กลุ่มชาวอิสราเอล เผามัสยิด-ฟาร์มในเวสต์แบงก์ ปะทะปาเลสไตน์ดับ 6 ศพ

กลุ่มชาวอิสราเอล เผามัสยิด-ฟาร์มในเวสต์แบงก์ ปะทะปาเลสไตน์ดับ 6 ศพ

27 ก.ค. 2569 05:34 น.

กลุ่มชาวอิสราเอล เผามัสยิด-ฟาร์มในเวสต์แบงก์ ปะทะปาเลสไตน์ดับ 6 ศพ

สถานการณ์ในเขตเวสต์แบงก์ยังคงรุนแรง ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลปะทะกับชาวปาเลสไตน์จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ กลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานยังก่อเหตุจุดไฟเผามัสยิด, รถยนต์ และพื้นที่การเกษตรด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในเขตเวสต์แบงก์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลสายสุดโต่งได้ก่อเหตุบุกเผามัสยิด 2 แห่ง รถยนต์ รวมถึงพื้นที่ทางการเกษตรในหมู่บ้านหลายแห่งของชาวปาเลสไตน์

ก่อนหน้านี้ 2 วัน เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงที่หมู่บ้านทัล (Tal) จนส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิต 4 ราย และชาวอิสราเอลเสียชีวิต 2 ราย ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่าเป็นผู้ยั่วยุก่อน

ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอลได้เข้าโจมตีหมู่บ้านหลายแห่งในช่วงข้ามคืนเพื่อเป็นการตอบโต้ มีการพ่นสีข้อความว่า “แก้แค้น” (Revenge) ไว้ที่ผนังมัสยิด เผาทำลายบ้านเรือน ขณะที่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) เข้ามาควบคุมสถานการณ์และมีการพ่นแก๊สน้ำตาเข้าใส่ชาวปาเลสไตน์ที่นำเครื่องกีดขวางมาตั้งเพื่อปกป้องหมู่บ้าน

ด้านนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลประกาศจะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาด รวมถึงแผนการรื้อถอนบ้านเรือนของผู้ต้องสงสัยชาวปาเลสไตน์ 2 คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุความรุนแรง และส่งเสริมให้เร่งจัดตั้ง/รับรองฐานที่มั่นของชาวอิสราเอลเพิ่มเติมในเขตเวสต์แบงก์

ชาวบ้านในหมู่บ้าน ซาร์รา (Sarra) ระบุว่ามีอาคารอย่างน้อย 6 หลังถูกเผา และอีกหลายหลังถูกขว้างปาด้วยก้อนหิน ทำให้ชาวบ้านต้องจำใจทิ้งบ้านเรือนเพื่อปกป้องชีวิตของคนในครอบครัว

ชายชาวปาเลสไตน์-อเมริกันรายหนึ่งที่อยู่ระหว่างเยี่ยมครอบครัวเล่าว่า เขาถูกกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานที่ปิดบังใบหน้าพร้อมอาวุธรุมทำร้ายจนบาดเจ็บในที่สาธารณะ โดยเขาต้องเย็บแผลที่ศีรษะถึง 12 เข็ม

กองทัพอิสราเอล (IDF) อ้างว่าได้ส่งกำลังเข้าปราบปรามการก่อการร้าย จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 130 คน และพยายามระงับ “อาชญากรรมทางชาตินิยม” แต่ถูกวิจารณ์ว่ารัฐบาลขวาจัดของอิสราเอลกลับสนับสนุนการขยายตัวของผู้ตั้งถิ่นฐาน

ทั้งนี้ เหตุความรุนแรงในเขตเวสต์แบงก์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเริ่มขึ้นเมื่อ 7 ต.ค. 2566 โดยจนถึงตอนนี้ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุความไม่สงบในเวสต์แบงก์แล้วอย่างน้อย 1,114 ศพ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการปฏิบัติการของ IDF และอย่างน้อย 35 เป็นฝีมือของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวอิสราเอล

ขณะที่มีชาวอิสราเอลเสียชีวิต 41 ศพ จากการโจมตีหรือระหว่างปฏิบัติการทางทหาร

อนึ่ง ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลราว 700,000 คน อาศัยอยู่ในชุมชนผู้ตั้งถิ่นฐานในเขตเวสต์แบงก์ ท่ามกลางชาวปาเลสไตน์ 3.3 ล้านคน ซึ่งตามกฎหมายระหว่างประเทศถือว่าการตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ผิดกฎหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านลั่น จะหยุดโจมตีตราบเท่าที่ สหรัฐฯ ทำแบบเดียวกัน

อิหร่านลั่น จะหยุดโจมตีตราบเท่าที่ สหรัฐฯ ทำแบบเดียวกัน

27 ก.ค. 2569 04:27 น.

อิหร่านลั่น จะหยุดโจมตีตราบเท่าที่ สหรัฐฯ ทำแบบเดียวกัน

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านระบุว่า พวกเขาจะหยุดการโจมตีตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงทำแบบเดียวกัน หลังจากกองทัพอเมริกันชะลอการโจมตีในตะวันออกกลางท่ามกลางรายงานเรื่องคลังกระสุนร่อยหรอ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส ว่า อิหร่านจะหยุดการโจมตีของตัวเองตราบใดที่สหรัฐฯ ทำแบบเดียวกัน หลังจากกองทัพสหรัฐฯ ชะลอการโจมตีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่ามกลางรายงานว่า ที่ปรึกษาของ โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความกังวลเรื่องการขาดเป้าหมายในการโจมตี และกระสุนร่อยหรอ

หลังจากสหรัฐฯ โจมตีทางอากาศเข้าใส่เป้าหมายต่างๆ ในอิหร่าน บริเวณชายฝั่งติดช่องแคบฮอร์มุซ ต่อเนื่องนานถึง 13 คืน กระทรวงกลาโหมก็ตัดสินใจระงับปฏิบัติการดังกล่าวเมื่อกลางวันศุกร์ (24 ก.ค.) และจากนั้นก็ไม่รายงานการโจมตีจากฝ่ายสหรัฐฯ อีกทั้งในวันเสาร์และวันอาทิตย์

ด้านอิหร่าน ซึ่งที่ผ่านมาโต้ตอบการโจมตีของสหรัฐฯ ในแต่ละคืนด้วยการยิงถล่มใส่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ ก็ได้ชะลอการยิงมาเป็นเวลาสองวันแล้วเช่นกัน

เจ้าหน้าที่อิหร่านซึ่งขอไม่เปิดเผยนาม ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า จุดยืนของเตหะราน “ยังคงเป็น “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” หากการโจมตียุติลง อิหร่านก็ว่าจะยุติการปฏิบัติการด้วยเช่นกัน ข้อความนี้ถูกส่งต่อไปยังสหรัฐอเมริกาแล้ว”

ก่อนหน้านี้ นายไมค์ วอลตซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวในรายการ “Fox News Sunday” และสื่ออื่น ๆ ของสหรัฐฯ ว่า ทรัมป์ตัดสินใจระงับการโจมตีชั่วคราวเพื่อเปิดโอกาสให้กับการทูตมากขึ้น

“เขาเปิดพื้นที่ว่างให้กับการเจรจา เขากำลังให้เวลาและช่องว่างเล็กน้อย” วอลตซ์กล่าว โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ส่วนสาเหตุที่สหรัฐฯ หยุดโจมตี เจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งไม่ขอเปิดเผยนามบอกกับสื่ออเมริกันว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้เตือนว่าการทิ้งระเบิดตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งอิหร่านจากการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ได้ทำลายเป้าหมายที่เลือกไว้ล่วงหน้าไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว

เจ้าหน้าที่คนเดิมเสริมว่า การกลับมาปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่อีกครั้งยังคงเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ พลเอก แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม เตือนประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า เรื่องนี้มีความเสี่ยงเนื่องจากส่งผลกระทบเชิงลบต่อคลังกระสุน ซึ่งรวมถึงระบบขีปนาวุธสกัดกั้นที่ป้องกันทางอากาศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางด้วย

สำนักงานของเคนและกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นเรื่องรายงานดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนนายวอลตซ์จะยอมรับเรื่องดังกล่าว โดยเขาพูดในรายการ “Meet the Press” ทางช่อง NBC ว่า กองทัพสหรัฐฯ “มีทุกอย่างที่จำเป็น” แต่ก็ระบุด้วยว่าเมื่อกระทรวงกลาโหมได้รับสืบทอดภาวะคลังอาวุธที่ร่อยหรอมาจากรัฐบาลชุดก่อนของประธานาธิบดี โจ ไบเดน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ฝรั่งเศส-สเปน รับมือไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุด อพยพแล้ว 330,000 คน

ฝรั่งเศส-สเปน รับมือไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุด อพยพแล้ว 330,000 คน

27 ก.ค. 2569 03:02 น.

ฝรั่งเศส-สเปน รับมือไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุด อพยพแล้ว 330,000 คน

ฝรั่งเศสกับสเปนกำลังรับมือกับเหตุไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่พวกเขาเคยเผชิญ โดยต้องอพยพประชาชนรวมกันแล้วกว่า 330,000 คน เที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิกหรือล่าช้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ก.ค. 2569 ว่า ประเทศฝรั่งเศสกับสเปน กำลังพยายามรับมือกับเหตุไฟป่าครั้งใหญ่ที่กำลังลุกลามอย่างหนัก จนถูกยกให้เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศ ส่งผลให้ต้องสั่งอพยพประชาชนรวมแล้วกว่า 330,000 คน

สถานการณ์ในฝรั่งเศส ที่แคว้นฌีรงด์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ ต้องอพยพประชาชนเฉพาะช่วงข้ามคืนวันเสาร์-อาทิตย์กว่า 55,000 คน และถ้ารวมทั้งภูมิภาคอพยพไปแล้วกว่า 220,000 คน มีพื้นที่ป่าถูกเผาไหม้ไปแล้วราว 42,000 เฮกตาร์ แต่หากรวมทั่วประเทศนับตั้งแต่ต้นปี จะมีพื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาผลาญไปแล้วสูงถึง 98,000 เฮกตาร์

สถิติดังกล่าวทำให้นี่เป็นไฟป่าครั้งใหญ่ที่สุดที่ฝรั่งเศสเผชิญนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในตอนนี้กระแสลมแรงและสภาพอากาศแห้งแล้งทำให้ไฟหมุนเวียนและลุกลามอย่างคาดเดาไม่ได้ และกำลังมุ่งหน้าเข้าหาเมืองบอร์โด

ฝรั่งเศสกำลังใช้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 2,500 นาย รวมทีมช่วยเหลือจากสวิตเซอร์แลนด์ ทหาร 1,500 นาย และตำรวจเกือบ 1,200 นาย เข้าควบคุมสถานการณ์ โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ยืนยันว่ารัฐบาลจะช่วยฟื้นฟูพื้นที่เสียหายอย่างเต็มที่

ด้านผลกระทบอื่นๆ เมืองชายทะเลอย่าง เลอ ปอร์จ (Le Porge) บ้านเรือนเสียหายไปแล้วกว่า 150 หลัง ขณะที่ทางการต้องสั่งปิดการจราจรบนทางหลวงสาย A63 ที่มุ่งหน้าไปสเปนเป็นระยะทาง 60 กม.

ส่วนสนามบินบอร์โดต้องจำกัดการจราจรทางอากาศเพื่อเปิดทางให้แก่เครื่องบินดับเพลิง ส่งผลให้เที่ยวบินพาณิชย์ล่าช้าและถูกยกเลิกจำนวนมาก การแข่งขันจักรยาน “ตูร์ เดอ ฟรองซ์” (Tour de France) สนามสุดท้ายในปารีส ก็ต้องปรับลดระยะทางลงเพื่อระดมกำลังเจ้าหน้าที่ไปช่วยดับไฟด้วย

เจ้าหน้าที่กำลังดับไฟป่าใกล้กับกรุงมาดริดของสเปน
เจ้าหน้าที่กำลังดับไฟป่าใกล้กับกรุงมาดริดของสเปน

ขณะเดียวกัน ที่สเปนมีการอพยพประชาชนไปแล้วกว่า 90,000 คน โดยเฉพาะในพื้นที่รอบกรุงมาดริดและแคว้นอาบิลา (Ávila) มีพื้นที่เสียหายรวมกว่า 77,000 เฮกตาร์ ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของสเปน

นอกจากนั้นยังเกิดกลุ่มไฟป่าใหม่ใกล้เมืองบาเลนเซีย โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่าไฟป่าลุกลามเกินกว่าความสามารถในการดับได้แล้วเนื่องจากอุณหภูมิที่สูงและความชื้นต่ำ

ทั้งนี้ ปัจจุบันเหตุไฟป่าทำให้มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเสียชีวิต 2 นายในฝรั่งเศส และพลเรือนเสียชีวิต 1 รายในสเปน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจเยอรมนี วิสามัญฯ คนร้ายคดีขับรถพุ่งชน “ไพรด์ พาเหรด” แล้ว

ตำรวจเยอรมนี วิสามัญฯ คนร้ายคดีขับรถพุ่งชน “ไพรด์ พาเหรด” แล้ว

27 ก.ค. 2569 02:27 น.

ตำรวจเยอรมนี วิสามัญฯ คนร้ายคดีขับรถพุ่งชน “ไพรด์ พาเหรด” แล้ว

ตำรวจเยอรมนีวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยหลักในเหตุการณ์ คนร้ายขับรถพุ่งชนขบวน “ไพรด์ พาเหรด” เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้ว โดยอ้างว่า ผู้ต้องสงสัยพยายามทำร้ายเจ้าหน้าที่ด้วยมีด

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ก.ค. 2569 ตำรวจเยอรมนีเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมนายอับดุล บอลเอาท์ (Abdul Ballout) ผู้ต้องสงสัยหลักในเหตุการณ์คนร้ายขับรถพุ่งชนผู้คนในขบวนพาเหรดของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ หรือ “ไพรด์ พาเหรด” ในกรุงเบอร์ลิน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาแล้ว

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า พบตัวผู้ต้องสงสัยที่บริเวณพื้นที่สวนจัดสรร ในย่านสปันเดา (Spandau) ทางตะวันตกของกรุงเบอร์ลิน เมื่อเวลา 18:00 น. วันอาทิตย์ ตามเวลาท้องถิ่น

ในการแถลงความคืบหน้า ตำรวจระบุว่า พวกเขาเชื่อว่าผู้ต้องสงสัยรายนี้ “พุ่งเข้าหาเจ้าหน้าที่กู้ภัยของเราพร้อมอาวุธของมีคม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษ (SEK) เบอร์ลิน จึงได้ใช้อาวุธปืนตอบโต้”

“แม้จะมีการกู้ชีพทันทีโดยหน่วยดับเพลิงกรุงเบอร์ลิน แต่ผู้ต้องสงสัยก็เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ” โฆษกตำรวจกล่าว “เราจำเป็นต้องหยุดเขา เราทำเช่นนั้นด้วยการยิง และเขาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว”

ในการตอบคำถามเพิ่มเติมจากนักข่าว เจ้าหน้าที่เสริมว่า ตำรวจพบผู้ต้องสงสัยเพียงคนเดียวในจุดเกิดเหตุที่สปันเดา และ “ขณะนี้ไม่ได้กำลังค้นหาผู้ต้องสงสัยคนอื่นเพิ่มเติม” และตอนนี้คดีนี้ก็ถูกส่งมอบให้กับสำนักงานสอบสวนคดีฆาตกรรมของเยอรมนีแล้ว

ทั้งนี้ เหตุขับรถพุ่งชนคนเกิดขึ้นในช่วงก่อนเวลา 22:00 น. ของวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) รถตู้สีขาวได้พุ่งชนผู้คนบริเวณทิศใต้ของสวนสาธารณะ “เทียร์การ์เทิน” (Tiergarten) ในกรุงเบอร์ลิน ก่อนจะเสียหลักชนเข้ากับต้นไม้ จากนั้นผู้ก่อเหตุหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นได้ลงจากรถแล้วหลบหนี โดยผู้สงสัยหลักใช้มีดมาเชเต (Machete) ไล่ทำร้ายผู้คนเพิ่มเติม

พื้นที่เกิดเหตุห่างจากจุดสิ้นสุดขบวนพาเหรดและเวทีใหญ่บริเวณประตูแบรนเดนบูร์ก (Brandenburg Gate) เพียงไม่กี่ร้อยเมตร โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้สั่งยุติการจัดงานและเร่งอพยพผู้คนทันที

ผู้ต้องสงสัยหลักคือนายอับดุล บอลเอาท์ อายุ 21 ปี เป็นชาวเยอรมนีเชื้อสายเลบานอน เป็นผู้สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS) และมีประวัติอาชญากรรมหลายคดี เคยถูกตัดสินจำคุกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ข้อหาเตรียมการก่อเหตุรุนแรงหลังพยายามเดินทางไปร่วมกับกลุ่มไอซิสในตะวันออกกลาง แต่โทษจำคุกได้รับการรอลงอาญาไว้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีอ้าง รัสเซียดึงทหารเกาหลีเหนือ ร่วมสงครามอีก 30,000 นาย

เซเลนสกีอ้าง รัสเซียดึงทหารเกาหลีเหนือ ร่วมสงครามอีก 30,000 นาย

27 ก.ค. 2569 00:00 น.

เซเลนสกีอ้าง รัสเซียดึงทหารเกาหลีเหนือ ร่วมสงครามอีก 30,000 นาย

ผู้นำยูเครนอ้างว่า รัสเซียร้องขอทหารจากเกาหลีเหนือเพิ่มอีก 30,000 นาย กับเครื่องยิงขีปนาวุธอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อนำมาเข้าร่วมในการทำสงครามกับยูเครน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. 2569 ว่า นาย โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียได้ร้องขอกำลังพลเพิ่มเติมอีก 30,000 นาย และเครื่องยิงขีปนาวุธจากเกาหลีเหนือ เพื่อเข้าร่วมการต่อสู้กับประเทศของเขา

เซเลนสกีระบุผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อกลางดึกวันเสาร์ว่า ขณะนี้กำลังมีการเตรียมการรองรับกำลังพลเพิ่มเติมดังกล่าวในแคว้น โวโรเนซ (Voronezh) ของรัสเซีย ซึ่งอยู่ใกล้กับชายแดนยูเครน

เกาหลีเหนือเคยส่งทหารหลายพันนายไปช่วยรัสเซียต่อต้านการโจมตีตอบโต้ของยูเครนในแคว้นคูร์สค์ (Kursk) เมื่อปี 2567 นอกจากนี้ยังสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์แก่รัสเซียในการรุกรานยูเครนมาตั้งแต่ปี 2565

ข้อมูลจากเกาหลีใต้ระบุว่า มีทหารเกาหลีเหนือเสียชีวิตในสงครามครั้งนี้แล้วประมาณ 2,000 นาย

“รัสเซียต้องการรับกำลังพลจากเกาหลีเหนือเพิ่มอีก 30,000 นาย โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ได้มีการเตรียมการในภูมิภาคโวโรเนซของรัสเซียเพื่อรองรับทหารเหล่านี้” เซเลนสกีโพสต์บน X

“เกาหลีเหนือยังเตรียมที่จะส่งมอบแท่นปล่อยขีปนาวุธทิ้งตัวเพิ่มเติมให้แก่รัสเซียด้วย นี่ไม่ใช่แค่ภัยคุกคามต่อยูเครนเท่านั้น แต่รัสเซียกำลังช่วยให้เกาหลีเหนือเรียนรู้วิธีการทำสงคราม ปรับปรุงประสิทธิภาพของอาวุธ และได้รับประสบการณ์การสู้รบจริงจากการใช้งานอาวุธเหล่านั้น”

“ทั้งหมดนี้เป็นภัยคุกคามต่อทุกประเทศในเอเชียที่อยู่ในระยะยิงของขีปนาวุธเกาหลีเหนือ” เซเลนสกีกล่าวย้ำ

ทั้งนี้ รัสเซียกับเกาหลีเหนือลงนามในสนธิสัญญาความช่วยเหลือทางการทหารเมื่อปี 2567 และเกาหลีเหนือได้ยืนยันการสนับสนุนการทำสงครามของรัสเซียในยูเครนอีกครั้ง ระหว่างที่นาย โช ซอนฮี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือเดินทางเยือนกรุงมอสโกในสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำนักข่าว KCNA ของทางการเกาหลีเหนือรายงานหลังการหารือว่า รัฐบาลเปียงยางได้แสดงการสนับสนุนอย่างไม่เปลี่ยนแปลงต่อนโยบายทั้งภายในและภายนอกประเทศของสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อขจัดสาเหตุรากเหง้าของข้อขัดแย้งในยูเครน รวมถึงเพื่อปกป้องอธิปไตยแห่งชาติ, บูรณภาพแห่งดินแดน และความยุติธรรมระหว่างประเทศ

ด้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ได้แสดง “ความซาบซึ้ง” ต่อการสนับสนุนของเกาหลีเหนือในวิดีโอที่เผยแพร่ก่อนการเยือนของนายโช

เพื่อเป็นการตอบแทนความช่วยเหลือทางการทหาร เกาหลีเหนือได้รับเงินสด เทคโนโลยีทางการทหาร รวมถึงสินค้าประเภทอาหารและพลังงาน เพื่อช่วยก้าวข้ามมาตรการคว่ำบาตรที่นานาชาติบังคับใช้เพื่อขัดขวางโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทูตสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์กำลัง “ให้พื้นที่” คุยอิหร่าน หลังไม่โจมตีช่วงสุดสัปดาห์

ทูตสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์กำลัง “ให้พื้นที่” คุยอิหร่าน หลังไม่โจมตีช่วงสุดสัปดาห์

26 ก.ค. 2569 22:56 น.

ทูตสหรัฐฯ อ้าง ทรัมป์กำลัง “ให้พื้นที่” คุยอิหร่าน หลังไม่โจมตีช่วงสุดสัปดาห์

ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติอ้างว่า โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเปิดพื้นที่ให้การเจรจากับอิหร่าน หลังจากกองทัพสหรัฐฯ ชะลอการโจมตีอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์นี้ หลังถล่มต่อเนื่องถึง 13 คืน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. 2569 นาย ไมค์ วอลตซ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ “Meet the Press” ทางช่อง NBC ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเปิดโอกาสให้การเจรจากับอิหร่านได้คืบหน้า หลังจากกองทัพสหรัฐฯ มีท่าทีชะลอการโจมตีเข้าใส่อิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์นี้

“สิ่งที่ท่านประธานาธิบดีกำลังทำอยู่ตอนนี้ อย่างที่เราเห็นกันมาโดยตลอด คือการเปิดพื้นที่ว่างให้กับการเจรจา การเจรจายังคงดำเนินอยู่ และกำลังเกิดขึ้นในทุกระดับ ตั้งแต่มุมมองด้านเทคนิคไปจนถึงระดับสูงสุด” นายวอลตซ์กล่าว

ในการให้สัมภาษณ์แยกอีกรายการทาง “Fox News Sunday” วอลตซ์กล่าวว่า ความพยายามทางการทูตเพิ่มสูงขึ้น “โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา”

อย่างไรก็ตาม ในการให้สัมภาษณ์กับ NBC วอลตซ์ได้กล่าวย้ำคำเตือนของทรัมป์ว่า กองทัพสหรัฐฯ “พร้อมยิงทุกเมื่อ” ในระหว่างที่การเจรจาเหล่านั้นดำเนินไป และกล่าวว่าประธานาธิบดี “ยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกทางเลือก”

เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ รายนี้อ้างด้วยว่า ความขัดแย้งภายในของรัฐบาลอิหร่านทำให้การเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก

ทั้งนี้ คำพูดของนายวอลตซ์เกิดขึ้นในขณะที่มีรายงานว่า พลเอก แดน เคน ประธานคณะกรรมาธิการเสนาธิการร่วม ได้หยิบยกข้อกังวลเกี่ยวกับคลังกระสุนและวัตถุระเบิดของสหรัฐฯ รวมถึงผลกระทบเชิงลบอื่น ๆ ขึ้นมาพูดในการประชุมที่ทำเนียบขาวเมื่อวันศุกร์ ซึ่งนายทรัมป์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูงหารือกันเรื่องความเป็นไปได้ในการยกระดับการโจมตีอิหร่าน

นายวอลตซ์ดูเหมือนจะยอมรับกับ NBC ว่า “คลังอาวุธจำนวนมากร่อยหรอลงไป” โดยกล่าวโทษการที่สหรัฐฯ สนับสนุนอาวุธให้แก่ยูเครน และอ้างว่า นี่เป็น “ภาวะร่อยหรอ” ที่รัฐบาลทรัมป์สืบทอดมาจากรัฐบาลชุดก่อน

เมื่อถูก คริสเตน เวลเกอร์ ผู้ดำเนินรายการจี้ถามว่า เขายอมรับหรือไม่ว่าคลังอาวุธของสหรัฐฯ กำลังร่อยหรอ นายวอลตซ์เน้นย้ำว่ากองทัพสหรัฐฯ “มีทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการดำเนินยุทธการครั้งนี้ ให้มีประสิทธิภาพเท่าที่จำเป็นต้องทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เยอรมนีเร่งล่าตัว คนร้ายขับรถชน “ไพรด์ พาเหรด” ชี้เป็นก่อการร้ายอิสลามิสต์

เยอรมนีเร่งล่าตัว คนร้ายขับรถชน “ไพรด์ พาเหรด” ชี้เป็นก่อการร้ายอิสลามิสต์

26 ก.ค. 2569 22:15 น.

เยอรมนีเร่งล่าตัว คนร้ายขับรถชน “ไพรด์ พาเหรด” ชี้เป็นก่อการร้ายอิสลามิสต์

ตำรวจเยอรมนีกำลังเร่งล่าตัวคนร้ายผู้ก่อเหตุขับรถชน “ไพรด์ พาเหรด” ในกรุงเบอร์ลิน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยคาดว่านี่เป็นการก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอิสลามิสต์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันอาทิตย์ที่ 26 ก.ค. 2569 ว่า ตำรวจของประเทศเยอรมนีกำลังเร่งตามล่าตัวชายผู้ต้องสงสัย ซึ่งก่อเหตุขับรถพุ่งชนผู้คนที่งาน “ไพรด์ พาเหรด” ในกรุงเบอร์ลิน เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บอีก 29 ราย โดยตำรวจเชื่อว่านี่เป็นการก่อการร้ายของกลุ่มอิสลามิสต์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงก่อนเวลา 22:00 น. ของวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) รถตู้สีขาวได้พุ่งชนผู้คนบริเวณทิศใต้ของสวนสาธารณะ “เทียร์การ์เทิน” (Tiergarten) ในกรุงเบอร์ลิน ก่อนจะเสียหลักชนเข้ากับต้นไม้ จากนั้นผู้ก่อเหตุหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นได้ลงจากรถแล้วหลบหนี โดยผู้สงสัยหลักใช้ มีดมาเชเต (Machete) ไล่ทำร้ายผู้คนเพิ่มเติม

พื้นที่เกิดเหตุห่างจากจุดสิ้นสุดขบวนพาเหรดและเวทีใหญ่บริเวณประตูแบรนเดนบูร์ก (Brandenburg Gate) เพียงไม่กี่ร้อยเมตร โดยหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้สั่งยุติการจัดงานและเร่งอพยพผู้คนทันที

ตำรวจและนายอเล็กซานเดอร์ โดบรินด์ท รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยเยอรมนี เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งล่าตัวผู้ต้องสงสัยคือนายอับดุล บอลเอาท์ (Abdul Ballout) อายุ 21 ปี เป็นชาวเยอรมนีเชื้อสายเลบานอน สูงประมาณ 1.9 ม. ผมสีดำ สวมเสื้อฮู้ดสีดำและกางเกงสีขาว

นายบอลเอาท์ เป็นผู้สนับสนุนกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือ ไอซิส (ISIS) และมีประวัติอาชญากรรมหลายคดี เคยถูกตัดสินจำคุกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ข้อหาเตรียมการก่อเหตุรุนแรงหลังพยายามเดินทางไปร่วมกับกลุ่มไอซิสในตะวันออกกลาง แต่โทษจำคุกได้รับการรอลงอาญาไว้

ตำรวจปูพรมค้นหาหลายพื้นที่ รวมถึงกระจายกำลังไปยังที่พักของผู้สงสัย และแจ้งเตือนด่านตรวจตามสถานีรถไฟ สนามบิน และชายแดนแล้ว

ทั้งนี้ ในวันอาทิตย์มีประชาชนจำนวนมากร่วมกันนำดอกไม้และธงสายรุ้งมาร่วมไว้อาลัย ณ บริเวณหน้าประตูแบรนเดนบูร์ก และมีการลดธงชาติครึ่งเสาที่อาคารรัฐสภา

ผู้นำระดับสูงของเยอรมนี ทั้งนายกรัฐมนตรี ประธานาธิบดี และนายกเทศมนตรีกรุงเบอร์ลิน ร่วมประณามการโจมตีอย่างรุนแรง พร้อมให้คำมั่นว่าจะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ นอกจากนี้ยังได้รับข้อความแสดงความเสียใจจากผู้นำสหภาพยุโรปและอีกหลายประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เครือข่ายครูอิตาลี เรียกร้องใช้เหตุวัยรุ่นทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในไทย เป็นบทเรียนของระบบการศึกษา

เครือข่ายครูอิตาลี เรียกร้องใช้เหตุวัยรุ่นทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในไทย เป็นบทเรียนของระบบการศึกษา

26 ก.ค. 2569 08:39 น.

เครือข่ายครูอิตาลี เรียกร้องใช้เหตุวัยรุ่นทำพฤติกรรมไม่เหมาะสมในไทย เป็นบทเรียนของระบบการศึกษา

เครือข่ายครูด้านสิทธิมนุษยชนของอิตาลีแสดงความกังวล หลังนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวอิตาลีแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพฯ จนสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีต้องออกแถลงการณ์ พร้อมชี้ควรใช้เหตุการณ์นี้เป็นโอกาสทบทวนบทบาทของระบบการศึกษา

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 Tecnica della Scuola สำนักข่าวของอิตาลีรายงานว่า เครือข่ายประสานงานครูด้านสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของอิตาลี (National Coordination of Teachers in the Human Rights Sector: CNDU) ออกแถลงการณ์แสดงความกังวล กรณีกลุ่มนักเรียนมัธยมชาวอิตาลีที่เดินทางมาแลกเปลี่ยนในประเทศไทย แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพมหานคร จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

CNDU ระบุว่า การที่สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีในประเทศไทยต้องออกแถลงการณ์แยกจุดยืนจากพฤติกรรมของนักเรียนที่อยู่ระหว่างกิจกรรมทางการศึกษา ถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งในด้านการศึกษาและสถาบัน

แถลงการณ์ระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงการหยอกล้อหรือการกระทำคึกคะนองธรรมดา และไม่ควรถูกอธิบายว่าเป็นเพียงผลจากกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น เพราะเมื่อพฤติกรรมของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศ จำเป็นต้องตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบด้านการศึกษาของทุกภาคส่วนในชุมชนโรงเรียน

เครือข่ายครูด้านสิทธิมนุษยชนของอิตาลีระบุเพิ่มเติมว่า เหตุการณ์นี้ควรถูกนำมาใช้เป็นโอกาสในการทบทวนและสะท้อนบทเรียนสำหรับระบบการศึกษาของประเทศ เพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบ การเคารพผู้อื่น และความตระหนักถึงผลกระทบของการกระทำเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังกลุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวอิตาลีซึ่งเดินทางมาศึกษาดูงานในกรุงเทพฯ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมส่งเสียงดังบนรถไฟฟ้าบีทีเอส จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักทั้งในประเทศไทยและอิตาลี และทำให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีต้องออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจ พร้อมยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของนักเรียนกลุ่มนี้.

ที่มา  Tecnica della Scuola

สื่ออิตาลีรายงานข่าวคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีบนรถไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ

สื่ออิตาลีรายงานข่าวคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีบนรถไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ

26 ก.ค. 2569 08:22 น.

สื่ออิตาลีรายงานข่าวคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีบนรถไฟฟ้า ในกรุงเทพฯ

สื่ออิตาลีรายงานกรณีคลิปวิดีโอวัยรุ่นชาวอิตาลีแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพฯ จนเกิดกระแสวิจารณ์ในไทย และทำให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีต้องออกแถลงการณ์ขอโทษ พร้อมเผยแพร่คลิปขอโทษจากนักเรียนที่เกี่ยวข้อง

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569  Corriere della Sera สื่อชั้นนำของอิตาลี และอีกหลายสื่อ รายงานกรณีคลิปวิดีโอกลุ่มนักเรียนชาวอิตาลีที่เดินทางมาทัศนศึกษาในประเทศไทย แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถไฟฟ้าบีทีเอสในกรุงเทพมหานคร จนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และทำให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยต้องออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

รายงานข่าวระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังผู้โดยสารหญิงชาวไทยขอให้นักเรียนกลุ่มนี้ลดระดับเสียงระหว่างโดยสารรถไฟฟ้า แต่กลับถูกบางคนในกลุ่มใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิป ล้อเลียน และพูดจาในลักษณะดูหมิ่น ซึ่งหนึ่งในประโยคที่สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือคำพูดว่า “เราขอโทษที่นำเงินมาให้ประเทศของคุณ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นคนไทยและวัฒนธรรมของประเทศ

คลิปวิดีโอถูกเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนสื่อสังคมออนไลน์ของไทย ก่อนที่สถานีโทรทัศน์หลายแห่งจะนำเสนอข่าว ส่งผลให้ชาวเน็ตจำนวนมากเรียกร้องให้สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีดำเนินการกับผู้ก่อเหตุ

ภายหลังเกิดกระแสวิจารณ์ สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีได้เผยแพร่คลิปวิดีโอคำขอโทษจากนักเรียน รวมถึงคนที่เป็นผู้กล่าวถ้อยคำอื้อฉาว โดยทั้งหมดแสดงความเสียใจต่อการกระทำของตนเอง ขออภัยประชาชนชาวไทยสำหรับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและการล่วงเกินวัฒนธรรมไทย พร้อมเปิดเผยว่า นักเรียนผู้ที่กล่าวคำพูดดังกล่าวจะเดินทางกลับประเทศอิตาลีในอีกไม่กี่วันข้างหน้า.

ที่มา Corriere della Sera

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “บึงโอคีเฟโนกี” มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน "บึงโอคีเฟโนกี" มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

26 ก.ค. 2569 08:02 น.

ยูเนสโกขึ้นทะเบียน “บึงโอคีเฟโนกี” มรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียน “บึงโอคีเฟโนกี” ในรัฐจอร์เจีย เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ ยกย่องให้เป็นหนึ่งในระบบนิเวศน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของโลก และแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ  

วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการมรดกโลกแห่งองค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึ่งประชุมที่เมืองปูซาน ของเกาหลีใต้ ได้มีมติขึ้นทะเบียน บึงโอคีเฟโนกี (Okefenokee Swamp) ในรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งใหม่ โดยระบุว่า บึงโอคีเฟโนกีเป็นหนึ่งในระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของโลก ครอบคลุมพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ที่เป็นถิ่นอาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด และยังเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญ 2 สาย

นอกจากนี้ ยังระบุว่า ชั้นพรุที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ภายในพื้นที่ยังเก็บบันทึกการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมย้อนหลังได้ราว 5,000 ปี ทำให้บึงแห่งนี้มีความสำคัญทั้งในฐานะแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติระดับโลก และแหล่งข้อมูลสำหรับศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในระยะยาว

ด้านนางคิม เบดนาเรก ผู้อำนวยการบริหารองค์กรไม่แสวงหากำไร Okefenokee Swamp Park ซึ่งร่วมจัดทำเอกสารเสนอชื่อกับรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวว่า การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นพันธสัญญาที่จะร่วมกันอนุรักษ์บึงโอคีเฟโนกีให้คงความอุดมสมบูรณ์และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติโอคีเฟโนกี อยู่ในรายชื่อมรดกโลกเคียงข้างสถานที่สำคัญของสหรัฐฯ อาทิ แกรนด์แคนยอน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านบางส่วนคัดค้านการขึ้นทะเบียน โดยกังวลว่าอาจทำให้องค์การสหประชาชาติเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการพื้นที่มากขึ้น.