หน้าฝนคนอยู่บ้าน ซัมซุง-แอลจี บุกตลาดพาเหรดออกทีวีรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2560 12:17

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963975


ซัมซุง ส่ง คิวแอลอีดี ทีวี ชูยกระดับประสบการณ์การรับชมด้วย Q Style – Q Smart – Q Picture สีเป๊ะ ดีไซน์เฉี่ยว เข้าถึงทุกอย่างด้วยรีโมทเดียว ส่วน แอลจี เอาใจคนกระเป๋าหนักด้วย SUPER UHD TV จับตลาดไฮเอนด์ ภาพคมชัด เสียงรอบทิศทาง

ช่วงหน้าฝนคนกรุงเทพฯ เดินทางไปไหนมาไหนลำบาก เพราะเปียกฝน แถมยังเจอน้ำท่วมแบบนี้ การนั่งดูโทรทัศน์ หรือ เคเบิลทีวี รวมทั้งแอปพลิเคชันดูหนังที่บ้านน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี และสร้างความเพลิดเพลิน แต่จะให้เต็มอิ่มเต็มตา ทีวีที่ดูก็ต้องสนองความต้องการของผู้ชมได้ ล่าสุด 2 ค่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านก็ปล่อยของใหม่ออกสู่ตลาด เร่ิมต้นจาก

ซัมซุง เปิดตัว QLED TV หรือที่ซัมซุงบอกว่าเป็น The Next Innovation in TV สุดยอดทีวีแห่งอนาคตที่มาพร้อมการออกแบบที่ล้ำสมัย บนนวัตกรรมอันชาญฉลาด และการแสดงผลภาพที่ยอดเยี่ยม ด้วยเทคโนโลยีควอนตัมดอท (Quantum Dot) ทำให้ QLED TV สามารถแสดงสีสันและค่าความต่างของสีได้อย่างแม่นยำ เทคโนโลยีโดดเด่นเพื่อประสบการณ์การรับชมรายการต่างๆ มีให้เลือก 3 รุ่นคือ Q9F (65”, 88”), Q8C (55”, 65”, 75”), Q7F (55”, 65”, 75”) โดยชู 3 จุดเด่น ได้แก่

1) Q Style: ออกแบบมาเรียบหรู ลงตัวทุกการจัดวาง ด้วยสายเชื่อมต่ออินวิซิเบิลคอนเนคชั่น (Invisible Connection) สายไฟเบอร์ออปติคที่รวมสายไฟฟ้าต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับทีวีให้เป็นสายเดียว และขายึดผนัง No-Gap Wall Mount ที่สามารถติดทีวีได้แนบชิดไปกับผนังจนแทบไม่เหลือช่องว่าง เพื่อมุมมองบ้านอย่างลงตัว หรือเพิ่มความสวยงามหรูหราด้วยขาตั้งรุ่นสตูดิโอสแตนด์ (Studio Stand) และรุ่นกราวิตี้สแตนด์ (Gravity Stand)

2) Q Smart: เข้าถึงทุกความบันเทิงได้ง่ายดาย ค้นหาและควบคุมอุปกรณ์เชื่อมต่อได้อัตโนมัติด้วยรีโมทเดียว ‘One Remote Control’ พร้อม TV Plus คอนเทนต์บันเทิงสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งวาไรตี้ มิวสิกวิดีโอ เกมโชว์ ภาพยนตร์ ละคร ทั้งยังเชื่อมต่อทีวีกับสมาร์ทดีไวซ์ ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS ผ่านแอปพลิเคชัน Smart View เพื่อชมคอนเทนต์จากสมาร์ทดีไวซ์ได้จอใหญ่ เต็มอารมณ์

3) Q Picture: ทุกสีสันเข้มข้นเต็ม 100% ทั้งภาพที่มืดสุด และสว่างสุด สมจริงเหมือนตาเห็น ชัดเจนทุกสภาพแสง ให้ภาพดำสนิท แม้ดูในห้องมืดหรือสว่างจ้าก็ไร้แสงสะท้อน เทคโนโลยีการแสดงผลแบบ HDR ซึ่งมีค่าความสว่างสูงถึง 1,500-2,000 นิต ปรับค่าความสว่างของภาพให้เห็นครบทุกรายละเอียด แม้ในสภาวะแสงสว่างสุดหรือมืดสุด ทั้งยังให้ภาพคมชัดสีสันสมจริง ไม่ว่าจะดูทีวีจากมุมไหนของห้อง

ด้านค่ายแอลจี ก็ปล่อยทีวีระดับไฮเอนด์ หรือ LG SUPER UHD TV รุ่น SJ850T ขนาด 65 และ 55 นิ้ว ลงตลาดช่วงหน้าฝน โดยมีจุดเด่นที่เก็บรายละเอียดของภาพได้อย่างคมชัดครบถ้วนด้วยเทคโนโลยี Multi Active HDR ที่รองรับเทคโนโลยี Dolby Vision HDR, HDR 10 และ HLG โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี Nano Cell เทคโนโลยีใหม่ของหน้าจอ LED TV ที่สามารถแสดงเฉดสีได้ชัดเจน ผสานการทำงานเข้ากับเทคโนโลยี HDR ที่ปรับค่าความสว่างบนหน้าจอ พร้อมแสดงภาพได้อย่างมีมิติสมจริงแม้ในฉากมืด แสดงสีสันได้สดใสสมจริงเป็นธรรมชาติ ด้วยเทคโนโลยี Ultra Luminance รองรับเทคโนโลยี 4K Upscaler ที่ยกระดับความคมชัดของภาพ UHD ได้ถึง 6 ระดับ พร้อม Super Viewing Angle ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถรับชมภาพได้อย่างคมชัดจากทุกมุมมอง นอกจากนี้ LG SUPER UHD รุ่น SJ850T ยังได้รับการออกแบบเครื่องเสียงโดยบริษัทชั้นนำอย่าง Harman / Kardon ที่ให้เสียงทรงพลังแบบรอบทิศทาง

อีกทั้งระบบปฏิบัติการสมาร์ททีวี webOS 3.5 ใหม่ล่าสุด ที่ผู้ใช้งานสามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบายและง่ายกว่าเดิม ผ่าน Magic Remote ที่ทำงานเสมือนเมาส์ไร้สาย นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับทีวีเพื่อการรับชมบนหน้าจอขนาดใหญ่ได้อีกด้วย สะกดทุกสายตาด้วยการออกแบบสไตล์ Ultra Slim ให้ตัวเครื่องบางเฉียบ สง่างามและเรียบหรู เหนือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ ภายในบ้าน แต่ยังผสานกันได้อย่างกลมกลืน.

 

เวียตเจ็ท ร่วมเอ็มยูแอล สนับสนุนการเงินซื้อแอร์บัส เอ321 ใหม่ 3 ลำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2560 12:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963900


สายการบินเวียตเจ็ท และมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ลิส แอนด์ ไฟแนนซ์ จำกัด ลงนามสัญญาเชิงกลยุทธ์จัดหาเงินทุนแก่เวียตเจ็ทเพื่อการจัดซื้อเครื่องบิน แอร์บัส A321 จำนวน 3 ลำ พร้อมทั้งออกโปรโมชั่น จองบัตรโดยสารเริ่มที่ 0 บาท 6-8 มิ.ย.2560…

สายการบินเวียตเจ็ท และ บริษัท มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ลิส แอนด์ ไฟแนนซ์ จำกัด (เอ็มยูแอล) ในเครือมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (เอ็มยูเอฟจี) กลุ่มบริษัทด้านการเงินชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ลงนามสัญญาเชิงกลยุทธ์ร่วมกันในวันนี้ ณ กรุงโตเกียว โดยมี นายเหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และบุคคลสำคัญระดับสูงจากเวียดนามและญี่ปุ่น ร่วมเป็นสักขีพยาน ภายใต้สัญญาฉบับนี้เอ็มยูแอลจะเป็นผู้จัดหาเงินทุนแก่เวียตเจ็ทเพื่อการจัดซื้อเครื่องบิน แอร์บัส A321 ใหม่จำนวน 3 ลำ มูลค่ารวม 348 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามราคาที่กำหนดโดยบริษัทผู้ผลิต

เครื่องบินทั้งสามลำนี้จะมาเสริมศักยภาพของฝูงบิน A320 ที่เวียตเจ็ทได้ทำสัญญาก่อนหน้านี้กับบริษัทแอร์บัส ผู้ผลิตอากาศยานชั้นนำในยุโรป โดยเวียตเจ็ทจะรับมอบเครื่องบินดังกล่าวภายในปีนี้เพื่อรองรับการขยายเครือข่ายเส้นทางบินทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศของสายการบิน (โดยในประเทศไทยได้ดำเนินการบริหารงานโดยสายการบินไทยเวียตเจ็ท) ซึ่งขณะนี้ทางสายการบินเวียตเจ็ทได้รับมอบเครื่องบิน A321 และ A320 ใหม่แล้วกว่า 20 ลำ

สายการบินเวียตเจ็ท มอบความคุ้มค่าให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างต่อเนื่องกับแคมเปญ “Free Summer, Fly for Free” โดยเปิดให้จองบัตรโดยสารราคาเริ่มต้น 0 บาทในช่วง Golden Hours เวลา 12.00 – 14.00 น. ระหว่างวันที่ 6 – 8 มิถุนายน 2560 ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.vietjetair.com โดยสามารถนำไปใช้กับเที่ยวบินระหว่างประเทศจากเวียดนามสู่โซล ปูซาน (เกาหลีใต้), ฮ่องกง, เกาสง ไทเป ไถจง และไถหนัน (ไต้หวัน), สิงคโปร์, กรุงเทพฯ, กัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย), ย่างกุ้ง (เมียนมา), และเสียมราฐ (กัมพูชา) โดยใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 31 ธันวาคม 2560 (ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์).

 

ไม่เดียวดาย! สมคิด ปลุกเอเชีย สู้การเปลี่ยนแปลงโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2560 11:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963965


รองนายกรัฐมนตรี ปลุกชาติเอเชีย รวมพลังต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ หลังเกิดความไม่แน่นอนมากมาย จาก ทรัมป์ ป่วนโลก เชื่อเอเชียเป็นความหวังใหม่ พร้อมขับเคลื่อนโลกได้แน่นอน…

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 60 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ภายในงานการประชุมนานาชาติ ครั้งที่ 23 “อนาคตของเอเชีย” หรือ 23nd International Conference on The Future of ASIA จัดโดย Nikkei ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ต้องการชี้ให้ชาติเอเชียร่วมกันมือกันพัฒนาภูมิภาคให้แข็งแกร่ง เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันและอนาคต ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ ถือเป็นโอกาสของเอเชียแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงโลก แต่อยู่ที่ว่าเอเชียจะร่วมมือกันเพียงพอหรือไม่ ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนภูมิภาคและโลก ท่ามกลางหมอกควันแห่งความไม่แน่นอนที่แผ่กระจายไปทั่วโลกในขณะนี้

สำหรับความไม่แน่นอนดังกล่าว เกิดขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ เปลี่ยนแปลงผู้นำใหม่ ส่งผลให้ประกาศถอนตัวออกจากการเจรจา จัดทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) เพื่อป้องกันผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าการดูแลพันธมิตร มีการออกคำสั่งพิเศษ (Executive Order) เพื่อตรวจสอบและตอบโต้ประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ เป็นต้น นอกจากนี้การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) กำลังเขย่าเสถียรภาพของอังกฤษ ส่วนการเลือกตั้งผู้นำฝรั่งเศส ยังไม่แน่นอนว่าจะหยุดยั้งการสลัดตนเองออกจากยุโรปได้หรือไม่ เป็นความไม่แน่นอนที่ไม่มีใครชี้ชัดเจนว่าโลกในอีก 1 ปีจะเป็นเช่นไร ดังนั้นการก้าวไปข้าวหน้าจึงเป็นความท้าทายของเอเชียที่ต้องสร้างพลังแห่งเอเชีย เพื่อให้เป็นความหวังใหม่ประคองเศรษฐกิจโลก

นายสมคิด กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 14-15 พ.ค.ที่ผ่านมา จีนได้ขยับตัวประชุมเส้นทางสายไหมใหม่ (OBOR) เพื่อเชื่อมเอเชียและภูมิภาคต่างๆ ของโลก นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังพยายามผลักดันให้ TPP เดินหน้าโดยไม่มีสหรัฐฯ ซึ่งไทยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เอเชียต้องร่วมมือกันสร้างพลังขับเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม หากชาติเอเชียขจัดปัญหาและอุปสรรค 4 ประการนี้ได้ จะทำให้เอเชียเข้มแข็งและขับเคลื่อนภูมิภาคได้อย่างแน่นอน ได้แก่ 1. การเชื่อมโยงภูมิภาค ทั้งการคมนาคมขนส่ง ห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงด้านการค้าเสรี การลงทุน แรงงาน 2.ยุทธศาสตร์ร่วมแห่งการพัฒนา เพราะหลายประเทศมีการพัฒนาที่แตกต่างกัน ทั้งทรัพยากรมนุษย์ ความก้าวหน้าด้านวิทยาการ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อให้เกิดการยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมกัน

3.การพัฒนาทรัยากรมนุษย์ เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนักหน่วงของรัฐบาล แต่ต้องทำให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าในการพัฒนาภูมิภาค โดยต้องอาศัยความร่วมมือของญี่ปุ่นช่วยพัฒนาด้วย 4.ความสงบและความไว้เนื้อเชื่อใจกันของเอเชีย ดังนั้นเอเชียต้องอดกลั้น ทุ่มเท ไว้เนื้อเชื่อใจกัน เพื่อสร้างอนาคตแห่งเอเชียร่วมกัน ขณะนี้โอกาสเปิดให้เอเชียแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างกัน

ทั้งนี้ไทยอาจเป็นประเทศเล็กๆ ในเอเชีย แต่ได้เปลี่ยนโอกาสทางการเมือง มีการปฏิรูปประเทศ และก้าวพ้นวิกฤติ ส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าปีนี้จะเติบโตมากกว่าร้อยละ 3.5 โดยการร่วมมือของภาคเอกชนและรัฐบาล นับจากนี้ เอเชียมีบทบาทและภารกิจที่ยิ่งใหญ่ร่วมกันมากกว่าเป้าหมายของแต่ละประเทศ จึงต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่ เชื่อมั่นว่าเอเชียจะเป็นความหวังใหม่ของโลก และเป็นเครื่องจักรเครื่องใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก

สำหรับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทย (EEC) รัฐบาลไทยต้องการทำให้เป็นยุทธศาสตร์ประเทศระยะยาว เพราะมีการออกกฎหมายรองรับ แม้รัฐบาลใหม่มาก็ต้องเดินตามยุทธศาสตร์นี้ สำหรับเวลาที่เหลืออีก 1 ปีครึ่งก่อนการเลือกตั้ง มั่นใจว่ารัฐบาลจะปฏิรูปประเทศได้อย่างสมบูรณ์.

 

ทองไทยเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 21,150

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2560 10:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963905


ทองไทยเปิดตลาดราคาคงที่ ส่งผลให้ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,550 ขายออกบาทละ 20,650 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,177.96 ขายออกบาทละ 21,150 บาท

วันที่ 6 มิ.ย. 2560 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองไทย เปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.26 น. ราคาคงที่ โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 20,550 ขายออกบาทละ 20,650 ส่วนทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 20,177.96 ขายออกบาทละ 21,150 บาท.

 

ลุ้นฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหุ้นเอเชีย-ไทย ให้กรอบสัปดาห์นี้ 1,560-1,590 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2560 09:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963822


บลจ.วรรณ มองหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น จากเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดเอเชีย และกลุ่ม Tips ชี้เงินบาทจะแข็งค่าต่อเนื่อง พร้อมให้กรอบหุ้นไทยสัปดาห์นี้ที่ระดับ 1,560-1,590 จุด

นายพจน์ หะริณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) วรรณ จำกัด กล่าวว่า สัปดาห์นี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นจากแรงหนุนของกระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นเอเชียเหนือ และตลาดหุ้นกลุ่ม Tips ได้แก่ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ จากค่าเงินในภูมิภาครวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 34.00-34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากการขยายตัวของ GDP ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากการส่งออกที่ขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่ช่วยหนุนให้มีการอุปโภคบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น และผลจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงฟื้นตัว ซึ่งบริษัทประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในสัปดาห์นี้ที่ระดับ 1,560-1,590 จุด

นายพจน์ กล่าวอีกว่า บริษัทยังมีมุมมองที่ดีต่อตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไป ที่มีโอกาสปรับตัวขึ้น และความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) มีจำกัด จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ เพียงแต่กำลังรอแรงหนุนจากโครงการภาครัฐ ส่วนเกณฑ์การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกมาเป็นการผ่อนคลายและเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน โดยยกเลิกกฎเกณฑ์ที่ไม่จำเป็นออก ซึ่งช่วยลดต้นทุนของภาคเอกชนลง

ทั้งนี้ ประเมินว่าปัจจัยดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อกระแสเงินทุนในตลาดทุน โดยค่าเงินเริ่มกลับมาแข็งค่าหลังเกิดการขายค่าบาทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยสัปดาห์นี้ยังคงต้องติดตามปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ ผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ในวันที่ 8 มิ.ย. 60 และประเด็นทางการเมืองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กับรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดจากนี้คาดว่า ตลาดยังคงมีปรับตัวในลักษณะ Side-way เนื่องจากขาดปัจจัยสนับสนุนใหม่ โดยปัจจัยต่างประเทศที่อาจเข้ามากดดันตลาด ได้แก่ การเลือกตั้งอังกฤษ การสอบสวนนายโดนัล ทรัมป์จาก FBI และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งการส่งผลกระทบต่อกระแสเงินทุนในระยะสั้น ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ทั้งนี้โดยรวมมองว่าหากดัชนีมีการปรับตัวลดลงถือเป็นโอกาสทยอยสะสม

ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ต้นปีให้ผลตอบแทนประมาณ 1% สำหรับผลการดำเนินงานของกองทุนหุ้นของ บลจ.วรรณ ยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาด โดย บลจ.เตรียมจ่ายปันผล กองทุนเปิดวรรณ อัลตร้า อินคัม ฟันด์ (ONE-ULTRA) ในอัตราหน่วยลงทุนละ 0.05 บาท กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 มิ.ย. 60 และกองทุน วรรณ อีควิคตี้ฟันด์ (ONE-EC14) ในอัตราหน่วยลงทุนละ 0.9526 บาท ซึ่งจะมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 8 มิ.ย.60

 

ก.ล.ต. เดินหน้าแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ เล็งตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963797


นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นการแก้ไข พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ใน 3 เรื่องสำคัญดังนี้ 1.การปรับปรุงบทนิยามการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ให้สามารถรองรับโครงการทดสอบและพัฒนานวัตกรรมในตลาดทุนไทย เพื่อช่วยลดภาระแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่เข้าลักษณะที่กำหนด และทำให้ผู้ลงทุนได้รับบริการที่ดี หลากหลาย และทั่วถึงมากยิ่งขึ้น 2.การจัดประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนตามคำสั่งของ ก.ล.ต. โดยสำนักงาน ก.ล.ต. ด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ก.ล.ต. จะมีอำนาจสั่งให้มีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ในกรณีที่บริษัทจดทะเบียนมีการดำเนินงานหรือการบริหารกิจการที่อาจส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของประชาชน บริษัท หรือผู้ถือหุ้น อย่างมีนัยสำคัญ

3.การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) กระทรวงการคลังเห็นควรกำหนดให้ CMDF มีสถานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากออกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ฯลฯ ทั้งนี้ร่างแผนพัฒนาตลาดทุนฉบับที่ 3 (พ.ศ.2560-2564) มีแนวทางให้แยกบทบาทด้านการส่งเสริมและพัฒนาตลาดทุนออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ตลาดหลักทรัพย์ฯเน้นบทบาทในการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายหลักทรัพย์ได้อย่างคล่องตัว “การรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะทำให้ได้รับฟังความเห็นของสาธารณชนอย่างรอบด้าน เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงในชั้นถัดไป”

 

“พาณิชย์”ไล่เชือดพ่อค้าแม่ค้าตัวแสบ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 07:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963793


นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด กรณีตรวจสอบพบร้านค้า แผงลอย รวมถึงบริษัทต่างๆที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนในด้านราคาสินค้า ทั้งกรณีไม่แสดงราคาจำหน่ายสินค้าและบริการ การจำหน่ายปลีกไม่ตรงตามราคาที่แจ้งไว้ แสดงราคาจำหน่ายปลีกไม่ชัดเจน ไม่แสดงข้อความ หรือรายการที่ควบคู่การจำหน่ายเป็นภาษาไทย การเอาเปรียบในด้านเครื่องชั่ง

ทั้งนี้ ในระยะ 5 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-พ.ค.) มีผู้บริโภคร้องเรียนเรื่องราคาสินค้าและบริการผ่านสายด่วน 1569 จำนวน 864 ราย เป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับอาหาร และเครื่องดื่มเป็นส่วนใหญ่ รองลงมาเป็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม สินค้าบริการ สินค้าเกษตร ของใช้ส่วนบุคคล ของใช้ประจำวัน ยานยนต์และอุปกรณ์ วัสดุก่อสร้าง เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ กระดาษและเครื่องเขียน ส่วนพฤติการณ์การร้องเรียน พบว่า ส่วนใหญ่ไม่ปิดป้ายแสดงราคาจำหน่ายปลีก รองลงมาเป็นการจำหน่ายราคาแพง เอาเปรียบเครื่องชั่ง แสดงราคาจำหน่ายปลีกไม่ตรงกับราคาที่จำหน่าย ปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้น กดราคารับซื้อสินค้าเกษตร กักตุนสินค้า เป็นต้น ซึ่งผลการตรวจสอบจากข้อร้องเรียนดังกล่าวมีสถิตเมื่อเดือน ม.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ได้มีการเอาผิดตามกฎหมายรวม 115 ราย เปรียบเทียบปรับเป็นเงิน 169,800 บาท ฯลฯ.

 

“กสทช.”ชวนแอดไลน์รับข้อมูล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 06:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963792


พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ได้จัดทำ Line official Account โดยสามารถเพิ่มเพื่อนได้ในชื่อ @NBTC เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารให้แก่ประชาชน ผู้รับใบอนุญาต ทำให้ข้อมูลของ กสทช.ที่เผยแพร่ผ่านไลน์เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง โดยข้อมูลจะเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจในช่วงนั้นๆ เช่นเคล็ดลับการใช้อุปกรณ์ด้านไอที การจัดอันดับ (เรตติ้ง) ช่องรายการทีวีดิจิทัล การใช้งานไลน์ @NBTC หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารสามารถพิมพ์คำที่ต้องการผ่านหน้าแชต ซึ่งเป็นฟังก์ชัน auto-reply ตอบกลับทันที

นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า สำนักงาน กสทช.ได้จัดทำโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศ เป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อให้กระแสไฟฟ้ามีเสถียรภาพ ทัศนียภาพสวยงาม โดยได้ร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงใน 5 เส้นทาง คือ 1.ถนนศรีอยุธยา 2.ถนนโยธี 3.ถนนเพชรบุรี 4.ถนนราชปรารภ 5.ถนนพระรามที่ 1.

 

“ญี่ปุ่น” กลัวตกรถด่วนขบวนสุดท้าย ทิ้งไพ่ตายลงทุนไฮสปีดเทรน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 06:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963787


เชื่อม 3 สนามบินสู่เมืองกรุงเก่า

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเดินทางเยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อหารือในประเด็นการค้า การลงทุนระหว่างวันที่ 5-8 มิ.ย.ว่า ญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเสนอขอลงทุนขยายเส้นทางรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีด เทรน) ที่ไทยเตรียมพัฒนา จากโครงการรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ระยอง เชื่อมต่อ 3 สนามบิน (สนามบินอู่ตะเภา-สนามบินสุวรรณภูมิ-สนามบินดอนเมือง) และเชื่อมต่อพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งญี่ปุ่นยื่นข้อเสนอขอขยายเส้นทางมาสิ้นสุดถึงสถานีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เนื่องจากเป็นพื้นที่เขตอุตสาหกรรมที่บริษัทญี่ปุ่นลงทุนจำนวนมาก หากมีการพัฒนาเส้นทางคมนาคมจากพื้นที่อีอีซีเข้ามาจะเพิ่มโอกาสด้านการลงทุนได้อีกมาก

“ผมมอบให้นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ไปศึกษาความคุ้มค่าของโครงการหากต้องขยายเพิ่มเติม และญี่ปุ่นได้ระบุถึงความพร้อมลงทุน พร้อมยื่นข้อเสนอถึงการให้การสนับสนุน เนื่องจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) มีความพร้อมสนับสนุนเงินกู้ หากไทยสนใจลงทุนก่อสร้าง การเดินทางเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ยังได้หารือร่วมกับบริษัท ฮิตาชิ จำกัด (ด้านรถไฟ) ในประเด็นของการผลิตระบบรางไทยอีกด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ญี่ปุ่นได้ยื่นข้อเสนอดังกล่าวมาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาให้เหตุผลถึงโอกาสการขยายการลงทุน เชื่อมต่อพื้นที่อุตสาหกรรมทั้งสองแห่ง ที่เชื่อว่าหากไทยและญี่ปุ่นเจรจาข้อเสนอครั้งนี้ได้จะช่วยผลักดันให้โครงการพัฒนารถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ที่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น ดำเนินการได้เร็วขึ้น จากที่ยังติดปัญหาทางเทคนิค เรื่องของการใช้พื้นที่ระบบรางช่วงสถานีดอนเมือง เนื่องจากพื้นที่รางรถไฟช่วงดอนเมืองค่อนข้างแออัด เพราะเป็นพื้นที่ที่มีหลายโครงการใช้ทางร่วมกัน รวมถึงรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเป็นความร่วมมือไทย-จีน และหากญี่ปุ่นได้ลงทุนขยายเส้นทางรถไฟตามที่ยื่นเสนอมานี้ อาจทำให้โครงการไทย-ญี่ปุ่นเดินหน้าเร็วขึ้น เพราะเป็นการตัดสินใจวางโครงสร้างระบบรางในครั้งเดียว ขณะที่ โครงการเชื่อมอีอีซี อาจเดินหน้าพัฒนาระบบรางก่อน จากนั้นโครงการกรุงเทพฯ-เชียงใหม่สามารถใช้รางเชื่อมต่อไปได้ทันที.

 

“ก๋วยเตี๋ยว” พลิกชีวิตช่วยคนตกงาน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 6 มิ.ย. 2560 06:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/963783


นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปว่าหากมีประชาชนที่ตกงาน หรือคนที่อยากเปิดร้านขายอาหารแต่ทำก๋วยเตี๋ยว ทำบะหมี่ไม่เป็น ขอให้เอามาฝึกรวมกันให้หมด โดยจะสอนทำก๋วยเตี๋ยว ทำบะหมี่ แล้วให้ไปเปิดร้าน จากนั้นก็เอาร้านนั้นมาติดป้ายเป็นร้านอาหารหนูณิชย์ เพราะข้อดีของร้านหนูณิชย์ อยู่ตรงไหน ซอกไหน ซอยไหน จะสามารถหาเจอได้หมดผ่านแอพพลิเคชั่น “ลายแทงของถูก” โดยทางกระทรวงจะเอาร้านที่ติดป้ายแล้วไปลงไว้ เพื่อให้คนตามไปหาทาน

“ถ้าไม่มีเงินเปิดร้าน ก็ใช้หน้าบ้านตัวเอง ทำบ้านเป็นร้านขายอาหาร ทำอาหารจานเดียวขาย แล้วยิ่งติดป้ายเป็นร้านหนูณิชย์ คนต้องรู้จักเหมือนเราไปรับประกันให้ แน่นอนต่อไปทำอร่อยคนก็จะดั้นด้นไปกิน ไม่ว่าอยู่
ที่ไหน ซอยไหนก็จะไปถ้าร้านนั้นอร่อยจริง ถึงขนาดอาเฮียที่ขายออกเสียงตวาด คนยังไปนั่งรอกิน”

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า สำหรับร้านอาหารหนูณิชย์ที่มีอยู่ 12,200 แห่งทั่วประเทศ กระทรวงได้ทำการคัดเลือกร้านอาหารที่ผ่านเกณฑ์ด้านคุณภาพ มาตรฐาน สะอาด อร่อย และราคาถูกไม่เกิน 35 บาท เป็นร้านอาหารหนูณิชย์ติดดาว ซึ่งเบื้องต้นคัดมาได้แล้ว 387 ร้านทั่วประเทศ โดยร้านเหล่านี้ถือว่าได้การรับประกันจากกระทรวงพาณิชย์ หรือได้รับเชลล์ชวนชิมจากกระทรวงแล้ว ซึ่งหากเห็นร้านหนูณิชย์ติดดาวที่ไหนแวะเข้าไปกินได้เลย มั่นใจว่าทั้งถูก ทั้งอร่อย

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศไปตามค้นหาร้านหนูณิชย์เพื่อนำมาติดดาวให้ได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีแผนจะจัด “มหกรรมหนูณิชย์ติดดาว” โดยจะนำร้านอาหารหนูณิชย์มารวมอยู่ที่เดียวกัน และเชิญชวนให้ประชาชนมาบริโภค เพื่อให้รู้ว่าร้านอาหารหนูณิชย์อร่อยจริง และถูกจริง.