รถยนต์ไฟฟ้าดันตลาดยุโรปโตไม่หยุด “BYD-แบรนด์จีน” เร่งชิงส่วนแบ่ง ยอดขายพุ่ง

รถยนต์ไฟฟ้าดันตลาดยุโรปโตไม่หยุด "BYD-แบรนด์จีน" เร่งชิงส่วนแบ่ง ยอดขายพุ่ง

23 ก.ค. 2569 11:56 น.

รถยนต์ไฟฟ้าดันตลาดยุโรปโตไม่หยุด “BYD-แบรนด์จีน” เร่งชิงส่วนแบ่ง ยอดขายพุ่ง

ตลาดรถยนต์ยุโรปเดือนมิถุนายนยังเติบโต แรงหนุนหลักจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดที่พุ่งสูง ชดเชยยอดขายรถใช้น้ำมันที่ลดลง ขณะที่ค่ายรถจีนเข้าครองส่วนแบ่งตลาดในยุโรปอย่างรวดเร็ว

สมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป (European Automobile Manufacturers’ Association: ACEA) เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันพฤหัสบดี (23 ก.ค.) ว่า ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ ซึ่งใช้เป็นตัวชี้วัดยอดขาย เพิ่มขึ้น 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะ 1,407,332 คัน ครอบคลุมสหภาพยุโรป (EU) สหราชอาณาจักร และกลุ่มประเทศสมาคมการค้าเสรียุโรป (EFTA)

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันตลาดมาจากความต้องการ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และรถยนต์พลังงานทางเลือกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียน รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) เพิ่มขึ้น 51% รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) เพิ่มขึ้น 22.7% และรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) เพิ่มขึ้น 17.1% ซึ่งรถยนต์ทั้ง 3 ประเภทคิดเป็น มากกว่า 80% ของรถยนต์ใหม่ทั้งหมดที่จดทะเบียนในเดือนมิถุนายน

ในทางกลับกัน ความนิยมของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียน รถยนต์เบนซิน ลดลง 12.2% รถยนต์ดีเซล ลดลง 16.9%

ข้อมูลของ ACEA ยังสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนยังคงขยายอิทธิพลในตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่อง อย่าง BYD, Chery และ Leapmotor มียอดขายเพิ่มขึ้น เกือบ 3-6 เท่า เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วน SAIC Motor เติบโตมากกว่า 50% และ Geely เติบโต 11%

ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของยุโรปยังคงมียอดขายเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดย Renault, Stellantis และVolkswagen ต่างมียอดจดทะเบียนรถยนต์เพิ่มขึ้นในช่วง 3.6-7.3%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แม้ตลาดรถยนต์ยุโรปจะยังเติบโต แต่แรงขับเคลื่อนสำคัญได้เปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและไฮบริด ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนกำลังเร่งขยายส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรป.

ที่มา : channelnewsasia

สภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายงบกลาโหม 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ ลุยสงครามอิหร่าน-อุ้มอิสราเอล

สภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายงบกลาโหม 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ ลุยสงครามอิหร่าน-อุ้มอิสราเอล

23 ก.ค. 2569 11:41 น.

สภาสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายงบกลาโหม 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ ลุยสงครามอิหร่าน-อุ้มอิสราเอล

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ลงมติผ่านร่างกฎหมายงบประมาณด้านกลาโหมประจำปีงบประมาณ 2027 สูงเป็นประวัติการณ์ 1.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 38.8 ล้านล้านบาท ด้วยคะแนนเฉียดฉิว 216 ต่อ 212 เสียง แม้เผชิญเสียงคัดค้านทั้งจากประเด็นค่าใช้จ่ายสงครามอิหร่านที่บานปลาย การขยายความร่วมมือทางทหารกับอิสราเอล การตัดงบสวัสดิการสังคม และข้อเสนอในการเปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” กลับไปเป็น “กระทรวงสงคราม”

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ มีมติผ่าน ร่างกฎหมายว่าด้วยการอนุมัติงบประมาณด้านกลาโหมแห่งชาติ (NDAA) ประจำปีงบประมาณ 2027 ด้วยคะแนน 216 ต่อ 212 เสียง โดยเป็นการลงมติที่แบ่งแยกตามแนวพรรคการเมืองอย่างชัดเจน โดยสมาชิกพรรครีพับลิกันเกือบทั้งหมดลงคะแนนสนับสนุน ขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่ลงคะแนนคัดค้าน

ร่างกฎหมายดังกล่าวอนุมัติวงเงินด้านความมั่นคงรวม 1.15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือราว 38.8 ล้านล้านบาท ซึ่งถือเป็นงบประมาณกลาโหมที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

ฝ่ายรีพับลิกันระบุว่า งบประมาณดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ในสงครามกับอิหร่าน การพัฒนาระบบอาวุธและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ รวมถึงการปรับขึ้นเงินเดือนกำลังพลในอัตรา 5-7% ตามระดับยศ พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณก่อสร้างที่พักทหารและที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวกำลังพล

นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังรองรับข้อเสนอของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการเปลี่ยนชื่อกระทรวงกลาโหม เป็น “กระทรวงสงคราม” (Department of War) แม้ว่าการเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการยังต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยสำนักงานงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ ประเมินว่าการเปลี่ยนชื่ออาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 125 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

พรรคเดโมแครตวิจารณ์ว่า การเพิ่มงบประมาณกลาโหมเกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์และพรรครีพับลิกันเดินหน้าตัดลดงบประมาณโครงการสวัสดิการและสังคมหลายด้าน

สมาชิกสภาหลายคนยังแสดงความกังวลต่อสงครามกับอิหร่าน ซึ่งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่าจนถึงขณะนี้ใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 37,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.26 ล้านล้านบาท

นายอดัม สมิธ สมาชิกอาวุโสพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการกองทัพสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า หากรวมงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อทำสงครามกับอิหร่านและการสะสมคลังอาวุธ งบด้านกลาโหมของรัฐบาลอาจสูงเกือบ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมเตือนว่าการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้เท่ากับเป็นการสนับสนุนสงครามที่ยังไม่เห็นจุดสิ้นสุด

อีกประเด็นที่สร้างแรงต่อต้านจากเดโมแครต คือบทบัญญัติที่ขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอล แม้ประชาชนอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มเสรีนิยม จะเรียกร้องให้รัฐบาลลดการสนับสนุนอิสราเอลจากความกังวลต่อผลกระทบต่อพลเรือนในฉนวนกาซา

ร่างกฎหมายยังมีมาตรการด้านนโยบายสังคมที่เป็นข้อเสนอของฝ่ายอนุรักษนิยม เช่น การห้ามใช้สิทธิรักษาพยาบาลเกี่ยวกับการแปลงเพศภายใต้โครงการประกันสุขภาพของกองทัพ (TRICARE) และการผ่อนคลายข้อจำกัดในการพกพาอาวุธปืนส่วนบุคคลภายในฐานทัพ

ก่อนส่งร่างกฎหมายไปยังวุฒิสภา พรรครีพับลิกันยังแนบร่าง SAVE America Act ซึ่งเป็นกฎหมายปฏิรูประบบเลือกตั้งที่ประธานาธิบดีทรัมป์สนับสนุน เพื่อเพิ่มข้อจำกัดในการใช้สิทธิเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอในวุฒิสภา ทำให้เกิดคำถามว่าการผูกทั้งสองร่างเข้าด้วยกันอาจส่งผลให้กระบวนการผ่านกฎหมายกลาโหมมีความซับซ้อนมากขึ้น

แม้สภาผู้แทนราษฎรจะผ่านร่างกฎหมายแล้ว แต่กระบวนการยังไม่สิ้นสุด เนื่องจากวุฒิสภาจะต้องพิจารณาร่างของตนเอง ก่อนที่ทั้งสองสภาจะตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อจัดทำร่างฉบับประนีประนอม

หากทั้งสองสภาเห็นชอบในร่างฉบับสุดท้าย จึงจะส่งต่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามประกาศใช้หรือใช้สิทธิวีโต้ต่อไป

ทั้งนี้ ร่างกฎหมาย NDAA ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่รัฐสภาสหรัฐฯ ผ่านความเห็นชอบต่อเนื่องมา 65 ปีติดต่อกัน แต่ปีนี้ถูกมองว่าเผชิญอุปสรรคมากที่สุดครั้งหนึ่ง จากความเห็นต่างเรื่องงบประมาณกลาโหม สงครามอิหร่าน ความช่วยเหลืออิสราเอลและยูเครน รวมถึงประเด็นทางสังคมและการเมืองที่แบ่งขั้วอย่างรุนแรงภายในสภาคองเกรส.

ที่มา Associated Press / Reuters

เกาหลีใต้ บุกตรวจค้น “กกต.” สอบปม “บิดเบือนสถิติผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง”

เกาหลีใต้ บุกตรวจค้น "กกต." สอบปม "บิดเบือนสถิติผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง"

23 ก.ค. 2569 11:11 น.

เกาหลีใต้ บุกตรวจค้น “กกต.” สอบปม “บิดเบือนสถิติผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง”

คณะทำงานร่วมอัยการ-ตำรวจเกาหลีใต้ บุกตรวจค้นสำนักงานใหญ่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ และสำนักงานในพื้นที่กรุงโซล หลังพบหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่บางรายอาจร่วมกันแก้ไขข้อมูลสถิติผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อปกปิดความผิดพลาดในการบันทึกตัวเลขระหว่างการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถยึดข้อความสนทนาที่ส่อถึงการสมคบคิด “ปรับตัวเลขให้ตรงกัน” โดยไม่ผ่านขั้นตอนอนุมัติตามระเบียบ

คณะทำงานร่วมระหว่างอัยการและตำรวจเกาหลีใต้ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อสอบสวนกรณีบัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ได้เข้าตรวจค้นสำนักงานใหญ่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ (NEC) ที่เมืองกวาชอน ทางตอนใต้ของกรุงโซล รวมถึงสำนักงาน กกต. ในเขตซงพา กังนัม และซอโช ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เกิดปัญหาบัตรเลือกตั้งขาดแคลนในวันเลือกตั้ง

การตรวจค้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังคณะสอบสวนพบพยานหลักฐานว่า เจ้าหน้าที่บางคนอาจมีการแก้ไขข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับอัตราผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อปกปิดความผิดพลาดในการกรอกข้อมูล โดยไม่รายงานผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอนที่กำหนด

ตามระบบของ NEC จะมีการประกาศอัตราผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทุกชั่วโมงในวันเลือกตั้ง โดยอ้างอิงข้อมูลจากหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ หากพบว่ามีการกรอกข้อมูลผิด เจ้าหน้าที่จะต้องรายงานต่อผู้บังคับบัญชาและได้รับอนุมัติก่อนจึงจะแก้ไขข้อมูลได้ อย่างไรก็ตาม คณะสอบสวนเชื่อว่าเจ้าหน้าที่บางรายข้ามขั้นตอนดังกล่าว และแก้ไขตัวเลขเองในระบบ

ตัวอย่างที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือ หากหน่วยเลือกตั้งแห่งหนึ่งกรอกจำนวนผู้มาใช้สิทธิผิดจาก 100 คนเป็น 1,000 คน เจ้าหน้าที่อาจนำตัวเลขส่วนเกิน 900 คน ไปเฉลี่ยเพิ่มให้กับหน่วยเลือกตั้งอีก 9 แห่งแห่งละ 100 คน เพื่อให้ตัวเลขรวมดูสมเหตุสมผล ก่อนที่จำนวนผู้มาใช้สิทธิจริงจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับตัวเลขที่ถูกปรับไว้

แหล่งข่าวจากฝ่ายสอบสวนเปิดเผยว่า ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่พบข้อความสนทนาผ่านแอปพลิเคชันสื่อสารภายใน ซึ่งมีเนื้อหาสื่อถึงการหารือกันไม่ให้รายงานความผิดพลาดต่อผู้บังคับบัญชา แต่ใช้วิธี “ปรับตัวเลขให้ตรงกัน” แทน

หมายค้นที่ใช้ในการเข้าตรวจค้นยังระบุข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปลอมแปลงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของทางราชการ และการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงกว่าการบริหารจัดการที่บกพร่องโดยประมาท

การสอบสวนครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากเหตุบัตรเลือกตั้งขาดแคลนในหลายหน่วยเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถลงคะแนนเสียงได้และต้องเดินทางกลับโดยไม่ได้ใช้สิทธิ

หลังเกิดเหตุ ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง มีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมอัยการ-ตำรวจเพื่อสืบสวนหาสาเหตุ โดยคณะทำงานได้เข้าตรวจค้นสำนักงาน NEC ครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน และเข้าตรวจค้นเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน เพื่อรวบรวมเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวันเลือกตั้ง

เจ้าหน้าที่ระบุว่า หลังวิเคราะห์ข้อมูลจากการตรวจค้นและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง จึงพบเบาะแสใหม่เกี่ยวกับการบิดเบือนสถิติการเลือกตั้ง และนำไปสู่การเปิดการสอบสวนในประเด็นดังกล่าวโดยเฉพาะ

หากสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการปลอมแปลงข้อมูลจริง คดีอาจไม่จำกัดอยู่เพียงการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน แต่มีแนวโน้มขยายผลไปตรวจสอบการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ เพื่อพิจารณาว่าเคยมีการแก้ไขสถิติผู้มาใช้สิทธิหรือข้อมูลการเลือกตั้งประเภทอื่นโดยมิชอบหรือไม่

คณะสอบสวนระบุว่า หลังเสร็จสิ้นการวิเคราะห์พยานหลักฐานที่ยึดมา จะทยอยเรียกเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติเข้าให้ปากคำ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลผู้มาใช้สิทธิและการแก้ไขตัวเลขในระบบเลือกตั้งต่อไป.

ที่มา Yonhap / SBS / JoongAng Ilbo

โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี ดับแล้ว 1 ศพ

โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี ดับแล้ว 1 ศพ

23 ก.ค. 2569 10:55 น.

โตเกียวป่วยโรคลมแดดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 15 ปี ดับแล้ว 1 ศพ

กรุงโตเกียวเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง ยอดผู้ป่วยโรคลมแดดที่ต้องเข้ารักษาในรพ.พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติปี 2553 ขณะที่มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ เตือนประชาชนดื่มน้ำ-เปิดเครื่องปรับอากาศ

วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กรุงโตเกียว ของญี่ปุ่น เผชิญสภาพอากาศร้อนจัดอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยกู้ภัยเปิดเผยว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีผู้ป่วยจากโรคลมแดด (Heatstroke) ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลถึง 453 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดต่อวันนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 2553

รายงานระบุว่า คลื่นความร้อนที่ปกคลุมพื้นที่หลายภูมิภาคของญี่ปุ่นยังส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ ขณะที่หน่วยงานฉุกเฉินต้องรับมือกับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โฆษกสำนักงานดับเพลิงกรุงโตเกียวเปิดเผยว่า จำนวนผู้เข้ารับการรักษาถือเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูล พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายจากอากาศร้อน โดยแนะนำให้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน และเปิดใช้เครื่องปรับอากาศเพื่อป้องกันโรคลมร้อน

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงในหลายพื้นที่ โดยก่อนหน้านี้กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นได้ออกคำเตือนโรคลมแดดครอบคลุมหลายจังหวัด พร้อมขอให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็ก ดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอุณหภูมิในหลายพื้นที่ยังอยู่ในระดับอันตราย.

ที่มา AFP

สิงคโปร์ยืนยันอดีตรมต.ลาออก ปมส่งข้อความถึงหญิงรายหนึ่ง เป็นข้อความไม่เหมาะสมจริง

สิงคโปร์ยืนยันอดีตรมต.ลาออก ปมส่งข้อความถึงหญิงรายหนึ่ง เป็นข้อความไม่เหมาะสมจริง

23 ก.ค. 2569 10:44 น.

สิงคโปร์ยืนยันอดีตรมต.ลาออก ปมส่งข้อความถึงหญิงรายหนึ่ง เป็นข้อความไม่เหมาะสมจริง

สิงคโปร์ยืนยันอดีตรมต.ลาออก ปมส่งข้อความถึงหญิงรายหนึ่ง เป็นข้อความไม่เหมาะสมจริง และได้รับโอกาสชี้แจงอย่างเป็นธรรมแล้ว

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเค. ชันมูกัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสิงคโปร์ ออกมาชี้แจงกรณี นายไฟซาล อิบราฮิม อดีตรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบกิจการชาวมุสลิม ซึ่งลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยระบุว่า ข้อความที่ไฟซาลส่งถึงหญิงรายหนึ่งผ่านช่องทางออนไลน์  ไม่เหมาะสมและน่ากังขา  แม้เจ้าตัวจะไม่มีเจตนาสร้างความสัมพันธ์เชิงชู้สาวก็ตาม 

โดยนายชันมูกัม ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า การพิจารณากรณีเป็นไปอย่างเป็นธรรม และต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพียงเจตนาของผู้เกี่ยวข้อง พร้อมระบุว่าไฟซาลเองยอมรับในภายหลังว่า ไม่ควรปล่อยให้การสนทนาดำเนินต่อไป และควรกำหนดขอบเขตความสัมพันธ์ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก

ก่อนหน้านี้ ในหนังสือลาออกที่ยื่นต่อนายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง นายไฟซาลยืนยันว่า เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางกายกับหญิงคนนี้ และไม่เคยมีเจตนาให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปในลักษณะนั้น แต่เมื่อมีการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อผู้นำรัฐบาล กรณีดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องส่วนตัวระหว่างบุคคลอีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ ซึ่งสำนักงานนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องตรวจสอบความเหมาะสมของพฤติกรรมที่เกิดขึ้น

พร้อมกันนี้เขาย้ำว่า นายไฟซาลได้รับโอกาสชี้แจงอย่างเป็นธรรม และสุดท้ายเป็นผู้ตัดสินใจเองว่า ไม่สามารถดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีต่อไปได้ จึงยื่นหนังสือลาออก ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ยอมรับการลาออก

พร้อมกันนี้ เขายังอ้างถึงหลักปฏิบัติว่า หากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมยังคงเป็นเรื่องส่วนตัวและยุติลงหลังได้รับการตักเตือน ก็อาจจัดการเป็นเรื่องภายในได้ แต่หากมีการร้องเรียนหรือเรื่องเข้าสู่สาธารณะแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องตรวจสอบ และหากพบการกระทำที่ไม่เหมาะสม ก็ต้องดำเนินการตามสมควร.

ที่มา The Straits Times

น้ำมันโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ หลังสหรัฐฯ ถล่มอิหร่านเกือบครบ 2 สัปดาห์ ฮูตีโจมตีเรือในทะเลแดง

น้ำมันโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ หลังสหรัฐฯ ถล่มอิหร่านเกือบครบ 2 สัปดาห์ ฮูตีโจมตีเรือในทะเลแดง

23 ก.ค. 2569 09:39 น.

น้ำมันโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ หลังสหรัฐฯ ถล่มอิหร่านเกือบครบ 2 สัปดาห์ ฮูตีโจมตีเรือในทะเลแดง

ราคาน้ำมันโลกพุ่งกว่า 2% แตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ หลังสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มฮูตีขยายการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง เพิ่มความกังวลต่ออุปทานพลังงานโลก

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 1.5% และแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ หลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง ทั้งจากปฏิบัติการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดงโดยกลุ่มฮูตี

รายงานระบุว่า น้ำมันดิบเบรนท์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.93 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2% มาอยู่ที่ 96 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 3,170 บาทต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน หลังจากวันก่อนหน้านี้ราคาปิดเพิ่มขึ้นกว่า 3 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 94.07 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.44 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.7% มาอยู่ที่ 88.27 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือราว 2,910 บาทต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งขึ้นเกือบ 3% ในการซื้อขายวันก่อนหน้า

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาน้ำมันคือ การที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม ของอิหร่านอ้างว่า ยังคงควบคุมช่องแคบฮอร์มุซได้ทั้งหมด พร้อมเตือนว่า เรือทุกลำจะต้องประสานงานกับอิหร่านก่อนเข้า-ออกพื้นที่ และก่อนหน้านี้ยังเคยขู่ว่าอาจวางทุ่นระเบิดในเส้นทางเดินเรือทางตอนใต้ของช่องแคบ ด้านกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนประกาศขยายปฏิบัติการทางทหาร โดยขู่โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในบริเวณช่องแคบบับ อัล-มันเดบ พร้อมประกาศปิดล้อมเส้นทางเดินเรือของซาอุดีอาระเบีย

ที่มา AFP 

ศาลเกาหลีใต้ปรับนายกเทศมนตรีกรุงโซล 10 ล้านวอน คดีรับเงินการเมืองผิดกฎหมาย

ศาลเกาหลีใต้ปรับนายกเทศมนตรีกรุงโซล 10 ล้านวอน คดีรับเงินการเมืองผิดกฎหมาย

23 ก.ค. 2569 09:10 น.

ศาลเกาหลีใต้ปรับนายกเทศมนตรีกรุงโซล 10 ล้านวอน คดีรับเงินการเมืองผิดกฎหมาย

ศาลเกาหลีใต้สั่งปรับนายกเทศมนตรีกรุงโซล 10 ล้านวอน หรือราว 250,000 บาท พร้อมสั่งริบเงิน 21 ล้านวอน หลังมีความผิดคดีรับเงินสนับสนุนทางการเมืองผิดกฎหมาย 

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ศาลเกาหลีใต้มีคำพิพากษาให้ นายโอ เซฮุน นายกเทศมนตรีกรุงโซล มีความผิดฐานรับเงินสนับสนุนทางการเมืองโดยผิดกฎหมาย พร้อมสั่งปรับ 10 ล้านวอน ประมาณ 250,000 บาท และสั่งริบเงิน 21 ล้านวอน ประมาณ 520,000 บาท

โดยคดีนี้สืบเนื่องจากคณะอัยการพิเศษ ยื่นฟ้องนายโอเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่า ก่อนการเลือกตั้งซ่อมผู้ว่าการกรุงโซลเมื่อเดือนเมษายน 2564 ซึ่งนายโอเป็นผู้ชนะ เขาได้ให้ผู้สนับสนุนทางการเมืองจ่ายเงินรวม 33 ล้านวอน ประมาณ 820,000 บาท เพื่อแลกกับผลสำรวจความคิดเห็นจำนวน 10 ครั้ง จากนายมยอง แท-กยุน ผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นนายหน้าทางการเมืองผู้ทรงอิทธิพล

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานรับฟังได้เพียงบางส่วน โดยเชื่อว่านายโอได้ขอผลสำรวจความคิดเห็นจากมยองจำนวน 5 ครั้ง และผู้สนับสนุนของเขาเป็นผู้จ่ายเงินให้มยองรวม 21 ล้านวอน จึงมีคำสั่งให้ริบเงินจำนวนนี้

ศาลระบุในคำพิพากษาว่า นายโอเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนายกเทศมนตรีกรุงโซล จึงย่อมทราบข้อกำหนดของกฎหมายว่าด้วยเงินทุนทางการเมืองเป็นอย่างดี แต่กลับไม่ยอมรับความรับผิดชอบในระหว่างการพิจารณาคดี พร้อมระบุว่า ความผิดดังกล่าวมีความร้ายแรงจนไม่อาจหลีกเลี่ยงโทษที่ส่งผลต่อการดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ด้านนายโอประกาศว่าจะยื่นอุทธรณ์ โดยยืนยันว่าศาลให้น้ำหนักกับคำให้การของมยองและพยานแวดล้อมมากเกินไป.

เผยคลิป อดีตทหารป่วน จุดพลุ-วางเพลิงหน้าอาคารรัฐบาลในนิวยอร์ก ยิงปืนอัดลมไปทั่ว ก่อนถูกตร.รวบ

เผยคลิป อดีตทหารป่วน จุดพลุ-วางเพลิงหน้าอาคารรัฐบาลในนิวยอร์ก ยิงปืนอัดลมไปทั่ว ก่อนถูกตร.รวบ

23 ก.ค. 2569 08:46 น.

เผยคลิป อดีตทหารป่วน จุดพลุ-วางเพลิงหน้าอาคารรัฐบาลในนิวยอร์ก ยิงปืนอัดลมไปทั่ว ก่อนถูกตร.รวบ

สหรัฐฯ เผยภาพวงจรปิด อดีตทหารกองทัพบกสหรัฐก่อเหตุจุดพลุ ยิงปืนอัดลม และวางเพลิงหน้าอาคารรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก ก่อนถูกเจ้าหน้าที่จับกุม เบื้องต้นบาดเจ็บ 3 คน ชี้คนร้ายวางแผนมานานหลายเดือน

สำนักงานอัยการสหรัฐเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดเมื่อวันพุธ (23 ก.ค.) แสดงเหตุการณ์ที่ แอนดรูว์ อาร์ราบากา อดีตทหารกองทัพบกสหรัฐ วัย 43 ปี ก่อเหตุจุดพลุ ยิงปืนอัดลม และวางเพลิงบริเวณด้านหน้าอาคาร 26 Federal Plaza ในนครนิวยอร์ก ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมา

จากภาพวงจรปิด ผู้ต้องหาเข็นรถบรรทุกอุปกรณ์มายังหน้าอาคาร พร้อมกล่องใส่ปืนอัดลม ก่อนวางถุงลงบนพื้น ใช้ไฟแช็กสำหรับจุดเตาบาร์บีคิวจุดชนวนพลุให้พุ่งเข้าใส่อาคาร แต่พลุกลับล้มลงและพุ่งไปตามทางเท้าและถนน ขณะที่รถยนต์ยังสัญจรผ่านไปมา

หลังจากนั้น อาร์ราบากาหยิบปืนอัดลมออกมายิงไปตามถนน ทำให้ประชาชนบางส่วนต้องรีบวิ่งเข้าไปหลบภายในอาคาร ก่อนจะเทของเหลวไวไฟซึ่งเชื่อว่าเป็นน้ำมันเบนซิน และจุดไฟจนเกิดเปลวเพลิงลุกไหม้บันไดทางเข้าด้านหน้าอาคาร จากนั้นจึงถูกเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว

อาคาร 26 Federal Plaza เป็นที่ตั้งของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ (ICE) สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (FBI) และหน่วยงานรัฐบาลกลางอีกหลายแห่ง อีกทั้งยังเป็นสถานที่จัดการประท้วงนโยบายกวาดล้างผู้อพยพของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่บ่อยครั้ง

ดูคลิป ที่นี่

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ระหว่างถูกจับกุม ผู้ต้องหาถือป้ายข้อความต่อต้าน ICE และกล่าวถ้อยคำต่อต้านรัฐบาลสหรัฐ รวมถึงต่อต้านประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังพบอาวุธหลายชนิดในครอบครอง ได้แก่ ขวาน 2 เล่ม มีด 3 เล่ม ค้อน และมีดพร้า

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 3 คน หนึ่งในนั้นเป็นผู้ที่เดินทางมาศาลตรวจคนเข้าเมืองภายในอาคาร

อัยการรัฐบาลกลางระบุว่า อาร์ราบากาวางแผนก่อเหตุมาเป็นเวลาหลายเดือน และเคยพิจารณาโจมตีสถานที่อื่นในนครนิวยอร์กด้วย โดยเขาเดินทางไปซื้ออาวุธในรัฐนิวยอร์กตอนเหนือ และซื้อดอกไม้ไฟในรัฐเพนซิลเวเนีย ก่อนลงมือก่อเหตุด้วยการเทน้ำมันเบนซินบริเวณทางเข้าพนักงานและจุดไฟเผาทางเท้า จนถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าชาร์จตัว

ระหว่างการไต่สวนเมื่อวันอังคาร ผู้พิพากษา โรบิน เอฟ. ทาร์นอฟสกี ระบุว่า ผู้ต้องหามีอาการป่วยทางจิตอย่างชัดเจน

ด้านอัยการเปิดเผยเพิ่มเติมว่า อาร์ราบากาอาศัยอยู่ภายในรถยนต์ของตนเอง และนอนในสวนสาธารณะคืนก่อนเกิดเหตุ โดยในปี 2020 เขาเคยได้รับยารักษาอาการป่วยทางจิต แต่หยุดรับประทานยามานานประมาณ 1 ปีแล้ว.

ที่มา : AP

ช็อก! คลื่นความร้อนคร่าชีวิตชาวฝรั่งเศสกว่า 5,700 รายใน 2 สัปดาห์ สูงสุดรอบกว่า 20 ปี

ช็อก! คลื่นความร้อนคร่าชีวิตชาวฝรั่งเศสกว่า 5,700 รายใน 2 สัปดาห์ สูงสุดรอบกว่า 20 ปี

23 ก.ค. 2569 08:30 น.

ช็อก! คลื่นความร้อนคร่าชีวิตชาวฝรั่งเศสกว่า 5,700 รายใน 2 สัปดาห์ สูงสุดรอบกว่า 20 ปี

ทางการสาธารณสุขฝรั่งเศสเผยมีผู้เสียชีวิต สูงกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติถึง 5,764 ราย ในช่วงที่เกิดคลื่นความร้อนรุนแรงเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สูงสุดในรอบกว่า 20 ปี

ทางการสาธารณสุขฝรั่งเศสเปิดเผยเมื่อวันพุธว่า ฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิตจากคลื่นความร้อนรุนแรงเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยตามปกติ 5,764 ราย โดยระบุว่าจำนวนผู้เสียชีวิตที่มากกว่าค่าเฉลี่ยในประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

หน่วยงานสาธารณสุขฝรั่งเศสระบุว่า นี่เป็นอัตราการเสียชีวิตจากคลื่นความร้อนที่สูงที่สุด นับตั้งแต่เหตุคลื่นความร้อนครั้งใหญ่ในปี 2546 ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนราว 15,000 คน

นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเผชิญคลื่นความร้อนมาแล้ว 3 ระลอก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดบ่อยขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่าเกี่ยวข้องกับ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

อุณหภูมิที่พุ่งสูงสร้างผลกระทบอย่างหนักในฝรั่งเศส เนื่องจากบ้านเรือน โรงเรียน และโรงพยาบาลจำนวนมากไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนจัด และหลายแห่งไม่มีเครื่องปรับอากาศ

คลื่นความร้อนยังทำให้แม่น้ำหลายสายแห้งขอด และก่อให้เกิดไฟป่าหลายจุด รวมถึงไฟป่าที่เผาทำลายพื้นที่ประมาณ 10% ของป่าฟงแตนโบล ซึ่งเป็นป่ามรดกโลกของยูเนสโก ใกล้กรุงปารีส เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขฝรั่งเศส (Santé publique France) ระบุว่า ผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากผิกปกติระหว่างวันที่ 17 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม เป็นการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ และยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเกิดจากความร้อนโดยตรง โดยจะมีการเผยแพร่ตัวเลขสรุปอย่างเป็นทางการในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

เมื่อปีที่ผ่านมาฝรั่งเศสมีผู้เสียชีวิตที่เพิ่มผิดปกติ ที่เชื่อมโยงกับคลื่นความร้อน 5,722 ราย ตลอดช่วงเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกันยายน

โดยจากจำนวนผู้เสียชีวิตที่เพิ่มมากผิดปกติถึง 5,764 รายในปีนี้ ราว 2 ใน 3 เป็นผู้มีอายุ 75 ปีขึ้นไป ขณะที่ ไม่ถึง 20% อยู่ในช่วงอายุ 45-64 ปี และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 3 วัน ระหว่างวันที่ 25-27 มิถุนายน

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสเพิ่งเผชิญ เดือนมิถุนายนที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสถิติในปี 2490 โดยหลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศในวันที่ 24-25 มิถุนายน 2569 ยังเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยรายวันที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา ไม่ว่าจะเป็นเดือนใดของปี

หน่วยงานสาธารณสุขระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตในภูมิภาคปารีส เพิ่มขึ้นถึง 80% โดยก่อนหน้านี้เคยรายงานว่า ในสัปดาห์วันที่ 22-28 มิถุนายน จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน ยังมีเด็กเล็ก 4 คน เสียชีวิตจากการติดอยู่ภายในรถยนต์ที่มีอุณหภูมิสูงจัด แต่เหตุการณ์ดังกล่าวยังไม่ส่งผลต่อสถิติการเสียชีวิตในกลุ่มอายุเด็กอย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนหน้านี้ คลื่นความร้อนระลอกแรกซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าปกติในเดือนพฤษภาคม ยังทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 300 ราย

ข้อมูลจากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาฝรั่งเศสระบุว่า จากคลื่นความร้อน 53 ครั้ง ที่เกิดขึ้นทั่วประเทศนับตั้งแต่ปี 2490 จนถึงปลายเดือนมิถุนายนปีนี้ ครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นหลังปี 2553 สะท้อนว่าคลื่นความร้อนกำลังเกิดขึ้นถี่และรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : channelnewsasia

กบฏฮูตีอ้าง โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำในทะเลแดง

กบฏฮูตีอ้าง โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำในทะเลแดง

23 ก.ค. 2569 06:11 น.

กบฏฮูตีอ้าง โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ 2 ลำในทะเลแดง

กบฏฮูตีในเยเมนอ้างว่า โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำขณะเดินทางผ่านทะเลแดง เพียงไม่กี่วันหลังจากพวกเขาประกาศใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลเพื่อขัดขวางเรือของซาอุฯ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 ก.ค. 2569 กลุ่มกบฏฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ในประเทศเยเมนเอาไว้ อ้างว่า พวกเขาดำเนินการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย 2 ลำในทะเลแดง เมื่อช่วงเข้าตรู่ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

ในแถลงการณ์ กลุ่มติดอาวุธระบุว่าเรือที่เป็นเป้าหมายคือ เรือ “ไลลา” (Layla) เลขรหัส IMO 9336098 และเรือ “เอนเซเลีย” (Encelia) เลขรหัส 9240172 ซึ่งทั้งสองลำติดธงชาติซาอุดีอาระเบีย

โฆษกของกลุ่มฮูตีกล่าวว่า เรือทั้งสองลำ “ละเมิดการปิดล้อมทางทะเลในทะเลแดง” พร้อมอ้างว่าพวกตนได้โจมตีเรือดังกล่าวด้วยโดรนและขีปนาวุธหลายลูก

สำนักงานการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) ก็ออกมารายงานว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีด้วย “วัตถุระเบิดไม่ทราบชนิด” ขณะกำลังแล่นผ่านทะเลแดง ห่างจากเมืองอัลชูไกค์ (Al Shuqaiq) ของซาอุดีอาระเบียไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 70 ไมล์ทะเล

UKMTO ระบุว่า วัตถุระเบิดดังกล่าวส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในตอนนี้ พร้อมเสริมว่าเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องนี้

ทางด้านซาอุดีอาระเบียยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวอ้างของกลุ่มฮูตีในทันที และสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN) ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้

อย่างไรก็ตาม การโจมตีของกลุ่มฮูตีเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กลุ่มกบฏกลุ่มนี้ประกาศเริ่มใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่อเรือของซาอุดีอาระเบียที่แล่นผ่านทะเลแดง โดยอ้างว่าเป็นมาตรการตาต่อตาฟันต่อฟัน หลังรัฐบาลเยเมนที่ซาอุฯ สนับสนุน โจมตีสนามบินในกรุงซานา ทำให้ฮูตีโจมตีตอบโต้เข้าใส่สนามบินในซาอุฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn