สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน บุกทลาย บ.จัดการกองทุน พัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน บุกทลาย บ.จัดการกองทุน พัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

10 มี.ค. 2569 11:43 น.

สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน บุกทลาย บ.จัดการกองทุน พัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

ตำรวจและหน่วยงานกำกับการเงินสิงคโปร์เปิดปฏิบัติการบุกตรวจค้นบริษัท Capital Asia Investments (CAI) หลังพบพิรุธเอี่ยวเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สั่งอายัดทรัพย์สินในบัญชีธนาคารและหลักทรัพย์รวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเกือบ 4 พันล้านบาท พร้อมรวบตัว 2 ผู้อำนวยการบริษัทดำเนินคดี

ทางการสิงคโปร์เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมทางการเงินครั้งใหญ่ โดยเป็นการร่วมมือระหว่างกองกำลังตำรวจสิงคโปร์ (SPF) และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เข้าตรวจสอบบริษัทจัดการกองทุนที่ได้รับใบอนุญาตรายหนึ่ง หลังต้องสงสัยว่าพัวพันกับขบวนการฟอกเงิน โดยมีการสั่งอายัดทรัพย์สินในบัญชีธนาคารและบัญชีหลักทรัพย์รวมมูลค่ากว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3,988 ล้านบาท)

แถลงการณ์ร่วมของหน่วยงานระบุว่า ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่บริษัท Capital Asia Investments (CAI) ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้อำนวยการบริษัทจำนวน 2 ราย

ด้าน MAS เปิดเผยว่า ได้ทำการตรวจสอบกิจกรรมของบริษัทดังกล่าวหลังจากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่อาจผิดกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่าบริษัทมี “ข้อบกพร่องร้ายแรงในการควบคุม” โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ขณะที่กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ระบุเพิ่มเติมว่า ได้รับข้อมูลข่าวกรองทางการเงินจากสำนักงานรายงานธุรกรรมที่ต้องสงสัย เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของ Capital Asia Investments และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ โดยระบุว่าเงินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นมาจากกิจกรรมอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งในต่างประเทศ รวมถึงขบวนการหลอกลวงต้มตุ๋น หรือ สแกมเมอร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อขอข้อมูลและขยายผลการสอบสวน

สำหรับบทลงโทษในความผิดฐานฟอกเงินในสิงคโปร์ มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี หรือปรับสูงสุด 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ความผิดภายใต้พระราชบัญญัติบริการทางการเงินและตลาดปี 2022 มีโทษปรับสูงสุดถึง 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และอาจมีค่าปรับเพิ่มเติมหากยังคงกระทำความผิดต่อไป

แถลงการณ์ระบุว่า “สิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันไม่ให้บุคคลหรือองค์กรใดๆ ใช้ระบบการเงินของประเทศเพื่อการฟอกเงินหรือกิจกรรมอาชญากรรมอื่นๆ โดยตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด”.

ที่มา CNA

ครูอเมริกันเสียชีวิต หลังแผนแกล้ง “โยนทิชชู่” ของนักเรียนทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน

ครูอเมริกันเสียชีวิต หลังแผนแกล้ง "โยนทิชชู่" ของนักเรียนทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน

10 มี.ค. 2569 11:20 น.

ครูอเมริกันเสียชีวิต หลังแผนแกล้ง “โยนทิชชู่” ของนักเรียนทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน

เกิดเหตุโศกนาฏกรรมในรัฐจอร์เจียของสหรัฐฯ เมื่อครูมัธยมตั้งใจจะออกมาเซอร์ไพรส์จับผิดกลุ่มนักเรียนที่มาแกล้งโยนกระดาษทิชชู่หน้าบ้าน แต่กลับลื่นล้มจนถูกรถของลูกศิษย์ทับเสียชีวิต ขณะที่ครอบครัวของครูผู้ตายวอนศาลถอนฟ้องเด็ก ชี้เป็นอุบัติเหตุและไม่อยากให้ชีวิตเด็กต้องพังเพราะความผิดพลาดนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ รายงานอุบัติเหตุสะเทือนขวัญที่ครูมัธยมปลายรายหนึ่งถูกรถของนักเรียนทับเสียชีวิตบริเวณหน้าบ้านพักของตนเอง หลังจากแผนการแกล้งล้อเล่นของนักเรียนด้วยการนำกระดาษชำระมาโยนพาดบนต้นไม้เกิดความผิดพลาดอย่างรุนแรง

ผู้เสียชีวิตคือ นายเจสัน ฮิวจ์ส วัย 40 ปี ครูสอนคณิตศาสตร์และโค้ชกอล์ฟที่โรงเรียนมัธยมปลาย นอร์ธฮอลล์ ในเมืองเกนส์วิลล์ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่กลุ่มนักเรียนนำม้วนกระดาษชำระมาโยนเล่นหน้าบ้านของเขาเพื่อเป็นการล้อเล่น เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา นายฮิวจ์สได้เดินออกมาจากบ้านเพื่อตั้งใจจะทำให้กลุ่มนักเรียนตกใจที่ถูกจับได้ แต่ในจังหวะนั้นเขาเกิดสะดุดและลื่นล้มลงบนพื้นถนนที่เปียกแฉะจากฝน ขณะเดียวกันกลุ่มนักเรียนที่ตกใจได้พยายามขับรถหนีออกจากที่เกิดเหตุด้วยรถยนต์ 2 คัน เป็นเหตุให้หนึ่งในรถคันดังกล่าวทับร่างของนายฮิวจ์สโดยไม่ตั้งใจ

นายเจเดน ไรอัน วอลเลซ วัย 18 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าว ถูกตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยประมาทด้วยยานพาหนะ นอกจากนี้ วอลเลซและเพื่อนวัย 18 ปีอีก 4 คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ยังถูกตั้งข้อหาบุกรุกโดยเจตนาและทิ้งขยะในพื้นที่ส่วนบุคคลอีกด้วย อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าหลังเกิดเหตุ วอลเลซและเพื่อนอีก 2 คนได้หยุดรถและลงมาช่วยเหลือครูฮิวจ์สทันทีก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึงเพื่อนำตัวเขาส่งโรงพยาบาล

ทางด้าน นางลอร่า ฮิวจ์ส ภรรยาของผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นครูในโรงเรียนเดียวกัน ได้ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทม์สว่า สามีของเธอทราบเรื่องแผนการแกล้งนี้ล่วงหน้า และเขาก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้แอบออกมาจับผิดลูกศิษย์ เธอยืนยันว่าครอบครัวสนับสนุนให้มีการถอนฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

นางลอร่ากล่าว “นี่คือโศกนาฏกรรมที่เลวร้าย และครอบครัวของเรามุ่งมั่นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อนที่จะมาทำลายชีวิตของนักเรียนเหล่านี้ เพราะมันจะขัดต่อความตั้งใจตลอดชีวิตของเจสันที่อุทิศตนเพื่อพัฒนาชีวิตเด็กๆ” 

โฆษกเขตการศึกษาฮอลล์เคาน์ตี้ ระบุว่า นายฮิวจ์สจะถูกจดจำในฐานะครูที่มีความมุ่งมั่น เป็นที่ปรึกษา และเป็นโค้ชที่ได้รับความเคารพรักจากทั้งลูกศิษย์และเพื่อนร่วมงาน ขณะที่สมาชิกในชุมชนได้ร่วมกันจัดพื้นที่ไว้อาลัยบริเวณหน้าโรงเรียนที่เขาเคยสอนเพื่อรำลึกถึงคุณความดีของเขา.

ที่มา BBC

เกาหลีเหนือยกเลิก “เปียงยางมาราธอน 2026” กะทันหัน โดยไม่ชี้แจงเหตุผล

เกาหลีเหนือยกเลิก "เปียงยางมาราธอน 2026" กะทันหัน โดยไม่ชี้แจงเหตุผล

10 มี.ค. 2569 10:39 น.

เกาหลีเหนือยกเลิก “เปียงยางมาราธอน 2026” กะทันหัน โดยไม่ชี้แจงเหตุผล

เกาหลีเหนือประกาศยกเลิกการแข่งขัน “เปียงยางมาราธอน” ประจำปี 2026 อย่างกะทันหัน โดยระบุเพียงว่าเกิดจาก “บางเหตุผล” โดยไม่มีการชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่บริษัททัวร์พันธมิตรเผยการตัดสินใจมาจากระดับที่สูงกว่าผู้จัดงาน

การแข่งขันวิ่งมาราธอนนานาชาติ “เปียงยางมาราธอน” ของเกาหลีเหนือ ซึ่งเดิมกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 5 เมษายน 2026 ถูกประกาศยกเลิกอย่างกะทันหัน โดยบริษัทโครยอ ทัวร์ส (Koryo Tours) ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน ระบุว่าได้รับแจ้งจากสมาคมกรีฑาของเกาหลีเหนือเกี่ยวกับการยกเลิกดังกล่าว

ข้อความที่บริษัททัวร์อ้างว่าเป็นของเลขาธิการสมาคมกรีฑาเกาหลีเหนือ ระบุเพียงว่า การแข่งขันถูกยกเลิก “เนื่องจากบางเหตุผล” พร้อมขอบคุณนักวิ่งมาราธอนทั้งระดับอาชีพและสมัครเล่นจากทั่วโลกที่ให้ความสนใจเข้าร่วม “เปียงยาง อินเตอร์เนชันแนล มาราธอน” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการตัดสินใจครั้งนี้

บริษัท Koryo Tours ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ระบุว่าเข้าใจว่าการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นที่สิ้นสุด และน่าจะเป็นการตัดสินใจจากระดับที่สูงกว่าผู้จัดงานโดยตรง พร้อมทั้งระบุว่าผู้จัดงานและพันธมิตรของการแข่งขันไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และยอมรับว่าการประกาศครั้งนี้อาจสร้างความผิดหวังให้กับนักวิ่งจำนวนมากที่ลงทะเบียนหรือกำลังวางแผนเข้าร่วม

บริษัททัวร์ดังกล่าวจัดแพ็กเกจเดินทางสำหรับนักวิ่งต่างชาติ โดยออกเดินทางจากกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และเสิ่นหยาง ราคาตั้งแต่ 2,529 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 80,321 บาท) สำหรับการเข้าพัก 2 คืนครึ่งในกรุงเปียงยาง รวมสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันและการท่องเที่ยวสถานที่สำคัญในเมืองหลวง ซึ่งตั๋วสำหรับปีนี้ถูกจำหน่ายหมดแล้วตามข้อมูลในเว็บไซต์ของบริษัท

ทั้งนี้ บริษัทระบุว่าจะคืนเงินมัดจำทั้งหมดให้กับผู้สมัคร และเปิดโอกาสให้นักวิ่งสามารถเก็บเงินมัดจำไว้ใช้สำหรับกิจกรรมในอนาคตหรือทัวร์เกาหลีเหนือครั้งอื่นได้ ขณะที่กำหนดการจัดการแข่งขันในปี 2027 ยังไม่ได้ประกาศ

การแข่งขันเปียงยางมาราธอนเริ่มจัดครั้งแรกในปี 1981 เพื่อเฉลิมฉลองวันเกิดของนายคิม อิลซุง ผู้นำผู้ก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือ และเปิดให้ทั้งนักวิ่งสมัครเล่นและนักกีฬาระดับอาชีพเข้าร่วม โดยมีหลายระยะทาง ได้แก่ 5 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร ฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร และฟูลมาราธอน 42.2 กิโลเมตร

การแข่งขันเพิ่งกลับมาจัดอีกครั้งเมื่อปีที่ผ่านมา หลังถูกระงับติดต่อกันนานถึง 5 ปี เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19.

ที่มา BBC

สายการบินทั่วโลกทยอยขึ้นตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

สายการบินทั่วโลกทยอยขึ้นตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

10 มี.ค. 2569 10:28 น.

สายการบินทั่วโลกทยอยขึ้นตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามตะวันออกกลาง

วิกฤตสงครามสหรัฐ–อิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่ง ทำต้นทุนน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลายสายการบินเริ่มปรับขึ้นราคาตั๋ว พร้อมเตือนอาจขึ้นราคาเพิ่ม หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ

สายการบินทั่วโลกเริ่มปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบิน หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยแอร์นิวซีแลนด์ เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (10 มีนาคม) ว่า ได้ปรับขึ้นค่าโดยสารแล้ว และอาจต้องขึ้นราคาเพิ่มเติม หากราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูง

สายการบินแห่งชาติของนิวซีแลนด์ระบุว่า ราคาน้ำมันเครื่องบินซึ่งก่อนเกิดความขัดแย้งอยู่ที่ประมาณ 85–90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ได้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 150–200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

บริษัทจึงตัดสินใจระงับการคาดการณ์ผลประกอบการปี 2026 เนื่องจากสถานการณ์สงครามยังมีความไม่แน่นอนสูงโดยข้อมูลจากสำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า สายการบินแอร์นิวซีแลนด์ ระบุว่าได้ปรับขึ้นราคาตั๋วแบบเที่ยวเดียวในชั้นประหยัด ได้แก่เที่ยวบินภายในประเทศ เพิ่ม 10 ดอลลาร์นิวซีแลนด์, เที่ยวบินระยะสั้นระหว่างประเทศ เพิ่ม 20 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ และเที่ยวบินระยะไกล เพิ่ม 90 ดอลลาร์นิวซีแลนด์

แม้ว่าราคาตั๋วในเส้นทาง เอเชีย–ยุโรป จะเพิ่มขึ้นอยู่แล้วจากการปิดน่านฟ้าและข้อจำกัดด้านความจุเที่ยวบิน แต่ แอร์นิวซีแลนด์ถือเป็นหนึ่งในสายการบินแรก ๆ ที่ประกาศปรับขึ้นราคาตั๋วในวงกว้างนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น

สายการบินระบุว่า หากความขัดแย้งทำให้ต้นทุนน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ก็อาจต้องปรับราคาเพิ่มเติม รวมถึงปรับเครือข่ายเส้นทางบินและตารางเที่ยวบินตามสถานการณ์

สายการบินเอเชียรับผลกระทบหนัก

ขณะที่สายการบินเวียดนาม แอร์ไลน์ ได้ยื่นขอให้รัฐบาลเวียดนามยกเลิกภาษีสิ่งแวดล้อมสำหรับน้ำมันเครื่องบิน เพื่อช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน

รัฐบาลเวียดนามเปิดเผยว่า ต้นทุนการดำเนินงานของสายการบินในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 60–70% จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และผู้จัดหาน้ำมันก็เริ่มเผชิญปัญหาในการตอบสนองความต้องการของสายการบิน

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสายการบินเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุเมื่อวันจันทร์ว่า สงครามอาจยุติลงได้ในเร็ว ๆ นี้

คำกล่าวดังกล่าวทำให้ตลาดผันผวน โดยราคาน้ำมันปรับลดลงเหลือประมาณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในวันอังคาร จากระดับสูงสุด 119 ดอลลาร์ ในวันก่อนหน้า

ขณะที่หุ้นสายการบินในเอเชียเริ่มทรงตัว ได้แก่ แอร์นิวซีแลนด์ ปรับขึ้น 2% หลังจากร่วงเกือบ 8% วันก่อนหน้า , โคเรียน แอร์ เพิ่มขึ้น 6% หลังลดลง 8.6%, สายการบินแควนตัส เพิ่มขึ้นมากกว่า 1% และเจแปน แอร์ไลน์สปรับขึ้นมากกว่า 2% ซึ่งโดยปกติแล้ว ค่าเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนอันดับสองของสายการบิน รองจากค่าแรง คิดเป็นประมาณ 20–25% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน

สงครามกระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลก

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและการปิดน่านฟ้าในบางพื้นที่ ทำให้สายการบินต้องบินอ้อมหลีกเลี่ยงพื้นที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ความจุเที่ยวบินลดลง และราคาตั๋วในบางเส้นทางพุ่งสูง

โดยข้อมูลจาก บริษัท ซิเรียม ผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการบินระดับโลก ระบุว่า สายการบินตะวันออกกลาง ได้แก่ Emirates , Qatar Airways และEtihad Airways ปกติแล้วให้บริการผู้โดยสารประมาณ หนึ่งในสามของเส้นทางยุโรป–เอเชีย และมากกว่าครึ่งของผู้โดยสารที่เดินทางจากยุโรปไปยัง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และหมู่เกาะแปซิฟิก

ผลกระทบยังลุกลามไปถึงธุรกิจท่องเที่ยว โดยบริษัททัวร์เกาหลีใต้ฮานา ทัวร์ เซอร์วิส ประกาศยกเลิกทัวร์ที่ต้องบินผ่านตะวันออกกลาง เช่น การเดินทางไปดูไบ หรือเที่ยวบินต่อเครื่องผ่านดูไบไปยุโรป พร้อมยกเว้นค่าธรรมเนียมยกเลิกให้ลูกค้า

ขณะที่ในประเทศไทยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดการณ์ว่า หากสงครามยืดเยื้อนานกว่า 8 สัปดาห์ ประเทศไทยอาจสูญเสียนักท่องเที่ยวถึง 595,974 คน และสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 40,900 ล้านบาท

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังเริ่มลุกลามไปสู่ อุตสาหกรรมการบิน การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจโลก อย่างมีนัยสำคัญ.

ที่มา : channelnewsasia

อิหร่านท้าชนสหรัฐ! ประกาศ “รอรับกองเรือสหรัฐฯ” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ชะตาสงครามอยู่ในมือเตหะราน

อิหร่านท้าชนสหรัฐ! ประกาศ "รอรับกองเรือสหรัฐฯ" ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ชะตาสงครามอยู่ในมือเตหะราน

10 มี.ค. 2569 09:36 น.

อิหร่านท้าชนสหรัฐ! ประกาศ “รอรับกองเรือสหรัฐฯ” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ชะตาสงครามอยู่ในมือเตหะราน

สงครามตะวันออกกลางทวีความตึงเครียด หลังโฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านระบุ กองทัพอิหร่านกำลัง “รอคอย” กองเรือสหรัฐในช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมย้ำว่าการยุติสงครามขึ้นอยู่กับอิหร่าน

พลตรี อาลี โมฮัมหมัด นาอีนี โฆษกของ Islamic Revolutionary Guard Corps หรือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของรัฐอิหร่านในช่วงเช้าวันอังคาร ระบุว่ากองทัพอิหร่านกำลังรอคอยที่จะเผชิญหน้ากับกองเรือของสหรัฐที่กำลังมุ่งหน้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าทิศทางของสงครามในภูมิภาคขณะนี้จะยุติหรือเดินหน้าต่อ อยู่ในมือของอิหร่านเท่านั้น

นาอีนีกล่าวว่ากองกำลังติดอาวุธของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลัง “เฝ้ารอ” การมาถึงของกองเรือรบสหรัฐในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส เจอรัลด์ ฟอร์ด ด้วย ( USS Gerald R. Ford)

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ โดยกล่าวถึงมาตรการปกป้องการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและสินค้าทางทะเลที่สำคัญของโลก

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของโลก เนื่องจากมีน้ำมันดิบจำนวนมหาศาลถูกลำเลียงผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน การเผชิญหน้าทางทหารในพื้นที่จึงสร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : CNN

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

10 มี.ค. 2569 08:31 น.

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ความตึงเครียดตะวันออกกลางทวีความรุนแรง เมื่อทรัมป์เตือนอิหร่านว่า หากพยายามปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก สหรัฐจะโจมตีครั้งใหญ่จนทำให้อิหร่านไม่สามารถฟื้นตัวได้อีก

ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ออกคำเตือนอย่างรุนแรงต่ออิหร่านเมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่า สหรัฐจะโจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากเตหะรานพยายามขัดขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานสำคัญของโลก

ทรัมป์ระบุว่า หากอิหร่านดำเนินการปิดช่องแคบหรือขัดขวางการเดินเรือ สหรัฐจะโจมตีเป้าหมายที่สามารถทำลายได้ง่าย ซึ่งจะทำให้อิหร่านแทบไม่สามารถฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานสำคัญได้อีก

ผู้นำสหรัฐยังใช้ถ้อยคำแข็งกร้าวว่า “ความตาย  ไฟ และความพิโรธจะถาโถมใส่พวกเขา” แต่เขายังหวังและภาวนา ว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นจริง

ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) แถลงก่อนหน้านี้ในวันเดียวกันว่า ประเทศอาหรับหรือยุโรปใดก็ตามที่ขับไล่เอกอัครราชทูตของอิสราเอลและสหรัฐออกจากประเทศของตน จะได้รับอนุญาตให้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรีตั้งแต่วันอังคารเป็นต้นไป

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดคอขวดด้านพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีน้ำมันดิบประมาณ 1 ใน 5 ของการขนส่งทั่วโลก ต้องผ่านเส้นทางเดินเรือแห่งนี้ ทำให้ความตึงเครียดในพื้นที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและความมั่นคงพลังงานของหลายประเทศ

จีนและหลายประเทศในเอเชียต้องพึ่งพาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าวเป็นหลัก โดยการสู้รบในภูมิภาคทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงักตั้งแต่สงครามเริ่มต้น.

ที่มา : CNN

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

10 มี.ค. 2569 06:21 น.

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

(ภาพจาก Sputnik agency)

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย ได้โทรศัพท์คุยกับวลาดิเมียร์ ปูตินแล้ว โดยผู้นำรัสเซียบอกว่าอยากช่วยเหลือเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ทรัมป์สวนกลับไปว่า ทำให้สงครามยูเครนจบลงจะช่วยได้มากกว่า

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวที่เมืองโดรัล รัฐฟลอริดา ว่า เขาได้โทรศัพท์พูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียแล้ว และเป็นการพูดคุยที่ยอดเยี่ยมมาก โดยผู้นำรัสเซีย “อยากจะให้ความช่วยเหลือ” เรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

นี่นับเป็นครั้งแรกที่ผู้นำทั้งสองต่อสายโทรศัพท์คุยกันนับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. โดยนายทรัมป์กล่าวว่า เขาได้หารือเรื่องสงครามในตะวันออกกลางที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น และปูติน “อยากจะช่วย”

“ผมบอกไปว่า “คุณจะช่วยได้มากกว่านี้ถ้าทำให้สงครามยูเครน-รัสเซียจบสิ้นลงเสียที”” ทรัมป์กล่าว และย้ำว่า “นั่นจะเป็นการช่วยที่มีประโยชน์มากกว่า” โดยนายทรัมป์บอกด้วยว่า เรื่องยูเครนเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่เขาก็คิดว่า “มันเป็นการพูดคุยเชิงบวกในหัวข้อนั้น”

ด้านนาย ยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษารัฐบาลเครมลินของรัสเซีย ยืนยันว่า นายปูตินกับนายทรัมป์ได้ต่อสายโทรศัพท์คุยกันนานประมาณ 1 ชั่วโมง โดยที่สหรัฐฯ เป็นฝ่ายติดต่อมาเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ระหว่างประเทศล่าสุด

นายอูชาคอฟบอกว่า บทสนทนาเน้นหนักไปที่ความขัดแย้งในอิหร่าน และการเจรจาสามฝ่ายระหว่างมอสโก วอชิงตัน และเคียฟ เพื่อมุ่งหวังที่จะยุติความขัดแย้งในยูเครน โดยการพูดคุยของผู้นำทั้งสองเป็นไปในลักษณะ “จริงจัง เปิดเผย และสร้างสรรค์” พร้อมเสริมว่าผู้นำทั้งสองได้แสดงความพร้อมที่จะติดต่อสื่อสารกันอย่างสม่ำเสมอต่อไป

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าวอชิงตันมีความสนใจที่จะเห็นการสู้รบระหว่างมอสโกและเคียฟยุติลง และต้องการบรรลุข้อตกลงระยะยาวเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในยูเครน ซึ่งทางด้านปูตินได้กล่าวขอบคุณทรัมป์สำหรับความพยายามอย่างต่อเนื่องของคณะบริหารในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย

นอกจากนี้ ปูตินยังได้แบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในอิหร่าน และเล่าให้ทรัมป์ฟังเกี่ยวกับการหารือของเขากับเหล่าผู้นำในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงประธานาธิบดี มาซูด เปเซซเคียน ของอิหร่าน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในขณะที่ทรัมป์เองก็ได้แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ดังกล่าวเช่นกัน โดยอูชาคอฟกล่าวสรุปว่าทั้งคู่มีการหารือในประเด็นนี้อย่าง “ลึกซึ้งและมีเนื้อหาสาระสำคัญ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , rt

ทรัมป์ลั่น ไม่หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง แต่เล็งผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน

ทรัมป์ลั่น ไม่หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง แต่เล็งผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน

10 มี.ค. 2569 05:56 น.

ทรัมป์ลั่น ไม่หวั่นราคาน้ำมันพุ่ง แต่เล็งผ่อนคว่ำบาตรน้ำมัน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเพราะสงครามกับอิหร่าน ในท้ายที่สุดจะทำให้ราคาลดลง อย่างไรก็ตาม เขาเผยด้วยว่ากำลังเตรียมผ่อนคลายการคว่ำบาตรน้ำมันในบางประเทศ เพื่อลดราคาพลังงาน

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวที่เมืองโดรัล รัฐฟลอริดา โดยระบุว่า สหรัฐฯ มีความคืบหน้าอย่างมากในสงครามกับอิหร่าน โดยบ่งชี้ว่าปฏิบัติการครั้งนี้ “ค่อนข้างเสร็จสมบูรณ์”

“เรากำลังก้าวรุดหน้าไปอย่างมากในการบรรลุเป้าหมายทางการทหารของเรา และบางคนอาจพูดได้ว่าเป้าหมายเหล่านั้นค่อนข้างเสร็จสมบูรณ์” ทรัมป์กล่าว “เราได้กวาดล้างกองกำลังทุกหน่วยในอิหร่านออกไปอย่างราบคาบ”

นายทรัมป์บอกอีกว่า สหรัฐฯ ได้โจมตีเป้าหมายไปแล้วกว่า 5,000 แห่งนับตั้งแต่สงครามในอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ซึ่ง “บางแห่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญมาก” แต่กองทัพสหรัฐฯ กำลังละเว้น “เป้าหมายที่สำคัญที่สุดบางแห่งไว้ภายหลัง ในกรณีที่เราจำเป็นต้องทำ”

“ถ้าเราโจมตีเป้าหมายเหล่านั้น พวกเขาจะต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าและสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย” เขากล่าวต่อ

ผู้นำสหรัฐฯ อ้างด้วยว่า อิหร่านยังคงแสดงความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง ในระหว่างการเจรจากับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นถึง 3 รอบซึ่งจบลงโดยที่ไม่มีการบรรลุข้อตกลงใด ๆ ก่อนที่สงครามจะปะทุ

“แม้จะมีโอกาสนับครั้งไม่ถ้วนในการละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ ซึ่งพวกเขาเพิ่งได้รับไปเมื่อไม่นานมานี้ แต่พวกเขากลับบอกกับคุณวิตคอฟฟ์… พวกเขาพูดออกมาจริง ๆ ว่า ‘เราต้องการสร้างมันต่อไป’” เขาสรุปมุมมองของฝ่ายอิหร่านแบบสั้น ๆ ว่า “โดยพื้นฐานแล้ว สรุปง่าย ๆ เลยก็คือ ‘เราต้องการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป’”

ทรัมป์คาดการณ์ว่า หากสหรัฐฯ ไม่โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน “อิหร่านคงมีอาวุธนิวเคลียร์ไปแล้ว และคงจะใช้มันไปนานก่อนหน้านี้ และอย่างน้อยที่สุด อิสราเอลก็คงจะถูกกวาดล้างไปแล้ว”

โดนัลด์ ทรัมป์ ยังประณามอิหร่านว่า “โง่เขลาอย่างยิ่ง” ที่โจมตีประเทศเพื่อนบ้านเพื่อตอบโต้การโจมตีร่วมระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล

เพื่อนบ้านของอิหร่าน “ส่วนใหญ่มีท่าทีเป็นกลาง หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้คิดจะเข้ามาข้องเกี่ยว” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าหลังจากที่เตหะรานเริ่มเปิดฉากโจมตี “บรรดาประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้นก็หันมาเข้าพวกกับเรา และเริ่มโจมตี [อิหร่าน] ซึ่งจริง ๆ แล้วทำได้ค่อนข้างประสบความสำเร็จทีเดียว”

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า การโจมตีอิหร่านครั้งนี้ เป็นการรักษาคำมั่นสัญญาที่เขาเคยให้ไว้เมื่อปี 2558 ว่าเขาจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง

ทรัมป์อ้างด้วยว่า ในระยะยาว สงครามกับอิหร่านจะทำให้ราคาน้ำมันลดลง แม้ว่าขณะนี้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นถึงระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะปรับตัวลดลงมาเล็กน้อย เนื่องจากการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซก็ตาม

“ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปลอดภัย” เขากล่าวระหว่างการแถลงข่าว “เรากำลังจะกำจัดภัยคุกคามทั้งหมดนี้ให้สิ้นซากไปครั้งเดียวจบ และผลลัพธ์ที่ตามมาคือราคาน้ำมันและก๊าซที่ถูกลงสำหรับครอบครัวชาวอเมริกัน”

ทรัมป์ยังแสดงท่าทีไม่ยี่หระต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภคชาวอเมริกันจากราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้น โดยยืนยันว่าภาวะขาดแคลนอุปทานนั้น “ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ มากกว่าสหรัฐฯ มาก”

“มันไม่ได้กระทบเราจริง ๆ หรอก” เขากล่าว “เรามีน้ำมันอยู่มหาศาล”

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกอีกว่า เขาเตรียมจะผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันบางประการที่พวกเขาบังคับใช้ “เพื่อลดราคาน้ำมันลง” โดยไม่ระบุว่า เป็นมาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้กับประเทศใด บอกเพียงว่า “เรามีการคว่ำบาตรต่อบางประเทศอยู่ ซึ่งเราจะยกเลิกมาตรการเหล่านั้นออกไปจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย”

อนึ่ง อิหร่านและรัสเซียเป็นสองประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงที่สุด และทั้งคู่ต่างเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทรัมป์เพิ่งจะอนุมัติการยกเว้นให้แก่อินเดียในการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียเพิ่มขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้พยายามกดดันแดนภารตะอย่างหนัก ให้เลิกนำเข้าน้ำมันรัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถานรัดเข็มขัด รับมือราคาน้ำมันพุ่ง กองทัพคุ้มกันเส้นทางการค้า

ปากีสถานรัดเข็มขัด รับมือราคาน้ำมันพุ่ง กองทัพคุ้มกันเส้นทางการค้า

10 มี.ค. 2569 05:24 น.

ปากีสถานรัดเข็มขัด รับมือราคาน้ำมันพุ่ง กองทัพคุ้มกันเส้นทางการค้า

รัฐบาลปากีสถานประกาศมาตรการรัดเข็มขัดเข้มงวดหลายอย่าง เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ขณะที่กองทัพเตรียมเริ่มปฏิบัติการทางทะเลเพื่อคุ้มกันเส้นทางการค้า

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 รัฐบาลปากีสถานประกาศมาตรการรัดเข็มขัดขั้นรุนแรงออกมาหลายประกาศ เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อันเป็นผลจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้อุปทานน้ำมันหยุดชะงัก

ในการแถลงการณ์ต่อหน้าประชาชนเมื่อวันจันทร์ นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ กล่าวว่า โรงเรียนจะปิดทำการเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และสถาบันอุดมศึกษาจะเปลี่ยนไปใช้ระบบการเรียนการสอนออนไลน์โดยทันที

นอกจากนี้ พนักงานทั้งภาครัฐและเอกชนครึ่งหนึ่งจะต้องทำงานจากที่บ้าน (Work from home) และจะมีการเพิ่มวันหยุดให้พนักงานอีก 1 วันต่อสัปดาห์ เพื่อประหยัดการใช้เชื้อเพลิง

นายกรัฐมนตรียังประกาศมาตรการที่เข้มงวดต่อข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การตัดลดโควตาน้ำมันสำหรับรถยนต์หลวงลงครึ่งหนึ่ง และการลดเงินเดือนบางส่วนเพื่อลดรายจ่ายของรัฐบาลและนำไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ประชาชน

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อวันจันทร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี ก่อนที่ราคาจะทรงตัวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 ดอลลาร์เพียงเล็กน้อย

นายชารีฟเน้นย้ำในการแถลงว่า เศรษฐกิจ ภาคการเกษตร และการขนส่งของปากีสถาน ล้วนต้องพึ่งพาอุปทานน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก

นอกจากนี้ หน่วยงานราชการจะถูกสั่งห้ามซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ เครื่องปรับอากาศ หรือวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ

นายชารีฟยังสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ปากีสถานเดินทางไปต่างประเทศโดยเด็ดขาด รวมถึงตัวนายกรัฐมนตรีเองด้วย ยกเว้นเฉพาะการเดินทางที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของชาติเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน กองทัพปากีสถานก็ประกาศเปิดปฏิบัติการทางทะเล เพื่อปกป้องการค้าทางทะเลและการเดินเรือของชาติ

กองทัพระบุว่าสาเหตุของปฏิบัติการครั้งนี้มาจาก “สภาพแวดล้อมความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นกับเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ” โดยทางรัฐบาลระบุว่ากองทัพเรือกำลังทำหน้าที่คุ้มกันและควบคุมการเคลื่อนที่ของเรือพาณิชย์เพื่อให้เกิดความปลอดภัย

“เนื่องจากการค้าของปากีสถานประมาณ 90% ดำเนินการผ่านทางทะเล ปฏิบัติการนี้จึงมุ่งเป้าเพื่อให้แน่ใจว่าเส้นทางสายสำคัญเหล่านี้จะยังคงปลอดภัย มั่นคง และไม่หยุดชะงัก” ข้อความในแถลงการณ์จากฝ่ายประชาสัมพันธ์กองทัพปากีสถาน (ISPR) ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ออสเตรเลียเผย เตรียมให้วีซ่ามนุษยธรรม แก่ 5 นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน

ออสเตรเลียเผย เตรียมให้วีซ่ามนุษยธรรม แก่ 5 นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน

10 มี.ค. 2569 04:59 น.

ออสเตรเลียเผย เตรียมให้วีซ่ามนุษยธรรม แก่ 5 นักฟุตบอลหญิงอิหร่าน

รัฐมนตรีมหาดไทยของออสเตรเลียออกมายืนยันว่า ได้อนุมัติการให้วีซ่ามนุษยธรรมแก่ 5 นักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านที่ยื่นขอลี้ภัยแล้ว และเปิดกว้างให้คนอื่นๆ ในทีมทำแบบเดียวกันด้วย

เมื่อ 9 มี.ค. 2569 นาย โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของออสเตรเลียบอกกับผู้สื่อข่าวว่า สมาชิก 5 คนของ ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน ที่ยื่นเรื่องขอสิทธิลี้ภัยในออสเตรเลีย จะได้รับวีซ่ามนุษยธรรม ท่ามกลางกระแสความกังวลว่า พวกเธอจะถูกลงโทษอย่างหนักหากเดินทางกลับประเทศ

เบิร์กกล่าวว่าเขาได้ลงนามอนุมัติใบคำร้องของพวกเธอแล้ว และกระบวนการทั้งหมดได้เสร็จสิ้นลงโดยกระทรวงฯ เมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา “ผมขอบอกกับสมาชิกคนอื่นๆ ในทีม (ฟุตบอลหญิง) ว่า โอกาสเดียวกันนี้ยังคงเปิดรออยู่ ออสเตรเลียได้รับเอาทีมฟุตบอลหญิงอิหร่านเข้ามาอยู่ในหัวใจของเราแล้ว”

รัฐมนตรีระบุว่า นักเตะทั้ง 5 คนถูกตำรวจสหพันธรัฐออสเตรเลีย (AFP) เคลื่อนย้ายจากโรงแรมที่พักไปยัง “สถานที่ปลอดภัย” เรียบร้อยแล้ว

“ส่วนนักเตะที่เหลือยังคงพักอยู่ในสถานที่พักเดิมของทีม” เบิร์กกล่าว “แน่นอนว่าเรากำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีโอกาสเพิ่มเติม หากใครต้องการยื่นคำร้องต่อเจ้าหน้าที่ออสเตรเลีย พวกเขาจะได้รับโอกาสนั้น”

ผู้คนพยายามปิดล้อมรถบัสที่บรรทุกนักเตะหญิงทีมชาติอิหร่าน หลังการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม A ระหว่างอิหร่านและฟิลิปปินส์ ณ สนามโกลด์โคสต์ สเตเดียม เมืองโกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569
ผู้คนพยายามปิดล้อมรถบัสที่บรรทุกนักเตะหญิงทีมชาติอิหร่าน หลังการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม A ระหว่างอิหร่านและฟิลิปปินส์ ณ สนามโกลด์โคสต์ สเตเดียม เมืองโกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569

ทั้งนี้ ปัจจุบันทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านกำลังอยู่ในออสเตรเลียเพื่อลงแข่งขันรายการฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย (Women’s Asian Cup) โดยเริ่มมีความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของพวกเธอหากต้องเดินทางกลับอิหร่าน หลังจากที่คนในทีม “ยืนสงบนิ่ง” ไม่ยอมร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน

ทีมฟุตบอลไม่ได้อธิบายสาเหตุของการกระทำดังกล่าว แต่กลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในอิหร่านตีความว่าเป็นสัญญาณของการทรยศชาติ

แหล่งข่าวบอกกับ CNN Sports ว่า เหล่านักเตะถูกบังคับให้ร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดที่สองเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา และในวันอาทิตย์ก่อนเกมที่พวกเธอพ่ายแพ้ให้กับฟิลิปปินส์ 2-0 พวกเธอก็ได้ร้องเพลงชาติอีกครั้งพร้อมกับทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหาร

หลังการแข่งนัดสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์จบลงด้วยความพ่ายแพ้ บรรดากองเชียร์ต่างพากันรุมล้อมรถบัสของทีม พร้อมกับตะโกนบอกตำรวจให้ “ช่วยเด็กๆ ของพวกเราด้วย” ในขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ออสเตรเลียยอมให้เหล่านักฟุตบอลหญิงลี้ภัยในประเทศ

“ออสเตรเลียกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในด้านมนุษยธรรม หากปล่อยให้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านถูกบังคับให้กลับประเทศ ซึ่งพวกเธอมีโอกาสสูงที่จะถูกสังหาร อย่าทำแบบนั้นเลยท่านนายกรัฐมนตรี ให้สิทธิลี้ภัยแก่พวกเธอเถอะ สหรัฐฯ จะรับพวกเธอไว้เองหากคุณไม่ทำ” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn