นักดื่มพึงระวัง! ขับชน แอลกอฮอล์เกิน 50 มก. ประกันไม่จ่าย ผู้เสียหายยังคุ้มครอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 มิ.ย. 2560 18:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/961625


มีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 60 ที่ผ่านมา สำหรับข้อยกเว้นกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ จากเดิม “การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเส้นเลือดไม่น้อยกว่า 150 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” แก้ไขข้อความเป็น “การขับขี่โดยบุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์”

นายตนุภัทร รัตนพูลชัย รองเลขาธิการ ด้านกฎหมาย คดี และคุ้มครองสิทธิประโยชน์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ว่า การแก้ไขแบบข้อความกรมธรรม์ประกันภัย และเอกสารแนบท้ายของกรมธรรม์ประกันภัยดังกล่าวนี้ เป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ. 2537) ออกตามความใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยกำหนดว่าบุคคลที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่า “เมาสุรา”

นายตนุภัทร รัตนพูลชัย รองเลขาธิการ คปภ.

โดยเอกสารแนบท้ายของกรมธรรม์ประกันภัยฉบับใหม่ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้นั้น จะส่งผลให้ผู้ขับขี่รถเอาประกันภัยภาคสมัครใจ หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เมื่อประสบอุบัติเหตุจะไม่ได้รับความคุ้มครองทั้งชีวิตและทรัพย์สินจากกรมธรรม์

แต่ในส่วนของผู้ประสบภัยหรือบุคคลภายนอกที่ได้รับความเสียหายจากรถคันที่เอาประกันภัยดังกล่าวยังคงได้รับความคุ้มครอง โดยบริษัทประกันภัยของรถคันที่เอาประกันภัยฝ่ายผิด จะต้องให้ความคุ้มครองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยบริษัทประกันภัยจะไปไล่เบี้ยเรียกคืนค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทจ่ายไปจากผู้ขับขี่ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ต่อไป

แต่ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนปริมาณแอลกอฮอล์ดังกล่าว ไม่กระทบต่อความคุ้มครองของการประกันภัยรถภาคบังคับ

“เหตุผลที่คุ้มครองแต่บุคคลภายนอกนั้น เนื่องจากว่าบุคคลภายนอกไม่ทราบว่าผู้เอาประกันเมาแล้วขับ บริษัทจึงคุ้มครองบุคคลภายนอกเหมือนเดิม แต่ผู้เอาประกันทราบดีว่าเงื่อนไขข้อยกเว้นของกรมธรรม์คืออะไร แต่ยังกระทำ จึงเห็นว่าผู้เมาแล้วขับไม่สมควรที่จะได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกันทั้งชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้เอาประกันด้วย” นายตนุภัทร อธิบาย

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า เมื่อบริษัทประกันออกข้อยกเว้นเมาไม่จ่ายเข้มงวดถึงเพียงนี้ แนวโน้มของการเกิดอุบัติเหตุจะลดลงด้วยหรือไม่ นายตนุภัทร กล่าวว่า “ผมคาดว่าอุบัติเหตุน่าจะลดลง เพราะคนเมาจะตระหนักได้ว่า หากขับรถไปแล้วเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นคุณต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด ขณะที่เมื่อก่อนทางประกันภัยจะเป็นผู้รับผิดชอบให้ ซึ่งถึงแม้ว่าทางบริษัทประกันภัยเองจะรับผิดชอบให้กับผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมหรือผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องแล้วนั้น คุณก็จะถูกไล่เบี้ยคืนตามจำนวนเงินที่ทางบริษัทประกันจ่ายไปให้กับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคุณยังมีความผิดทางอาญาอีกด้วย จะผิดทั้งสองเด้ง ดังนั้น ก่อนขับขี่ยวดยานพาหนะจะต้องตระหนักให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น”

แต่อย่างไรก็ตาม กรณีการไล่เบี้ยคืนกับผู้เอาประกันซึ่งคือเจ้าของรถคันนั้น แต่หากผู้เอาประกันไม่มีทรัพย์ให้ หรือเสียชีวิตขณะเกิดอุบัติเหตุ ทางบริษัทก็ไม่สามารถไล่เบี้ยคืนได้.

 

มาม่าขยับส่งสินค้า 4 สไตล์ เอาใจขากินกึ่งสำเร็จรูป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 มิ.ย. 2560 13:44

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/961412


แบรนด์มาม่าเดินหน้าทำตลาดกระตุ้นกำลังซื้อแนะนำสินค้าใหม่ 4 แบบ 4 รสชาติจับกลุ่มผู้นิยมสินค้ากึ่งสำเร็จรูป โดยมีทั้งโจ๊ก ข้าวต้ม เส้นหมี่อบแห้งและเส้นเล็ก…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารกึ่งสำเร็จรูปรายใหญ่ เดินหน้าเปิดตัวสินค้าใหม่จับกลุ่มลูกค้าต่อเนื่อง ล่าสุด แนะนำสินค้าใหม่ 4 แบบ 4 รสชาติ คือ 1. มาม่าคัพเส้นเล็กต้มยำ ชูจุดเด่นเส้นเหนียวนุ่ม โคเลสเตอรอลต่ำ 2. มาม่าโจ๊กคัพรสต้มยำกุ้งมาพร้อมจุดขายเนื้อโจ๊กข้นอร่อยเหมือนโจ๊กสด รสชาติเผ็ดเปรี้ยวถึงเครื่อง 3. มาม่าข้าวต้มคัพรสหมูสับกระเทียมพริกไทย จุดเด่นผลิตจากข้าวหอมมะลิแท้ 100% ใช้ข้าวเต็มเม็ด หอมรสหมูกระเทียมพริกไทย ไขมันต่ำ ไม่มีโคเลสเตอรอล และ 4. มาม่าเส้นหมี่อบแห้ง ผลิตจากข้าวเจ้า 100% เส้นเหนียวนุ่มไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่มีสารฟอกสี ไขมันต่ำ.

 

ทองไทยเปิดตลาดพุ่งขึ้น 150 รูปพรรณขายบาทละ 21,100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 มิ.ย. 2560 09:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/961177


ทองไทยเปิดตลาดวันเสาร์ 3 มิ.ย.2560 ราคาปรับขึ้น 150 ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100 บาท

วันที่ 3 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.22 น. ราคาปรับขึ้น 150 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,500 ขายออกบาทละ 20,600 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,132.48 ขายออกบาทละ 21,100 บาท.

 

ดีอีเกาะติดพวกโจมตีเว็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/961080


ภาพจากเฟซบุ๊ก Op Anonymous Greece

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) ตรวจพบว่า มีการเผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชื่อ “Op Anonymous Greece” และพลเมืองต่อต้าน single gateway โดยมีเนื้อหาระบุว่าจะมีการโจมตีระบบสารสนเทศของหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย พร้อมระบุเวลาในการโจมตีขึ้นในวันศุกร์ที่ 2 มิ.ย. 2560 เวลา 20.10-21.00 น. นั้น โดยพบว่ามีการประกาศเป้าหมายการโจมตี 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย http://tv11.prd.go.th/main.php?filename=index_nbt  , http://www.tv5.co.th/web-2015-07-RES2/index.php  , http://www.mcot.net/ นั้น

นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ดีอีได้สั่งการให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เตรียมพร้อมและประสานงานไปยังหน่วยงานต่างๆ รวมถึงเฝ้าระวังเพื่อมอนิเตอร์ มิให้เว็บไซต์ของภาครัฐถูกการโจมตีจากพวกไม่หวังดี ทั้งนี้ทางไทยเซิร์ต ได้แนะนำเกี่ยวกับมาตรการการรับมือการโจมตีระบบสารสนเทศ คือ 1.สำรองข้อมูลของเว็บไซต์ รวมถึง Backup Site กรณีที่ถูกโจมตีและไม่สามารถเข้าถึงได้ 2.ให้เฝ้าระวังปริมาณข้อมูลที่อุปกรณ์เครือข่ายเกตเวย์ หากพบว่ามีปริมาณสูงขึ้นกว่าปกติ เช่น ปริมาณแบรนวิชสูงขึ้นเกิน 20% ให้ตั้งค่ากับอุปกรณ์เพื่อจำกัดการเข้าใช้งาน เช่น การตั้งค่า rate limit ตามปริมาณข้อมูลที่ server ใช้งานปกติอยู่ 3.เก็บข้อมูล ทราฟฟิก การใช้อินเตอร์เน็ตในช่วงเวลาดังกล่าว และวิเคราะห์หา IP address ที่โจมตีเพื่อปิดกั้นการเชื่อมต่อจาก IP address ดังกล่าว และส่งข้อมูลการโจมตีให้ไทยเซิร์ตเพื่อประสานกันต่อไป 4.หากเกิดการโจมตีในลักษณะ DDoSผู้ดูแลระบบอาจประสานขอความร่วมมือไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) เพื่อให้รู้ถึงสถานการณ์ 5.หากเกิดการโจมตี หรือทราบเป้าหมายที่จะถูกโจมตีล่วงหน้า ผู้ดูแลระบบอาจพิจารณาแยก IP address ดังกล่าวออกจากระบบอื่นๆ เพื่อจำกัดความเสียหาย

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า สำนักงาน กสทช. ได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจคอยติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมทั้งสั่งการผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต และผู้ให้บริการวงจรสื่อสารระหว่างประเทศ (ไอไอจี) ทุกราย เฝ้าระวังความปลอดภัยเครือข่ายอย่างเข้มงวด รวมถึงเตรียมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น.

 

จ่ายเงินซื้อ พ.ร.บ.รถยนต์ ทุกปี รู้ไหม เราเบิกค่าอะไรได้บ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 มิ.ย. 2560 06:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/956557


หลายคนเคยสงสัย เราทำ พ.ร.บ.รถยนต์ไปทำไม ทำแล้วได้ใช้จริงๆ หรือไม่ ‘ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์’ ขออาสาพาไปรู้จักประโยชน์ที่แท้จริงของ พ.ร.บ.กัน

สำหรับ พ.ร.บ.รถยนต์ หรือ การประกันรถยนต์ภาคบังคับ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ที่เราเรียกติดปากก็คือ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (Compulsory Third Party Insurance) ซึ่งมีการบังคับไว้ว่ารถยนต์ หรือ จักรยานยนต์ ทุกคันจะต้องทำประกันนี้ไว้ และทุกครั้งที่จะต้องเสียภาษีต่อทะเบียนรถ จะต้องซื้อ พ.ร.บ.ควบคู่ไปด้วย เพื่อคุ้มครองผู้ประสบอุบัติเหตุจากรถยนต์ และจักรยานยนต์ เป็นหลัก

สำหรับ การคุ้มครอง มีดังนี้

ค่าเสียหายเบื้องต้น ได้รับโดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด

1. ค่ารักษาพยาบาล จากการบาดเจ็บ จ่ายตามจริง สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน
2. การเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือ ทุพพลภาพอย่างถาวร 35,000 บาทต่อคน

หากเสียหายรวมกันทั้งข้อ 1 และ ข้อ 2 ต้องไม่เกิน 65,000 บาทต่อคน

การจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งผู้เคลมประกัน จะได้รับภายหลังจากการพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นฝ่ายผิดตามกฎหมาย โดยมีวงเงินคุ้มครองรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นดังนี้ กรณีเป็นฝ่ายถูก

1. ค่ารักษาพยาบาล จากการบาดเจ็บ สูงสุดไม่เกิน 80,000 บาทต่อคน
2. การเสียชีวิต หรือ ทุพพลภาพอย่างถาวร 300,000 บาทต่อคน
3. สูญเสียอวัยวะ
3.1 สูญเสียมือตั้งแต่ข้อมือ หรือแขน หรือเท้าตั้งแต่ข้อเท้า หรือขา หรือ ตาบอด อย่างใดอย่างหนึ่งรวมกัน ตั้งแต่ 2 กรณีขึ้นไป 300,000 บาท
3.2 สูญเสียมือตั้งแต่ข้อมือ หรือแขน หรือเท้าตั้งแต่ข้อเท้า หรือขา หรือสายตา(ตาบอด) หรือ หูหนวกเป็นใบ้ หรือเสียความสามารถในการพูดหรือลิ้นขาด สูญเสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถในการสืบพันธุ์ จิตพิการอย่างติดตัว หรือเสียอวัยวะอื่นใด 250,000 บาท
3.3 สูญเสียนิ้วตั้งแต่ข้อนิ้วขึ้นไป ไม่ว่านิ้วเดียว หรือ หลายนิ้ว 200,000 บาท
4. ค่าชดเชยการรักษาตัว กรณีผู้ป่วยใน 200 บาทต่อวัน แต่ไม่เกิน 20 วัน หรือไม่เกิน 4,000 บาท
5. จำนวนเงินคุ้มครองสูงสุดรวมกันต้องไม่เกิน 304,000 บาท
6. วงเงินคุ้มครองความรับผิดสูงสุดต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง สำหรับรถยนต์ไม่เกิน 7 ที่นั่ง 5,000,000 ต่อครั้ง
7  วงเงินคุ้มครองความรับผิดสูงสุดต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง สำหรับรถยนต์เกิน 7 ที่นั่ง 10,000,000 ต่อครั้ง

สำหรับ เอกสารที่จะต้องใช้เวลาการเคลม พ.ร.บ. มีดังนี้

กรณีบาดเจ็บ

1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ
2. ใบเสร็จรับเงินต้นฉบับ

กรณีเบิกค่าชดเชย หรือ ผู้ป่วยใน

1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ
2. ใบรับรองแพทย์ หนังสือรับรองการรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน

กรณีทุพพลภาพ

1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ
2. ใบรับรองแพทย์และหนังสือรับรองความพิการ
3. สำเนาบันทึกประจำวันของพนักงานสอบสวน หรือ หลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นได้รับความเสียหายจากการประสบภัยจากรถ

กรณีเสียชีวิต

1. สำเนาบัตรประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุ
2. ใบมรณบัตร
3. สำเนาบัตรประชาชนทายาทสำเนาทะเบียนบ้าน
4. สำเนาบันทึกประจำวันในคดีของพนักงานสอบสวน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าผู้นั้นถึงแก่ความตาย เพราะการประสบภัยจากรถ

เมื่อเตรียมเอกสารเรียบร้อยแล้ว สามารถทำเรื่องขอเบิกเงิน จากบริษัทประกันภัยรถยนต์ที่เราซื้อพ.ร.บ.มา ซึ่งสามารถดูได้ที่กรมธรรม์ และ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ได้ทุกสาขาทั่วประเทศ สำหรับรถจักรยานยนต์  ซึ่งจะมีการเบิกจ่ายเงินภายใน 7 วัน โดยพ.ร.บ.จะคุ้มครองผู้เสียหายในส่วนของคนเท่านั้น ส่วนทรัพย์สิน หรือ ตัวรถจะไม่ได้รับการคุ้มครอง

ฉะนั้น ผู้ขับขี่รถยนต์ ควรจะทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หรือที่เราเรียกว่าประกันรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นชั้น 1 ชั้น 2 หรือชั้น 3 ก็ควรทำไว้เช่นกัน เพื่อประกันความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น

 

เทงบวิจัยดันไทยแลนด์ 4.0 27 มหาวิทยาลัยจับมือปั้นนวัตกรรมเพื่อชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มิ.ย. 2560 06:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/961078


รัฐบาลลงมือปั้นไทยแลนด์ 4.0 สู่ความเป็นรูปธรรม จัดงบ 2,500 ล้านบาทให้ 27 มหาวิทยาลัยนำไปใช้วิจัยและสร้างนวัตกรรมให้เกิดขึ้นจริง มุ่งเป้านำงานวิจัยสู่การตลาดสร้างมูลค่า ประเมินอีก 5 ปีข้างหน้างบวิจัยของภาครัฐและเอกชนแตะ 1% ของจีดีพี

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้เดินหน้าทำนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ให้เป็นรูปธรรม โดยได้จัดสรรงบประมาณ รวม 2,500 ล้านบาท ซึ่งมาจากงบประมาณกลางปี 190,000 ล้านบาทของรัฐบาล โดย 1,500 ล้านบาทแรกได้จัดสรรให้มหาวิทยาลัยสร้างศูนย์กลางนวัตกรรมให้เกิดขึ้น 5 แห่ง โดยได้งบแห่งละ 300 ล้านบาท เพื่อทำวิจัยและถอดรหัส 5 เรื่องก่อนไปสู่เชิงพาณิชย์ ได้แก่ 1.อาหารและเกษตร 2. สังคมผู้สูงวัย 3. สมาร์ท ซิตี้ 4.พลังงาน 5.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถือเป็นงบประมาณที่ให้พิเศษให้มหาวิทยาลัย 5 กลุ่ม รวม 27 มหาวิทยาลัย ถือเป็นสิ่งจูงใจที่มหาวิทยาลัยจะได้ทำงานร่วมกันจากเดิมที่แข่งกัน ซึ่งหากทำได้ดีในปีหน้าก็จะจัดสรรงบประมาณให้เพิ่มเติมอีก เนื่องจากพบว่า งานวิจัย 90% ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยหมดแล้ว

ขณะที่อีก 1,000 ล้านบาท ได้เสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีว่าประเทศไทยจะต้องมีเทคโนโลยีที่เป็นของประเทศไทยเองในอนาคต ซึ่งนอกเหนือจาก 5 กลุ่มข้างต้นแล้ว ยังมีเทคโนโลยีอีก 2 ส่วนที่ประเทศไทยมีโอกาสที่ดี และในอีก 5 ปี สามารถขึ้นเป็นผู้นำโลกได้ คือเรื่องของเทคโนโลยีชีวภาพ (ไบโอเทค) และวิศวกรรมชีวการแพทย์ (ไบโอเมด) จึงได้จัดสรรเงินเป็น 2 กอง โดย 500 ล้านบาทมอบให้มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์เป็นเจ้าภาพทำการวิจัยเรื่องไบโอเทค และอีก 500 ล้านบาท ให้มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นเจ้าภาพทำการวิจัยเรื่อง ไบโอเมด ขณะนี้จึงถือว่าภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณลงไปเพื่องานวิจัยและนวัตกรรมแล้ว 2,500 ล้านบาท นอกเหนือจากงบประมาณปกติ

สำหรับรูปธรรมที่ 2 กระทรวงการคลังได้ให้สิทธิหักภาษีได้ 3 เท่า สำหรับ 3 รอบบัญชี กับ 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย เริ่มวันที่ 1 ม.ค.2560 ที่ผ่านมา โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบแล้ว หากทำได้ดี งบการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทยจะเพิ่มจาก 0.5-0.6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เป็น 1% ของจีดีพี โดยประเทศเกาหลีใต้ ในปัจจุบันมีงบวิจัยและพัฒนาที่ 4% ของจีดีพี แต่ของไทยยังน้อยอยู่

“หากว่ากลไกนี้มีประสิทธิภาพ ในอีก 5 ปีข้างหน้า งบประมาณการวิจัยและพัฒนาจะเพิ่มขึ้นเป็น 130,000 ล้านบาท คือประมาณ 1% ของจีดีพีในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งรวมทั้งงบภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจากการที่มีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และจากการที่จัดสรรงบประมาณให้มหาวิทยาลัยเพาะเชื้อนวัตกรรมใน 5 กลุ่ม และเจาะจงใน 2 เทคโนโลยี ทุกอย่างจะงอกเงยไปในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ฉะนั้นที่คนบอกว่านโยบายไทยแลนด์ 4.0 เป็นแค่แนวคิดไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้มีทั้งงบประมาณ และพันธมิตรลงไปแล้ว ถ้าทำดีๆก็จะสามารถขึ้นรูปได้ ผมก็จะสามารถเชื่อมต่อใช้งานกับสตาร์ตอัพได้ เพราะเดิมเราเปิดตัวสตาร์ตอัพ แต่ยังไม่รู้ว่าจะให้ทำอะไรต่อ เพราะยังเป็นสตาร์ตอัพบนฐานของภาคบริการ แต่สตาร์ตอัพที่ใช้ฐานเทคโนโลยียังไม่มีเลย แต่ต่อไปเราจะมีฐานเทคโนโลยี และจะพยายามให้มหาวิทยาลัยเป็นผู้เชื่อมโยง คือ ให้เอกชนไปฝังตัวทำห้องแล็บในมหาวิทยาลัย ซึ่งจากการให้มหาวิทยาลัยเป็นตัวเริ่ม และเอาคนเก่งรุ่นใหม่เข้ามา อีกหน่อยก็จะลามไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ด้วย”

นายสุวิทย์ กล่าวว่า เป้าหมายตอนนี้จะต้องดึงเอาการวิจัยของมหาวิทยาลัยมาสู่การตลาดให้ได้ สัปดาห์ก่อนนายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ทำให้นายกรัฐมนตรีเห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยและงานวิจัยที่ทาง ม.อ.ได้นำเสนอ และได้สั่งการให้ ม.อ.นำตัวอย่างผลงานจากงานวิจัยมานำเสนอให้กับ ครม.ได้รับทราบและเห็นตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญนายกฯได้สั่งการให้เหล่าทัพ นำผลการวิจัยนี้ไปใช้ในกองทัพให้เกิดประโยชน์ โดยที่เหล่าทัพจะนำไปผลิตเอง หรือจ้างเอกชนให้ดำเนินการ เช่น ระบบติดตามรถขนส่งมวลชนสาธารณะแบบประจำทาง ที่เป็นผลงานการออกแบบระบบสมองกลฝังตัว และประยุกต์ใช้งานในการติดตาม ระบบไฟส่องสว่างท้องถนนหรืออาคาร ถือเป็นตัวอย่างที่ทำให้เราได้เห็นว่าการส่งเสริมงานวิจัยของภาครัฐ นอกจากจะให้เงินทุนสนับสนุนด้านการวิจัยแล้ว เมื่อมีผลงานนวัตกรรมที่ดีออกมาเป็นรูปธรรม ภาครัฐก็จะส่งเสริมและสนับสนุนผลงาน และขยายผลให้สามารถต่อยอดในเชิงธุรกิจให้ได้ ซึ่งเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่านโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มุ่งเน้นการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่านั้นกำลังขับเคลื่อนไปด้วยพลังของรัฐ สถาบันการศึกษาและภาคส่วนต่างๆช่วยกันอย่างเข้มแข็ง.

 

Beauty.shop ครบเครื่องเรื่องความสวย สตาร์ทอัพ By…”อั้ม-อธิชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960242


usiness On My Way เสาร์นี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปสัมผัสอีกบทบาทหนึ่งของพระเอกสุดหล่อ…กล้ามโตหุ่นเป๊ะ “คุณอั้ม” (อธิชาติ ชุมนานนท์) ที่เวลานี้แฟนๆอาจไม่ค่อยเห็นหน้าคร่าตาบนจอทีวีซักเท่าไร เพราะนอกจากงานวงการบันเทิงแล้ว คุณอั้มยังหันมารับบทเป็นประธานกรรมการบริหารบริษัท บิวตี้ ดอท ช็อป จำกัดอีกด้วย

เรียกได้ว่าทุ่มให้ทั้งกายและใจก็ว่าได้!!!

คุณอั้มเล่าว่า ตอนนี้ตนได้ลุยปลุกปั้นธุรกิจสตาร์ทอัพ “บิวตี้ดอทช็อป” (Beauty.shop) ซึ่งเป็นธุรกิจบิวตี้ออนไลน์แชนแนลแบบครบวงจร โดยเหตุที่สนใจลงมือทำธุรกิจนี้ เพราะเป็นคนที่ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นมาบนโลกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ก่อนหน้าที่จะมาทำ Beauty.shop ผมก็ลองทำมาหลายธุรกิจ โดยเฉพาะงานด้านเบื้องหลังในวงการบันเทิง จนมาวันนี้ได้พบกับธุรกิจที่คิดว่าใช่ ซึ่งผมก็ไม่รอช้าที่จะลงมือทำ”

พระเอกหนุ่มเล่าต่อว่า ส่วนตัวเป็นคนชอบดูแลตนเองและสนใจเรื่องเฮลตี้มานานแล้ว ซึ่งแน่นอนส่วนใหญ่เฮลตี้ก็จะมาคู่กับด้านบิวตี้ เหมือนเป็นการดูแลทั้งภายในและภายนอก บวกกับทำงานด้านวงการบันเทิงก็ต้องดูแลตนเองเป็นพิเศษ อีกครั้นเมื่อตอนเด็กก็เห็นคุณแม่ขายครีมบำรุงผิว ซึ่งก็มีความคุ้นเคยใกล้ชิดด้านบิวตี้มาอยู่ตลอด

สำหรับไอเดียที่ทำ Beauty.shop คุณอั้มเล่าด้วยความมุ่งมั่นว่า เห็นโอกาสที่จะมาเติมเต็มไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล รวมถึงช่องทางออนไลน์ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต ซึ่ง Beauty.shop จะมาเป็นออนไลน์คอมมูนิตี้ที่รวบรวมคอนเทนต์ทุกอย่างที่เกี่ยวกับบิวตี้ทั้งหมด ซึ่งผมคาดหวังที่จะทำเว็บไซต์นี้ให้เป็นเสมือน “อาลีบาบา” ในรูปแบบของบิวตี้

นอกจาก Beauty.shop จะเป็นแหล่งรวบรวมคอนเทนต์เรื่องความสวยความงามแล้ว ยังเป็น “Total beauty solotion” ให้คนที่สนใจทำธุรกิจด้านบิวตี้ได้มีช่องทางในการสร้างธุรกิจให้เติบโตแบบครบวงจร โดยทางเราจะดูแลให้ทั้งระบบหน้าบ้านและหลังบ้านครบในที่เดียว

“วันนี้ต้องยอมรับว่า กลุ่มเอสเอ็มอีไทยที่ผลิตผลิตภัณฑ์บิวตี้ถือว่ามีจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่จะขาดความรู้ และลืมคิดว่าจะนำไปจำหน่ายผ่านช่องทางไหน แน่นอนหากผลิตภัณฑ์ดีจริง แต่ไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ก็ทำให้เสียโอกาสในการเติบโต”

คุณอั้มเล่าว่า การทำแบรนด์ที่เกี่ยวกับกลุ่มบิวตี้ เป็นอะไรที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงมาก เพราะเป็นสิ่งที่ใช้กับผิว รวมถึงทานเข้าไปในร่างกาย ซึ่งการเริ่มต้นดีถูกต้องทุกกระบวนการขั้นตอน ที่สำคัญสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ก็ทำให้แบรนด์หรือผลิตภัณฑ์นั้นๆมีความพร้อมและเติบโตได้

โดยทาง Beauty.shop ยังมีบริการช่วยให้คำปรึกษาดูแล โดยร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งทีมฝ่ายกฎหมายมาช่วยตรวจสอบความถูกต้อง มีการร่วมมือกับเซ็นทรัลแล็บมาช่วยตรวจในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ รวมถึงช่วยวางแผนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นระหว่างผู้ถือหุ้นด้วยกัน เป็นต้น

นอกจากนี้ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่มาจำหน่ายผ่าน Beauty.shop จะผ่านการตรวจสอบอย่างดี โดยจะมีให้เลือกสรรครบทั้งแบรนด์ชั้นนำ ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ที่มาจากเอสเอ็มอีของไทยก็มีให้เลือก ดังนั้น มั่นใจได้ว่าคุณภาพ ไม่มีสารที่เป็นอันตราย หรือสารต้องห้ามในผลิตภัณฑ์แน่นอน

คุณอั้มแอบกระซิบด้วยว่า ตนเองมีความภูมิใจอีกเรื่องที่ได้มีส่วนร่วมกับการนำผลผลิตข้าวไทยมาวิจัยทำเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม โดยได้มีโอกาสรู้จักกับ “พี่นก-สมประสงค์ พยัคฆพันธ์” ประธานคลัสเตอร์เครื่องสำอางไทย ซึ่งเป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์เคมี ก็เลยคุยกันจนได้งานวิจัยโดยความสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) เป็นสารสกัดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อข้าว หรือสเต็มเซลล์ข้าว ภายใต้แบรนด์ “N THAI” (ณ.ไทย) โดยมีจุดเด่นช่วยยับยั้งริ้วรอย ร่องลึก ซึ่งก็มีแผนที่จะนำผลิตภัณฑ์ตัวนี้ไปบุกตลาดต่างประเทศก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคคนไทยว่าต่างชาติยังให้การยอมรับ ซึ่งคาดว่าจะจำหน่ายในไทยประมาณช่วงปลายปีนี้

ทั้งนี้ ล่าสุดได้นำสเต็มเซลล์ข้าวไปโชว์ในงาน “Thailand Rice Convention 2017” ที่กรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 28-30 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้รับเกียรติจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาเยี่ยมชมบูธซึ่งท่านก็ให้ความสนใจเพราะถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวไทยอย่างมาก

คุณอั้มกล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับเว็บไซต์ www.beauty.shop จะเปิดตัวเป็นทางการช่วงกลางเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบระบบ และคุยกับพันธมิตรต่างๆเพื่อเสริมความแกร่งในด้านบิวตี้ให้เว็บไซต์เราดีที่สุด ระหว่างรอสามารถติดตามผ่าน เฟซบุ๊ก : Beauty.shop และอินสตาแกรม : Beauty.shop ซึ่งก็จะมีการนำเสนอประเด็นเรื่องบิวตี้ไว้มากมาย โดยจะเน้นเป็นวีดิโอคอนเทนต์ เพราะตรงกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคนี้ที่สุด.

AEC Go On 03/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 3 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960238


รอบ 1 ปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปประเทศใน AEC จำนวน 7 จาก 9 ประเทศ ยกเว้นเพียงบรูไน และอินโดนีเซีย ซึ่งจะเข้ากับสุภาษิตว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น” เพราะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ทั้งนโยบายภาครัฐ การปรับตัวของภาคเอกชนและประชาชน ตลอดจนสาธารณูปโภคสาธารณูปการขั้นพื้นฐาน

หลายครั้งที่ผมได้สัมผัสข้อมูลและข้อเท็จจริงจากโสตประสาททั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ทั้งการอ่าน ฟัง คิด พูด เขียน ชม และชิม ที่ประเทศต่างๆใน AEC จะรู้สึกทันทีถึงความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศต่างๆ ยิ่งเมื่อได้ทราบถึงแนวคิดและนโยบายของรัฐบาลประเทศต่างๆแล้ว อดคิดไม่ได้ว่า หลายประเทศจะเป็นคู่ค้าสำคัญหรือคู่แข่งที่น่ากลัวของไทยไปพร้อมๆกันในหลายอุตสาหกรรมและหลายธุรกิจ

รอบ 1 เดือนที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปฟิลิปปินส์ ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่สงสัยและอยากหาคำตอบมานานว่า “ทำไมสื่อมวลชนและสำนักวิจัยต่างประเทศหลายแห่งจึงเชียร์ฟิลิปปินส์ว่าจะโดดเด่นมากในอนาคต” เมื่อไปถึงแล้วถึงบางอ้อว่าทำไมผู้คนจึงมองฟิลิปปินส์โดดเด่น หลายเรื่องก็ถึงบางอึ้งว่าทำไมคนจึงรู้สึกฟิลิปปินส์มีสิ่งดีๆที่สนับสนุนการเติบโตอย่างโดดเด่น และอีกหลายเรื่องที่ถึงบางเอ๊ะ เพราะมีหลายสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ เอาไว้ค่อยคุยเรื่องเหล่านี้ในสัปดาห์ต่อไป

และในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมเพิ่งกลับมาจากสหภาพเมียนมา หลังจากไม่ได้ไปมา 3 ปี หลายแห่งเมื่อเห็นแล้วต้องอุทานว่า “WOW” เมียนมาเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร ทั้งสิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทาง ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภค แม้การรักษาวัฒนธรรมอันแข็งแกร่งที่ดีงามคือ เคร่งครัดในการปฏิบัติตามศาสนาพุทธ ตลอดจนการแต่งกายที่ผู้คนยังนิยมนุ่งโสร่ง ผ้าถุง และชุดแต่งกายประจำชาติ แต่การรับวัฒนธรรมตะวันตกมากขึ้น โดยเฉพาะสังคมก้มหน้าในเมืองหลวงกับโทรศัพท์มือถือและโลกโซเชียล ทำให้ผมสัญญากับตัวเองว่า ต้องไป AEC ให้ได้ทุกปีอย่างน้อย 1 ประเทศ เพราะถ้าไม่ไปจะไม่รู้เลยว่า เค้าเปลี่ยนแปลงรวดเร็วแค่ไหน และน่ากลัวเพียงใด.

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย

ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ

 

งานคือเงิน 03/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย หมึกเขียว 3 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960348


ความขยันและอดทน คือหัวใจของความสำเร็จ

หมึกเขียว ขอเป็นกำลังใจให้คนสู้ชีวิต ผ่านพ้นทุกปัญหา และประสบความสำเร็จตามที่วาดฝันในเร็ววัน พร้อมอาสาสรรหาสารพัด ตำแหน่งงานดีๆ มาฝากกันเช่นเคยที่ งานคือเงิน

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับ เจ้าหน้าที่บริการทั่วไป (เลี้ยงสัตว์ทดลอง) P9 จำนวน 1 อัตรา สังกัดโรงพยาบาลสัตว์เล็ก วุฒิ มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.3)/มัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.6) สามารถจับบังคับสัตว์ได้ ปฏิบัติงานนอกเวลาทำการ วันหยุดราชการ และทำงานเป็นกะได้ หากเป็นเพศชายต้องผ่านการเกณฑ์ทหารแล้ว สมัครที่หน่วยการเจ้าหน้าที่ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนอังรีดูนังต์ โทร.0-2218-9773, 0-2218-9775 ถึง 7 มิ.ย.นี้

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ รับ วิศวกร 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี ต้องได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ตามที่กฎหมายกำหนด มีความรู้พื้นฐานทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกล หรือวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีความรู้เกี่ยวกับ พระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ.2542 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ความรู้เกี่ยวกับกฎกระทรวงกำหนดสาขาวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม พ.ศ.2550 และความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์และประเมินราคางานก่อสร้าง, นักวิชาการคอมพิวเตอร์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี ในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ทาง คอมพิวเตอร์ มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และแนวโน้มเทคโนโลยีในอนาคต ภาษาคอมพิวเตอร์และการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น การเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ระบบแม่ข่ายและลูกข่าย มีความรู้เรื่องนโยบายภาครัฐเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มีความรู้ความสามารถในเรื่องข้อมูลและการจัดการฐานข้อมูล ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการวิเคราะห์ระบบและโครงสร้างข้อมูลองค์กร, กลุ่มงานบริหารทั่วไป รับ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรีทุกสาขาวิชา มีความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการไทย การประเมินผลการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ และการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ, นักวิทยาศาสตร์ 3 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี สาขาวิชาทาง เคมี เคมีวิเคราะห์ หรือ เคมีอินทรีย์ มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับหลักการเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เช่น GCMS/LSMS/HPLC หรือ AAS รู้งานระบบมาตรฐานห้องปฏิบัติการ (ตามมาตรฐาน ISO) มีความรู้และทักษะในห้องปฏิบัติการเคมี, นักวิทยาศาสตร์ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท สาขาวิชาทาง เคมี เคมีวิเคราะห์ หรือ เคมีอินทรีย์ มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับหลักการเครื่องมือวิทยาศาสตร์ เช่น GCMS/LSMS/HPLC หรือ AAS รู้งานระบบมาตรฐานห้องปฏิบัติการสามารถวิเคราะห์โครงการและแผนงาน, นักวิชาการสิ่งแวดล้อม (ด้านการต่างประเทศ) 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท สาขาวิชา อักษรศาสตร์ ศิลปศาสตร์ นิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มีความสามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระดับดีมาก มีความรู้เกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การวิเคราะห์และเขียนโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศ, นักวิชาการสิ่งแวดล้อม (ด้านการวิจัย) 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท สาขาวิชา วิทยาการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์กายภาพ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือสารสนเทศศาสตร์ มีความรู้เกี่ยวกับมลพิษทางสิ่งแวดล้อม (สถานการณ์ พิษวิทยา มาตรฐาน นโยบาย แผนยุทธศาสตร์ชาติ และการแก้ไขปัญหา) ความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานวิจัย และสถิติที่ใช้ในงานวิจัย และความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษที่ใช้ในการวิจัย, นักวิชาการเผยแพร่ 1 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท สาขาวิชาทาง นิเทศศาสตร์ สิ่งแวดล้อมศึกษา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม สังคมศาสตร์สิ่งแวดล้อม หรือ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงานสิ่งแวดล้อมศึกษา ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับอาเซียน ความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารและนโยบาย Thailand 4.0 ความรู้เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ (การวางแผน การจัดทำสื่อ การใช้สื่อ การประเมินผล และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง) และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจรรยาบรรณสื่อสารมวลชน ทุกตำแหน่งต้องมีความรู้เกี่ยวกับบทบาทภารกิจของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ความรู้เกี่ยวกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. 2547 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ตลอดจนข่าวสารเหตุการณ์ปัจจุบันด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ส่งผลต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระยะเวลาการจ้างถึง 30 กันยายน 2563 สนใจสมัครทางอินเตอร์เน็ตที่เว็บไซต์ https://deqp.job.thai.com  รับถึง 12 มิ.ย.นี้

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับ อาจารย์ 1 อัตรา ภาควิชาภาษาเยอรมัน วุฒิ ปริญญาโท/ปริญญาเอก ทางด้าน ภาษาและวรรณคดีเยอรมัน การสอนภาษาเยอรมันเป็นภาษาต่างประเทศ หรือสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้อง สมัครที่สำนักงานเลขานุการคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โทร.0-2696-5207 ดูรายละเอียดและดาวน์โหลดใบสมัครที่ http://arts.tu.ac.th ไปที่รับสมัครงาน รับถึง 20 มิ.ย.นี้

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รับ นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ 6 อัตรา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า ทุกสาขาวิชา, นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ 6 อัตรา วุฒิ ปริญญาโท หรือเทียบเท่า ทุกสาขาวิชา ทุกตำแหน่งต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบที่ใช้ในการปฏิบัติราชการ และที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง กฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารทางราชการ กฎหมายว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการระเบียบเกี่ยวกับการรักษาความลับของทางราชการ ระเบียบเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ และระเบียบเกี่ยวกับงานสารบรรณ มีความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม สถานการณ์ปัจจุบันทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และการศึกษาของประเทศไทยและต่างประเทศ ความรู้ความเข้าใจในบทบาทภารกิจหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ความรู้เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล ยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560 ตามเอกสาร 2564) แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 ตามเอกสาร 2579 ประมวลจริยธรรม มีความรู้ความสามารถคิดวิเคราะห์ ทิศทางการปฏิรูปการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 ตามเอกสาร 2579 สามารถปรับตัวเข้ากับผู้ร่วมงาน สังคม และสิ่งแวดล้อม มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และปฏิภาณไหวพริบ สนใจสมัครทางอินเตอร์เน็ตที่ เว็บไซต์ http://onec.job.thai.com  หัวข้อการรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในสังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา รับถึง 22 มิ.ย.นี้

ศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล รับ นักวิทยาศาสตร์ 1 อัตรา ปฏิบัติงานฝ่ายสำนักงานห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ด้านกีฬา วุฒิ ปริญญาตรี หรือเทียบเท่า สาขา เคมี ชีวเคมี เภสัชวิทยา เทคนิคการแพทย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือพิษวิทยา ต้องมีคะแนนทดสอบภาษาอังกฤษที่ไม่เกิน 2 ปี คือ TOEIC ไม่ต่ำกว่า 400 คะแนน, IELTS (Academic Module) ระดับ 3 ขึ้นไป, TOEFL IBT (Internet Based) 29 คะแนนขึ้นไป, TOEFL–ITP 390 คะแนนขึ้นไป, TOEFL–CBT 90 คะแนนขึ้นไป หรือ MU GRAD Test 36 คะแนนขึ้นไป มีความรู้ความสามารถในงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่ มีความรู้ความเข้าใจในกฎ ระเบียบ และข้อบังคับอื่นที่ใช้ในการปฏิบัติงานในหน้าที่ สามารถใช้ภาษาและคอมพิวเตอร์เหมาะสมแก่การปฏิบัติหน้าที่อย่างดี สามารถศึกษาและจัดการข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา และสรุปเหตุผล ทั้งจัดทำแผนงาน ควบคุม ตรวจสอบให้คำปรึกษา แนะนำ และเสนอแนะวิธีการแก้ไขปรับปรุงการปฏิบัติงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ สามารถอุทิศตนให้กับงานได้เต็มที่ แม้นอกเวลาทำการปกติ สมัครด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์โดยส่งใบสมัครพร้อมหลักฐาน ที่ศูนย์ตรวจสอบสารต้องห้ามในนักกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล อาคารสตางค์ มงคลสุข ชั้น 2 ภายในคณะวิทยาศาสตร์ ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 สอบถามโทร.0-2354-7147 (-9) สามารถดาวน์โหลดใบสมัครที่ http://www.mahidol.ac.th  หัวข้อ “สมัครงาน” หรือที่ http://www.dc. mahidol.ac.th หัวข้อ “ข่าวและกิจกรรม เลือกเมนูสมัครงาน” และสมัครทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่งใบสมัครพร้อมหลักฐานที่ E-mail Address: chatip.kan@mahidol.ac.th  เปิดรับตั้งแต่ 5-23 มิ.ย.นี้

สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ขยายเวลารับ เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี 1 อัตรา วุฒิ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขา บัญชี สมัครด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์ ที่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาคารโดมบริหาร ชั้น 3 ห้อง 317 มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12121 โทร.0-2564-4440 ต่อ 1204 (-5) ดาวน์โหลดใบสมัครที่ www.thammasatpress.tu.ac.th  รับถึง 27 มิ.ย.นี้

หมึกเขียว

 

เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จับกระแสตลาดผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย วานิชหนุ่ม 3 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960365


ธุรกิจส่งออกตลาดผลไม้ไทยยังคงสดใส ด้วยเม็ดเงินสะพัดมหาศาล โดยภาพรวมของการส่งออกผลไม้ในปี 2560 เฉพาะผลไม้ 6 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลองกอง ลำไย และลิ้นจี่ คาดมีผลผลิตออกสู่ตลาดรวมกันมากถึง 2,365,186 ตัน (ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ข้อมูล 23 มี.ค. 60) และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งประเทศจีน นับเป็นตลาดใหญ่อันดับต้นๆที่นำเข้าผลไม้จากไทย โดยเฉพาะทุเรียน หรือ King of Fruits ถือเป็นผลไม้ที่มียอดส่งออกมากที่สุดและมีแนวโน้มที่ดีด้านราคา เนื่องจากมีความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศต่อเนื่อง นับเป็นสัญญาณที่ดีของตลาดผลไม้ไทย

บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ ที่โดดเด่นในด้านการคัดสรรผลไม้ที่สด และคุณภาพดีจากทั่วประเทศมาจำหน่าย ทำให้ในปี 2559 มียอดจำหน่ายผลไม้ที่ปลูกในประเทศ 66 รายการ จาก 62 จังหวัด สูงถึงกว่า 8 พันตัน โดยผลไม้ที่ติดท็อปเท็น ได้แก่ กล้วย, แตงโม, เมล่อน, ทุเรียน, ส้ม, มะม่วง, สับปะรด, มะละกอ, ลองกอง และเงาะ ในส่วนของปี 2560 ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1.2 หมื่นตัน

พร้อมกับเล็งเห็นศักยภาพและจุดแข็งของผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียน ที่สามารถดึงมาเป็นจุดขายเพื่อโปรโมตให้เป็นอีเวนต์กระตุ้นการบริโภคผลไม้ไทยและดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ จึงจับมือกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กระทรวงพาณิชย์ บริษัท เซ็นทรัล พัฒนา จำกัด (มหาชน) ทุ่มงบ 10 ล้านบาท จัดงาน Thailand Amazing Durian & Fruit Fest 2017 เทศกาลบุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ไทย ปี 2 ใน 3 จังหวัดท่องเที่ยว กรุงเทพฯ—เชียงใหม่-ภูเก็ต หวังสร้างจุดขายใหม่ให้ไทยเป็น Destination for Tropical Fruits ของโลก พร้อมปั้นเป็นอีเวนต์แห่งชาติที่ต่างชาติต้องบุ๊กกิ้งเดินทางมาชิม โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ยกให้เมืองไทยเป็นประเทศที่อยากมาเที่ยวมากที่สุด รวมถึงความต้องการที่อยากมารับประทานทุเรียน ซึ่งปัจจุบันตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยสูงถึง 8 ล้านคน

“ภัทรพร เพ็ญประพัฒน์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดและประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด เผยว่า “ในปี 2559 ที่ผ่านมา บริษัทได้ริเริ่มจัดงานบุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ใจกลางเมือง ณ ลานสแควร์เอ เซ็นทรัลเวิลด์ ย่าน Central Bangkok เป็นซุปเปอร์มาร์เกตเจ้าแรกในไทยที่จัดบุฟเฟ่ต์ทุเรียน โดยตลอดงานได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งชาวไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70% และต่างชาติประมาณ 30% ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าชาวจีนเป็นหลัก สามารถโปรโมตให้ต่างชาติรู้จักประเทศไทยในฐานะ Destination for Tropical Fruits ของโลกได้ จึงกำหนดให้งานบุฟเฟ่ต์ทุเรียนเป็นหนึ่งในอีเวนต์หลักของบริษัท

สำหรับการจัดงานในปีนี้ ชู 2 จุดแข็งหลัก คือ 1.ความหลากหลายของผลไม้ไทย นำโดยทุเรียน King of Fruits—17 สายพันธุ์ และ 2.จัดอีเวนต์ในจังหวัดท่องเที่ยว 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต จากเดิมในปี 2559 ที่จัดเฉพาะในกรุงเทพฯเท่านั้น เชื่อว่าหากมีเทศกาลทุเรียนและผลไม้ไทยทุกปี จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวต่อเนื่อง และเกิดการบุ๊กกิ้งเพื่อมางานนี้โดยเฉพาะ ที่สำคัญการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นช่องทางสำคัญในการกระจายสินค้า สร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรและชุมชน พร้อมเป็นการโปรโมตผลไม้ไทยให้ทั่วโลกรู้จัก

ในงานแบ่งออกเป็น 2 โซน ได้แก่ โซนบุฟเฟ่ต์ นำโดย ทุเรียนหมอนทอง, มังคุด, เงาะ, ลิ้นจี่, แตงโม, กล้วยหอม, มะละกอ, สละ, น้ำมะพร้าว, ข้าวเหนียวมะม่วง และไอศกรีมกะทิ รวม 11 รายการ โซนจำหน่ายผลไม้ Farmer’s Market จำหน่ายทุเรียนและผลไม้ไทย สินค้าแปรรูป อาทิ ต๊อกป๊อกกีทุเรียน, บิงซูทุเรียน, มังคุดอบกรอบ, มาการองทุเรียน เป็นต้น รวมกว่า 300 รายการ

งานนี้ ท็อปส์ ได้นำทุเรียนที่อร่อยที่สุดในฤดูกาลจากแหล่งเพาะปลูกที่มีคุณภาพ จำนวนมากถึง 17 สายพันธุ์ นอกจากนี้ยังได้จัดลานหน้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เชียงใหม่ วันที่ 7—13 มิ.ย.60, และลานหน้าเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต วันที่ 28 มิ.ย.—4 ก.ค. 2560 โดยจัดจำนวน 5 รอบ/วัน (จำกัดเวลา รอบละ 1 ชั่วโมง 30 นาที) ราคาท่านละ 499 บาท โปรโมชั่นพิเศษ เวลา 11.00—12.30 น.ของทุกวัน ราคาเพียง 399 บาท/ท่าน

ทั้งนี้ บริษัทได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายบัตรบุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ไทยทางออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติ ผ่านเว็บไซต์ http://www.ticketmelon.com หรือสามารถซื้อบัตรที่แคชเชียร์ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ มาร์เก็ต ในกรุงเทพฯและปริมณฑล, ภูเก็ต และเชียงใหม่ รวมถึงเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรหน้างาน

การจัดงานในครั้งนี้ของท็อปส์ นับเป็นกลยุทธ์ของผู้นำที่มีหน้าที่ขยายฐานตลาดให้ใหญ่ขึ้น ด้วยการชูผลไม้ไทย นำโดยทุเรียน เป็นแม็กเน็ตเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมๆไปกับการช่วยกระจายผลไม้ไทย สร้างรายได้กลับคืนสู่เกษตรกรไทยอีกทางหนึ่งด้วย.

วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th