อัปเดตล่าสุด ภูมิใจไทย รวมเสียงพรรคร่วมตั้งรัฐบาลได้ 280 เสียง

อัปเดตล่าสุด ภูมิใจไทย รวมเสียงพรรคร่วมตั้งรัฐบาลได้ 280 เสียง

13 ก.พ. 2569 19:19 น.

อัปเดตล่าสุด ภูมิใจไทย รวมเสียงพรรคร่วมตั้งรัฐบาลได้ 280 เสียง

อัปเดตล่าสุด ภูมิใจไทย รวมเสียงพรรคร่วมตั้งรัฐบาลคาดว่าได้ 280 เสียง ลุ้นพรรคร่วมเพิ่ม 300 เสียง จับตาท่าทีพรรคกล้าธรรม

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. 69 และมีการรายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยคว้าเก้าอี้ สส. รวม 193 ที่นั่ง มากที่สุดในสภา แบ่งเป็น สส.แบบแบ่งเขต 174 ที่นั่ง และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ 19 ที่นั่ง ขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลทันที ท่ามกลางการจับตาว่าใครบ้างตอบรับร่วมขั้วแล้ว

จนล่าสุดวันนี้ (13 ก.พ.69) พรรคเพื่อไทย ได้ตอบรับเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ทำให้ตอนนี้สามารถรวบรวมเสียงของพรรคร่วมได้แล้ว 280 เสียง แต่ต้องจับตาว่าพรรคกล้าธรรม จะเข้าร่วมหรือไม่

พรรคที่ให้การสนับสนุน

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 69 พรรคการเมืองขนาดเล็กทยอยเข้าแสดงความยินดีและแสดงท่าทีพร้อมสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ได้แก่

• พรรคเศรษฐกิจ ได้ สส. 3 ที่นั่ง

• พรรคประชาธิปไตยใหม่ ได้ สส. 1 ที่นั่ง

• พรรคใหม่ ได้ สส. 1 ที่นั่ง

วันนี้ (13 ก.พ. 69) พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้ สส. 74 ที่นั่ง ยืนยันว่า ยินดีให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย จัดตั้งรัฐบาล หลังพรรคเพื่อไทยได้รับการติดต่อจากแกนนำพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการเพื่อเชิญเข้าร่วมพูดคุยจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจุดยืนของพรรคเพื่อไทยตลอดเวลาการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นไม่ได้มีข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการทำงานร่วมกับพรรคการเมืองใด ๆ 

พรรคที่อยู่ระหว่างการเจรจา

• พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมี 5 ที่นั่ง อยู่ระหว่างการหารือและยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการ

พรรคใหญ่ที่ยังไม่มีความเคลื่อนไหว

ขณะที่ พรรคกล้าธรรม ซึ่งได้ สส. 58 ที่นั่ง ยังไม่มีรายงานว่าถูกแกนนำพรรคภูมิใจไทยติดต่อทาบทามเข้าร่วมรัฐบาล

ภายหลังพรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคขนาดใหญ่ประกาศให้การสนับสนุน สมการจัดตั้งรัฐบาลจึงขยับอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อรวม 193 เสียงของพรรคภูมิใจไทย เข้ากับแรงหนุนจากพรรคเล็กบางส่วน ภาพรัฐบาลชุดใหม่เริ่มชัดเจนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของพรรคขนาดกลางและพรรคใหญ่ โดยเฉพาะพรรคที่ถือครองเกิน 50 ที่นั่ง จะยังเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดความมั่นคงและเสถียรภาพของรัฐบาลในระยะยาว

อัปเดตสนับสนุน “ภูมิใจไทย” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 280 เสียง

ภูมิใจไทย 193 เสียง

เพื่อไทย 74 เสียง

พลังประชารัฐ 5 เสียง

เศรษฐกิจ 3 เสียง

ประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง

พรรคใหม่ 1 เสียง

รวมใจไทย 1 เสียง

ไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง

รวมพลังประชาชน 1 เสียง

รวมทั้งหมด 280 เสียง

ข้อมูล วันที่ 13 ก.พ.69 เวลา 18.00 น.

ภท. ต่อรอง “ธรรมนัส” ยึดกระทรวงเกษตรฯ คืน ขู่ไม่ถอย ไม่ได้ร่วมรัฐบาล

ภท. ต่อรอง “ธรรมนัส” ยึดกระทรวงเกษตรฯ คืน ขู่ไม่ถอย ไม่ได้ร่วมรัฐบาล

13 ก.พ. 2569 19:06 น.

ภท. ต่อรอง “ธรรมนัส” ยึดกระทรวงเกษตรฯ คืน ขู่ไม่ถอย ไม่ได้ร่วมรัฐบาล

ภูมิใจไทย จ่อยึดกระทรวงเกษตรฯ สมการต่อรอง “กล้าธรรม” ร่วมรัฐบาล หวังให้ นางศุภจี กำกับดูแล เดินหน้ากระจายสินค้าเกษตรฯ คู่ส่งออก ขู่ไม่ถอย ไม่ได้ร่วมรัฐบาล

วันที่ 13 ม.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ถึงความคืบหน้าจัดตั้งรัฐบาลว่า พรรคได้มีการประเมินคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เชื่อว่าจะมีการประกาศรับรองผลเลือกตั้งโดยเร็ว จึงจำเป็นต้องรีบจัดตั้งรัฐบาล โดยล่าสุดพรรคภูมิใจไทยได้รวมเสียง โดยพรรคภูมิใจไทย 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง และพรรคเล็กทั้งหมดที่มีทั้งสิ้น 35 เสียง ยกเว้น พรรคไทยภักดี 1 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 5 เสียง และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 2 เสียง ทำให้มีเสียงพรรคเล็กร่วมรัฐบาล 27 เสียง แต่ปรากฏว่าทางพรรคภูมิใจไทย ต้องการให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นั่งรองนายกฯ ควบกระทรวงพาณิชย์ และกำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้การผลิตจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สอดคล้องกับการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์ไปในทิศทางเดียวกัน จำเป็นต้องให้กระทรวงเกษตรฯ ที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม รับผิดชอบอยู่ มาอยู่ในโควตาพรรคภูมิใจไทย

แต่ล่าสุด ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่ยอม ต้องการยึดโควตาเดิม ทำให้พรรคภูมิใจไทย จำเป็นต้องเปิดตัวพรรคเพื่อไทยและพรรคเล็กอื่นๆ เพื่อให้พรรคกล้าธรรม ยอมคลายเก้าอี้ ไม่เช่นนั้นก็มีโอกาสสูงที่จะไม่ได้ร่วมรัฐบาล อีกทั้งหลายๆ กลุ่มในพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ค่อยพอใจพรรคกล้าธรรม ที่เดินเกมการเมืองเจาะฐานของพรรคภูมิใจไทย ในหลายพื้นที่ ทั้งพื้นที่ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา นายชาดา ไทยเศรษฐ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเชิญเข้าร่วมหรือไม่ ขณะที่ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน รักษาการหัวหน้าพรรค พปชร. ที่ได้เดินทางมาพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทยไปก่อนหน้านี้แล้วก็ได้ยื่นเงื่อนไขขอนั่งกระทรวงเดิม

มาเลเซียสั่งสอบประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัทเอกชน กระทบภาพลักษณ์ต่อต้านคอร์รัปชัน

มาเลเซียสั่งสอบประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัทเอกชน กระทบภาพลักษณ์ต่อต้านคอร์รัปชัน

13 ก.พ. 2569 16:42 น.

มาเลเซียสั่งสอบประธาน ป.ป.ช. ปมถือหุ้นบริษัทเอกชน กระทบภาพลักษณ์ต่อต้านคอร์รัปชัน

คณะรัฐมนตรีมาเลเซียมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษสอบข้อเท็จจริง “อาซัม บากี” ประธานกรรมการ ป.ป.ช. หลังถูกแฉถือครองหุ้นในบริษัทจดทะเบียนมูลค่าหลักล้าน ซึ่งอาจขัดต่อระเบียบข้าราชการ ท่ามกลางแรงกดดันเรื่องความโปร่งใสในหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชัน

รัฐบาลมาเลเซียมีคำสั่งเมื่อวันศุกร์ให้ดำเนินการสอบสวนข้อกล่าวหาเรื่องพฤติกรรมมิชอบทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับประธานกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (MACC) หลังจากมีรายงานระบุว่าเขาถือครองหุ้นในบริษัทจดทะเบียนอย่างไม่เหมาะสม

ประเด็นอื้อฉาวดังกล่าวทำให้ความพยายามของมาเลเซียในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศหลังวิกฤตทุจริต 1MDB กลับมาถูกจับตามองอีกครั้ง โดยเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า นายอาซัม บากี ประธานกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ถือครองหุ้นจำนวนหลายล้านหุ้นในบริษัทผู้ให้บริการทางการเงินแห่งหนึ่ง ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 800,000 ริงกิต (หรือราว 6.36 ล้านบาท)

นายฟาห์มี ฟัดซิล รัฐมนตรีกระทรวงสื่อสาร แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า “คณะรัฐมนตรีมีมติให้จัดตั้งคณะกรรมการพิเศษ ซึ่งนำโดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อสอบสวนข้อกล่าวหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประธานคณะกรรมการ MACC”

ตามระเบียบของมาเลเซีย ข้าราชการสามารถซื้อหุ้นบริษัทได้ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องไม่เกินร้อยละ 5 ของทุนจดทะเบียน หรือมีมูลค่าไม่เกิน 100,000 ริงกิต (ประมาณ 7.95 แสนบาท) โดยให้ยึดตามจำนวนที่ต่ำกว่า นอกจากนี้ บลูมเบิร์กยังระบุว่าข้าราชการต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินอย่างน้อยทุกๆ 5 ปี แต่นายอาซัมกลับไม่มีการเปิดเผยทรัพย์สินต่อสาธารณะ

ทางด้านนายอาซัมได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างรุนแรง โดยให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเบอร์นามาว่า ปัจจุบันเขาไม่ได้ถือครองหุ้นในบริษัทใดๆ แล้ว และยอมรับว่าแม้จะเคยซื้อหุ้นดังกล่าวจริง แต่ก็ได้ขายออกไปแล้วโดยไม่ได้รับกำไรจากการขายนั้น

นอกจากนี้ เขายังชี้แจงว่ากฎระเบียบที่จำกัดการถือครองหุ้นไม่เกินร้อยละ 5 ของทุนจดทะเบียน ไม่ควรนำมาปรับใช้ในกรณีนี้ เนื่องจากเป็นการซื้อหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์โดยตรง

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมาเลเซีย (MACC) ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 มีหน้าที่หลักในการตรวจสอบและยับยั้งการทุจริตทั้งในภาครัฐและเอกชน โดยมีอำนาจในการเรียกตัวบุคคล ตรวจค้น อายัดทรัพย์สิน และจับกุมผู้ต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม สั่งพักงานนายอาซัมในระหว่างการสอบสวน เพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด นายฟะห์มีระบุทิ้งท้ายว่า  “เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น ผลสรุปจะถูกรายงานต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการขั้นต่อไป”.

ที่มา Bloomberg

“เทย์เลอร์ สวิฟต์” ยื่นค้านเครื่องหมายการค้า “Swift Home” ชี้โลโก้ทำคนเข้าใจผิด

“เทย์เลอร์ สวิฟต์” ยื่นค้านเครื่องหมายการค้า “Swift Home” ชี้โลโก้ทำคนเข้าใจผิด

13 ก.พ. 2569 15:34 น.

“เทย์เลอร์ สวิฟต์” ยื่นค้านเครื่องหมายการค้า “Swift Home” ชี้โลโก้ทำคนเข้าใจผิด

เทย์เลอร์ สวิฟต์ ศิลปินสาวผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก ยื่นเรื่องต่อสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา (USPTO) เพื่อคัดค้านการจดเครื่องหมายการค้าของบริษัทเครื่องนอนแห่งหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “Swift Home” ระบุจงใจใช้ฟอนต์ตัวเขียนคล้ายลายเซ็นของเธอที่อาจสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค

บริษัท TAS Rights Management ซึ่งเป็นผู้ดูแลสิทธิประโยชน์ของเทย์เลอร์ สวิฟต์ ได้ยื่นเอกสารคัดค้านบริษัท Cathay Home เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยระบุว่าคำว่า “Swift” ที่เขียนด้วยตัวอักษรเอนแบบเชื่อมกัน ในโลโก้ของบริษัทดังกล่าว มีความคล้ายคลึงกับลายเซ็นของเทย์เลอร์ที่ได้รับจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ก่อนหน้านี้ และอาจทำให้ลูกค้าหลงเชื่อว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องหรือให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้

ทีมกฎหมายของสวิฟต์ระบุในคำร้องว่า การออกแบบแบรนด์ “Swift Home” ของบริษัท Cathay Home เป็นการสร้าง “ความเชื่อมโยงที่เป็นเท็จ” โดยมีเจตนาแอบแฝงที่จะใช้ประโยชน์จาก “ชื่อเสียงและความนิยม”  ของตัวศิลปินเพื่อสร้างมูลค่าให้กับแบรนด์เครื่องนอนของตน

นอกจากนี้ ในเอกสารยังยืนยันว่า เทย์เลอร์ สวิฟต์ เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าในระดับรัฐบาลกลางที่คุ้มครองทั้งชื่อและลายเซ็นของเธอในสินค้าหลากหลายประเภท ซึ่งครอบคลุมไปถึง เครื่องนอน เสื้อผ้า และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับดนตรี โดยปัจจุบันสวิฟต์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไปแล้วมากกว่า 300 รายการ ทั้งชื่อตัว อักษรย่อ ชื่ออัลบั้ม ไปจนถึงเนื้อเพลงบางส่วน

สำหรับบริษัท Cathay Home ก่อตั้งขึ้นในนิวยอร์ก โดยจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องนอน เช่น หมอน ที่นอน และผ้าปูที่นอน ผ่านร้านค้าปลีกยักษ์ใหญ่หลายแห่ง อาทิ Target, Nordstrom และ Bed Bath & Beyond ซึ่งทางบริษัทได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า “Swift Home” มาตั้งแต่ปีที่แล้ว

เทย์เลอร์ สวิฟต์ เจ้าของรางวัลแกรมมี่ 14 สมัย เพิ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการจัดคอนเสิร์ต “The Eras Tour” ซึ่งเป็นทัวร์คอนเสิร์ตที่ทำรายได้สูงที่สุดตลอดกาล และมีการประมาณการว่าเธอมีทรัพย์สินสุทธิสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31,110 ล้านบาท) ชัยชนะและความสำเร็จระดับโลกนี้ทำให้เธอและทีมกฎหมายให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องแบรนด์ส่วนบุคคลจากการถูกแอบอ้างในเชิงพาณิชย์.

ที่มา BBC

ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ยื่นจดหมายลาออกหลังถูกพบมีสัมพันธ์ใกล้ชิด “เอปสตีน”

ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ยื่นจดหมายลาออกหลังถูกพบมีสัมพันธ์ใกล้ชิด “เอปสตีน”

13 ก.พ. 2569 15:14 น.

ประธานที่ปรึกษากฎหมายธนาคาร Goldman Sachs ยื่นจดหมายลาออกหลังถูกพบมีสัมพันธ์ใกล้ชิด “เอปสตีน”

หัวหน้าทีมกฎหมายธนาคารเพื่อการลงทุน Goldman Sachs ยื่นจดหมายลาออก หลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯปล่อยเอกสารเพิ่ม พบมีอีเมลพูดคุยสนิทสนมกับ นายเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีการค้ามนุษย์ครั้งใหญ่

แคทธริน รูมม์เลอร์ (Kathryn Ruemmler) หัวหน้าที่ปรึกษาด้านกฎหมายของธนาคารเพื่อการลงทุน Goldman Sachs ถูกเพ่งเล็งอย่างหนัก หลังกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐอเมริกาปล่อยอีเมลเพิ่มเติมจากแฟ้มคดีของนายเอปสตีน ผู้ต้องหาคดีค้ามนุษย์รายใหญ่ที่มีเครือข่ายกับผู้มีอิทธิพลทั่วโลก เผยให้เห็นความสัมพันธ์ที่สนิทสนมเป็นพิเศษของทั้งคู่

รายงานระบุว่าทั้งคู่มักจะพูดคุยแลกเปลี่ยนคำปรึกษาด้านเส้นทางการงานของ รูมม์เลอร์ และเรื่องคดีทางเพศของนายเอปสตีน โดยมีข้อความที่ รูมม์เลอร์ เรียกนายเอปสตีนว่า “sweetie” (ที่รัก) และ “uncle Jeffrey” (คุณลุงเจฟฟรีย์) ผ่านทางอีเมล

โดยวานนี้ (13 กุมภาพันธ์) นาย เดวิด โซโลมอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของธนาคาร Goldman Sachs เผยว่าเขาได้รับจดหมายลาออกของ รูมม์เลอร์ เรียบร้อยแล้ว พร้อมระบุว่า คําแนะนําด้านกฎหมายของ รูมม์เลอร์ ทำประโยชน์อย่างมากให้บริษัทมาโดยตลอด เธอเป็นคนที่มีความสามารถ และเขาเคารพการตัดสินใจครั้งนี้ของเธอ โดยการลาออกของ รูมม์เลอร์ จะมีผลในสิ้นเดือนมิถุนายนปีนี้

อีเมลที่ถูกปล่อยออกมาเผยให้เห็นว่า นายเอปสตีน และ รูมม์เลอร์ ยังคงรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวกันต่อไปอีกยาวนาน หลังเขาถูกตัดสินให้มีความผิดในคดีการล่อลวงหรือชักชวนเยาวชนเพื่อค้าประเวณีเมื่อปี 2008

เครือข่ายความสัมพันธ์ที่กว้างขวางของนายเอปสตีนกับมหาเศรษฐีและผู้ทรงอิทธิพลทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงหลังจากที่เขาได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 2009 ได้กลายเป็นประเด็นการเมืองที่ร้อนแรงไปทั่วโลก

ในปี 2015 รูมม์เลอร์ ได้ส่งอีเมลฉบับหนึ่งไปหานายเอปสตีนเพื่ออวยพรวันเกิด โดยเธอได้เขียนไปว่า ขอให้เขามีความสุขในวันเกิดกับรักแท้เพียงหนึ่งเดียวของเขา โดยนายเอปสตีนได้ตอบกลับอีเมลภายในวันเดียวกันนั้นด้วยข้อความที่ส่อไปในเรื่องทางเพศ

ตามรายงานของวารสาร Wall Street Journal รูมม์เลอร์ยังเป็นหนึ่งในสามคนที่นายเอปสตีนโทรศัพท์ติดต่อหาจากในเรือนจำ หลังถูกจับกุมเมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 ในข้อหาค้าประเวณีเด็ก

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นที่รับรู้โดยสาธารณะมาหลายเดือนตั้งแต่มีการเผยแพร่เอกสารชุดแรกจากแฟ้มคดีของนายเอปสตีน แต่ธนาคาร Goldman Sachs ยังคงแสดงการสนับสนุนต่อ รูมม์เลอร์ มาโดยตลอด 

แคทธริน รูมม์เลอร์ เคยดำรงตำแหน่งระดับสูงหลายตำแหน่งในกระทรวงยุติธรรมระหว่างปี 2009 ถึง 2011 ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี บารัค โอบามา ก่อนจะเข้าทำงานที่ทำเนียบขาวในตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมายจนถึงเดือนมิถุนายนปี 2014

เธอเข้าร่วมทำงานกับธนาคาร Goldman Sachs ในปี 2020 โดยย้ายมาจาก Latham & Watkins หนึ่งในสำนักงานกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดในโลก.

ที่มา: AFP

อ่านข่าวเกี่ยวกับ “เจฟฟรีย์ เอปสตีน” ได้ ที่นี่

สหรัฐฯ เตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 มุ่งหน้าตะวันออกกลาง เสริมทัพกดดันอิหร่าน

สหรัฐฯ เตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 มุ่งหน้าตะวันออกกลาง เสริมทัพกดดันอิหร่าน

13 ก.พ. 2569 14:44 น.

สหรัฐฯ เตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 มุ่งหน้าตะวันออกกลาง เสริมทัพกดดันอิหร่าน

สหรัฐฯ ได้สั่งเคลื่อนย้ายเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด” และเรือคุ้มกันจากทะเลแคริบเบียนไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อเสริมกำลังให้กับกองเรือบรรทุกเครื่องบิน “ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น”  ที่อยู่ในพื้นที่ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา การเคลื่อนกำลังกองเรือครั้งนี้มีขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงสูงขึ้น โดยเฉพาะในบริบทของการเจรจานิวเคลียร์ที่ยังยืดเยื้อ

สำนักข่าว CBS News รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 3 นายว่า เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (USS Gerald R. Ford) พร้อมหมู่เรือคุ้มกัน เตรียมเคลื่อนกำลังพลจากภูมิภาคแคริบเบียนมุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการในพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ลำ ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น

เรือ “ฟอร์ด” ซึ่งถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ล้ำสมัยที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ จะเข้าไปสมทบกับเรือ ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) และกองเรือจู่โจมที่เดินทางถึงตะวันออกกลางตั้งแต่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ภายใต้การดูแลของกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM)

ก่อนหน้านี้ กองเรือจู่โจม “ฟอร์ด” ประจำการอยู่ในแถบแคริบเบียนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน เพื่อปฏิบัติภารกิจใกล้ประเทศเวเนซุเอลา โดยกองกำลังสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตีเรือขนส่งยาเสพติดหลายสิบครั้ง และเมื่อเดือนที่ผ่านมาเพิ่งทำการจับกุมตัวอดีตประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร พร้อมภริยาได้สำเร็จ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณกดดันอิหร่านอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ยอมตกลงในข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่ โดยขู่ว่าจะใช้มาตรการทางทหารหากอิหร่านไม่ยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์ นอกจากนี้เขายังวิพากษ์วิจารณ์อิหร่านอย่างหนักกรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเมื่อเดือนที่แล้ว

ในการสัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Axios เมื่อวันอังคาร (10 ก.พ.) ทรัมป์ระบุว่าเขากำลัง “พิจารณา” ส่งกองเรือจู่โจมเพิ่มเข้าไปในภูมิภาค “ไม่เราตกลงกันได้ ก็ต้องทำอะไรที่รุนแรงมากเหมือนคราวก่อน” ทรัมป์กล่าว ซึ่งคาดว่าหมายถึงการที่สหรัฐฯ เคยโจมตีฐานที่ตั้งนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน

ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดี ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราต้องบรรลุข้อตกลงให้ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นเรื่องที่สร้างความบอบช้ำอย่างรุนแรงมากๆ” พร้อมคาดการณ์ว่าอาจเห็นความชัดเจนของข้อตกลงภายในเดือนหน้า

ด้านนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล แสดงความหวังว่า การกดดันอย่างหนักของทรัมป์ในครั้งนี้จะช่วยสร้างเงื่อนไขที่บีบให้อิหร่านยอมตกลง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.

ที่มา CBS / Reuters

สหรัฐฯ-ไต้หวัน ลงนามดีลการค้า ลดภาษีนำเข้า-หนุนซื้อสินค้าอเมริกัน 2.6 ล้านล้านบาท

สหรัฐฯ-ไต้หวัน ลงนามดีลการค้า ลดภาษีนำเข้า-หนุนซื้อสินค้าอเมริกัน 2.6 ล้านล้านบาท

13 ก.พ. 2569 13:39 น.

สหรัฐฯ-ไต้หวัน ลงนามดีลการค้า ลดภาษีนำเข้า-หนุนซื้อสินค้าอเมริกัน 2.6 ล้านล้านบาท

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในข้อตกลงการค้าทวิภาคีฉบับสมบูรณ์กับไต้หวัน โดยยืนยันอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไต้หวันสู่สหรัฐฯ ที่ร้อยละ 15 ขณะที่ไต้หวันให้คำมั่นในแผนงานที่จะยกเลิกหรือลดภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าเกือบทั้งหมดจากสหรัฐฯ โดยไต้หวันจะต้องซื้อพลังงานและเครื่องบินจากสหรัฐฯ มูลค่ากว่า 2.6 ล้านล้านบาท

เอกสารจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ระบุว่าไต้หวันตกลงที่จะเพิ่มการจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2025 ถึง 2029 ซึ่งรวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมันดิบ มูลค่า 4.44 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.38 ล้านล้านบาท) เครื่องบินพลเรือนและเครื่องยนต์ มูลค่า 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 4.73 แสนล้านบาท) และอุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้าและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า อุปกรณ์การเดินเรือ และเครื่องจักรผลิตเหล็ก รวมมูลค่า 2.52 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 7.84 แสนล้านบาท)

ข้อตกลงฉบับนี้เป็นการขยายรายละเอียดทางเทคนิคจากกรอบความร่วมมือเมื่อเดือนมกราคม ซึ่งช่วยลดภาษีสินค้าไต้หวัน รวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ ลงเหลือร้อยละ 15 จากเดิมที่ร้อยละ 20 ตามที่ทรัมป์เคยประกาศไว้ก่อนหน้า ส่งผลให้ไต้หวันมีความสามารถในการแข่งขันในระดับเดียวกับคู่แข่งสำคัญอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

ประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่า “นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของไต้หวันจะโต้ลมแห่งความเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งสู่การปฏิรูปครั้งใหญ่” โดยเขาเชื่อว่าข้อตกลงนี้จะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานที่น่าเชื่อถือ และสถาปนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ไฮเทคระหว่างไต้หวันและสหรัฐฯ อย่างมั่นคง

ไต้หวันยังได้รับยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากกว่า 2,000 รายการ ซึ่งนายไล่ระบุว่าส่งผลให้อัตราภาษีเฉลี่ยของสินค้าส่งออกอเมริกันลดลงเหลือร้อยละ 12.33 อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ยังต้องผ่านการอนุมัติจากสภาของไต้หวัน ซึ่งฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากอยู่

นอกจากนี้ ยังมีการระบุถึงคำมั่นสัญญาการลงทุนมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์จากบริษัทไต้หวัน เพื่อขยายฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ พลังงาน และ AI ในสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเงินลงทุน 1 แสนล้านดอลลาร์จากบริษัท TSMC ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ โดยรัฐบาลไต้หวันจะทำหน้าที่เป็นผู้ค้ำประกันการลงทุนเพิ่มเติมในกลุ่มเทคโนโลยีระดับสูงอีกด้วย

ข้อตกลงนี้จะมีผลทันทีในการยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ที่เคยสูงถึงร้อยละ 26 เช่น เนื้อวัว ผลิตภัณฑ์นม และข้าวโพด อย่างไรก็ตาม สินค้าบางรายการอย่าง หมูสามชั้น (จากเดิมร้อยละ 40) และแฮม (จากเดิมร้อยละ 32) จะลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 10 เท่านั้น นอกจากนี้ไต้หวันจะยอมรับมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ เครื่องมือแพทย์ และยารักษาโรคของสหรัฐฯ เพื่อขจัดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี

เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวว่าข้อตกลงนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกให้กับเกษตรกร ชาวประมง และผู้ผลิตชาวอเมริกันอย่างมาก

ข้อมูลจากสำนักสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไต้หวันพุ่งสูงถึง 1.269 แสนล้านดอลลาร์ (จากเดิม 7.37 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024) ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการนำเข้าชิป AI ระดับสูงจากไต้หวันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อตกลงนี้จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับสมดุลทางการค้าระหว่างทั้งสองฝ่าย.

ที่มา Reuters

พรรค BNP มั่นใจจัดตั้งรัฐบาลใหม่บังกลาเทศ หลังคว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3

พรรค BNP มั่นใจจัดตั้งรัฐบาลใหม่บังกลาเทศ หลังคว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3

13 ก.พ. 2569 12:30 น.

พรรค BNP มั่นใจจัดตั้งรัฐบาลใหม่บังกลาเทศ หลังคว้าเสียงเลือกตั้ง 2 ใน 3

พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือ BNP คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไป โดยได้ที่นั่งเกิน 2 ใน 3 ของสภา หลังสื่อบังกลาเทศรายงานผลนับคะแนนล่าสุดระบุว่า พรรค BNP และพันธมิตรได้อย่างน้อย 212 ที่นั่ง จากทั้งหมด 299 ที่นั่ง

พรรคชาตินิยมบังกลาเทศ หรือ BNP ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (12 ก.พ.) โดยผลคะแนนล่าสุดชี้ว่าพรรคสามารถครองเสียงข้างมากเกิน 2 ใน 3 ของสภา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำพาความสงบกลับคืนสู่ประเทศ หลังเผชิญความวุ่นวายจากการลุกฮือของกลุ่ม Gen Z จนนำไปสู่การขับไล่อดีตนายกรัฐมนตรีชีค ฮาสินา เมื่อปีที่ผ่านมา

ผลการนับคะแนนเบื้องต้นระบุว่า พรรค BNP และพันธมิตร กวาดที่นั่งไปแล้วอย่างน้อย 212 ที่นั่ง จากทั้งหมด 299 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคจามาต-อี-อิสลามี (Jamaat-e-Islami) และพันธมิตร ได้ไป 70 ที่นั่ง ส่งผลให้พรรค BNP ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งในรอบ 20 ปี

ภายหลังทราบผลการเลือกตั้ง พรรค BNP ได้ออกแถลงการณ์ขอบคุณประชาชน พร้อมสั่งระงับการจัดกิจกรรมฉลองหรือขบวนแห่ชัยชนะทุกรูปแบบ โดยขอให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมกันสวดมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลของชาติแทน

คาดกันว่า นายทาริก ราห์มาน ผู้นำพรรค BNP จะเข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเขาเป็นบุตรชายของนายเซียอูร์ ราห์มาน อดีตประธานาธิบดีและผู้ก่อตั้งพรรค ซึ่งนายทาริกเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังต้องลี้ภัยอยู่นานถึง 18 ปี

ก่อนหน้านี้ บังกลาเทศอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐบาลรักษาการ นำโดยนายมูฮัมหมัด ยูนุส เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ วัย 85 ปี หลังจากที่นางชีค ฮาสินา ลี้ภัยไปยังอินเดียเมื่อเดือนสิงหาคม 2024

ด้านนายชาฟิกูร์ ราห์มาน หัวหน้าพรรคจามาต-อี-อิสลามี ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญ ได้ออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และยืนยันว่าพรรคของเขาจะไม่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านเพียงเพื่อค้านไปทุกเรื่อง แต่จะเน้นการทำ “การเมืองเชิงบวก” เพื่อประโยชน์ของชาติ

ขณะที่พรรคพลเมืองแห่งชาติ (NCP) ซึ่งนำโดยกลุ่มนักกิจกรรมเยาวชนที่มีบทบาทสำคัญในการโค่นล้มรัฐบาลชุดก่อน สามารถคว้าที่นั่งมาได้เพียง 5 ที่นั่ง จากทั้งหมด 30 ที่นั่งที่ส่งผู้สมัครลงชิงชัย

การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้ออกมาใช้สิทธิเกินกว่าร้อยละ 60 สูงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2024 ที่มีผู้ใช้สิทธิเพียงร้อยละ 42 โดยมีการลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่ไปด้วย ซึ่งมีประเด็นสำคัญ เช่น การจำกัดวาระดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่เกิน 2 วาระ การเสริมสร้างความเป็นอิสระของตุลาการและเพิ่มสัดส่วนตัวแทนสตรีในสภา การจัดตั้งสภาที่สองเพิ่มเติมจากสภาเดิมที่มี 300 ที่นั่ง รวมถึงกำหนดให้มีรัฐบาลรักษาการที่เป็นกลางในช่วงจัดการเลือกตั้ง

ชัยชนะครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นความหวังในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสิ่งทอซึ่งบังกลาเทศเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความไม่สงบทางการเมืองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

13 ก.พ. 2569 10:39 น.

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมลงประชามติ จำกัดประชากรไม่เกิน 10 ล้านคน

สวิตเซอร์แลนด์เตรียมจัดการลงประชามติครั้งสำคัญ ในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ ตามข้อเสนอของพรรคขวาจัด ที่ต้องการกำหนดเพดานจำนวนประชากรของประเทศไว้ที่ 10 ล้านคน ท่ามกลางความเห็นต่างในประเด็นผู้อพยพ

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์เปิดเผยว่า เตรียมจัดการลงประชามติครั้งสำคัญในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ ตามข้อเสนอของพรรคขวาจัด Swiss People’s Party (SVP) ที่ต้องการกำหนดเพดานจำนวนประชากรของประเทศไว้ที่ 10 ล้านคน โดยให้เหตุผลว่าประเทศกำลังเผชิญการระเบิดของจำนวนประชากร ที่สร้างแรงกดดันต่อบริการสาธารณะ โครงสร้างพื้นฐาน และทำให้ค่าเช่าที่อยู่อาศัยสูงขึ้น

โดยตามข้อเสนอระบุว่า รัฐบาลจะต้องดำเนินมาตรการก่อนที่จำนวนประชากรจะเพิ่มถึง 10 ล้านคน โดยหากเสียงประชามติผ่านความเห็นชอบ รัฐบาลจะต้องปฏิเสธการรับผู้อพยพรายใหม่ รวมถึงผู้ลี้ภัยและสมาชิกครอบครัวของชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในประเทศ เมื่อจำนวนประชากรแตะ 9.5 ล้านคน ในขณะที่ปัจจุบัน สวิตเซอร์แลนด์มีประชากรราว 9.1 ล้านคน 

นอกจากนี้ ข้อเสนอยังระบุว่า หากจำนวนประชากรเพิ่มถึง 10 ล้านคน รัฐบาลจะต้องยกเลิกข้อตกลงเสรีในการเคลื่อนย้ายบุคคลกับสหภาพยุโรป หรืออียู ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ แม้สวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้เป็นสมาชิกอียู แต่มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดผ่านข้อตกลงทวิภาคีกว่า 120 ฉบับ ซึ่งเปิดทางให้เข้าถึงตลาดเดียวของสหภาพยุโรป รวมถึงเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายแรงงานและการค้าสินค้า.

ที่มา  BBC

เกาหลีเหนือขู่ตอบโต้รุนแรง หากเกาหลีใต้ปล่อยโดรนล้ำแดนอีก

 เกาหลีเหนือขู่ตอบโต้รุนแรง หากเกาหลีใต้ปล่อยโดรนล้ำแดนอีก

13 ก.พ. 2569 10:14 น.

เกาหลีเหนือขู่ตอบโต้รุนแรง หากเกาหลีใต้ปล่อยโดรนล้ำแดนอีก

ความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลีกลับมาปะทุอีกครั้ง หลังเกาหลีเหนือออกคำเตือนว่าจะมีการตอบโต้อย่างรุนแรง หากตรวจพบโดรนจากเกาหลีใต้บินล้ำเขตแดนอีก ขณะที่รัฐบาลโซลอยู่ระหว่างสอบสวนข้อเท็จจริง

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นผ่านแถลงการณ์ของคิม โยจอง น้องสาวของผู้นำเกาหลีเหนือ คิม จองอึน ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักข่าวทางการ KCNA ของกรุงเปียงยาง โดยระบุว่า การละเมิดอธิปไตยของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี จะนำไปสู่การตอบโต้รุนแรง

โดยเธอกล่าวว่า หากการยั่วยุเช่นนี้เกิดขึ้นอีก เกาหลีเหนือจะตอบโต้อย่างสาสม พร้อมเสริมว่า ไม่ว่าผู้บงการจะเป็นหน่วยงานรัฐ บุคคล หรือองค์กรพลเรือน เปียงยางจะไม่ให้ความสนใจทั้งสิ้น

ทั้งนี้ เกาหลีเหนืออ้างว่าได้ยิงโดรนสอดแนมตกเมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา พร้อมเผยภาพซากโดรนที่ติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพ และมีข้อมูลบันทึกภาพเป้าหมายสำคัญ รวมถึงพื้นที่ชายแดน

ด้านรัฐบาลกรุงโซลในเบื้องต้นปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าอาจเป็นการกระทำของภาคประชาชน อย่างไรก็ตาม คณะทำงานร่วมทหาร-ตำรวจของเกาหลีใต้ประกาศเมื่อสัปดาห์นี้ว่า กำลังสอบสวนทหารประจำการ 3 นาย และเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง 1 ราย เพื่อตรวจสอบความจริงอย่างละเอียดแล้ว

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงรวมชาติ ชุง ดงยอง ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างยิ่ง ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องการลดระดับความตึงเครียดกับเปียงยาง

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ อี แจ มยอง ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว พยายามฟื้นความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ โดยวิจารณ์อดีตผู้นำสายแข็งอย่าง ยุน ซอก ยอล ว่าเคยใช้โดรนไร้คนขับโปรยใบปลิวโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านเปียงยางในปี 2024

นักวิเคราะห์มองว่า ถ้อยแถลงของคิม โย จอง สะท้อนว่าเปียงยางกำลังจับตาความเคลื่อนไหวในเกาหลีใต้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังเปราะบาง

ความตึงเครียดครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่เกาหลีเหนือจะจัดการประชุมพรรคครั้งสำคัญปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจัดขึ้นราวทุก 5 ปี เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศ ยุทธศาสตร์การทหาร และแผนนิวเคลียร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการคว่ำบาตรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้อนุมัติข้อยกเว้นให้มีการส่งอาหารและเวชภัณฑ์เข้าสู่เกาหลีเหนือเพิ่มเติม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ความเคลื่อนไหวนี้อาจปูทางสู่ความพยายามดึงเกาหลีเหนือกลับเข้าสู่การเจรจานิวเคลียร์กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ในอนาคต.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เกาหลีเหนือ