ดีอีถก กสทช.เคาะค่าบริการเน็ตประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/962775


นางวิไลลักษณ์ ชุลีวัฒนกุล ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ในเร็วๆนี้จะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าบริการอินเตอร์เน็ตประชารัฐ หรืออินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน เพื่อให้เป็นราคาเดียวกัน และประชาชนต้องเข้าถึงบริการได้ ส่วนกรณีที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้มีการกำหนดราคาขายในอัตรา 390 บาทต่อเดือน ความเร็ว 20/10 Mbp นั้น กระทรวงดีอีได้แจ้งให้ทีโอทีรับทราบแล้วว่าไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะทีโอทียังไม่ได้รับอนุมัติจากกระทรวงดีอี ในการใช้โครงข่ายอินเตอร์เน็ตที่เป็นโครงข่ายของกระทรวงดีอีไปต่อยอดสร้างรายได้ เนื่องจากตามนโยบายของรัฐบาลต้องเปิดให้เอกชนทุกรายที่สนใจมาเช่าใช้โครงข่ายอินเตอร์เน็ตของดีอี เพื่อให้เกิดการแข่งขันการให้บริการอินเตอร์เน็ต เมื่อเกิดการแข่งขันเชื่อว่าจะทำให้ค่าบริการรายเดือนถูกลง

สำหรับโครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐมูลค่า 15,000 ล้านบาท จำนวน 24,700 หมู่บ้านนั้น ขณะนี้ได้ดำเนินการแล้ว 3,099 หมู่บ้าน ทั้งการลากสายไฟเบอร์ออฟติกไปยังหมู่บ้าน และติดตั้งอุปกรณ์ เพื่อเป็นจุดให้บริการอินเตอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) ฟรี 1 จุดแล้วทุกหมู่บ้าน ซึ่งได้ทยอยเปิดให้บริการแล้ว แต่กระทรวงดีอียังไม่ได้ตรวจรับอย่างเป็นทางการ

ด้านนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดีอี กล่าวว่า ภายในสิ้นปีนี้ทีโอทีจะติดตั้งอุปกรณ์เพื่อให้บริการไวไฟ ฟรี จำนวน 24,700 หมู่บ้านได้อย่างแน่นอน.

 

มหากาพย์รถหรู EP.1 แฉแก๊งค้ารถเถื่อนหมื่นล้าน โยงบิ๊กเนม อดีตรมต. 108 ขรก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 5 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/962435


หายเงียบไปนานหลายปี สำหรับอีก 1 คดีใหญ่ นั่นก็คือ คดี “รถจดประกอบ” หรือชาวบ้านเรียกว่า “รถหรู” รถหนีภาษีที่ทำให้ภาครัฐเสียหายเป็นหมื่นล้าน ทั้งที่เงินดังกล่าวควรจะนำใช้พัฒนาประเทศ แต่ก็มีเหลือบไร ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือแกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เรียกรับผลประโยชน์จนชาติเสียหายมหาศาล

และก็เป็นเขาอีกนั่นแหละ นอกจากจะเดินหน้าช่วยเหลือ “แพะ” ให้กับเหยื่อทางอาชญากรรมแล้ว ชายผู้หาญกล้าคนนี้คนเดิม ที่นั่งไม่เปลี่ยนชื่อ ยืนไม่เปลี่ยนแซ่ ที่หาญท้าชนอำนาจมืด อย่าง พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ก็ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องลับๆ ของขบวนการปล้นชาติครั้งนี้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เดินทางไปพบ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 31 พ.ค. 60 ที่ผ่านมา ถึงห้องทำงาน ชั้น 8 ภายในศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และก็ไม่รอช้า พ.ต.อ.ดุษฎี มาพร้อมเอกสารกองใหญ่ และเริ่มร่ายเรื่องราวเกี่ยวกับรถหรูให้เราได้ฟัง…

พ.ต.อ.ดุษฎี ได้เริ่มปูพื้นถึงคดีนี้ เล่าที่มาที่ไปให้ฟังว่า…คดีนี้เริ่มต้นจากมีผู้นำเข้ารถนักเรียนเข้ามาในประเทศ แล้วเขามาประกาศขายตามอินเทอร์เน็ต โดยตัวแทนกลุ่มรถนำเข้า เขาได้รับผลกระทบเพราะเสียภาษีแตกต่างกัน ปกติแล้วจะต้องเสียภาษีผ่านศุลกากร แต่กลุ่มพวกนี้กลับนำเข้าผ่านกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นรถที่ผ่านการใช้มา 6 เดือน

“ผู้ประกอบการกลุ่มนี้เขาเสียหาย เพราะนำเข้ารถมาในราคาแตกต่างกัน เพราะภาษีแตกต่างกันมาขาย เขาเสียเปรียบซื้อของแพงกว่าเพราะกำแพงภาษี ทำให้เสียลูกค้า เขาจึงต้องมาร้องเรียน”

แต่ที่มาเป็นข่าวดัง เพราะดันมีรถคันหนึ่งไฟไหม้ โดยเราได้หลักฐานบางอย่างมาจากรถคันนี้โดยมีตำรวจน้ำดีคนหนึ่งส่งให้ โดยมีนามบัตรผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอยู่ในรถ เราจึงเก็บหลักฐานนั้นไว้ ซึ่งต่อมารถคันนั้นก็หายสาบสูญ ซึ่งเราเองยังไม่รู้เลยว่ารถคันนั้นไปไหน…

ยอมรับทำงานแรกๆ มึนตึบ จับทิศทางไม่ถูก ไม่รู้จะเริ่มจากตรงจุดไหน

รองดุษฎี เล่าต่อว่า มีอยู่วันหนึ่ง มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นตำรวจยศนายพล ได้โทรนัดรับประทานอาหาร ตำรวจท่านนี้ได้ให้ข้อมูลกับตนว่า ผู้เสียหายจริงๆ ไม่ใช่แค่กลุ่มรถนักเรียน แต่คนเสียหายคือภาครัฐ โดยใช้ ตลาด Grey market (สินค้านำเข้า ที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าของแบรนด์อย่างเป็นทางการ) เขาให้ข้อมูลว่า กลุ่มพวกนี้นิยมปลอมใบ อินวอย (รายการแจ้งสินค้ากับผู้ซื้อ เปรียบเหมือนใบเสร็จในการซื้อขายรถจากต้นทาง) โดยเปลี่ยนแปลงราคาของรถไปครึ่งหนึ่ง แถมยังเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินปอนด์บ้าง เงินยูโรฯ บ้าง มาเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อปลอมแปลงราคารถที่แท้จริง เพื่อจะเสียภาษีถูกลงอย่างมหาศาล

“ท่านมอบใบอินวอยที่มีการปลอมแปลงขึ้นให้เป็นตัวอย่าง 1 ใบ จากนั้น เราจึงได้ไปหาข้อมูลกับ กรมศุลกากร เขาจะไม่ให้ใบอินวอยกับเรา เขาจะส่งใบนำเข้า ใบรับราคา ว่ามีชื่อเจ้าหน้าที่คนใดรับบ้าง เราจึงส่งเจ้าหน้าที่ ยกเครื่องถ่ายเอกสารไปที่ขนส่งฯ เพื่อถ่ายเอกสารออกมาเป็นหมื่นแผ่น…”

ตอนแรกยอมรับว่ามึน ไม่รู้จะวิเคราะห์หลักฐานอะไร อย่างไรได้บ้าง แต่เริ่มต้นจากตัวเจ้าหน้าที่ศุลกากร เราดูว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง จากนั้นก็ไล่เรียงชื่อบริษัท จากนั้นก็พบความผิดปกติจากใบอินวอย คือ บริษัทซื้อขายรถบริษัทเดียวกัน กลับมีรูปแบบอินวอยแตกต่างกัน ทั้งฟรอนต์ตัวอักษร ลายเซ็นของผู้จัดการ ซึ่งมีหรือบริษัทเดียวกันจะเปลี่ยนรูปแบบใบเสร็จไปเรื่อยๆ

จากกองเอกสารต่างๆ ผู้ช่วย พ.ต.อ.ดุษฎี ได้เปิดเอกสารตัวอย่างใบอินวอยปลอมให้ดู หากสังเกตจะพบว่าเป็นอย่างที่ท่านรองดุษฎีให้ข้อมูลจริงๆ

“เมื่อมีการพิสูจน์แล้วพบว่าอินวอยปลอมเหล่านี้ถูกทำขึ้นเพื่อหลบเลี่ยงภาษี เพราะตามกฎหมายเขากำหนดให้ตรวจราคารถอย่างเคร่งครัด แต่นี่เป็นการตรวจผ่านๆ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่เกี่ยวข้อง เพราะภาครัฐเสียหาย ซึ่งเราได้ขอให้ทางอังกฤษส่งราคาที่แท้จริงมาให้ ซึ่งเราก็ได้มาบางส่วน”

มีอึ้ง! เด็กมีปลอกคอ เผยเจ้าหน้าที่กรมศุลฯ 108 คนเอี่ยว 1 อดีตรัฐมนตรี ขอปล่อยผ่าน…

รองปลัดกระทรวงยุติธรรมผู้อาจหาญ ยังเปิดเผยเรื่องราวฉ้อฉลของผู้มีอำนาจของประเทศที่ส่อร่วมทำผิดด้วย โดย พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่า…ตั้งแต่ปี 55 เป็นต้นมา ก็ยังมีบางบริษัท ยังกระทำผิดในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งรายชื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่ส่งให้ ป.ป.ช. รวม 108 คนนั้น ยังร่วมกับบุคคลที่มีหนังสือ…ร้องเรียนเข้ามา

พ.ต.อ.ดุษฎี ชี้ไปที่เอกสารร้องเรียน โดยมีข้อมูลของอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่งอยู่ในเอกสาร ซึ่งบุคคลนี้พร้อมลูกน้องอีก 2 คน กำลังถูกตรวจสอบ

เอกสารนี้บอกหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ จุดพิกัดที่รับเงิน ซึ่ง ป.ป.ช. เขารับไปดำเนินการแล้ว ด้วยเหตุนี้ เจ้าหน้าที่ระดับเล็กถึงต้องติดร่างแหถูก ป.ป.ช.สอบสวนด้วย ตอนนี้อาจจะยังเปิดเผยไม่ได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ซึ่งกำลังรอ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

“เราดำเนินการกับเจ้าหน้าที่แล้ว มีการตั้งกรรมการสอบ แต่…ความผิดก็ยังปรากฏอย่างต่อเนื่อง แสดงว่ายังคงมีเจ้าหน้าที่ทำผิดอยู่.. และน่าเชื่อว่ายังมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอกำลังทำงานตรวจสอบอยู่… ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือ คนที่เคยแจ้งเบาะแส ว่ากลุ่มคนเหล่านี้กระทำผิด กลับมาทำผิดเสียเองในรูปแบบเดียวกัน!” รองปลัดดุษฎี กล่าวอย่างเสียงดังฟังชัด

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ไม่รอช้า ถามทันทีว่า หลักฐานทั้งหมดที่มีสาวถึงผู้บงการใหญ่หรือไม่ “ถึงสิ!” ตอบอย่างหนักแน่น แต่..ก็ต้องยอมรับว่า หลักฐานบางอย่างที่ถูกประสานมา เรานำมาหยิบยกไปใช้ในศาลไม่ได้

ขนาดเราไปเจรจากับผู้มีอำนาจสมัยนั้น! เราบอกให้ศุลกากรหยุดการดำเนินการ เพราะภาครัฐเสียหาย เขากลับบอกว่า “เมื่อสักครู่เพิ่งปล่อยไป จำนวนเท่านี้! รองดุษฎี ชี้ไปที่รายชื่อรถหรูต่างๆ นี่จำนวนนี้ ฝากดูด้วย!” พูดพลางชี้นิ้วไปที่รายชื่อรถในกองเอกสารปึกใหญ่

“นี่ไม่ใช่แค่คนเดียว ครั้งเดียว แต่เป็นแบบนี้ทุกระดับ แม้กระทั่งคนระดับท็อปเทนของศุลกากร พอมีเรื่องกลับถูกย้ายไปอยู่หน้าห้องคนใหญ่คนโต”

แสดงว่าในช่วงก่อนปี 58 นั้น เป็นช่วงการทำงานที่ยากลำบากมากใช่หรือไม่ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ไม่เชิงถูกเตะตัดขา แต่ทราบว่าช่วงนั้นมีเงินที่เราเคยให้สัมภาษณ์ว่าเป็น “เงินสกปรก” ถูกใช้จ่ายไปยังบุคคลที่มีอำนาจของบ้านเมืองเรา เป็นเรื่องการเจริญก้าวหน้าของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าเยอะแค่ไหน รองดุษฎี ตอบว่า ปีหนึ่งรัฐเสียหายกับเรื่องเหล่านี้เป็นหมื่นล้านบาท เงินเหล่านี้จะไปอยู่เบี้ยบ้ายรายทาง ความจริง คนที่นำรถเข้ามาในราคาถูกกว่าคนอื่นเกินครึ่งหนึ่ง ก็ต้องขายในราคาครึ่งหนึ่งสิ แต่นี่กับมีการซื้อขายในราคาใกล้เคียงกัน ก็แสดงว่ามีเงินส่วนต่างที่น่าเชื่อว่ามันคือเงินสกปรก

พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวถึงการดำเนินการต่อหลังจากนี้ว่า ทุกอย่างเข้ากระบวนการแล้ว เช่น เจ้าหน้าที่ของรัฐ อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ซึ่งทาง ป.ป.ช. ได้ทำข้อตกลงเรื่องการแลกเปลี่ยนหลักฐานกับอัยการต่างประเทศแล้ว จากนั้น ป.ป.ช. จะประมวลออกมา ว่ารัฐเสียหายเท่าไร และอาจจะต้องถูกดำเนินการทางแพ่งด้วย ในกรณีที่ไม่ไปหาผู้กระทำผิดบริษัทนำเข้าที่ไม่มีตัวตน แต่ถ้ามีตัวตน ภาษีของรัฐก็ต้องไปไล่บี้เอาคืน เพราะเรามีหลักฐานเป็นราคาสินค้าในรุ่น หรือแบบคล้ายคลึงกันมาแล้ว ต่อไปจะไม่มีใครกล้าทำแบบนี้อีก

“ตอนนี้มีอายัดรถหรูอยู่ 180 กว่าคัน ความเสียหายรวมเป็นหลายพันล้านบาท หากเฉลี่ยต่อคันก็หลักสิบล้าน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกับประเทศอังกฤษ​ทีแรกเขาคงคิดว่าไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่พอหลังๆ เขาได้ข้อมูลว่า รถที่เข้ามาในเมืองไทย บางคันก็เป็นรถที่หนีไฟแนนซ์มา หรือรถขโมยมาก็มี ซึ่งเขาเองก็ได้ประโยชน์กับเรื่องนี้ด้วย โดยมาพบอยู่ที่เมืองไทย 40 กว่าคัน ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าเขาโกงภาษีที่อังกฤษด้วยหรือไม่”

กลัวไหมทำคดีใหญ่ ต้องงัดกับบุคคลที่มีอำนาจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เสียงแข็งทันที “ผมกลัวไม่ได้! ถ้ากลัวต้องไม่ทำตั้งแต่แรก ผมกล้าบอกเลยไม่ว่าผม หรือ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ร่วมงานกัน ไม่มีใครเปลี่ยน ซึ่งผมอยากจะขอยกย่องทางสำนักงานอัยการฝ่ายต่างประเทศ อัยการสูงสุด เพราะทางนั้นก็ถูกแรงกดดันจากที่อื่นเหมือนกัน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มพวกเรา หรือผมเอง ขณะเดียวกัน คนที่เคยทำเรื่องนี้จนมีผู้มีอำนาจสงสัยได้สั่งย้ายเขา จนเขาต้องลาออกก็ยังมี แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกกลัว เพราะเขาถือว่าทำในสิ่งที่ถูกต้อง”

ในตอนหน้า มาดูกลเม็ดของแก๊งงาบภาษีว่า เขาใช้วิธีการอย่างไรในการหลบเลี่ยง แล้วเหล่าคนดัง ดารา เซเลบ ที่กำลังครอบครองรถเหล่านี้อยู่จะเป็นอย่างไร จะได้ฟังจากปาก รองปลัดกระทรวงยุติธรรม 

 

ซีคอนบางแคจัดเต็ม! สัมผัสญี่ปุ่นขนานแท้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 มิ.ย. 2560 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/962770


นายจรัญ ผู้พัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ สำนักสื่อสารการตลาดและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ซีคอนบางแค จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมกับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดงาน “The Heritage of Kyoto” ระหว่างวันที่ 9-18 มิ.ย.นี้ ที่บริเวณลานกลาง ชั้น 1 ศูนย์สรรพสินค้าซีคอน บางแค เพื่อให้ลูกค้าและประชาชนทั่วไปได้สัมผัสกับบรรยากาศเสมือนจริงแบบฉบับญี่ปุ่นแท้ โดยได้เนรมิตความเป็นที่สุดของเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นมาไว้ในงานเดียว เช่น วัดโทจิ, น้ำตกโอโตวะ, ศาลเจ้าฟุชิมิ อินาริ หรือศาลเจ้าจิ้งจอก, อุโมงค์ซากุระ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังจะได้ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงจากขบวนอวะโอโดริ ศิลปะพื้นบ้านของชาวญี่ปุ่นที่ถ่ายทอดกันมายาวนานกว่า 400 ปี พร้อมกระทบไหล่มาสคอตแมวญี่ปุ่น เซเลบแห่งโลกโซเชียล หรือ “แมวขายมันปิ้ง” ที่จะมาโชว์ลีลาการขาย ท่าทางการหยิบมันมาเผาอย่างเชี่ยวชาญ และร่วมเขียนคำอวยพร หรือเอมะ จากเทพเจ้าจิ้งจอก พร้อมเลือกช็อปสินค้าของที่ระลึกสไตล์ญี่ปุ่นกว่า 70 ร้าน.

 

ดึงทายาทเจ้าสัวเข้าตลาดหุ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 มิ.ย. 2560 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/962767


นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เปิดเผยว่า เอ็มเอไอมีแผนหารือกับนักธุรกิจที่เป็นทายาทเจ้าของกิจการหรือทายาทเจ้าสัวทั่วประเทศ เช่น โครงการทายาทนักธุรกิจของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และกลุ่มที่อยู่ในโครงการวายอีซีของหอการค้าไทยและอื่นๆ เพื่อจัดทำแผนส่งเสริมผลักดันให้ธุรกิจที่บริหารงานโดยทายาทส่วนใหญ่ที่เป็นธุรกิจครัวเรือน เข้ามาจดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอ หรือส่งเสริมการใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายในการระดมทุนขยายกิจการ ทั้งนี้ ปัจจุบันเจ้าของธุรกิจจำนวนมากเริ่มวางมือและมอบอำนาจให้ทายาทรุ่นที่ 2-4 เข้ามาเป็นผู้นำในการบริหารงานแทน โดยคนกลุ่มนี้มีความรู้ทั้งด้านการบริหารจัดการ เทคโนโลยีและการสร้างเครือข่ายกับธุรกิจอื่นๆ ที่สำคัญส่วนใหญ่สนใจที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าด้านธรรมาภิบาล รวมถึงสามารถหาช่องทางในการระดมทุนเพิ่มขึ้นด้วย

“ทายาทนักธุรกิจส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับสูงทั้งในและต่างประเทศ โดยมีแนวคิดที่ทันสมัยสอดคล้องกับกระแสโลก ซึ่งมีทั้งที่รับกิจการมาดูแลต่อจากพ่อแม่ หรือบางรายตั้งธุรกิจใหม่อยู่ในกลุ่มสตาร์ตอัพ ดังนั้น เอ็มเอไอจึงมีแนวคิดที่จะหารือกับทายาทนักธุรกิจเป็นกลุ่มใหญ่ เพื่อร่วมจัดทำแผนส่งเสริมให้คนเหล่านี้นำบริษัทครอบครัวเข้ามาจดทะเบียนในตลาดเอ็มเอไอได้ง่ายขึ้น”

ทั้งนี้ ปัจจุบันตลาดเอ็มเอไอมีบริษัทจดทะเบียน หรือ บจ.จำนวน 139 ราย มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือมาร์เก็ตแคป 320,000 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายปีนี้คาดว่าจะมีบริษัทเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) 15 บริษัท มีมูลค่ามาร์เก็ตแคป 20,000 ล้านบาท โดยที่ผ่านมาขายไอพีโอไปแล้ว 5 บริษัท และคาดว่าในครึ่งหลังของปีจะมีจำนวน 10 บริษัท.

 

“คนจน” มีสิทธิ์แล้วครับ! “อภิศักดิ์” คลี่มาตรการรัฐลดช่องว่างสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/962427


หลังจาก “กระทรวงการคลัง” ปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งดีเดย์ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการจากรัฐมาตั้งแต่ 15 เม.ย.จนถึง 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 14.1 ล้านคน มากกว่าครั้งแรกเมื่อปี 2559 ที่มีผู้มาลงทะเบียน 8.3 ล้านคน!

ก่อให้เกิดเสียงสะท้อนและข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ว่า ยอดลงทะเบียนคนจนที่ทะลักล้นไปถึง 14 ล้านคนนั้น ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของความสำเร็จ หรือเป็นเครื่องสะท้อนความล้มเหลวของการดำเนินนโยบายรัฐกันแน่!!!

ยิ่งเมื่อประเด็นสำคัญ คือ สวัสดิการในรอบแรกที่กระทรวงการคลังจัดให้ชนิด “ชุดใหญ่ไฟกะพริบ” ไล่แจกเงินสดให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่มาลงทะเบียนและมีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาท รับเงินสด 3,000 บาท และผู้ที่มีรายได้เกิน 30,000 บาทขึ้นไปแต่ไม่ถึง 100,000 บาท รับเงินสวัสดิการจากรัฐไป 1,500 บาทด้วยแล้ว

คำถามที่ทุกคนสนใจคือ สวัสดิการรอบใหม่ที่คลังประกาศจะดีเดย์ในวันที่ 1 ต.ค.ศกนี้ จะออกมาในรูปแบบใด ยังคงดำเนินไปรูปแบบเดิมที่เพิ่มเติมคือ อาจมีรายการลดแลก แจกแถมสวัสดิการส่วนลดค่าน้ำ ไฟ หรือสวัสดิการอื่นๆ แจกบัตรชิพการ์ดให้ “คนจน” รูดปรี๊ดสิทธิประโยชน์ที่รัฐจัดสรรให้

หรือจะเป็น “การสอนให้คนไทยจับปลา แทนการให้ปลา” เพื่อสร้างฐานรายได้และเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน

“ทีมเศรษฐกิจ” ถือโอกาสนี้สัมภาษณ์ “นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ “รมว.คลัง เพื่อไขความกระจ่างแบบหมดเปลือกดังนี้ :

 

คัดกรอง 14.1 ล้าน “คนจน” ตัวจริง!

รมว.คลังเริ่มต้นบทสนทนากับ “ทีมเศรษฐกิจ” ถึงยอดลงทะเบียนคนจนที่เพิ่งปิดลงไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่มียอดรวมกว่า 14.1 ล้านคนนั้นว่า ขั้นตอนจากนี้กระทรวงการคลังจะเริ่มต้นกระบวนการตรวจสอบคนที่มาลงทะเบียนเหล่านั้นว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้หรือไม่

เช่น มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป โดยต้องเกิดก่อนวันที่ 15 พ.ค.2542 ต้องเป็นคนว่างงาน หรือมีรายได้ในปี 2559 ไม่เกิน 100,000 บาท หรือมีเงินฝากธนาคาร สลากออมสิน พันธบัตรและตราสารหนี้ รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 100,000 บาทและในกรณีมีที่อยู่อาศัย บ้านหรือทาวน์เฮาส์ต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 25 ตารางวา ส่วนกรณีเกษตรกรต้องมีพื้นที่ทำกินไม่เกิน 10 ไร่ เป็นต้น

“เป็นการคัดกรองตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่มาลงทะเบียนเป็นคนจนผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ซึ่งครั้งก่อนที่มียอดผู้มาขอลงทะเบียน 8.3 ล้านคนนั้น หลังจากคัดกรองตามหลักเกณฑ์ที่คลังกำหนดแล้ว เราพบว่ามียอดผู้ที่มาคุณสมบัติครบถ้วนอยู่ 7.2 ล้านคนเท่านั้น ครั้งนี้ก็เช่นกัน คาดว่าจะใช้เวลา 2-3 เดือนในการตรวจสอบและประกาศรายชื่อคนที่มาลงทะเบียนว่าผ่านหลักเกณฑ์ตามที่ประกาศเอาไว้หรือไม่ ไม่เกินเดือนสิงหาคมนี้”

ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจสอบคัดกรองเกิดความรอบคอบรัดกุม กระทรวงการคลังจึงวางกระบวนการตรวจสอบเอาไว้ถึง 2 ขั้นตอนคือ 1.การตรวจสอบจากเอกสารข้อมูลในแบบฟอร์มว่ามีความถูกต้องหรือไม่ โดยจะนำข้อมูลทั้งหมดส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบในรายละเอียด เช่น ข้อมูลด้านทะเบียนราษฎรก็ส่งให้กระทรวงมหาดไทยตรวจสอบว่าคนๆนี้มีตัวตนจริงหรือไม่ มีความพิการ หรือเป็นผู้สูงอายุหรือไม่ หากเป็นข้อมูลด้านการเงินและเรื่องของรายได้จะส่งไปที่ธนาคารพาณิชย์และกรมสรรพากร ขณะที่การถือครองที่ดินก็ส่งไปยังกรมที่ดินตรวจสอบ เป็นต้น

“บทเรียนจากในปีที่แล้วที่มีประชาชนลงทะเบียน 8.3 ล้านคนและคัดกรองลงมาเหลือ 7.2 ล้านคนนั้น คนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี มีสัดส่วนสูงถึง 40% หรือประมาณ 3-4 ล้านคน แต่ในรอบที่ 2 นี้ ยอดลงทะเบียนพุ่งไปแตะ 14.1 ล้านคน โดยในจำนวนนี้แจ้งว่ามีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทถึง 70% หรือประมาณ 9.8 ล้านคน แสดงให้เห็นว่า คนจำนวนมากอยากได้เงินฟรีจากรัฐบาล และมีบางรายถึงขั้นกรอกข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริงก็ยอม”

ส่วนการ Re-Check ข้อมูลในขั้นที่ 2 นี้ กระทรวงการคลังจะว่าจ้างนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ประมาณ 60,000 คน ลงพื้นที่สำรวจร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยมีแบบตอบคำถามเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ อาชีพและรายได้ในปัจจุบันว่ามาจากอะไรบ้าง มีใครหรือหน่วยงานอื่นสนับสนุนเรื่องการเงินหรือไม่ เช่น บ้านหลังหนึ่งมีรายได้หลักมาจากพ่อเพียงคนเดียว เพราะทุกคนโอนรายได้ให้พ่อหมดทำให้ไม่มีรายได้เพื่อจะขอรับสวัสดิการจากรัฐ ซึ่งหากพบอย่างนี้ กระทรวงการคลังก็ต้องตัดสิทธิ์

“ผมสั่งให้มีการตรวจสอบเพิ่มอีก 1 ครั้งหรือ Re-Check เพื่อให้เกิดความถูกต้องมากที่สุด เพราะไม่อยากเชื่อว่า จะมีคนจนมากถึง 14 ล้านคน เพราะหากมีคนจนสูงถึง 14 ล้านคน ก็ต้องถือว่าเป็นตัวเลขสูงที่สุดที่รัฐจะต้องหาทางทำให้ลดลงทุกๆปีไม่ใช่ทำให้เพิ่มขึ้น”

หลังจากกระทรวงการคลังตรวจสอบ คัดกรองรายชื่อผู้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว จะมีประกาศรายชื่ออย่างเป็นทางการว่าใครผ่านหลักเกณฑ์บ้างภายในเดือน ส.ค.ศกนี้ โดยในช่วงของการประกาศรายชื่อนั้น กระทรวงการคลังก็ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่ลงทะเบียนแต่ไม่ผ่านเกณฑ์จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม สามารถเข้ามาชี้แจงเพิ่มได้เพื่อป้องกันความผิดพลาดของข้อมูล โดยเราจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ และช่องทางต่างๆ เช่น เว็บไซต์ หรือสายด่วน เพื่อรับการร้องทุกข์จากประชาชนอยู่แล้ว

ยันหัวชนฝา…ไม่ใช่ “ประชานิยม”

ส่วนข้อวิพากษ์นโยบายจัดสวัสดิการให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในครั้งก่อนและที่คลังกำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งถูกมองว่าไม่แตกต่างไปจากนโยบาย “ประชานิยม” นั้น รมว.คลัง กล่าวยืนยันว่า ไม่อยากให้มองว่ารัฐบาลแจกเงินให้ฟรีๆ เหมือนโครงการ “ประชานิยม” ก่อนหน้า

แต่สาเหตุที่รัฐบาลต้องแจกเงินในรอบที่แล้ว ก็เนื่องมาจากการลงทะเบียนผู้ที่มีรายได้น้อยเมื่อปีที่แล้ว เศรษฐกิจไทยมีปัญหาหลายด้านพร้อมๆกัน ทั้งเรื่องภัยแล้ง ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เราจึงจำเป็นต้องหามาตรการพิเศษเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนก่อนเป็นอันดับแรก

“การลงทะเบียนจนคนในปีที่สองนี้ เราเน้นเข้าไปแก้ไขปัญหาความยากจน โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี หรือต่ำกว่าเส้นความยากจนจะได้รับการดูแลและช่วยเหลือจากรัฐบาลเป็นกรณีพิเศษ เพราะคนที่มีรายได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยบาทต่อวัน ถือเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด และรัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือก่อนเป็นอันดับแรก โดยตั้งเป้าหมายว่าคนที่มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปี จะต้องมีรายได้ถึง 30,000 บาท”

ทั้งนี้ เมื่อแยกคนจนออกมาได้แล้ว หน้าที่ต่อไปของรัฐบาลก็คือ การสร้างความเท่าเทียมให้แก่คนในสังคม ซึ่งแน่นอนว่าคนจนจะต้องได้รับความช่วยเหลือมากที่สุด โดยกระทรวงการคลังยืนยันว่าจะไม่มีการแจกเงินให้อีกแล้ว เพราะภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตรเริ่มดีขึ้น และในปีนี้กระทรวงการคลังมีเวลาในการวางแผนและเตรียมงานมากขึ้น

แต่จะช่วยคนที่มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาทต่อปีให้มีรายได้เพิ่มเป็น 30,000 บาทได้อย่างไรนั้น กระทรวงการคลังได้สั่งให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปช่วยคิดรูปแบบการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆอีกแรง เช่น กระทรวงอุตสาหกรรมและกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงบริษัทเอกชน เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเพิ่มทักษะแรงงานเพื่อช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ในการประกอบอาชีพเสริมให้มีรายได้มากขึ้นจนทะลุ 100,000 บาทต่อปี ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสูงสุดของรัฐบาล

รมว.คลังกล่าวย้ำด้วยว่า เป้าหมายใหญ่ของโครงการนี้คือ การลดจำนวนคนที่อยู่ใต้เส้นความยากจน แต่จะให้ลดลงและหายไปเลยภายใน 1–2 ปีนั้นคงไม่ได้ แต่อย่างน้อยหลังจากที่เราปิดลงทะเบียนไปแล้ว ก็ทำให้ภาครัฐมีข้อมูลของประชาชนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และที่สำคัญไทยยังเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถแยกคนจนออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ทำให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจริงๆ ได้อย่างถูกตัว โดยไม่ต้องใช้มาตรการ “เหวี่ยงแห” อย่างเช่นในปัจจุบันอีกต่อไป

 

ทุ่ม 5 หมื่นล้านแจกสวัสดิการ

สำหรับกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทนั้น รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่เช่นกัน แม้อยู่เหนือระดับเส้นความยากจนก็ตาม แต่คนกลุ่มนี้ ยังคงมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนตลอดเวลา ดังนั้นการให้ความช่วยเหลือจากรัฐบาลในเรื่องของสวัสดิการต่างๆ จะเน้นไปที่การดำรงชีวิตในประจำวัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและลดค่าครองชีพเป็นหลัก

โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ให้ความเห็นชอบการใช้งบกลางที่อยู่ภายใต้การดูแลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จำนวน 50,000 ล้านบาทมาใช้ในเรื่องสวัสดิการต่างๆของโครงการนี้ โดยภาพรวมภายใต้แผนงานดังกล่าว เราวางหลักเกณฑ์ไว้ว่า จะต้องปรับปรุงสวัสดิการซึ่งเป็นโครงการเดิมๆให้ดีกว่าเก่า เช่น โครงการรถเมล์ฟรี รถไฟฟรีที่มอบให้แก่ประชาชนทุกคนก็จะถูกยกเลิกไป และจะปรับเปลี่ยนมาให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยจริงๆ ซึ่งจะมีการจัดทำบัตรแสดงตัวตนที่เรียกว่าบัตร “ชิพการ์ด” ออกมาภายในเดือน ก.ย.นี้

สำหรับบัตร “ชิพการ์ด” ที่แจกให้ประชาชนนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาของกรมบัญชีกลาง โดยผู้ถือบัตรนี้จะได้รับสิทธิ์จากสวัสดิการต่างๆที่รัฐบาลจะมอบให้ โดยจะดีเดย์เริ่มโครงการได้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ หรือต้นปีงบประมาณ 2561 ซึ่งในหลักการแล้ว กระทรวงการคลังเองก็อยากมอบสวัสดิการให้ประชาชนมากที่สุด แต่ด้วยงบประมาณ
ที่มีเพียง 50,000 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น ทำให้ต้องใช้จ่ายเงินอย่างระมัดระวัง

ในส่วนสวัสดิการที่รัฐจะมอบให้แก่ประชาชนกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทนั้นมีหลายเรื่อง เช่น รถเมล์ รถไฟฟรี (เฉพาะผู้ที่ถือบัตรชิพการ์ด) การรับส่วนลดค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ส่วนลดจากการซื้อสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันจากกระทรวงพาณิชย์ เช่น ผงซักฟอก ยาสีฟัน เป็นต้น การประกันอุบัติเหตุฟรี การมอบเงินช่วยเหลือการศึกษาบุตร และการอบรมหรือฝึกอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ในอนาคต และมาตรการอื่นๆ อีกมากมายที่จะทยอยตามมา

ตอกย้ำภารกิจ “กระจายความร่ำรวย”

รมว.คลังยังกล่าวด้วยว่า มาตรการต่างๆที่รัฐบาลกำลังดำเนินการผลักดันอยู่ในเวลานี้คือ “การไม่ทอดทิ้งคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไว้ข้างหลัง” ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้ช่วยแต่ภาคอุตสาหกรรม หรือธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่เรายังเข้าไปช่วยเหลือคนกลุ่มๆของสังคม ตั้งแต่คนจนไปถึงพ่อค้า และการลงทุนขนาดใหญ่

โดยมีทั้งการเพิ่มโอกาส และความเท่าเทียมเสมอภาคให้ทั่วถึง ซึ่งถือเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจึงพยายามผลักดันโครงการประชารัฐภายใต้ความร่วมมือกับภาคเอกชนขนาดใหญ่เพื่อให้เอกชนรายใหญ่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงผู้ประกอบการรายย่อย หรือรายเล็กมากขึ้น

“คำถามมีอยู่ว่า ในห้องเรียนมีทั้งเด็กเก่งและไม่เก่ง ทั้งที่อยู่โรงเรียนเดียวกัน และมีครูคนเดียวกัน แต่เราจะทำอย่างไร เด็กที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือเด็กที่เรียนไม่เก่งเพื่อให้สอบผ่านไปได้ทั้งหมด รัฐบาลก็ต้องพยายามสร้างมาตรฐานให้แก่โรงเรียนและมาตรฐานให้แก่คุณครู และที่สำคัญเด็กที่เรียนเก่งต้องลงมาช่วยเด็กที่เรียนไม่เก่งด้วย ซึ่งจะค่อยๆ ทำให้ความไม่เท่าเทียมลดลง และเมื่อความไม่เท่าเทียมลดลง ความร่ำรวยก็จะค่อยๆ กระจายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศ”

ดังนั้นการแก้ไขปัญหาความยากจนภายในประเทศ จึงไม่ใช่ภาระหน้าที่ของรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันเหมือนการเรียนหนังสือ บริษัทขนาดใหญ่มีคนเก่งจำนวนมากออกไปลงทุนต่างประเทศ ก็ต้องส่งคนมาช่วยบริษัทขนาดเล็กในประเทศ หากทำได้ตามวิธีการนี้ เชื่อแน่ว่าจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้นและยังทำให้คนไทยได้กำไรเพิ่มขึ้นด้วย

********

ทั้งหมดคือภาพรวมของมาตรการช่วยเหลือคนจนผู้มีรายได้น้อยที่รัฐบาลชุดนี้กำลังปล้ำผีลุก ปลุกผีนั่ง ส่วนจะตอบคำถามคลางแคลงใจของสังคม ซ้ำรอยโครงการประชานิยมหรือไม่อย่างไรนั้น คงเป็นเรื่องต่างมุมมอง

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรคนจนผู้มีรายได้น้อยนั้น ถือเป็นภารกิจของทุกรัฐบาลที่ต้องทุ่มเทมาตรการลงไปเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากและต้องมี “ที่ยืนในสังคม”.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ลุยเก็บภาษีธุรกิจออนไลน์ ให้อำนาจสรรพากรไล่บี้ไลน์-เฟซบุ๊ก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 5 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/962763


กรมสรรพากรเร่งยกร่างกฎหมายภาษี e-Business จากธุรกิจออนไลน์ มั่นใจพร้อมส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาภายในเดือน มิ.ย.นี้ เปิดอำนาจให้สรรพากรเก็บภาษีจากผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในไทยได้ หากเว็บไซต์มีข้อความภาษาไทยและมีการซื้อขายสินค้าและบริการในไทย

นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ภายในเดือน มิ.ย.นี้ กรมสรรพากรจะเสนอร่างกฎหมายจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Business ซึ่งขณะนี้ผลการหารือระหว่างกรมสรรพากร ธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังยกร่างกฎหมายเพื่อส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาก่อนเสนอ ครม.ต่อไป “ปัจจุบันกรมสรรพากรจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้เฉพาะสินค้าและบริการที่เจ้าของจดทะเบียนอยู่ในไทยเท่านั้น ส่วนกรณีที่เจ้าของธุรกิจจดทะเบียนในต่างประเทศ ยังไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ ดังนั้น กฎหมายใหม่จะให้สรรพากรจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการที่ขายหรือให้บริการที่จดทะเบียนในต่างประเทศได้”

ทั้งนี้การจัดเก็บภาษีผ่านระบบออนไลน์ในไทย กรมจัดเก็บมา 2-3 ปีแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากในการตรวจสอบการซื้อหรือขายสินค้า เพราะมีสินค้าโชว์อยู่หน้าเว็บไซต์ ทำให้สามารถติดตามการซื้อขายได้จากช่องทางการชำระเงิน ซึ่งที่ผ่านมา กรมจัดเก็บภาษี e-Business ได้ราว 1,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากระดับ 100 ล้านบาทต่อปี

ส่วนการจัดเก็บภาษีการซื้อขายสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศ แม้การซื้อขายสินค้าจะเกิดขึ้นในไทย แต่การชำระเงิน การส่งมอบสินค้าหรือการให้บริการต่างๆอาจไม่ได้เกิดขึ้นในไทย เช่น การจองห้องพักโรงแรม ผู้จองจะจ่ายเงินผ่านบัตรวีซ่า ซึ่งหักเงินมาจากต่างประเทศ โดยธนาคารพาณิชย์ในไทยทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการชำระเงินเท่านั้น เช่นเดียวกับการลงโฆษณาในไลน์ (Line) หรือเฟซบุ๊ก (Face– Book) “เมื่อเจ้าของสินค้าหรือบริการไม่มีสำนักงานตั้งอยู่ในไทย ก็ไม่สามารถเก็บภาษีได้ ทำให้ไทยสูญรายได้ภาษีเป็นจำนวนมาก คาดว่าธุรกิจสื่อโฆษณามีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านบาท ที่ผู้ประกอบการไทยลงโฆษณาผ่านสื่อออนไลน์โดยไม่สามารถเก็บภาษีได้”

ดังนั้น กฎหมายใหม่นี้กรมได้ศึกษาผลดีและผลเสียจากต่างประเทศ โดย มีหลักการคือ 1.กรณีเว็บไซต์ต่างชาติที่มีข้อความหรืออักษรเป็นภาษาไทย ให้สรรพากรตีความว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีสถานที่หรือสำนักงานตั้งอยู่ในไทย 2.เมื่อมีสำนักงานตั้งอยู่ในไทย กรมสามารถประเมินภาษีจากธุรกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นได้ โดยอาจระบุจำนวนเงินที่ชัดเจนในการเสียภาษี หากผู้ประกอบการคิดว่าไม่ถูกต้องก็สามารถยื่นเอกสารประกอบการชี้แจงเพื่อประเมินภาษีร่วมกันได้ สำหรับอัตราภาษีที่จะเรียกเก็บจากผู้ประกอบการออนไลน์ คือภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 7% และภาษีเงินได้นิติบุคคล 20%.

 

กพร.เปิดฝึกอาชีพผ่านเว็บไซต์ พบคนเข้าใช้กว่า 2.7 แสนคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มิ.ย. 2560 15:06

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/962330


กพร.เผย ประชาชนสนใจฝึกอาชีพออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กว่า  2.7 แสนคน พร้อมเพิ่มภาษาญี่ปุ่น และอาชีพอิสระ เพื่อฝึกทักษะ

นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กพร. ได้เพิ่มช่องทางการเรียนรู้ ในเมนู it’s your choice คุณเลือกได้ ผ่านเว็บไซต์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดบริการประชาชนมาแล้วกว่า 4 เดือน

สำหรับ it’s your choice คุณเลือกได้ บรรจุเนื้อหาการเรียนถึง 11 สาขา 120 ชุด ตั้งแต่ด้านช่าง งานด้านบริการ ภาษาอังกฤษ และได้เพิ่มเติมภาษาญี่ปุ่นอีกจำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ ภาษาญี่ปุ่นสำหรับผู้เดินทางไปต่างประเทศ ตอน การอ่านออกเสียง ภาษาญี่ปุ่นสำหรับผู้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ตอนที่ 1-5

ทั้งนี้ มีเนื้อหาตั้งแต่ การถาม-ตอบ เกี่ยวกับอาหารและคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง การถาม-ตอบเกี่ยวกับการเช็กอินที่สนามบิน และการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง การทักทายแนะนำตัวเอง การกล่าวอำลา ขอบคุณ ขอโทษ อย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ การซื้อของ บอกจำนวน ราคาและหน่วยเงิน และบทสุดท้ายคือ ความรู้เกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย ความเจ็บป่วยเมื่อต้องเข้าโรงพยาบาล เป็นต้น

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า กพร.จะไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาทักษะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ซึ่งการฝึกผ่านออนไลน์จะสามารถรองรับการพัฒนาแรงงาน ทั้งในระบบและนอกระบบได้เป็นอย่างดี เป็นการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองก่อนที่จะพัฒนาต่อยอดในขั้นที่สูงขึ้น

สำหรับ ผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพอิสระ เช่น สอนวิธีการปั้นโอ่งซีเมนต์ และการผนึกรูปภาพบนชิ้นงานไม้ (เดคูพาจ) ซึ่งเป็นสาขาที่สามารถสร้างรายได้พิเศษได้เป็นอย่างดี เพราะขั้นตอนการทำไม่ยุ่งยาก ฝึกเองได้หากมีความชำนาญ แล้วสามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับตนเองหรือชุมชนได้ ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.dsd.go.th ในเมนู it’s your choice หรือหากต้องการฝึกอบรมในหน่วยงานของ กพร. สามารถสมัครฝึกอบรมได้ที่สถาบัน หรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานใกล้บ้านท่าน

 

‘OTOP ตลาดคลองผดุงฯ’ ยังฮอตไม่เลิก โกยยอดขายทะลุกว่า 64 ล้านแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มิ.ย. 2560 12:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/962117


“โอทอปตลาดคลองผดุงฯ” ข้างทำเนียบรัฐบาลยังฮอต แฟนพันธุ์แท้ไม่สนฝนชุก แห่ช็อปปิ้งมากกว่า 1.2 แสนคน กวาดยอดขายทะลุ 64 ล้านบาทแล้ว “อธิบดี พช.” เชิญชวนร่วมสนับสนุนสินค้าไทย เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างแท้จริง สั่งอัดฉีดโปรโมชั่นมากมาย ขาช็อปห้ามพลาด

ตลาดคลองผดุงกรุงเกษมข้างทำเนียบรัฐบาล ภายใต้ธีมงาน “Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว” ซึ่งมีกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชนเป็นเจ้าภาพ จัดระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม พ.ศ.2560 นั้นล่าสุดผ่านมาถึงวันที่ 4 มิถุนายน 2560 แล้ว ยอดจำหน่ายจนถึงวันที่ 3 มิ.ย. มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 64,708,455 บาท จำแนกเป็นยอดขายสะสม 58,485,634 บาท และยอดสั่งซื้อสะสม 6,222,820 บาท ส่วนผู้เยี่ยมชมงานยอดสะสมรวม 121,186 คน

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.60 นายอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเชิญชวนคนกรุงเทพฯ และจังหวัดข้างเคียงมาเยี่ยมชมและซื้อสินค้า ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชนได้นำผู้ประกอบการและเกษตรกรไม่น้อยกว่า 800 ราย มาจำหน่ายให้ในราคาย่อมเยา และมีสินค้าไม่ซ้ำกันในแต่ละเดือน โดยนำผลิตภัณฑ์ที่เด่นที่สุดในแต่ละจังหวัดมาจำหน่าย โดยเฉพาะช่วงเดือนมิถุนายนจะได้พบกับสินค้าเด่นมากมาย อาทิ เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง จ.อุดรธานี เครื่องประดับมุกของจังหวัดในภาคใต้ เสื้อผ้าที่เป็นอัตลักษณ์ของหลากหลายจังหวัด เครื่องจักสาน พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เฟอร์นิเจอร์ไม้จากภาคเหนือ ผลผลิตทางการเกษตร อาทิ ทุเรียนหลงหลิน จังหวัดอุตรดิตถ์ มะพร้าวน้ำหอม จังหวัดสมุทรสาคร อาหารชวนชิม อาทิ ขนมหม้อแกง จังหวัดเพชรบุรี เนื้อโคขุนกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ลูกชิ้นปลากราย จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น

นายอภิชาติ กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นยังได้พบกับสินค้าของบริษัทประชารัฐรักสามัคคีประเทศไทยจำกัดภายใต้ธีมงาน “เกษตรปลอดภัย” อาทิ ผักปลอดสารพิษ ทุเรียนเกาะช้าง จังหวัดตราด ทุเรียนจังหวัดศรีสะเกษ และข้าวสาร จังหวัดพะเยา ในงานมีโปรโมชั่นมากมาย เช่น การจำหน่ายน้ำตาลราคาถูกกิโลกรัมละ 19 บาท ซื้อสินค้าครบ 1,000 บาท รับของสมนาคุณทันที

ทั้งนี้ โครงการตลาดคลองผดุงกรุงเกษมบริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล เป็นนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยได้มีแหล่งจำหน่ายสินค้าก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นการเชื่อมโยงการตลาดจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยมอบหมายให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจต่างๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพในการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าเป็นประจำทุกเดือน ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน เป็นเจ้าภาพจัดระหว่างวันที่ 4 พฤษภาคม-24 กรกฎาคม พ.ศ.2560 ภายใต้ธีมงาน “Thailand’s Best Local Product สุดยอดสินค้า หลากหลายทั่วไทย หาได้ในที่เดียว” ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 หลังได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน ทั้งนี้ผ่านมาถึงวันนี้ (4 มิ.ย.) ยอดจำหน่ายจนถึงวันที่ 3 มิ.ย.มียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 64,708,455 บาท จำแนกเป็นยอดขายสะสม 58,485,634 บาท และยอดสั่งซื้อสะสม 6,222,820 บาท ส่วนผู้เยี่ยมชมงานยอดสะสมรวม 121,186 คน ส่วน 2 ครั้งที่ผ่านมาก่อนหน้านี้นั้น คือ งาน OTOP TO AEC มรดกของแผ่นดินจากท้องถิ่นสู่สากล มียอดจำหน่าย 74,810,136 บาท และงาน OTOP WISDOM TO THE WORLD โอทอปภูมิปัญญาไทย ก้าวไกลสู่สากล มียอดจำหน่าย 64,027,499 บาท.

 

พาณิชย์สั่งลุย SME เจาะตลาด 4 ปท.เพื่อนบ้าน ตั้งเป้าค้าชายแดน 1.8 ลล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มิ.ย. 2560 11:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/962007


รมว.พาณิชย์ สั่งการพาณิชย์จังหวัดชายแดนทั่วประเทศ หาช่องทางขยายการค้า SME เจาะตลาด 4 ประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งเป้า 1.8 ล้านล้านบาท มั่นใจ มูลค่าการค้าชายแดนแม่สอดแตะ 1 แสนล้าน

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนทั่วประเทศ หาช่องทางขยายการค้าการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการสร้างกองทัพผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) และผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้มีโอกาสส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV) เนื่องจากประเทศเหล่านี้นิยมสินค้าไทยเป็นอย่างมาก และเล็งเห็นว่าถ้าสามารถผลักดันให้เอสเอ็มอีและผู้ประกอบการท้องถิ่นส่งออกได้ ก็จะยิ่งผลักดันให้มูลค่าการค้าชายแดนขยายตัวได้มากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าชายแดนไว้สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากสำนักงานพาณิชย์ จ.ตากว่า จะมีการจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและเอกชนในกลุ่ม 5 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ ตาก พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ และสุโขทัย เพื่อเดินทางไปเจรจาการค้ากับภาคเอกชนในเมืองพะอัน มะละแหม่ง และย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ระหว่างวันที่ 2 – 6 ก.ค. 60 เพื่อนำสินค้าเด่นจาก 5 จังหวัด ไปเจรจาจับคู่ธุรกิจกับภาคเอกชนของเมียนมา ส่วนจังหวัดอื่นๆ อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยมีแผนเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นการผลักดันให้การค้าชายแดนมีการขยายตัวได้มากขึ้น ตลอดจนการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอีกด้วย

นายภาณุ ขันธ์แก้ว พาณิชย์ จ.ตาก กล่าวว่า การนำคณะไปเจรจาการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการดำเนินการตามนโยบายของ รมว.พาณิชย์ ที่ต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นออกไปค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้นำคณะผู้ประกอบการ ไปเจรจาการค้ากับผู้ประกอบการในพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ประสบความสำเร็จ ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี และคาดว่าการเดินทางไปเมียนมาครั้งนี้ก็จะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน

สำหรับเป้าหมายในการผลักดันมูลค่าการค้าชายแดน มั่นใจว่ามูลค่าการค้าชายแดนที่ด่านแม่สอดจะเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 ล้านบาท จากปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 84,000 ล้านบาท และหากสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2 แล้วเสร็จภายในปี 62 ก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมการค้าชายแดน เพราะจะทำให้การขนส่งข้ามแดนมีความคล่องตัวมากขึ้น ส่วนการส่งออกผ่านด่านแม่สอดในเดือน ม.ค. – เม.ย. 60 ที่ผ่านมา มีมูลค่า 27,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.49 เปอร์เซ็นต์ จากปี 59 ที่มีมูลค่าส่งออกรวม 25,251 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกมากที่สุด คือ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง รถจักรยานยนต์ น้ำตาลทราย น้ำมันเบนซิน เบียร์ น้ำมันดีเซล รองเท้าแตะ ผ้าทอ กระเบื้อง และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG).

 

หนุนเยาวราช ย่าน “อาหารริมทาง” โลก สุข สนุก อร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 4 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/961682


ด้วยพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปของคนในเจเนอเรชั่นใหม่ ที่เรียกกันว่า “ยัม เจเนอเรชั่น” (Generation Yum) หรือ “กลุ่มฟู้ดดี้” ที่มีลักษณะเฉพาะ คือ ชอบแสดงตัวตนด้วยไลฟ์สไตล์โชว์รูปอาหารผ่านโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงตระเวนชิม ทดลองทำ และโพสต์รูปหรือคลิปวีดิโอ

คนกลุ่มนี้จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องของอาหารและการกินอาหาร จนนำไปสู่การท่องเที่ยวแนวใหม่ที่เรียกว่า Food Tourism ที่ไม่ได้หมายถึงแค่การกินอาหาร แต่หมายถึงการเข้าไปเรียนรู้ประสบการณ์เรื่องอาหารในที่ต่างๆอย่างจริงๆจังๆ

เมื่ออาหารกลายเป็นองค์ประกอบหลักของการท่องเที่ยว เทียบเท่ากับ ที่พัก อากาศ และสถานที่ท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงถือเป็นโอกาสที่จะเร่งเครื่องโปรโมตการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ที่เรียกว่า Gastronomy Tourism

วันก่อน นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงพื้นที่เยาวราชเพื่อผลักดันให้ เยาวราช เป็นย่านของ อาหารประเภทริมทางเท้า หรือ Street Food ระดับโลก ด้วยการที่เป็นแหล่งรวมของอาหารอร่อยปรุงสำเร็จและอาหารรสชาติระดับภัตตาคารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นหูฉลามน้ำแดง กระเพาะปลา เกาลัด ไปจนถึงอาหารทะเลที่ปรุงกันแบบสดๆจนนักท่องเที่ยวต้องต่อคิวรอเป็นชั่วโมงก็มี

“เมื่อเร็วๆนี้ สำนักข่าว CNN ได้จัดอันดับให้กรุงเทพมหานครเป็นสวรรค์แห่งอาหารริมทางหรือ เมืองที่มีอาหารริมทางดีที่สุดในโลกต่อเนื่องจากปีที่แล้ว โดยระบุด้วยว่าเยาวราชคือย่านของกินที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯบอก

นอกจากนี้ สภาอาหาร ริมทางโลก หรือ World Street Food Congress ได้ยกให้ เมนู “หอยทอด” เป็น 1 ใน 3 ของอาหารที่ขึ้นชื่อมากที่สุดที่หารับประทานได้ริมทางในกรุงเทพฯด้วย

นายพงษ์ภาณุ บอกว่า สตรีทฟู้ด จะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดขายด้านการท่องเที่ยวที่รัฐบาลเตรียมผลักดันให้ได้มาตรฐาน มีความสะอาด ปลอดภัย ลบภาพลักษณ์อาหารข้างทางที่มีวิธีการปรุงไม่ค่อยถูกสุขลักษณะ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หันมารับประทานเพิ่มมากขึ้น

ที่ผ่านมา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาเส้นทางการ ท่องเที่ยวเชิงอาหารและคัดสรรเมนูเด่นในท้องถิ่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเที่ยวไทยมากขึ้น อันจะนำรายได้สู่ท้องถิ่นและประเทศเพิ่มขึ้น

“การท่องเที่ยวเชิงอาหารเป็นการท่องเที่ยวที่ผสมผสานเรื่องอาหารและวัฒนธรรมการกินของแต่ละท้องถิ่นที่มีอยู่เดิมซึ่งจะแตกต่างไปในแต่ละภูมิภาค กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรุงเทพมหานคร ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันในการส่งเสริมการท่อง-เที่ยวเชิงอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปแบบของการท่องเที่ยวที่สำคัญ” นายพงษ์ภาณุ บอก

ทั้งนี้ ปี 2559 ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงอาหารสูงถึง 480,000 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 3 รองจากที่พักและ สินค้าของที่ระลึก

ส่วนนักท่องเที่ยวที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงอาหารสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน 83,313 ล้านบาท รัสเซีย 20,818 ล้านบาท และ สหราชอาณาจักร 18,409 ล้านบาท ซึ่งพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะชื่นชอบอาหารไทย โดยเฉพาะอาหารริมทาง หรือ Street Food และอาหารท้องถิ่นมากขึ้น

“นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย ที่ประเทศไทยได้รับรางวัลมากมายในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวเชิงอาหาร อาทิ เว็บไซต์ Travel and Leisure ยกให้ กทม.เป็น Best Street Food in Bangkok โดยระบุย่านที่มีชื่อเสียงของอาหาร

ริมทางในกรุงเทพฯ 3 แห่ง คือ เยาวราช, อ.ต.ก. และทองหล่อ” ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ระบุและว่า คาดว่าแนวโน้มรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ในปี 2560 จะมีมูลค่าเพิ่มเท่ากับ 500,000 ล้านบาท

ด้าน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ “มิชลิน ไกด์” จัดทำคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก เพื่อออกคู่มือ “มิชลิน ไกด์” ฉบับกรุงเทพฯ โดยจะเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียนต่อจากสิงคโปร์ และเป็นที่ 6 ในเอเชีย และที่ 29 ของโลกที่ได้รับการสำรวจและจัดทำคู่มือโดยมิชลิน ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 118 ปี

ทาง สยามมิชลิน จำกัด ยืนยันว่าการสำรวจร้านอาหารครั้งนี้ จะให้โอกาสกับร้านอาหารทุกประเภทอย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำกัดเฉพาะร้านอาหารหรูเท่านั้น แต่ร้านประเภทสตรีทฟู้ดก็มีโอกาสเข้ารับการสำรวจด้วย รวมถึงร้านอาหารที่ผู้คนเข้าไปรับประทานกันในชีวิตประจำวันด้วย

เพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นอาหารริมทางของโลกจริงๆ ในเดือน มิ.ย.2560 นี้ ททท. จะจับมือกับกรุงเทพมหานคร จัดงาน “แบงค็อก สตรีท ฟู้ด เฟสติวัล” เพื่อส่งเสริมอาหารข้างทางเป็นหนึ่งในกลไกผลักดันรายได้ด้านท่องเที่ยว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาพื้นที่การจัดงาน ซึ่งอาจจะเลือกย่านที่เป็นแหล่งรวมของนักท่องเที่ยว เช่น ถนนข้าวสาร, เยาวราช หรือย่านประตูน้ำ ฯลฯ

ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนไทย อีกเรื่องหนึ่งในปีนี้…!!!!

ศศดิศ ชูชนม์