พายุทอร์นาโดถล่มรัฐวิสคอนซิน บ้านพัง-ไฟดับนับพัน เรดาร์ยืนยันพายุรุนแรง

พายุทอร์นาโดถล่มรัฐวิสคอนซิน บ้านพัง-ไฟดับนับพัน เรดาร์ยืนยันพายุรุนแรง

28 ก.ค. 2569 08:06 น.

พายุทอร์นาโดถล่มรัฐวิสคอนซิน บ้านพัง-ไฟดับนับพัน เรดาร์ยืนยันพายุรุนแรง

พายุทอร์นาโดพัดถล่มรัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้บ้านเรือนหลายหลังได้รับความเสียหาย ต้นไม้หักโค่น และประชาชนหลายพันคนต้องเผชิญกับไฟฟ้าดับ ขณะที่อุตุฯสหรัฐฯ ยืนยันการเกิดพายุจากเรดาร์

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NWS ระบุว่า พายุทอร์นาโดเกิดขึ้นในเขต วินเนเบโก เคาน์ตี ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองมิลวอกีไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 145 กิโลเมตร

คลิปวิดีโอจากพื้นที่เผยให้เห็นเศษแผ่นโลหะและไม้จากสิ่งปลูกสร้างปลิวกระจัดกระจายเต็มถนน ขณะที่รถยนต์ต้องขับหลบซากปรักหักพัง นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าอาคารคลังสินค้าแห่งหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแรงลมของพายุ

ฮอลลี คัมบา นักอุตุนิยมวิทยาของ NWS เปิดเผยว่า หน่วยงานได้รับรายงานความเสียหายจำนวนมากในพื้นที่ตอนใต้ของ เอาท์ตาเกมี เคาน์ตี และทางตะวันออกของ วินเนเบโก เคาน์ตี

เมื่อเวลาประมาณ 12.25 น. ตามเวลาท้องถิ่น พายุได้เคลื่อนตัวผ่านทะเลสาบวินเนเบโก มุ่งหน้าสู่ ฟอนด์ ดู แล็ก เคาน์ตี โดยก่อนหน้านั้น NWS ได้ออกประกาศเตือนพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักในพื้นที่ดังกล่าว

นอกจากนี้ สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติยังเตือนว่า สภาพอากาศรุนแรงจะยังคงปกคลุมพื้นที่ตอนกลางด้านตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐวิสคอนซินตลอดช่วงบ่ายของวันจันทร์ โดยคาดว่าจะมีลมกระโชกแรงมากกว่า 97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีลูกเห็บตก และยังมีโอกาสเกิดพายุทอร์นาโดลูกใหม่ในบางพื้นที่.

ที่มา : AP

D4vd นักร้องอเมริกัน จ่อขึ้นศาลไต่สวน คดีฆาตกรรมเด็กหญิงวัย 14

D4vd นักร้องอเมริกัน จ่อขึ้นศาลไต่สวน คดีฆาตกรรมเด็กหญิงวัย 14

28 ก.ค. 2569 06:10 น.

D4vd นักร้องอเมริกัน จ่อขึ้นศาลไต่สวน คดีฆาตกรรมเด็กหญิงวัย 14

D4vd หรือ เดวิด นักร้องชื่อดังชาวอเมริกัน ถูกศาลตัดสินให้ต้องเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาฆาตกรรม เด็กหญิงวัย 14 ปี หลังพบศพของเธอในรถของเขาเมื่อปีก่อน

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ปฏิเสธคำร้องและตัดสินให้ “D4vd” (เดวิด) ศิลปินเพลงชาวอเมริกัน ต้องเข้ารับการพิจารณาคดีในข้อหาฆาตกรรม จากเหตุการณ์เสียชีวิตของเด็กสาววัยรุ่นอายุ 14 ปี ซึ่งถูกพบเป็นศพอยู่ภายในรถของเขา

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากผ่านการไต่สวนมูลฟ้องเป็นเวลา 5 วัน ซึ่งพนักงานอัยการในลอสแอนเจลิสทำการซักถามพยาน 12 ปาก และแสดงหลักฐานทางภาพถ่าย โดยมีครอบครัวของ เซเลสเต ริวาส เอร์นานเดซ วัย 14 ปี เฝ้ามองอยู่ในห้องพิจารณาคดี

นักร้องชื่อดังรายนี้ ซึ่งมีชื่อจริงตามกฎหมายว่า เดวิด แอนโทนี เบิร์ก ถูกกล่าวหาว่าฆาตกรรมเด็กสาวคนดังกล่าว โดยพบศพของเธอเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ภายในรถยนต์เทสลาซึ่งจดทะเบียนในชื่อของเขา แต่ เดวิด ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 21 ปี ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ทั้งในข้อหาฆาตกรรมและข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ

การนัดเบิกความและฟังข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการของเดวิด มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคม โดยการพิจารณาคดีจะเริ่มขึ้นภายใน 90 วันนับจากวันดังกล่าว

ทั้งนี้ อัยการกล่าวหาว่า เดวิดใช้ของมีคมแทงเด็กสาวก่อนจะอำพรางศพของเธอ หลังจากที่กระทำความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเธอมานานหลายปี และที่ฆาตกรรมก็เพราะเด็กสาวขู่ว่าจะเปิดเผยว่าเดวิดมีความสัมพันธ์กับผู้เยาว์ ซึ่งจะทำลายอาชีพนักร้องที่กำลังรุ่งโรจน์ของเขาลงในทันที

หลักฐานที่ถูกอ่านในศาลเมื่อวันจันทร์แสดงให้เห็นถึงข้อความข่มขู่ที่เซเลสเตส่งถึงเดวิดเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2568 ซึ่งมีสาเหตุจากการที่เดวิดมีสัมพันธ์กับเด็กสาวอีกคน

“ฉันสาบานต่อพระเจ้าว่าฉันจะฆ่าแก” ข้อความหนึ่งของฝ่ายหญิงที่เต็มไปด้วยคำหยาบคายระบุ ตามด้วยข้อความขู่ว่าจะบีบคอเขาและจะพูดเรื่องโกหกเกี่ยวกับเดวิดให้พ่อของเธอฟัง “ฉันจะทำลายทั้งอาชีพและชีวิตของแก ฉันจะพังทุกอย่างให้หมด” อีกข้อความหนึ่งระบุ

อัยการกล่าวว่า ในวันถัดมา เอร์นานเดซได้เดินทางไปที่บ้านของเดวิดในย่านฮอลลีวูดด้วยรถอูเบอร์ (Uber) ที่เขาส่งไปรับเธอ และเดวิดก็ลงมือแทงเธอทันทีที่เธอเดินทางมาถึง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยูเครนเมินคำขู่ หลังส่งโดรนโจมตีเรืออิหร่านในทะเลแคสเปียน

ยูเครนเมินคำขู่ หลังส่งโดรนโจมตีเรืออิหร่านในทะเลแคสเปียน

28 ก.ค. 2569 05:27 น.

ยูเครนเมินคำขู่ หลังส่งโดรนโจมตีเรืออิหร่านในทะเลแคสเปียน

ยูเครนออกมาปฏิเสธคำขู่โจมตีของรัฐบาลเตหะราน หลังจากพวกเขาส่งโดรนโจมตีเรือสินค้าของอิหร่านในทะเลแคสเปียนเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ โดยระบุว่าเรือลำนี้กำลังขนอาวุธและอุปกรณ์ทางทหารไปให้รัสเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 ว่า เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญเมื่อกองทัพยูเครนส่งโดรนโจมตีเรือขนส่งสินค้าของอิหร่านในทะเลแคสเปียนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เกิดการเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างสงครามในยูเครนและสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้อิหร่านออกมาแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี และหน่วยความมั่นคงยูเครน (SBU) ระบุว่าได้ส่งโดรนโจมตีเป้าหมายระยะไกลในทะเลแคสเปียน โดยยิงโดรนใส่แท่นขุดเจาะน้ำมัน, เรือขีปนาวุธรัสเซีย และเรือบรรทุกสินค้า “Anna” ของอิหร่าน

เอกอัครราชทูตยูเครนประจำอิสราเอลเผยว่า เรือของอิหร่านลำดังกล่าวไม่ได้บรรทุกสินค้าพลเรือน แต่มียุทโธปกรณ์ ชิ้นส่วนโดรน และขีปนาวุธที่จะส่งมอบให้แก่รัสเซีย

ด้านรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างรุนแรง ว่าเป็นการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติโดยการบงการของอิสราเอล ทำให้มีลูกเรือเสียชีวิต 1 ราย และขู่ว่าจะมีการตอบโต้

ฝ่ายรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศยูเครนตอบกลับโดยปฏิเสธคำขู่ของอิหร่านว่า เป็นเรื่องไร้สาระ และชี้ว่าอิหร่านเป็นสมรู้ร่วมคิดกับรัสเซียในการก่อสงครามกวาดล้างชาวยูเครนมาตั้งแต่ปี 2565 แล้ว

ทั้งนี้ ทะเลแคสเปียนเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงที่สำคัญมากระหว่างรัสเซียและอิหร่าน โดยอิหร่านส่งออกโดรน “ชาเฮด” (Shahed) ให้รัสเซียมาตลอด และเริ่มส่งมอบขีปนาวุธพิสัยใกล้ให้รัสเซียใช้โจมตีเมืองต่างๆ ในยูเครน

ยูเครนมองว่าตนเองและอิสราเอลกำลังต่อสู้กับ “กลุ่มอักษะแห่งความชั่วร้าย” กลุ่มเดียวกัน และยูเครนได้ส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารไปช่วยกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับเพื่อตั้งรับการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านด้วยเช่นกัน

การโจมตีเรือของอิหร่านล่าสุดนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “มาตรการคว่ำบาตรระยะไกล” ที่ประธานาธิบดีเซเลนสกีนำมาใช้โจมตีคลังน้ำมันและกองทัพเรือเงาของรัสเซียเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี อดีตเจ้าหน้าที่การข่าวของยูเครนมองว่า แม้จะตัดเส้นทางขนส่งได้ แต่การเปิดศึกและสร้างศัตรูเพิ่มกับอิหร่านอาจไม่เป็นผลดีต่อยูเครนในระยะยาว

ส่วนนักวิเคราะห์จาก Acled ซึ่งเป็นองค์กรวิเคราะห์ข้อมูลสงคราม ชี้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของยูเครน ไม่ใช่การเปิดแนวรบใหม่กับเตหะราน แต่คือการเพิ่มแรงกดดันเพื่อทำลายเครือข่ายส่งกำลังบำรุงของกองทัพรัสเซียที่อยู่นอกสมรภูมิหลักต่างหาก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์เชื่อ “มีโอกาสสูง” บรรลุข้อตกลงอิหร่าน เตือนพร้อมกลับมาโจมตีอีก

ทรัมป์เชื่อ “มีโอกาสสูง” บรรลุข้อตกลงอิหร่าน เตือนพร้อมกลับมาโจมตีอีก

28 ก.ค. 2569 04:38 น.

ทรัมป์เชื่อ “มีโอกาสสูง” บรรลุข้อตกลงอิหร่าน เตือนพร้อมกลับมาโจมตีอีก

โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่า มีโอกาสสูงที่ข้อตกลงกับอิหร่านจะเกิดขึ้น แม้เตหะรานปฏิเสธข่าวที่ว่ากำลังมีการเจรจา พร้อมเตือนด้วยว่า สหรัฐฯ พร้อมจะกลับไปโจมตีอีกครั้งหากไม่มีข้อตกลง

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า เขามองว่ามีโอกาสสูงที่การทูตกับอิหร่านอาจนำไปสู่ข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือนได้ แต่ก็เตือนว่าวอชิงตันจะกลับมาเปิดฉากโจมตีทางทหารอีกครั้งหากการเจรจาล้มเหลว

“ผมมีความอดทนสูงมาก … เราจะมาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่ามีโอกาสสูงที่บางอย่างอาจเกิดขึ้นได้” ทรัมป์กล่าว หลังถูกถามถึงความคืบหน้าที่อาจเกิดขึ้นในการเจรจาสันติภาพ “หากมันไม่เกิดขึ้น เราก็จะกลับไปทำสิ่งที่เราเคยทำเมื่อสองวันที่แล้ว”

ทั้งนี้ หลังจากสหรัฐฯ ดำเนินการทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงติดต่อกันถึง 13 คืนจนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ก.ค. ขณะที่อิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในชาติตะวันออกกลาง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็สั่งระงับการโจมตีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายอิหร่านระบุว่าจะหยุดโจมตีเช่นกัน ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ไม่กลับมาโจมตีอีก

ทรัมป์กล่าวว่า ผู้นำอิหร่านเป็นฝ่ายร้องขอการประชุม และอ้างว่า “เหตุผลเดียวที่พวกเขาต้องการพบปะ ก็เพราะเราโจมตีพวกเขาอย่างหนักหน่วง”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เตหะรานได้ปฏิเสธเรื่องการฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ โดยระบุว่ามีเพียงการส่งผ่านข้อความระหว่างทั้งสองฝ่ายผ่านคนกลางเท่านั้น

นอกจากนั้น นายทรัมป์ยังปฏิเสธความกังวลที่ว่าสงครามกับอิหร่านที่ดำเนินมานาน 5 เดือน ทำให้คลังยุทธภัณฑ์ของสหรัฐฯ ร่อยหรอลง ท่ามกลางรายงานข่าวว่า พลเอก แดน เคน กล่าวเตือนประธานาธิบดีในเรื่องนี้

“เรามียุทธภัณฑ์อยู่เยอะมาก” ทรัมป์กล่าว “เรามียุทธภัณฑ์ระดับกลางอยู่มากเกินกว่าที่เราจะใช้หมดด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม”

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวเสริมด้วยว่า เขาอยากให้สหรัฐฯ มีกองกำลังสำรองที่ใหญ่กว่านี้อีก แต่ก็บ่นด้วยว่า “มีการมอบยุทธภัณฑ์ไปให้ยูเครนมากเกินไป” ในสงครามกับรัสเซีย

เมื่อถูกถามว่า ซาอุดีอาระเบียกำลังพิจารณาที่จะเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ซึ่งเป็นข้อตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลโดยมีสหรัฐฯ เป็นคนกลางหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่า “ไม่ เรายังไม่ได้คุยกัน”

ทรัมป์ยังเผชิญกับคำถามอีกหลายข้อเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศ รวมถึงคำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเงินที่ยึดได้จากเวเนซุเอลา ซึ่งนายทรัมป์ตอบว่า เงินดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้ในกองทัพสหรัฐฯ และส่งสัญญาณว่าวอชิงตันอาจดึงเงินทุนจากอิหร่านในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย

“เรากำลังได้รับเงินจำนวนมาก นับพันนับหมื่นล้านดอลลาร์” เขากล่าว “และสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นกับอิหร่านด้วยเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชาวเมืองบอร์โดผวา ไฟป่าลุกลามหนัก ห่างเมืองแค่ 15 กิโลเมตร

ชาวเมืองบอร์โดผวา ไฟป่าลุกลามหนัก ห่างเมืองแค่ 15 กิโลเมตร

28 ก.ค. 2569 03:49 น.

ชาวเมืองบอร์โดผวา ไฟป่าลุกลามหนัก ห่างเมืองแค่ 15 กิโลเมตร

นายกเทศมนตรีเมืองบอร์โดยืนยันว่า กำลังเตรียมรับมือกับทุกความเป็นไปได้ หลังจากไฟป่าจุดหนึ่งลุกลามเข้าใกล้เมืองจนห่างเพียง 15 กม.เท่านั้น และยังไม่สามารถควบคุมได้

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 นายกเทศมนตรีเมืองบอร์โด ของฝรั่งเศส ระบุว่า เขากำลังเตรียมพร้อมรับมือกับ “ทุกสถานการณ์ที่เป็นไปได้” เนื่องจากหนึ่งในเหตุไฟป่าหลายแห่งที่กำลังโหมกระหน่ำในประเทศ ได้ลุกลามมาอยู่ห่างจากเมืองทางตะวันตกเฉียงใต้แห่งนี้เพียง 15 กิโลเมตรแล้ว

“เรากำลังเตรียมพร้อมเพื่อรองรับผู้คนจำนวนมาก หากมีคำสั่งอพยพเพิ่มเติม” นาย โธมัส คาเซอนาฟ นายกเทศมนตรีเมืองบอร์โด กล่าว

ด้านนาย โลรองต์ นูเญซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยฝรั่งเศส เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงในจังหวัดฌีรงด์กำลังเผชิญกับสถานการณ์ “ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ในการต่อสู้กับไฟป่าซึ่ง “กำลังขยายตัวขยายวงอย่างรวดเร็วเกินควบคุม”

จนถึงตอนนี้ ในฝรั่งเศสมีผู้ที่ต้องอพยพเพื่อหนีไฟป่าแล้วกว่า 220,000 คน นอกจากนี้ คลื่นความร้อนรุนแรงอีกระลอกในวันอังคารอาจยิ่งเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการดับเพลิง

นายเฌอโรม สเตฟฟ์ นายกเทศมนตรีเมืองเซสตาส ซึ่งเป็นเมืองทางตอนใต้ของบอร์โด บอกกับสำนักข่าว บีบีซี (BBC) ว่า เหตุการณ์นี้ “จะเป็นไฟป่าแห่งศตวรรษ”

เขาอธิบายว่า ประชาชนกว่า 17,000 คนต้องอพยพออกจากเมืองของเขาในช่วงกลางคืน ช่วงที่ไฟป่าโหมกระหน่ำเมื่อ 2 วันก่อน และจนถึงตอนนี้ ไฟป่าได้เผาผลาญพื้นที่ในจังหวัดฌีรงด์ไปแล้ว 42,000 เฮกตาร์ (ราว 262,500 ไร่) และบ้านเรือนถูกทำลายไป 240 หลัง

“ในเมืองของผม สถานการณ์เข้าขั้นหายนะอย่างแท้จริง” นายสเตฟฟ์กล่าว และเสริมด้วยว่า แม้ไฟป่าจะไม่เคลื่อนตัวรวดเร็วเท่าเดิมแล้วทีมงานของเขา “เพิ่งชนะเพียงศึกย่อยๆ เท่านั้น” พร้อมย้ำว่าความเสี่ยงยังคงมีอยู่จากสะเก็ดไฟที่ปลิวมา หรือการเปลี่ยนทิศทางของลมอย่างกะทันหัน

“เราทุ่มเทพลังงานทั้งหมดไปกับการสร้าง แนวกันไฟ เพื่อป้องกัน” เขากล่าวอธิบาย แต่ก็ยอมรับว่า “เราทุกคนต่างหวาดกลัวเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้”

ขณะที่นาย เซบาสเตียน เลอกอร์นู นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส โพสต์ข้อความผ่าน X เพื่อเตือนว่า ประเทศกำลังเผชิญกับฤดูไฟป่าที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีไฟป่าเกิดขึ้นแล้ว 13,566 ครั้งนับตั้งแต่เดือนมกราคม เผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 116,085 เฮกตาร์ (ราว 725,500 ไร่)

นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสเผยว่า 9 ใน 10 ของไฟป่าดังกล่าว “เกิดจากฝีมือมนุษย์” และส่วนใหญ่มาจากความประมาทเลินเล่อ เช่น ก้นบุหรี่ การจุดเตาบาร์บีคิว หรือการทำงานโดยไม่มีการระมัดระวังป้องกัน

นายเลอกอร์นูบอกด้วยว่า ไฟป่าเหล่านี้ไม่ใช่ทั้งหมดที่เป็นอุบัติเหตุ และบางแห่งถูกจุดด้วย “ความจงใจ” โดยเสริมว่านับตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้ว 162 ราย

ทั้งนี้นอกจากที่จังหวัดฌีรงด์ ยังมีไฟป่ากำลังลุกไหม้ในอีกหลายภูมิภาคของฝรั่งเศส รวมถึงวาร์และลองด์ ตลอดจนในโอดต์-กอร์ส บนเกาะคอร์ซิกาด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

แคนาดาเร่งสืบสวน เสียงปืนดังที่กงสุลสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน

แคนาดาเร่งสืบสวน เสียงปืนดังที่กงสุลสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน

28 ก.ค. 2569 02:45 น.

แคนาดาเร่งสืบสวน เสียงปืนดังที่กงสุลสหรัฐฯ ครั้งที่ 2 ในรอบ 4 เดือน

เกิดบุคคลไม่ทราบฝ่ายยิงปืนหน้าสถานกงสุลสหรัฐฯ ในเมืองโทรอนโตของแคนาดาอีกครั้งในวันจันทร์ ตำรวจพยายามขับรถไล่ล่ามือปืน แต่ตัดสินใจยกเลิกการไล่ตามเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในเมืองโทรอนโตกำลังเร่งสืบสวน หลังจากมีเสียงปืนดังขึ้นที่สถานกงสุลสหรัฐอเมริกาประจำเมืองเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้แล้ว ที่เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้

เมื่อเวลาประมาณ 04:45 น.ของวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งประจำการอยู่ด้านนอกอาคารสถานกงสุลได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด และสังเกตเห็นรถยนต์สีขาวไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนขับหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว

ตำรวจได้ขับรถไล่ล่าด้วยความเร็วสูงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจยกเลิกการไล่ล่าเนื่องจากคำนึงถึงความปลอดภัย ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยิงปืนครั้งนี้กี่คน

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่าพบปลอกกระสุนหนึ่งปลอกในที่เกิดเหตุ และพบร่องรอยความเสียหายที่บริเวณด้านหน้าของตัวอาคารสถานกงสุล

เหตุยิงปืนในวันจันทร์เกิดขึ้นหลังจากที่ตำรวจโทรอนโตเพิ่งจับกุมผู้ต้องหา 3 คนจากเหตุการณ์ที่คล้ายกันเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งพนักงานสอบสวนเชื่อมโยงว่ามีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายมือปืนรับจ้างขนาดใหญ่

ตำรวจโทรอนโตระบุว่า กำลังสอบสวนเหตุโจมตีครั้งล่าสุดนี้โดยได้รับความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแคนาดา (RCMP) และพันธมิตรผู้บังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ

พันตำรวจโท โจนาธาน โค จาก RCMP เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่ากังวล” ขณะที่ โอลิเวีย ชาว นายกเทศมนตรีเมืองโทรอนโต กล่าวว่าเหตุโจมตีครั้งนี้ “อุกอาจอย่างยิ่ง”

แฟรงก์ บาร์เรโด รองผู้บังคับการตำรวจโทรอนโต เปิดเผยว่า มีบุคคลอยู่อย่างน้อยสองคนภายในสถานกงสุลขณะเกิดเหตุ แต่เขายืนยันว่า ตัวอาคาร “มีการป้องกันที่แน่นหนามาก” และคนที่อยู่ข้างในน่าจะไม่ได้ยินเสียงปืนด้วยซ้ำ

นายบาร์เรโดระบุเสริมว่า การสืบสวนยังคงดำเนินต่อไป และได้ขอให้ตำรวจทั่วทั้งเมืองเฝ้าระวังผู้ต้องสงสัยที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว พร้อมให้คำมั่นว่า “เราจะนำตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้”

ด้านสถานกงสุลสหรัฐฯ ประจำโทรอนโต โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจสำหรับการเข้าตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ตำรวจแคนาดามาประจำการอยู่ด้านนอกสถานกงสุลแห่งนี้ตั้งแต่เดือนมีนาคม หลังเกิดเสียงปืนดังขึ้นนอกอาคาร ซึ่งตำรวจในขณะนั้นระบุว่าเป็น “เหตุการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ” โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุโจมตีครั้งนั้นเช่นกัน

ต่อมาในเดือนมิถุนายน ตำรวจนำกำลังเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับเหตุยิงดังกล่าว ซึ่งส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง คือ สิบตำรวจเอก มาร์ค พินิซซอตโต วัย 43 ปี เสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติการ

ในเวลาต่อมา ตำรวจได้จับกุมผู้ต้องสงสัยหลายรายที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 19 ปี ในข้อหาก่อเหตุยิงปืนติดต่อกันหลายครั้ง ซึ่งรวมถึงเหตุการณ์ในเดือนมีนาคมที่ด้านนอกสถานกงสุล โดยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายมือปืนรับจ้างขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ร้านเบเกอรี่ของชาวยิว 2 แห่งในเมืองก็ตกเป็นเป้าหมายเช่นกัน โดยมีอย่างน้อยหนึ่งแห่งที่ถูกยิงเข้าใส่ อย่างไรก็ตาม ตำรวจระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงระหว่าง 2 เหตุการณ์นี้ แต่ไม่ตัดความเป็นไปได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลาโหมสหรัฐฯ เผย ทหารเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

กลาโหมสหรัฐฯ เผย ทหารเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

27 ก.ค. 2569 23:52 น.

กลาโหมสหรัฐฯ เผย ทหารเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามอิหร่านปะทุ

กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เผยว่า มีทหารสหรัฐฯ บาดเจ็บกว่า 600 นาย นับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านปะทุเมื่อสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางข้อครหาเรื่องการแก้ข้อมูลทหารที่เสียชีวิต

ตามรายงานอัปเดตล่าสุดของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน เมื่อ 25 ก.ค. 2569 ระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารสหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 624 นาย นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งจุดฉนวนให้เกิดสงครามกับอิหร่านซึ่งดำเนินมาจนถึงตอนนี้

ในบรรดาผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด มี 417 นายที่ได้รับบาดเจ็บในปฏิบัติการ “อีปิค ฟิวรี” (Epic Fury) ขณะที่อีก 207 นายบาดเจ็บใน “ปฏิบัติการในต่างประเทศ” ซึ่งเป็นหมวดที่เพิ่งปรากฏบนเว็บไซต์ของเพนตากอนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเป็นการนับสถิติตั้งแต่วันที่ 7 ก.ค.เป็นต้นไป

สหรัฐฯ และอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน และลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อเดือนมิถุนายน แต่ตลอดช่วงที่ผ่านมายังคงเกิดการโจมตีจากทั้งสองฝ่ายประปรายจนกระทั่งเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน สหรัฐฯ กับอิหร่านโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่องถึง 13 คืนติดต่อกัน ก่อนจะหยุดลงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อสัปดาห์ก่อน เพนตากอนได้ปรับแก้ตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในสงคราม โดยนำรายชื่อของผู้เสียชีวิต 4 นายในปฏิบัติการ “อีปิค ฟิวรี” ย้ายไปอยู่ในยอดผู้เสียชีวิตในหมวดปฏิบัติการในต่างประเทศ ทำให้ตอนนี้สหรัฐฯ มีผู้เสียชีวิตในปฏิบัติการดังกล่าวเหลือ 14 ศพ

การเปลี่ยนแปลงสถิติผู้สูญเสียโดยไม่มีการชี้แจงและทำอย่างเงียบ ๆ ทั้งในส่วนของผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการลดทอนความโปร่งใส

“คณะทำงานชุดนี้ดูเหมือนจะมีปัญหาอย่างมากในการพูดความจริงเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขผู้สูญเสียเท่านั้น แต่รวมถึงภาพรวมของสงครามทั้งหมดด้วย” พลโท เบน ฮอดเจส อดีตผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ในยุโรปช่วงที่ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยแรกกล่าว

ด้าน โทมัส แมสซี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นผู้เดินหน้าวิจารณ์นายทรัมป์บ่อยครั้ง โพสต์บนแพลตฟอร์ม X โดยเรียกการแบ่งแยกประเภทความขัดแย้งนี้ว่าเป็น “กลอุบายที่ไร้สาระ”

อย่างไรก็ตาม ฌอน พาร์เนลล์ โฆษกเพนตากอน ระบุผ่าน X ว่า ตัวเลขที่มีการเปลี่ยนแปลงนี้เป็น “ความขัดข้องชั่วคราวของข้อมูล” และ “ความผิดปกติของเว็บไซต์เหล่านี้กำลังอยู่ในระหว่างการแก้ไข โดยประสานงานร่วมกับเหล่าทัพต่าง ๆ”

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงรายชื่อดังกล่าวดูเหมือนจะสะท้อนถึงทหารสหรัฐฯ 4 นายที่เสียชีวิตในเดือนกรกฎาคม หลังจากข้อตกลงชั่วคราวที่ทรัมป์ลงนามเมื่อเดือนที่แล้วเริ่มร้าวฉาน และหลังจากที่ประธานาธิบดีได้ประกาศว่าการหยุดยิงกับอิหร่านนั้น “สิ้นสุดลงแล้ว”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นไม่ได้ฟื้นเจรจาสหรัฐฯ

อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นไม่ได้ฟื้นเจรจาสหรัฐฯ

27 ก.ค. 2569 23:01 น.

อิหร่านยืนยัน ยังคุมช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นไม่ได้ฟื้นเจรจาสหรัฐฯ

ทางการอิหร่านยืนยันว่า พวกเขายังคงเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และว่าพวกเขาไม่ได้พยายามที่จะฟื้นฟูการเจรจากับสหรัฐฯ หลังจากทั้งสองฝ่ายหยุดการโจมตีตอบโต้กันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 ทางการอิหร่านออกมายืนยันว่า พวกเขายังคงเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ และไม่ได้พยายามที่จะฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งระงับโจมตีทางอากาศที่ดำเนินมานานสองสัปดาห์

สื่อมวลชนหลายแห่งของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ อิหร่านได้สั่งให้เรือที่ “กระทำความผิด” จำนวน 6 ลำ หันหลังกลับ หลังจากเรือเหล่านั้นพยายามจะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่ได้รับอนุญาต และว่าหนึ่งในเรือเหล่านั้นประสบ “อุบัติเหตุ” ซึ่งเป็นสิ่งที่อิหร่านเคยขู่ไว้ว่า เป็นสิ่งที่เรือที่กระทำผิดอาจต้องเผชิญ

หลังจากสหรัฐฯ ดำเนินการทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงติดต่อกันถึง 13 คืนจนถึงเมื่อวันศุกร์ที่ 24 ก.ค. ขณะที่อิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ในชาติตะวันออกกลาง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็สั่งระงับการโจมตีเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ฝ่ายอิหร่านระบุว่าจะหยุดโจมตีเช่นกัน ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ไม่กลับมาโจมตีอีก

การยุติการโจมตีของสหรัฐฯ กับอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างหนัก ด้วยความหวังว่าอุปทานน้ำมันทั่วโลกที่เคยชะงักงันจะสามารถกลับมาราบรื่นได้อีกครั้ง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเคยพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้นๆ เมื่อสัปดาห์ก่อนและเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ร่วงลงมากกว่า 8% ในช่วงสายของวันจันทร์ ลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 89 ดอลลาร์เล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณในวันจันทร์ว่าเตหะรานอาจกำลังเริ่มหยั่งเชิงการหยุดยิงครั้งใหม่นี้แล้ว โดยทางการจอร์แดนรายงานว่า กองทัพของพวกเขายิงโดรนของอิหร่านตก 2 ลำ ขณะที่แหล่งข่าวความมั่นคงของอิรักเปิดเผยว่า มีโดรนเข้าโจมตีฐานทัพของกลุ่มติดอาวุธชาวเคิร์ดเชื้อสายอิหร่าน ทางตอนเหนือของประเทศ

ทั้งนี้ การโจมตีระลอกล่าสุดของสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อลงโทษอิหร่าน ที่โจมตีเรือสินค้าที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซด้วยเส้นทางใกล้ชายฝั่งโอมาน ซึ่งเป็นเส้นทางที่สหรัฐฯ แนะนำให้เรือต่างๆ ใช้งาน

แต่ฝ่ายอิหร่านระบุว่า เรือต่าง ๆ สามารถสัญจรผ่านได้เฉพาะในช่องทางที่แล่นเข้าใกล้ชายฝั่งของตนเองเท่านั้น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อิหร่านควบคุมและตั้งใจจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทาง

การตัดสินใจระงับการโจมตีของนายทรัมป์เป็นไปตามคำแนะนำของฝ่ายการทหาร ที่ระบุว่าการทิ้งระเบิดได้ทำลายเป้าหมายที่เลือกไว้ก่อนหน้านี้จนหมดสิ้นแล้ว ขณะที่พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการทหารร่วม แสดงความกังวลเกี่ยวกับปริมาณกระสุนและยุทโธปกรณ์ป้องกันทางอากาศที่ลดลงอย่างมาก

นายไมค์ วอลท์ซ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ว่า นายทรัมป์สั่งระงับการโจมตีเพื่อเปิดช่องให้กับการเจรจา โดยทั้งนายทรัมป์, มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ คนอื่น ๆ ต่างกล่าวอ้างว่า อิหร่านกำลัง “อ้อนวอนขอทำข้อตกลง”

อย่างไรก็ตาม นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน แถลงข่าวผ่านทางโทรทัศน์เมื่อวันจันทร์ว่า อิหร่านไม่ได้ร้องขอให้ฟื้นฟูการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกาแต่อย่างใด แม้จะยังคงมีการส่งผ่านข้อความระหว่างทั้งสองฝ่ายผ่านคนกลาง

นายบากาอีย้ำว่า อิหร่านไม่ได้ทอดทิ้งวิธีทางการทูต แต่ “รายงานที่ว่าอิหร่านร้องขอการเจรจากับสหรัฐฯ นั้นเป็นเรื่องที่กุขึ้นมา” พร้อมเสริมว่า “การทำเช่นนั้นไม่อยู่ใน DNA ของเรา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

27 ก.ค. 2569 21:47 น.

จีนสั่งฟ้อง “เฉิน จื้อ” ตัวการใหญ่แก๊งสแกมเมอร์ ข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

(ภาพจาก AFP PHOTO / CHINA’S MINISTRY OF PUBLIC SECURITY)

เฉิน จื้อ ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นจอมบงการเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา ถูกจีนสั่งฟ้องในข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนา ซึ่งมีโทษตั้งแต่จำคุก 10 ปี ไปจนถึงขั้นประหารชีวิต

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ก.ค. 2569 นิตยสารธุรกิจ “ไฉซิน” (Caixin) ของจีนรายงานว่า นาย เฉิน จื้อ วัย 38 ปี ผู้ต้องหาว่าเป็นผู้บงการเครือข่ายสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในกัมพูชา อาจต้องโทษถึงประหารชีวิต หลังจากอัยการจีนได้เพิ่มข้อหาทำร้ายร่างกายโดยเจตนาเข้าไปในรายการความผิดที่สั่งฟ้องเขา

ตามรายงานของ ไฉซิน อัยการได้ถอนข้อหาเดิมเรื่องการปกปิดและปิดบังทรัพย์สินอันได้จากการกระทำความผิดของนายเฉินออกไป แต่ได้เพิ่มข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และทำร้ายร่างกายโดยเจตนาเข้าไปแทน

ภายใต้กฎหมายอาญาของจีน การตั้งใจทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ความตายด้วยวิธีการที่โหดร้ายเป็นพิเศษ มีบทลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 10 ปี และอาจนำไปสู่การประหารชีวิตได้

ทั้งนี้ เฉิน จื้อ เป็นผู้ก่อตั้ง ปริ้นซ์ กรุ๊ป (Prince Group) กลุ่มบริษัทในเครือข่ายใหญ่ของกัมพูชา ซึ่งทางการระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลวงผ่านทางออนไลน์ขนาดใหญ่ โดยเขาถูกส่งตัวข้ามแดนจากกัมพูชาไปยังประเทศจีนเมื่อ 6 เดือนก่อน และถูกจับกุมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา

นายเฉินยังเป็นที่ต้องการตัวของอัยการสหรัฐอเมริกา ในข้อหาดำเนินงานหนึ่งในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ จัดให้ ปริ้นซ์ กรุ๊ป เป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 แล้ว

นอกจากนายเฉิน ผู้บริหารระดับสูงของเขา 2 คนได้แก่ หลิว เหริน ผู้ก่อตั้งบริษัท จินเป่ย กรุ๊ป (Jinbei Group) และ หลี่ สง อดีตประธานกรรมการของ ฮุยวัน กรุ๊ป (Huione Group) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของปริ้นซ์ กรุ๊ป ก็ถูกส่งตัวกลับประเทศจีนและถูกตั้งข้อหาหลายประการ ตั้งแต่การกักขังหน่วงเหนี่ยวไปจนถึงการทำร้ายร่างกายโดยเจตนา

นายหลิวถูกส่งตัวข้ามแดนจากกัมพูชาเมื่อเดือนมิถุนายน โดยถูกกล่าวหาว่าบริหารแพลตฟอร์มการพนันออนไลน์หลายแห่งภายใต้แบรนด์จินเป่ย และล่อลวงพลเมืองจีนให้เข้ามาเล่นการพนัน ส่วนนายหลี่ ถูกส่งตัวข้ามแดนมาเมื่อเดือนเมษายน

ด้านสำนักข่าว “เกียวโด” (Kyodo) ของญี่ปุ่น รายงานว่า นาย หู ซื่อ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้มีอำนาจลำดับ 2 ในปริ้นซ์ กรุ๊ป ถูกจับกุมในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมิถุนายน ในข้อหาปลอมแปลงเอกสาร และตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่า ใช้นามแฝงหลายชื่อ รวมถึง เฉิน เสี่ยวเอ๋อร์ และ หู เสี่ยวเว่ย ถูกระบุว่าเป็นสัญชาติไซปรัส เชื้อสายจีน วัย 44 ปี

นายหู ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตรเมื่อเดือนมิถุนายน โดยสหรัฐฯ ระบุว่านาย หู เป็นที่รู้จักในฐานะ “พี่ใหญ่” ของนายเฉิน และปัจจุบันเขายังคงถูกควบคุมตัวอยู่ในญี่ปุ่น

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่านาย หู ได้จัดตั้งบริษัทในเครือปริ้นซ์ กรุ๊ป นอกกัมพูชาครอบคลุมมากกว่า 30 ประเทศ และมีบทบาทในกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์ข้ามชาติของปริ้นซ์ กรุ๊ป ไปจนถึงบริการทางการเงิน

เมื่อเดือนพฤษภาคม ศาลฮ่องกงได้สั่งอายัดอสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์มูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง ที่ถือครองโดยบริษัทของนายหู กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเขา

หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ทางการกัมพูชาก็บุกค้นอาคาร 2 แห่งในโครงการ ปริ้นซ์ เซ็นทรัล พลาซา ในกรุงพนมเปญ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับนายเฉิน และควบคุมตัวบุคคลไว้ 104 คน โดยในจำนวนนี้เป็นพลเมืองชาวจีน 82 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ตำรวจอินเดียถูกพักงาน หลังใช้ปืนไรเฟิล AK-47 ยิงขึ้นฟ้าสลายม็อบนักศึกษา

ตำรวจอินเดียถูกพักงาน หลังใช้ปืนไรเฟิล AK-47 ยิงขึ้นฟ้าสลายม็อบนักศึกษา

27 ก.ค. 2569 16:30 น.

ตำรวจอินเดียถูกพักงาน หลังใช้ปืนไรเฟิล AK-47 ยิงขึ้นฟ้าสลายม็อบนักศึกษา

อินเดียสั่งพักงานตำรวจรัฐพิหาร หลังคลิปวิดีโอเผยให้เห็นการใช้อาวุธปืน AK-47 ยิงขึ้นฟ้าระหว่างสลายการชุมนุมของนักศึกษา ท่ามกลางกระแสประท้วงของคนรุ่นใหม่ที่ยืดเยื้อมาหลายสัปดาห์จากกรณีข้อสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์รั่วไหลและปัญหาว่างงาน

กองบังคับการตำรวจรัฐพิหาร มีคำสั่งสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่ง หลังมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอบนโลกออนไลน์ ซึ่งบันทึกภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนขณะถือปืนไรเฟิล AK-47 วิ่งเข้าหากลุ่มนักศึกษา เล็งปืนใส่ และลั่นไกยิงขึ้นฟ้าอย่างน้อย 3 นัด ระหว่างการประท้วงปิดเมือง “Bihar Bandh” ในเมืองซีวาน รัฐพิหาร เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา

นายนิเลช กุมาร รองผู้บัญชาการตำรวจรัฐพิหาร แถลงยอมรับว่า เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวสังกัดหน่วยข่าวกรองซึ่งปกติใช้ปฏิบัติการกับอาชญากรร้ายแรง แต่กลับนำปืน AK-47 มาใช้กับกลุ่มนักศึกษา ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อขั้นตอนปฏิบัติอย่างร้ายแรงและไม่สามารถยอมรับได้ ทางกองทัพจึงสั่งพักงานทันทีและกำลังตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างเข้มงวด

แม้ทางตำรวจจะอ้างว่าไม่มีผู้บาดเจ็บจากการยิงปืน AK-47 ขึ้นฟ้า แต่รายงานท้องถิ่นยืนยันว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 3 รายจากเหตุความวุ่นวายและการปะทะในวันดังกล่าว โดยกำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในเมืองปัฏนา หนึ่งในนั้นคือ มูฮัมหมัด อาริฟ เยาวชนวัยเพียง 15 ปี ซึ่งถูกกระสุนยิงเข้าที่บริเวณคอขณะกำลังเดินทางกลับบ้านหลังปิดร้านค้า ครอบครัวระบุว่าเขาไม่ได้เข้าร่วมการประท้วง อย่างไรก็ดี แพทย์ได้ผ่าตัดนำกระสุนออกเรียบร้อยแล้วและอาการปลอดภัยแล้ว

กระแสการประท้วงของชาวอินเดียยืดเยื้อมานานกว่า 5 สัปดาห์ โดยมีชนวนเหตุสำคัญจากการรั่วไหลของข้อสอบเข้าวิทยาลัยแพทยศาสตร์ระดับชาติเมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งกระทบนักศึกษากว่า 2 ล้านคนจนต้องสั่งสอบใหม่ ประกอบกับความแค้นเคืองต่อปัญหาการว่างงานของเยาวชน และความกังวลเรื่องเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาแทนที่แรงงานในอุตสาหกรรมไอที

วิกฤตการณ์ดังกล่าวส่งผลให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของอินเดียต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของพรรคประชาชนแมลงสาบ และกลุ่มนักศึกษาหลายหมื่นคนที่เดินขบวนมุ่งหน้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในกรุงนิวเดลี ซึ่งก่อนหน้านี้ตำรวจถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ทั้งการใช้กระบองสลายการชุมนุม แก๊สน้ำตา และปืนลูกซอง

เหตุการณ์ใช้ปืน AK-47 กับนักศึกษาได้กลายเป็นประเด็นร้อนในสภาผู้แทนราษฎรของอินเดียทันที นายมัลลิการ์ชุน คาร์เก หัวหน้าพรรคคองเกรสซึ่งเป็นฝ่ายค้านหลัก กล่าวในสภาว่า “นี่คือการโจมตีประชาธิปไตยที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ไม่เคยมีครั้งไหนที่นักศึกษาจะถูกตี ถูกลาก และถูกปฏิบัติเหมือนอาชญากรเพียงเพราะพวกเขาออกมาเรียกร้องสิทธิ์”

ขณะที่ นายราหุล คานธี  ผู้นำฝ่ายค้านในสภาล่าง และ นายเตจัสวี ยาดัฟ  ผู้นำฝ่ายค้านในรัฐพิหาร ต่างออกมาประณามและจี้ให้ลงโทษผู้เกี่ยวข้อง ส่วนพรรคอามอาดมี (AAP) ออกมาชี้ว่า รัฐบาลพรรคบีเจพี (BJP) ได้เปลี่ยนประเทศประชาธิปไตยให้กลายเป็น “สนามยิงปืน” ไปแล้ว

นอกจากนี้ ผู้พิพากษาศาลฎีกา อุจจาล ภูญาน ได้ออกมากล่าวสุนทรพจน์เตือนสติว่า “พื้นที่สาธารณะสำหรับการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างในอินเดียกำลังลดน้อยลงเรื่อย ๆ สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการชุมนุมโดยสงบถือเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน” ซึ่งนับเป็นถ้อยคำวิจารณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งจากผู้พิพากษาศาลสูงสุดของประเทศ.

ที่มา Reuters / NDTV