ไฟป่าทำพิษ สภาพอากาศเกาะบอเนียว พุ่งสู่ระดับ “เป็นอันตราย”

ไฟป่าทำพิษ สภาพอากาศเกาะบอเนียว พุ่งสู่ระดับ “เป็นอันตราย”

1 ก.ย. 2569 00:01 น.

ไฟป่าทำพิษ สภาพอากาศเกาะบอเนียว พุ่งสู่ระดับ “เป็นอันตราย”

ดัชนีคุณภาพอากาศในหลายพื้นที่ของเกาะบอเนียว พุ่งสู่ระดับ “เป็นอันตราย” แล้ว ในขณะที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญเหตุไฟป่าหลายสิบแห่ง ซึ่งทำให้มีผู้ล้มป่วยแล้วนับหมื่นราย

ข้อมูลการตรวจวัดจาก IQAir แพลตฟอร์มเฝ้าระวังข้อมูลคุณภาพอากาศของสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า มลพิษทางอากาศในบางพื้นที่ของจังหวัดกาลิมันตันกลางและกาลิมันตันตะวันตก บนเกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย แตะระดับ “เป็นอันตราย” แล้ว หลังเกิดเหตุไฟป่าหลายสิบแห่ง

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.) เมืองปาลังการายา ในจังหวัดกาลิมันตันกลาง กลายเป็นเมืองที่มีมลพิษในอากาศสูงที่สุดในหมู่เกาะอินโดนีเซีย โดยมีดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) สูงถึง 780 ณ เวลาเที่ยงวัน

ขณะเดียวกัน เมืองปอนเตียนัก (Pontianak) ในจังหวัดกาลิมันตันตะวันตก ตามมาเป็นอันดับสองด้วยค่า AQI ที่ 593 ทั้งนี้ ค่า AQI ที่สูงกว่า 300 ถือว่าเป็นระดับที่เป็นอันตราย

นายดันเต ซักโซโน ฮาร์บูโวโน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า ประชาชนมากกว่า 5 ล้านคนบนเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา กำลังได้รับผลกระทบโดยตรงจากหมอกควันพิษที่เกิดจากไฟป่าหลายสิบแห่งทั่วทั้งหมู่เกาะอันกว้างใหญ่

เขากล่าวเสริมว่า มีประชาชนประมาณ 13,500 คนที่เข้ารับการรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมที่ผ่านมา

สำนักข่าวแห่งชาติ อันตารา (Antara) ของอินโดนีเซีย รายงานว่า เพื่อต่อสู้กับปัญหาไฟป่า กองทัพอินโดนีเซียและหน่วยงานรัฐบาลอื่น ๆ ได้เริ่มฟื้นฟูระบบนิเวศและจัดสรรแหล่งน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อ “เยียวยา” พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากไฟป่าและไฟพรุในจังหวัดกาลิมันตันตะวันออกและกาลิมันตันเหนือแล้ว

“ในเดือนนี้ เรากำลังฟื้นฟูพืชพรรณธรรมชาติด้วยการปลูกต้นไม้ในพื้นที่ถูกเผาทำลายและเสื่อมโทรม รวมถึงตามแนวชายฝั่งแม่น้ำ” พลตรี กริโด ปราโมโน ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 6/มูลาวาร์มัน กล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นอกจากการปลูกป่าแล้ว กริโดยังเสริมว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ “บ่อบาดาลที่เราขุดเจาะไว้ ไม่เพียงแต่ให้น้ำสะอาดเท่านั้น แต่ยังสามารถสนับสนุนการป้องกันและดับไฟป่าได้อีกด้วย”

ขณะเดียวกัน เรือขนส่งของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่นได้เดินทางออกจากท่าเรือในจังหวัดฮิโรชิมาเมื่อวันอาทิตย์ และคาดว่าจะเดินทางถึงอินโดนีเซียภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ เพื่อช่วยเหลือในปฏิบัติการดับไฟป่า โดยนี่จะถือเป็นการเข้าร่วมภารกิจดับไฟป่าในต่างประเทศครั้งแรกของกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น ตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ChatGPT จ่อเป็นแชตบอทเอไอตัวแรก ที่ถูก EU คุมเข้มมากขึ้น

ChatGPT จ่อเป็นแชตบอทเอไอตัวแรก ที่ถูก EU คุมเข้มมากขึ้น

31 ส.ค. 2569 23:21 น.

ChatGPT จ่อเป็นแชตบอทเอไอตัวแรก ที่ถูก EU คุมเข้มมากขึ้น

สหภาพยุโรป บรรจุ ChatGPT เข้าสู่รายชื่อบริการดิจิทัลที่ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบทางกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นแล้ว นับเป็นแชตบอทเอไอตัวแรกที่ต้องอยู่ภายใต้มาตรการนี้

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. 2569 สหภาพยุโรป (EU) บรรจุชื่อ ChatGPT เข้าสู่รายชื่อ แพลตฟอร์มออนไลน์ กับ เสิร์ชเอนจินออนไลน์ “ขนาดใหญ่มาก” ซึ่งเป็นสถานะที่จะมาพร้อมกับข้อบังคับและการกำกับดูแลที่เพิ่มขึ้นแล้ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกมาตรการนี้ถูกนำมาใช้กับปัญญาประดิษฐ์ประเภทแชตบอท

นอกจากนั้น EU ยังบรรจุแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่าง Reddit และแพลตฟอร์มเกม Roblox เข้าสู่บัญชีดังกล่าวด้วย

นาง เฮนนา วีร์คคูเนน หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของ EU กล่าวว่า “ตอนนี้ ChatGPT, Reddit และ Roblox จะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานการตรวจสอบและความรับผิดชอบที่สูงขึ้นใน EU ให้สอดคล้องกับผลกระทบใหญ่หลวงที่มีต่อพลเมืองและสังคมของเรา”

คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า การจัดประเภทให้เป็นแพลตฟอร์ม “ขนาดใหญ่มาก” จะใช้กับแพลตฟอร์มและเสิร์ชเอ็นจินที่มีผู้ใช้งานเป็นประจำต่อเดือน (Monthly Active Users) มากกว่า 45 ล้านคนในกลุ่มประเทศสมาชิก EU ทั้ง 27 ประเทศ ซึ่ง ChatGPT, Reddit และ Roblox ได้รายงานว่ามีจำนวนผู้ใช้ทะลุเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว

ทั้งสามบริการมีเวลา 4 เดือนในการปฏิบัติตามข้อบังคับเพิ่มเติมภายใต้กฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act หรือ DSA) ซึ่งเป็นกฎหมายควบคุมเนื้อหา ที่ EU นำมาใช้เพื่อควบคุมบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ (Big Tech) ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

สหภาพยุโรประบุว่า ข้อบังคับเหล่านี้รวมถึง “การประเมินและบรรเทาความเสี่ยงเชิงระบบที่เกิดจากบริการและระบบอัลกอริทึมของตนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแพร่กระจายเนื้อหาผิดกฎหมาย, ผลกระทบเชิงลบต่อผู้เยาว์, สุขภาวะทางร่างกายและจิตใจของผู้ใช้ สิทธิขั้นพื้นฐาน, กระบวนการเลือกตั้ง และความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ”

เพื่อให้ ChatGPT อยู่การควบคุมของกฎหมาย DSA คณะกรรมาธิการยุโรปจึงได้จัดประเภทให้ ChatGPT มีสถานะเป็นเสิร์ชเอ็นจิน

ด้าน ลีนา-มาเรีย บอสวาลด์ จาก Interface สถาบันวิจัยด้านเทคโนโลยีของเยอรมนี กล่าวไว้ก่อนการประกาศว่า ความเคลื่อนไหวนี้ของสหภาพยุโรปจะสร้าง “บรรทัดฐานใหม่” และ “ส่งผลต่อความคาดหวังด้านการกำกับดูแลสำหรับระบบ AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ขนาดใหญ่ทุกระบบที่เปิดใช้งานใน EU”

“OpenAI (ผู้ให้บริการ ChatGPT) มีหน้าที่ต้องจัดการความเสี่ยงภายใต้กฎหมายปัญญาประดิษฐ์ (AI Act) อยู่แล้ว แต่กฎหมาย DSA อาจขยายขอบเขตให้กว้างขึ้นไปอีก” เธอกล่าว

การจัดประเภทในครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ EU กำลังยกระดับการบังคับใช้กฎระเบียบกับแพลตฟอร์มดิจิทัลขนาดใหญ่แห่งต่างๆ ของโลก ซึ่งหลายแห่งเป็นของสหรัฐฯ แม้จะเผชิญกับการคัดค้านอย่างหนักและการขู่ตอบโต้จากทางสหรัฐฯ ก็ตาม

เมื่อไม่นานมานี้ EU ได้เตือน TikTok ซึ่งเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มประมาณ 30 แห่งที่อยู่ในรายชื่อ ให้เปลี่ยนการออกแบบบริการที่พวกเขามองว่า “เข้าข่ายมอมเมาผู้ใช้” มิฉะนั้นจะถูกปรับเป็นเงินมหาศาล

และเมื่อปีที่แล้ว EU ได้สั่งปรับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X ของ อีลอน มัสก์ เป็นเงิน 120 ล้านยูโร จากการละเมิดข้อบังคับด้านความโปร่งใสและการทำผิดกฎระเบียบอื่น ๆ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดับทะลุ 900 ศพ น้ำท่วมฉับพลันเนปาล-ทิเบต เร่งช่วยคนงานติดในอุโมงค์

ดับทะลุ 900 ศพ น้ำท่วมฉับพลันเนปาล-ทิเบต เร่งช่วยคนงานติดในอุโมงค์

31 ส.ค. 2569 22:10 น.

ดับทะลุ 900 ศพ น้ำท่วมฉับพลันเนปาล-ทิเบต เร่งช่วยคนงานติดในอุโมงค์

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วม-โคลนถล่ม บริเวณชายแดนเนปาลกับทิเบต พุ่งทะลุ 900 ศพแล้ว ขณะที่ผู้สูญหายก็เพิ่มขึ้นจนเฉียดใกล้ 5,000 คน ขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังเร่งช่วยคนงานที่ติดในอุโมงค์

เมื่อวันจันทร์ที่ 31 ส.ค. 2569 สำนักงานจัดการภัยพิบัติของเนปาลระบุว่า เจ้าหน้าที่พบร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุน้ำท่วมฉับพลันบริเวณชายแดนเนปาลกับทิเบตเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว 903 ศพ ขณะที่จำนวนผู้สูญหายในเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 4,247 ราย

ส่วนทางการจีนรายงานว่า พบผู้เสียชีวิตในทิเบตแล้ว 16 ศพ และมีผู้สูญหายอีก 546 คน ขณะที่อินเดียพบร่างผู้เสียชีวิต 17 ราย ลอยมาตามแม่น้ำที่เชื่อมต่อมาจากประเทศเนปาล

สาเหตุของหายนะครั้งนี้เกิดจาก ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ถล่มลงจากภูเขา ก่อให้เกิดมวลน้ำแข็ง ดินโคลน และเศษซากต่างๆ ทะลักเข้าใส่หมู่บ้านต่างๆ โดยเฉพาะในฝั่งเนปาล ทำให้หมู่บ้าน โรงไฟฟ้า ถนน และสะพานถูกทำลายเป็นจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูคาดว่าจะสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ

เจ้าหน้าที่ในเนปาลพยายามขุดทางเข้าไปในอุโมงค์ของโรงไฟฟ้า ที่เชื่อว่ามีผู้สูญหายอยู่ในนั้น
เจ้าหน้าที่ในเนปาลพยายามขุดทางเข้าไปในอุโมงค์ของโรงไฟฟ้า ที่เชื่อว่ามีผู้สูญหายอยู่ในนั้น

ทีมกู้ภัยจากเนปาล จีน อินเดีย และเกาหลีใต้ กำลังเร่งขุดเจาะอุโมงค์โรงไฟฟ้าพลังน้ำ “อัปเปอร์ ตรีศูลี เอ3” (Upper Trishuli 3A) ในเนปาล เพื่อช่วยเหลือแรงงานที่คาดว่าติดค้างอยู่ราว 100 คน จากแรงงานที่ยังสูญหายทั้งหมด 933 คน โดยเจ้าหน้าที่เจาะเข้าไปในพื้นที่ส่วนบนของอุโมงค์ได้แล้ว และกำลังอัดอากาศเข้าไปด้านใน

นาย บาเรนทรา ชาห์ นายกรัฐมนตรีเนปาลกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ใช้เชือกโรยตัวลงไป แล้วร้องเรียกหาผู้สูญหาย แต่ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการค้นหายังคงดำเนินต่อไป

ส่วนปฏิบัติการกู้ภัยที่ทิเบต สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมในปฏิบัติการกว่า 2,000 นาย แต่ความพยายามเข้าถึงจุดศูนย์กลางภัยพิบัติที่ด่าน “จี๋หรง” (Gyirong) นั้น ดำเนินไปได้เพียง 285 ม. ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความเสี่ยงที่ทะเลสาบซึ่งก่อตัวขึ้นจากการถล่มของธารน้ำแข็งดังกล่าว จะพังถล่มลงมาซ้ำ

ขณะที่เนปาลกำลังเผชิญกับปัญหาอื่นคือ ห้องเก็บศพหนาแน่นเกินความจุ จนรัฐบาลต้องตัดสินใจเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอเอาไว้ ก่อนจะนำร่างผู้เสียชีวิตไปฝังในหลุมศพหมู่ เพื่อให้ญาติมาติดต่อรับภายหลัง พร้อมทั้งร้องขอตู้แช่ศพจากนานาชาติมากกว่า 1,000 ตู้ ด้วย

แต่ท่ามกลางความโศกเศร้ายังคงมีความหวังอยู่ เมื่อเจ้าหน้าที่ในเนปาลสามารถนำตัวเด็กหญิงวัย 6 ขวบ ขึ้นมาจากใต้โคลนได้สำเร็จ 4 วันหลังจากเกิดหายนะเมื่อวันศุกร์ (28 ส.ค.) และเด็กได้กลับคืนสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัยแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นายกฯ ล้อมวงถกแก้ปัญหาชายแดนใต้ รับฟังปัญหาจากผู้นำศาสนาพุทธ-อิสลาม ประชาชน 3 จังหวัดใต้

นายกฯ ล้อมวงถกแก้ปัญหาชายแดนใต้ รับฟังปัญหาจากผู้นำศาสนาพุทธ-อิสลาม ประชาชน 3 จังหวัดใต้

31 ส.ค. 2569 18:21 น.

นายกฯ ล้อมวงถกแก้ปัญหาชายแดนใต้ รับฟังปัญหาจากผู้นำศาสนาพุทธ-อิสลาม ประชาชน 3 จังหวัดใต้

นายกฯ อนุทิน ล้อมวงถกแก้ปัญหาชายแดนใต้ ดึงรัฐมนตรี-หน่วยงานความมั่นคง มารับฟังปัญหาจากผู้นำศาสนาพุทธ-อิสลาม ตัวแทนเอกชน และประชาชน 3 จังหวัด มุ่งปรับปรุงการทำงานเร่งด่วน เพื่อความสงบสุข

เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมรับฟังความคิดเห็น เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 หน่วยงานความมั่นคง ฝ่ายปกครอง เข้าร่วมรับฟัง

และมีผู้แทนสถาบันทางการศึกษา ผู้แทนศาสนาพุทธ และศาสนาอิสลาม ผู้แทนภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมสะท้อนปัญหาทุกมิติในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งรูปแบบจัดเป็นลักษณะของการล้อมวงพูดคุยกัน และให้ตัวแทนแต่ละฝ่าย ไล่รายจังหวัดสะท้อนปัญหาในส่วนของตัว ทั้งปัญหาเรื่องความมั่นคง ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและยาเสพติด เป้าประสงค์เป็นการรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำความคิดเห็นไปใช้ในการปรับปรุงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ เพื่อคืนความสงบสุขให้กับพื้นที่ 

รมว.ต่างประเทศอิหร่านประณาม “เนทันยาฮู” เป็น “อสรพิษ” หลอกใช้สหรัฐฯ ทำสงครามแทนอิสราเอล

รมว.ต่างประเทศอิหร่านประณาม "เนทันยาฮู" เป็น "อสรพิษ" หลอกใช้สหรัฐฯ ทำสงครามแทนอิสราเอล

31 ส.ค. 2569 16:53 น.

รมว.ต่างประเทศอิหร่านประณาม “เนทันยาฮู” เป็น “อสรพิษ” หลอกใช้สหรัฐฯ ทำสงครามแทนอิสราเอล

นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X  ประณามนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลอย่างรุนแรง โดยเปรียบเทียบเป็น “อสรพิษ” พร้อมกล่าวหาว่าผู้นำอิสราเอลได้ล่อลวงและหลอกลวงรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เปิดฉากทำสงครามกับอิหร่านเพื่อผลประโยชน์ของอิสราเอล

อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวโจมตีนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลอย่างรุนแรงเมื่อวันจันทร์ โดยเรียกผู้นำอิสราเอลว่า “อสรพิษ” และกล่าวหาว่าเนทันยาฮูหลอกลวงรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เข้าร่วมสงครามกับอิหร่านเพื่อผลประโยชน์ของอิสราเอล

อารักชีเผยแพร่ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X โดยระบุว่า เนทันยาฮูพูดภาษาฮีบรูอย่างเปิดเผยว่า เขาสามารถ “หลอก” รัฐบาลสหรัฐฯ ให้ทำสงครามกับอิหร่านในนามของอิสราเอล นายอารักชีกล่าวว่า เนทันยาฮูยังหัวเราะและพูดถึงวิธีที่เขา “มีอิทธิพล” ต่อสหรัฐฯ ผ่านการปรากฏตัวทางเครือข่ายโทรทัศน์ของสหรัฐฯ รวมระยะเวลาประมาณ 1,000 ชั่วโมง

รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อพูดภาษาอังกฤษ เนทันยาฮูกลับกล่าวชื่นชมความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนทิ้งท้ายว่า “อสรพิษ” คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนความไม่พอใจอย่างรุนแรงของรัฐบาลอิหร่านต่อบทบาทของเนทันยาฮูในการผลักดันนโยบายของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน

สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หลังปฏิบัติการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลสังหาร อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพอิหร่านหลายราย อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค ส่งผลให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างออกไป

แม้การหยุดยิงในเดือนเมษายนจะช่วยยุติการสู้รบที่รุนแรงที่สุด แต่การโจมตีประปราย โดยเฉพาะบริเวณใกล้ ช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงเกิดขึ้น และทำให้ความหวังที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพถาวรลดน้อยลง ล่าสุด สหรัฐฯ ยังปรับแนวทางไปสู่สิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า “การกดดันทางเศรษฐกิจ” ต่ออิหร่าน โดยมุ่งกดดันเศรษฐกิจและแหล่งรายได้ของรัฐบาลเตหะราน

ทางการอิหร่านเปิดเผยคลิปวิดีโอที่อ้างว่าเป็นภาพการยิงขีปนาวุธและโดรน และว่าการยิงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการโจมตีฐานทัพอากาศสหรัฐ “คิงฮุสเซน” และ “อัล-อัซรัก” ในประเทศจอร์แดน อย่างไรก็ตาม ทางการอิหร่านไม่ได้เปิดเผยเวลาหรือสถานที่ที่แน่ชัดของการยิงที่ปรากฏในวิดีโอ คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่หลังจากที่กองทัพสหรัฐได้เปิดฉากโจมตีฐานยิง 2 แห่งบนเกาะลารักของอิหร่านในช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวานนี้ ซึ่งถือเป็นการโจมตีของสหรัฐต่ออิหร่านครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มความกังวลว่า การเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่ายอาจกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง แม้ก่อนหน้านี้จะมีความพยายามผลักดันให้เกิดข้อตกลงยุติความขัดแย้ง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เนทันยาฮูแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน พร้อมเรียกผู้นำอิหร่านว่า “คนป่าเถื่อน”

ถ้อยคำล่าสุดของอารักชีจึงเป็นการตอบโต้โดยตรงต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรีอิสราเอล และสะท้อนความขัดแย้งทางการทูตที่รุนแรงระหว่างเตหะรานกับรัฐบาลอิสราเอล

ข้อกล่าวหาของอิหร่านว่าเนทันยาฮูมีอิทธิพลต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านสื่ออเมริกัน และเป็นผู้ผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าสู่สงครามกับอิหร่าน ยังไม่ได้รับการยืนยันจากรัฐบาลสหรัฐฯ หรืออิสราเอล ขณะที่ความตึงเครียดในภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับสูง และช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงสำคัญต่อความมั่นคงและเส้นทางพลังงานของโลก.

ที่มา Mehr News Agency / AFP / 

จีนลงโทษ 10 ราย เผยแพร่ข้อมูลเท็จเหตุน้ำท่วม-โคลนถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต

จีนลงโทษ 10 ราย เผยแพร่ข้อมูลเท็จเหตุน้ำท่วม-โคลนถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต

31 ส.ค. 2569 16:11 น.

จีนลงโทษ 10 ราย เผยแพร่ข้อมูลเท็จเหตุน้ำท่วม-โคลนถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต

ทางการจีนลงโทษประชาชน 10 คน ฐานเผยแพร่ข่าวลือและข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเหตุน้ำท่วมฉับพลันและโคลนถล่มครั้งใหญ่บริเวณด่านจี๋หลง ในเขตปกครองตนเองทิเบต ซึ่งติดกับชายแดนเนปาล โดยผู้ถูกลงโทษหลายรายเผยแพร่ตัวเลขผู้เสียชีวิตและสูญหายสูงกว่าข้อมูลทางการ ขณะที่ภารกิจกู้ภัยยังคงดำเนินต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลเรื่องฝนตกและสภาพภูมิประเทศที่ยากลำบาก

ทางการจีนเปิดเผยว่า ตำรวจได้ดำเนินการกับประชาชน 10 คน ในคดีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข่าวลือและข้อมูลเท็จทางออนไลน์เกี่ยวกับเหตุโคลนถล่มรุนแรงที่ ด่านจี๋หลง ในเมืองรื่อคาเจ๋อ เขตปกครองตนเองทิเบต ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับเนปาล

กรมความมั่นคงไซเบอร์ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ระบุผ่านบัญชี WeChat อย่างเป็นทางการว่า ตำรวจทั่วประเทศกำลังเดินหน้าปราบปรามการเผยแพร่ข่าวลือบนโลกออนไลน์ โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับข้อมูลเท็จที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติครั้งนี้

เจ้าหน้าที่ระบุว่า บุคคลส่วนใหญ่ใน 10 คดีดังกล่าวมีพฤติกรรมสร้างหรือเผยแพร่ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ไม่เป็นความจริง และถูกลงโทษทางปกครองแล้ว โดยทางการให้เหตุผลว่า การดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยบนโลกออนไลน์ และไม่ให้ข้อมูลเท็จส่งผลกระทบต่อภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย

หนึ่งในกรณีดังกล่าว ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนามสกุล หลิว ถูกตำรวจในนครลาซา เมืองหลวงของทิเบต ลงโทษทางปกครอง หลังเผยแพร่ข้อความอ้างว่า มีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติมากกว่า 3,000 คน

อีกรายหนึ่ง ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนามสกุล โจว ในมณฑลหูหนาน ถูกลงโทษหลังเผยแพร่วิดีโอสั้นที่กล่าวอ้างอย่างไม่ถูกต้องว่า เหตุโคลนถล่มทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10,000 คน

รายงานอีกกรณีระบุว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนามสกุล ชิว โพสต์ข้อความว่า แม้มีรายงานผู้เสียชีวิต 1,400 คน แต่ก่อนหน้านั้นมีการรายงานว่ามีผู้สูญหายถึง 3,000 คน ขณะที่อีกคนหนึ่งนามสกุลหลิวอ้างว่า มีผู้เสียชีวิตในจีนจากโคลนถล่มมากกว่า 3,000 คน อย่างไรก็ตาม ทางการจีนไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่าแต่ละรายได้รับโทษในระดับใด

กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนระบุว่า ตามกฎหมายจีน ผู้ที่จงใจเผยแพร่ข่าวลือหรือข้อมูลเท็จเกี่ยวกับเหตุฉุกเฉิน โรคระบาด ภัยพิบัติ หรือความปลอดภัยสาธารณะ จนก่อให้เกิดความวุ่นวายในสังคม อาจถูกควบคุมตัวทางปกครองเป็นเวลา 5-10 วัน และปรับสูงสุด 1,000 หยวน หรือราว 4,930 บาท และหากการเผยแพร่ข่าวลือก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อสังคม ผู้กระทำผิดอาจถูกดำเนินคดีอาญาและมีโทษจำคุก

รัฐบาลจีนยังออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาจากต่างประเทศที่ว่า ทางการจีนพยายามควบคุมภาพเหตุการณ์ภัยพิบัติและรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริง

กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติเป็นไปอย่าง “เปิดกว้าง โปร่งใส และทันเวลา” พร้อมเตือนว่า การใส่ร้ายหรือสร้างกระแสเกินจริงโดยใช้สถานการณ์ภัยพิบัติเป็นเครื่องมือ จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน อย่างไรก็ตาม เขตทิเบตเป็นพื้นที่ที่ผู้สื่อข่าวต่างชาติเข้าถึงได้อย่างจำกัด ทำให้การตรวจสอบสถานการณ์และประเมินความเสียหายโดยสื่ออิสระเป็นไปได้ยาก

ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังมวลน้ำ โคลน หิน และเศษซากจำนวนมหาศาลไหลทะลักผ่านพื้นที่ภูเขาตามแนวชายแดนเนปาล-ทิเบตเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หมู่บ้านหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก

หน่วยงานด้านภัยพิบัติของเนปาลรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 903 คน และสูญหายอีก 4,247 คน ส่วนฝั่งทิเบตของจีน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 คน และสูญหาย 546 คน ในจำนวนผู้สูญหายฝั่งทิเบต มีชาวต่างชาติ 261 คน ได้แก่ ชาวเนปาล 104 คน อินเดีย 49 คน ลัตเวีย 33 คน และสหรัฐฯ 18 คน

สื่อทางการจีนรายงานว่า โคลนถล่มได้ทำลายพื้นที่ประมาณ 0.7 ตารางกิโลเมตร หรือเทียบเท่าพื้นที่สนามฟุตบอลราว 98 สนาม ด้านประธานาธิบดี สี จิ้นผิง กล่าวว่า จีนกำลังใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการค้นหาผู้สูญหายที่อยู่ในฝั่งจีน

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต แม้ต้องเผชิญกับภูมิประเทศที่อยู่บนพื้นที่สูง หุบเขาสูงชัน และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภารกิจครอบคลุมทั้งการนำดินโคลนออกจากถนน การค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย การตรวจสอบพื้นที่เสี่ยง การฆ่าเชื้อและป้องกันโรค รวมถึงการซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมที่ได้รับความเสียหาย

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีของทางการจีน เผยให้เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยพร้อมสุนัขค้นหา เดินฝ่าซากความเสียหายตามหุบเขาที่ถูกโคลนถล่มกวาดผ่าน ขณะที่บางพื้นที่เจ้าหน้าที่ต้องลุยผ่านโคลนหนา และบางส่วนกำลังซ่อมแซมสายไฟฟ้า ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าระวังฝนที่จะตกลงมาในช่วงไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากอาจทำให้ถนนลื่นและเพิ่มความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย

ก่อนหน้านี้เกิดทะเลสาบแห่งใหม่ขึ้นจากดินถล่มบริเวณใกล้ชายแดน หลังมวลดินและหินปิดกั้นทางน้ำ ทำให้เจ้าหน้าที่กังวลว่า หากน้ำเอ่อล้นอาจทำให้เกิดน้ำท่วมระลอกใหม่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนระบุว่า ทะเลสาบดังกล่าวได้เอ่อล้นและระบายน้ำออกไปเกือบหมดตามธรรมชาติแล้ว ทำให้ความเสี่ยงในส่วนนี้ลดลง

แม้สถานการณ์บางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ภารกิจค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคน โดยเฉพาะบริเวณด่านชายแดนและพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก

ภัยพิบัติครั้งนี้จึงยังคงเป็นภารกิจฉุกเฉินขนาดใหญ่ทั้งฝั่งเนปาลและจีน ขณะที่ทางการจีนพยายามควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน พร้อมเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา China Daily / CNA

นาซาส่ง “กล้องโทรทรรศน์โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ ทำแผนที่จักรวาล-ไขปริศนาพลังงานมืด

นาซาส่ง "กล้องโทรทรรศน์โรมัน" ขึ้นสู่อวกาศ ทำแผนที่จักรวาล-ไขปริศนาพลังงานมืด

31 ส.ค. 2569 15:03 น.

นาซาส่ง “กล้องโทรทรรศน์โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ ทำแผนที่จักรวาล-ไขปริศนาพลังงานมืด

นาซาส่งกล้องโทรทรรศน์ “แนนซี เกรซ โรมัน” ขึ้นสู่อวกาศ ด้วยจรวดฟัลคอนเฮฟวี ของสเปซเอ็กซ์ มุ่งหน้าสู่จุดสังเกตการณ์ห่างจากโลก 1.5 ล้านกิโลเมตร เพื่อเริ่มต้นภารกิจสำรวจและสร้างแผนที่จักรวาลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หวังไขปริศนาสสารมืดและพลังงานมืดที่ครอบคลุม 95% ของจักรวาล

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา ประสบความสำเร็จในการส่งกล้องโทรทรรศน์ “แนนซี เกรซ โรมัน” (Nancy Grace Roman Space Telescope) ขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 ส.ค.) จากศูนย์อวกาศเคนเนดี ในรัฐฟลอริดา เมื่อเวลา 07.26 น. ตามเวลาท้องถิ่น ด้วยจรวดฟัลคอนเฮฟวี ของสเปซเอ็กซ์ ถือเป็นการเปิดฉากภารกิจสำรวจจักรวาลระยะหลายปี เพื่อสร้างแผนที่อวกาศขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และศึกษาปริศนาสำคัญที่สุดบางประการของฟิสิกส์และดาราศาสตร์

กล้องโทรทรรศน์ความสูงกว่า 12 เมตร ได้รับการพัฒนามานานกว่าหนึ่งทศวรรษ ด้วยงบประมาณมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งชื่อตาม แนนซี เกรซ โรมัน นักดาราศาสตร์หญิงผู้บุกเบิกของสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “มารดาแห่งฮับเบิล” เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

จาเรด ไอแซกแมน ผู้บริหารนาซา กล่าวว่ากล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวจะช่วยสร้าง “แผนที่ฉบับใหม่ของจักรวาล” และเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ผลักขอบเขตการค้นพบทางดาราศาสตร์ไปไกลกว่าที่เคย

จุดเด่นสำคัญของกล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน คือ มุมมองการสำรวจท้องฟ้าที่กว้างกว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลมากกว่า 100 เท่า และกว้างกว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ แม้เว็บบ์จะมีความสามารถในการสังเกตรายละเอียดที่สูงกว่า

กล้องโทรทรรศน์จะเดินทางไปยังบริเวณ จุดลากร็องจ์ที่ 2 ของระบบดวงอาทิตย์-โลก หรือ L2 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการเดินทางไปถึงตำแหน่งดังกล่าว จากจุดนี้กล้องจะสามารถสำรวจพื้นที่ขนาดมหาศาลของท้องฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้การมองเห็นในช่วงอินฟราเรด เพื่อตรวจจับแสงจากวัตถุท้องฟ้าที่เดินทางมายังโลกเป็นเวลาหลายพันล้านปี นั่นหมายความว่า นักวิทยาศาสตร์จะสามารถมองย้อนกลับไปในอดีตของจักรวาล และศึกษาว่าจักรวาลก่อตัวและเปลี่ยนแปลงมาอย่างไร

กล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับกล้องโทรทรรศน์และหอดูดาวอื่น ๆ รวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ โดยภารกิจหนึ่งคือการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวนหลายพันดวง นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายตรวจจับซูเปอร์โนวานับหมื่นครั้ง ซึ่งเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตดาวฤกษ์มวลมาก

หนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่สุดของกล้องนี้คือการศึกษาสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ นั่นคือ สสารมืด (Dark Matter) และ พลังงานมืด (Dark Energy) นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าองค์ประกอบทั้งสองรวมกันคิดเป็นประมาณ 95% ของจักรวาล แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันคืออะไร และมีต้นกำเนิดอย่างไร

สสารมืดเชื่อว่าทำหน้าที่คล้าย “กาว” ทางแรงโน้มถ่วง ช่วยยึดโครงสร้างต่าง ๆ ของจักรวาลเข้าด้วยกัน ขณะที่พลังงานมืดเชื่อว่าเป็นแรงผลักที่ทำให้จักรวาลขยายตัวในอัตราที่เพิ่มขึ้น

กล้องจะใช้การสังเกตในช่วงอินฟราเรดเพื่อศึกษาวัตถุที่อยู่ห่างไกลและมีอายุย้อนกลับไปหลายพันล้านปี ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาพัฒนาการของจักรวาลในช่วงเวลาต่าง ๆ และทำความเข้าใจบทบาทของสสารมืดและพลังงานมืดได้ดีขึ้น

อีกไม่กี่สัปดาห์หลังออกเดินทาง เครื่องมือหลักกล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน คือ Wide Field Instrument จะเริ่มทำงาน โดยเป็นกล้องอินฟราเรดความละเอียด 300 ล้านพิกเซล ประกอบด้วยตัวตรวจจับภาพความละเอียดระดับ 4K จำนวน 18 ตัว

นาซาคาดว่ากล้องโรมันจะส่งข้อมูลกลับมายังโลกประมาณ 1.4 เทราไบต์ต่อวัน ซึ่งถือเป็นอัตราการส่งข้อมูลสูงที่สุดในบรรดาภารกิจดาราศาสตร์ของนาซาในปัจจุบัน

ด้วยข้อมูลปริมาณมหาศาล นักวิทยาศาสตร์จะต้องอาศัยการเรียนรู้ของเครื่อง ปัญญาประดิษฐ์ และนักวิทยาศาสตร์พลเมือง ช่วยคัดกรองข้อมูลและค้นหาสัญญาณหรือวัตถุที่มีความสำคัญ ก่อนที่นักดาราศาสตร์จะนำข้อมูลเหล่านั้นไปศึกษาในเชิงลึก

กล้องโทรทรรศน์แนนซี เกรซ โรมัน ถือเป็นภารกิจหลักลำดับที่ 4 ของนาซา ที่ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวดฟัลคอนเฮฟวี  โดยโครงการนี้บริหารจัดการโดยศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด และได้รับความร่วมมือจากห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory, Caltech/IPAC, Space Telescope Science Institute รวมถึงนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยหลายแห่ง

นอกจากนี้ ยังมีบริษัท BAE Systems, L3Harris Technologies และ Teledyne Scientific & Imaging เป็นพันธมิตรภาคอุตสาหกรรมหลัก พร้อมการสนับสนุนจากองค์การอวกาศยุโรป (ESA), องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA), CNES ของฝรั่งเศส และสถาบันมักซ์ พลังค์เพื่อดาราศาสตร์ของเยอรมนี.

ที่มา NASA / AFP

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 2 ปี ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 2 ปี ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

31 ส.ค. 2569 14:19 น.

ศาลเกาหลีใต้สั่งจำคุก 2 ปี ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี ติดสินบนอดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง

ศาลกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุก “ฮัน ฮัก-จา” ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี วัย 83 ปี เป็นเวลา 2 ปี หลังพบความผิดในคดีการติดสินบน ด้วยการมอบของขวัญราคาแพงให้ คิม กอน-ฮี ภริยาของอดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล เพื่อแลกกับการช่วยเหลือผลประโยชน์ขององค์กร รวมถึงคดีมอบเงินผิดกฎหมายให้อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 ศาลกลางกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ มีคำพิพากษาให้ ฮัน ฮัก-จา ผู้นำโบสถ์แห่งความสามัคคี วัย 83 ปี จำคุกเป็นเวลา 2 ปี จากความผิดเกี่ยวกับการติดสินบน รวมถึงการมอบของขวัญราคาแพงให้คิม กอน-ฮี ภริยาของอดีตประธานาธิบดียุน ซอก-ยอล โดยนางฮันเดินทางมาฟังคำพิพากษาที่ศาลในกรุงโซลโดยนั่งรถเข็น สวมชุดนอนและหน้ากากอนามัย โดยมีผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่ติดตามอยู่รอบตัว

ทีมอัยการพิเศษของมิน จุง-กี ซึ่งรับผิดชอบการสอบสวนคดีนี้ ขอให้ศาลลงโทษฮันจำคุก 13 ปี แต่ศาลพิพากษาจำคุกเธอ 2 ปี ศาลพบว่า นางฮันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการมอบ สร้อยคอหรูและกระเป๋าชาแนล ให้คิม กอน-ฮี เมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 ผ่านคนกลาง เพื่อขอความช่วยเหลือและผลประโยชน์บางประการให้แก่โบสถ์แห่งความสามัคคี ศาลจึงพิพากษาว่า นางฮันมีความผิดฐานฝ่าฝืนกฎหมายต่อต้านการรับสินบน

ศาลยังตัดสินว่าฮันสมรู้ร่วมคิดกับอดีตเจ้าหน้าที่ของโบสถ์ ในการมอบเงินจำนวน 100 ล้านวอน หรือประมาณ 2.4 ล้านบาท ให้แก่ ควอน ซอง-ดง ซึ่งขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคพลังประชาชน (PPP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของเกาหลีใต้ในเวลานั้น เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเดือนมกราคม 2022 ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในเดือนมีนาคมปีเดียวกัน

ทีมอัยการพิเศษกล่าวหาว่า ฮันต้องการให้ควอนช่วยเหลือผลประโยชน์ของโบสถ์ หากยุน ซอก-ยอล ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ท้ายที่สุด นายยุนชนะการเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้

ศาลยังพิพากษาว่า ฮันและอดีตเจ้าหน้าที่โบสถ์รายอื่นมีความผิดจากการใช้เงินของโบสถ์บริจาคให้แก่นักการเมืองอย่างผิดกฎหมาย รวมเป็นเงิน 144 ล้านวอน ในเดือนมีนาคม 2022 อย่างไรก็ตาม ศาลยกฟ้องฮันในข้อหายักยอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคดังกล่าว

ศาลยังไม่รับพิจารณาข้อกล่าวหาที่ว่า ฮันยักยอกเงินของโบสถ์จำนวน 787 ล้านวอน เพื่อนำไปสนับสนุนเงินทุนหาเสียงให้แก่นักการเมืองในเนปาลและเซเนกัล ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2022 โดยให้เหตุผลว่าข้อกล่าวหาส่วนนี้อยู่นอกขอบเขตอำนาจการสอบสวนของทีมอัยการพิเศษ

ฮัน ฮัก-จา เป็นภรรยาของ มุน ซอน-มยอง ผู้ก่อตั้งโบสถ์แห่งความสามัคคีในปี 1954 หลังมุนเสียชีวิตในปี 2012 ฮันเข้ารับตำแหน่งผู้นำองค์กร และได้รับการยกย่องจากสมาชิกว่าเป็น “มารดาที่แท้จริง”

โบสถ์แห่งความสามัคคีมีเครือข่ายธุรกิจและกิจการหลายด้าน ทั้งสื่อ การศึกษา และการจัดจำหน่ายอาหาร และเป็นองค์กรที่ถูกจับตามองมานานจากความสัมพันธ์ทางการเมืองในเกาหลีใต้ องค์กรแห่งนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจาก พิธีแต่งงานหมู่ ซึ่งมีการจับคู่ชายหญิงจากหลากหลายประเทศเข้าพิธีแต่งงานพร้อมกัน

โบสถ์แห่งความสามัคคีก่อตั้งขึ้นจากคำสอนของมุน ซอน-มยอง ซึ่งมีแนวคิดทางศาสนาที่มองว่านายมุนมีสถานะเกี่ยวข้องกับการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์ จึงทำให้องค์กรเป็นประเด็นถกเถียงมาตลอดหลายทศวรรษ องค์กรอ้างว่ามีสมาชิกและผู้ติดตามทั่วโลกประมาณ 10 ล้านคน

นางฮันถูกจับกุมในเดือนกันยายน 2025 จากคดีติดสินบนที่เกี่ยวข้องกับคิม กอน-ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของเกาหลีใต้ นับตั้งแต่ถูกจับกุม ฮันถูกย้ายระหว่างสถานกักกันและโรงพยาบาลหลายครั้งเพื่อรับการรักษาพยาบาล โฆษกของโบสถ์แห่งความสามัคคียืนยันต่อสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ฮันถูกศาลกลางกรุงโซลพิพากษาจำคุก 2 ปี พร้อมระบุว่าองค์กรจะออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคำพิพากษาต่อไป

คดีของฮันเกิดขึ้นท่ามกลางการตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างโบสถ์แห่งความสามัคคีกับแวดวงการเมืองที่เข้มข้นขึ้นในเกาหลีใต้ และยังมีประเด็นที่เชื่อมโยงกับญี่ปุ่นด้วย

องค์กรแห่งนี้กลับมาเป็นที่สนใจอย่างมากในญี่ปุ่นหลังการลอบสังหาร ชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในปี 2022 เมื่อผู้ต้องสงสัยก่อเหตุอ้างว่าองค์กรมีส่วนทำให้ครอบครัวของเขาประสบปัญหาทางการเงิน

คำพิพากษาจำคุก 2 ปีของฮันจึงถือเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่สะท้อนการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรศาสนา เงินทุนทางการเมือง และผู้มีอำนาจทางการเมืองในเกาหลีใต้อย่างเข้มข้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา Yonhap / AFP

“มาดูโร” เผยภาพแรกจากเรือนจำสหรัฐฯ พร้อมส่งสารถึงครอบครัว “เรายังเข้มแข็ง”

"มาดูโร" เผยภาพแรกจากเรือนจำสหรัฐฯ พร้อมส่งสารถึงครอบครัว "เรายังเข้มแข็ง"

31 ส.ค. 2569 13:22 น.

“มาดูโร” เผยภาพแรกจากเรือนจำสหรัฐฯ พร้อมส่งสารถึงครอบครัว “เรายังเข้มแข็ง”

“นิโกลัส มาดูโร” อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เผยแพร่ภาพถ่ายจากสถานที่ควบคุมตัวในนครนิวยอร์ก นับเป็นภาพแรกที่เปิดเผยต่อสาธารณะนับตั้งแต่ถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมและนำตัวออกจากเวเนซุเอลาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมาดูโรระบุว่ายังคงเข้มแข็งและมั่นใจ พร้อมส่งกำลังใจถึงครอบครัวและผู้สนับสนุน ขณะที่เขาและภรรยาเตรียมขึ้นศาลในสหรัฐฯ ในข้อหาค้ายาเสพติดและครอบครองอาวุธปืน

นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เผยแพร่ภาพถ่าย 2 ภาพผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของเขาซึ่งเชื่อว่าเป็นภาพแรกของเขาภายในสถานที่ควบคุมตัวในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ถูกกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมเมื่อเดือนมกราคม โดยในภาพ นายมาดูโรสวมชุดวอร์มสีเทา รองเท้าผ้าใบสีขาว ยืนอยู่หน้ากำแพงเรียบ และชูสองนิ้วเป็นสัญลักษณ์สันติภาพ เขาดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงก่อนถูกควบคุมตัว

มาดูโรโพสต์ข้อความเป็นภาษาสเปนผ่านบัญชีของเขาบนแพลตฟอร์ม X และเทเลแกรม โดยระบุว่า ภาพเหล่านี้เป็น “ของขวัญเล็ก ๆ” ที่ต้องการมอบให้กับหลาน ๆ เด็ก ๆ และผู้คนที่รักเขา “ผมต้องการให้พวกคุณรู้ว่า เรายังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง หัวใจของเราเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักจากพวกคุณ”

เขากล่าวต่อว่า เขาและภรรยา ซิเลีย ฟลอเรส ยังคงเข้มแข็ง สงบ และมีความเชื่อมั่น พร้อมกล่าวถึงศรัทธาทางศาสนาว่า “เราจะยังคงเข้มแข็ง สงบ และมั่นใจ พระเจ้าอยู่กับเรา พระเจ้าจะทรงจัดเตรียมทุกสิ่ง เวเนซุเอลาจะกลับมาผงาดอีกครั้ง”

มาดูโรยังกล่าวขอบคุณครอบครัวและผู้สนับสนุนสำหรับคำอธิษฐาน ความช่วยเหลือ และกำลังใจที่ส่งไปถึงเขา พร้อมระบุว่า เขาและภรรยาจะยังคงยืนหยัดด้วยศรัทธาในพระเจ้า

มาดูโรและภรรยาถูกกองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ จับกุมตัวจากกรุงการากัส  ก่อนถูกนำตัวเดินทางมายังสหรัฐฯ

ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ Metropolitan Detention Center ในเขตบรูกลิน นครนิวยอร์ก และถูกดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดและการครอบครองอาวุธปืน ซึ่งทั้งสองให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา รายงานระบุว่า มาดูโรไม่มีสิทธิ์เข้าถึงหนังสือพิมพ์หรืออินเทอร์เน็ตภายในเรือนจำ แต่สามารถพูดคุยทางโทรศัพท์กับครอบครัวและทนายความได้ตามเวลาที่กำหนด

แหล่งข่าวใกล้ชิดอดีตผู้นำเวเนซุเอลาระบุว่า เขาสามารถใช้เวลาโทรศัพท์พูดคุยกับบุคคลภายนอกได้รวมประมาณ 300 นาทีต่อเดือน และแต่ละครั้งจำกัดไม่เกิน 15 นาที ขณะที่รายงานอีกฉบับระบุว่า เขามีเวลาในการสนทนากับบุคคลภายนอกประมาณ 510 นาทีต่อเดือน

นิโกลัส มาดูโร เกร์รา บุตรชายของมาดูโร เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ El País ว่า นับตั้งแต่ถูกคุมขัง บิดาของเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านพระคัมภีร์ไบเบิล และแลกเปลี่ยนหนังสือกับบุคคลอื่น

แม้มาดูโรจะเผยแพร่ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 30 ส.ค. แต่ข้อมูลเวลาที่ปรากฏในภาพทั้งสองระบุว่า ภาพดังกล่าวถ่ายเมื่อวันที่ 25 มิ.ย. หรือเพียงหนึ่งวันหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งในพื้นที่ตอนเหนือของเวเนซุเอลา แผ่นดินไหวครั้งนั้นมีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,500 คน และสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในพื้นที่ใกล้กรุงการากัส

สำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า ได้พยายามติดต่อสถานที่ควบคุมตัวเพื่อสอบถามว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพจริงหรือไม่ และได้รับอนุญาตให้เผยแพร่หรือไม่ แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ 

การเผยแพร่ภาพของมาดูโรเกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากเดลซี โรดริเกซ ผู้นำชั่วคราวของเวเนซุเอลา ประกาศข้อตกลงด้านน้ำมันครั้งสำคัญกับสหรัฐฯ โดยเปิดทางให้บริษัทของสหรัฐฯ เข้าไปดำเนินงานในแหล่งน้ำมันของเวเนซุเอลา รายงานบางฉบับระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวให้อำนาจสหรัฐฯ ในการควบคุมผลประโยชน์ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำมันสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งถือเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ข้อตกลงดังกล่าวยังมีนัยสำคัญต่อภาคพลังงานของสหรัฐฯ ในช่วงที่ตลาดน้ำมันทั่วโลกกำลังได้รับแรงกดดันจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น

ศาลรัฐบาลกลางในนครนิวยอร์กประกาศว่า การพิจารณาคดีของมาดูโรและฟลอเรส มีกำหนดเริ่มต้นในวันที่ 1 มิ.ย. 2027 ทั้งคู่ให้การปฏิเสธความผิด และกำลังเผชิญข้อกล่าวหาสมคบคิดเพื่อลักลอบนำโคเคนเข้าสหรัฐฯ หากคณะลูกขุนตัดสินว่ามีความผิด ทั้งสองอาจเผชิญโทษจำคุกสูงสุดถึงตลอดชีวิต

การควบคุมตัวมาดูโรเกิดขึ้นหลังปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในกรุงการากัส ซึ่งนำไปสู่การจับกุมและนำตัวอดีตผู้นำเวเนซุเอลามายังสหรัฐฯ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลเวเนซุเอลากับรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

ภาพล่าสุดจึงถือเป็นครั้งแรกที่สาธารณชนได้เห็นสภาพของมาดูโรภายในสถานที่ควบคุมตัว หลังหายไปจากสายตาสาธารณะเป็นเวลาหลายเดือน โดยเจ้าตัวยืนยันผ่านข้อความว่า ยังคง “เข้มแข็ง สงบ และมั่นใจ” แม้ต้องเผชิญกับกระบวนการยุติธรรมในสหรัฐฯ ที่อาจกำหนดอนาคตของเขาไปอีกหลายปี.

ที่มา Al Jazeera / FOX News

“อี ยงจู” นักแสดงเกาหลีจาก Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี

"อี ยงจู" นักแสดงเกาหลีจาก Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี

31 ส.ค. 2569 13:06 น.

“อี ยงจู” นักแสดงเกาหลีจาก Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี

ข่าวเศร้าวงการบันเทิงเกาหลีใต้ “อี ยงจู” นักแสดงหนุ่มจากซีรีส์ดัง Blue Tower และ Princess Hours เสียชีวิตกะทันหันในวัย 44 ปี โดยสื่อรายงานว่าเขาเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้น

ตามรายงานของ Chosun Daily ระบุว่า อี ยงจู เสียชีวิตเมื่อวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยเพื่อนสนิทของนักแสดงเป็นผู้ประกาศข่าวการเสียชีวิตผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมยอมรับว่า ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของเขายังคงเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อ

หลังข่าวการเสียชีวิตเผยแพร่ออกไป คิม โฮชาง นักแสดงร่วมจากซีรีส์ Blue Tower ได้โพสต์ภาพถ่ายหมู่ของนักแสดงและทีมงานจากละครเรื่องดังกล่าว เพื่อร่วมไว้อาลัยให้กับเพื่อนร่วมวงการที่จากไป

ในภาพดังกล่าวยังมีนักแสดง ซง ยองแจ และแพ็ก บงกี รวมถึงโปรดิวเซอร์ มิน จินกี ร่วมเฟรมด้วย

คิม โฮชาง เล่าย้อนถึงบทสนทนาที่เขาเพิ่งพูดคุยกับอี ยงจู โดยก่อนหน้านี้เขาเคยบอกกับนักแสดงรุ่นพี่ว่า กำลังคิดที่จะเลิกทำงานในวงการบันเทิง แต่อี ยงจูกลับให้กำลังใจและบอกให้เขาเดินหน้าต่อไป

เขาเล่าว่า อี ยงจู เคยพูดกับเขาว่า “โฮชาง นายทำได้แน่ ในฐานะน้องเล็กของครอบครัว Blue Tower อย่ายอมแพ้และเดินต่อไปให้สุด” คิม โฮชาง จึงตอบกลับว่า เขาจะเชื่อคำพูดของรุ่นพี่และเดินหน้าต่อไป 

นอกจากนี้ คิม โฮชาง ยังเผยว่า ทั้งคู่เคยวางแผนว่าจะดื่มด้วยกันหลังจากเขาขึ้นแสดงในเดือนหน้า พร้อมบอกว่าเขาและเพื่อนนักแสดงจาก Blue Tower จะไปพบอี ยงจูอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้

การเสียชีวิตของอี ยงจูยังทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพหัวใจของเขาที่เคยเปิดเผยต่อสาธารณะได้รับความสนใจอีกครั้ง

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา อี ยงจูเคยปรากฏตัวในรายการบน YouTube ของนักแสดงร่วมวงการอย่าง อี จงฮยอก โดยเขาเปิดเผยว่าเคยมีปัญหาบางอย่างเกี่ยวกับหัวใจ และด้วยภาวะดังกล่าว ทำให้เขาได้รับการยกเว้นจากการเข้ารับราชการทหารภาคบังคับในเกาหลีใต้

สื่อเกาหลีบางแห่งรายงานว่า อี ยงจู เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (Hypertrophic Cardiomyopathy) ซึ่งเป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจมีความหนามากกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวยัง ไม่ได้ยืนยันว่าภาวะกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเสียชีวิตของเขาหรือไม่

อี ยงจู เริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงจากการเป็นนายแบบ ก่อนก้าวเข้าสู่งานแสดงด้วยบทเล็ก ๆ ในภาพยนตร์ Doma Ahn Jung-geun เมื่อปี 2004

หลังจากนั้นเขามีผลงานทั้งภาพยนตร์และซีรีส์หลายเรื่อง อาทิ Princess Hours, Rude Miss Young-ae และ Two Women’s Room

อย่างไรก็ตาม บทบาทที่ทำให้เขาเป็นที่จดจำมากขึ้นคือการรับบทเป็น ทหารใหม่จอมซุ่มซ่าม ในซีรีส์แนวซิตคอมทหารเรื่อง Blue Tower ของ tvN เมื่อปี 2013 ซึ่งทำให้เขาได้รับความสนใจจากผู้ชมในวงกว้าง ต่อมาเขายังมีผลงานในซีรีส์แนวทหารเรื่อง New Recruit เมื่อปี 2022

การจากไปอย่างกะทันหันของอี ยงจู ในวัยเพียง 44 ปี สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับเพื่อนร่วมวงการและแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานของเขา โดยเฉพาะบทบาทใน Blue Tower ที่กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่จดจำในวงการบันเทิงเกาหลีใต้.

ที่มา : channelnewsasia