รัสเซียโวย โดรนยูเครนตกใส่ชายหาด ตาย 7 เจ็บอีก 40 ราย

รัสเซียโวย โดรนยูเครนตกใส่ชายหาด ตาย 7 เจ็บอีก 40 ราย

3 ส.ค. 2569 22:54 น.

รัสเซียโวย โดรนยูเครนตกใส่ชายหาด ตาย 7 เจ็บอีก 40 ราย

ทางการรัสเซียกล่าวโทษยูเครน ว่าส่งโดรนโจมตีชายหาดติดทะเลดำแห่งหนึ่งที่มีผู้คนพลุกพล่าน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 7 ศพ รวมเด็ก 3 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 40 ราย

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. 2569 นายเวเนียมิน คอนดราตเยฟ ผู้ว่าการดินแดนคราสโนดาร์ (Krasnodar Krai) โพสต์ข้อความผ่านบัญชีเทเลแกรมของเขาว่า โดรนลำหนึ่งตกใส่ชายหาดใกล้กับเมืองเกเลนด์ชิก (Gelendzhik) ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศริมฝั่งทะเลดำของรัสเซีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ โดยมีเด็กรวมอยู่ด้วย 3 ราย

อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการปฏิบัติการประจำดินแดนคราสโนดาร์ เผยในเวลาต่อมาว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากการโจมตีบริเวณชายหาด “อาร์คิโป-โอซิปอฟกา” (Arkhipo-Osipovka) เพิ่มเป็น 7 ศพแล้ว

นายคอนดราตเยฟกล่าวโทษยูเครนว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้ และระบุอีกว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บ 21 รายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่อีก 19 รายได้รับการรักษาและอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว

ด้านกองทัพยูเครนยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มีการรายงานว่าโดรนดังกล่าวอาจมีเป้าหมายโจมตีไปที่ฐานทัพเรือรัสเซียในเมืองโนโวรอสซีสค์ (Novorossiysk) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเกเลนด์ชิกออกไปราว 40 กิโลเมตร

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าโดรนลำดังกล่าวพุ่งตกใส่ชายหาดโดยตรง หรือถูกยิงสกัดกั้นก่อนตกลงมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านปัดข่าวกำลังเจรจากับสหรัฐฯ หลังทรัมป์ประกาศเริ่มหารือ

อิหร่านปัดข่าวกำลังเจรจากับสหรัฐฯ หลังทรัมป์ประกาศเริ่มหารือ

3 ส.ค. 2569 21:52 น.

อิหร่านปัดข่าวกำลังเจรจากับสหรัฐฯ หลังทรัมป์ประกาศเริ่มหารือ

เจ้าหน้าที่ของอิหร่านปฏิเสธคำพูดของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่บอกว่า การเจรจารอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่ายวันจันทร์นี้ โดยยืนยันว่า ไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้น

เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ส.ค. 2569 นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านออกมายืนยันว่า ประเทศของเขาไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐอเมริกา หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างก่อนหน้านี้ว่า การเจรจารอบใหม่ระหว่างทั้งสองฝ่ายจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่ายวันนี้

“ขณะนี้เราไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐอเมริกา การเจรจาของเราเป็นการเจรจากับโอมานเพื่อดูแลความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” นายบากาอีระบุระหว่างการแถลงข่าวประจำสัปดาห์

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิหร่านเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า การเจรจารอบใหม่กับอิหร่านจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่ายวันจันทร์นี้ โดยจะครอบคลุมถึงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ และท้ายที่สุดคือการปลดอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ก่อนหน้านี้อิหร่านก็เพิ่งออกมาปฏิเสธคำพูดของนายทรัมป์ที่อ้างว่า เขาสั่งระงับการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ซึ่งจะเป็นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากรัฐบาลเตหะราน รวมถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ อย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ร้องขอ

ทั้งนี้ สหรัฐฯ กับอิหร่านอยู่ในภาวะสงครามกันมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเบื้องต้นในเดือนเมษายน และลงนามในบันทึกความเข้าใจซึ่งมีเงื่อนไขต่างๆ เพื่อนำไปสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามในครั้งสุดท้ายในเดือนมิถุนายน

ในระหว่างนั้น นายทรัมป์กล่าวอ้างซ้ำหลายครั้งว่าข้อตกลงเพื่อยุติสงครามนั้นใกล้จะบรรลุผลแล้ว ทว่าการสู้รบก็กลับมาเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเสมอ ก่อนหน้านี้เขาเคยออกคำเตือนว่าจะโจมตีอิหร่านให้สิ้นซาก ก่อนจะกลับลำโดยอ้างว่า กระบวนการทางการทูตกำลังดำเนินอยู่

ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่ายก็พังทลายลงในเดือนกรกฎาคม หลังจากอิหร่านโจมตีเรือสินค้าที่เดินทางในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง และโจมตีต่อเนื่องถึง 13 คืนติดต่อกัน โดยที่ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีทรัพย์สินทางทหารของสหรัฐฯ ที่อยู่ในชาติอาหรับ

การโจมตีของทั้งสองฝ่ายหยุดลงเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยนายทรัมป์อ้างว่า เขาสั่งชะลอการโจมตีเพื่อเปิดทางสำหรับการเจรจา แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่ามีการเจรจาเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากฝ่ายอิหร่านยังคงยืนกรานปฏิเสธ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ชาวเกาหลีเหนือแห่เที่ยวชายหาดท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง

ชาวเกาหลีเหนือแห่เที่ยวชายหาดท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง

3 ส.ค. 2569 17:12 น.

ชาวเกาหลีเหนือแห่เที่ยวชายหาดท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรง

ชาวเกาหลีเหนือแห่พักผ่อนริมทะเล ขณะกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง โดยบางพื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ขณะที่กรุงเปียงยางมีปรากฏการณ์ “คืนร้อน” ต่อเนื่องหลายวัน สื่อทางการเร่งเตือนประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมแนะนำเกษตรกรรับมือผลกระทบต่อพืชผล ท่ามกลางอากาศร้อนจัดที่ปกคลุมคาบสมุทรเกาหลี

สำนักข่าวกลางเกาหลี (เคซีเอ็นเอ) รายงานว่า เกาหลีเหนือกำลังเผชิญกับคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมทั่วประเทศ ส่งผลให้อุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียส โดยกรุงเปียงยาง รวมถึงจังหวัดพย็องอันและชากัง คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดในช่วงกลางวันอยู่ระหว่าง 35-40 องศาเซลเซียส

ในกรุงเปียงยาง อุณหภูมิต่ำสุดในช่วงเช้าวันจันทร์อยู่ที่ 28 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลถึง 5 องศาเซลเซียส ก่อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 35 องศาเซลเซียส ในช่วงกลางวัน

นอกจากนี้ กรุงเปียงยางยังเผชิญปรากฏการณ์ “คืนร้อน” (Tropical Nights) ต่อเนื่องมาตั้งแต่วันจันทร์สัปดาห์ก่อน โดยอุณหภูมิในช่วงเวลากลางคืนไม่เคยลดต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้เรียกคืนร้อน หรือช่วงเวลาตั้งแต่เวลา 18.01 น. ถึง 09.00 น. ของวันถัดไปที่อุณหภูมิยังคงสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส

หนังสือพิมพ์ โรดอง ซินมุน กระบอกเสียงของพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้เผยแพร่คำแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลากลางวัน เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคลมแดดและภาวะเจ็บป่วยที่เกิดจากอากาศร้อน พร้อมแนะนำเกษตรกรให้เพิ่มมาตรการดูแลพืชผลจากผลกระทบของอุณหภูมิสูงและความชื้นที่เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์กลางเกาหลี เผยภาพประชาชนจำนวนมากเดินทางไปพักผ่อนตามชายหาดและสระว่ายน้ำในเขตท่องเที่ยวชายฝั่งวอนซาน-กัลมา บริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ซึ่งเปิดให้บริการฤดูกาลท่องเที่ยวปีที่สองตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม และมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนแล้วหลายหมื่นคน

คลื่นความร้อนครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับสภาพอากาศร้อนจัดทั่วคาบสมุทรเกาหลี โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้ (KMA) รายงานว่า หลายพื้นที่ต้องเผชิญกับสถิติอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ โดยที่เมืองแทกู ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40.9 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการทะลุระดับ 40 องศาเซลเซียสครั้งแรกนับตั้งแต่เคยทำสถิติไว้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ปี 1942 หรือในรอบกว่า 80 ปี ส่วนที่เมืองยางซาน ซึ่งเพิ่งทำสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกสภาพอากาศยุคใหม่ในปี 1904 ด้วยระดับ 42.5 องศาเซลเซียสเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (2 ส.ค.) ก็ยังมีอุณหภูมิแตะระดับ 38 องศาเซลเซียสในวันจันทร์

สภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลให้เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขทั่วประเทศเกาหลีใต้ โดยที่เมืองอินชอน ชายวัย 40 กว่าปีเสียชีวิตหลังจากถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอุณหภูมิร่างกายสูงเกือบ 40 องศาเซลเซียส นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบเกษตรกร 2 ราย ในวัย 60 ปี และ 80 ปี เสียชีวิตในพื้นที่จังหวัดชุงช็องใต้

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้ระบุว่า ปรากฏการณ์คลื่นความร้อนลากยาวครั้งนี้ เกิดจากมวลความกดอากาศสูงสองลูกเคลื่อนตัวมาซ้อนทับกันเหนือคาบสมุทรเกาหลี ประกอบกับแสงแดดที่แผดเผาโดยตรงภายใต้ท้องฟ้าที่โปร่งทึบ ทำให้ความร้อนสะสมอยู่ในพื้นที่อย่างรุนแรงและยืดเยื้อ.

ที่มา JoongAng Ilbo / Yonhap

ยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังสินค้า “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำอีกระลอก

ยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังสินค้า "Wildberries" ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำอีกระลอก

3 ส.ค. 2569 16:10 น.

ยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังสินค้า “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรัสเซียซ้ำอีกระลอก

ยูเครนเปิดฉากส่งโดรนโจมตีทางอากาศ ถล่มคลังสินค้าของ “Wildberries” ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย หรือที่รู้จักกันในนาม “แอมะซอนแห่งรัสเซีย” ในภูมิภาควลาดิเมียร์และซามารา ทางตะวันออกของกรุงมอสโก นับเป็นการโจมตีคลังสินค้าของบริษัทแห่งนี้รอบที่สองในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ทางการรัสเซียเปิดเผยว่า กองกำลังยูเครนได้ส่งอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน โจมตีคลังสินค้าของ Wildberries บริษัทอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ในแคว้นวลาดิเมียร์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงมอสโกไปทางตะวันออกราว 180 กิโลเมตร ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ภายในศูนย์โลจิสติกส์ และต้องอพยพพนักงานทั้งหมดออกจากพื้นที่

บริษัท Wildberries ระบุในแถลงการณ์ว่า ระบบขนส่งสินค้าได้รับการปรับเปลี่ยนไปยังศูนย์กระจายสินค้าแห่งอื่น เพื่อให้การจัดส่งและการดำเนินงานยังคงเป็นไปตามปกติ ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเร่งควบคุมสถานการณ์

อเล็กซานเดอร์ อัฟเดเยฟ ผู้ว่าการแคว้นวลาดิเมียร์ กล่าวว่า การโจมตีครั้งนี้ดำเนินการด้วยโดรน โดยมีชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะและถูกนำส่งโรงพยาบาล ส่วนหญิงที่อาศัยอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยที่ขา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวัน หลังยูเครนโจมตีคลังสินค้า Wildberries อีกแห่งในแคว้นซามารา และนับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม เป็นต้นมา ยูเครนได้โจมตีคลังสินค้าของบริษัทแห่งนี้แล้วประมาณ 20 แห่ง ทั้งในรัสเซียและดินแดนไครเมียที่รัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ

การโจมตีระลอกแรกเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ซึ่งพุ่งเป้าคลังสินค้าในแคว้นมอสโกและแคว้นแทมบอฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8-9 คน และบาดเจ็บเกือบ 90 คน ก่อนที่การโจมตีจะขยายไปยังพื้นที่ใกล้เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซิมเฟโรโปลในไครเมีย ครัสโนดาร์ โวลโกกราด และซามารา

Wildberries เป็นแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย จนได้รับฉายาว่าเป็น “แอมะซอนของรัสเซีย” โดยรัฐบาลยูเครนระบุว่า บริษัทแห่งนี้เป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ช่วยสนับสนุนศักยภาพของรัสเซียในการทำสงคราม จึงตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีระยะไกล เพื่อสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและบั่นทอนขีดความสามารถของรัฐบาลมอสโก

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า สามารถยิงสกัดโดรนของยูเครนได้ 635 ลำ ในช่วงคืนที่ผ่านมา ทั้งเหนือดินแดนรัสเซีย คาบสมุทรไครเมีย ทะเลดำ และทะเลอาซอฟ แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวนโดรนทั้งหมดที่ยูเครนส่งเข้ามา หรือจำนวนที่สามารถโจมตีเป้าหมายได้สำเร็จ

นอกจากการโจมตีในแคว้นวลาดิเมียร์แล้ว ทางการรัสเซียยังรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน จากการโจมตีด้วยโดรนของยูเครนในหลายภูมิภาค โดยในแคว้นซาราตอฟ โดรนพุ่งชนอาคารที่พักอาศัย ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในเมืองเอนเกลส์และเมืองซาราตอฟ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฐานทัพอากาศและโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่

ขณะที่ในสาธารณรัฐอุดมูร์ต ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย มีพลเรือนเสียชีวิตอีก 3 คน และบาดเจ็บ 2 คน จากการโจมตีด้วยโดรน ส่วนในแคว้นบัชคอร์โตสถาน ระบบป้องกันภัยทางอากาศสามารถสกัดการโจมตีต่อโรงงานอุตสาหกรรมในเมืองอูฟาได้ แต่ยังเกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่

ด้านกองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า รัสเซียได้ส่งโดรน 133 ลำ โจมตียูเครนในช่วงคืนเดียวกัน โดยมี 24 ลำพุ่งถึงเป้าหมาย ขณะที่การโจมตีแยกกันในเมืองซาปอริซเซียและคาร์คิฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน

การโจมตีตอบโต้กันอย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ห้า โดยยูเครนยืนยันว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในรัสเซียมีเป้าหมายเพื่อกดดันให้รัฐบาลเครมลินเข้าสู่การเจรจายุติสงคราม ขณะที่รัสเซียยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในยูเครนอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา AFP / ASSOCIATED PRESS

บ.ญี่ปุ่นขอโทษ 2 พนง.เสียชีวิต ถูกสั่งกลับเข้าห้างอิออนหลังแผ่นดินไหว-เก็บเงินใส่ตู้นิรภัย

บ.ญี่ปุ่นขอโทษ 2 พนง.เสียชีวิต ถูกสั่งกลับเข้าห้างอิออนหลังแผ่นดินไหว-เก็บเงินใส่ตู้นิรภัย

3 ส.ค. 2569 14:31 น.

บ.ญี่ปุ่นขอโทษ 2 พนง.เสียชีวิต ถูกสั่งกลับเข้าห้างอิออนหลังแผ่นดินไหว-เก็บเงินใส่ตู้นิรภัย

บริษัทผู้ดำเนินกิจการร้านค้าภายในห้างอิออน คุมาโมโตะ ยอมรับว่าได้สั่งพนักงานหญิง 2 คน ซึ่งอพยพออกจากอาคารอย่างปลอดภัยหลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1 กลับเข้าไปเก็บเงินสดในตู้นิรภัย ก่อนเกิดเหตุระเบิดรุนแรงเพียงไม่กี่นาที ส่งผลให้ทั้งสองเสียชีวิต พร้อมกล่าวขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต และยืนยันว่าจะเปลี่ยนนโยบายให้ความปลอดภัยของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด

บริษัท ฮาบิตะ ผู้ดำเนินกิจการร้านจำหน่ายสินค้าภายในศูนย์การค้าอิออน มอลล์ คุมาโมโตะ ในเมืองคาชิมะ จังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ยอมรับว่า บริษัทเป็นผู้สั่งให้พนักงานหญิง 2 คน กลับเข้าไปในอาคารหลังอพยพออกมาแล้ว เพื่อเก็บเงินรายได้จากการขายเข้าตู้นิรภัย ก่อนเกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทั้งสองเสียชีวิต

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม หลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.1  ในจังหวัดคุมาโมโตะ โดยพนักงานทั้งสองสามารถอพยพออกจากห้างได้อย่างปลอดภัย แต่ได้รับคำสั่งให้กลับเข้าไปเก็บเงินสดในร้าน ก่อนเกิดเหตุระเบิดจากก๊าซภายในห้างเมื่อเวลาประมาณ 17.50 น. หรือราว 80 นาทีหลังเกิดแผ่นดินไหว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตภายในห้างรวม 7 คน

หนึ่งในผู้เสียชีวิตคือ คุรุมิ โอตาเกะ พนักงานวัย 22 ปี ซึ่งเพิ่งย้ายมาปฏิบัติงานที่สาขาดังกล่าวเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม

นายโคจิ ยูเซะ กรรมการบริษัทวัย 64 ปี แถลงขอโทษต่อสาธารณชน พร้อมยอมรับว่า การสั่งให้พนักงานกลับเข้าไปในอาคารเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด “การให้พนักงานกลับเข้าไปในอาคารเป็นความผิดพลาดของบริษัท เรารู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียชีวิตอันมีค่าทั้งสองคน”

เขาเปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ ผู้จัดการร้านไม่ได้ปฏิบัติงาน ทำให้พนักงานทั้งสองเป็นผู้ดูแลร้านเพียงลำพัง หลังเกิดแผ่นดินไหว บริษัทได้รับการยืนยันว่าทั้งคู่สามารถอพยพออกมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนที่สำนักงานใหญ่จะโทรศัพท์แจ้งผ่านผู้จัดการร้านให้ส่งข้อความถึงพนักงานว่า

“หากสามารถกลับเข้าไปได้ ขอให้นำเงินสดจากการขายไปเก็บไว้ในตู้นิรภัย แต่หากไม่ปลอดภัยก็ไม่จำเป็นต้องทำ”

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับคำให้การของครอบครัวผู้เสียชีวิต ซึ่งระบุว่า หลังออกมาถึงลานจอดรถด้านนอก คุรุมิ โอตาเกะ ได้บอกญาติว่า “บริษัทสั่งให้กลับไปเก็บเงินในตู้นิรภัย” จากนั้นเธอและเพื่อนร่วมงานได้เดินกลับเข้าไปในห้าง ก่อนเกิดเหตุระเบิดขึ้นเพียงประมาณ 5 นาที

ก่อนหน้านั้นไม่นาน โอตาเกะได้ส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชัน LINE ถึงมารดาว่า “หนูปลอดภัยดี” แต่หลังเกิดระเบิด ครอบครัวไม่สามารถติดต่อเธอได้อีก โดยสัญญาณโทรศัพท์ของเธอยังคงอยู่ภายในร้าน กระทั่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยพบร่างของเธอและเพื่อนร่วมงานในเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันรุ่งขึ้น สภาพศพได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนต้องใช้การตรวจพิสูจน์ ดีเอ็นเอ เพื่อยืนยันอัตลักษณ์

ญาติของโอตาเกะกล่าวด้วยความโศกเศร้าว่า หากไม่มีเหตุระเบิดและเธอไม่ได้รับคำสั่งให้กลับเข้าไปในอาคาร เธอคงยังมีชีวิตอยู่ พร้อมตั้งคำถามว่า นายจ้างควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานเป็นอันดับแรกหรือไม่

ครอบครัวเปิดเผยว่า โอตาเกะเป็นหญิงสาวที่มีความรับผิดชอบสูง ตั้งใจทำงานเพื่อดูแลมารดาหลังสูญเสียบิดาเมื่อ 3 ปีก่อน และยังเป็นแฟนคลับศิลปินชาย โดยได้ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตและตั๋วเครื่องบินสำหรับเดินทางไปชมการแสดงในเดือนพฤศจิกายนไว้แล้ว

หลังเหตุการณ์ บริษัทฮาบิตะประกาศว่าจะปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัย โดยยืนยันว่า ต่อจากนี้จะให้ความสำคัญกับการอพยพเป็นอันดับแรก และจะไม่สั่งให้พนักงานกลับเข้าไปในอาคารหลังเกิดภัยพิบัติอีก

ด้านรัฐบาลจังหวัดคุมาโมโตะเปิดเผยว่า จนถึงวันที่ 3 สิงหาคม มีผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวโดยตรงแล้ว 36 คน ขณะที่อีก 2 ราย ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีอาคารได้รับความเสียหายมากกว่า 4,600 หลัง และประชาชนกว่า 8,000 คน ยังคงอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพ 206 แห่ง ทั่วจังหวัด.

ที่มา KYODO NEWS / The Asahi Shimbun

ออสเตรเลียยืนยันพบนกทะเลตายหมู่จากไข้หวัดนก H5 เป็นครั้งแรก เร่งยกระดับแผนรับมือทั่วประเทศ

ออสเตรเลียยืนยันพบนกทะเลตายหมู่จากไข้หวัดนก H5 เป็นครั้งแรก เร่งยกระดับแผนรับมือทั่วประเทศ

3 ส.ค. 2569 14:11 น.

ออสเตรเลียยืนยันพบนกทะเลตายหมู่จากไข้หวัดนก H5 เป็นครั้งแรก เร่งยกระดับแผนรับมือทั่วประเทศ

ออสเตรเลียยืนยันการพบเหตุสัตว์ป่าตายหมู่จากเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 เป็นครั้งแรก หลังนกนางนวลหงอนใหญ่จำนวนมากล้มตายบนเกาะนอกชายฝั่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย รัฐบาลเตือนโรคมีแนวโน้มแพร่กระจายสู่สัตว์ป่าในวงกว้าง แม้ยังไม่พบการระบาดในฟาร์มสัตว์ปีก และความเสี่ยงต่อประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ

รัฐบาลออสเตรเลียยืนยันเหตุสัตว์ป่าตายหมู่จากเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5 เป็นครั้งแรกของประเทศ หลังผลตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่านกนางนวลแกลบหงอนใหญ่ (Greater Crested Tern) จำนวนมากที่พบล้มตายบนเกาะโบดิน ร็อกส์ นอกชายฝั่งรัฐเซาท์ออสเตรเลีย ติดเชื้อไวรัสชนิดดังกล่าว

การค้นพบเกิดขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ใช้การลาดตระเวนทางอากาศตรวจพบฝูงนกป่วยและนกตายบนเกาะ ซึ่งอยู่ห่างจากแหลมแจฟฟา ไปทางใต้ราว 5 กิโลเมตร ก่อนเก็บตัวอย่างส่งตรวจและยืนยันผลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ขณะนี้ออสเตรเลียพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ป่ารวม 74 กรณี โดยพบมากที่สุดในรัฐเซาท์ออสเตรเลีย 54 กรณี รองลงมาคือรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย 10 กรณี รัฐวิกตอเรีย 7 กรณี รัฐนิวเซาท์เวลส์ 2 กรณี และรัฐควีนส์แลนด์ 1 กรณี

จูลี คอลลินส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของออสเตรเลีย กล่าวว่า เหตุการณ์สัตว์ป่าตายหมู่ครั้งนี้เป็นสิ่งที่หน่วยงานคาดการณ์ไว้แล้ว เนื่องจากเมื่อเชื้อ H5 เริ่มแพร่กระจายในธรรมชาติ จะเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสียสัตว์ป่าจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่า ยังไม่มีหลักฐานพบการระบาดในฟาร์มสัตว์ปีกหรือระบบการผลิตทางการเกษตร และประเมินว่าความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ โดยรัฐบาลได้ร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมสัตว์ปีกเพิ่มมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ระบบการเลี้ยงสัตว์เชิงพาณิชย์

รัฐมนตรีเกษตรยังเตือนว่า ประชาชนอาจพบการแพร่ระบาดในสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นในช่วงต่อจากนี้ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และแจ้งข้อมูลต่อสาธารณชนทุกครั้งที่ตรวจพบเชื้อในพื้นที่ใหม่ ๆ

หากพบสัตว์หรือนกตายจำนวนมาก ทางการจะประเมินร่วมกับผู้เชี่ยวชาญว่าควรฝังกลบในพื้นที่ นำซากออก หรือปล่อยไว้ตามธรรมชาติ โดยพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

ด้าน เมอร์เรย์ วัตต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประสบการณ์จากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า ไม่สามารถหยุดการแพร่กระจายของโรคในนกและสัตว์ป่าได้ เนื่องจากไม่สามารถควบคุมการอพยพของนกหรือการเคลื่อนย้ายของสัตว์ตามธรรมชาติ จึงมีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุสัตว์ป่าตายหมู่เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

เขาระบุว่า รัฐบาลได้ประกาศใช้ แผนบริหารจัดการโรคไข้หวัดนก H5 ระดับประเทศ แล้ว พร้อมจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 24 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย จากรัฐบาลกลางและรัฐบาลมลรัฐ เสริมจากงบประมาณ 113 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ที่รัฐบาลเคยลงทุนไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อยกระดับความพร้อมในการรับมือกับการระบาด

ขณะที่ ฟิโอนา เฟรเซอร์ กรรมาธิการด้านชนิดพันธุ์สัตว์ที่ถูกคุกคาม เตือนว่า การอพยพของนกจากต่างประเทศในช่วงหลายเดือนข้างหน้า จะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อ เนื่องจากนกอพยพจะรวมฝูงกับนกพื้นเมืองที่อาจติดเชื้ออยู่แล้ว ส่งผลให้เกิดการระบาดและการตายหมู่ของสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น

เธอยังแสดงความกังวลว่า เชื้ออาจแพร่เข้าสู่พื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำจำนวนมาก แม้จะไม่สามารถป้องกันการตายของสัตว์ป่าได้ทั้งหมด แต่รัฐบาลจะเร่งเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศผ่านการฟื้นฟูถิ่นอาศัย การบริหารจัดการแหล่งน้ำ และการควบคุมสัตว์ต่างถิ่นรุกราน เช่น สุกรป่า สุนัขจิ้งจอก และแมวจร เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อประชากรสัตว์ป่าในระยะยาว.

ที่มา ABC

กต. เร่งประสานนำร่าง “ฮลุน โซโล่” กลับไทย ชี้ไม่ต้องรอให้ผลชันสูตรเสร็จ

กต. เร่งประสานนำร่าง “ฮลุน โซโล่” กลับไทย ชี้ไม่ต้องรอให้ผลชันสูตรเสร็จ

3 ส.ค. 2569 12:20 น.

กต. เร่งประสานนำร่าง “ฮลุน โซโล่” กลับไทย ชี้ไม่ต้องรอให้ผลชันสูตรเสร็จ

กต. เร่งประสานนำร่าง “ฮลุน โซโล่” กลับไทย หลังญาติมอบอำนาจ ยันติดตามสาเหตุการเสียชีวิตจากจอร์เจียใกล้ชิด ชี้นำร่างกลับไทยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผลชันสูตรเสร็จสิ้น

วันที่ 3 ส.ค. 2569 นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการนำร่างของ นายบวรทัต เป็งสุข หรือ “ฮลุน โซโล่” ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยว กลับประเทศไทยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในประเทศจอร์เจีย เพื่อประสานงานกับทางการท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดจนกว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้น

ไทม์ไลน์ ญาติ “ฮลุน โซโล่” มอบอำนาจให้สถานทูตดำเนินเรื่อง

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา ครอบครัวของนายบวรทัตได้เดินทางไปทำหนังสือมอบอำนาจ เพื่อให้สถานทูตฯ เป็นผู้ดำเนินการแทนอย่างเป็นทางการ โดยกระทรวงการต่างประเทศได้อำนวยความสะดวกเรื่องเอกสารและจัดส่งไปยังสถานทูตไทย ณ กรุงอังการา เพื่อนำไปดำเนินขั้นตอนต่อไปแล้ว

สำหรับขั้นตอนการนำร่างกลับประเทศไทยนั้น หลังจากกระบวนการเอกสารมอบอำนาจเสร็จสิ้น จะเป็นการออกเอกสารยืนยันการเสียชีวิตจากทางการจอร์เจีย และการออกใบมรณบัตรของฝั่งไทย เพื่อนำร่างกลับสู่ประเทศไทย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถานทูตฯ ได้ประสานงานร่วมกับครอบครัว บริษัทประกันภัย และทางการจอร์เจียมาโดยตลอด

รองนายกรัฐมนตรีต่อสายตรงให้กำลังใจครอบครัว

นอกจากนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับครอบครัวของนายบวรทัต เพื่อแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ส่วนประเด็นการชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิต นางสาวใจไทย ระบุว่า ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์จากทางการจอร์เจีย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลา โดยเจ้าหน้าที่ได้เก็บชิ้นส่วนเพื่อทำการตรวจพิสูจน์ไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ การดำเนินการนำร่างกลับประเทศไทยสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ผลชันสูตรเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศและสถานทูตฯ จะยังคงติดตามผลการชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างใกล้ชิดต่อไป

อองซาน ซูจี พบผู้แทนกาชาดสากลครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี หลังถูกควบคุมตัวจากรัฐประหารเมียนมา

อองซาน ซูจี พบผู้แทนกาชาดสากลครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี หลังถูกควบคุมตัวจากรัฐประหารเมียนมา

3 ส.ค. 2569 12:06 น.

อองซาน ซูจี พบผู้แทนกาชาดสากลครั้งแรกในรอบกว่า 5 ปี หลังถูกควบคุมตัวจากรัฐประหารเมียนมา

สำนักประธานาธิบดีเมียนมาเผยภาพการพบกันระหว่าง “อองซาน ซูจี” อดีตผู้นำประชาธิปไตยวัย 81 ปี กับผู้แทนองค์การกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ที่กรุงเนปิดอว์ นับเป็นการพบปะกับผู้แทนองค์กรต่างชาติอย่างเป็นทางการครั้งแรก หลังถูกยึดอำนาจและควบคุมตัวในรัฐประหารเมื่อปี 2021 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและเงื่อนไขการคุมขังของเธอ

รัฐบาลเมียนมาเปิดเผยว่า อองซาน ซูจี อดีตที่ปรึกษาแห่งรัฐและผู้นำรัฐบาลพลเรือน ซึ่งถูกควบคุมตัวนับตั้งแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ได้พบกับนายอาร์โนด์ เดอ แบ็ก ผู้แทนประจำเมียนมาของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) วันนี้ (3 ส.ค.)

แถลงการณ์จากสำนักงานประธานาธิบดีเมียนมาระบุว่า การพบกันมีขึ้นในช่วงเช้าวันเดียวกัน แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของการหารือ 

ด้าน ICRC ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันในเวลาต่อมาว่า “การเยี่ยมครั้งนี้ดำเนินการตามมาตรฐานและขั้นตอนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ในการเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัว ซึ่งรวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้แทนของ ICRC ได้พูดคุยกับอองซาน ซูจี เป็นการส่วนตัว

ทั้งนี้ ตามแนวทางการปฏิบัติงานของ ICRC การเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกควบคุมตัวสามารถแลกเปลี่ยนข่าวสารและติดต่อสื่อสารกับครอบครัวได้

ตามหลักปฏิบัติที่ ICRC ยึดถือในการดำเนินงานด้านการเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัว ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่ได้จากการเยี่ยมจะถูกส่งต่อให้แก่หน่วยงานผู้ควบคุมตัวเท่านั้น และอยู่ภายใต้หลักการรักษาความลับอย่างเคร่งครัด

ICRC จะยังคงประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาและขยายการเข้าถึงสถานที่ควบคุมตัวในประเทศเมียนมา”

การพบกันดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะว่า อองซาน ซูจี ได้พบกับเจ้าหน้าที่หรือผู้แทนจากต่างประเทศ นับตั้งแต่เธอถูกกองทัพยึดอำนาจเมื่อปี 2021 ซึ่งนำไปสู่การควบคุมตัวและการดำเนินคดีในหลายข้อกล่าวหา โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศระบุว่าหลายข้อหาเป็นคดีที่มีแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อกันเธอออกจากเวทีการเมือง

หลังการรัฐประหาร เมียนมาตกอยู่ในภาวะความขัดแย้งรุนแรงและสงครามกลางเมืองที่ยังดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ควบคุมตัวและสภาพร่างกายของอองซาน ซูจี มีการเปิดเผยต่อสาธารณะเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้เกิดความกังวลจากประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับสุขภาพของเธอ

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังการเลือกตั้งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ ซึ่งส่งผลให้ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมียนมา ทางการประกาศลดโทษและย้ายอองซาน ซูจี วัย 81 ปี จากเรือนจำมาอยู่ภายใต้การกักบริเวณในบ้านพัก

พร้อมกันนี้ สำนักงานประธานาธิบดีเมียนมายังเผยแพร่ภาพถ่ายของอองซาน ซูจี โดยภาพหนึ่งแสดงให้เห็นว่าเธอกำลังจับมือกับชายที่เชื่อว่าเป็นผู้แทน ICRC อีกภาพเป็นขณะตัดเค้กวันเกิด และมีข้อความบนเค้กระบุว่า “Happy Birthday Aunty Suu” อย่างไรก็ตาม แม้สำนักข่าวต่างประเทศจะไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของภาพได้ แต่การตรวจสอบด้วยเครื่องมือวิเคราะห์ภาพจากปัญญาประดิษฐ์ไม่พบสัญญาณว่าภาพดังกล่าวถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI

การพบกันครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติที่เรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาปรับปรุงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน และเปิดโอกาสให้องค์กรระหว่างประเทศสามารถเข้าถึงผู้ถูกควบคุมตัวทางการเมืองได้มากขึ้น หลังวิกฤตการเมืองและความขัดแย้งในประเทศยืดเยื้อมานานกว่า 5 ปี.

ที่มา AFP / Reuters

สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น จับมือพยุงค่าเงินเยน หลังดิ่งต่ำสุดในรอบ 40 ปี

สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น จับมือพยุงค่าเงินเยน หลังดิ่งต่ำสุดในรอบ 40 ปี

3 ส.ค. 2569 11:22 น.

สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น จับมือพยุงค่าเงินเยน หลังดิ่งต่ำสุดในรอบ 40 ปี

รัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยืนยันร่วมกันแทรกแซงตลาดอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อพยุงค่าเงินเยน หลังเงินเยนอ่อนค่าหนักแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี นับเป็นการเข้าซื้อเงินเยนร่วมกันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011  โดยทั้งสองประเทศประกาศพร้อมดำเนินมาตรการเพิ่มเติม หากตลาดยังผันผวนอย่างรุนแรง

รัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยืนยันว่า ทั้งสองประเทศได้ร่วมกันแทรกแซงตลาดเงินเพื่อหนุนค่าเงินเยน หลังเงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 40 ปี เมื่อเดือนที่ผ่านมา ยังไม่ทราบขอบเขตของการดำเนินการการ แต่นับเป็นการดำเนินการร่วมครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 เมื่อสหรัฐฯ และญี่ปุ่น รวมถึงสมาชิกกลุ่ม G7 อื่นๆ ได้ร่วมกันขายเงินเยนเพื่อหยุดยั้งการแข็งค่าของเงินเยนหลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่

ก่อนหน้านี้ ค่าเงินเยนร่วงลงแตะระดับ 163.99 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่ปี 1986 ก่อนจะกลับมาแข็งค่าหลังการแทรกแซง โดยเมื่อวันศุกร์ ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 157.40 เยนต่อดอลลาร์ และในวันจันทร์แข็งค่าต่อเนื่องแตะระดับ 155.23 เยนต่อดอลลาร์ ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าอาจมีการแทรกแซงเพิ่มเติมในระยะอันใกล้

ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวว่า การดำเนินการร่วมกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ มีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความผันผวนที่รุนแรงและการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนที่ผิดปกติในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ต่างประเมินสถานการณ์แล้วเห็นพ้องว่าการแทรกแซงตลาดเป็นสิ่งจำเป็น

ด้านสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ พร้อมเข้าร่วมการแทรกแซงตลาดร่วมกับญี่ปุ่นอีก หากสถานการณ์จำเป็น พร้อมแสดงการสนับสนุนมาตรการด้านการเงินและนโยบายเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในการแก้ไขภาวะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า การดำเนินการร่วมกันครั้งนี้เป็น “สัญญาณแห่งมิตรภาพ” ระหว่างสองประเทศ และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมยืนยันว่า สหรัฐฯ พร้อมให้ความช่วยเหลือญี่ปุ่นเมื่อมีความจำเป็น

การแทรกแซงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับค่าเงินเยนที่อ่อนค่าต่อเนื่อง จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ในระดับสูง โดย ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 1.0% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 31 ปี แต่ยังต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่อยู่ในกรอบ 3.50-3.75% อย่างมาก

ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวทำให้นักลงทุนจำนวนมากใช้กลยุทธ์ Carry Trade หรือกู้ยืมเงินเยนที่มีต้นทุนต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากญี่ปุ่นและกดดันให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเผชิญปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งภาระหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาล การลดลงของประชากรวัยแรงงาน ผลิตภาพทางเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ และการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานซึ่งซื้อขายเป็นสกุลเงินดอลลาร์ ทำให้ค่าเงินเยนมีความเปราะบางมากขึ้น

นักวิเคราะห์จาก Oxford Economics ระบุว่า การที่สหรัฐฯ ตัดสินใจเข้าร่วมแทรกแซงครั้งนี้สะท้อนว่า วอชิงตันมองว่าการรักษาเสถียรภาพของค่าเงินเยนและตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงที่ต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐฯ จะปรับตัวสูงขึ้นจากความปั่นป่วนในตลาดการเงิน

ขณะที่ ไมเคิล หว่าน นักเศรษฐศาสตร์จาก MUFG มองว่า แม้การแทรกแซงร่วมจะสามารถลดแรงเก็งกำไรและชะลอความผันผวนของค่าเงินได้ในระยะสั้น แต่การที่เงินเยนจะแข็งค่ากลับมาอย่างยั่งยืน ยังจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ในระยะยาว.

ที่มา AFP / BBC

กรีซจับกุมชายวัย 26 ปี ซ่อนศพหญิงสกอตแลนด์ในกระเป๋าเดินทางทิ้งอาคารร้าง

กรีซจับกุมชายวัย 26 ปี ซ่อนศพหญิงสกอตแลนด์ในกระเป๋าเดินทางทิ้งอาคารร้าง

3 ส.ค. 2569 10:59 น.

กรีซจับกุมชายวัย 26 ปี ซ่อนศพหญิงสกอตแลนด์ในกระเป๋าเดินทางทิ้งอาคารร้าง

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรีซรวบตัวชายวัย 26 ปี หลังก่อเหตุขนย้ายร่างของหญิงชาวสก็อตแลนด์วัย 38 ปี ใส่กระเป๋าเดินทางก่อนนำไปทิ้งไว้ในอาคารร้างกลางกรุงเอเธนส์ พร้อมนำบัตรเอทีเอ็มของผู้เสียชีวิตไปใช้ตระเวนกดเงิน เผยเหยื่อถูกซ่อนศพไว้นานหลายวันก่อนมีผู้พบเห็น

ตำรวจกรีซเปิดเผยว่า ชายวัย 26 ปี ซึ่งสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวต่างประเทศระบุว่าเป็นชาวอัฟกานิสถาน ได้รับสารภาพว่าเป็นผู้ขนย้ายศพของ เอลิซาเบธ-เจน รอสส์ หรือ “ลิซา” หญิงชาวสกอตแลนด์วัย 38 ปี ใส่กระเป๋าเดินทางก่อนนำไปทิ้งไว้ในอาคารร้างย่านคิปเซลี ในกรุงเอเธนส์

ศพของรอสส์ถูกชายไร้บ้านพบเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา ภายในกระเป๋าเดินทางในอาคารร้าง หลังจากเธอถูกครอบครัวแจ้งความคนหายหลายวัน โดยผลการตรวจเบื้องต้นเชื่อว่าเธอเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 5-7 วันก่อนถูกพบศพ

ตำรวจกรีซระบุว่า การสืบสวนดำเนินการร่วมกับหน่วยงานในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และสกอตแลนด์ พร้อมตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดจนสามารถระบุตัวผู้ต้องสงสัย ก่อนควบคุมตัวมาสอบสวน และเจ้าตัวยอมรับสารภาพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

จากการสอบสวนพบว่า ผู้ต้องสงสัยนำศพของผู้เสียชีวิตใส่กระเป๋าเดินทางไปทิ้งยังอาคารร้าง และหลังจากนั้นยังใช้บัตรเอทีเอ็มของผู้เสียชีวิตถอนเงินสดหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ยังตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องสงสัยและยึดปืนปลอม 1 กระบอก พร้อมมีดอีก 1 เล่ม

ขณะนี้ตำรวจได้ดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาท ชิงทรัพย์ และความผิดเกี่ยวกับอาวุธ อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการยังอยู่ระหว่างกระบวนการตามกฎหมายของกรีซ

ข้อมูลการสืบสวนระบุว่า รอสส์เดินทางถึงกรีซเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน และพักอยู่กับเพื่อนชาวกรีกในเมืองไพรีอัส ก่อนแจ้งว่าจะเดินทางไปย่านคิปเซลีในวันที่ 15 กรกฎาคม เพื่อพบเพื่อนหรือคนรู้จักชาวอเมริกัน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเธอได้พบบุคคลดังกล่าวหรือไม่

ตำรวจยังเร่งติดตามตัวเพื่อนชาวอเมริกันที่ผู้เสียชีวิตตั้งใจไปพบ และเร่งตรวจผลพิษวิทยาเพื่อระบุสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แม้โดยปกติการตรวจอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของคดี

ด้านจอห์น สวินนีย์ มุขมนตรีสกอตแลนด์ กล่าวว่า คดีนี้เป็นเหตุการณ์ที่ “น่าสลดใจอย่างยิ่ง” ขณะที่รัฐบาลสกอตแลนด์ระบุว่า ได้ประสานงานกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและกระทรวงการต่างประเทศสหราชอาณาจักร เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้สาธารณชนเคารพความเป็นส่วนตัวของครอบครัวในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

นอกจากนี้ สำนักงานการต่างประเทศและเครือจักรภพของสหราชอาณาจักร  และตำรวจสกอตแลนด์ ยืนยันว่าได้ให้การสนับสนุนครอบครัวของผู้เสียชีวิต และประสานงานกับทางการกรีซอย่างต่อเนื่องระหว่างการสืบสวนคดี.

ที่มา BBC / The Irish Times