วนนี้จะมีธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการด้วย

“กระทรวงการคลังกำลังเจรจากับสำนักงบประมาณ ซึ่งล่าสุด ครม.อนุมัติตั้งกองทุนสวัสดิการรัฐ 50,000 ล้านบาท แต่มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเดิม คือ รถเมล์ รถไฟฟรี มีการตั้งงบประมาณก้อนนี้ปีละ 30,000 ล้านบาท กระทรวงการคลังก็จะขอมาร่วมกับ 50,000 ล้านบาท เป็น 80,000 ล้านบาท”.

 

ร้องขอมาตรการภาษีสกัดเงินไหลเข้า เอกชนผวาเงินบาทแข็งโป๊ก กรุงศรีชี้ครึ่งปีหลังแตะ 33.25 บาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/965000


นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ส.อ.ท.มีแนวคิดจะหารือกับ ธปท. กำหนดให้มีมาตรการป้องกันเงินทุนไหลเข้า-ออกระยะสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปโดยเฉพาะมาตรการด้านภาษี เนื่องจากไทยไม่ได้มีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่เพียงพอที่จะมีศักยภาพในการดูแลค่าเงิน จึงจำเป็นต้องดูแลเพื่อลดผลกระทบต่อภาคส่งออก “ผมมองว่าบาทแข็งค่ารวดเร็ว แม้ที่ผ่านมา ธปท.พยายามออกมาตรการดูแล แต่ ธปท.จะต้องมีมาตรการด้านภาษีในการสกัดเงินที่จะเข้าออกระยะสั้น แม้เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยที่จะมีผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าและบาทอาจอ่อนค่าลงบ้าง แต่ก็ไม่มีใครคาดการณ์ได้ถูกต้องว่าจะผันผวนไปในทิศทางใด รวมทั้งต้องดูนโยบายผู้นำสหรัฐฯด้วย”

ด้านนายกลินทร์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยหลังประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ว่า กกร.เตรียมร่วมมือกับ ธปท.เร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการรายย่อยทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อป้องกันความเสียหายจากเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นรวดเร็ว เนื่องจากขณะนี้รายย่อยทำประกันความเสี่ยงเพียง 10-20% เท่านั้น กกร.เป็นห่วงว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นรวดเร็วจะกระทบความสามารถการแข่งขันด้านส่งออก และ กกร.ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบ ประเด็นการเมืองทั้งในสหรัฐฯ อังกฤษ และยุโรป รวมทั้งการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) วันที่ 13-14 มิ.ย.นี้ที่มีแนวโน้มปรับดอกเบี้ยขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อค่าเงินบาทของไทย

นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เกตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยากล่าวว่า ครึ่งหลังปีนี้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นแตะ 33.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันอยู่ที่ 33.95 บาท ซึ่งเป็นไปตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังนักลงทุนผิดหวังนโยบายของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าไทยและเอเชียมากขึ้น คาดว่าค่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 35 บาท ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 61 ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นไปแตะ 32.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ “ช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาผู้ส่งออกได้แห่ซื้อประกันปิดความเสี่ยง หลังเงินบาทแข็งค่าทะลุจาก 35 บาท มาที่ 34 บาท แต่ค่าเงินบาทที่ผู้ส่งออกต้องการคือ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และจากแผนผ่อนคลายเงินทุนเคลื่อนย้าย ของ ธปท. ซึ่งเดิมคาดว่า ธปท.จะใช้ยาแรงเพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินบาท แต่มาตรการที่ออกมาน่าจะทำให้เงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อ ขณะที่ยังมีกระแสเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง หลังเศรษฐกิจแข็งแกร่ง คาดว่า ธปท.ต้องมีมาตรการดูแลกระแสเงินทุนไหลเข้าระยะสั้น เพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่ารวดเร็ว.

 

เศรษฐกิจทรุดยอดบริษัทร้างพุ่ง เตือนตรวจสอบก่อนทำธุรกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2560 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/964995


ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2560 ที่ผ่านมา นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ได้ออกประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เพื่อแจ้งให้ประชาชน ผู้ประกอบธุรกิจทราบว่า จะดำเนินการขีดชื่อห้างหุ้นส่วนบริษัทที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จำนวน 2,989 บริษัทออกจากทะเบียนและสิ้นสภาพการเป็นนิติบุคคลภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศ เพราะมีเหตุเชื่อได้ว่าห้างหุ้นส่วนบริษัทข้างต้นไม่ได้ทำการค้าขายหรือประกอบกิจการแล้ว เว้นแต่มีเหตุผลอย่างอื่น ก็โต้แย้งได้

น.ส.บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า การขีดชื่อห้างหุ้นส่วนบริษัทที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ออกจากทะเบียน เนื่องจากไม่นำส่งงบการเงินติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี นับแต่ปี 2560 ลงไป เพื่อให้ฐานข้อมูลนิติบุคคลมีความถูกต้อง เป็นปัจจุบัน โดยผลจากการดำเนินการ ส่งผลให้นิติบุคคลสิ้นสภาพตามกฎหมาย กลายเป็นนิติบุคคลร้าง และจะไม่สามารถประกอบธุรกิจได้อีกต่อไป

ดังนั้นขอแนะนำให้ประชาชน ผู้ประกอบธุรกิจ และผู้ลงทุนประสงค์จะติดต่อหรือทำธุรกิจกับนิติบุคคลรายใดควรตรวจสอบสถานภาพของนิติบุคคลนั้นๆก่อนว่ามีอยู่จริงหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาหลอกลวงหรือแอบอ้าง ทั้งนี้ กรมยังได้พัฒนาระบบบริการตรวจค้นข้อมูลโมบายแอพพลิเคชั่น (DBD e-Service) โดยได้เพิ่มการให้บริการตรวจสอบข้อมูลสมาคมการค้าและหอการค้าโดยก่อนหน้านี้กรมได้เปิดให้บริการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลผ่านแอพพลิเคชั่น DBD e-Service โดยตรวจสอบสถานที่ตั้ง กรรมการบริษัท ทุนจดทะเบียน งบการเงิน เพื่อให้ทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับบริษัทนั้นๆ และใช้เป็นข้อมูลตัดสินใจทำธุรกิจ รวมถึงตรวจสอบข้อมูลร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันมียอดใช้บริการเพิ่มขึ้น.

 

“จักรกฤศฏิ์” ชิงเก้าอี้นายกสภาวิชาชีพบัญชี ดันระบบไอทีหนุนเอสเอ็มอีทำบัญชีเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2560 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/964990


นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล รองปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจลงสมัครนายกสภาวิชาชีพบัญชีซึ่งจะมีการเลือกตั้งวันที่ 10 มิ.ย.นี้ โดยนโยบายหลักของทีมคือสนับสนุนระบบการทำบัญชีเดียวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่มีกว่า 2.2 ล้านราย โดยจะผลักดันให้หน่วยงานของรัฐ เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร กรมศุลกากร สถาบันการเงิน และสภาวิชาชีพบัญชีร่วมมือกันพัฒนาระบบไอทีมาจัดทำบัญชีทางการเงินให้ง่ายและสะดวกขึ้น โดยให้ผู้ประกอบการกรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียว ออกมาเป็นบัญชีเดียวกันที่สามารถนำส่งทุกหน่วยงานได้ ทั้งการยื่นภาษีกับกรมสรรพากรและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และการยื่นขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้ผู้นำงบการเงินไปใช้ได้อย่างมั่นใจ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการทำบัญชีลดลงด้วย และหากต้องการระดมทุนในตลาดหุ้นก็จะง่ายขึ้น ทำให้เข้าถึงทุนเร็วขึ้น ขณะที่รัฐเองก็ได้ขยายฐานภาษีได้มากขึ้น นอกจากนี้ การนำระบบไอทีมาจัดทำบัญชีทางการเงินจะสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลทางการเงินมาช่วยในการบริหารธุรกิจได้อย่างทันท่วงทีด้วย

นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยเตรียมประกาศใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน สำหรับกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (TFRS for SMEs) ซึ่งการจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานนี้อาจเป็นเรื่องยากหากไม่สอดคล้องกับสภาพของธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอี ดังนั้นทางทีมจะสร้างคู่มือการบัญชีแต่ละมาตรการที่ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจและปฏิบัติ โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ในกรณีประเด็นที่ต้องตีความ รวมทั้งจะทบทวนและปรับปรุงร่างมาตรฐานการบัญชี TFRS for SMEs ให้เกิดความชัดเจน เป็นไปตามมาตรฐานสากลโดยไม่เบี่ยงเบน และให้บริษัทมหาชนหรือบริษัทที่ใช้เงินสาธารณะนำไปปฏิบัติ นอกจากนี้จะมีการเปิดคลินิกบัญชีสอบบัญชี, ต่อยอดพัฒนาและยกระดับผู้บริหารบัญชี (CFO) มืออาชีพ, ขยายการสอบ CPA สู่ภูมิภาค, ขยายการอบรมทางไกลสู่ภูมิภาค เป็นต้น.

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 07/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/964902


“แกร็บ” บุกอีเพย์เม้นท์เต็มสูบ ยอมอ่อนข้อทำให้ “แกร็บคาร์” อยู่ใต้กฎหมายไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/964985


(ภาพ : REUTERS)

น.ส.ตัน โฮย หลิง ผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ Grab แอพพลิเคชั่นด้านการขนส่ง กล่าวในงานฉลองครบรอบ 5 ปีของแกร็บที่ประเทศสิงคโปร์ว่า แกร็บกำลังทำงานกับรัฐบาลไทย เพื่อทำให้บริการของแกร็บเป็นไปตามกฎหมาย โดยได้ดำเนินการเจรจากันมาระยะหนึ่งอย่างต่อเนื่อง แต่จะไม่เร่งรัดและทำทุกอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยปัจจุบันแกร็บคาร์ (บริการรถโดยสารส่วนบุคคล) ดำเนินการใต้กฎหมายในสิงคโปร์, ส่วนในเวียดนามอยู่ระหว่างการร่วมมือภายใต้โครงการนำร่องกับรัฐบาล ขณะที่ในฟิลิปปินส์นั้น เพิ่งกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาต

ต่อคำถามที่ว่าแกร็บมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อกรณีภาครัฐของไทยต้องการให้แกร็บคาร์จดทะเบียนเป็นรถบริการสาธารณะและให้ผู้ขับขี่แกร็บคาร์ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะ น.ส.หลิงกล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และแกร็บยินดีที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างเต็มที่

“เชื่อว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ เพราะตอนเริ่มก่อตั้งแกร็บก็ไม่เคยมองถึงวันนี้ ไม่คิดว่าแกร็บ ในฐานะสตาร์ตอัพ จะเติบโตและได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนขนาดนี้ ทำให้เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมด”

นอกจากนั้น แกร็บยังจะมุ่งหน้าสู่ธุรกิจอี-เพย์เม้นท์เต็มตัว โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบการกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เพื่อบุกตลาดให้บริการชำระเงินออนไลนฺ์สำหรับการใช้บริการของแกร็บทั้งหมด รวมทั้งจะช่วยให้คนขับรถของแกร็บเข้าสู่ระบบธนาคารด้วย เนื่องจากพบว่ามีผู้ขับขี่เป็นจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงระบบการออมเงินหรือมีบัญชีธนาคารได้

ทั้งนี้ แกร็บเป็นสตาร์ตอัพที่ก่อตั้งโดย น.ส.หลิง ชาวมาเลเซีย ปัจจุบันอายุ 34 ปี ร่วมกับเพื่อนชื่อนายแอนโธนี ตัน ปัจจุบันแกร็บให้บริการแกร็บแท็กซี่ แกร็บคาร์ แกร็บเอ็กซ์เพรส (บริการส่งของ ส่งอาหาร) แกร็บเอ็กซ์แอล (บริการรถ 12 ที่นั่ง) และแกร็บไบค์ใน 7 จังหวัดของประเทศไทย และให้บริการแล้วใน 7 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และเมียนมา มีเครือข่ายคนขับราว 1 ล้านคน.

 

กพร. เร่งพัฒนาเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ สร้างอาชีพตามภูมิปัญญาท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2560 20:34

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/964713


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับมูลนิธิตะวันฉาย และมหาวิทยาลัยจุฬาฯ พัฒนาทักษะฝีมือให้กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น พร้อมสามารถประกอบอาชีพที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นได้..

วันที่ 6 มิ.ย. 60 นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เผยว่า การพัฒนากำลังแรงงานให้กับกลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อย หรือราษฎรพื้นที่สูง เป็นการพัฒนาทักษะฝีมือให้บุคคลที่ด้อยโอกาสทางสังคมในพื้นที่สูงหรือตามแนวชายแดน เพื่อให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถประกอบอาชีพในถิ่นฐานของตนเอง ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น

สอดคล้องกับวาระปฏิรูปเร่งด่วน 8+1 การยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบภายใต้การนำของพลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กพร.ได้ร่วมกับมูลนิธิตะวันฉาย จังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ ดำเนินการส่งเสริมพัฒนาเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ที่เป็นชนเผ่าอาศัยอยู่บนพื้นที่สูงของประเทศไทย

โดยมุ่งยกระดับให้เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ชีวิต สามารถประกอบอาชีพสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว ในหลักสูตรฝึกอาชีพเสริม สาขา เกษตรชีวภาพและแปรรูปอาหาร จำนวน 30 ชั่วโมง เป้าหมายเป็นเยาวชนกลุ่มชนเผ่าต่างๆ ได้แก่ จังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน ลำพูน ลำปาง น่าน และ เชียงใหม่ รวม 30 คน

ซึ่งหลังจากจบฝึกแล้ว เยาวชนกลุ่มนี้จะเป็นต้นแบบในการประกอบอาชีพตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้แก่ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งสอดคล้องกับสังคมและวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ประกอบอาชีพมีรายได้เพิ่มขึ้น

ที่ผ่านมาได้ ดำเนินการฝึกอบรมพร้อมกันใน 7 จังหวัดที่มีชนกลุ่มน้อยพำนักอยู่หนาแน่น ได้แก่ อุทัยธานี น่าน แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ตาก และกาญจนบุรี กว่า 200 คน และมีเป้าหมายที่จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากผลการดำเนินงานเมื่อปี 2558 ฝึกอาชีพให้กับชาวไทยภูเขา ต.แก่นมะกูต จังหวัดอุทัยธานี สาขาการทอผ้าพื้นบ้าน สามารถประกอบอาชีพและมีรายได้สูงถึงเดือนละ 12,000 บาท อนาคต กพร.จะขยายผลให้ความรู้ในด้านอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้แก่ตนเองและครอบครัว

นางสาวสุนี วาทอุดม ตัวแทนเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์ ศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ คณะสังคมสงเคราะห์ ปีที่ 4 เป็นเยาวชนบนที่สูง ที่เข้าอบรมในครั้งนี้ เผยว่า เป็นอาสาสมัคร ที่ทำงานกับมูลนิธิตะวันฉาย มีโอกาสได้เข้าอบรมในโครงการดังกล่าว ทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับเกษตรชีวภาพ

รวมทั้งครอบครัวของประกอบอาชีพด้านการเกษตร จึงนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดแก่สมาชิกในครอบครัว และคนในหมู่บ้าน สามารถทำปุ๋ยหมักใช้เองในครัวเรือน ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้อีกด้วย.

 

อภิรดี เผยเร็วไป ประเมินผลกระทบ ส่งออกสินค้าไทยไปกาตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2560 19:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/964685


รมว.พาณิชย์ เผยกรณีชาติอาหรับบอยคอตกาตาร์ รับเร็วไปที่จะประเมินผลกระทบ ขณะที่ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ชี้เบื้องต้น กระทบส่งสินค้าทางถนน จากดูไบไปการ์ตา

วันที่ 6 มิ.ย. 60 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่ชาติอาหรับบอยคอตกาตาร์ หลังจากสนับสนุนกลุ่มไอซิสว่า ขณะนี้ ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการส่งออกสินค้าไทยไปยังการ์ตา แต่โดยทั่วไป ไทยส่งออกสินค้าทางเครื่องบินไปยังเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ ด้วยหลายสายการบิน หากมีการงดบินไปกาตาร์ ไทยอาจต้องส่งออกสินค้าเข้ากาตาร์โดยผ่านประเทศอื่นแทน อย่างไรก็ตาม ไทยพยายามจะขยายการค้า การลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลางให้มากขึ้น เช่น บาห์เรน โอมาน

สำหรับการส่งออกของไทยไปกาตาร์ในช่วง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.) ของปีนี้ มีมูลค่าราว 102 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น อาหาร เป็นต้น ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการส่งออกของไทย ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะคิดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้านนางมาลี โชคล้าเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าฯ ณ เมืองดูไบ ว่าผลกระทบต่อการค้าของไทยเบื้องต้นคือ การขนส่งสินค้าทางถนนผ่านทางดูไบไปกาตาร์ จะไม่สามารถดำเนินการได้ แต่การส่งสินค้าทางอากาศจากไทยมายังกาตาร์ ยังทำได้โดยใช้สายการบิน Qatar Airways ซึ่งบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ และกรุงโดฮา หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การส่งออกของไทยมายังกาตาร์จะต้องส่งตรงเข้า Doha Port แทนการส่งผ่านดูไบ

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น สินค้าไทยที่ส่งออกไปกาตาร์ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ได้แก่ อัญมณี และผักผลไม้สด ซึ่งส่วนใหญ่ใช้การขนส่งทางอากาศเป็นหลักอยู่แล้ว ส่วนรถยนต์ เครื่องปรับอากาศและตู้เย็น อาจจะได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก เพราะปัจจุบันใช้การขนส่งผ่านแดนจากดูไบ แต่เนื่องจากตัวเลขการค้าผ่านแดน ระหว่างดูไบไปยังกลุ่มประเทศ อ่าวอาหรับ (GCC) เป็นตัวเลขที่ไม่เปิดเผย ทำให้เป็นการยากที่จะระบุมูลค่าที่แน่นอน ของการส่งออกของไทยผ่านดูไบไปกาตาร์ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญอันดับ 3 ของไทยใน GCC รองจากซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อ้านวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากการประเมินผลกระทบด้านการค้าระหว่างไทยกับกาตาร์ อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง จากเศรษฐกิจของกาตาร์ที่มีความเสี่ยงจะชะลอตัว โดย สนค.มองว่า มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจกาตาร์อาจจะกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ใน 3 ด้าน คือ 1. ด้านสายการบิน Qatar Airways ไม่สามารถให้บริการ และบินผ่านน่านฟ้าของประเทศที่ประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูต ทำให้รายได้ลดลงและต้นทุนเพิ่มขึ้น

2. ความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น เนื่องจาก 40% ของอาหารที่นำเข้าต้องผ่านชายแดนเพื่อนบ้าน ดังนั้น ต้นทุนของอาหารจะเพิ่มขึ้นและอาจเกิดการขาดแคลนได้ และ 3. รายได้จากการส่งออกก๊าซธรรมชาติอาจจะลดลง โดยกาตาร์เป็นผู้ผลิตก๊าซ NPG รายใหญ่สุดของโลก (ประมาณ 30% ของการผลิตทั้งหมด) และตลาดส่งออกที่สำคัญ ประกอบด้วย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์ และจอร์แดน ดังนั้น ผลกระทบทางเศรษฐกิจของกาตาร์อาจจะส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยลดลง.

 

สรรหาดีดีบินไทย ยังไม่มีผู้ผ่านเกณฑ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2560 17:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/964578


การบินไทย ทราบผลการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ปรากฏไม่มีผู้ผ่านเกณฑ์ มีมติให้สรรหาผู้เหมาะสมต่อไป..

เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2560 คณะกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับทราบผลการสรรหา จากคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) ซึ่งมี นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน

ทั้งนี้ กระบวนการสรรหาได้เสร็จสิ้นแล้ว ผลปรากฏว่าผู้สมัครทั้ง 4 ราย ไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติให้ดำเนินการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทฯ ได้สรรหาผู้ที่เหมาะสมต่อไป.