ชู “เลือกตั้ง” ฉุดเศรษฐกิจฟื้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963780


นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 3.2% โดยมีการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อน หลังเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โดยปีนี้ส่งออกจะขยายตัว 3% เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนที่คาดการณ์ว่าเติบโตเพียง 0.6% ขณะที่สิ่งที่น่าเป็นห่วงต่อเศรษฐกิจไทย คือการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวต่ำ 4 ปีติดต่อกัน และคาดว่าจะเติบโตเพียง 0.7% ลดลงจากครั้งก่อนที่คาดว่าเติบโต 1.4% รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับเอกชน โดยการส่งสัญญาณให้ชัดเจนว่าโครงการของรัฐจะลงทุนต่อจนถึงรัฐบาลชุดต่อไปหลังการเลือกตั้ง และหากมีการเลือกตั้งในปี 2561 จะช่วยให้ความมั่นใจของเอกชนดีขึ้น แต่หากการเมืองไม่เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ เป็นระยะเวลานานในลักษณะรูปตัวแอล (L) และปีหน้าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 4% เป็นไปได้ยาก

ทั้งนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตแบบยั่งยืน ควรดำเนินนโยบาย 3 ลด คือ 1.ลดขนาดภาครัฐ เพิ่มบทบาทภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากเอกชนมีความคล่องตัว ดังนั้น ควรเร่งเดินหน้าความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) เร่งการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เข้ามามีบทบาทซึ่งหากรัฐบาลมีรายจ่ายลดลง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีรายได้มาก และอาจปรับลดภาษี เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนของเอกชน 2.การลดกฎระเบียบและเพิ่มความคล่องตัวของส่วนงานราชการให้รองรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเอกชน เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในเวทีโลก 3.ลดกำแพงเพื่อนบ้าน การเปิดเสรีการค้า ภาคบริการในด้านการเงินกับหลายๆประเทศให้มากขึ้น แก้กฎหมายให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจหรือถือครองสินทรัพย์ให้มากขึ้น.

 

ฟื้นคืนชีพ “ปากคลองตลาด” ฝันปั้นเป็นแลนด์มาร์กดอกไม้ของเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963778


ตลาดดอกไม้ “ปากคลองตลาด” รีเทิร์นใหม่ไฉไลกว่าเดิม ก้าวสู่ “ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ ปากคลองตลาดใหม่” ถือเป็นตลาดดอกไม้ที่ใหญ่ ทันสมัยที่สุด เปิดรับผู้ค้าดอกไม้ทั่วประเทศ ค่าเช่าแผงละ 100 บาทต่อวัน ตั้งเป้าเป็นตลาดดอกไม้ขนาดใหญ่ในเอเชีย ก่อนผงาดเป็นแลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ของไทยและของโลก

นางสาวใหม่ ติโลกะวิชัย กรรมการผู้จัดการ ศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ทำการเปิดศูนย์กลางตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ ทดแทนตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดเดิม โดยมีจุดเด่น คือ การเป็นศูนย์รวมดอกไม้ค้าปลีก-ค้าส่ง ทั้งไทยและต่างประเทศ รวมไปถึงร้านจัดช่อดอกไม้ มาลัย การแปรรูปดอกไม้ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงบนพื้นที่ 50 ไร่ มีพื้นที่ให้เช่า 3,000 แผงค้า ปัจจุบันได้เปิดให้เช่าแล้ว 1,500 แผงค้า และกำลังขยายเฟส 2-3 ในเร็วๆนี้ โดยเฟส 2 กำลังก่อสร้าง และมีพื้นที่บริการจอดรถฟรี 2,000 คัน มีห้องน้ำสะอาดและมีศูนย์อาหารราคาย่อมเยาสำหรับผู้เข้ามาใช้บริการ

นางสาวใหม่กล่าวว่า ตลาดแห่งนี้เป็นการผสมผสานความทันสมัยความสะดวกสบายกับ มนต์เสน่ห์ของปากคลองตลาดเดิมที่ได้รับการยกย่องให้เป็นตลาดแห่งวัฒนธรรมอันดับ 4 ของโลกเข้าด้วยกัน มีการจัดแบ่งพื้นที่สำหรับการจำหน่ายดอกไม้ชนิดต่างๆอย่างเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้เป็นระเบียบ และง่ายต่อการเลือกซื้อสินค้า รวมทั้งมีโซนพื้นที่ติดแอร์ หรือห้องเย็นสำหรับดอกไม้เมืองเหนือและดอกไม้จากต่างประเทศ”

ขณะเดียวกัน สถานที่แห่งนี้ยังมีจุดเด่นในด้านของทำเลที่ตั้งที่เดินทางสะดวกสบาย เพราะอยู่ห่างจากปากคลองตลาดเดิมไม่ถึง 7 กิโลเมตร โดยพื้นที่ตั้งอยู่บนถนนพระเทพฯ ซึ่งเป็นทางหลวงท้องถิ่น ตัดกับถนนราชพฤกษ์ ที่เชื่อมต่อกับถนนจรัญสนิทวงศ์ ถนนกาญจนาภิเษก ถนนพุทธมณฑลสาย 4 และอยู่ใกล้ทางด่วนศรีรัชที่สะดวกรวดเร็วต่อการขนส่งดอกไม้ที่ต้องการความสดใหม่ เพราะที่ตั้งเป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางทั้งจากภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก โดยอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าบางหว้าเพียง 5 นาที และมีรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) วิ่งให้บริการผ่าน 3 เส้นทาง ทำให้เกษตรกรในท้องที่จังหวัดต่างๆที่อยู่รอบๆกรุงเทพฯมีความสะดวกในการเดินทาง

“จุดเด่นที่สำคัญของตลาดแห่งนี้คือ การกำหนดราคาค่าเช่าแผงในราคาถูก ไม่มีค่าแรกเข้าหรือค่าธรรมเนียมใดๆเพิ่มเติม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ค้าได้มีแผงขายดอกไม้ของตัวเองได้ง่ายขึ้น”

นางสาวใหม่กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของตลาดแห่งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชน กรุงเทพมหานคร และกลุ่มผู้ค้าปากคลองตลาดเดิมที่รวมตัวกัน เพื่อทำให้มีการสร้างศูนย์กลางตลาดดอกไม้แห่งใหม่ ที่มีขนาดใหญ่รองรับผู้ค้าปากคลองตลาดเดิมและได้เปิดรับเกษตรกรชาวสวนดอกไม้ที่ต้องการมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง ให้ได้เข้ามาเช่าแผงค้าดอกไม้ได้ด้วยถือเป็นการเปิดโอกาสและเพิ่มช่องทางในการกระจายผลิตผลของเกษตรกรในการขายสินค้าให้ผู้บริโภคได้โดยตรง

“ค่าเช่าแผงที่ถูกที่สุดเพียงแค่วันละ 100 บาทต่อแผง ถือเป็นค่าเช่าที่ตั้งมาเพื่อคำนึงถึงผู้ค้าให้อยู่ได้ ทำให้ได้รับการตอบรับจากพ่อค้าแม่ค้าดอกไม้ รวมทั้งชาวสวนดอกไม้จำนวนมาก เพราะนอกจากแม่ค้าปากคลองตลาดเดิมแล้ว ยังมีแม่ค้าจากตลาดอื่นๆมาเช่าแผงขายส่งดอกไม้ด้วย”

นางสาวใหม่กล่าวว่า สถานที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งรวมค้าส่งค้าปลีกดอกไม้ทุกชนิดทั้งไทยและต่างประเทศที่ใหญ่ติดอันดับเอเชียและอันดับโลก เพราะในแต่ละปีมูลค่าการค้าขายดอกไม้ภายในประเทศ รวมทั้งการนำเข้าและส่งออกมีมูลค่านับหมื่นล้านบาท ด้วยความสวยงามของดอกไม้หลากหลายชนิด และสายพันธุ์ที่มาอยู่รวมกัน จะทำให้ “Flower Market Thailand” กลายเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ของกรุงเทพฯที่ทั้งคนไทยและต่างชาติต้องแวะมาเยี่ยมชม ทำให้มีโอกาสพัฒนาให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของโลกที่นักท่องเที่ยวต้องตามมาปักหมุดตามปากคลองตลาดเดิมได้ไม่ยาก เพราะเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งในบริเวณใกล้เคียงโดยรอบของตลาดยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญๆ อาทิ ตลาดน้ำวัดสะพาน ที่อยู่ติดกับพื้นที่ตลาดน้ำตลิ่งชัน และคลองลัดมะยมที่สามารถนั่งเรือไปท่องเที่ยวได้

“เรามีประสบการณ์การดำเนินกิจการตลาดศรีนคร ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดนครสวรรค์และภาคเหนือตอนล่าง จึงมีความเข้าใจถึงความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าเป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะนำมาบริหารและพัฒนาศูนย์กลางตลาดดอกไม้ ปากคลองตลาดใหม่แห่งนี้ ให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง”

 

โรงเหล้าเถื่อนยังไม่สิ้นซาก! 8เดือนยอดจับกุม2หมื่นคดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963775


นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า จากที่กรมสรรพสามิตได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานสุรากลั่นชุมชน เพื่อให้ปฏิบัติตามกฎหมายสรรพสามิตอย่างเคร่งครัด และได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาตขายสุรา เข้มงวดและใช้ความรอบคอบในการออกใบอนุญาตขายสุราให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น ผลปรากฏว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.2559-พ.ค.2560) พบว่ามีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.สุรา จำนวน 21,386 คดี คิดเป็นเงินค่าปรับ 67 ล้านบาท โดยมีของกลางแยกเป็น สุราในประเทศ 174,258.135 ลิตร สุราต่างประเทศ 93,052.095 ลิตร เชื้อสุรา 517.925 กิโลกรัม และเครื่องกลั่น จำนวน 54 ชุด และเมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2560 ที่ผ่านมา ได้มีการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายสรรพสามิต ณ โกดังไม่มีเลขที่ แขวงบางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร พบของกลาง คือ สุรากลั่นผสม (ยาดอง) 54 ถัง ถังละ 30 ลิตร และ 10 แกลลอน แกลลอนละ 5 ลิตร รวมสุรา 1,670 ลิตร และผู้ต้องหา 1 ราย

“การตรวจโรงงานผลิตสุราชุมชนอย่างเคร่งครัด เป็นไปตามข้อสั่งการที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงการคลังบังคับใช้กฎหมายควบคุมการผลิตสุรากลั่นชุมชนให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เนื่องจากยังมีผู้ผลิตสุรากลั่นชุมชนโดยไม่ได้รับอนุญาตและทำอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพผู้ดื่ม หากประชาชนพบเบาะแสผู้กระทำความผิด แจ้งได้ที่โทร.1713 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่ http://www.excise.go.th หรือแจ้งที่ตู้ ป.ณ. 10 เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300”.

 

มหากาพย์รถหรู EP.2 แฉขั้นตอนแก๊งงาบหมื่นล้าน คนดังหนาวแจงไม่ชัดโดนด้วย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960780


ติดตามกันต่อจากตอนที่แล้ว หลังจาก ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยจาก พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ถึงความคืบหน้าของคดีรถหรู หรือ รถจดประกอบ ที่มีการไล่ตามแก๊งผู้กระทำผิด งาบเงินภาษีประชาชนนับหมื่นล้านบาท (มหากาพย์รถหรู EP.1 แฉแก๊งค้ารถเถื่อนหมื่นล้าน โยงบิ๊กเนม อดีตรมต. 108 ขรก.)

และนี่คือ สกู๊ปซีรีส์ ในตอนที่ 2 ซึ่งจะว่าเรื่องวิธีการ การหลบเลี่ยงภาษี รวมไปถึงคนที่ครอบครองรถที่ผิดกฎหมายเหล่านี้จะเป็นอย่างไรนั้น รองปลัดกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า…

ยกตัวอย่างการเล่นแร่แปรธาตุหลบเลี่ยงภาษีเพื่อให้เราเข้าใจได้ง่ายขึ้นนั้น อาทิ

บริษัท A ซื้อรถหรูยี่ห้อหนึ่งในราคา 50,000 ยูโร (1 ยูโรประมาณ 38.25 บาท)
หากนำใบอินวอยจริง มาให้ศุลกากร คงเสียภาษีหนักมาก สิ่งที่ทำคือฉีกทิ้ง ทำใบปลอมขึ้นมา เปลี่ยนค่าเงิน US (1 ดอลลาร์ ประมาณ 34 บาท) จากนั้นก็ลดราคาลงจาก US อีกครึ่งหนึ่ง เช่น ลดลงขาย 25,000 ดอลลาร์ เพื่อให้ราคาซื้อขายต่ำลง จากนั้นก็นำใบอินวอยปลอม มาเสียภาษี นำเข้า จากนั้น เมื่อนำรถเข้ามาแล้ว ก็นำมาขายในราคาที่ถูกกว่าความเป็นจริงนิดหน่อย ก็จะมีส่วนต่างมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่จะได้เงินส่วนต่างนับ 10 ล้านบาท เนื่องจากรถเหล่านี้จะมีการเสียภาษี 200-300 เปอร์เซ็นต์ ราคายิ่งถูกก็ยิ่งเสียภาษีน้อย

หลังจากนั้น เราจึงตามไปดูที่ตั้งบริษัทรถนำเข้าราคา 30-40 ล้านบาท ผลปรากฏว่า ที่ตั้งบริษัทเป็นห้องแถว ร้านขายปุ๋ย บางบริษัทเป็นที่ตั้งแฟลตคลองเตย ซึ่งมีการซื้อขายรถหลักร้อยล้าน บริษัทเหล่านี้แทบไม่มีตัวตนเลย

เจอตอ! ถูกร้องเรียน ตั้งกรรมการสอบ สุดท้ายประสานอัยการต่างประเทศหาหลักฐานไล่บี้!

ในระหว่างที่กำลังสืบสวนทำคดีอยู่นั้น ก็มีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อ พ.ต.อ.ดุษฎี ถูกตั้งกรรมการสอบสวน หลังจากมีกลุ่ม Grey market รวม 11 บริษัท เข้าร้องเรียนกับ รมว.ยุติธรรม (สมัยนั้น) จากนั้นจึงได้มีการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตั้งกรรมการสอบสวนตน และต่อมามีคำสั่งย้ายตน ซึ่งก่อนที่จะออกจากตำแหน่งเดิม

ก่อนจะถูกย้าย ได้มีการทำหนังสือ ได้ทำหนังสือเพื่อขอให้กรมศุลกากรยกเลิก คำสั่งกรมศุลกากรที่ 317/2547 คือหลักการนำเข้ารถ สรุปคือ 1. จะต้องนำราคาสินค้าที่แท้จริงมาแสดง (สามารถรับจากใบอินวอยนำเข้า (ราคาที่แท้จริง) 2. นำสินค้าที่ราคาเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกันมาเปรียบเทียบ ซึ่งต่อมา กระทรวงยุติธรรมและกระทรวงการคลัง ได้ทำหนังสือตอบโต้กัน ผลสรุปว่า “ยกเลิกระเบียบดังกล่าวไม่ได้”

“การถูกย้ายในครั้งนั้นผมบอกได้เลยว่า มันเกี่ยวข้องกับพวกเรียกรับผลประโยชน์ เราจึงนำเรื่องจาก ป.ป.ท​. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ) ส่งไปยัง ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ) ซึ่งเขาก็รับเรื่องไว้ และในวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา ทาง ป.ป.ช. มีการประกาศว่ารถหรูจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้”

รองดุษฎี กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ในเมื่อขอยกเลิกไม่ได้แล้ว เราจึงใช้กฎหมายของเขาเอง มาใช้ยืนยันราคาซื้อขายที่แท้จริง โดยการประสานงานกับสำนักงานอัยการต่างประเทศให้ช่วยหาหลักฐานมาให้ ว่าแท้ที่จริงแล้วรถเหล่านี้ซื้อขายจริงราคาเท่าไร รถที่คล้ายคลึงกันมีการซื้อขายกันเท่าไร ด้วยเหตุนี้ เมื่อเรามีหลักฐานต่างๆ เราจึงให้เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนฯ ไปยึด และอายัดรถไว้ในช่วง ปี พ.ศ.2558 หลังจากที่ตนกลับเข้ามาทำงาน

“ทำไมต้องอายัดก่อนขาย…เพราะรถพวกนี้ได้ผ่านสำแดงภาษีอากรมาแล้ว และมีการโชว์อยู่ในโชว์รูม หากขายออกไป จะมีผู้บริสุทธิ์ (แม้เขาจะอยากได้ของถูกกว่าท้องตลาด) มาร่วมครอบครองรถที่ผิดกฎหมาย นอกจากนี้ กลุ่มสถาบันการเงิน ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะการซื้อรถที่มีราคาสูงแบบนี้ ส่วนใหญ่ก็ต้องกู้จากสถาบันการเงินเหล่านี้”

คนดังครอบครองรถ ต้องพิสูจน์ตัวเอง หากรู้ทั้งรู้ว่าเลี่ยงมา อาจถูกรีดภาษีคืนชาติ

ทีมข่าวฯ ถามว่า คนดังที่ครอบครองรถ อย่างเช่น กรณีที่เป็นข่าว โดม ปกรณ์ ลัม (โดมยืนยัน รถลัมโบร์กินี ซื้อถูกก.ม.! บริษัทใหญ่ มีหลักฐาน พร้อมแจง) แบบนี้ จะโดนอะไรกันบ้าง พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า เราต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเขาคือผู้บริสุทธิ์ ฉะนั้น คนผิดแน่นอน คือ คนนำเข้ามา เพราะเขาแสดงราคาเพียงครึ่ง เสียภาษีเพียงครึ่ง แต่มาขายราคาถูกว่านิดหน่อย ได้กำไรอื้อซ่า หากตรวจสอบว่ามีตัวตน ก็จะต้องถูกดำเนินการฟ้องร้องเพื่อเรียกเก็บภาษีเพิ่ม แต่ถ้าพิสูจน์ได้ว่าผู้ซื้อ ซื้อในราคาต่ำกว่าท้องตลาดครึ่งหนึ่ง ก็น่าเชื่อว่าเขารู้เห็นด้วย โดยสังเกตจากราคาที่เขาซื้อ

“จะมาอ้างว่าไม่รู้ แต่ซื้อของราคาถูกกว่าคนอื่นครึ่งหนึ่งมันเป็นไปได้หรือไม่.. นี่คือมาตรฐานเดียวกัน เราจะย้อนกลับไปดูตามข้อกฎหมาย ใช่ว่าใครอยู่ในฐานะทางสังคมสูงแล้วคุณจะได้สิทธิพิเศษ​ มันไม่ได้ ของแบบนี้ดูที่เจตนาได้ ดาราที่เป็นข่าวในขณะนี้ก็แค่ผู้บริโภค แต่เราต้องมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในตอนมันคืออะไร เพราะคนที่มีอำนาจในบ้านเมืองใช่หรือไม่ อย่างเช่นที่ให้ดูเมื่อสักครู่ เราบอกเขาให้ดำเนินการที่ถูกต้อง แทนที่เขาจะบอกว่า โอเค เดี๋ยวจัดการให้ แต่เขาบอกว่า เพิ่งปล่อยออกไปจำนวนเท่านี้ แล้วก็บอกว่าช่วยดูแลให้ด้วย เรื่องแบบนี้มันถูกมั้ย”

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

ผลไม้ไทยฮิตติดลมบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963772


น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก.ได้คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ภาคเกษตร ซึ่งมีสัดส่วน 9% ของจีดีพีทั้งหมด ไตรมาส 2 ปี 2560 จะขยายตัวได้มากกว่า 2% เนื่องจากในช่วงเดือน เม.ย.-มิ.ย.2560 นี้ เป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตเกษตรของไทย โดยเฉพาะผลไม้ในภาคตะวันออก อาทิ ทุเรียน มังคุด ลิ้นจี่ เงาะ เป็นต้น ซึ่งผลผลิตปีนี้มีมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่า ไม่ได้ตกต่ำอย่างที่หลายฝ่ายกังวล เนื่องจากตลาดมีความต้องการมาก ทั้งในและต่างประเทศ

“นับว่าปีนี้เป็นปีทองของผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุด มีการส่งออกผลไม้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการขนส่งที่สะดวก รวดเร็ว ซึ่งจะเน้นส่งออกไปยังประเทศจีน ที่ตลาดกลางมณฑลเสฉวน คาดว่าปีนี้มูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทยจะเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน ตั้งเป้าส่งออก 25,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วส่งออก 20,000 ล้านบาท มังคุด ตั้งเป้าส่งออก 5,000 ล้านบาท จากปีที่แล้วส่งออก 4,300 ล้านบาท โดยปีนี้ส่งออกผลไม้ 2 ชนิดนี้จะเพิ่มขึ้นราว 5,700 ล้านบาท ทั้งนี้ปี 2559 มูลค่าการค้าสินค้าของเกษตรไทยในตลาดโลกราว 1.69 ล้านล้านบาท ขณะที่ในช่วง 4 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-เม.ย.) มีการส่งออกสินค้าเกษตรไทยแล้ว มูลค่ากว่า 434,000 ล้านบาท สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ยางพารา ข้าว มันสำปะหลัง เนื้อไก่ ผลไม้ กุ้ง เป็นต้น”.

 

AI : ปัญญาประดิษฐ์พลิกโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963277


ไม่กี่วันที่ผ่านมา เทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial intelligence (AI) ของกูเกิล ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการถล่มเซียนหมากล้อมชั้นนำของโลกพ่ายแพ้อย่างราบคาบ ล่าสุดมือหนึ่งแชมป์โลกจากประเทศจีน โดนถลุงไป 3 นัดซ้อน

AlphaGo (อัลฟาโกะ) ถูกพัฒนาขึ้นด้วยการศึกษารูปแบบการเล่นหมากล้อมเดิมๆ และทำการฝึกฝนรูปแบบการเดินหมากด้วยตนเอง ถูกมองว่าสมควรที่จะขึ้นชั้นมาเป็นครูฝึกให้มือสมัครเล่นและมืออาชีพสำหรับการยกระดับฝีมือการเล่นหมากล้อม

เทคโนโลยี AI ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ แต่ถูกพัฒนาตามลำดับมาหลายสิบปีต่อเนื่อง “ปัญญาประดิษฐ์” เป็นส่วนหนึ่งในด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นความชาญฉลาดที่สร้างขึ้นให้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ที่เกี่ยวพันกับระบบที่คิดเหมือนมนุษย์ ระบบที่กระทำเหมือนมนุษย์ ระบบที่คิดอย่างมีเหตุผลและระบบที่กระทำอย่างมีเหตุผล โดยมีการแตกแขนงการพัฒนาออกเป็นจำนวนมาก

เป้าหมายที่แท้จริงก็คือการพัฒนาเพื่อมารับใช้มนุษย์เราให้มีความสะดวกสบายและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นนั่นเอง แต่มีผู้มองว่าด้วยความชาญฉลาดขึ้นทุกวัน ด้วยการพัฒนาไปสู่ยุคล้ำอาจจะเป็นจุดจบของมนุษยชาติในที่สุดดังเช่นในภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์หลายยุคสมัยที่สะท้อนถึงการหวั่นวิตกนี้

ในวันนี้มนุษย์เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับ AI กันมากมาย บางคนก็รู้ บางคนอาจไม่รู้ว่าสิ่งที่เราสื่อสารอยู่นั่น เป็นการสื่อสารกับ AI ไม่ใช่กับมนุษย์ ที่เห็นชัด ใช้กันมากและรู้จักแพร่หลายก็คือแอพพลิเคชั่น Siri ของแอปเปิล ที่เริ่มต้นการพัฒนาการระบบ AI ให้เป็นจริงขึ้นมา

มาพร้อมความสามารถอัจฉริยะคือ ใช้ภาษาของมนุษย์โต้ตอบกันอย่างเป็นธรรมชาติ ทำงานเสมือนเป็นผู้ช่วยส่วนตัว คอยตอบคำถามให้กับเรานั่นเอง ทางแอปเปิลมองอนาคตของสมาร์ทโฟนว่า มันจะไม่หยุดอยู่ที่การใช้งานด้วยมือ แต่จะสั่งการใช้งานด้วยเสียง, การเคลื่อนไหว, สายตาได้หมด

ล่าสุดแอปเปิลได้ทุ่มทุนซื้อกิจการสตาร์ตอัพที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI เพื่อนำไปพัฒนา Siri ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ถึงคำสั่งใหม่ๆ และมีความชาญฉลาดมากยิ่งขึ้นและพร้อมกับการแข่งขันระหว่างผู้ช่วยส่วนตัวที่มีแนวโน้มการแข่งขันที่รุนแรงไม่ว่าจะเป็น Alexa ของ อเมซอน Cortana ของไมโครซอฟท์และ Google Assistant เป็นต้น

ขณะเดียวกัน Chatbot ซึ่งเป็นการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันเป็นที่นิยมในการใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดและเข้าถึงลูกค้าสมัยใหม่ เรียกได้ว่าดูแลกันไม่บกพร่องตลอด 24 ชั่วโมง และ 7 วันเต็มตลอดสัปดาห์ ต้องพึ่งเทคโนโลยี AI เพื่อให้เข้าใจภาษามนุษย์เพื่อที่จะสนองตอบต่อความต้องการและตอบคำถามที่ลูกค้าต้องการ ช่วยเหลือมนุษย์ในการดูแลเว็บและดูแลลูกค้าได้ทั่วถึงรวมไปถึงการเชื่อมต่อธุรกิจต่างๆ ซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายล้วนแต่ใช้เครื่องมือนี้ทั้งนั้น

สำหรับการนำไปใช้ช่วยรักษาพยาบาล การดูแลสุขภาพในวงการแพทย์ คาดกันว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย จากการเรียนรู้ข้อมูลทางด้านการแพทย์จะทำให้เทคโนโลยีนี้สามารถวิเคราะห์ข้อมูล วินิจฉัยอาการป่วยของผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และแนะแนวทางการรักษาแบบเรียลไทม์ สำหรับโรคมะเร็งหรือเบาหวานสามารถวิเคราะห์โรคออกมาได้เพียงไม่กี่นาที ที่สำคัญจะช่วยลดขั้นตอนและลดค่าใช้จ่ายในการรักษา

ด้านอาชีพกฎหมาย ถูกมองว่าจะเป็นอาชีพที่เทคโนโลยี AI จะทำงานร่วมกับมนุษย์เพราะขีดความสามารถการอ่านเอกสาร เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องทางด้านข้อกฎหมายจะช่วยเหลือนักกฎหมายได้เป็นอย่างดี หรือการนำมาใช้เขียนบทความ การพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ และอีกสารพัดที่จะเห็นได้ในยุคนี้

เทคโนโลยี AI จะยิ่งมีความสำคัญในอนาคต ธุรกิจจะอยู่รอดหรือไม่นั้นจะปรับตัวรับและนำไปใช้อย่างไร ทางผู้บริหารไมโครซอฟท์มองว่า ควรนำมาใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ใช่นำมาทำงานแทนมนุษย์ ขณะที่ผู้พัฒนาอัลฟาโกะ ในเครือกูเกิลได้ออกตัวว่า ไม่ได้หมายความว่า “AI” จะมีความชาญฉลาดกว่ามนุษย์อาจถึงขั้นพัฒนาตนเองมาทำลายล้างมนุษยชาติ

แต่หมายความว่าต่อไปจะถูกพัฒนาจนมีขีดความสามารถแย่งงานของมนุษย์เรา เตรียมตั้งรับให้ดี!!

ธวัชชัย ขจรวานิชไพบูลย์

 

ดัชนีเศรษฐกิจ 06/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963705


ธปท.แจงผ่อนคลายเงินทุน ตลาดผิดหวังมาตรการดัน “บาทแข็งต่อ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963770


“วิรไท” แจง 4 แนวทางผ่อนคลายเกณฑ์เงินตราต่างประเทศ ชี้ลดต้นทุนเอกชนได้ปีละกว่า 1,000 ล้านบาท ด้านตลาดเงินผิดหวังมาตรการ ธปท. ส่งผลค่าบาทหลุด 34 บาท ก่อนกลับมายืนได้ช่วงปิดตลาด

น.ส.วชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแนวทางการผ่อนคลายการแลกเปลี่ยนเงิน เพิ่มความสะดวกให้กับธุรกิจของภาคเอกชน ว่า ภายในปี 60 นี้ ธปท.จะเร่งดำเนินการผ่อนคลายเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงินใน 4 เรื่องหลัก ประกอบด้วย เรื่องที่ 1.การลดขั้นตอนและเอกสารการขอแลกเปลี่ยนเงินลง โดยบางส่วนยกเลิกไปเลย และบางส่วนให้ใช้การยื่นเอกสารทางอิเล็กทรอนิกส์แทน เรื่องที่ 2 ยกเลิกและผ่อนคลายเกณฑ์การบริหารความเสี่ยง โดยขยายการอนุญาตให้สามารถยกเลิกสัญญาการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ทำไว้ได้ในทุกกรณี รวมทั้งอนุญาตให้บริษัทในเครือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินบาทแทนกันได้

เรื่องที่ 3 เป็นการช่วยรายย่อยบริหารจัดการต้นทุนเงินตราต่างประเทศได้ดีขึ้น เช่น ธปท.จะอนุญาตให้บริษัทรับโอนเงินระหว่างประเทศ (Money Transfer Agent : MT) โอนเงินออกนอกประเทศ เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการได้ และให้ตัวแทนรับแลกเปลี่ยนเงิน (Money Changer : MC) ซื้อขายธนบัตรกับตัวแทนรับแลกเปลี่ยนเงินในต่างประเทศได้ เพื่อช่วยสนับสนุนการค้าชายแดนที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น ยังผ่อนคลายให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้เงินบาทให้ผู้ประกอบการต่างประเทศที่ลงทุนในไทย หรืออนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ที่เป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจไทยได้อีกด้วย

ส่วนการผ่อนคลายในเรื่องสุดท้ายในเรื่องที่ 4 นั้น จะทำในช่วงสิ้นปีนี้ เป็นเรื่องการเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุน เช่น การผ่อนคลายให้บุคคลธรรมดาที่เป็นรายย่อย มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 50 ล้านบาท แต่ไม่ถึง 100 ล้านบาท สามารถออกไปลงทุนหุ้นและตราสารหนี้ในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องผ่านตัวแทนการลงทุน ในวงเงินไม่เกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯต่อปี และอนุญาตบริษัทหลักทรัพย์สามารถได้รับอนุญาตซื้อขายเงินตราต่างประเทศได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ ธปท.ได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายเงินทุนดังกล่าวออก ปรากฏว่า ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นทันที โดยหลุด 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯไปช่วงหนึ่งก่อนจะกลับมาปิดตลาดที่ 34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากผิดหวังในมาตรการที่ ธปท.ออกมาว่า ไม่มีมาตรการที่ช่วยให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง

ทั้งนี้ น.ส.วชิรากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้เป็นผลจากปัจจัยความผันผวนจากต่างประเทศเป็นหลัก และอาจจะมีความคาดหวังของตลาดในด้านต่างๆผสมอยู่ เพราะส่วนหนึ่งก็มีการเล่นเพื่อเก็งกำไร แต่เท่าที่ติดตามอยู่อย่างใกล้ชิด เงินบาทยังเคลื่อนไหวสอดคล้องไปกับภูมิภาค ขณะที่ค่าความผันผวนของเงินบาทก็ต่ำกว่าหลายประเทศ ซึ่งถ้าค่าเงินสอดคล้องกับเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะอยู่ที่อัตราใด ธปท.รับได้

ขณะที่นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า การผ่อนคลายมาตรการในครั้งนี้ เป็นเรื่องของความยากง่ายในการทำธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของภาคเอกชนที่ประเมินเป็นตัวเลขได้มากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี แต่เรื่องของมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เราประกาศครั้งนี้ โดยมาตรการป้องปรามเป็นเรื่องที่เราต้องติดตาม และมีมาตรการที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์.

 

ปตท.สผ. หยุดการผลิตน้ำมันดิบโครงการเอส 1 ในพื้นที่ ส.ป.ก. แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 21:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963665


บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หยุดผลิตน้ำมันดิบในโครงการเอส 1 เฉพาะพื้นที่ ส.ป.ก.ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมาตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ตามที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.60 ให้เพิกถอนระเบียบ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจึงแจ้งให้ผู้รับสัมปทานบนบกทุกรายหยุดกิจกรรมการผลิตปิโตรเลียมที่มีการดำเนินการอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.เป็นการชั่วคราว

ทั้งนี้ ทางบริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท.สผ.ถือหุ้น 100% ทั้งทางตรงและทางอ้อม และเป็นผู้ดำเนินงาน จึงได้หยุดการผลิตโครงการเอส 1 เฉพาะในพื้นที่ ส.ป.ก. ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2560 ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการดำเนินการของ ปตท.สผ.สยาม เป็นไปอย่างถูกต้อง

โดยบริษัท ไทยเชลล์ เอ็กซ์พลอเรชั่น แอนด์ โปรดักชั่น จำกัด (ไทยเชลล์) ผู้รับสัมปทานเดิม ได้รับอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ และต่อมาในปี 2536 ได้มีการออกประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินทับซ้อนพื้นที่ที่ผู้รับสัมปทานเดิมเข้าใช้ประโยชน์

ในปี 2543 บริษัท ไทยเชลล์ ได้ดำเนินการยื่นขออนุญาตใช้ที่ดินในเขต ส.ป.ก. พร้อมยื่นคำขอรับคำยินยอมให้ใช้ที่ดินในเขต ส.ป.ก.ตามระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เมื่อ ปตท.สผ.เข้าซื้อกิจการ โครงการและเป็นผู้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2547 จึงได้ดำเนินการเข้าใช้ประโยชน์ตามที่บริษัท ไทยเชลล์ ได้รับอนุญาต รวมถึงได้ขออนุญาตการเข้าใช้ประโยชน์ตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ โครงการเอส 1 ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก และกำแพงเพชร โดย ปตท.สผ. และ ปตท.สผ.สยาม ถือสัดส่วนโครงการเอส 1 ร้อยละ 100 มีปริมาณการขายน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 2559 อยู่ที่ประมาณ 27,351 บาร์เรลต่อวัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ประมาณ 264 ตันต่อวัน และก๊าซธรรมชาติประมาณ 21 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน

ทั้งนี้ การหยุดการผลิตโครงการเอส 1 ในพื้นที่ ส.ป.ก.จะส่งผลให้ปริมาณการขายน้ำมันดิบลดลงประมาณ 15,000 บาร์เรลต่อวัน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ลดลงประมาณ 130 ตันต่อวัน และก๊าซธรรมชาติลดลงประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน อย่างไรก็ดี กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอยู่ระหว่างการรวบรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้รับสัมปทานบนบกรายอื่นเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาต่อไป

 

เร่งนำสายสื่อสารลงดิน 5 ถนนสายหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 18:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963565


สำนักงาน กสทช. ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง เร่งเปลี่ยนสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ใน 5 เส้นทางหลัก เริ่มถนนศรีอยุธยา ดำเนินการรื้อถอนสายไม่ใช้งาน 16 มิ.ย. นี้

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 60 นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. สายงานกิจการโทรคมนาคม เผยว่า สำนักงาน กสทช. จัดทำโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ระบบกระแสไฟฟ้ามีเสถียรภาพ ทัศนียภาพสวยงาม ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เริ่มดำเนินการด้วยความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงตั้งแต่ปี 2559 ใน 5 เส้นทาง โดยมีแผนการดำเนินงานหักเสาไฟฟ้าในแต่ละเส้นทาง ดังนี้

1. ถนนศรีอยุธยา เริ่มดำเนินการหักเสาไฟฟ้าวันที่ 1-4 มิ.ย. 2560 ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม รื้อถอนสายไม่ใช้งานออกภายในวันที่ 16 มิ.ย. 2560

2. ถนนโยธี เริ่มดำเนินการหักเสาไฟฟ้าวันที่ 17-18 มิ.ย. 2560 ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมรื้อถอนสายไม่ใช้งานออกภายในวันที่ 25 มิ.ย. 2560

3. ถนนเพชรบุรี เริ่มดำเนินการหักเสาและรื้อสายไม่ใช้งานออกภายในวันที่ 15 ก.ค. 2560

4. ถนนราชปรารภ เริ่มดำเนินการหักเสาไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2560 เป็นต้นไป

5. ถนนพระรามที่ 1 เริ่มดำเนินการหักเสาไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2560 เป็นต้น

ส่วนถนนศรีอยุธยา ปัจจุบัน การไฟฟ้านครหลวง ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการนำสายไฟฟ้าและสารสื่อสารลงดินเรียบร้อยแล้ว ส่วนถนนที่เหลืออยู่จะมีการดำเนินการตามแผน ประชาชนอาจได้รับความไม่สะดวกในการใช้บริการโทรคมนาคมและการเดินทางบ้างในช่วงเวลาดำเนินการ แต่ในระยะยาวจะได้รับประโยชน์จากการดำเนินการครั้งนี้

สำหรับประชาชนที่ประสบปัญหาในการใช้บริการโทรคมนาคมสามารถแจ้งปัญหาได้ที่ กสทช. คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 1200 ฟรี โดยสำนักงาน กสทช.จะให้ความร่วมมือสนับสนุนและประสานงาน ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในการนำสายสื่อสารลงดิน พร้อมกำกับดูแลอัตราค่าเช่าท่อร้อยสาย ให้เป็นธรรมสมเหตุสมผล.