โรงงานอุตสาหกรรมระเบิดสนั่น หลังไฟลามถึงปุ๋ย เกิดลูกไฟยักษ์-อพยพชาวบ้าน ประกาศเหตุฉุกเฉินครั้งใหญ่

โรงงานอุตสาหกรรมระเบิดสนั่น หลังไฟลามถึงปุ๋ย เกิดลูกไฟยักษ์-อพยพชาวบ้าน ประกาศเหตุฉุกเฉินครั้งใหญ่

25 ก.ค. 2569 12:12 น.

โรงงานอุตสาหกรรมระเบิดสนั่น หลังไฟลามถึงปุ๋ย เกิดลูกไฟยักษ์-อพยพชาวบ้าน ประกาศเหตุฉุกเฉินครั้งใหญ่

เกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้รุนแรงที่โรงงานอุตสาหกรรมแห่งหนึ่งในมณฑลเอสเซกซ์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ หลังเปลวเพลิงลุกลามไปยังพื้นที่เก็บปุ๋ย ส่งผลให้ต้องประกาศเหตุฉุกเฉินและอพยพครั้งใหญ่ 

สำนักงานดับเพลิงและกู้ภัยมณฑลเอสเซกซ์ ระบุว่า ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้เมื่อเวลาประมาณ 16.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น บริเวณถนน Southend Road ใกล้หมู่บ้าน Rettendon ทางตอนใต้ของเมืองเชล์มสฟอร์ด ก่อนระดมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 100 นาย เข้าควบคุมสถานการณ์

ระหว่างการปฏิบัติงาน เปลวเพลิงได้ลุกลามไปยังอาคารที่เก็บปุ๋ย ส่งผลให้เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง จนลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แรงระเบิดทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ของเอสเซกซ์ได้ยินเสียงและรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน

เดฟ บอนด์ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานดับเพลิงฯ กล่าวว่าขณะเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติงาน ปุ๋ยที่อยู่ภายในอาคารแห่งหนึ่งเกิดระเบิด ทำให้ประชาชนทั่วทั้งมณฑลรายงานว่าได้ยินเสียงและรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน

เขายืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ต้องประกาศเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งใหญ่ แต่ในขณะนี้ไม่มีความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อประชาชนในวงกว้าง และเจ้าหน้าที่ทุกคนในพื้นที่ปลอดภัย ขณะที่ประชาชนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับการอพยพออกจากพื้นที่แล้ว

คลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นวินาทีที่เกิดลูกไฟขนาดมหึมาพุ่งขึ้นจากโรงงาน ท่ามกลางประชาชนที่รีบวิ่งหนีออกจากพื้นที่ ขณะที่พยานหลายคนให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า เสียงระเบิดดังเหมือนระเบิดลูกใหญ่และคล้ายเสียงโซนิกบูมที่สามารถได้ยินจากระยะไกล

ไฟไหม้ยังสร้างความเสียหายให้กับอาคารหลายหลังและยานพาหนะที่อยู่ภายในพื้นที่การเกษตรใกล้เคียง โดยเจ้าหน้าที่คาดว่าไฟอาจยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องไปจนถึงวันเสาร์

ทางการยังขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ปิดประตูและหน้าต่าง เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากกลุ่มควันจำนวนมากที่ลอยปกคลุมพื้นที่

ด้านหน่วยรถพยาบาล East of England Ambulance Service เปิดเผยว่า ได้ส่งทีมรับมือเหตุอันตราย พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าร่วมปฏิบัติการในพื้นที่ด้วย

จนถึงช่วงค่ำวันศุกร์ ยังไม่มีการยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงระบุว่า แม้จะยังมีควันจำนวนมาก แต่สามารถจำกัดวงเพลิงไว้ได้แล้ว และจะเร่งสอบสวนหาสาเหตุของเพลิงไหม้ต่อไป.

ที่มา : BBC

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้งเมืองหลวงสำรอง รับมือภัยพิบัติ หากโตเกียวได้รับผลกระทบหนัก

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้งเมืองหลวงสำรอง รับมือภัยพิบัติ หากโตเกียวได้รับผลกระทบหนัก

25 ก.ค. 2569 10:29 น.

ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายตั้งเมืองหลวงสำรอง รับมือภัยพิบัติ หากโตเกียวได้รับผลกระทบหนัก

รัฐสภาญี่ปุ่นผ่านร่างกฎหมายจัดตั้ง “เมืองหลวงสำรอง” เพื่อให้รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศได้ หากกรุงโตเกียวได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งใหญ่ โดยร่างกฎหมายผ่านด้วยคะแนนเฉียดฉิว 123 ต่อ 121 เสียง

วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วุฒิสภาญี่ปุ่นมีมติเห็นชอบและประกาศใช้ร่างกฎหมายจัดตั้ง “เมืองหลวงสำรอง” (Secondary Capital) เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับกรณีที่กรุงโตเกียวไม่สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศได้จากภัยพิบัติครั้งใหญ่

โดยร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนน 123 ต่อ 121 เสียง ซึ่งกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้รัฐบาลคัดเลือกจังหวัดที่มีความเหมาะสมให้เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติงานของรัฐบาลในยามฉุกเฉิน โดยจะพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น จำนวนประชากร ขนาดเศรษฐกิจ และความพร้อมในการจัดตั้งเขตการปกครองพิเศษในลักษณะเดียวกับ 23 เขตของกรุงโตเกียว

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการพิเศษของวุฒิสภายังผ่านมติเพิ่มเติมกำหนดให้รัฐบาลเตรียมมาตรการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้การเลือกตั้งท้องถิ่นซ้อนทับกับการทำประชามติ หากมีการจัดตั้งเขตการปกครองพิเศษตามกฎหมายฉบับนี้ในอนาคต.

ที่มา NHK

ระทึกกลางลอนดอน เรือเร็วตำรวจพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ตำรวจ 5 นาย กระเด็นตกแม่น้ำเทมส์

ระทึกกลางลอนดอน เรือเร็วตำรวจพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ตำรวจ 5 นาย กระเด็นตกแม่น้ำเทมส์

25 ก.ค. 2569 09:16 น.

ระทึกกลางลอนดอน เรือเร็วตำรวจพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ตำรวจ 5 นาย กระเด็นตกแม่น้ำเทมส์

เรือของหน่วยตำรวจน้ำอังกฤษพุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ส่งผลให้ตำรวจ 5 นายได้รับบาดเจ็บ และหลายคนกระเด็นตกลงไปในแม่น้ำเทมส์ ท่ามกลางความตกใจของนักท่องเที่ยวและประชาชนจำนวนมาก

ตำรวจนครบาลลอนดอนเปิดเผยว่า เหตุเกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 14.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเรือของหน่วยตำรวจน้ำ หรือ Marine Policing Unit พุ่งชนสะพานเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งอยู่ใกล้อาคารรัฐสภาอังกฤษและหอนาฬิกาบิ๊กเบน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่หลายนายตกลงไปในแม่น้ำ ก่อนจะได้รับการช่วยเหลือขึ้นจากน้ำโดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยและเรือที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวอย่างปลอดภัย 

เจ้าหน้าที่กู้ชีพเร่งให้การรักษาผู้บาดเจ็บบนเรือยาง ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ตำรวจบินวนเหนือพื้นที่เกิดเหตุ และมีรถพยาบาล รถดับเพลิง รวมถึงหน่วยกู้ภัยหลายหน่วยเข้าปฏิบัติการ ส่งผลให้สะพานเวสต์มินสเตอร์ต้องปิดการจราจรชั่วคราว และมีประชาชนจำนวนมากมามุงดูเหตุการณ์ ก่อนที่ตำรวจจะกันพื้นที่ออกจากจุดเกิดเหตุ 

ต่อมาตำรวจนครบาลลอนดอนระบุว่า ในจำนวนผู้บาดเจ็บทั้งหมด 4 นายยังคงรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส แต่คาดว่าจะรอดชีวิต ส่วนอีก 1 นายได้รับบาดเจ็บไม่รุนแรง ขณะที่ไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้ 

เบื้องต้นยังไม่มีการยืนยันสาเหตุของอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม พยานหลายคนให้ข้อมูลสอดคล้องกันว่า ก่อนเกิดเหตุเห็นเรือตำรวจ 2 ลำแล่นด้วยความเร็วสูง และได้ยินเสียงดังสนั่น ก่อนที่เรือลำหนึ่งจะพุ่งชนฐานสะพาน โดยพยานบางรายเชื่อว่าเรือลำหลังอาจได้รับผลกระทบจากคลื่นที่เรือลำหน้าแล่นผ่าน จนเสียการควบคุมและชนเข้ากับสะพาน แต่ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันจากทางการ 

สื่อหลายสำนักรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะเกิดเหตุเรือตำรวจกำลังเดินทางไปในภารกิจกู้ภัย หลังได้รับแจ้งว่ามีบุคคลตกลงไปในแม่น้ำเทมส์ ก่อนประสบอุบัติเหตุเสียเอง 

ด้านสำนักงานท่าเรือลอนดอน ระบุว่า ได้เข้าช่วยบริหารจัดการการสัญจรทางน้ำร่วมกับตำรวจนครบาลและหน่วยยามฝั่ง พร้อมยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่ ขณะที่ตำรวจนครบาลยืนยันว่าจะมีการตรวจสอบและทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง.

ที่มา : AP

SpaceX ทดสอบ Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ ปล่อยดาวเทียม Starlink รุ่นใหม่ 20 ดวง

SpaceX ทดสอบ Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ ปล่อยดาวเทียม Starlink รุ่นใหม่ 20 ดวง

25 ก.ค. 2569 08:56 น.

SpaceX ทดสอบ Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ ปล่อยดาวเทียม Starlink รุ่นใหม่ 20 ดวง

SpaceX ทดสอบจรวด Starship ครั้งที่ 13 สำเร็จ โดยสามารถปล่อยดาวเทียม Starlink V3 รุ่นใหม่จำนวน 20 ดวงขึ้นสู่อวกาศตามแผน เตรียมให้ Starship เข้าสู่การให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในสิ้นปีนี้

จรวด Starship ซึ่งมีความสูงราว 122 เมตร หรือประมาณตึก 40 ชั้น ถูกปล่อยขึ้นจากฐานปล่อยจรวดในรัฐเท็กซัส เมื่อเวลาประมาณ 18.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ภารกิจครั้งนี้มีการนำดาวเทียม Starlink V3 จำนวน 20 ดวงขึ้นไปทดสอบ โดยดาวเทียมรุ่นใหม่นี้มีประสิทธิภาพสูงกว่ารุ่นเดิม ทั้งด้านแบนด์วิดท์และความเร็วอินเทอร์เน็ต หลังจากเชื่อมต่อกับเครือข่าย Starlink ได้สำเร็จ ดาวเทียมทั้งหมดก็เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกตามวิถีที่กำหนดและเผาไหม้จนหมด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการทดสอบ

ระหว่างการบิน กล้องที่ติดตั้งบนตัวจรวดสามารถบันทึกภาพโลกจากระดับความสูงราว 190 กิโลเมตร พร้อมภาพพายุฝนฟ้าคะนองและสายฟ้าที่ปรากฏอยู่เบื้องล่าง ขณะที่วิศวกรของ SpaceX ที่ศูนย์ปฏิบัติการในเมืองฮอว์ธอร์น รัฐแคลิฟอร์เนีย ต่างส่งเสียงเชียร์ทุกช่วงสำคัญของภารกิจ และมีการตะโกนว่า “สหรัฐอเมริกา” เพื่อแสดงความยินดี

เที่ยวบินครั้งนี้ยังเป็นการทดสอบ Starship รุ่นใหม่ ซึ่งมีความสำคัญต่อแผนระยะยาวของ SpaceX ไม่ว่าจะเป็นการขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ต Starlink การส่งนักบินอวกาศขององค์การนาซาไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2028 รวมถึงการนำส่งดาวเทียมประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI) จำนวนหลายพันดวงขึ้นสู่วงโคจรในอนาคต

หลังใช้เวลาปฏิบัติภารกิจประมาณ 1 ชั่วโมง Starship ได้กลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก โดยแผ่นป้องกันความร้อน ได้รับความเสียหายน้อยกว่าการทดสอบครั้งก่อน ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญสู่เป้าหมายของ อีลอน มัสก์ ที่ต้องการให้จรวดสามารถบินและกลับมาลงจอดได้เป็นประจำเช่นเดียวกับเครื่องบิน

ตัวจรวดส่วนบนได้จุดเครื่องยนต์อีกครั้งเพื่อปรับทิศทางก่อนลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นการจำลองการลงจอดในภารกิจจริงที่ตั้งเป้าจะให้ลงจอดบนพื้นดินในรัฐเท็กซัสในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การทดสอบไม่ได้ราบรื่นทั้งหมด โดยจรวดบูสเตอร์ Super Heavy ซึ่งเป็นจรวดขั้นแรก ไม่สามารถกลับลงสู่โลกได้ตามแผน หลังจากเครื่องยนต์ 5 เครื่องไม่สามารถจุดติดอีกครั้งเพื่อชะลอความเร็ว ทำให้พุ่งกระแทกอ่าวเม็กซิโกด้วยความเร็วสูงกว่าที่คาดไว้

แดน ฮูโอต์ โฆษกของ SpaceX กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าให้บูสเตอร์ลงสู่ผิวน้ำอย่างนุ่มนวล แต่ผลที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่ายังคงมีความเร็วเหลืออยู่มากในช่วงก่อนสัมผัสน้ำ

ก่อนหน้านี้ในการทดสอบเมื่อเดือนพฤษภาคม เครื่องยนต์ของบูสเตอร์ก็เคยจุดติดไม่ครบเช่นกัน ส่งผลให้ตกกระแทกอ่าวเม็กซิโกในลักษณะใกล้เคียงกัน

SpaceX ตั้งเป้าว่า ภายในสิ้นปี 2026 จะเริ่มใช้จรวด Starship ในการส่งดาวเทียม Starlink V3 จำนวนมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพของเครือข่ายให้เพียงพอสำหรับการให้บริการ Direct-to-Cell หรือการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือทั่วไปเข้ากับดาวเทียมได้โดยตรง แม้อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณเครือข่ายโทรศัพท์มือถือบนพื้นดิน.

ที่มา : channelnewsasia

ทรัมป์ร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่นัดจันขึ้นใหม่ 3 เดือนหลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารปธน.

ทรัมป์ร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่นัดจันขึ้นใหม่ 3 เดือนหลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารปธน.

25 ก.ค. 2569 07:10 น.

ทรัมป์ร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่นัดจันขึ้นใหม่ 3 เดือนหลังเกิดเหตุพยายามลอบสังหารปธน.

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวที่กลับมาจัดใหม่ หลังเลื่อนเพราะเหตุกราดยิงเมื่อเดือนเมษายน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ยังตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับสื่อมวลชน  

วันที่ 26 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า งานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว (White House Correspondents’ Dinner) ที่เลื่อนมาจากเดือนเมษายน เนื่องจากเหตุกราดยิง ได้กลับมาจัดขึ้นอีกครั้งในคืนวันศุกร์ ที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนสถานที่และช่วงเวลาจัดงาน พร้อมลดจำนวนผู้เข้าร่วมและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยประธานาธิบดีได้เข้าร่วมงานและมีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าสื่อมวลชน ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ยังตึงเครียด หลังรัฐบาลของเขาเดินหน้าใช้มาตรการหลายอย่างที่ถูกมองว่าเพิ่มแรงกดดันต่อสื่ออิสระ

นางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า สุนทรพจน์ของทรัมป์จะมีทั้งเนื้อหาที่สร้างความเป็นเอกภาพและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด ควบคู่กับอารมณ์ขัน พร้อมยืนยันว่าจะเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ที่น่าติดตาม

ด้านสมาคมผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบขาว ระบุว่า ตัวแทนสื่อจะขึ้นกล่าวย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 ซึ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพสื่อ โดยมีทรัมป์นั่งรับฟังอยู่ภายในงาน ขณะที่นักอ่านใจและนักมายากลชื่อดัง ออซ เพิร์ลแมน รับหน้าที่เป็นผู้แสดงหลักของค่ำคืนนี้

อย่างไรก็ตาม บุคคลสำคัญหลายคนไม่ได้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ได้แก่ นางเมลาเนีย ทรัมป์ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดี และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทำเนียบขาวระบุว่าติดภารกิจด้านกำหนดการ

ขณะที่รัฐมนตรีกลาโหม นายพีต เฮกเซธ รักษาการอัยการสูงสุด นายทอดด์ บลานช์ ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) และนายแคช พาเทล และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอีกหลายคน เข้าร่วมงานด้วย

ทั้งนี้ งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเป็นธรรมเนียมสำคัญของกรุงวอชิงตันมาหลายทศวรรษ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่าเป็นเวทีที่ผู้บริหารสื่อ บรรณาธิการ ผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่รัฐบาลมาพบปะกัน แม้รัฐบาลชุดนี้จะมีท่าทีมองสื่อเป็นฝ่ายตรงข้ามก็ตาม

ไฟป่ามาดริดวิกฤตหนัก สเปนเร่งอพยพประชาชน ฝรั่งเศสหนีกว่า 1.4 แสนคน

ไฟป่ามาดริดวิกฤตหนัก สเปนเร่งอพยพประชาชน ฝรั่งเศสหนีกว่า 1.4 แสนคน

25 ก.ค. 2569 06:21 น.

ไฟป่ามาดริดวิกฤตหนัก สเปนเร่งอพยพประชาชน ฝรั่งเศสหนีกว่า 1.4 แสนคน

ไฟป่าทางตะวันตกของกรุงมาดริด ประเทศสเปน ลุกลามเกินควบคุม หลังไฟ 3 จุดรวมเป็นผืนเดียว ทางการสเปนประกาศภาวะฉุกเฉิน ขณะที่สเปนและฝรั่งเศสอพยพประชาชนรวมกว่า 140,000 คน รับมือวิกฤตไฟป่าครั้งใหญ่

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ไฟป่าทางตะวันตกของกรุงมาดริด ประเทศสเปน ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง หลังไฟป่า 3 จุดได้ลุกลามมาบรรจบกันจนกลายเป็นเพลิงไหม้ขนาดใหญ่ ส่งผลให้รัฐบาลสเปนประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ และสั่งอพยพประชาชนอย่างน้อย 30,000 คน

นางอิซาเบล ดิอัซ อายูโซ ประธานแคว้นมาดริด ระบุว่า นี่เป็นไฟป่าที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมาดริด พร้อมอธิบายว่า พื้นที่กำลังเผชิญพายุสมบูรณ์แบบ จากอุณหภูมิที่สูง ลมกระโชกแรงต่อเนื่อง และแนวไฟหลายจุดที่รวมตัวเข้าด้วยกัน

ด้านนายคาร์ลอส โนบิโย หัวหน้าหน่วยบริหารจัดการเหตุฉุกเฉินของแคว้นมาดริด กล่าวว่า ขณะนี้ไฟป่ารุนแรงเกินกว่าศักยภาพที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะควบคุมได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าดับไฟในบางพื้นที่ได้โดยตรง และต้องเปลี่ยนมาใช้มาตรการป้องกันเพื่อจำกัดความเสียหายแทน

รายงานข่าวระบุว่า รัฐบาลสเปนได้ส่ง หน่วยทหารรับมือเหตุฉุกเฉินลงพื้นที่เพื่อสกัดการลุกลามของเปลวเพลิง โดยมุ่งปกป้องพื้นที่ใกล้เมือง เอล เอสโกเรียล เป็นหลัก ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังจับตาไฟป่าอีกจุดในจังหวัด อาบีลา เนื่องจากเกรงว่าไฟป่าขนาดใหญ่ในเมือง บูร์โกออนโด อาจลุกลามมารวมกับไฟป่ามาดริด ซึ่งจะทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น ขณะที่นายเฟอร์นันโด กรานเด-มาร์ลัสกา  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสเปน กล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้ไฟป่าทั้งสองจุดเชื่อมต่อกัน

ทางการเปิดเผยว่า มีประชาชนในแคว้นมาดริดได้รับผลกระทบแล้วมากกว่า 60,000 คน โดยในจำนวนนี้ 30,000 คน ต้องอพยพออกจากพื้นที่ และอีก 20,000 คน ถูกสั่งให้อยู่ภายในบ้านเพื่อความปลอดภัย พร้อมเตือนว่าตัวเลขผู้ได้รับผลกระทบอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากกระแสลมพัดพาเศษไฟปลิวไปได้ไกลหลายกิโลเมตร ทำให้ไฟสามารถลุกลามข้ามพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว.

รัสเซียถล่มงานแสดงโดรนใกล้กรุงเคียฟ ดับ 10 ศพ ยูเครนเตือนอาจถูกโจมตีระลอกใหม่

รัสเซียถล่มงานแสดงโดรนใกล้กรุงเคียฟ ดับ 10 ศพ ยูเครนเตือนอาจถูกโจมตีระลอกใหม่

25 ก.ค. 2569 05:32 น.

รัสเซียถล่มงานแสดงโดรนใกล้กรุงเคียฟ ดับ 10 ศพ ยูเครนเตือนอาจถูกโจมตีระลอกใหม่

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มงานแสดงเทคโนโลยีโดรนใกล้กรุงเคียฟ เสียชีวิต 10 ศพ บาดเจ็บราว 100 คน ขณะที่เซเลนสกีเผยข่าวกรองชี้รัสเซียอาจเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่อีกภายใน 48 ชั่วโมง

วันที่ 25 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัสเซียเปิดฉากโจมตียูเครนด้วยขีปนาวุธหลายระลอก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ศพ โดยส่วนใหญ่เสียชีวิตจากการยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ใส่งานแสดงเทคโนโลยีโดรนใกล้กรุงเคียฟ ซึ่งมีบุคลากรสำคัญในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก

นายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า การโจมตีในช่วงกลางวันครั้งนี้ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 100 คน พร้อมระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการจัดงานในลักษณะนี้ และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 5 ศพ จากการโจมตีด้วยระเบิดร่อนของรัสเซียในเมือง สโลเวียนสก์ ทางภาคตะวันออกของยูเครน

ด้านโฆษกกองทัพอากาศยูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียยิงขีปนาวุธพิสัยใกล้ทั้งหมด 3 ลูก โดยระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดได้เพียง 1 ลูก ขณะที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียยอมรับว่าเป็นผู้โจมตี พร้อมอ้างว่า ใช้อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงโจมตีสถานที่จัดแสดงโดรน ซึ่งรัสเซียระบุว่าเป็นเวทีสาธิตอากาศยานไร้คนขับที่ใช้โจมตีเป้าหมายพลเรือนในรัสเซีย และมีผู้ผลิตโดรน รวมถึงเจ้าหน้าที่กองกำลังโดรนและหน่วยข่าวกรองของยูเครนเข้าร่วม

รายงานระบุว่า นับเป็นอย่างน้อยครั้งที่ 3 นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อปี 2565 ที่งานแสดงเทคโนโลยีโดรนลักษณะนี้ตกเป็นเป้าหมายโจมตี ขณะที่สังคมยูเครนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า การจัดงานซึ่งเปิดเผยต่อสาธารณะอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคง

ขณะเดียวกัน กองทัพยูเครนได้เปิดปฏิบัติการตอบโต้ โดยโจมตีเมือง คีรอฟ ของรัสเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากแนวหน้ามากกว่า 1,000 กิโลเมตร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ บาดเจ็บ 26 ราย อีกทั้งยังโจมตีคลังสินค้าของ ไวลด์เบอร์รีส์  ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดของรัสเซียอีกด้วย.

การเจรจาระหว่างรัฐบาลอินเดีย-กลุ่ม “แมลงสาบ” ยังไร้ข้อยุติ ผู้ชุมนุมยืนกราน รมว.ศึกษาฯ ต้องลาออก

การเจรจาระหว่างรัฐบาลอินเดีย-กลุ่ม "แมลงสาบ" ยังไร้ข้อยุติ ผู้ชุมนุมยืนกราน รมว.ศึกษาฯ ต้องลาออก

25 ก.ค. 2569 00:21 น.

การเจรจาระหว่างรัฐบาลอินเดีย-กลุ่ม “แมลงสาบ” ยังไร้ข้อยุติ ผู้ชุมนุมยืนกราน รมว.ศึกษาฯ ต้องลาออก

การเจรจาระหว่างรัฐบาลอินเดียกับแกนนำกลุ่มพรรคแมลงสาบ ยังไม่คืบหน้า หลังผู้ชุมนุมยืนยันข้อเรียกร้องหลักคือการให้นายกรัฐมนตรีปลดรัฐมนตรีศึกษาธิการ ขณะที่ฝ่ายค้านหนุนเต็มที่และกดดันในสภา

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาระหว่างรัฐบาลอินเดียกับแกนนำ พรรคประชาชนแมลงสาบ (Cockroach Janta Party: CJP) ซึ่งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวของเยาวชนเพื่อเรียกร้องการปฏิรูประบบการศึกษา ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ หลังหารือนานกว่า 2 ชั่วโมง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะกลับมาเจรจากันอีกครั้งในวันเสาร์

การหารือครั้งนี้มี นายเจ.พี. นัดดา และ นายจิเตนทรา สิงห์ รัฐมนตรีอาวุโสของรัฐบาล เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมยังคงยืนยันข้อเรียกร้องหลักคือให้นายธรรมเมนทรา ประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลาออกหรือถูกปลดออกจากคณะรัฐมนตรี

โดยนายอาชูโตช รังกา โฆษกของ CJP กล่าวว่า ได้แจ้งต่อรัฐบาลอย่างชัดเจนว่า ไม่มีทางยอมรับข้อเสนอใด หากยังไม่มีการปลดรัฐมนตรีศึกษาธิการออกจากตำแหน่ง ด้านนายเจ.พี. นัดดา เปิดเผยว่า รัฐบาลได้รับฟังข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมแล้ว และจะตอบกลับอย่างเป็นทางการในการเจรจาครั้งต่อไป

ขณะที่การชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงที่ จันตาร์ มันตาร์ ในกรุงนิวเดลี ยังคงดำเนินต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุปะทะเมื่อต้นสัปดาห์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและกระบองสลายผู้ชุมนุมที่พยายามเดินขบวนไปยังรัฐสภา ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก

ทั้งนี้ กระแสการประท้วงเริ่มต้นจากความไม่พอใจต่อปัญหาการทุจริตในการสอบ โดยเฉพาะเหตุข้อสอบสอบเข้าแพทย์รั่วไหลจนต้องจัดสอบใหม่ให้ผู้สมัครหลายล้านคน รวมถึงปัญหาระบบตรวจข้อสอบออนไลน์ของนักเรียนมัธยมที่เกิดความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวได้ขยายวงไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาการว่างงาน โอกาสของคนรุ่นใหม่ และวิจารณ์การบริหารประเทศของ นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ว่ามีแนวโน้มใช้อำนาจแบบรวมศูนย์มากขึ้น นับเป็นหนึ่งในแรงกดดันทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่โมดีได้รับเลือกตั้งกลับมาดำรงตำแหน่งอีกสมัยเมื่อปี พ.ศ. 2567.

ที่มา BBC

ปธน.บังกลาเทศลาออกก่อนครบวาระ อ้างป่วยหนัก ท่ามกลางแรงกดดันการเมือง

ปธน.บังกลาเทศลาออกก่อนครบวาระ อ้างป่วยหนัก ท่ามกลางแรงกดดันการเมือง

24 ก.ค. 2569 21:59 น.

ปธน.บังกลาเทศลาออกก่อนครบวาระ อ้างป่วยหนัก ท่ามกลางแรงกดดันการเมือง

ประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด ชาฮาบุดดิน ของบังกลาเทศ ประกาศลาออกก่อนครบวาระ 2 ปี โดยให้เหตุผลด้านสุขภาพ ขณะที่ฝ่ายค้านเพิ่มแรงกดดันให้พ้นจากตำแหน่ง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังอดีตนายกฯ ชีค ฮาซินา ถูกโค่นอำนาจ

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวอัลจาซีราาห์ รายงานว่า นายโมฮัมเหม็ด ชาฮาบุดดิน ประธานาธิบดีบังกลาเทศ วัย 76 ปี ประกาศลาออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ 2 ปี โดยในแถลงการณ์ผ่านโฆษกประธานาธิบดีระบุว่า ผลการตรวจสุขภาพล่าสุดพบว่าเขาป่วยด้วยโรค ความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Neuropathy) ซึ่งทำให้เกิดอาการหมดสติชั่วขณะเป็นครั้งคราว ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่

ตามรัฐธรรมนูญของบังกลาเทศ ประธานรัฐสภา ฮาฟิซ อุดดิน อาห์เหม็ด จะทำหน้าที่รักษาการประธานาธิบดี จนกว่าจะมีการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ภายใน 90 วัน โดยอาห์เหม็ดเปิดเผยว่า ได้รับและรับรองหนังสือลาออกของชาฮาบุดดินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีผลทันทีตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

โดยการลาออกครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสกดดันจากพรรคฝ่ายค้านที่เรียกร้องให้นายชาฮาบุดดินพ้นจากตำแหน่ง และหลังมีรายงานของสื่อท้องถิ่นว่า เขาเคยพูดคุยทางโทรศัพท์กับ นางชีค ฮาซินา อดีตนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ซึ่งลี้ภัยอยู่ในประเทศอินเดีย ระหว่างเดินทางไปรักษาตัวที่สหราชอาณาจักรเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นายชาฮาบุดดินปฏิเสธรายงานนี้

ทั้งนี้ ตำแหน่งประธานาธิบดีบังกลาเทศมีบทบาทเชิงพิธีการเป็นหลัก โดยอำนาจบริหารประเทศยังคงอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี.

ที่มา Aljazeera

ดรามากางเกงรัดรูป ผู้ว่าฯ ตุรกีถูกปลดจากตำแหน่ง หลังภาพชุดปั่นจักรยานเป็นไวรัล

ดรามากางเกงรัดรูป ผู้ว่าฯ ตุรกีถูกปลดจากตำแหน่ง หลังภาพชุดปั่นจักรยานเป็นไวรัล

24 ก.ค. 2569 12:52 น.

ดรามากางเกงรัดรูป ผู้ว่าฯ ตุรกีถูกปลดจากตำแหน่ง หลังภาพชุดปั่นจักรยานเป็นไวรัล

ผู้ว่าราชการจังหวัดในตุรกีผู้หลงใหลการปั่นจักรยาน ต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองอย่างไม่คาดคิด หลังภาพที่เขาสวมกางเกงรัดรูปปั่นจักรยานกลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์ จนนำไปสู่การถูกปลดจากตำแหน่ง

เมห์เม็ต ฟาติห์ ชิเชกลี ผู้ว่าราชการจังหวัดอาร์ดาฮาน ทางตะวันออกของตุรกี ถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ตามพระราชกฤษฎีกาที่ลงนามโดยประธานาธิบดี เรเจป แทยิป แอร์โดอาน แม้ในคำสั่งจะไม่ได้ระบุเหตุผลของการปลด แต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังนักการเมืองบางส่วนออกมาวิพากษ์วิจารณ์เขา จากกรณีที่สวมกางเกงปั่นจักรยานรัดรูปในงานส่งเสริมกีฬาปั่นจักรยาน และยังนำภาพดังกล่าวไปโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์

อินัน อักกุน อัลป์ สมาชิกพรรคฝ่ายค้านหลัก พรรครีพับลิกันประชาชน (CHP) กล่าวหาว่า ชิเชกลีให้ความสำคัญกับโซเชียลมีเดียมากกว่าการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมมองว่าการแต่งกายด้วยชุดรัดรูปเช่นนั้น ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด

ด้านชิเชกลี ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีแอร์โดอัน ได้ออกมาปกป้องตัวเอง โดยยืนยันว่าชุดที่เขาสวมเป็นชุดปั่นจักรยานตามปกติ และเป็นการแต่งกายที่เหมาะสมกับกิจกรรมกีฬา

อย่างไรก็ตาม ล่าสุดได้มีการเปิดแคมเปญรวบรวมรายชื่อเรียกร้องให้รัฐบาลคืนตำแหน่งให้กับเขา ซึ่งขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแล้วมากกว่า 10,000 คน โดยผู้สนับสนุนระบุว่า ชิเชกลีมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาจังหวัดอาร์ดาฮาน ทั้งการส่งเสริมกีฬา กิจกรรมสำหรับเยาวชน และการผลักดันการท่องเที่ยวด้วยจักรยาน และไม่มีเหตุผลอันสมควรที่จะให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง.

ที่มา : AP