หนีตายระทึก สเปนเร่งอพยพผู้สูงวัยจากบ้านพักคนชราหนีไฟป่า ประชาชนกว่า 1 หมื่นคนยังกลับบ้านไม่ได้

หนีตายระทึก สเปนเร่งอพยพผู้สูงวัยจากบ้านพักคนชราหนีไฟป่า ประชาชนกว่า 1 หมื่นคนยังกลับบ้านไม่ได้

31 ก.ค. 2569 08:04 น.

หนีตายระทึก สเปนเร่งอพยพผู้สูงวัยจากบ้านพักคนชราหนีไฟป่า ประชาชนกว่า 1 หมื่นคนยังกลับบ้านไม่ได้

เจ้าหน้าที่สเปนเร่งอพยพผู้สูงอายุออกจากบ้านพักคนชราในจังหวัดกัสเตยอน หลังเปลวเพลิงลุกลามจ่อเข้าพื้นที่ขณะที่ไฟป่าหลายจุดยังคุมไม่ได้ ประชาชนกว่า 10,000 คน ยังคงอยู่ภายใต้คำสั่งอพยพ

ภาพจากโดรนเผยให้เห็นแนวไฟป่าขนาดใหญ่เผาผลาญพื้นที่ป่าในจังหวัดกัสเตยอน ทางตะวันออกของสเปน ขณะที่เครื่องบินดับเพลิงหลายลำต้องบินทิ้งน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อชะลอการลุกลามของเปลวไฟ แต่สภาพอากาศร้อนจัดและลมแรงทำให้ไฟยังคงลุกไหม้อย่างรุนแรง

หนึ่งในภาพที่สะเทือนใจที่สุดคือปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์พลเรือน ที่ต้องเร่งช่วยเคลื่อนย้ายผู้สูงอายุออกจากบ้านพักคนชรา ก่อนที่ไฟป่าจะลุกลามมาถึง พร้อมทั้งเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอีกหลายจุด

ทางการสเปนเปิดเผยว่า ความรุนแรงของไฟป่าครั้งนี้ ซึ่งได้รับการยกให้เป็นหนึ่งในไฟป่าที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ประเทศเคยเผชิญ ทำให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องเปลี่ยนยุทธวิธีการทำงานอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่มุ่งเข้าดับไฟโดยตรง มาเป็นการให้ความสำคัญกับการอพยพประชาชนและปกป้องบ้านเรือนเป็นอันดับแรก เนื่องจากเปลวไฟลุกลามอย่างรวดเร็วเป็นแนวกำแพงเพลิงขนาดใหญ่ และมีความรุนแรงเกินกว่าที่เจ้าหน้าที่จะเข้าโจมตีได้อย่างปลอดภัย

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ยังคงน่าเป็นห่วง เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมาได้เกิดไฟป่าจุดใหม่ขึ้นในจังหวัดซาโมรา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงมาดริด สะท้อนว่าวิกฤตไฟป่ากำลังขยายวงกว้างในหลายภูมิภาคของประเทศ

ไฟป่าครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สเปนกำลังเผชิญคลื่นความร้อนต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยอุณหภูมิที่สูงผิดปกติ ประกอบกับสภาพอากาศแห้งแล้งและกระแสลมแรง ยิ่งทำให้การควบคุมเพลิงเป็นไปด้วยความยากลำบาก

วิกฤตไฟป่าได้เปลี่ยนบรรยากาศของประเทศอย่างสิ้นเชิง จากเมื่อเพียงสัปดาห์ก่อนที่ชาวสเปนยังออกมาเฉลิมฉลองการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 อย่างครึกครื้น แต่วันนี้หลายพื้นที่กลับเต็มไปด้วยภาพการอพยพผู้คน บ้านเรือนที่ถูกคุกคาม และเจ้าหน้าที่ที่ต้องแข่งกับเวลาเพื่อปกป้องชีวิตของประชาชน.

ที่มา : Reuters

ซาอุฯ นำ 14 ชาติ จัดตั้งพันธมิตรป้องกันภัยทางทะเลพหุภาคี

ซาอุฯ นำ 14 ชาติ จัดตั้งพันธมิตรป้องกันภัยทางทะเลพหุภาคี

31 ก.ค. 2569 06:44 น.

ซาอุฯ นำ 14 ชาติ จัดตั้งพันธมิตรป้องกันภัยทางทะเลพหุภาคี

14 ประเทศนำโดยซาอุดีอาระเบีย สนับสนุนแผนการจัดตั้ง พันธมิตรป้องกันภัยทางทะเล เพื่อร่วมกันเพื่อปกป้องเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและการค้าโลกจากการโจมตีใดๆ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 กระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบียออกแถลงการณ์ระบุว่า 14 ประเทศได้ให้การสนับสนุนข้อเสนอของซาอุดีอาระเบียในการจัดตั้ง “พันธมิตรป้องกันภัยทางทะเล” (Maritime Defense Alliance) แบบพหุภาคี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและการค้าโลก

ประเทศทั้ง 14 ประกอบด้วย ซาอุดีอาระเบีย, คูเวต, บาห์เรน, กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์, จอร์แดน, เยเมน, บังกลาเทศ, ไนจีเรีย, ซูดาน, จิบูตี และโซมาเลีย

กระทรวงกลาโหมระบุว่า ผู้นำกองทัพและตัวแทนจาก 43 ประเทศได้เข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับข้อตกลงริเริ่มนี้ ทั้งแบบเดินทางมาร่วมด้วยตนเองและผ่านระบบวิดีโอลิงก์ โดยมีคณะผู้แทนจากสหภาพยุโรปเข้าร่วมด้วยเช่นกัน

ผู้เข้าร่วมประชุมได้หารือเกี่ยวกับเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ เรือขนส่งพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานทางทะเลต่างๆ รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต่อการเดินเรือ ห่วงโซ่อุปทานโลก และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

“ที่ประชุมได้ตกลงกันให้ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศผู้ก่อตั้งและเป็นผู้นำกลุ่มพันธมิตร รวมถึงเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานใหญ่หลัก” แถลงการณ์ระบุ

รายงานเสริมว่า ข้อเสนอพันธมิตรดังกล่าวเป็น “ข้อตกลงริเริ่มเชิงป้องกันระดับนานาชาติแบบเปิด” สำหรับประเทศที่มีเป้าหมายและหลักการร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเลและรักษา “เสรีภาพในการเดินเรือและการค้าโลก”

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมบอกด้วยว่า ทั้ง 14 ประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าว และแสดงความยินดีต่อฉันทามติที่บรรลุร่วมกันเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กร ขณะที่ประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมการประชุมก็แสดงการสนับสนุนและอยู่ระหว่างการดำเนินกระบวนการอนุมัติภายในประเทศของตนเช่นกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลโว ใช้ระเบิด 700 ตัน ทำลายอุโมงค์ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลโว ใช้ระเบิด 700 ตัน ทำลายอุโมงค์ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

31 ก.ค. 2569 06:27 น.

อิสราเอลโว ใช้ระเบิด 700 ตัน ทำลายอุโมงค์ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

นายกฯ อิสราเอลเปิดเผยว่า กองทัพใช้ระเบิดกว่า 700 ตัน เพื่อทำลายเครือข่ายอุโมงค์ใต้ดินของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ชี้เป็นอุโมงค์ที่ใช้โจมตีอิสราเอล

เมื่อ 30 ก.ค. 2569 ว่า นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู และ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม อิสราเอล คัตซ์ ออกแถลงการณ์ร่วมกันระบุว่า กองทัพอิสราเอลได้ทำลายอุโมงค์ต่าง ๆ ในพื้นที่โบฟอร์ท (Beaufort) ทางตอนใต้ของเลบานอน โดยใช้วัตถุระเบิดน้ำหนักประมาณ 700 ตัน

แถลงการณ์ระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานใต้ดินดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญในแผนการของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่จะบุกโจมตีชุมชนต่าง ๆ ทางตอนเหนือของอิสราเอล พร้อมกล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้มีขึ้นหลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ “ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอย่างโจ่งแจ้ง” เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

“รัฐอิสราเอลจะไม่ยอมรับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงใด ๆ ทั้งสิ้น” เนทันยาฮูและคัตซ์กล่าว พร้อมเตือนว่า ความพยายามใด ๆ ที่จะทำอันตรายต่อกองกำลังหรือพลเรือนของอิสราเอลจะถูกตอบโต้อย่าง “รุนแรงและทรงพลัง”

แถลงการณ์ระบุเสริมว่า กองทัพอิสราเอลจะ “ยังคงอยู่ในพื้นที่ความมั่นคงทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป และจะเดินหน้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์พยายามฟื้นฟูศักยภาพของตนขึ้นมาใหม่”

ด้านกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใด ๆ เกี่ยวกับแถลงการณ์ของฝ่ายอิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ผู้อพยพนับพันคน แห่ว่ายน้ำจากโมร็อกโก เข้าสู่เขต “เซวตา” ของสเปน

ผู้อพยพนับพันคน แห่ว่ายน้ำจากโมร็อกโก เข้าสู่เขต “เซวตา” ของสเปน

31 ก.ค. 2569 06:05 น.

ผู้อพยพนับพันคน แห่ว่ายน้ำจากโมร็อกโก เข้าสู่เขต “เซวตา” ของสเปน

ผู้อพยพจำนวนนับพันคนแห่ว่ายน้ำหรือลักลอบข้ามพรมแดนเข้าสู่เขตเซวตาของสเปน ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้เกิดวิกฤตมนุษยธรรม และทางท้องถิ่นเรียกร้องให้รัฐบาลกลางเข้าแทรกแซงโดยด่วน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 30 ก.ค. 2569 ว่า ผู้อพยพจำนวนหลายร้อยถึงหลายพันคนพยายามเดินทางออกจากโมร็อกโกผ่านทางทะเลและชายแดน เพื่อทะลักเข้าสู่ เซวตา (Ceuta) ซึ่งเป็นดินแดนส่วนแยกของสเปนในทวีปแอฟริกาเหนือ ส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงในพื้นที่ จนผู้นำท้องถิ่นต้องเรียกร้องให้รัฐบาลกลางสเปนเข้าแทรกแซงโดยด่วน

เซวตา และเมลิยา (Melilla) เป็นดินแดนของสเปนที่ตั้งอยู่ในแอฟริกาเหนือ ถือเป็นพรมแดนทางบกเพียงแห่งเดียวของสหภาพยุโรป (EU) ที่ติดกับทวีปแอฟริกา โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีภาพบันทึกเหตุการณ์ผู้อพยพจำนวนมากใช้ห่วงยาง และอุปกรณ์ช่วยลอยตัวว่ายน้ำข้ามชายฝั่ง ขณะที่บางส่วนวิ่งฝ่าพังประตูรั้วกั้นชายแดนเข้าไปในเขตเซวตา

รายงานตัวเลขยังคงขัดแย้งกัน สื่อสเปนคาดการณ์ว่าอาจมีผู้ทะลักเข้ามามากถึง 2,000–3,000 คนในวันพฤหัสบดี ขณะที่สื่อสาธารณะ RTVE รายงานว่ามีมากกว่า 1,500 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเยาวชนชาวโมร็อกโก ทะลักเข้ามาในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้อพยพจำนวนมากว่ายน้ำเข้าสู่เขตเซวตาของสเปน เมื่อ 30 ก.ค. 2569
ผู้อพยพจำนวนมากว่ายน้ำเข้าสู่เขตเซวตาของสเปน เมื่อ 30 ก.ค. 2569

นาย ฮวน เฆซุส บีบาส หัวหน้าผู้บริหารเขตเซวตา ระบุว่า พบร่างผู้เสียชีวิตในทะเลแล้ว 60 รายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พร้อมเตือนว่าศูนย์รับดูแลเยาวชนที่ไร้ผู้ปกครองกำลังแบกรับภาระเกินขีดความสามารถไปหลายเท่าตัว

คาดกันว่า การที่ผู้อพยพแห่เดินทางจากโมร็อกโกเข้าเขตเซวตาเป็นผลมาจาก คำตัดสินของศาลสูงสุดของสเปนเมื่อไม่นานมานี้ ที่ระบุว่า ผู้อพยพที่ถูกสกัดจับได้ในทะเลขณะพยายามเดินทางมายังเซวตาหรือเมลิยา “ไม่สามารถถูกส่งตัวกลับโมร็อกโกได้ทันที” โดยปราศจากกระบวนการยื่นคำร้อง

กระทรวงมหาดไทยสเปนเชื่อว่า เครือข่ายค้ามนุษย์ใช้ประโยชน์จากคำตัดสินนี้ในการปลุกระดมและฉวยโอกาสส่งผู้อพยพผิดกฎหมายเข้ามา อย่างไรก็ตาม สเปนและโมร็อกโกได้ตกลงร่วมกันที่จะเร่งกระบวนการส่งตัวผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายกลับโดยเร็วที่สุด

เหตุการณ์นี้สร้างแรงสะเทือนไปทั่วยุโรป โดย จอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ภาพเหตุการณ์ที่เซวตาสะท้อนว่าการย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมายที่ไร้การควบคุมคือภัยคุกคามต่อความมั่นคงของยุโรป พร้อมเรียกร้องให้มีการระงับสถานะของสเปนใน “เขตเชงเกน” ชั่วคราว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไฟป่าลามเกาะครีต อพยพคนแล้ว 8,000 คน ดับเพลิงเสียชีวิตแล้ว 3 ศพ

ไฟป่าลามเกาะครีต อพยพคนแล้ว 8,000 คน ดับเพลิงเสียชีวิตแล้ว 3 ศพ

31 ก.ค. 2569 03:44 น.

ไฟป่าลามเกาะครีต อพยพคนแล้ว 8,000 คน ดับเพลิงเสียชีวิตแล้ว 3 ศพ

ทางการกรีซสั่งอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวบนเกาะครีตกว่า 8,000 คน ขณะที่มีนักดับเพลิงเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 นาย รวมเป็น 3 นายแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงในยุโรป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุไฟป่าบนเกาะครีต (Crete) ของประเทศกรีซ ลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยได้แรงหนุนจากกระแสลมแรง ทำให้ทางการต้องสั่งอพยพประชาชนและนักท่องเที่ยวบนเกาะประมาณ 8,000 คนเป็นการด่วน ท่ามกลางวิกฤตไฟป่าและคลื่นความร้อนที่กำลังเล่นงานหลายประเทศในยุโรป

บนเกาะครีต เกิดกระแสลมแรงถึง 125 กม./ชม. ทำให้ไฟป่ากระจายตัวรวดเร็ว คุมได้ยาก และทำลายบ้านเรือน พื้นที่ทางการเกษตร รวมถึงรีสอร์ตท่องเที่ยว เช่น โรงแรมและร้านค้าในย่าน Agios Pavlos ที่ถูกไฟไหม้วายวอด

นักดับเพลิงที่พยายามควบคุมสถานการณ์บนเกาะครีต เสียชีวิตแล้ว 2 นาย หลังจากถูกไฟป่าโอบล้อม ขณะที่มีนักดับเพลิงอีก 1 นายเสียชีวิตบนแผ่นดินใหญ่ของกรีซ

อีกด้านหนึ่ง เหตุไฟป่าในจังหวัดอาบิลา (Ávila) ของสเปน เผาทำลายพื้นที่ไปมากกว่า 43,000 เฮกตาร์ ซึ่งถือเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสเปน ขณะที่ตลอดทั้งปี 2569 สเปนโดนไฟป่าเผาทำลายพื้นที่ไปแล้วกว่า 200,000 เฮกตาร์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึง 5 เท่า

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติในเขตมาดริดและอาบิลาแล้วหลังไฟหยุดแพร่กระจาย แต่ยังคงเตือนให้เจ้าหน้าที่มีการเฝ้าระวังในระดับสูงสุด เนื่องจากประเทศกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรอบที่ 4

ส่วนที่ฝรั่งเศส มีฝนตกลงมาทำให้สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดฌีรงด์ (Gironde) เริ่มทรงตัว หลังจากไฟป่าเผาทำลายบ้านเรือนไป 240 หลัง และทำลายพื้นที่มากกว่าขนาดของเมืองดีทรอยต์ ขณะที่รัฐบาลอนุญาตให้ประชาชนราว 84,000 คนกลับเข้าบ้านเรือนได้แล้ว หลังจากต้องอพยพ

ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่าเผาทำลายพื้นที่รวมกว่า 90,000 เฮกตาร์ในปีนี้ ซึ่งสูงที่สุดเท่าเคยบันทึกสถิติมา

อนึ่ง มีหลายปัจจัยที่ทำให้ไฟป่าในยุโรปครั้งนี้รุนแรงกว่าปกติ รวมถึงสภาพอากาศในฤดูหนาวที่ผ่านมาเอื้อให้พืชพันธุ์เจริญเติบโต ก่อนจะมาแห้งกรอบจากคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับภาวะโลกร้อน และการขาดการบริหารจัดการป่าไม้และพุ่มไม้ในแถบเมดิเตอร์เรเนียนอย่างเหมาะสม กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่ทำให้ไฟป่าลุกลามรุนแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แม่น้ำดานูบ ระดับน้ำลดต่ำทุบสถิติ ฮังการีต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

แม่น้ำดานูบ ระดับน้ำลดต่ำทุบสถิติ ฮังการีต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

31 ก.ค. 2569 02:43 น.

แม่น้ำดานูบ ระดับน้ำลดต่ำทุบสถิติ ฮังการีต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

แม่น้ำดานูบซึ่งไหลผ่านหลายประเทศในยุโรป มีระดับน้ำลดต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่งผลให้ฮังการีต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งเดียวของประเทศ ส่วนโรมาเนียต้องปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ 1 เครื่อง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วิกฤตคลื่นความร้อนและภาวะภัยแล้งในยุโรปส่งผลให้ระดับน้ำใน แม่น้ำดานูบ ลดต่ำลงอย่างหนักจนส่งผลให้ นายกรัฐมนตรี เปแตร์ มอดยาร์ ของฮังการี ต้องประกาศเตรียมปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งเดียวของประเทศอย่างสิ้นเชิงเป็นการชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาใช้ในระบบหล่อเย็นได้

คำสั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “พัคช์” (Paks) ในครั้งนี้ ประกอบกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงแตะ 37 องศาเซลเซียส อาจส่งผลให้ระบบไฟฟ้าของฮังการีเข้าขั้นวิกฤต ตั้งแต่วันจันทร์หน้าเป็นต้นไป

รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนให้ลดการใช้ไฟฟ้าในเวลา 17.00น. – 22.00น. ซึ่งเป็นช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ามากที่สุดของประเทศ ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ชะลอการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและการใช้เครื่องปรับอากาศ นอกจากนั้น ทางการยังเตรียมใช้แผนหมุนเวียนดับไฟสลับพื้นที่ (Rotational shutdown) หากจำเป็นด้วย

อีกด้านหนึ่งที่ประเทศโรมาเนีย ปริมาณน้ำไหลของแม่น้ำดานูบที่เหลือไม่ถึง 1 ใน 3 ของค่าเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคม ทำให้รัฐบาลต้องสั่งปิดเตาปฏิกรณ์เครื่องที่ 1 ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “เชอร์นาโวดา” (Cernavoda) และกำลังพยายามยื้อไม่ให้ต้องปิดเตาปฏิกรณ์เครื่องที่ 2 เพื่อไม่ให้ประเทศตกอยู่ในภาวะขาดแคลนพลังงานเช่นเดียวกับฮังการี

ขณะเดียวกัน การเดินเรือในแม่น้ำดานูบต้องหยุดชะงัก เรือท่องเที่ยว Viking Ullur ในบัลแกเรียเกยตื้นจนเจ้าหน้าที่ต้องเข้าช่วยอพยพผู้โดยสาร 186 คน

ระดับน้ำของแม่น้ำดานูบที่ลดต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ ทำให้ซากเรือรบของเยอรมนีสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งจมลงก้นแม่น้ำในแถบเซอร์เบีย กับซากเรือสินค้าของฮังการีที่จมในโครเอเชีย ปรากฏออกมาให้เห็นอีกครั้ง นอกจากนั้น ยังมีการค้นพบฟอสซิลแมมมอธในบัลแกเรียด้วย

ด้านนักอุทกวิทยาเตือนว่าสถานการณ์จะไม่ดีขึ้นจนกว่าจะถึงกลางเดือนกันยายน เนื่องจากขาดแคลนฝนมาตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

31 ก.ค. 2569 01:19 น.

ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

ญี่ปุ่นเตรียมลดภาษีการบริโภคหมวดอาหารและเครื่องดื่มลงจาก 8% เหลือ 1% นาน 2 ปี โดยจะเริ่มในเดือนเมษายนปีหน้า และจะมอบเงินให้ผู้มีรายได้น้อย-ปานกลางเพื่อช่วยรับมือวิกฤตค่าครองชีพด้วย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ แห่งญี่ปุ่น ประกาศปรับลดอัตราภาษีการบริโภค (consumption tax) หมวดอาหารและเครื่องดื่มจากปัจจุบัน 8% เหลือ 1% เป็นเวลา 2 ปี โดยจะเริ่มในเดือนเมษายน 2570 ถือเป็นการลดภาษีประเภทนี้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มบังคับใช้ในปี 2532

นอกจากการลดภาษีเหลือ 1% แล้ว รัฐบาลจะแจกเงินสดแก่ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ภายใต้วงเงินปีละ 6 แสนล้านเยน เพื่อชดเชยส่วนที่เหลือ ทำให้ลดภาระภาษีลงจนเท่ากับ 0% ในทางปฏิบัติ

เหตุผลที่รัฐบาลปรับลดภาษีการบริโภคสำหรับอาหารและเครื่องดื่มลงเหลือ 1% แทนที่จะเป็น 0% ตามที่เคยหาเสียงไว้นั้น เป็นเพราะการปรับระบบแคชเชียร์ของร้านค้าปลีกให้รองรับอัตรา 0% ต้องใช้เวลานาน จึงเปลี่ยนมาใช้อัตรา 1% ร่วมกับการแจกเงินสดแทน

นายกฯ ยืนยันว่า การลดภาษีนี้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว เพื่อรอการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบสวัสดิการเชื่อมโยงกับรายได้แบบใหม่ ที่จะเริ่มใช้ในปีงบประมาณ 2572 และสัญญาว่าจะปรับภาษีกลับมาเป็น 8% ตามเดิมในปี 2572

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ทำให้เกิดความกังวลและความท้าทายหลายอย่างที่รัฐบาลต้องเผชิญ โดยเฉพาะเรื่องการสูญเสียรายได้มหาศาลถึงประมาณ 10 ล้านล้านเยนในช่วงเวลา 2 ปีที่การลดภาษีบังคับใช้ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางการคลังและงบประมาณด้านสวัสดิการสังคม

นอกจากนั้น มาตรการนี้ยังถูกตั้งคำถามถึงที่มาของงบประมาณรองรับที่ไม่ชัดเจน โดยทาคาอิจิระบุว่าจะหาเงินจากการ “ปฏิรูปทางการคลัง” โดยไม่ใช้วิธีออกพันธบัตรชดเชยการขาดดุล แต่ยังไม่ได้ระบุแหล่งเงินทุนที่แน่ชัด

สมาชิกบางคนของพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของญี่ปุ่น คัดค้านแผนการดังกล่าว โดยนาย ทาโระ โคโนะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศเตือนว่า ไม่มีอะไรรับประกันว่าราคาอาหารจะลดลงจริง และราคาสินค้าอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อครบกำหนด 2 ปีแล้วปรับภาษีกลับขึ้นมา

ส่วน ยูกะ โอบุจิ อดีตหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของ LDP ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในคณะทำงานด้านภาษีเพื่อประท้วงแผนนี้

ขณะเดียวกัน วาระของทาคาอิจิในฐานะหัวหน้าพรรค LDP จะหมดลงในฤดูใบไม้ร่วงปี 2570 จึงยังไม่แน่นอนว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อรับผิดชอบการปรับภาษีกลับขึ้นมาในปี 2572 หรือไม่ ประกอบกับจะมีการเลือกตั้งวุฒิสภาในช่วงฤดูร้อนปี 2571 ซึ่งทำให้การปรับขึ้นภาษีกลายเป็นการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงทางการเมืองสูง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ยูฟ่าลงมติเอกฉันท์ จะบอยคอตบอลโลก หากฟีฟ่าเดินหน้าแผนดึงเอกชนถือหุ้น

ยูฟ่าลงมติเอกฉันท์ จะบอยคอตบอลโลก หากฟีฟ่าเดินหน้าแผนดึงเอกชนถือหุ้น

30 ก.ค. 2569 23:46 น.

ยูฟ่าลงมติเอกฉันท์ จะบอยคอตบอลโลก หากฟีฟ่าเดินหน้าแผนดึงเอกชนถือหุ้น

ยูฟ่าลงมติเอกฉันท์ จะ “บอยคอต” การแข่งขันของฟีฟ่าทั้งหมด รวมถึงฟุตบอลโลก หากฟีฟ่าเดินหน้าแผนการดึงทุนเอกชนร่วมถือหุ้นในการจัดการแข่งขันรายการต่างๆ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป หรือ “ยูฟ่า” (UEFA) พร้อมชาติสมาชิก 55 ประเทศ มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะ “บอยคอต” การแข่งขันทุกรายการของ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ “ฟีฟ่า” (FIFA) ทั้งฟุตบอลโลกชาย, ฟุตบอลโลกหญิง และศึกชิงแชมป์สโมสรโลก หากฟีฟ่ายังคงผลักดันแผนขายหุ้นรายการแข่งขันให้แก่กลุ่มทุนเอกชน

ตามแผนของ จานนี อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า เขาตั้งใจจะก่อตั้งบริษัทลูกชื่อ Fifa Forward Enterprise (FFE) เพื่อบริหารจัดการการแข่งขันรายการหลักต่างๆ ของฟีฟ่า รวมถึงฟุตบอลโลก โดยจะเปิดให้กลุ่มทุนภายนอกเข้ามาซื้อหุ้นส่วนน้อย (Minority stake)

คาดกันว่า “ไทรฟ์ อีเทอร์นา” (Thrive Eterna) บริษัทร่วมระดมทุนของสหรัฐฯ ซึ่งก่อตั้งโดย โจชัว คุชเนอร์ น้องชายของ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเป็นผู้นำกลุ่มผู้ลงทุน

อินฟานติโนพยายามซื้อใจชาติสมาชิกให้สนับสนุนแผนการของเขา ด้วยการเสนอมอบเงินอุดหนุน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้แก่ชาติสมาชิก 211 ประเทศที่โหวตหนุนแผนนี้ โดยตั้งเส้นตายวันที่ 19 กันยายนนี้ เพื่อรับเงินก้อนแรก 20 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม แผนการของประธานฟีฟ่าถูกคัดค้านอย่างหนักโดยเฉพาะจากยูฟ่า ซึ่งระบุว่า ฟุตบอลโลกเป็นมรดกทางกีฬาที่สร้างขึ้นมาหลายยุคสมัย ไม่ใช่ “ผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน” และไม่ควรมอบให้เอกชนเข้ามาครอบครอง

ยูฟ่าโจมตีฟีฟ่าว่าแอบวางแผนนี้อย่างลับๆ โดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือ ถือเป็นความล้มเหลวของการเป็นผู้นำ และเข้าข่าย “การใช้อำนาจบีบบังคับ” ไม่ใช่กระบวนการประชาธิปไตย

ด้านสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) และสมาคมฟุตบอลสกอตแลนด์ ออกมาแสดงตัวสนับสนุนยูฟ่า และคัดค้านแผนการของอินฟานติโน

ทั้งนี้ แม้ว่ายูฟ่าจะมีคะแนนโหวตในมือเพียง 1 ใน 4 จากสมาชิกทั้งหมดของฟีฟ่า (55 เสียงจาก 211 เสียง) แต่ยุโรปเป็นภูมิภาคที่ทีมมหาอำนาจของโลกไว้เกือบทั้งหมด และชาติยุโรปเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกมากที่สุด คือ 13 จาก 23 ครั้ง ซึ่งหากยูฟ่าบอยคอตจริงจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพและภาพลักษณ์ของฟุตบอลโลกอย่างรุนแรง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย

30 ก.ค. 2569 23:08 น.

แผ่นดินไหวญี่ปุ่นดับเพิ่มเป็น 34 ศพ ความร้อนซ้ำเติมผู้ประสบภัย

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในญี่ปุ่นเพิ่มเป็น 34 ศพแล้ว ขณะที่ประชาชนและผู้รอดชีวิตต้องเผชิญกับความร้อนรุนแรง ท่ามกลางสถานการณ์ไฟฟ้าดับในหลายพื้นที่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงระดับ 6.8 (ปรับลดลงจาก 7.1 ก่อนหน้านี้) ในจังหวัดคุมาโมโตะเมื่อวันอังคาร เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 34 ศพแล้ว ในขณะที่ผู้ประสบภัยที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นต้องหาทางรับมือกับอากาศที่ร้อนจัด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายพันนายยังคงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต หลังจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น ส่งผลให้บ้านเรือนและสายไฟฟ้าได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง มีผู้เสียชีวิตหลายรายหลังจากส่วนหนึ่งของห้างสรรพสินค้า “อิออน” (Aeon) พังทลายลง และเกิดระเบิดขึ้นภายในห้างฯ ดังกล่าวในอีกราวหนึ่งชั่วโมงต่อมา

ชาวบ้านที่ต้องพลัดถิ่นราว 9,000 คน กำลังพักอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพที่ทางการจัดไว้ตามสถานที่ต่างๆ ขณะที่ยังมีบ้านเรือนอีกกว่า 30,000 แห่งที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ซึ่งอุปสรรคในขณะนี้คือการดูแลให้พวกเขารู้สึกเย็นสบายและไม่ขาดน้ำ ในขณะที่ภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด

พยากรณ์อากาศระบุว่า อุณหภูมิในจังหวัดคุมาโมโตะอาจสูงถึง 39 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยเจ้าหน้าที่ได้กระตุ้นเตือนให้ผู้รอดชีวิตและเจ้าหน้าที่กู้ภัยระมัดระวังและป้องกันตนเองจากโรคลมแดด (ฮีตสโตรก)

เมื่อวันพุธนายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น ประกาศส่งมอบเครื่องปรับอากาศจำนวน 300 เครื่องไปยังคุมาโมโตะ โดยในจำนวนนี้ 150 เครื่องจะถูกนำไปติดตั้งยังศูนย์อพยพต่างๆ

ด้านนายยูคิยะ ซาโนะอุเอะ ซึ่งทำงานอยู่ในศูนย์อพยพแห่งหนึ่ง บอกกับบีบีซีว่า โรคลมแดดถือเป็นข้อกังวลที่ใหญ่ที่สุดในศูนย์อพยพที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งรองรับผู้พลัดถิ่นราว 1,000 คน และประมาณ 30% ในจำนวนนี้เป็นผู้อพยพ โดย

นายซาโนะอุเอะบอกอีกว่า ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญกับอาการที่คล้ายกับโรคลมแดด และหลายคนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว เนื่องจากระบบไฟฟ้าและน้ำประปาตัดขาดตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว และศูนย์อพยพไม่มีเครื่องปรับอากาศใช้จนกระทั่งช่วงบ่ายวันพุธ หลังจากพวกเขาได้รับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ทั้งนี้ ห้างสรรพสินค้า อิออน ในเมืองคาชิมะ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวในครั้งนี้ เพิ่งเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อเดือนมิถุนายน และห้างฯ แห่งนี้ก็เคยได้รับความเสียหายมาแล้วจากเหตุแผ่นดินไหวต่อเนื่องในเดือนเมษายน 2559 ครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนในภูมิภาคไปถึง 278 ศพ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงเร่งค้นหาตามซากโรงงานนิปปอน เปเปอร์ (Nippon Paper) ในเมืองยัตสึชิโระ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 ศพ หลังจากโรงงานบางส่วนพังทลายลงมาระหว่างเกิดแผ่นดินไหว ขณะที่ผู้ติดอยู่ในอาคาร 11 รายได้รับความช่วยเหลือออกมาแล้ว 7 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อียิปต์โดนโจมตีครั้งแรก ไฟไหม้เรือขนก๊าซ 2 ลำ ที่ท่าเรือดาเมียตตา

อียิปต์โดนโจมตีครั้งแรก ไฟไหม้เรือขนก๊าซ 2 ลำ ที่ท่าเรือดาเมียตตา

30 ก.ค. 2569 22:35 น.

อียิปต์โดนโจมตีครั้งแรก ไฟไหม้เรือขนก๊าซ 2 ลำ ที่ท่าเรือดาเมียตตา

ทางการอียิปต์ยืนยันว่า เหตุเพลิงไหม้เรือขนส่งก๊าซธรรมชาติ 2 ลำซึ่งจอดอยู่ที่ท่าเรือเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เป็นผลจากการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งนี่นับเป็นครั้งแรกที่อียิปต์ถูกโจมตีนับตั้งแต่สงครามปะทุ

คณะรัฐมนตรีของอียิปต์ยืนยันในวันพฤหัสบดีที่ 30 ก.ค. 2569 ว่า เหตุเพลิงไหม้เรือขนส่งก๊าซธรรมชาติ 2 ลำ ที่จอดอยู่ที่ท่าเรือเมืองดาเมียตตา ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (29 ก.ค.) ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นผลจากการโจมตีของโดรนลำหนึ่ง

ยังไม่มีฝ่ายใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่อียิปต์ตกเป็นเป้าหมายการโจมตี นับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจาก ซาอุดีอาระเบียตัดสินใจร่วมมือกับสหรัฐฯ โจมตีกลุ่มติดอาวุธอิหร่านในประเทศอิรัก หลังจากพยายามไม่มีส่วนร่วมมาตลอด

จุดเกิดเหตุโจมตีที่อียิปต์ยังอยู่ไม่ไกลจากคลองสุเอซ ซึ่งกลายเป็นเส้นทางอพยพและขนส่งที่ปลอดภัยแห่งสุดท้ายสำหรับน้ำมันของซาอุดีอาระเบียไปยังตลาดโลก หลังจากช่องแคบฮอร์มุซถูกอิหร่านสั่งปิดโดยพฤตินัย ขณะที่ทะเลแดงถูกคุกคามโดยกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

คณะรัฐมนตรีอียิปต์ระบุเสริมว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง และใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องความมั่นคงแห่งชาติของอียิปต์

ด้านแหล่งข่าว 3 แหล่งที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเปิดเผยว่า โดรนได้พุ่งชนเรือจัดเก็บก๊าซแบบลอยน้ำชื่อว่า Energos Winter ของบริษัท Energos Infrastructure ในสหรัฐฯ จนเกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปยังเรืออีกลำคือ Gaslog Salem

ขณะที่ Vanguard กลุ่มจัดการความเสี่ยงทางทะเลของอังกฤษ ระบุว่า เรือ Energos Winter ถูกโจมตีบริเวณกราบเรือด้านขวา ทำให้เกิดเพลิงไหม้ซึ่งถูกควบคุมและดับลงได้ในเวลาต่อมา

กระทรวงปิโตรเลียมของอียิปต์แถลงเมื่อวันพุธว่า เหตุเพลิงไหม้ที่ท่าเรือได้รับการจัดการในทันทีโดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการดับเพลิงและฝ่ายความมั่นคง และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยนาย คาริม บาดาวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียม เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุเพื่อลงพื้นที่ควบคุมดูแลการทำงานด้วยตัวเอง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday