ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ สหรัฐฯ เตือนอาจโยงแฮกเกอร์อิหร่าน

ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ สหรัฐฯ เตือนอาจโยงแฮกเกอร์อิหร่าน

1 ส.ค. 2569 09:32 น.

ระบบประปามินนิโซตาโดนโจมตีทางไซเบอร์ สหรัฐฯ เตือนอาจโยงแฮกเกอร์อิหร่าน

สหรัฐฯ เร่งสืบสวนเหตุโจมตีทางไซเบอร์ที่พุ่งเป้าระบบประปามากกว่า 30 แห่งในรัฐมินนิโซตา หลังถูกโจมตีต่อเนื่องตั้งแต่วันอาทิตย์ โดยหน่วยงานความมั่นคงเตือน กลุ่มแฮกเกอร์อาจเชื่อมโยงกับอิหร่าน

หน่วยงาน Minnesota IT Services เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังร่วมกับหร่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบสวนเหตุโจมตีทางไซเบอร์ ที่พุ่งเป้าระบบประปามากกว่า 30 แห่งในรัฐมินนิโซตา โดยยังไม่สามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้ และยังไม่มีรายงานว่าประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมืองแห่งหนึ่งได้ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยประหยัดน้ำเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความผิดปกติของระบบ

ด้านสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ซึ่งกำลังร่วมสอบสวนคดี ยังไม่เปิดเผยว่าเชื่อว่ากลุ่มใดเป็นผู้ลงมือ โดยโฆษกของหน่วยงานปฏิเสธให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้เพียงสัปดาห์เดียว FBI, หน่วยงานรักษาความมั่นคงทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ (Cybersecurity and Infrastructure Security Agency หรือ CISA) รวมถึงหน่วยงานด้านความมั่นคงอื่น ๆ ได้ออกประกาศเตือนว่า กลุ่มแฮกเกอร์อิหร่านกำลังพุ่งเป้าโจมตีระบบประปา ระบบบำบัดน้ำเสีย และระบบควบคุมการปฏิบัติงานของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายภาคส่วน

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สงครามไซเบอร์กลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน ขณะที่ระบบสาธารณูปโภคระดับท้องถิ่น เช่น โรงผลิตน้ำประปา หรือสถานพยาบาล มักมีงบประมาณและบุคลากรด้านความปลอดภัยไซเบอร์จำกัด ทำให้ไม่สามารถอัปเดตระบบป้องกันหรืออุดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้ตกเป็นเป้าหมายของผู้ไม่หวังดีได้ง่าย และอาจสร้างความตื่นตระหนกในวงกว้างหากระบบสำคัญหยุดชะงัก

Minnesota IT Services ระบุเพิ่มเติมว่า เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ทั้งช่วงเวลาที่เกิดเหตุและเทคโนโลยีที่ถูกใช้โจมตี แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือของกลุ่มเดียวกันหรือไม่

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบคือเมือง พลีมัท ซึ่งมีประชากรราว 80,000 คน ตั้งอยู่นอกเมืองมินนีแอโพลิส โดยทางเมืองแจ้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ระบบสื่อสารของโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติแล้วเมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

เจ้าหน้าที่เมืองระบุว่า แม้ระบบสื่อสารจะขัดข้อง แต่เจ้าหน้าที่สามารถเดินหน้าปฏิบัติการระบบประปาได้ตลอดช่วงเกิดเหตุ ทำให้ระดับน้ำและคุณภาพน้ำประปาไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด.

ที่มา : AP

เครื่องบินขับไล่ F-35B ตกกลางฐานทัพสหรัฐฯ ในแคลิฟอร์เนีย นักบินดีดตัวรอด

เครื่องบินขับไล่ F-35B ตกกลางฐานทัพสหรัฐฯ ในแคลิฟอร์เนีย นักบินดีดตัวรอด

1 ส.ค. 2569 08:56 น.

เครื่องบินขับไล่ F-35B ตกกลางฐานทัพสหรัฐฯ ในแคลิฟอร์เนีย นักบินดีดตัวรอด

เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35B ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ประสบเหตุตกและเกิดเพลิงไหม้ใกล้รันเวย์ฐานทัพมิรามาร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย นักบินดีดตัวออกจากเครื่องได้ทัน ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล อาการคงที่

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินขับไล่ล่องหน F-35B ไลท์นิง ทู (F-35B Lightning II) ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ ประสบเหตุตกและเกิดเพลิงไหม้ภายในฐานทัพอากาศนาวิกโยธินมิรามาร์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม ตามเวลาท้องถิ่น

รายงานระบุว่า เครื่องบินขับไล่แบบที่นั่งเดียวลำนี้ สังกัดกองบินอากาศยานนาวิกโยธินที่ 11 กองบินนาวิกโยธินที่ 3  ประสบเหตุตกก่อนถึงรันเวย์ไม่นาน เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดเพลิงลุกไหม้และมีกลุ่มควันนขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลหลายกิโลเมตร

กองบินนาวิกโยธินที่ 3 เปิดเผยว่า นักบินสามารถดีดตัวออกจากเครื่องได้อย่างปลอดภัย ก่อนถูกนำตัวส่งสถานพยาบาลในพื้นที่ โดยมีอาการคงที่ และได้รับบาดเจ็บที่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ในขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของฐานทัพได้ระดมกำลังเข้าควบคุมเพลิง โดยฉีดโฟมดับเพลิงไปยังซากเครื่องบิน พร้อมเร่งดับไฟที่ลุกลามไปยังพื้นที่หญ้าโดยรอบจุดเกิดเหตุ

รายงานระบุว่า บันทึกเสียงการสื่อสารจากหอบังคับการบินของฐานทัพชี้ว่า เครื่องบิน F-35 ประสบเหตุตกในช่วงสุดท้ายก่อนลงจอด และพบว่าร่มชูชีพถูกกางออก ขณะที่นักบินดีดตัวออกจากเครื่อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของอุบัติเหตุ โดยเหตุเครื่องบินทหารตกมักอยู่ภายใต้การสอบสวนของกองทัพ แตกต่างจากอุบัติเหตุเครื่องบินพลเรือนที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการความปลอดภัยด้านการขนส่งแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ เอ็นทีเอสบี 

ทั้งนี้ เครื่องบิน F-35B เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหนรุ่นหนึ่งในตระกูล F-35 ซึ่งผู้ผลิตระบุว่ามีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดในโลก โดยสามารถลงจอดแบบเครื่องบินทั่วไป หรือขึ้นลงในแนวดิ่งได้คล้ายเฮลิคอปเตอร์ โดยตัวเครื่องมีความยาวมากกว่า 50 ฟุต หรือราว 15 เมตร ประจำการในกองทัพนาวิกโยธินสหรัฐฯ กองทัพสหราชอาณาจักร และกองทัพอากาศอิตาลี โดยมีราคาประมาณลำละ 102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,500 ล้านบาท.

ที่มา CNN

ไฟป่ากรีซลุกลามหนัก อพยพประชาชนทางทะเล 120 คน ลมแรงขวางภารกิจดับเพลิง

ไฟป่ากรีซลุกลามหนัก อพยพประชาชนทางทะเล 120 คน ลมแรงขวางภารกิจดับเพลิง

1 ส.ค. 2569 08:10 น.

ไฟป่ากรีซลุกลามหนัก อพยพประชาชนทางทะเล 120 คน ลมแรงขวางภารกิจดับเพลิง

กรีซเผชิญสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงหลายจุดทั่วประเทศ โดยเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งและหน่วยดับเพลิงต้องเร่งอพยพประชาชนทางทะเล หลังไฟป่าลุกลามอย่างควบคุมไม่ได้ในพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันตกของกรุงเอเธนส์

ภาพจากพื้นที่อากิออส วาซิลิออส เผยให้เห็นเปลวเพลิงที่โหมเผาพื้นที่ป่าและพืชพรรณอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามควบคุมสถานการณ์ แต่ต้องเผชิญอุปสรรคจากกระแสลมกระโชกแรง ซึ่งทำให้เครื่องบินโปรยน้ำไม่สามารถบินปฏิบัติการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

หน่วยยามฝั่งกรีซเปิดเผยว่า ได้ส่งเรือของหน่วยดับเพลิงร่วมกับเรือเอกชนเข้าช่วยอพยพประชาชนที่ติดอยู่ในพื้นที่รวม 120 คน โดยนำทั้งหมดไปยังชายหาดใกล้เคียงที่อยู่นอกเส้นทางการลุกลามของไฟ

ไฟป่าดังกล่าวปะทุขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมากกว่า 105 นาย พร้อมรถดับเพลิง 29 คัน ระดมกำลังเข้าควบคุมเพลิง อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้มีเฮลิคอปเตอร์เพียง 1 ลำเท่านั้นที่สามารถตักน้ำจากทะเลและเข้าปฏิบัติการดับไฟได้

พื้นที่ที่เกิดเหตุเป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลยอดนิยมของชาวกรีกในช่วงวันหยุด ขณะที่ทางการได้ออกคำสั่งอพยพเพิ่มเติมในหลายพื้นที่ รวมถึงไฟป่าอีกจุดที่กำลังลุกลามบริเวณชานเมืองฝั่งตะวันตกของกรุงเอเธนส์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 95 นาย พร้อมเฮลิคอปเตอร์ 6 ลำ และเครื่องบินโปรยน้ำ 5 ลำ เข้าควบคุมสถานการณ์

กรมดับเพลิงกรีซระบุว่า หลายพื้นที่ทั่วประเทศยังคงอยู่ในระดับเสี่ยงสูงถึงรุนแรงต่อการเกิดไฟป่า เนื่องจากกระแสลมแรงทำให้ไฟสามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็ว

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน มีนักผจญเพลิงกรีซเสียชีวิตแล้ว 3 นาย ระหว่างปฏิบัติภารกิจดับไฟป่า โดย 2 นายเสียชีวิตหลังติดอยู่ภายในรถขณะต่อสู้กับไฟป่าครั้งใหญ่บนเกาะครีต ส่วนอีก 1 นายเสียชีวิตหลังเข้าร่วมปฏิบัติการดับไฟในภูมิภาคเพโลพอนนีส สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของฤดูไฟป่าในกรีซปีนี้.

ที่มา : AP

ชาวสเปนนับพันคนรวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตโมร็อกโก ต้านผู้อพยพทะลักเข้าเมืองเซวตา

ชาวสเปนนับพันคนรวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตโมร็อกโก ต้านผู้อพยพทะลักเข้าเมืองเซวตา

1 ส.ค. 2569 06:13 น.

ชาวสเปนนับพันคนรวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตโมร็อกโก ต้านผู้อพยพทะลักเข้าเมืองเซวตา

ชาวสเปนหลายร้อยคนชุมนุมหน้า สถานทูตโมร็อกโก ในกรุงมาดริด เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเหตุผู้อพยพกว่า 60,000 คนข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ผู้ประท้วงต่อต้านผู้อพยพหลายร้อยคนรวมตัวกันบริเวณหน้าสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโกในกรุงมาดริด ของสเปน เมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อเหตุผู้อพยพจำนวนมากข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา ดินแดนของสเปนในแอฟริกาเหนือ

โดยผู้ชุมนุมบางคนถือป้ายขนาดใหญ่ที่มีข้อความว่า “รีไมเกรชัน” (Remigration) ซึ่งเป็นคำที่กลุ่มขวาจัดหลายกลุ่มในยุโรปใช้เรียกร้องให้มีการส่งผู้อพยพ หรือผู้ที่มีภูมิหลังเป็นผู้อพยพ กลับไปยังประเทศต้นทาง ทั้งในรูปแบบบังคับหรือสนับสนุนให้เดินทางกลับ นอกจากนี้ ยังมีผู้ชุมนุมโบกธงชาติสเปนสีแดง-เหลือง และเรียกร้องให้ปกป้องอัตลักษณ์ของชาวสเปน ด้านเจ้าหน้าที่สเปนระดมกำลังตำรวจจำนวนมากเข้ารักษาความปลอดภัยรอบสถานเอกอัครราชทูตโมร็อกโก โดยมีการใช้เฮลิคอปเตอร์และโดรนบินตรวจการณ์เหนือพื้นที่ชุมนุม

การประท้วงยังมุ่งโจมตีรัฐบาลสังคมนิยมของนายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ซึ่งมีแนวทางด้านการย้ายถิ่นฐานที่เปิดกว้างกว่าหลายประเทศในยุโรป โดยผู้ชุมนุมกล่าวหาว่านายซานเชซขายสเปนให้กับชาวมุสลิม และตำหนิรัฐบาลที่ปล่อยให้สถานการณ์บานปลายจนกลายเป็นวิกฤตที่ควบคุมไม่ได้

ทั้งนี้ การประท้วงเกิดขึ้นหลังมีผู้อพยพราว 60,000 คนเดินทางข้ามพรมแดนเข้าสู่เมืองเซวตา เมื่อวันพฤหัสบดี ส่งผลให้เกิดความโกลาหลและวิกฤตด้านมนุษยธรรมในดินแดนของสเปนแห่งนี้ รวมถึงจุดกระแสถกเถียงเรื่องผู้อพยพขึ้นอีกครั้งทั้งในยุโรปและนานาชาติ.

ที่มา AFP

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 60,000 คนใน 24 ชม. ดับอย่างน้อย 57 ศพ นายกฯ สเปนลงพื้นที่

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 60,000 คนใน 24 ชม. ดับอย่างน้อย 57 ศพ นายกฯ สเปนลงพื้นที่

1 ส.ค. 2569 05:57 น.

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 60,000 คนใน 24 ชม. ดับอย่างน้อย 57 ศพ นายกฯ สเปนลงพื้นที่

ผู้อพยพกว่า 60,000 คน ข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา ของสเปนในแอฟริกาเหนือ ภายใน 24 ชั่วโมง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 57 ศพ หลายคนจมน้ำและบางส่วนเสียชีวิตจากเหตุเหยียบกันตาย

วันที่ 1 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน เดินทางลงพื้นที่เมืองเซวตา ดินแดนปกครองตนเองของสเปนบนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ หลังเกิดเหตุผู้อพยพกว่า 60,000 คน ข้ามพรมแดนจากโมร็อกโกเข้าสู่ดินแดนของสเปน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 57 ศพ

รัฐบาลสเปนยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้านี้ นายฮวน เฆซุส บีบาส ประธานรัฐบาลท้องถิ่นเซวตา เปิดเผยว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีผู้อพยพราว 60,000 คนเดินทางข้ามจากโมร็อกโกเข้าสู่เซวตาทั้งทางบกและทางทะเล หลายคนว่ายน้ำอ้อมแนวกั้นพรมแดนที่ทอดยาวลงไปในทะเลเพื่อเข้าสู่ดินแดนสเปน

โดยนายกรัฐมนตรีซานเชซ กกล่าวว่า รัฐบาลกำลังระดมทรัพยากรทุกด้านเพื่อรับมือกับสถานการณ์ พร้อมระบุว่าการข้ามพรมแดนครั้งนี้ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยเหนือดินแดนของสเปน โดยระบุว่า ในวันศุกร์เจ้าหน้าที่ได้ส่งผู้อพยพกลับไปยังโมร็อกโกแล้ว ราว 25,000 คน และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายราชิด สบีฮี ผู้นำสมาคมแรงงานท้องถิ่นซึ่งเป็นตัวแทนเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์พลเรือนสเปนในเซวตา เรียกเหตุการณ์ครั้งนี้ว่าเป็นวิกฤตด้านมนุษยธรรมร้ายแรง พร้อมเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตจำนวนมากจมน้ำระหว่างพยายามว่ายน้ำข้ามพรมแดน ขณะที่บางส่วนเสียชีวิตจากเหตุเหยียบกันตายระหว่างฝูงชนพยายามฝ่าแนวกั้นบริเวณชายหาดตาราฆาล ซึ่งตั้งอยู่ใกล้จุดผ่านแดนระหว่างเซวตากับโมร็อกโก

อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทยสเปนปฏิเสธข้อเรียกร้องให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ โดยชี้ว่ามาตรการouhไม่ได้ครอบคลุมวิกฤตผู้อพยพ แต่ยืนยันว่าจะจัดสรรกำลังคนและทรัพยากรเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับสถานการณ์

ทั้งนี้ เซวตา เป็นเมืองปกครองตนเองของสเปนอีกแห่งในแอฟริกาเหนือ ถือเป็นพรมแดนทางบกเพียงแห่งเดียวระหว่างสหภาพยุโรป กับทวีปแอฟริกา ทำให้ทั้งสองเมืองต้องเผชิญเหตุผู้อพยพพยายามข้ามพรมแดนเพื่อเข้าสู่ยุโรปเป็นระยะ

ที่มา Aljazeera

ยูเอ็นเตือนเอลนีโญรุนแรงขึ้น ซ้ำเติมโลกเดือด จี้หยุดโครงการพลังงานฟอสซิลแห่งใหม่

ยูเอ็นเตือนเอลนีโญรุนแรงขึ้น ซ้ำเติมโลกเดือด จี้หยุดโครงการพลังงานฟอสซิลแห่งใหม่

1 ส.ค. 2569 05:08 น.

ยูเอ็นเตือนเอลนีโญรุนแรงขึ้น ซ้ำเติมโลกเดือด จี้หยุดโครงการพลังงานฟอสซิลแห่งใหม่

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือน เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรง อาจซ้ำเติมคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และฝนตกหนักทั่วโลก ขณะที่เลขาธิการยูเอ็นเรียกร้องยุติโครงการถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซแห่งใหม่

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) เตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มส่งผลต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เพิ่มความเสี่ยงเกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาค

โดยระบุว่า เอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นแล้วในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน และคาดว่าจะพัฒนาเป็นเอลนีโญที่รุนแรงในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2569 โดยแบบจำลองพยากรณ์หลายชุดมีความเห็นสอดคล้องกันว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางและตะวันออกจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า เอลนีโญกำลังเข้ามาซ้ำเติมภาวะโลกร้อนที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ และอาจทำให้ผลกระทบจากสภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้นและขยายวงกว้างกว่าเดิม โดยระบุว่าเอลนีโญกำลังเติมเชื้อเพลิงให้กับโลกที่ร้อนระอุอยู่แล้ว พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งดำเนินมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง โดยยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน เพิ่มการคุ้มครองประชากรกลุ่มเปราะบาง และขยายระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

เลขาธิการยูเอ็นยังเรียกร้องให้ยุติโครงการถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ โดยมองว่าการขยายการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้วิกฤตสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น

ทั้งนี้ ข้อมูลของดับเบิลยูเอ็มโอระบุว่า เอลนีโญมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น และเปลี่ยนแปลงรูปแบบฝนในหลายภูมิภาค โดยในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2569 คาดว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกจะมีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ย แม้ผลกระทบในแต่ละประเทศอาจแตกต่างกัน เนื่องจากยังมีปัจจัยด้านภูมิอากาศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยคาดว่า หลายพื้นที่ในแอฟริกา ยุโรปตอนใต้ อนุทวีปอินเดีย เอเชียตะวันออก และอเมริกาใต้ อาจเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ขณะที่บางภูมิภาคมีความเสี่ยงเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วม ส่วนบางพื้นที่อาจเผชิญภาวะแห้งแล้งรุนแรง.

ที่มา BBC

“เอ็กซอน-เชฟรอน” กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

"เอ็กซอน-เชฟรอน" กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

1 ส.ค. 2569 01:10 น.

“เอ็กซอน-เชฟรอน” กำไรพุ่ง หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

“เอ็กซอนโมบิล-เชฟรอน” กวาดกำไรรวมกว่า 26,600 ล้านดอลลาร์ จากราคาน้ำมันและค่าการกลั่นพุ่งหลังสงครามในตะวันออกกลาง แต่เตือนราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ อาจยังสูงต่อเนื่อง กระทบค่าครองชีพประชาชน

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 บริษัทเอ็กซอนโมบิล (ExxonMobil) และเชฟรอน (Chevron) ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ที่พุ่งสูงอย่างมาก หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านส่งผลให้การส่งออกน้ำมันและกำลังการกลั่นทั่วโลกหยุดชะงัก

รายงานข่าวระบุว่าเอ็กซอนโมบิลมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2 อยู่ที่ 14,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เชฟรอนมีกำไร 12,100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.9 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า ส่งผลให้ทั้งสองบริษัทมีกำไรรวมกันราว 26,600 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 8.6 แสนล้านบาท

ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นสะท้อนว่า รายได้จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและค่าการกลั่นที่พุ่งแรง ช่วยชดเชยผลกระทบจากภาวะสงครามและการหยุดชะงักของการผลิตในบางพื้นที่ได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของทั้งสองบริษัทเตือนว่า ราคาน้ำมันเบนซินอาจยังอยู่ในระดับสูงต่อไป เนื่องจากกำลังการกลั่นน้ำมันทั่วโลกยังลดลง ขณะที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ

ที่มา อัลจาซีรา 

กลุ่มสิทธิมนุษยชน จี้ นายกฯ มาเลเซีย ทบทวนแผนส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมา หวั่นไม่ปลอดภัย

กลุ่มสิทธิมนุษยชน จี้ นายกฯ มาเลเซีย ทบทวนแผนส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมา หวั่นไม่ปลอดภัย

1 ส.ค. 2569 00:07 น.

กลุ่มสิทธิมนุษยชน จี้ นายกฯ มาเลเซีย ทบทวนแผนส่งชาวโรฮิงญากลับเมียนมา หวั่นไม่ปลอดภัย

กลุ่มสิทธิชาวโรฮิงญาในมาเลเซีย เรียกร้องนายกฯ อันวาร์ ทบทวนแผนส่งผู้ลี้ภัย 5,000 คนกลับเมียนมา ชี้สถานการณ์ความขัดแย้งยังไม่เอื้อต่อการเดินทางกลับอย่างปลอดภัย-อาจขัดหลักกม.ระหว่างประเทศ

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 กลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนชาวโรฮิงญาในมาเลเซีย (Myanmar Ethnic Rohingya Human Rights Organization Malaysia) ออกแถลงการณ์เรียกร้องนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายไซฟุดดิน นาซูชัน อิสมาอิล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) รวมถึงตัวแทนชาวโรฮิงญา ก่อนดำเนินแผนส่งผู้ลี้ภัย 5,000 คนกลับเมียนมา

ความเคลื่อนไหวมีขึ้นหลังนายอันวาร์เปิดเผยระหว่างการปราศรัยหาเสียงก่อนการเลือกตั้งระดับรัฐในรัฐเนกรีเซมบีลันว่า รัฐบาลเมียนมาเห็นชอบที่จะรับชาวโรฮิงญาจำนวน 5,000 คนที่อยู่ในมาเลเซียกลับประเทศ โดยระบุว่าความสัมพันธ์อันดีระหว่างมาเลเซียกับเมียนมาช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาเรื่องนี้ได้

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิทธิชาวโรฮิงญาระบุว่า การส่งชาวโรฮิงญากลับไปยังเมียนมาในขณะนี้อาจขัดต่อหลัก “การไม่ผลักดันกลับ” ซึ่งเป็นหลักสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศที่ห้ามส่งบุคคลกลับไปยังพื้นที่ที่ชีวิต เสรีภาพ หรือความปลอดภัยอาจตกอยู่ในอันตราย

กลุ่มสิทธิฯ ระบุว่า ชาวโรฮิงญายังคงเป็นกลุ่มคนไร้สัญชาติ และไม่สามารถเดินทางกลับเมียนมาได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากยังเผชิญการกดขี่และความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งคำถามว่าชาวโรฮิงญาที่ไม่มีสถานะพลเมืองจะปลอดภัยในเมียนมาได้อย่างไร

นอกจากนี้ กลุ่มสิทธิฯ ยังเตือนว่า ชาวโรฮิงญาที่ถูกส่งกลับอาจถูกบังคับเกณฑ์เข้ากองทัพเมียนมาโดยไม่ได้รับการฝึกฝน และอาจถูกนำไปใช้เป็นโล่มนุษย์ในการสู้รบกับกองกำลังชาติพันธุ์ จึงเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศเข้ามาดำเนินการอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ มาเลเซียซึ่งมีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของชาวโรฮิงญาที่หลบหนีการกดขี่จากเมียนมา โดยข้อมูลระบุว่า มีชาวโรฮิงญาราว 126,000 คนลงทะเบียนกับยูเอ็นเอชซีอาร์ในมาเลเซีย.

ที่มา Irrawaddy

เกาหลีใต้ร้อนระอุ อุณหภูมิทะลุ 41.4 องศา ทุบสถิติสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี

เกาหลีใต้ร้อนระอุ อุณหภูมิทะลุ 41.4 องศา ทุบสถิติสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี

31 ก.ค. 2569 23:05 น.

เกาหลีใต้ร้อนระอุ อุณหภูมิทะลุ 41.4 องศา ทุบสถิติสูงสุดในรอบกว่า 50 ปี

เกาหลีใต้เผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง อุณหภูมิในเมืองยังซานพุ่งแตะ 41.4 องศาเซลเซียส ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มระบบตรวจวัดอากาศทั่วประเทศเมื่อปี 2516 และร้อนเกิน 40 องศาฯ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3

วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป รายงานว่า เกาหลีใต้ยังคงเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง โดยอุณหภูมิในเมืองยังซาน จังหวัดคย็องซังใต้ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ พุ่งสูงถึง 41.4 องศาเซลเซียส เมื่อเวลา 13.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยขณะนี้ ทางการได้ประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับสูงสุดในบางพื้นที่ของจังหวัดคย็องซังใต้ รวมถึงเมืองยังซาน ขณะที่หลายพื้นที่ทั่วเกาหลีใต้ยังคงอยู่ภายใต้ประกาศเตือนภัยจากอากาศร้อนจัด

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลี (Korea Meteorological Administration: KMA) ระบุว่า อุณหภูมิครั้งนี้เป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มมีการตรวจวัดสภาพอากาศในพื้นที่เมื่อปี 2551 และเป็นอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกได้ในเครือข่ายสถานีตรวจอากาศทั่วประเทศ ซึ่งเริ่มใช้ระบบตรวจวัดอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2516 นอกจากนี้ ยังทำลายสถิติเดิม 41 องศาเซลเซียส ที่วัดได้ในอำเภอฮงชอน จังหวัดคังวอน เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561

รายงานข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ เมืองยังซานมีอุณหภูมิสูงถึง 40.3 องศาเซลเซียส ติดต่อกัน 2 วัน เมื่อวันพุธและวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้พื้นที่แห่งนี้มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 นับตั้งแต่เกาหลีใต้จัดตั้งเครือข่ายตรวจวัดอากาศทั่วประเทศ ที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมีอุณหภูมิสูงเกิน 40 องศาเซลเซียสติดต่อกัน 3 วัน

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีระบุว่า คลื่นความร้อนรุนแรงที่ปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศเกิดจากอิทธิพลร่วมของระบบความกดอากาศสูงแปซิฟิกเหนือและความกดอากาศสูงทิเบต ซึ่งปกคลุมคาบสมุทรเกาหลีและกักเก็บความร้อนไว้ ขณะเดียวกันยังทำให้มีเมฆปกคลุมน้อย ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา Yonhap

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

31 ก.ค. 2569 16:33 น.

ผู้อพยพจากโมร็อกโกทะลักเข้าแดนสเปนกว่า 49,000 คนใน 24 ชม. เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย

กระทรวงมหาดไทยของสเปนเปิดเผยว่า มีผู้อพยพประมาณ 49,000 คน เดินทางข้ามพรมแดนทั้งทางบกและทางทะเลจากโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา ซึ่งเป็นดินแดนปกครองตนเองของสเปนบนชายฝั่งแอฟริกาเหนือ ภายในช่วงเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ราย รัฐบาลสเปนต้องตรึงกำลังทหารพร้อมรถถังคุมเข้ม และเตรียมผลักดันกลับอย่างเร่งด่วน

กระทรวงมหาดไทยสเปนเปิดเผยตัวเลขประเมินล่าสุดวันนี้ (31 ก.ค.) ว่า มีผู้อพยพเดินทางข้ามพรมแดนจากประเทศโมร็อกโกเข้าสู่เมืองเซวตา (Ceuta) ดินแดนปกครองตนเองของสเปน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา รวมแล้วประมาณ 49,000 คน ภายในระยะเวลาเพียง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ผู้อพยพจำนวนมากใช้วิธีว่ายน้ำอ้อมเขื่อนกันคลื่นบริเวณชายหาดตาราฆาล (Tarajal) ระยะทางราว 5 กิโลเมตร ขณะที่อีกจำนวนมากพยายามเดินเท้าลัดเลาะเรียบแนวรั้วกั้นพรมแดน และส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 18 ราย โดยมีสาเหตุทั้งจากการจมน้ำขณะว่ายน้ำข้ามแดนและการเหยียบกัน ในช่วงที่ฝูงชนพยายามเบียดเสียดข้ามกั้นพรมแดน

ผู้แทนสมาคมเจ้าหน้าที่พิทักษ์ดินแดนในพื้นที่ ระบุว่า “นี่คือวิกฤตการณ์มนุษยธรรมขั้นรุนแรง สถานการณ์เต็มไปด้วยความโกลาหล ผู้คนยังคงทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ศูนย์พักพิงเต็มล้นจนผู้คนรวมถึงเด็กที่ไม่มีผู้ปกครองต้องนอนตามสวนสาธารณะหรือฟุตบาท”

เพื่อรับมือกับคลื่นผู้อพยพมหาศาล กองทัพสเปนได้ส่งกำลังทหารพร้อมรถถัง เข้าปิดล้อมบริเวณจุดเชื่อมต่อชายหาดตาราฆาล เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้อพยพกระจายตัวเข้าสู่ใจกลางเมือง และต้อนกลุ่มคนเหล่านี้ไปยังเขตนิคมอุตสาหกรรมตาราฆาลซึ่งมีโกดังขนาดใหญ่สำหรับกักตัว

สถานการณ์ความแออัดวิกฤตหนักในศูนย์พักพิงผู้อพยพชั่วคราว ซึ่งเดิมทีรองรับได้เพียง 512 คน แต่ปัจจุบันมีผู้อพยพเข้าไปอยู่แออัดมากกว่า 1,000 คน และยังมีผู้ตกค้างอยู่นอกศูนย์อีกนับพันราย รวมถึงศูนย์ดูแลเด็กและเยาวชนที่ระบบล่มสลายจนทางการต้องเปิดศูนย์พักพิงแห่งใหม่เพิ่มอีกหลายแห่ง

ด้านกระทรวงมหาดไทยสเปนเปิดเผยว่า ได้บรรลุข้อตกลงกับทางการโมร็อกโกแล้ว เพื่อเตรียมดำเนินการ “ส่งตัวกลับ” ผู้อพยพผิดกฎหมายทั้งหมดโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งเดินทางลงพื้นที่เมืองเซวตาเพื่อบัญชาการและแก้ไขวิกฤตการณ์บนดินแดนส่วนแยกแห่งนี้ด้วยตนเอง

สำหรับสาเหตุของการทะลักข้ามแดนครั้งใหญ่นี้ ยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากฝั่งรัฐบาลโมร็อกโก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สเปนส่วนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับคำตัดสินของศาลสูงสุดสเปนเมื่อช่วงต้นเดือน ที่ห้ามไม่ให้ทางการส่งตัวผู้อพยพที่มาทางทะเลกลับในทันทีโดยปราศจากกระบวนการทางกฎหมาย อย่างไรก็ดี นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนมองว่า ผู้อพยพส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวโมร็อกโก ไม่น่าจะรับรู้ถึงคำตัดสินทางกฎหมายดังกล่าว แต่อาจเกิดจากกระแสข่าวลือและการอพยพตามๆ กัน

ขณะเดียวกัน วิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบลามไปถึงประเทศเพื่อนบ้านในยุโรป โดย นายกรัฐมนตรี เจอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี ได้ออกมาขู่ว่าจะระงับความตกลงเชงเกน  หรือเขตเสรีการเดินทางกับสเปน เพื่อป้องกันพรมแดนและความปลอดภัยของพลเมืองอิตาลี แม้อิตาลีจะไม่ได้มีพรมแดนติดกับสเปนโดยตรงก็ตาม.

ที่มา Diario Área / Associated Press