‘สมคิด’ ดึงทีมเศรษฐกิจตะลุยญี่ปุ่น กล่อมนักธุรกิจขนเงินมาลงทุนในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 17:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963497


สมคิด กล่อม 4 บริษัทอุตสาหกรรมไฮเทคญี่ปุ่น ทั้งผลิตเครื่องมือแพทย์ รถยนต์ เคมีภัณฑ์พิเศษ ลงทุนอีอีซี ยันมีความเป็นไปได้ถึง 90% คาดหอบเงินลงทุนปลายปีนี้ 2.5 หมื่นล้านบาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเดินทางเยือนญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 5-8 มิ.ย.นี้ว่า ในช่วงเช้าได้มีโอกาสพบปะกับผู้บริหารของบริษัทรายใหญ่ของญี่ปุ่น 4 ราย ซึ่ง 3 รายยังไม่ได้ลงทุนในไทย เพื่อเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยภายหลังจากการหารือเพื่อสร้างความมั่นใจแล้ว ทั้ง 4 รายมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในอีอีซีมากขึ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตัดสินใจเลือกประเทศที่จะลงทุนภายนอกญี่ปุ่น

สำหรับบริษัท 3 รายที่ยังไม่เคยลงทุนในไทย และมีความเป็นไปได้ประมาณ 90% ที่จะลงทุนในไทย ได้แก่ บริษัท สไปเบอร์ อิงก์ ซึ่งเป็นสตาร์ตอัพ โดยนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาผลิตวัสดุชีวภาพ และอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะลงทุนระหว่าง 2 ประเทศคือ สหรัฐฯ และไทย เพื่อผลิตเส้นใยชนิดพิเศษ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ อากาศยาน เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีบริษัท คูราเรย์ จำกัด บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ สนใจร่วมทุนกับ ซูมิโมโต คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทการค้าระหว่างประเทศขนาดใหญ่ ที่มีเครือข่ายทั่วโลกของญี่ปุ่นและบริษัท พีทีที โกลบอล จำกัด (พีทีทีจีซี) ในเครือ ปตท. เพื่อลงทุนในไทยด้านผลิตเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ และพลาสติกชนิดพิเศษ, บริษัท ซูบารุ คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วน และการซ่อมแซมอากาศยาน สนใจที่จะลงทุนในไทยเพื่อผลิตรถยนต์ที่มีระบบความปลอดภัยสูง รวมถึงยังได้เชิญชวนให้ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะลงทุนด้านการผลิตชิ้นส่วน และการซ่อมแซมอากาศยานในอีอีซีด้วย

ส่วน บริษัท เคียวเซรา คอร์ปอเรชั่น เป็นบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซรามิก อิเล็กทรอนิกส์ โซลาร์เซลล์ และเครื่องมือแพทย์ของญี่ปุ่น ซึ่งร่วมมือกับบริษัทเอสซีจี จำกัด (มหาขน)ในการดำเนินธุรกิจและมีแผนใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจเพื่อทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังมีแผนลงทุนอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของไทยจึงได้เชิญชวนให้มาลงทุนในอีอีซี

“มีความเป็นไปได้มากกว่า 90% ที่ทั้ง 4 บริษัทจะลงทุนในอีอีซี เพราะไทยมีโครงสร้างพื้นฐาน และมีศักยภาพมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก โดยเฉพาะเมื่อเข็มขัด 2 เส้นของจีนพาดผ่าน จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และมีแรงดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศแน่นอน”

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการ บีโอไอ กล่าวว่า คาดว่า ทั้ง 4 บริษัท จะตัดสินใจลงทุนในปีนี้ เงินลงทุนรวมไม่น้อยกว่า 25,000 ล้านบาท และหากโครงการเกิดขึ้น จะช่วยสนับสนุนการผลิตและสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ อากาศยาน และเครื่องมือแพทย์

นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้หารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดฟูกูชิมะ ซึ่งผู้ผลิตขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ในอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ที่เข้มแข็งมาก จึงได้เชิญชวนให้เข้ามาลงทุนในอีอีซี เพราะเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล นอกจากนี้ วันที่ 5 มิ.ย. ไทย โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ลงนาม กับจังหวัดฟูกูชิมะ เพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตอุปกรณ์การแพทย์ระดับสูง

อย่างไรก็ตาม กรณีที่องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ประจำกรุงเทพฯ (เจโทร กรุงเทพฯ) ต้องการให้ไทยยืนยันว่า อีอีซีเป็นนโยบายระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุนนั้น ตนได้ยืนยันไปแล้วว่า อีอีซีเป็นนโยบายระยะยาวของไทย เพราะมีการออกกฎหมายหลายฉบับเพื่อรองรับ เช่น กฎหมายของบีโอไอ, พ.ร.บ.อีอีซี, กองทุนส่งเสริมขีดความสามารถด้านการแข่งขัน ฯลฯ ทำให้นักลงทุนเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น หากรัฐบาลใหม่มาจะยกเลิกกฎหมายก็ย่อมได้ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายหากมีการลงทุนที่ชัดเจน และเป็นประโยชน์กับไทยอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม คาดว่า น่าจะเริ่มเห็นนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอีอีซีได้ตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าแน่นอน

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ลงนามเอ็มโอยูร่วมกับบริษัท โตโยตา ทูโช ซึ่งเป็นบริษัทการค้าระหว่างประเทศรายใหญ่ของญี่ปุ่น และมีสาขาในไทย เพื่อให้ช่วยกระจายสินค้าไทยในแอฟริกา เพราะทูโช มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่กว้างขวางมาก และครอบคลุม 53 ประเทศในทวีปแอฟริกา จากทั้งหมด 54 ประเทศ โดยจะนำร่องในสินค้าข้าวก่อน เพราะแอฟริกาเป็นผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ของไทยในแต่ละปี จากนั้นจะขยายไปยังสินค้าอื่นๆ เช่น ยางพารา อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหาร เป็นต้น

“ความร่วมมือกับทูโชครั้งนี้ จะทำให้สินค้าไทยเข้าสู่แอฟริกาได้ง่ายขึ้น และมากขึ้น คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าการส่งออกของไทยไม่ต่ำกว่า 10% จากปัจจุบันที่มีมูลค่าการค้าระหว่างกันปีละประมาณ 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ”

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลด 0.75 ดัชนีอยู่ที่ 1,566 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 17:11

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963532′


หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับลดลง 0.75 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,566.85 จุด มูลค่าการซื้อขาย 43,672.90 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 5 มิ.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่ายพบว่า ดัชนีปรับลดลง 0.75 จุด อยู่ที่ 1,566.85 เปลี่ยนแปลง -0.05% มูลค่าการซื้อขาย 43,672.90 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,573.13 จุด และต่ำสุดที่ 1,562.73 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)

 

‘สมคิด’ แย้ม ญี่ปุ่นสนใจลงทุนรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบินถึงอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963373


‘สมคิด’ เผย ญี่ปุ่น สนใจขอลงทุนขยายเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินถึงอยุธยา หวังรองรับโลจิสติกส์ระหว่างเขตเศรษฐกิจอีอีซี และอุตสาหกรรมในอยุธยา แหล่งข่าวจากคมนาคม ชี้อาจเป็นโอกาสดันความคืบหน้าลงทุนพัฒนารถไฟความเร็วสูงไทย–ญี่ปุ่น เดินหน้าเร็วขึ้น

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรเดินทางเยือนญี่ปุ่น เพื่อหารือในประเด็นการค้า การลงทุน ระหว่างวันที่ 5–8 มิ.ย. 60 ว่า ญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเสนอขอลงทุนขยายเส้นทางรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด เทรน) ที่ไทยเตรียมพัฒนาจากโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-ระยอง เชื่อมต่อ 3 สนามบิน คือ อู่ตะเภา สุวรรณภูมิ และดอนเมือง ซึ่งจะเชื่อมต่อพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยญี่ปุ่นยื่นข้อเสนอขอขยายเส้นทางมาสิ้นสุดถึงสถานีอยุธยา เนื่องจากเป็นพื้นที่เขตอุตสาหกรรม ที่บริษัทญี่ปุ่นลงทุน หากมีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมจากพื้นที่อีอีซีเข้ามาจะเพิ่มโอกาสด้านการลงทุนได้อีกมาก

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้มอบหมายให้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ไปศึกษาความคุ้มค่าของโครงการหากจะต้องขยาย ซึ่งในส่วนของญี่ปุ่น ได้ระบุถึงความพร้อมในการลงทุน เนื่องจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) มีความพร้อมที่จะสนับสนุนเงินกู้หากไทยสนใจดำเนินการก่อสร้าง นอกจากนี้ การเดินทางเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ ยังได้หารือร่วมกับบริษัท ฮิตาชิ (ด้านรถไฟ) ในประเด็นของการผลิตระบบรางไทยด้วย

แหล่งข่าวระดับสูงของกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเสนอดังกล่าวมาช่วงสัปดาห์ก่อน ซึ่งให้เหตุผลถึงโอกาสในการขยายการลงทุนเชื่อมต่อพื้นที่อุตสาหกรรมทั้งสองแห่ง โดยจากการประเมินเบื้องต้นยังเชื่อว่า หากไทย และญี่ปุ่นเจรจาข้อเสนอครั้งนี้ได้ จะช่วยผลักดันให้โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ ที่เป็นความร่วมระหว่างรัฐบาลไทย–ญี่ปุ่น สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น จากปัจจุบันที่ยังติดปัญหาทางเทคนิคในเรื่องของการใช้พื้นที่ระบบรางช่วงสถานีดอนเมือง

ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่รางรถไฟช่วงดอนเมืองค่อนข้างแออัด เพราะเป็นพื้นที่ที่มีหลายโครงการใช้ทางร่วมกัน รวมถึงรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นความร่วมมือไทย–จีนด้วย จึงเชื่อว่าหากญี่ปุ่นได้ลงทุนขยายเส้นทางรถไฟตามที่ยื่นเสนอมานี้ อาจทำให้โครงการไทย–ญี่ปุ่นเดินหน้าเร็วขึ้นด้วย เพราะจะเป็นการตัดสินใจวางโครงสร้างระบบรางในครั้งเดียว โดยโครงการเชื่อมอีอีซีอาจเดินหน้าพัฒนาระบบรางก่อน หลังจากนั้นโครงการกรุงเทพฯ–เชียงใหม่ จะสามารถใช้รางเชื่อมต่อไปได้ทันที

 

ปตท.-บางจาก ลดราคาน้ำมันทุกชนิด 60 สต. เว้น E85 ลง 40 สต. ดีเซล 50 สต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 14:22

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963253


คนใช้รถยิ้มหวาน! ปตท.-บางจาก ลดราคาน้ำมันทุกชนิด 60 สต. เว้น E85 ลง 40 สต. ดีเซล 50 สต. มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 6 มิ.ย. 60

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 60  บมจ.ปตท. และ บมจ.บางจากปิโตรเลียม ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ 60 สตางค์/ลิตร ยกเว้น E85 ปรับลดลง 40 สตางค์/ลิตร ส่วนดีเซล ปรับลดลง 50 สตางค์/ลิตร มีผลเวลา 05.00 น. วันที่ 6 มิ.ย. 60

สำหรับราคาใหม่เป็นดังนี้ เบนซิน 95 อยู่ที่ 33.36 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 26.25 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 25.98 บาทต่อลิตร E20 อยู่ที่ 23.74 บาทต่อลิตร E85 ราคา 19.44 บาทต่อลิตร ดีเซล 24.59 บาทต่อลิตร (ราคานี้ยังไม่รวมภาษีท้องที่ของแต่ละจังหวัด).

 

ขานรับอีอีซี ทางหลวง เร่งขยายถนน 304 ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 14:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963193


กรมทางหลวง เร่งขยายถนน ทางหลวง 304 สาย มีนบุรี–ฉะเชิงเทรา หวังเด้งรับนโยบายรัฐบาลสนับสนุนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี กระตุ้นเศรษฐกิจให้โตก้าวกระโดด

นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เผยว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการเชื่อมต่อและสนับสนุนระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ทางกรมทางหลวงจึงเร่งดำเนินการขยายทางหลวงหมายเลข 304 สายมีนบุรี-ฉะเชิงเทรา ตอน 2 ระหว่าง กม.50+300 – กม.59+900 ระยะทาง 9.6 กิโลเมตร

โดยทางหลวงสายนี้มีระยะทางตลอดสาย รวม 28 กิโลเมตร และได้มีการแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 3 ตอน ลักษณะโครงการก่อสร้างเป็นมาตรฐานทางชั้นพิเศษขนาด 6 ช่องจราจร ไป-กลับ ผิวจราจรกว้างข้างละ 3.5 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 2.5 เมตร และ 1.5 เมตร ผิวทางเป็นแอสฟัลต์คอนกรีต พร้อมติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่างและไฟสัญญาณจราจร โดยตอน 2 งบประมาณ 1,049,737,000 บาท ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปกว่า 15% กำหนดแล้วเสร็จ ปี 2561

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับปริมาณจราจรที่เพิ่มมากขึ้น และสนับสนุนระบบโลจิสติกส์ในภาคตะวันออกให้คล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อกับทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 (กรุงเทพ-ชลบุรี) สายใหม่ และเป็นเส้นทางรองรับการขนส่งจากภาคอีสานไปยังท่าเรือแหลมฉบัง

นอกจากนี้ ยังเป็นทางเลือกเพิ่ม สำหรับการเดินทางเชื่อมระหว่างภูมิภาคและพื้นที่รอบนอกในเขตมีนบุรี หนองจอก สุวินทวงศ์ ให้สามารถใช้เส้นทาง เข้า-ออก ตัวเมืองได้อย่างคล่องตัว สามารถรองรับความเจริญในอนาคตได้ รวมทั้งรองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ระหว่างการก่อสร้าง

 

บีทีเอสโชว์กำไร 2 พันล้าน บอร์ดอนุมัติปันผล 0.175 บาทต่อหุ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 13:12

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963120


บีทีเอส กรุ๊ป โชว์ผลการดำเนินงานรอบเม.ย.59 – มี.ค.60 กำไรสุทธิกว่า 2,235.7 ล้านบาท ขณะที่บอร์ดอนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดประจำปี 2559/60 ในอัตรา 0.175 บาทต่อหุ้น มั่นใจแนวโน้มธุรกิจโต คาดปี 63 รายได้รถไฟฟ้าจะเติบโตเท่าตัว

นายดาเนียล รอสส์ ผู้อำนวยการใหญ่สายการลงทุน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดเผยว่า บริษัทฯ ประเมินรายได้จากการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจระบบขนส่งมวลชน ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากบริษัทบรรลุข้อตกลงในการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีเขียวเหนือ (หมอชิต-คูคต) และใต้ (แบริ่ง-สมุทรปราการ) ระยะทาง 30.8 กิโลเมตร รวม 25 สถานี

ทั้งนี้ คาดว่า หลังจากเปิดให้บริการรถไฟฟ้าทั้ง 2 โครงการจะส่งผลดีต่อรายได้กลุ่มธุรกิจระบบขนส่งมวลชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2563 ที่รถไฟฟ้าทั้งสองสายจะเปิดให้บริการตลอดทั้งสายเต็มปี รายได้จากการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงจะเพิ่มขึ้นอีก 4,000-5,000 ล้านบาท หรือเติบโต 1 เท่าตัว จากปัจจุบันที่มีรายได้จากกลุ่มธุรกิจดังกล่าวอยู่ที่ 4,237 ล้านบาท

ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวจะปรับตัวดีขึ้นตามการทยอยเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายทั้ง 2 โครงการ โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ได้เต็มรูปแบบภายในปี 2561 ซึ่งจะส่งผลดีต่อจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าในรถไฟฟ้าสายหลัก หลังจากได้เริ่มให้บริการเดินรถสถานีสำโรง ซึ่งเป็นสถานีแรกของส่วนต่อขยายสายสีเขียวใต้เรียบร้อยแล้ว จึงประเมินว่าอัตราผู้โดยสารในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 3-5% จากปีก่อนที่มีจำนวนผู้ใช้บริการ 238 ล้านคน โดยเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการ และคาดว่าอัตราค่าโดยสารจะเพิ่มขึ้น 1%

“การที่เราเริ่มให้บริการเดินรถไฟฟ้าได้ครบทั้งเส้นทางเป็นโครงข่าย จะทำให้จำนวนผู้โดยสารและอัตราค่าโดยสารในรถไฟฟ้าสายหลักเพิ่มขึ้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการให้บริการเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียวใหม่ จะทำให้รายได้จากธุรกิจขนส่งมวลชนจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอีก 3 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม รายได้ที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ยังไม่นับรวมรายได้ค่าโดยสารจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเหลือง ที่คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2563”

นายดาเนียล กล่าวอีกว่า กลุ่มธุรกิจสื่อโฆษณาซึ่งดำเนินการโดย VGI จะเติบโตได้อย่างโดดเด่นเช่นกัน โดยมีปัจจัยจากพื้นที่โฆษณาตามสถานีรถไฟฟ้าและจำนวนรถไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคต จากปัจจุบันที่มีพื้นที่โฆษณาในสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสจำนวน 30 สถานี รวม 10,000 ตารางเมตร และจำนวนรถไฟฟ้า 52 ขบวน

นอกจากนี้ ยังมาจากแพลตฟอร์มพื้นที่สื่อโฆษณาที่หลากหลาย ทำให้การขายโฆษณามีลักษณะเป็นแพ็กเกจ พร้อมนำเทคโนโลยีและพฤติกรรมของลูกค้ามาใช้วิเคราะห์เพื่อวางแผนสื่อโฆษณา ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี รวมถึงการเข้าลงทุนใน MACO แรบบิท กรุ๊ป แอร์โรมีเดีย สื่อโฆษณาในสนามบินและเดโม เพาว์เวอร์ ส่งผลให้สามารถเก็บเกี่ยวรายได้จากเม็ดเงินโฆษณาได้มากขึ้น ซึ่งในปีนี้ คาดว่า VGI จะทำรายได้ 4,000 ล้านบาท และเราคาดว่าจะมีจำนวนผู้ใช้บัตรแรบบิทในระบบกว่า 9.2 ล้านใบ

ส่วน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คาดว่าจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการคอนโดมิเนียมร่วมทุนกับ บมจ.แสนสิริในปีหน้า โดยแผนพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ๆ ของเรานั้น จะเกิดขึ้นทั้งตามแนวรถไฟฟ้าสายปัจจุบัน ส่วนต่อขยาย และโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ โดยมีแผนพัฒนาโครงการรวม 25 โครงการ มูลค่าขายกว่า 100,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี จากปัจจุบันที่พัฒนาโครงการไปแล้วจำนวน 8 โครงการ รวม 4,382 ยูนิต มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้จะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมอย่างน้อย 4 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้มากขึ้นในอนาคต

สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2559/60 (เม.ย.59 – มี.ค.60) บริษัทมีรายได้ 9,618.3 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 2,235.7 ล้านบาท โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ อนุมัติจ่ายเงินปันผลงวดประจำปี 2559/60 งวดสุดท้ายในอัตรา 0.175 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำหนดปิดสมุดทะเบียนเพื่อรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผลในวันที่ 4 ส.ค.60 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 18 ส.ค.60 หลังจากก่อนหน้านี้ BTS ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตรา 0.165 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีได้จ่ายเงินปันผลทั้งสิ้น 4,716.4 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเงินปันผลตอบแทนประจำปีอยู่ที่ 4%

 

ทองไทยเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 09:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/962873


ทองไทยเปิดตลาดเช้าวันที่ 5 มิ.ย.2560 ราคาคงที่ ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100 บาท…

วันที่ 5 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.24 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100 บาท.

 

สมคิด ร่วมถกเอกชนญี่ปุ่น ดึงมาลงทุนในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 09:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/962848


สมคิด หารือ 4 เอกชนญี่ปุ่น ดึงลงทุนในไทย เล็งคุย ฮิตาชิ หารือถึงการลงทุนพัฒนาระบบรางของไทย พร้อมลงนามเอ็มโอยู “โตโยต้า ทูโช” หวังใช้เป็นช่องทางขยายการค้าแอฟริกา…

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2560 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เยือนประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 5-8 มิ.ย.2560 โดยกำหนดการในวันนี้ (5 มิ.ย.) จะมีการพบภาคเอกชนญี่ปุ่นรายบริษัทเพื่อหารือด้านการลงทุน ประกอบไปด้วย 1.บริษัท Kyocera Corporation (ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์การแพทย์ที่ทำด้วย Advance materials) 2.บริษัท Spiber Inc. (start up ผลิต bio-based advanced material) 3.บริษัท Kuraray Co., Ltd., Sumitomo Corporation และ PTT Global Chemical Public Company Limited (ผู้ผลิตเคมีชนิดพิเศษ Specialty Chemicals) และ 4.บริษัท Subaru Corporation (ผู้ผลิตรถยนต์)

พร้อมทั้งจะมีการพบบริษัท Hitachi (ด้านรถไฟ) เพื่อหารือถึงการลงทุนพัฒนาระบบรางของไทย หลังจากนั้นจะเป็นสักขีพยานในการลงนามกรอบความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และบริษัทโตโยต้า ทูโช ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการธุรกิจนำเข้า-ส่งออก ในหลายกลุ่มสินค้า/อุตสาหกรรม มีสำนักงานอยู่ในประเทศภูมิภาคแอฟริกา โดยการลงนามความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนและหารือถึงโอกาสการขยายการค้าการลงทุนของไทยในแอฟริกา.

 

ชวนออมเงินผ่านหุ้น ลงทุนแบบ DCA ช่วยความลดเสี่ยงในภาวะตลาดผันผวน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 08:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/962655


ชวนคนไทยสร้างวินัยการเงิน ลงทุนผ่านหุ้นด้วยวิธีลงทุนแบบถัวเฉลี่ยนต้นทุน หรือ DCA ช่วยลดความเสี่ยงในภาวะตลาดผันผวน สร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ KTBST กล่าวว่า การออมเงินในปัจจุบันเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งภาครัฐให้การสนับสนุนเรื่องนี้มาโดยตลอด รวมถึงมีนโยบายที่ให้ความสำคัญของการออมในทุกกลุ่มช่วงอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานทั่วไปที่กำลังสร้างอนาคตและกำลังมองหาการบริหารจัดการเงินลงทุนอย่างมีระบบ ไปจนถึงกลุ่มคนที่มีสินทรัพย์มากแต่ก็ไม่ต้องการรับความเสี่ยง แต่ต้องการให้เงินออมนั้นเพิ่มพูนขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ เราอยากแนะนำ การลงทุนด้วยวิธีการทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยนต้นทุน (Dolla Cast Average : DCA) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการลงทุนที่ทำให้ผู้ลงทุนได้เข้าซื้อหุ้นในระดับราคาที่เหมาะสมในทุกสภาวะตลาด เป็นการลงทุนที่ช่วยป้องการความเสี่ยงในภาวะที่ตลาดผันผวนและมีความไม่แน่นอน

จากสถานการณ์การลงทุน ในปัจจุบันที่ ทาง KTBST ประเมินว่า ตลาดเคลื่อนไหวทรงตัว (Side Way) จากปัจจัยบวกที่มีน้อยจนส่งผลให้มีความเชื่อมั่น (Sentiment) ต่ำ และมีแรงขายทำกำไรออกมาตลอดเวลา บวกกับปัจจัยลบในต่างประเทศ ทั้งเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐฯ ราคาน้ำมัน ส่งผลให้การลงทุนในระยะนี้ ต้องมีเครื่องมือการลงทุนวางแผนการลงทุนแบบอัตโนมัติที่มีประสิทธภาพและเหมาะสม

นายวิน กล่าวอีกว่า บริษัทได้ออกโปรแกรมการออมหุ้นอันโนมัติ KTBST SMART DCA ผ่านระบบบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ประเภท Cash Balance โดยทางบริษัท จะทำการเลือกหุ้นที่สามารถใช้ได้กับระบบ KTBST SMART DCA ได้ (ปัจจุบันเป็นหุ้นที่อยู่ใน SET100) เริ่มลงทุนต้นขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท และสามารถลงทุนผ่านระบบ KTBST Smart Application ได้ โดยที่นักลงทุนสามารถเลือกได้ว่าจะออมเป็นรายเดือนหรือรายสัปดาห์

นอกจากนี้ ระบบยังมีเครื่องมือในการทดสอบผลกำไรย้อนหลัง (Back Test) ให้นักลงทุนสามารถตรวจสอบผลการดำเนินงาน (Performance) ของหุ้นที่สนใจจะเลือกลงทุน ขณะเดียวกัน ระบบดังกล่าวใช้งานได้สะดวกนักลงทุนสามารถติดตามสถานะรายการคำสั่งการลงทุนได้ตลอดเวลา ถือเป็นเครื่องมือสำหรับนักลงทุนที่น่าสนใจในภาวะที่ตลาด หุ้นมีความผันผวน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นออมเงินด้วยการลงทุนหุ้นอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว และไม่มีเวลาติดตามการลงทุนด้วยตนเอง

 

เชฟรอน เตรียมปล่อยแท่นเจาะ “กระทง” ลงอ่าวไทย เดือนมิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 5 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960860


เชฟรอน เปิดตัวแท่นขุดเจาะปิโตรเลียมใหม่ “กระทง” ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในแหล่งสัมปทานอ่าวไทยตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2560 นี้เป็นต้นไป เพื่อช่วยให้บริษัทสามารถที่จะขุดเจาะปิโตรเลียมอย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยในอ่าวไทย ซึ่งมีส่วนในการสนับสนุนนโยบายความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2560 ที่ผ่านมา บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้นำสื่อมวลชนเข้าร่วมในพิธีตั้งชื่อและเยี่ยมชมแท่นขุดเจาะ “กระทง” ซึ่งจัดขึ้นที่กรมอู่ทหารเรือ สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีโอกาสขึ้นไปเยี่ยมชมแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ที่สร้างขึ้นใหม่ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท Shelf Drilling หนึ่งในบริษัทที่ให้บริการงานด้านขุดเจาะให้กับเชฟรอน โดยแท่นขุดเจาะกระทงมีกำหนดที่จะเริ่มดำเนินงานในเดือนมิ.ย.2560 นี้

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เปิดเผยว่า เชฟรอนให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการขุดเจาะปิโตรเลียมที่จะช่วยให้การทำงานขุดเจาะปิโตรเลียม  มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น มีความรวดเร็ว และมีมาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ช่วยให้มีต้นทุนที่ต่ำลง เพราะโครงสร้างทางธรณีวิทยาของแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย นั้นมีแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมเป็นกระเปาะเล็กๆ กระจายกันอยู่ และหลุมที่มีการขุดเจาะใหม่นั้น จะมีขนาดที่เล็กลง และขุดยากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องมีการเจาะหลุมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในแต่ละปีจะต้องมีการเจาะหลุมผลิตปีละประมาณ 300-400 หลุมเพื่อให้สามารถผลิตก๊าซได้เพียงพอกับความต้องการ

ทั้งนี้เชฟรอนมีการจัดส่งทีมไปทำงานร่วมกับบริษัทผู้ผลิตแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม “กระทง” ตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้การออกแบบสอดคล้องกับความต้องการใช้งานและสภาพธรณีวิทยาในอ่าวไทย และมีประสิทธิภาพ มาตรฐานความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น โดยแท่นขุดเจาะกระทง มีขาหยั่งยาว 477 ฟุต เหมาะสำหรับการขุดเจาะในพื้นที่ที่มีน้ำลึกไม่เกิน 350 ฟุต และรองรับคนที่ขึ้นไปทำงานบนแท่นได้สูงสุดประมาณ 160 คน ใช้เวลาในการขุดเจาะแต่ละหลุมประมาณ 4 วัน

นายอาทิตย์ กล่าวว่า ในงานขุดเจาะปิโตรเลียม เชฟรอนได้นำระบบมาตรฐานความปลอดภัย ที่ชื่อว่า Well Safe มาใช้ ซึ่งระบบนี้เป็นระบบเดียวกับที่ใช้งานกับเรือดำน้ำของสหรัฐอเมริกาซึ่งทำให้การใช้งานเรือดำน้ำนั้นนานกว่า 50 ปี โดยที่ไม่เคยมีอุบัติเหตุเลย  ทำให้เกิดวัฒนธรมการทำงานภายในองค์กรที่พนักงานทุกคนจะให้ความสำคัญกับเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย โดยกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ที่เห็นว่าอาจจะเป็นจุดอ่อนเรื่องของความปลอดภัย และวางมาตรการป้องกัน

“เรามีความเชื่อว่า การป้องกันอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ ในกระบวนการทำงานได้ จะเป็นการช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุใหญ่ได้ เพราะในอุตสาหกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้นการมีอุบัติเหตุขึ้นจะสร้างความเสียหายที่มากเกินกว่าคาดคิด เหมือนกับเราจะสร้างบ้านสักหลัง ถ้าเราไปหย่อนเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัย ตั้งแต่ตอนออกแบบ หรือจ้างผู้รับเหมา เพราะเห็นแต่เพียงว่าราคาถูก พออยู่ๆ ไปเกิดบ้านทรุด หลังคารั่ว จะมารื้อทำใหม่ หรือซ่อมแซมทีหลัง อาจจะไม่คุ้ม” นายอาทิตย์ กล่าว

นางเดือนเต็ม วรเดชวิเศษไกร ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมการขุดเจาะ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด กล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบ Well Safe ที่เชฟรอนนำมาใช้ในงานขุดเจาะ นั้นเป็นระบบที่ทำให้มั่นใจได้ว่ากระบวนการขุดเจาะหลุมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จะมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ได้มาตรฐานสากล โดยจะให้ความสำคัญใน 4 เรื่อง คือ 1. เรื่องของบุคลากร ที่จะต้องผ่านการอบรมและปฏิบัติตามแนวทางการทำงานตามคู่มือความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด 2. เรื่องของอุปกรณ์ ที่จะต้องได้มาตรฐานและสามารถใช้งานได้ดี มีการซ่อมบำรุงรักษาตามกำหนด 3. การออกแบบ วางแผน การขุดเจาะ ให้เกิดการปฏิบัติหรือการใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และ 4. การติดตามตรวจสอบจากคนกลางว่าในระหว่างการดำเนินการขุดเจาะ นั้นมีการปฏิบัติตามแผนที่วางเอาไว้จริง

โดยระบบ Well Safe จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ หรือหากเกิดเหตุการณ์ผิดปกติก็จะทำให้บริษัทสามารถที่จะแก้ไขป้องกันเหตุการณ์ต่างๆ ได้ท่วงที

กระบวนการขุดเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิต

สำหรับกระบวนการขุดเจาะหลุมสำรวจและหลุมผลิตนั้น จะเป็นขั้นตอนที่ดำเนินการต่อจากงาน สำรวจทางธรณีวิทยาและธรณีฟิสิกส์ด้วยการวัดคลื่นไหวสะเทือน (Seismic Survey) โดยเมื่อรู้แล้วว่า ตรงส่วนใดบ้างใต้พื้นทะเลที่น่าจะมีปิโตรเลียมอยู่ เจ้าหน้าที่ฝ่ายขุดเจาะ ก็จะทำการเจาะ “หลุมสำรวจ” (Exploration Well) โดยใช้วิธีเจาะสุ่ม เพื่อสำรวจหาปิโตรเลียมในบริเวณที่ยังไม่เคยมีการเจาะพิสูจน์เลย จากนั้นเมื่อถึงขั้นตอนของการประเมินคุณค่าทางเศรษฐกิจและหาขอบเขตของแหล่งกักเก็บปิโตรเลียม ก็จะมีการเจาะ “หลุมประเมินผล” (Delineation Well) โดยหากแน่ใจแล้วว่ามีแหล่งกักเก็บปิโตรเลียมในปริมาณที่มากพอในเชิงพาณิชย์ จึงจะมีการเจาะ “หลุมเพื่อการผลิตปิโตรเลียม” (Development Well) เพื่อนำปิโตรเลียมที่สะสมตัวอยู่ใต้พื้นดินขึ้นมาใช้ประโยชน์ต่อไป

การขุดเจาะหลุมเพื่อสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้นเป็นงานที่ท้าทายและมีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเราต้องขุดไปที่ความลึกประมาณ 3-4 กิโลเมตรใต้พื้นทะเล ในสมัยก่อนการขุดเจาะหลุม 1 หลุมนั้นต้องใช้เวลากว่า 60 วัน โดยใช้งบประมาณกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อหลุม ซึ่งถือว่าเป็นการลงทุนที่สูงและมีความเสี่ยงมาก เพราะหากขุดไปแล้วพบปริมาณน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติที่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ก็ถือเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาและทันสมัยมากยิ่งขึ้น ระยะเวลาในการขุดเจาะลดลงเหลือเพียง 4-5 วันต่อ 1 หลุม และใช้งบประมาณน้อยลงกว่าเดิม เหลือประมาณ 2 ล้านเหรียญต่อหลุม ซึ่งพัฒนาการทั้งทางด้านระยะเวลาการขุดและงบประมาณที่ลดลงนี้เกิดขึ้นจากการที่เชฟรอนไม่เคยหยุดนิ่งที่จะนำความรู้และประสบการณ์จากการดำเนินการในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วยลดปัญหาและความเสี่ยงในการสำรวจและขุดเจาะ รวมถึงลดระยะเวลาในการทำงานลงแต่ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

อุปกรณ์ขุดเจาะ