เดนมาร์กเคือง เมียผู้ช่วยทรัมป์ โพสต์ภาพกรีนแลนด์สีธงชาติสหรัฐฯ

เดนมาร์กเคือง เมียผู้ช่วยทรัมป์ โพสต์ภาพกรีนแลนด์สีธงชาติสหรัฐฯ

5 ม.ค. 2569 02:53 น.

เดนมาร์กเคือง เมียผู้ช่วยทรัมป์ โพสต์ภาพกรีนแลนด์สีธงชาติสหรัฐฯ

ทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพบูรณภาพแห่งดินแดนของพวกเขา หลังภรรยาที่ปรึกษานายทรัมป์ โพสต์รูปแผนที่กรีนแลนด์แต่มีสีเป็นธงชาติอเมริกา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 4 ม.ค. 2569 ว่า ประเทศเดนมาร์กออกมาเรียกร้องให้สหรัฐฯ เคารพบูรณภาพแห่งดินแดนของพวกเขา หลังจากภรรยาของหนึ่งในที่ปรึกษาคนสนิทของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ภาพแผนที่เกาะกรีนแลนด์เป็นสีธงชาติสหรัฐอเมริกา

นางเคธี มิลเลอร์ ภรรยาของรองหัวหน้าคณะทำงานประจำทำเนียบขาว ได้โพสต์ภาพแผนที่ดินแดนกรีนแลนด์ดังกล่าวผ่านบัญชีผู้ใช้ X ของเธอเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา พร้อมกับแนบข้อความว่า “เร็วๆ นี้” (SOON)

นายเจสเปอร์ โมลเลอร์ โซเรนเซน เอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำสหรัฐฯ ได้รีโพสต์ข้อความดังกล่าว พร้อมกับระบุว่า “ขอเตือนความจำอย่างฉันมิตรเกี่ยวกับสหรัฐฯ และราชอาณาจักรเดนมาร์ก: เราเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกัน และควรทำงานร่วมกันต่อไปในฐานะดังกล่าว”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดี นายทรัมป์พูดเรื่องที่เขาต้องการให้กรีนแลนด์ ซึ่งดินแดนปกครองตนเองของเดนมาร์ก กลายมาเป็นดินแดนของสหรัฐฯ หลายต่อหลายครั้ง โดยอ้างถึงความสำคัญของตำแหน่งทางยุทธศาสตร์และทรัพยากรแร่ธาตุที่มั่งคั่ง

ทรัมป์ยังแต่งตั้งทูตพิเศษประจำกรีนแลนด์เมื่อไม่นานมานี้ และทูตรายนี้ก็แสดงเจตนาชัดเจนว่าจะทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นของสหรัฐฯ ยิ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่เดนมาร์ก ซึ่งเป็นพันธมิตรในกลุ่ม NATO ที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน

ในโพสต์ตอบโต้ของนายโซเรนเซน เขาย้ำว่า “ความมั่นคงของสหรัฐฯ ก็คือความมั่นคงของกรีนแลนด์และเดนมาร์กเช่นกัน กรีนแลนด์เป็นส่วนหนึ่งของ NATO อยู่แล้ว ราชอาณาจักรเดนมาร์กและสหรัฐอเมริกาต่างทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก”

นายโซเรนเซนระบุด้วยว่า เดนมาร์กได้เพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศอย่างมีนัยสำคัญในปี 2568 โดยจัดสรรงบประมาณถึง 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์ “ซึ่งสามารถนำไปใช้ในภูมิภาคอาร์กติกและแอตแลนติกเหนือได้ เพราะเราให้ความสำคัญกับความมั่นคงร่วมกันของเราอย่างจริงจัง”

เขากล่าวเสริมว่า “และแน่นอน เราคาดหวังการเคารพอย่างเต็มที่ต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรเดนมาร์ก”

การโพสต์ตอบโต้กันครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในเวเนซุเอลาเมื่อเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) และจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร กับภริยา แล้วส่งตัวไปสหรัฐฯ เพื่อดำเนินคดี

โดยในเวลาต่อมา ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้ “บริหาร” เวเนซุเอลาจนกว่าจะสามารถมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจได้อย่างปลอดภัย ขณะที่บริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ จะเข้าไปควบคุมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของเวเนซุเอลา โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งนายทรัมป์ประกาศว่า “เรากำลังจะนำความมั่งคั่งจำนวนมหาศาลขึ้นมาจากใต้ดิน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กลาโหมเวเนซุเอลาเผย ทีมคุ้มกันมาดูโรดับอื้อ จวกสหรัฐฯ ภัยคุกคามที่แท้จริง

กลาโหมเวเนซุเอลาเผย ทีมคุ้มกันมาดูโรดับอื้อ จวกสหรัฐฯ ภัยคุกคามที่แท้จริง

5 ม.ค. 2569 01:16 น.

กลาโหมเวเนซุเอลาเผย ทีมคุ้มกันมาดูโรดับอื้อ จวกสหรัฐฯ ภัยคุกคามที่แท้จริง

รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลาเผยว่า ทีมคุ้มกันประธานาธิบดีมาดูโร ถูกสังหารเป็นจำนวนมาก และประณามสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามที่แท้จริงของโลก

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค. 2569 นายวลาดิเมียร์ ปาดริโน โลเปซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งเวเนซุเอลา ออกมาเปิดเผยว่า ทีมรักษาความปลอดภัยของประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร “ส่วนใหญ่” ถูกสังหารในปฏิบัติการบุกจู่โจมของสหรัฐฯ เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น)

นายปาดริโน โลเปซกล่าวอ้างว่า การบุกจู่โจมครั้งนี้มีการ “สังหารทีมรักษาความปลอดภัย ทหาร และพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากอย่างเลือดเย็น” โดยไม่เปิดเผยจำนวนที่แน่ชัด อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว นิวยอร์ก ไทม์ส ระบุว่า การโจมตีของสหรัฐฯ โดนอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งและมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 ศพ แต่ไม่ระบุชัดเจนว่าเป็นทหารหรือพลเรือน

รัฐมนตรีกลาโหมเวเนซุเอลาเตือนด้วยว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการจับกุมประธานาธิบดีมาดูโร และซิเลีย ฟลอเรส ภริยา ถือเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์

“สิ่งนี้ถือเป็นภัยคุกคามที่แท้จริงต่อระเบียบโลก” ปาดริโน โลเปซ กล่าวในการแถลงข่าว “หากวันนี้เป็นเวเนซุเอลา วันหน้ามันก็อาจเกิดขึ้นกับรัฐใดก็ได้ หรือประเทศใดก็ได้”

นอกจากนี้ นายปาดริโน โลเปซ ยังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ในภาพรวมด้วย “เราขอปฏิเสธแนวคิดแบบลัทธิอาณานิคมที่พวกเขาต้องการนำมาบังคับใช้เหนือภูมิภาคละตินอเมริกาและแคริบเบียน ภายใต้เจตนารมณ์ของหลักการมอนโร (Monroe Doctrine)”

นายปาดริโน โลเปซ ยืนยันด้วยว่า กองทัพให้การสนับสนุนรองประธานาธิบดี เดลซี โรดริเกซ ในฐานะรักษาการผู้นำประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

สหรัฐฯ จะตัดสินเวเนซุเอลาจากการกระทำ ชี้ รบ.คิวบาคือปัญหาใหญ่

สหรัฐฯ จะตัดสินเวเนซุเอลาจากการกระทำ ชี้ รบ.คิวบาคือปัญหาใหญ่

4 ม.ค. 2569 23:11 น.

สหรัฐฯ จะตัดสินเวเนซุเอลาจากการกระทำ ชี้ รบ.คิวบาคือปัญหาใหญ่

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะตัดสินเวเนซุเอลาจากการกระทำหลังจากนี้ ขณะที่บอกด้วยว่า รัฐบาลคิวบาคือปัญหาใหญ่ แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นเป้าหมายถัดไปของสหรัฐฯ หรือไม่

เมื่อ 4 ม.ค. 2569 มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ จะตัดสินรองประธานาธิบดี เดลซี โรดริเกซ แห่งเวเนซุเอลาจากการกระทำหลังจากนี้ หลังจากเธอออกมาโจมตีปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนาย นิโกลัส มาดูโร กับภริยาโดยทันที

นางโรดริเกซเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา หลังจากนายมาดูโรถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมเมื่อวันเสาร์

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างว่า นางโรดริเกซเต็มใจอย่างยิ่งที่จะทำในสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็น เพื่อทำให้เวเนซุเอลากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ก่อนที่นางโรดริเกซจะออกแถลงการณ์โจมตีสหรัฐฯ และยืนยันว่า นายมาดูโรคือ ประธานาธิบดีเพียงคนเดียวของเวเนซุเอลา

อย่างไรก็ตาม รูบิโอได้กล่าวในรายการ Meet the Press ของสถานีโทรทัศน์ NBC ในวันอาทิตย์ว่า “เราคาดหวังที่จะได้เห็นการยอมปฏิบัติตามและการให้ความร่วมมือจากเวเนซุเอลามากขึ้นกว่าที่เราเคยได้รับมาในอดีต”

“สหรัฐฯ จะทำการประเมินจากสิ่งที่พวกเขา (ผู้ที่มีอำนาจดูแลเวเนซุเอลาในปัจจุบัน) ลงมือทำ ไม่ใช่จากสิ่งที่พวกเขาพูดต่อสาธารณะในช่วงเวลานี้ และไม่ใช่จากสิ่งที่เราทราบว่าพวกเขาเคยทำมาในอดีต แต่จะดูจากสิ่งที่พวกเขาทำนับจากนี้เป็นต้นไป” นายรูบิโอกล่าว

“ผมทราบดีว่า หากพวกเขาไม่ตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง สหรัฐฯ จะเก็บมาตรการต่อรองต่างๆ เอาไว้เพื่อให้มั่นใจว่าผลประโยชน์ของเราจะได้รับการปกป้อง ซึ่งนั่นรวมถึงการกักกันน้ำมันที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ และมาตรการอื่นๆ ด้วย”

ในขณะเดียวกัน นายรูบิโอไม่ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวโดยตรงว่า คิวบาจะเป็นเป้าหมายต่อไปของรัฐบาลทรัมป์หรือไม่ แต่เขาเรียกรัฐบาลคิวบาว่าเป็น “ปัญหาใหญ่” และชี้ว่า เป็นชาวคิวบา ไม่ใช่ชาวเวเนซุเอลา ที่คุ้มกันนายมาดูโรก่อนที่เขาจะถูกจับกุมในที่สุด

“ใช่ ผมคิดว่าพวกเขากำลังตกที่นั่งลำบาก” รูบิโอกล่าวในรายการ Meet the Press “ผมจะไม่บอกพวกคุณว่าก้าวต่อไปในอนาคตของเราจะเป็นอย่างไร และตอนนี้นโยบายของเราในเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่ความลับอะไรที่เราไม่ได้เป็นแฟนตัวยงของระบอบการปกครองในคิวบา”

รูบิโอยังย้ำด้วยว่าชาวคิวบาคือกลุ่มคนที่ “ค้ำจุนมาดูโรไว้”

“กลไกความมั่นคงภายในของเขาทั้งหมดถูกควบคุมโดยชาวคิวบา” รูบิโอกล่าว “ชาวคิวบาต่างหากที่คุ้มกันมาดูโร เขาไม่ได้ถูกคุ้มกันโดยบอดี้การ์ดชาวเวเนซุเอลา แต่เขาใช้บอดี้การ์ดชาวคิวบา ในส่วนของหน่วยข่าวกรองภายใน—ที่ทำหน้าที่สอดแนมกันเองเพื่อดูว่าไม่มีใครเป็นคนทรยศ—คนเหล่านั้นก็เป็นชาวคิวบาทั้งหมด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

รูบิโอลั่น บุกจับมาดูโรไม่ต้องแจ้งรัฐสภา เพราะไม่ใช่การรุกราน

รูบิโอลั่น บุกจับมาดูโรไม่ต้องแจ้งรัฐสภา เพราะไม่ใช่การรุกราน

4 ม.ค. 2569 22:10 น.

รูบิโอลั่น บุกจับมาดูโรไม่ต้องแจ้งรัฐสภา เพราะไม่ใช่การรุกราน

มาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยัน ไม่จำเป็นต้องแจ้งเรื่องปฏิบัติการบุกจับกุม นิโกลัส มาดูโร ให้รัฐสภาทราบ เพราะไม่ใช่การรุกราน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ม.ค. 2569 นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ABC โดยเขาถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงไม่มีการขออำนาจอนุมัติจากสภาคองเกรสก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มปฏิบัติการในเวเนซุเอลา

นายรูบิโอตอบว่า ไม่มีความจำเป็นต้องแจ้ง เพราะ “ไม่จำเป็น เพราะนี่ไม่ใช่การรุกราน” ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมว่า มันคือปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย และระบุว่านายมาดูโรถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ FBI

เขากล่าวเสริมว่า คุณไม่สามารถแจ้งสภาคองเกรสเกี่ยวกับปฏิบัติการลักษณะนี้ได้ เพราะ “ข้อมูลจะรั่วไหล”

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ NBC ถามว่า สหรัฐฯ กำลังทำสงครามกับเวเนซุเอลาหรือไม่ ซึ่งนายรูบิโอยืนยันว่า “นั่นไม่ใช่สงคราม”

“ผมหมายถึงว่าเรากำลังทำสงครามกับองค์กรค้ายาเสพติด แต่นั่นไม่ใช่สงครามกับประเทศเวเนซุเอลา” รูบิโอกล่าว และเสริมว่า ปฏิบัติการยึดเรือ “ที่ขนส่งยาเสพติดมุ่งหน้าไปยังสหรัฐอเมริกา” จะยังคงดำเนินต่อไป

ก่อนหน้านี้ นายรูบิโอกล่าวว่า สหรัฐฯ ได้สั่งกักกันน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งช่วยให้สหรัฐฯ มีอำนาจต่อรองซึ่งพวกเขาตั้งใจจะนำมาใช้ เนื่องจากเวเนซุเอลากำลังอยู่ในจุดที่เป็นทางแยกสำหรับศัตรูมากมายของเรา และสหรัฐฯ ต้องการทำให้ประเทศนี้ “ไม่ใช่สวรรค์ของการค้ายาเสพติดอีกต่อไป”

“แน่นอนว่าเราต้องการอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนชาวเวเนซุเอลา” รูบิโอกล่าว พร้อมเสริมว่าสหรัฐฯ ต้องการให้เวเนซุเอลามีอุตสาหกรรมน้ำมันที่ความมั่งคั่งส่งถึงมือ “ประชาชน”

เมื่อถูกถามว่า สหรัฐฯ ใช้อำนาจทางกฎหมายใดในการดำเนินการเช่นนี้ รูบิโอย้อนถามว่า “เรามีคำสั่งศาล… ศาลไม่ใช่อำนาจทางกฎหมายนั้นหรือ?”

เมื่อถูกถามว่าสหรัฐฯ กำลังปกครองเวเนซุเอลาอยู่หรือไม่ รูบิโอกล่าวว่าสหรัฐฯ กำลัง “กำหนดทิศทาง” ที่ทำให้สิ่งต่างๆ ขับเคลื่อนไปข้างหน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เมียนมานิรโทษกรรมผู้ต้องขังกว่า 6,000 ราย รับ 78 ปีวันประกาศเอกราช

เมียนมานิรโทษกรรมผู้ต้องขังกว่า 6,000 ราย รับ 78 ปีวันประกาศเอกราช

4 ม.ค. 2569 12:25 น.

เมียนมานิรโทษกรรมผู้ต้องขังกว่า 6,000 ราย รับ 78 ปีวันประกาศเอกราช

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศนิรโทษกรรมผู้ต้องขังครั้งใหญ่กว่า 6,100 ราย เนื่องในโอกาสครบรอบ 78 ปีวันประกาศเอกราช ท่ามกลางบรรยากาศการรอคอยของญาติพี่น้องหน้าเรือนจำอินเส่ง ขณะที่ผลการเลือกตั้งระยะแรกเผยพรรค USDP ซึ่งเป็นตัวแทนกองทัพ คว้าเก้าอี้สภาล่างไปได้เกือบทั้งหมด ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าเป็นเพียงการเลือกตั้งจอมปลอม

สภาป้องกันและความมั่นคงแห่งชาติเมียนมา (NDSC) แถลงว่า พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ได้ลงนามอภัยโทษให้แก่ผู้ต้องขังชาวเมียนมาจำนวน 6,134 ราย เพื่อเฉลิมฉลองวันประกาศเอกราชครบรอบ 78 ปี จากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยระบุว่าเป็นไปเพื่อมนุษยธรรมและหลักความเมตตา

นอกจากนี้ ยังมีการสั่งปล่อยตัวผู้ต้องขังชาวต่างชาติอีก 52 ราย ซึ่งจะถูกเนรเทศออกนอกประเทศทันที โดยปฏิบัติการนิรโทษกรรมครั้งนี้มีขึ้นในขณะที่ประเทศยังคงตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง นับตั้งแต่เหตุรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021

ทั้งนี้ มีประชาชนจำนวนมากไปรวมตัวกันบริเวณหน้าเรือนจำอินเส่ง ในนครย่างกุ้ง เพื่อรอรับคนในครอบครัว โดยหลายคนถือแผ่นกระดาษที่มีชื่อผู้ต้องขังและหวังว่ารายชื่อเหล่านั้นจะอยู่ในกลุ่มผู้ได้รับอิสรภาพในวันนี้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ถูกจับกุมในข้อหาทางการเมืองซึ่งมีจำนวนมหาศาลตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

รัฐบาลทหารยังได้เปิดเผยผลการเลือกตั้งระยะแรก จากทั้งหมด 3 ระยะ ที่เริ่มขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยสื่อของรัฐรายงานว่า พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งถูกมองว่าเป็นนอมินีของกองทัพ มีคะแนนนำโด่งอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยคว้าเก้าอี้สภาผู้แทนราษฎรไปได้ถึง 87 ที่นั่ง จากทั้งหมด 96 ที่นั่ง ที่ประกาศผลแล้ว คิดเป็น 90% ส่วนพรรคตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ได้ไปเพียง 9 ที่นั่ง 

ขณะที่อัตราผู้มาใช้สิทธิ รัฐบาลระบุว่าอยู่ที่ระดับกว่า 50% ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2020 ที่มีผู้มาใช้สิทธิสูงถึง 70%

นักการทูตตะวันตกและนักสิทธิมนุษยชนต่างวิจารณ์ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียง “การจัดฉาก” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การปกครองภายใต้กฎอัยการศึก เนื่องจากพรรคนกยูง หรือพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ของนางอองซาน ซูจี ซึ่งชนะการเลือกตั้งถล่มทลายในปี 2020 ได้ถูกยุบพรรคไปแล้ว และตัวนางซูจีเองยังคงถูกคุมขังนับตั้งแต่เกิดรัฐประหารด้านอัตราผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง รัฐบาลระบุว่าอยู่ที่ระดับกว่า 50% ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2020 ที่มีผู้มาใช้สิทธิ์สูงถึงร้อยละ 70

ทั้งนี้ การเลือกตั้งในระยะที่ 2 และ 3 มีกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 11 และ 25 มกราคมนี้ ท่ามกลางการเฝ้าสังเกตการณ์ว่าการปล่อยตัวนักโทษในครั้งนี้จะมีนักการเมืองระดับสูงคนใดได้รับอิสรภาพเพิ่มเติมหรือไม่ หลังจากที่เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาได้มีการปล่อยตัวผู้ช่วยคนสำคัญของนางซูจีไปแล้วบางส่วน.

ที่มา AFP

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธท้าทายผู้นำเกาหลีใต้เยือนจีน ท่ามกลางตึงเครียดสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธท้าทายผู้นำเกาหลีใต้เยือนจีน ท่ามกลางตึงเครียดสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

4 ม.ค. 2569 11:50 น.

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธท้าทายผู้นำเกาหลีใต้เยือนจีน ท่ามกลางตึงเครียดสหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา

เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูก เป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน ตรงกับวันที่ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เริ่มเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ผู้เชี่ยวชี้ย้ำเป็นการแสดงศักยภาพกองทัพก่อนประชุมใหญ่พรรคแรงงาน จงใจสำแดงพลังข่มขวัญว่ามีอาวุธนิวเคลียร์พร้อมตอบโต้ และประกาศจุดยืนว่าเกาหลีเหนือ “แตกต่างจากเวเนซุเอลา”

เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม  เกาหลีเหนือได้ทำการทดสอบยิงขีปนาวุธอย่างน้อย 2 ลูก ตกลงสู่ทะเลระหว่างคาบสมุทรเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นการยิงครั้งแรกในรอบ 2 เดือน ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ขณะที่นายอี แจมยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กำลังเริ่มภารกิจเยือนจีนอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีและจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา

ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันตะวันออกไกลศึกษาในกรุงโซล วิเคราะห์ว่า การยิงขีปนาวุธครั้งนี้คือการส่งข้อความถึงจีนเพื่อสกัดกั้นความพยายามที่จะกระชับความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ รวมถึงเป็นการตอบโต้ท่าทีของจีนในเรื่องการปลดอาวุธนิวเคลียร์

ขณะเดียวกันยังเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่า “เกาหลีเหนือแตกต่างจากเวเนซุเอลา” โดยเกาหลีเหนือต้องการเน้นย้ำถึงสถานะการเป็นมหาอำนาจทางทหารที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง และพร้อมจะตอบโต้ด้วยมาตรการที่รุนแรงหากถูกคุกคามในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา

กองทัพเกาหลีใต้และญี่ปุ่นระบุว่า ขีปนาวุธดังกล่าวถูกยิงออกมาจากพื้นที่กรุงเปียงยาง เมื่อเวลาประมาณ 07.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยทะยานไปไกลราว 900 กิโลเมตร ขณะที่ญี่ปุ่นระบุว่ามีอย่างน้อย 2 ลูก บินได้ราว 900 และ 950 กิโลเมตรตามลำดับ สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า นายคิม จองอึน ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตอาวุธและออกคำสั่งให้ “เพิ่มกำลังการผลิตอาวุธนำวิถีทางยุทธวิธีขึ้นอีกกว่า 2.5 เท่า” เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการประชุมใหญ่พรรคแรงงานครั้งที่ 9 ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งจะกำหนดทิศทางนโยบายหลักของประเทศ

ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้เรียกประชุมความมั่นคงฉุกเฉินทันที พร้อมประณามว่าเป็นการละเมิดมติสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ด้านนายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ระบุว่าการกระทำนี้คุกคามสันติภาพของภูมิภาคและประชาคมโลกอย่างร้ายแรง และได้ยื่นประท้วงอย่างรุนแรงต่อเกาหลีเหนือแล้ว ส่วนกองกำลังสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโด-แปซิฟิก แถลงว่าเหตุการณ์นี้ยังไม่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อบุคลากรหรือดินแดนของสหรัฐฯ แต่กำลังประสานงานกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิด

การทดสอบอาวุธครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นายคิม จองอึน กำลังใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในเวทีโลก ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรง.

ที่มา Reuters

สวิสสั่งสอบสวน 2 ผู้บริหารบาร์สกีรีสอร์ตดัง หลังไฟไหม้คืนเคาท์ดาวน์ คร่า 40 ศพ

สวิสสั่งสอบสวน 2 ผู้บริหารบาร์สกีรีสอร์ตดัง หลังไฟไหม้คืนเคาท์ดาวน์ คร่า 40 ศพ

4 ม.ค. 2569 11:26 น.

สวิสสั่งสอบสวน 2 ผู้บริหารบาร์สกีรีสอร์ตดัง หลังไฟไหม้คืนเคาท์ดาวน์ คร่า 40 ศพ

อัยการสวิตเซอร์แลนด์เปิดการสอบสวนฐานประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หลังเกิดเพลิงไหม้รุนแรงที่บาร์เลอ กงสเตลลาซีญง ในเมืองรีสอร์ตหรูครองส์-มงตานา พบปมปริศนา “พลุขวดแชมเปญ” จ่อเพดานโฟมกันเสียง ทำอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 600 องศาเซลเซียส เผาร่างเหยื่อจนระบุตัวตนยาก ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน

อัยการประจำรัฐวาเล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แถลงความคืบหน้ากรณีเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในบาร์เลอ กงสเตลลาซีญง ระหว่างงานปาร์ตี้ฉลองคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 40 ราย และบาดเจ็บอีกกว่า 119 ราย โดยล่าสุดได้สั่งเปิดการสอบสวนทางอาญาต่อผู้บริหารบาร์ 2 ราย (ไม่ระบุชื่อ) ในข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และประมาทเลินเล่อจนทำให้เกิดเพลิงไหม้

บีทริซ พิลลูด หัวหน้าอัยการรัฐวาเล ระบุว่า จากหลักฐานเบื้องต้นคาดว่าเพลิงเริ่มปะทุขึ้นหลังจากพนักงานนำ “พลุไฟประดับขวดแชมเปญ” เข้ามาในร้านและประกายไฟเกิดไปสัมผัสกับวัสดุโฟมกันเสียงที่ติดตั้งอยู่บนเพดานห้องใต้ดินซึ่งเป็นจุดที่ผู้คนกำลังเต้นรำ ทำให้เกิดไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็วและแผ่กระจายไปทั่วทั้งอาคาร

นายเบียต ยานส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่านี่เป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ โดยขณะเกิดเหตุอุณหภูมิภายในอาคารพุ่งสูงถึง 500-600 องศาเซลเซียส ซึ่งความร้อนที่รุนแรงนี้ทำให้การพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลเป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง

ในขณะนี้เจ้าหน้าที่เพิ่งสามารถยืนยันตัวตนผู้เสียชีวิตได้เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยหนึ่งในนั้นคือ “เอมานูเอเล กาเลปปินี” นักกอล์ฟเยาวชนทีมชาติอิตาลี ส่วนรายอื่นๆ ที่ระบุตัวตนได้ล่าสุดเป็นเยาวชนชาวสวิสอายุระหว่าง 16-21 ปี ทั้งนี้มีรายงานว่าเหยื่อบางรายอาจมีอายุต่ำกว่า 16 ปี เนื่องจากบาร์ดังกล่าวเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มวัยรุ่น (ในสวิตเซอร์แลนด์อนุญาตให้ดื่มเบียร์และไวน์ได้ตั้งแต่อายุ 16 ปี)

ทางด้าน นายฌาคส์ โมเรตติ หนึ่งในเจ้าของบาร์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ร้านของเขาผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยมาแล้วถึง 3 ครั้ง และดำเนินการทุกอย่างตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบประวัติการต่อเติมอาคาร, ระบบดับเพลิง, ทางหนีไฟ รวมถึงจำนวนคนที่อยู่ภายในร้านขณะเกิดเหตุว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่ชาวเมืองเป็นอย่างมาก โดยประชาชนบางส่วนเรียกร้องให้มีการสอบสวนที่เป็นอิสระเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว ท่ามกลางบรรยากาศความโศกเศร้าที่ยังปกคลุมไปทั่วเมืองสกีรีสอร์ตแห่งนี้.

ที่มา Reuters

“มาดูโร” ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์ก ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จะ “บริหาร” เวเนซุเอลา

"มาดูโร" ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์ก ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จะ "บริหาร" เวเนซุเอลา

4 ม.ค. 2569 10:45 น.

“มาดูโร” ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์ก ทรัมป์เผยสหรัฐฯ จะ “บริหาร” เวเนซุเอลา

ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา ถูกคุมขังในเรือนจำนิวยอร์กแล้ว เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากหน่วยรบพิเศษของสหรัฐฯ จับกุมและนำตัวเขาออกจากประเทศ หลังการโจมตีกรุงการากัสครั้งใหญ่ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเวเนซุเอลาจะอยู่ภายใต้การบริหารของสหรัฐฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

การประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังจากการโจมตีอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนรุ่งสางวันเสาร์ (3 ม.ค.) ซึ่งหน่วยคอมมานโดจับกุมมาดูโรและนางซิเลีย ฟลอเรซ ภรรยาของเขา ขณะที่การโจมตีทางอากาศถล่มหลายจุดในและรอบๆ กรุงการากัส

นายมาดูโร และภรรยาถูกนำตัวขึ้นเรือ และต่อด้วยเครื่องบิน ซึ่งได้เดินทางถึงฐานทัพอากาศแห่งชาติสจวร์ตในรัฐนิวยอร์ก ห่างจากแมนฮัตตันไปทางเหนือประมาณ 97 กิโลเมตร ก่อนถูกนำตัวไปยังศูนย์กักกันเมโทรโพลิแทน ซึ่งเป็นสถานที่กักกันของรัฐบาลกลางในย่านบรูคลิน ซึ่งทั้งคู่จะถูกนำตัวขึ้นศาลในข้อหาค้ายาเสพติดและอาวุธ

ทำเนียบขาวโพสต์วิดีโอใน X แสดงภาพมาดูโรถูกใส่กุญแจมือและสวมรองเท้าแตะ ถูกนำตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางผ่านสถานที่ของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดแห่งสหรัฐฯ ในนิวยอร์ก โดยนายยมาดูโรวัย 63 ปีกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า “ราตรีสวัสดิ์ สวัสดีปีใหม่”

แม้ว่าการบุกโจมตีที่เสี่ยงอันตรายจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไปนั้นยังไม่แน่นอนอย่างยิ่ง ทรัมป์กล่าวว่าเขา “กำลังแต่งตั้งบุคคล” จากคณะรัฐมนตรีของเขาให้รับผิดชอบในเวเนซุเอลา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

ในอีกเรื่องที่น่าประหลาดใจ ทรัมป์ระบุว่าอาจมีการส่งกองกำลังสหรัฐฯ เข้าไป โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ  “ไม่กลัวที่จะส่งทหารลงพื้นที่” แต่ดูเหมือนเขาจะปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ฝ่ายค้านของเวเนซุเอลาจะยึดอำนาจ และกล่าวว่าเขาอาจจะทำงานร่วมกับเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลาแทน

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนขึ้นคือความสนใจของทรัมป์ในแหล่งน้ำมันสำรองมหาศาลของเวเนซุเอลา ทรัมป์กล่าวว่า “เราจะให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ เข้าไป ใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ ซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายอย่างหนัก” “เราจะขายน้ำมันในปริมาณมาก”

มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปีที่แล้ว โพสต์บนโซเชียลมีเดียว่า “ชั่วโมงแห่งเสรีภาพมาถึงแล้ว” เธอเรียกร้องให้เอ็ดมุนโด กอนซาเลซ อูร์รูเตีย ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีจากพรรคฝ่ายค้านในปี 2024 เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี “ทันที”

แต่ทรัมป์กลับแสดงท่าทีเย็นชาอย่างน่าประหลาดใจต่อความคาดหวังที่ว่ามาชาโดจะกลายเป็นผู้นำคนใหม่ของเวเนซุเอลา โดยกล่าวว่าเธอไม่ได้รับ “การสนับสนุนหรือความเคารพ” ที่นั่น ในทางกลับกัน เขาชื่นชมโรดริเกซ โดยกล่าวว่า “โดยพื้นฐานแล้วเธอยินดีที่จะทำในสิ่งที่เราคิดว่าจำเป็นเพื่อให้เวเนซุเอลากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” ด้านโรดริเกซเรียกร้องให้ปล่อยตัวมาดูโรและให้คำมั่นว่าจะ “ปกป้อง” ประเทศ

เมื่อคืนวันเสาร์ ศาลฎีกาของเวเนซุเอลาสั่งให้โรดริเกซเข้ารับอำนาจประธานาธิบดี “ในฐานะรักษาการ” สะท้อนให้เห็นถึงความสับสน ทรัมป์ระบุว่าการมีส่วนร่วมของสหรัฐฯ น่าจะดำเนินต่อไปในระยะยาว เธอกล่าวว่า “เราจะอยู่ต่อไปจนกว่าการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้” 

จีน พันธมิตรของเวเนซุเอลา กล่าวว่า “ประณามอย่างรุนแรง” ต่อปฏิบัติการของสหรัฐฯ ขณะที่ฝรั่งเศสเตือนว่า “ไม่สามารถกำหนดทางออกได้จากนอกประเทศ” ด้านนายอันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า เขา “กังวลอย่างยิ่งที่กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้รับการเคารพ”

ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจากโซมาเลียแจ้งกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ตามคำร้องขอของเวเนซุเอลา คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะประชุมในวันจันทร์เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตการณ์ดังกล่าว 

ชาวเวเนซุเอลาเตรียมพร้อมรับมือกับการโจมตี เนื่องจากกองกำลังสหรัฐฯ ใช้เวลาหลายเดือนในการระดมพลนอกชายฝั่ง ชาวกรุงการากัสเผชิญเสียงระเบิดและเสียงเฮลิคอปเตอร์ทหาร เมื่อเวลาประมาณ 2:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันเสาร์ การโจมตีทางอากาศได้พุ่งเป้าไปที่ฐานทัพหลักและฐานทัพอากาศ รวมถึงสถานที่อื่นๆ เป็นเวลานานเกือบหนึ่งชั่วโมง

พลเอกแดน เคน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ กล่าวว่าปฏิบัติการที่ชื่อว่า “แอบโซลูท รีโซลฟ์” (Absolute Resolve) ต้องใช้เวลาวางแผนและซ้อมจริงนานหลายเดือน โดยกองกำลังต่าง ๆ ที่ร่วมปฏิบัติการต่างรอสภาพอากาศที่เหมาะสม เครื่องบิน 150 ลำเข้าร่วมปฏิบัติการ โดยสนับสนุนกองกำลังที่ลงจอดด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อจับกุมมาดูโร ด้วยความช่วยเหลือจากข้อมูลข่าวกรองที่รวบรวมมาหลายเดือนเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันของเขา ตั้งแต่ “สิ่งที่เขากิน” ไปจนถึงสัตว์เลี้ยงที่เขาเลี้ยง เขากล่าวว่า  มาดูโรและภรรยา “ยอมจำนน” โดยไม่มีการต่อสู้ และ “ไม่มีทหารอเมริกันเสียชีวิต” 

ทางการเวเนซุเอลายังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิต แต่ทรัมป์บอกกับนิวยอร์กโพสต์ว่า ชาวคิวบา “จำนวนมาก” ในหน่วยรักษาความปลอดภัยของมาดูโรเสียชีวิต

ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังปฏิบัติการ กรุงการากัสก็เงียบสงัด มีตำรวจประจำการอยู่ด้านนอกอาคารสาธารณะ และกลิ่นควันลอยฟุ้งไปทั่วท้องถนน

สหรัฐฯ และรัฐบาลยุโรปหลายประเทศไม่ยอมรับความชอบธรรมของมาดูโร โดยกล่าวว่าเขาโกงการเลือกตั้งในปี 2018 และ 2024 นายมาดูโร ซึ่งอยู่ในอำนาจตั้งแต่ปี 2013 หลังจากรับช่วงต่อจากฮูโก ชาเวซ ผู้เป็นที่ปรึกษาฝ่ายซ้าย ได้กล่าวหาทรัมป์มานานแล้วว่าพยายามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเพื่อควบคุมแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา

ทรัมป์ได้ให้เหตุผลหลายประการสำหรับนโยบายที่ก้าวร้าวต่อเวเนซุเอลา โดยบางครั้งเน้นย้ำเรื่องการอพยพผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด และน้ำมัน แต่ก่อนหน้านี้เขาหลีกเลี่ยงการเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างเปิดเผย

สมาชิกสภาคองเกรสหลายคนตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติการนี้อย่างรวดเร็ว แต่ไมค์ จอห์นสัน พันธมิตรคนสำคัญของทรัมป์ และผู้นำพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่ามัน “สมเหตุสมผล”.

สหรัฐบุกเวเนซุเอลาจับปธน.มาดูโร “ทรัมป์” สั่งลุยโจมตี หิ้วออกมาพร้อมเมีย ระบุเป็นองค์กรค้ายา

สหรัฐบุกเวเนซุเอลาจับปธน.มาดูโร "ทรัมป์" สั่งลุยโจมตี หิ้วออกมาพร้อมเมีย ระบุเป็นองค์กรค้ายา

สหรัฐบุกเวเนซุเอลาจับปธน.มาดูโร “ทรัมป์” สั่งลุยโจมตี หิ้วออกมาพร้อมเมีย ระบุเป็นองค์กรค้ายา

4 ม.ค. 2569 08:49 น.

สหรัฐฯเปิดปฏิบัติการสะเทือนโลกตั้งแต่ต้นปี 69 ส่งเฮลิคอปเตอร์ซีนุก-อาปาเช่นับสิบลำ ยิงจรวดถล่มกรุงการากัส เมืองหลวงประเทศเวเนซุเอลา ก่อนฟ้าสางวันที่ 3 ม.ค. แต่ไม่ทันหมดวันทุกอย่างก็จบเมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศลั่นสหรัฐฯประสบความสำเร็จในการโจมตีครั้งใหญ่

นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถึงฐานทัพในนิวยอร์กแล้ว

นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถึงฐานทัพในนิวยอร์กแล้ว

4 ม.ค. 2569 05:08 น.

นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ถึงฐานทัพในนิวยอร์กแล้ว

นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลากับภริยา ถูกพาตัวมาถึงฐานทัพสหรัฐฯ ในนิวยอร์กแล้ว และคาดว่าจะต้องขึ้นศาลพิจารณาคดีหลายข้อหาในสัปดาห์หน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครื่องบินที่บรรทุกตัวนาย นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา กับ ซิเลีย ฟลอเรส ภริยา เดินทางถึงฐานทัพอากาศสจ๊วต ในรัฐนิวยอร์กแล้ว เมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ม.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ

คาดว่าผู้นำเวเนซุเอลาจะถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและอาวุธปืนที่ศาลรัฐบาลกลางในเมืองแมนแฮตตันในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ สหรัฐฯ มีปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลาเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) และจับกุมตัวนาย นิโคลัส มาดูโร กับภริยาได้สำเร็จ โดยมีรายงานข่าวว่า สามีภรรยาคู่นี้ถูก “ลากตัวออกมาจากห้องนอน” ภายในบ้านพักที่ได้รับการคุ้มกันแน่นหนาในกรุงการากัส

อนึ่ง มาดูโรถูกสหรัฐฯ ฟ้องร้องในหลายข้อหา รวมถึง สมคบคิดก่อการร้ายค้ายาเสพติด, สมคบคิดนำเข้าโคเคน, ครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้าง และสมคบคิดครอบครองปืนกลและอุปกรณ์ทำลายล้างเพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn