ดัชนีเศรษฐกิจ 03/06/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/961012


ปัดฝุ่น!โครงการผันน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 3 มิ.ย. 2560 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/961075


พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายเคอิฉิ อิชิอิ รมว.ที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้ร่วมมือกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น หรือไจก้า ในการดำเนินโครงการทบทวนแผนแม่บทการป้องกันบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน โดยเสนอให้ศึกษาพัฒนาคลองผันน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 เพื่อระบายน้ำหลากบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา อยุธยาลงสู่อ่าวไทย และช่วยลดระดับน้ำ 2 แห่ง คือ ลำน้ำเจ้าพระยาจากอยุธยาถึงกรุงเทพฯ และแม่น้ำป่าสักในช่วงปลายน้ำ ซึ่งมี 2 ทางเลือกในการก่อสร้างคือ คลองผันน้ำขนาด 500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาทีหรือคลองผันน้ำขนาด 1,000 ลบ.ม.ต่อวินาที

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ขณะนี้กรมชลฯได้ร่วมกับกรมทางหลวง ดำเนินการศึกษาโครงการคลองผันน้ำร่วมกับถนนวงแหวนรอบที่ 3 เพิ่มเติมจากผลการศึกษาเดิมของไจก้า พร้อมทั้งหารือกับกรมทางหลวง พิจารณากรอบความช่วยเหลือและขอบเขตศึกษา เพื่อจัดทำข้อเสนอรับความช่วยเหลือจากไจก้า โดยไจก้าได้เสนอที่จะช่วยเหลือในด้านข้อมูลสำรวจความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งขณะนี้กรมชลประทานได้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมด้านวิชาการโครงการร่วมเป็นคณะทำงานฯ เพื่อร่วมกับทีมสำรวจของไจก้า โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือน ม.ค.60 ถึง ก.พ.61 คาดว่าจะเริ่มร่างแผนความเป็นไปได้ของโครงการในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้

สำหรับประโยชน์ของโครงการพัฒนาคลองผันน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 จะทำให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างงานโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม กับการบริหารจัดการน้ำของไทยได้อย่างเป็นระบบ เนื่องจากระบบการระบายน้ำบริเวณลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำหลากปริมาณมากได้ จึงจำเป็นต้องมีโครงการที่เน้นการบริหารจัดการน้ำที่ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างบูรณาการ โดยใช้คลองผันน้ำเพื่อนำน้ำออกทะเล.

 

ปลัดท่องเที่ยว ลงเมืองกาญจน์ นำร่องเครือข่ายดูแลนักท่องเที่ยวปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2560 23:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960973


ปลัด ก.ท่องเที่ยว ลงพื้นที่ ถนนนานาชาติ กาญจนบุรี พูดคุยกับผู้ประกอบการ นำร่องสร้างเครือข่ายดูแลนักท่องเที่ยวให้ปลอดภัย กระตุ้นเที่ยวไทยให้เพิ่มขึ้น…

เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 2 มิ.ย. นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมพ.ต.อ.ศราวุธ ตันกุล ผกก.2 บก.ทท. พ.ต.ต.สืบศักดิ์ ผันสืบ สว.ส.ทท.8 (กาญจนบุรี) กก.2 บก.ทท. และพ.ต.ต.อุทัย อินทรักษ์ สว.ป.สภ.เมืองกาญจนบุรี นำกำลังลงพื้นที่ดูสภาพการท่องเที่ยวตามสถานประกอบการที่ให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ บนถนนแม่น้ำแคว หรือ ถนนนานาชาติ ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยนายพงษ์ภาณุ ได้นำคณะพูดคุยกับผู้ประกอบการเพื่อรับทราบปัญหาและความต้องการที่จะให้ภาคราชการเข้ามาสนับสนุนในการส่งเสริมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว และยังได้พูดคุยทักทายกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งได้รับคำตอบว่า มีความชื่นชอบในการได้มาท่องเที่ยวที่กาญจนบุรีและประเทศไทย

ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวลงพื้นที่ เพื่อทำการพูดคุยกับผู้ประกอบการสถานประกอบการต่างๆที่ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวให้ร่วมเป็นเครือข่ายช่วยดูแลนักท่องเที่ยวให้มีความปลอดภัย รวมถึงการขอความร่วมมือในการร่วมแจ้งที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อการท่องเที่ยว โดยจะมีการพูดคุยกันในวันเสาร์ที่ 3 มิ.ย.นี้

ในส่วนของกาญจนบุรีถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่ติดอยู่ในอันดับต้น ทั้งนี้การริเริ่มสร้างเครือข่ายเตือนภัยและร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวให้ปลอดภัยถือเป็นที่แรกที่ริเริ่มดำเนินการ ซึ่งถือว่าเป็นการสนับสนุนให้การท่องเที่ยวเกิดความปลอดภัย และเป็นการมีส่วนร่วมในการดูแลนักท่องเที่ยวให้ท่องเที่ยวอย่างมีความสุขและปลอดภัย ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์และส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวในกาญจนบุรีและประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น

พร้อมยืนยันว่าทุกแห่งทุกแหล่งท่องเที่ยวในประเทศไทยมีความสวยงามและปลอดภัยในทุกแห่ง จึงขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ต้องการมาท่องเที่ยวในประเทศไทยสามารถเดินทางเที่ยวได้อย่างสบายใจ.

 

CEO โคเรียคิง แถลงผ่านคลิป เปิดกระบวนการผลิต ยันกระทะได้มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2560 21:27

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960948


ซีอีโอโคเรียคิง แถลงผ่านคลิปวิดีโอ เปิดกระบวนการผลิต พร้อมทดสอบคุณภาพกระทะ เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นจากการถกเถียงในไทย …

วันที่ 2 มิ.ย. นายยง อิล ซอ ซีอีโอของโคเรียคิง แถลงผ่านคลิปวิดีโอ อธิบายกระบวนการผลิตกระทะโคเรียคิง โดยระบุว่า วัสดุที่ใช้ในการผลิตกระทะ เป็นอลูมิเนียมที่มีคุณภาพสูง ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO และมาตรฐาน KS Mark ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของเกาหลี รวมถึงกระบวนการผลิตสินค้าก็ได้รับมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 และการันตีจากผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีจากมหาวิทยาลัยในเกาหลีใต้

นายยง อิล ซอ ยังระบุด้วยว่า โคเรียคิง สำนักงานใหญ่ เป็นบริษัทที่ได้รับการรับรองว่ามีคุณภาพ เป็น Global market developer โดยรัฐบาลเกาหลีใต้ ซึ่งมีเพียง 70 บริษัท ที่ได้รับการรับรองนี้ และ โคเรียคิง ยังเป็นบริษัทผลิตเครื่องครัวบริษัทเดียว ที่ได้รับการรับรอง

ในคลิปวิดีโอ ยังเผยแพร่กระบวนการผลิตกระทะโคเรียคิงแต่ละขั้นตอน ทั้งเทคโนโลยี และ ขั้นตอนการทำโคตติ้ง วัสดุของกระทะแต่ละชั้น ไปจนถึงขั้นตอนการตรวจสอบกระทะแต่ละชิ้น ซึ่งทาง ซีอีโอ บอกว่า ที่จริงแล้ว การอธิบายและเปิดขั้นตอนการผลิตแบบนี้ทำได้ยาก เพราะหลายๆ อย่าง อาจส่งผลกระทบโดยตรงกับคู่ค้า เนื่องจากเป็นความลับทางการค้า

นอกจากนี้ ทาง ซีอีโอ ยังโชว์การทดสอบคุณภาพกระทะ ด้วยการใช้กระทะแต่ละแบบ ปรุงอาหารผ่านความร้อนสูง

ซีอีโอโคเรียคิง ให้เหตุผลที่ออกมาแถลง และเปิดเผยกระบวนการผลิตให้ชม เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นจากการถกเถียงในประเทศไทย พร้อมเชื่อว่าการออกมาอธิบาย จะทำให้สังคมไทยเข้าใจ และเชื่อมั่นในมาตรฐานสินค้าของโคเรียคิงมากขึ้น

 

รฟม.แจ้งเบี่ยงจราจรบนถนนลำลูกกา เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2560 20:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960923


รฟม. แจ้งเบี่ยงจราจรบนถนนลำลูกกา บริเวณปั๊มน้ำมันเชลล์ – บริเวณซอยลำลูกกา 41 เพื่อดำเนินงานลากสายไฟฟ้าแรงสูงใต้ดิน งานยกชิ้นส่วนสถานีและทางวิ่งรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต ในวันที่ 4 – 30 มิ.ย.60 เวลา 22.00 – 05.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า กิจการร่วมค้ายูเอ็น-เอสเอช-ซีเอช ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (เหนือ) ช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ – คูคต สัญญาที่ 2 จะดำเนินงานลากสายไฟฟ้าแรงสูงใต้ดิน งานยกชิ้นส่วนสถานีและทางวิ่งรถไฟฟ้า บริเวณปั๊มน้ำมันเชลล์ ถึงบริเวณซอยลำลูกกา 41

ทั้งนี้ จึงมีความจำเป็นต้องเบี่ยงช่องทางจราจรบนถนนลำลูกกา ในวันที่ 4 มิ.ย. – 30 มิ.ย.60 เวลา 22.00 – 05.00 น. โดยจะเบี่ยงช่องทางจราจรตามการดำเนินงานลากสายไฟฟ้าแรงสูงใต้ดิน งานยกชิ้นส่วนสถานีและทางวิ่งรถไฟฟ้า ซึ่งดำเนินงานทั้งฝั่งขาออกและฝั่งขาเข้า มีรายละเอียดการเบี่ยงช่องทางจราจรเป็น 2 กรณี ดังนี้

1. กรณีการดำเนินงานฝั่งขาเข้า โดยจะทำการเบี่ยงจราจรบนถนนลำลูกกาฝั่งขาเข้าทุกช่องทางแล้วเบี่ยงไปใช้ช่องทางฝั่งขาออกเป็นช่องทางฝั่งขาเข้า 1 ช่องทาง (ทดแทน) ทำให้มีช่องทางทั้งฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออกคงเหลือฝั่งละ 1 ช่องทาง

2. กรณีการดำเนินงานฝั่งขาออก จะทำการเบี่ยงจราจรบนถนนลำลูกกาฝั่งขาออกทุกช่องทางแล้วเบี่ยงไปใช้ช่องทางฝั่งขาเข้าเป็นช่องทางฝั่งขาออก 1 ช่องทาง (ทดแทน) ทำให้มีช่องทางทั้งฝั่งขาออกและฝั่งขาเข้าคงเหลือฝั่งละ 1 ช่องทาง

ทั้งนี้ การเบี่ยงการจราจรเพื่อการดำเนินงานก่อสร้าง อาจทำให้ผู้ใช้เส้นทางไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางและอาจมีเสียงดังรบกวนในวันเวลาดังกล่าว ดังนั้น หากไม่มีความจำเป็น โปรดหลีกเลี่ยงเส้นทาง

 

หุ้นไทยปิดตลาดบ่าย ปรับขึ้น 4.49 ดัชนีอยู่ที่ 1,567 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2560 17:21

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960790


หุ้นไทยปิดตลาดปรับขึ้น 4.49 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,567.60 จุด มูลค่าซื้อขาย 36,052.01 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำวันที่ 2 มิ.ย. 60 ช่วงครึ่งวันบ่าย พบว่า ดัชนีปรับตัวขึ้น 4.49 จุด อยู่ที่ 1,567.60 เปลี่ยนแปลง 0.29% มูลค่าการซื้อขาย 36,052.01 ล้านบาท โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,570.96 จุด และต่ำสุดที่ 1,564.70 จุด

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 5. บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

 

นักลงทุนญี่ปุ่น ชี้ นโยบาย ‘อีอีซี’ ช่วยเสริมความมั่นใจ ก่อนลงทุนในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2560 16:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960663


เจโทรกรุงเทพฯ เผยบริษัทใหญ่ญี่ปุ่นในไทยขยายการลงทุนไปอีอีซีแล้ว 24 ราย มีทั้งผลิตรถยนต์ เคมีภัณฑ์ เหล็ก กระดาษ อาหาร ธนาคาร ประกันภัย ค้าปลีก พร้อมเรียกร้องรัฐบาลไทยให้คำสัญญาหนักแน่นจะเป็นนโยบายระยะยาว หวังสร้างความเชื่อมั่นก่อนตัดสินใจลงทุน หลังหลายบริษัทยังลังเล

นายฮิโรคิ มิทสึมะตะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น สาขากรุงเทพฯ (เจโทร กรุงเทพฯ) เปิดเผยถึงผลการสำรวจความคิดเห็นของบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ในไทยต่อระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ระหว่างวันที่ 27 เม.ย.-3 พ.ค. 60 จากบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ในคณะกรรมการบริหารหอการค้าญี่ปุ่น 48 บริษัท แต่ส่งแบบสอบถามกลับมา 28 บริษัทว่า ในจำนวน 28 บริษัท พบว่า 24 บริษัท ได้ขยายธุรกิจเข้าไปลงทุนในอีอีซีแล้ว แบ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการผลิต 16 บริษัท เช่น รถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ กระดาษ อาหาร เหล็ก และบริษัทอื่นๆ ที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมการผลิตอีก 8 บริษัท เช่น ธุรกิจค้าปลีก ธนาคาร และการประกันภัย

นอกจากนี้ มี 15 บริษัท อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดตั้งสำนักงานภายในเขตอีอีซี เพราะมองว่าเป็นตำแหน่งที่สำคัญเชิงกลยุทธ์ในภูมิภาคที่กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม ในจำนวน 28 บริษัท มี 10 บริษัทที่ในอนาคตมีแผนจะขยายการลงทุนในอีอีซีเพิ่มเติม และคาดว่า จะมีบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ เข้ามาลงทุนในอีอีซีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อีก 18 บริษัท ระบุว่าไม่มีแผนขยายการลงทุนในอนาคต

เมื่อถามถึงมาตรการสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนในอีอีซี ที่รัฐบาลไทยนำมาใช้มีประสิทธิภาพหรือไม่ มี 22 บริษัทตอบว่ามีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 15 ปี และการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% เป็นเวลา 5 ปี หลังจากลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล และมีอีกจำนวนมากตอบว่า มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการลงทุนสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานที่รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างการวางแผนดำเนินการ เช่น การจัดเตรียมท่าเรือแหลมฉบัง และสนามบินอู่ตะเภา รวมถึงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนญี่ปุ่นมีคำเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย 5 ด้านคือ

1. ต้องการเห็นคำมั่นสัญญาที่หนักแน่นของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะต้องรับประกันนโยบายอีอีซีในระยะยาว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน โดยขณะนี้ แต่ละบริษัทรอดูท่าทีและความชัดเจนในนโยบายนี้ก่อนว่าจะสำเร็จหรือไม่ พร้อมกันนั้น ยังต้องการให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีส่วนร่วมลงทุนสาธารณูปโภคด้านคมนาคม หรือรัฐบาลไทยลงทุนเองทั้งหมด เพราะเกรงว่า การให้ภาคเอกชนลงทุนร่วมกับภาครัฐ (พีพีพี) อาจไม่สำเร็จ

2. การพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพสูงขึ้น เพื่อเป็นการจูงใจอุตสาหกรรมขั้นสูงและล้ำสมัยให้เข้ามาลงทุน

3. การจัดเตรียมสภาพแวดล้อมเพื่อนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาใช้ เช่น ลดหย่อนภาษี เป็นพิเศษให้แก่นักวิจัย

4. การปรับปรุงกฎหมายและประเด็นปัญหาของหน่วยงานภาครัฐ

5. การปรับปรุงด้านโลจิสติกส์และการจัดเตรียมสาธารณูปโภคอื่นๆ เพราะการจราจรที่ติดขัดอย่างหนัก ถือเป็นการเพิ่มต้นทุนด้านโลจิสติกส์อย่างมาก

“ข้อมูลเหล่านี้ น่าจะสะท้อนความคิดเห็นของนักลงทุนญี่ปุ่นในไทยที่มีต่ออีอีซีได้ แต่เชื่อว่า ในอนาคตน่าจะมีบริษัทญี่ปุ่นลงทุนในอีอีซีเพิ่มขึ้น หากข้อกังวลต่างๆ ได้รับการแก้ไขจากรัฐบาลไทย ส่วนการที่รัฐบาลไทย เลื่อนการออก พ.ร.บ.อีอีซี ออกไปนั้น ไม่ขอออกความเห็น แต่สิ่งสำคัญคือ บริษัทญี่ปุ่น ต้องการเห็นระบบโดยรวมของอีอีซีให้ชัดเจนมากที่สุดก่อนตัดสินใจลงทุนหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 7 มิ.ย. 60 นี้ เจโทร ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดสัมมนาเรื่องการลงทุนในไทย ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจนักลงทุนญี่ปุ่นเกี่ยวกับอีอีซี รวมถึงเชิญชวนให้เข้ามาลงทุนด้วย ล่าสุด มีบริษัทญี่ปุ่นตอบรับเข้าร่วมงานแล้วประมาณ 1,200 ราย

 

อาคม เร่งแก้จุดเสี่ยงหน้า ร.ร.เตรียมอุดมฯ พบเป็นจุดเกิดอุบัติเหตุบ่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2560 15:13

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960610


รมว.คมนาคม ลงพื้นที่แก้ปัญหาความปลอดภัย หน้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ปทุมธานี พบเป็น 1 ใน 300 จุด ที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย เร่งแก้ไขปัญหาเนื่องจากนักเรียนกว่า 50% เดินทางมาด้วยระบบรถสาธารณะ

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาความปลอดภัยบริเวณหน้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ปทุมธานี ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง มีผู้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีให้ภาครัฐแก้ไขแล้ว โดยจุดดังกล่าวยังเป็นทางโค้งบริเวณหน้าโรงเรียน ซึ่งกรมทางหลวงระบุว่าเป็น 1 ใน 300 จุด ที่สุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ

โดยภายหลังหารือร่วมกับผู้บริหารโรงเรียน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ โดยได้สั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาความปลอดภัยหน้าโรงเรียนดังกล่าว เนื่องจากโรงเรียนขนาดใหญ่มีนักเรียนมากกว่า 2,000 คน และกว่าร้อยละ 50 เดินทางมาโรงเรียนด้วยระบบรถสาธารณะ

ขณะที่จุดนี้ เป็นจุดที่มีอุบัติเหตุเฉลี่ยแต่ละเดือนมากกว่า 1 ครั้ง จึงได้กำหนดมาตรการ เช่น การติดตั้งเครื่องกั้น บริเวณเกาะกลางถนนแบ่งแยกช่องจราจรให้ชัดเจน เพิ่มไฟแสงสว่างบริเวณทางข้าม การกำหนดจุดกลับรถที่ทำให้เกิดความปลอดภัย เนื่องจากหน้าโรงเรียนเป็นทางโค้ง ขอให้เพิ่มป้ายสัญญาณแจ้งว่าเป็นจุดทางโค้ง เพื่อให้รถสัญจรทราบ

รวมถึงเพิ่มความหนืดของพื้นผิวถนน เพื่อให้รถชะลอความเร็วเมื่อเข้าเขตหน้าโรงเรียน เพิ่มป้ายรถเมล์ที่ทำให้นักเรียนเดินทางสะดวก รวมถึงเพิ่มผิวฟุตปาทให้เพียงพอ เนื่องจากปัจจุบันค่อนข้างแคบ ทำให้นักเรียนเดินทางไม่สะดวก นอกจากนี้ ยังพบว่าหลังเวลาเลิกเรียนรถเมล์รับส่งจะมีระยะห่างของช่วงเวลารถเข้าป้ายถึง 1 ชั่วโมง ก็จะขอให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ไปพิจารณาเพิ่มความถี่ของรถเมล์มากขึ้น

ทั้งนี้ เนื่องจากถนนหน้าโรงเรียนมีปริมาณจรารจรกว่า 30,000 คันตลอดวัน จำนวนดังกล่าวรวมกับรถบรรทุก ที่วิ่งรับส่งสินค้าเข้าออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและพื้นที่อื่นๆ จำนวนมาก จึงสั่งให้กรมทางหลวงศึกษาเพื่อเปลี่ยนเส้นทางสัญจร ให้รถบรรทุกไปถนนสายอื่นหรือควบคุมเวลาวิ่ง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่เยาวชนที่ต้องเดินทางไปกลับโรงเรียนช่วงเช้าและเย็น.

 

กสทช.เฝ้าระวังแฮกเกอร์จ้องถล่มระบบไอทีของภาครัฐตอน 2 ทุ่มวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2560 14:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960578


สำนักงาน กสทช. ตั้งศูนย์เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์แฮกเกอร์โจมตีไอทีภาครัฐ พร้อมจับมือ ‘ดีอี’ และหน่วยงานความมั่นคงป้องกัน สั่งผู้ให้บริการเฝ้าระวังเครือข่ายให้เข้มงวด รวมถึงเตรียมการรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น…

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2560 นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ตามที่ปรากฏข่าวกรณี ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) พบการเผยแพร่ข้อความผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก ชื่อ “Op Anonymous Greece” โดยมีการระบุว่า จะมีการโจมตีระบบสารสนเทศของหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย พร้อมระบุเวลาในการโจมตีขึ้นในวันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2560 เวลา 20.10-21.00 น. นั้น สำนักงาน กสทช.ได้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจคอยติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีหนังสือสั่งการผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) และผู้ให้บริการวงจรสื่อสารระหว่างประเทศ (ไอไอจี) ทุกราย เฝ้าระวังความปลอดภัยเครือข่ายอย่างเข้มงวด รวมถึงเตรียมการรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย

“สำนักงาน กสทช. พร้อมสนับสนุนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งเป็นหน่วยงานรักษาการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ในการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่” เลขาธิการ กสทช. กล่าว

 

ครึ่งปีหลังลุ้นหุ้นไทยมีอัพไซด์ แนะกระจายพอร์ตลุยกลุ่ม Low Beta

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2560 13:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/960410


นักลงทุนต้องลุ้น ครึ่งปีหลังหุ้นไทยมีอัพไซด์ หลังตัวเลขการส่งออกปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ภาครัฐกระตุ้นการใช้จ่าย เงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้น หลังนักลงทุนเริ่มผิดหวังกับนโยบายทรัมป์ แนะกระจายพอร์ตลุยหุ้น Low Beta เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค และกลุ่มแบงก์

นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ธนชาต จำกัด กล่าวว่า การลงทุนหุ้นไทยในปีนี้คาดว่าหุ้นจะแกว่งในกรอบแคบๆ ช่วงประมาณ 1,500-1,600 จุด และซื้อขายกันที่ที่ P/E ประมาณ 14.5–15.5 เท่า เพราะอัตราการเติบโตของผลกำไรของบริษัทฯ จดทะเบียนที่ออกมายังไม่ค่อยสูงนัก

สำหรับช่วงครึ่งปีหลัง บลจ.ธนชาต คาดว่าน่าจะมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากตัวเลขการส่งออกเริ่มปรับตัวดีขึ้นการกระตุ้นการใช้จ่ายจากภาครัฐ น่าจะมีนโยบายอื่นออกมาเรื่อยๆ รายได้ภาคการเกษตรก็ดูจะปรับตัวดีขึ้น ดังนั้นการปรับลดประมาณการณ์ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนฯ น่าจะสิ้นสุดแล้ว

เมื่อพิจารณาปัจจัยต่างประเทศ คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกประมาณ 2 ครั้ง หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์ ยังไม่สามารถดำเนินการตามนโยบายเศรษฐกิจที่วางไว้ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับอ่อนค่าลงจากที่เมื่อต้นปีหลายฝ่ายคาดว่าจะแข็งค่าขึ้น ทำให้นักลงทุนคาดหวังต่อนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง จนกระแสเงินเริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นอเมริกา มาเข้าตลาดหุ้นยุโรป และตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Market) มากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก หรือ กองทุนตราสารหนี้ แต่ไม่สามารถรับความเสี่ยงสูงๆ ได้ ควรกระจายการลงทุนในกองทุนหุ้นผันผวนต่ำให้มากขึ้น เพราะทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทยมีแนวโน้มทรงตัวในระดับต่ำและคาดว่าจะไม่มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ จากภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่มีปัจจัยใหญ่ๆ เข้ามากระทบทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากคงอยู่ระดับต่ำอย่างนี้ต่อไป

ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนตราสารหนี้กลับต้องรับความผันผวนมากขึ้น เพราะราคาพันธบัตรไทยมีความผันผวนมากขึ้นตามราคาพันธบัตรของสหรัฐฯ ดังนั้น การกระจายลงทุนในหุ้นผันผวนต่ำบ้าง จะทำให้พอร์ตลงทุนได้รับผลกระทบน้อยลงในอนาคต โดยลักษณะเฉพาะของกองทุนประเภทผันผวนต่ำ (Low Beta Fund) ส่วนมากจะลงทุนในกลุ่มสาธารณูปโภค (Utility) อยู่แล้ว และในปัจจุบันก็ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารเพิ่มขึ้น

นายบุญชัย กล่าวอีกว่า จากหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกหุ้นที่ลงทุน และการมีวินัยของการลงทุน เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า กองทุนหุ้นในกลุ่ม Low Beta สามารถทำผลการดำเนินงานที่ดีอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเทียบกับ SET Index เห็นได้จากผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนของกองทุน T-PrimeLowBeta (2 ก.พ. 59 – 29 พ.ค. 60) อยู่ที่ 11.26% ต่อปี ส่วน SET Index 18%

ขณะที่ กองทุน T-LowBeta (29 มี.ค. 55 – 29 พ.ค. 60) สามารถสร้างผลตอบแทนให้อยู่ในระดับดีได้อย่างต่อเนื่อง ทำผลงานอยู่ที่ 14.87% ต่อปี เมื่อเทียบกับ SET Index 5% ต่อปี ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย