‘เอ๊ะ ศศิกานต์’ เผยความในใจ หลังเซอร์ไพรส์อดีตคนรัก ‘เจมส์ เรืองศักดิ์’ ในร้องข้ามกำแพง

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:45 น.

สร้างโมเมนต์สุดประทับใจและซึ้งจนแฟนๆ น้ำตาซึมกันทั้งประเทศ เมื่อ เอ๊ะ-ศศิกานต์  ปรากฏตัวเป็นนักร้องหลังกำแพง เซอร์ไพรส์อดีตคนรักอย่าง เจมส์-เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ในรายการ “ร้องข้ามกำแพง” เผยความมิตรภาพอันงดงามที่ยังคงอยู่เสมอแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ล่าสุด เอ๊ะ ศศิกานต์ ได้โพสต์ภาพบรรยากาศในรายการผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว (⁠ae_sasikarn⁠) พร้อมข้อความเปิดใจถึงการมาร่วมรายการในครั้งนี้ว่า

“ในที่สุดก็มีวันนี้ ก่อนหน้านี้มีหลายคนบอกให้ไปออกรายการนี้แต่ไม่ลงตัว คราวนี้จังหวะดีอยู่ไทยพอดี นัดปุ๊บถ่ายปั๊บ ขอบคุณเวิร์คพอยท์ที่ยังคิดถึงกันและขอบคุณทุกเสียงตอบรับนะคะ สนุกและดีใจที่ได้เจอเพื่อนเก่าและต้องขอโทษที่ทำให้หลายคนถึงกับเสียน้ำตาเข้าใจว่าโตมากับเพลง เรื่องราวและความทรงจำของพวกเรา ขอให้ทุกคนมีความสุขกับรายการนะคะ “

การกลับมาร้องเพลงร่วมกันบนเวทีเดียวกันในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้แฟนเพลงยุค 90 ยิ้มทั้งน้ำตาด้วยความประทับใจ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพอันอบอุ่นระหว่างเพื่อนเก่าที่งดงามและก้าวผ่านกาลเวลามาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

มายด์ ลภัสลัล อวดท้องโตสุดแซ่บ ใส่บิกินีเที่ยวทะเล ก่อนเบบี๋ลืมตาดูโลก

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:39 น.

ใกล้ได้เป็นคุณแม่ป้ายแดงเต็มตัวแล้ว สำหรับนักแสดงสาว “มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล” หลังตั้งครรภ์ลูกคนแรกกับสามีหนุ่ม “พาย สุนิษฐ์ สก๊อต” และล่าสุดกำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการตั้งครรภ์แล้ว

ล่าสุด มายด์ ลภัสลัล ได้ออกมาเผยโมเมนต์พักผ่อนริมทะเล พร้อมอุ้มท้องโตถ่ายภาพสุดสดใส ท่ามกลางบรรยากาศทะเลและแสงแดด โดยเจ้าตัวเลือกสวมบิกินีตัวจิ๋วเผยให้เห็นท้องโต เรียกเสียงฮือฮาจากแฟน ๆ ได้ไม่น้อย

พร้อมเขียนแคปชั่นว่า “Last beach gig before baby drops” ซึ่งแปลได้ว่า “งานริมทะเลครั้งสุดท้ายก่อนเบบี๋จะลืมตาดูโลก”

หลังภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีแฟน ๆ เข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมความสวยและความสดใสของว่าที่คุณแม่กันอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งกำลังใจและรอต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว

พาย สุนิษฐ์ สก๊อตมายด์มายด์ ลภัสลัล

แซ่บระดับ 10 ‘ลิซ่า’ โพสต์ภาพทีเซอร์ชุดมวยไทยปักคริสตัล พร้อมแคปชัน ‘Hello SaWaDiKa’ เตรียมสั่นสะเทือน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:34 น.

ทำเอาโซเชียลแทบแตกอีกครั้งเมื่อซุปตาร์สาวระดับโลก ลิซ่า (LISA) หรือ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว(@lalalalisa_m) โพสต์ภาพทีเซอร์โปรโมทผลงานใหม่ล่าสุดที่ทำเอาแฟนคลับทั่วโลกต้องฮือฮาและใจสั่นไปตามๆ กัน

ในภาพดังกล่าว ลิซ่ามาในสไตล์สุดฮอตและมีเอกลักษณ์ ผสมผสานความแซ่บสายแฟชั่นกับกลิ่นอายความเป็นไทยได้อย่างลงตัว สวมชุดบอดี้สูทสีแดงเว้าสูงจับคู่กับกางเกงมวยไทยสีแดงสด เพิ่มความหรูหราด้วยการปักคริสตัลเป็นข้อความว่า “LISA WORLDWIDE” และคำว่า “SaWaDiKa” บริเวณขอบกางเกง เสริมความเก๋ด้วยเล็บยาวทรงสเปซสีแดง-เงิน และเครื่องประดับสุดเท่พร้อมกันนี้ ลิซ่ายังได้ระบุแคปชันสั้นๆ แต่ทำเอาตื่นเต้นทั้งโลกออนไลน์ว่า

“Hello SaWaDiKa 🙏 Out next week.”งานนี้แฟนคลับต่างพากันกดไลก์ทะลุ 1.4 ล้านครั้งในเวลาอันรวดเร็ว พร้อมคอมเมนต์และรีโพสต์กันอย่างถล่มทลาย สมดีกรีตัวแม่ระดับโกลบอลที่จับอะไรก็เป็นกระแสไปหมด!

ป๋าเต็ด ฟาดนิ่ม ๆ คนชอบสวนกระแส ‘เนเน่ รอยัล’ ถ้าไม่ถูกกาลเทศะ ก็ยังไม่ต้องพูด

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:17 น.

กลายเป็นกระแสร้อนบนโลกออนไลน์ขึ้นมาทันที เมื่อ วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ยุทธนา บุญอ้อม หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ ป๋าเต็ด ออกมาโพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ฟาดเบา ๆ กับบางคนที่ออกมาสวนกระแสเกี่ยวกับ เนเน่ รอยัล โดยมีข้อความว่า “เวลาผมเห็นอะไรแบบนี้
– มีผมคนเดียวหรือเปล่าครับที่….
– อย่าทัวร์ลงนะครับ แต่ผมว่า …
– ความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมว่า …

ผมจะรู้สึกว่า จะพูดอะไร จะแทงสวน จะเห็นต่าง พูดไปเลย อธิบายให้เข้าใจ อย่างสุภาพ มีกาลเทศะอย่างปัญญาชน แย้งกันที่ความคิด ไม่โจมตีที่บุคคล คนเราเห็นต่างกันได้ เมื่อได้แสดงความเห็นแล้วแล้วก็ยอมรับในความเห็นต่างจากคนอื่น เพราะอาจจะมีมุมที่เราไม่เห็น ไม่ต้องออกตัว เพราะเมื่อไหร่ที่เราต้องออกตัว ต้องเกริ่นอะไรแบบนี้ก็อาจจะเป็นได้ว่า ลึกๆแล้ว เราก็รู้ว่ามันอาจจะยังไม่ถูกกาลเทศะ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่ต้องพูดก็ได้”

ยุทธนา บุญอ้อม

หลังจากที่โพสต์ของ ป๋าเต็ด เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“อินไม่อิน ไม่เห็นต้องโพสโชว์ตรรกะ เค้าอยากได้อะไรกับการโพส แค่เลือกไม่โพส ก็จบ ในเฟสผมมีเพจนึง โคตร ปญอ”

“จริงๆ ไม่อินก็อยู่เงียบๆ ได้นะครับ”

“คนมันว่างหาตีนเล่น”

“แฟนตัวยง หาแสง ครับ…”

“ผิดกฎลบได้นะ…บราๆๆๆๆ เห็นบ่อยมาก”

“มันย้อนแย้งในตัวเองครับ ถ้าเรา“ไม่อิน”กับอะไรจริงๆ เราจะไม่พูดถึงหรือไม่โพสต์ถึงเลย เหมือนหลายๆเรื่องในวงการอื่นๆที่เราไม่ได้สนใจแหละ ดังนั้น คนพวกนี้แค่อยากแทงสวนหาแสงครับ”

“ไม่อิน จะแทงสวน ลองแหย่ = อยากได้แสงไม่อินก็อยู่เฉยไปแค่นั้น จะมานั้นนี้เพื่อออออ”

“ความเห็นส่วนตัวนะครับ…พี่ไม่น่าเซ็นเซอร์ชื่อเขาเลย อยากตามไปใส่ใจครับ”

“ผมว่าเค้าอินกับ สว แน่นอน”

ยุทธนา บุญอ้อม
ยุทธนา บุญอ้อม
ยุทธนา บุญอ้อม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Yuthana Boonorm

ข่าวบันเทิงป๋าเต็ดยุทธนา บุญอ้อมเนเน่เนเน่รอยัล

โมเมนต์น่ารัก! สองครอบครัว เพื่อน คณิน-แอนจัง นัดเจอกันที่ญี่ปุ่น อบอุ่นพร้อมหน้าสุดแฮปปี้

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:17 น.

ใกล้เข้าสู่ประตูวิวาห์อีกหนึ่งคู่แล้ว สำหรับพระเอกหนุ่มช่อง 3 “เพื่อน คณิน” หลังจากก่อนหน้านี้สร้างโมเมนต์สุดโรแมนติก ด้วยการทำเซอร์ไพรส์คุกเข่าขอแฟนสาวชาวญี่ปุ่นสุดน่ารัก “แอนจัง” แต่งงานกลางสวนสาธารณะ โดยมีเพื่อน ๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่นและความยินดีจากคนรอบข้าง

ล่าสุด “เพื่อน คณิน” ได้เผยภาพโมเมนต์สุดประทับใจผ่านโซเชียลมีเดีย หลังสองครอบครัวทั้งฝั่งของเจ้าตัวและครอบครัวของ “แอนจัง” นัดพบปะกันที่ประเทศญี่ปุ่น

บรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบง่าย โดยทั้งสองครอบครัวได้ร่วมรับประทานอาหารและใช้เวลาร่วมกันอย่างเป็นกันเอง แต่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข งานนี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ เพราะทั้งสองครอบครัวได้มีโอกาสทำความรู้จักและสานสัมพันธ์กันมากขึ้น ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินหน้าสู่ชีวิตคู่ในอนาคต

โดย เพื่อน ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความสุดซึ้งว่า “I love u. @h.anko.25 ขอบคุณครอบครัวของผม ขอบคุณครอบครัวของแอนจัง ありがとう、僕の家族。ありがとう、あんちゃんの家族”

หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ก็มีแฟน ๆ และชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ร่วมแสดงความยินดีกับทั้งคู่จำนวนมาก หลายคนต่างชื่นชมในความน่ารักของสองครอบครัวที่ได้มาเจอกัน และต่างสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแห่งความรักและความอบอุ่นจากภาพที่ถูกเผยแพร่

เพื่อน คณินเพื่อน คณิน ขอแต่งงานแอนจัง

ส่งกำลังใจ ‘แม่ไก่ ปริศนา’ อัปเดตป่วยมะเร็งระยะที่ 4 ลุกลามกระดูก-ปอด พร้อมเผชิญหน้าโรค SLE

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:08 น.

แฟนละครส่งกำลังใจให้อย่างล้นหลาม หลังนักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมือ “แม่ไก่ ปริศนา วงศ์ศิริ” ได้ออกมาเปิดเผยอัปเดตปัญหาสุขภาพล่าสุดว่า ขณะนี้กำลังรักษาตัวจากโรคมะเร็งระยะที่ 4

แม่ไก่ เผยว่า จุดเริ่มต้นตรวจเจอมะเร็งที่เต้านมก่อน ซึ่งได้รับการรักษามาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ล่าสุดเซลล์มะเร็งได้ลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง กระดูก และปอด พร้อมเล่าถึงอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัด (คีโม) ว่า เริ่มมีผลข้างเคียงชัดเจน มีอาการเดินปวดเท้า เป็นรองช้ำ และมือบวม

นอกจากนี้ การรักษายังต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นเท่าตัว เนื่องจากเจ้าตัวมีโรคประจำตัวเดิมอย่าง โรค SLE (โรคแพ้ภูมิตัวเอง) อยู่ด้วย ทำให้ต้องได้รับการดูแลและรักษาเป็นพิเศษคูณสอง

อย่างไรก็ตาม แม่ไก่ยังคงมีกำลังใจที่เข้มแข็ง ดูแลตัวเองอย่างดี พยายามไม่คิดมาก พร้อมทั้งไปพบแพทย์และปฏิบัติตามคำสั่งหมออย่างเคร่งครัด ท่ามกลางแฟนๆ และคนบันเทิงที่ร่วมส่งแรงใจให้แม่ไก่มีสุขภาพที่แข็งแรงและผ่านพ้นการรักษาไปได้ด้วยดี

ครูก้อย นัชชา เคลียร์ดราม่า เจมส์ เรืองศักดิ์ ร้องคู่ เอ๊ะ ศศิกานต์ ใน ร้องข้ามกำแพง ยันไร้ปัญหาหลังบ้าน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 14:59 น.

ครูก้อยเจมส์เอ๊ะ

“ครูก้อย” เปิดใจสยบดราม่า หลัง “เจมส์ เรืองศักดิ์” ร้องคู่ “เอ๊ะ ศศิกานต์” ใน ร้องข้ามกำแพง

สร้างเซอร์ไพรส์ใหญ่ให้แฟนเพลงยุค 90 จนติดเทรนด์ สำหรับรายการ The Wall Song ร้องข้ามกำแพง EP.312 เมื่ออดีตคู่รักสุดฮอต “เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์” และ “เอ๊ะ ศศิกานต์ อัปสรเพียร” โคจรกลับมาพบกันอีกครั้งในรอบ 10 ปี ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่นและมิตรภาพที่งดงาม แม้ทั้งคู่จะเลิกรากันไปนานและต่างฝ่ายต่างมีครอบครัวที่อบอุ่นแล้วก็ตาม

ทว่างานนี้ไม่วายมีชาวเน็ตจับตา ตั้งคำถามดราม่าเบาๆ ว่าการมาร่วมงานกันแบบนี้ จะมีปัญหารักร้าวหลังบ้าน หรือสร้างความอึดอัดใจให้ภรรยาคู่ชีวิตอย่าง “ครูก้อย นัชชา ลอยชูศักดิ์” หรือไม่?

Screenshot 2026-08-28 143510
ขอบคุณภาพ : The Wall Song ร้องข้ามกำแพง

ล่าสุด “ครูก้อย นัชชา” ไม่ปล่อยให้สงสัยนาน ออกมาโพสต์ชี้แจงผ่านพื้นที่ส่วนตัว ร่ายยาวถึงความรู้สึกในวันนั้นแบบเคลียร์ชัด สยบทุกดราม่าสตรีมมิ่งทันที โดยระบุว่า

” เห็นหลายคนคอมเมนต์ว่าภรรยาคงรู้ก่อน ว่าหลังกำแพงเป็นใคร ?

ตอบตรงๆ ว่า “รู้พร้อมกันจ้าาา” นั่งดูอยู่ในสตู อึ้ง!! สตั้นไป 3 วิ น้ำตาคลอ เพลงก็บิ้วท์จัดๆ (ถ้ารู้ก่อน ก็คงแต่งหน้า ทำผมไปหน่อยแล้วไหม )

ในขณะที่กำแพงยังไม่เลื่อนขึ้น พี่เจมส์ก็ยังไม่รู้ แต่เราเห็นแล้ว เราก็กังวลว่าเขาจะรู้สึกยังไง ที่เรานั่งอยู่ด้วย เพราะเขาเป็นคนที่แคร์เรามาก แต่วันนั้นไม่รู้คิดยังไง ตามไปดูด้วย  (ซึ่งปกติช่วงนี้ไม่ค่อยได้ตาม ลูกเพิ่งคลอดได้ 3 เดือน)

ความรู้สึกเรา ณ ตอนนั้น คือ สับสน ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไร มันผสมปนเป

มีทั้งซึ้ง (เพลงพาไปมากๆ ซึ่งเพลงนี้..ไม่ใช่ทีมงานเป็นคนเลือกนะคะ พี่เจมส์เป็นคนเลือกร้องเพลงนี้เอง เพราะพี่เจมส์ชอบเพลงนี้ของ Tilly Birds )

มีทั้งสงสาร พี่เจมส์ กังวลว่าพี่เจมส์จะรู้สึกอึดอัด และมีทั้งปลาบปลื้มที่ทั้งคู่ได้กลับมาเจอกัน ต้องยอมรับว่าเราก็คือหนึ่งใน FC ของคู่พี่เขาเหมือนกันในยุคนั้น

เหมือนวันนั้นเรามาในฐานะ FC ที่เชียร์เขา แต่พอสักพักก็นึกได้ว่าเราเป็นเมีย คือ งง ไปหมด

แต่ที่แน่ๆ รายการทำถึงมาก ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเบอร์นี้ ไม่คิดเลยจริงๆ หลายคนบอกว่ากลับบ้านมาโดนเมียด่าแน่ ไม่ด่าค่า ด่าเรื่องอะไรก่อน ?

รักพี่เจมส์ เสมอค่า คุณพ่อที่น่ารักของลูกๆ ครูก้อย “

เรียกว่าเป็นการออกมาตอบคำถามที่ได้ใจแฟนคลับไปเต็มๆ ทั้งน่ารัก จริงใจ และตอกย้ำว่ามิตรภาพที่งดงามนั้นเกิดขึ้นได้เสมอเมื่อเวลาผ่านไป

Screenshot 2026-08-28 143429

ข่าวบันเทิงวันนี้ครูก้อยร้องข้ามกำแพงเจมส์เรืองศักดิ์เอ๊ะศศิกานต์

นภินทร ซัด การเมืองสกปรก กดดัน กกต. คดีฮั้ว สว. ถาม ไอติม เป็นถึง สส. มีวุฒิภาวะแค่ไหน

28 สิงหาคม 2569 เวลา 16:01 น.

นภินทร ซัด การเมืองสกปรก เปิดหลักฐานซีกเดียว-จินตนาการไร้เหตุผล-กดดัน กกต. คดีฮั้ว สว. ถาม ไอติม เป็นถึง สส. มีวุฒิภาวะแค่ไหน พร้อม ขู่ ยิ่งชีพ เจอกันในศาล แจ้งความสน.ทองหล่อแล้ว ลั่น ไม่โง่ทำผิดกม.ต่อหน้า 8-9 คน บอก ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคณะไต่สวนชุดที่ 26 ตั้งข้อหาแบบสุ่ม

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ออกมาโจมตีหลีกเลี่ยงตอบกระทู้สภาเรื่องคดีฮั้ว สว.ว่า ตนได้รับคำสั่งแต่งตั้งจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งลุ่มน้ำภาคกลาง ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี รวม 5 จังหวัด

คณะอนุกรรมการดังกล่าวประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด เกษตรจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด รวมถึงผู้แทนจากกระทรวงคมนาคม กระทรวงกลาโหม สำนักงบประมาณ กรมชลประทาน และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้ง 5 จังหวัด เพื่อเตรียมแก้ไขปัญหาอุทกภัยจากสถานการณ์พายุฝนที่จะเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางในช่วงเดือน ก.ย.

นายนภินทร กล่าวว่า ตนมีกำหนดการลงพื้นที่ จ.ราชบุรีในวันที่ 27 ส.ค. และได้ทำหนังสือแจ้งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค.ว่า จะไปราชการในวันดังกล่าว ต่อมาวันที่ 22 ส.ค. มีหนังสือแจ้งให้คณะกรรมการจากทั้ง 5 จังหวัดเดินทางมาประชุมร่วมกันที่ จ.ราชบุรี ส่วนกรณีที่ได้รับแจ้งว่าจะมีกระทู้ถามสดนั้น ตนได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่ามีกระทู้ถามสด แต่ในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าจะเป็นเรื่องใด และวันต่อมาได้ประสานกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งเพื่อยืนยันว่าในวันที่ 27 ส.ค. ตนมีภารกิจตรวจราชการที่ จ.ราชบุรี

นายนภิทร ยอมรับว่า การมาตอบกระทู้ถามและชี้แจงต่อสภาถือเป็นหน้าที่สำคัญ แต่เมื่อภารกิจเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ตนเห็นว่าต้องเลือกภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาของประชาชนก่อน เพราะการประชุมครั้งนี้มีตัวแทนจากทั้ง 5 จังหวัดเดินทางมาร่วมกัน หากเลื่อนการประชุมออกไป อาจต้องรอถึงกลางเดือน ก.ย. เนื่องจากตนมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ และอาจไม่ทันต่อสถานการณ์พายุฝนที่จะเข้าสู่พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ตนมีจิตสำนึกต่อประชาชน ส่วนผู้ที่กล่าวหาว่าตนไม่มีจิตสำนึกนั้น มีวุฒิภาวะมากแค่ไหน ที่มองว่าตนขาดจิตสำนึกจากกรณีดังกล่าว

จากนั้นนายนภินทรกล่าวถึงประเด็นที่ถูกตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับนายเอโดยระบุว่า หากมีข้อสงสัยสามารถโทรศัพท์เข้ามาสอบถามได้ทันที หากนายพริษฐ์และนายยิ่งชีพต้องการสอบถาม ตนพร้อมเปิด Speakerphone ให้ฟังต่อหน้ากันตรงนี้

นายนภินทร กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ถูกตั้งกระทู้ถามระบุว่า เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.67 นายเอ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สว. ได้เข้าพบตนในห้องทำงาน ขณะที่ตนดำรงตำแหน่ง รมช.พาณิชย์ และในวันที่ 25 มิ.ย.ได้ถูกเรียกมาพบอีกครั้ง รวมถึงมีการกล่าวอ้างว่าให้เซ็นใบลาออกจากการเป็น สว.ล่วงหน้า จึงมีการตั้งคำถามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ซึ่งจุดเริ่มต้นของการเข้าพบเกิดจากการประสานงานของประธานสภาเกษตรแห่งชาติในช่วงกลางเดือน มิ.ย.67 เพื่อขอเข้าพบ เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับภาคการเกษตรใน จ.ราชบุรี จึงมีการนัดหมายเข้าพบในวันที่ 24 มิ.ย.ที่กระทรวงพาณิชย์ ในวันดังกล่าว มีผู้แทนจากสภาเกษตรแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาเกษตรแห่งชาติ รวมถึงผู้อำนวยการและประธานสภาเกษตรจังหวัดราชบุรี และนายเอเข้าร่วมการหารือ ตนจึงได้เชิญข้าราชการระดับสูงจากกรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเข้ามาร่วมพูดคุยด้วย เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร

นายนภินทร กล่าวอีกว่า ระหว่างการพูดคุย นายเอได้กล่าวขึ้นมาว่า ตนเป็นผู้สมัคร สว. และขอให้ช่วยสนับสนุน แต่ตนตอบปฏิเสธทันที โดยระบุว่าไม่สามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนได้ เนื่องจากมีกฎหมายห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว. อีกทั้งในขณะนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มีคำสั่งภายในพรรคอย่างชัดเจน ห้ามสมาชิกพรรคเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งหลังจากปฏิเสธเรื่องดังกล่าวแล้ว การหารือจึงกลับเข้าสู่ประเด็นปัญหาการเกษตร โดยเฉพาะปัญหาของชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงที่ประสบปัญหาเรื่องตลาดและการจำหน่ายผลผลิต

นายนภินทร กล่าวว่า ก่อนหน้านั้นมีหนังสือเกี่ยวกับปัญหาของชมรมผู้เลี้ยงไก่งวงไปยังสภาเกษตรแห่งชาติ และมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา โดยที่ประชุมมีความเห็นให้นำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีหนังสือออกเมื่อวันที่ 13 มี.ค.67 แต่หลังจากนั้นเรื่องไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ต่อมาผู้ร้องเรียนได้ทำหนังสือถึงประธานสภาเกษตรแห่งชาติ เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเป็นที่มาของการประสานงานมายังตน

โดยมีการหารือถึงแนวทางจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการบริโภคไก่งวงและช่วยแก้ปัญหาตลาด โดยเนื่องจากตนมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ จึงมีการนัดหมายหารืออีกครั้งในวันที่ 25 มิ.ย.เพื่อเร่งจัดทำหนังสือเสนอเรื่องการจัดกิจกรรม กระทั่งวันที่ 25 มิ.ย.นายเอเดินทางมาพร้อมกับคณะ และได้ขอให้ตนช่วยสนับสนุนเรื่องการสมัคร สว. อีกครั้ง ซึ่งตนปฏิเสธอีกครั้งทันที และเชิญนายเอออกจากห้อง เนื่องจากได้ชี้แจงไปแล้วว่าไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวได้ พร้อมระบุว่า ตนยังได้ตำหนิผู้ที่พานายเอมาด้วยว่า เหตุใดจึงนำมาพูดเรื่องนี้อีก ทั้งที่ได้ปฏิเสธไปแล้ว

นายนภินทร ยังชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่มีต่อตนเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีพยานหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน และไม่มีหนังสือหรือเอกสารที่ยืนยันตามข้อกล่าวหา ขณะที่ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน ต่างให้การสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ตนชี้แจงทั้งหมด

“ผมเองก็เป็นมนุษย์กินข้าวคนหนึ่ง ไม่โง่ที่จะทำผิดกฎหมายต่อหน้าคน 8-9 คน ถ้าบอกว่าจะช่วยอะไร ให้เซ็น ไม่ร้อง จะทำต่อหน้าคน 8-9 คนได้อย่างไร นี่คือข้อเท็จจริงที่ผมนำเสนอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดที่ 26”

นายนภินทรตั้งคำถามว่า นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ์ สส.พรรคประชาชน ได้นำข้อเท็จจริงเหล่านี้มาเปิดเผยหรือไม่ รวมถึงได้ระบุหรือไม่ว่ามีพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องให้การในลักษณะดังกล่าว

ส่วนกรณีวันที่ 4-5 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นช่วงการปฐมนิเทศ สว. ที่โรงแรมพูลแมน นายนภินทร กล่าวว่า มีการนำข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ของ สว. และนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยมาเชื่อมโยงกับสถานที่ดังกล่าว โดยตั้งข้อสังเกตว่า โรงแรมพูลแมนเปรียบเสมือนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปใช้บริการได้ ทั้งบริเวณชั้นล่าง ร้านกาแฟ ล็อบบี้ และห้องอาหาร

นายนภินทรระบุว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว พรรคภูมิใจไทยซึ่งสำนักงานยังสร้างไม่เสร็จ ก็ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์และพูดคุยกัน และหากมีเรื่องสำคัญก็สามารถใช้ห้องประชุมขนาดเล็กที่รองรับคนได้ไม่เกิน 10 คน ส่วนกรณีที่อ้างว่า สว. รวมตัวกันเป็นจำนวนมากถึงประมาณ 100 คน หากเกิดขึ้นจริงก็ต้องใช้ห้องประชุมใหญ่

“การมีสัญญาณโทรศัพท์ของ สส.พรรคภูมิใจไทยอยู่ที่โรงแรมพูลแมน ถามว่ามีหลักฐานหรือไม่ว่าอยู่ในห้องประชุมตรงนั้น”

นายนภินทร ยืนยันด้วยว่า ในวันที่ 4-5 ก.ค.67 ตนไม่ได้อยู่ที่โรงแรมพูลแมน เนื่องจากเดินทางไปราชการที่ประเทศเยอรมนี โดยมีทั้งหนังสืออนุญาตเดินทางไปราชการที่เสนอถึงนายภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ในขณะนั้น รวมถึงหลักฐานหนังสือเดินทางแสดงการเดินทางเข้า-ออกประเทศ โดยตนเดินทางออกจากประเทศไทยวันที่ 28 มิ.ย.67 และเดินทางกลับประเทศไทยวันที่ 8 ก.ค.67 ซึ่งได้นำหลักฐานทั้ง 2 ส่วนส่งให้ กกต. ชุดที่ 26 แล้ว

“นี่คือหลักฐานชัดเจน แล้วถามว่าตั้งข้อกล่าวหาได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าคณะกรรมการชุดที่ 26 ใช้วิธีการตั้งข้อหาแบบสุ่ม”

นายนภินทร กล่าวว่า เชื่อว่าผู้ถูกร้องทั้ง 229 คน มีหลักฐานที่สามารถนำมาใช้ชี้แจงข้อกล่าวหาได้อย่างชัดเจน แต่ขณะนี้มีกระแสกดดันให้ส่งฟ้องทั้ง 229 คน จึงตั้งคำถามว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการส่งฟ้องที่เป็นธรรมหรือไม่ เพราะมีการเปิดหลักฐานเพียงไฟล์เดียว ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อผู้ถูกร้อง ขณะที่หลักฐานที่ใช้ต่อสู้และเป็นคุณต่อผู้ถูกร้องกลับไม่ได้ถูกเปิดเผย ซึ่งการที่ กกต. ดำเนินการพิจารณาคดีมากกว่า 400 คดีอย่างละเอียดเป็นรายบุคคล ถือเป็นการกระทำที่ชอบและถูกต้อง แต่การกดดันให้ส่งฟ้อง 229 คน โดยเปิดหลักฐานเพียงด้านเดียวและกดดันการทำงานของ กกต. นั้น หากมองในทางการเมืองถือว่าเป็น “การทำงานการเมืองที่สกปรก”

นายนภินทร กล่าวต่อว่า การทำแบบนี้เป็นการกดดันที่ไม่ชอบธรรม เพราะคุณเปิดหลักฐานเพียงฝั่งเดียว ส่วนคนถูกร้องคุณไม่เปิด คุณเปิดเฉพาะหลักฐานที่เป็นผลร้ายต่อผู้ถูกร้อง แต่หลักฐานที่เขาใช้ต่อสู้และเป็นคุณ คุณกลับไม่เปิดออกมาเลย และการกดดันให้ส่งฟ้องทั้ง 229 คน โดยเปิดหลักฐานเพียงข้างเดียวเพื่อกดดันการทำงานของ กกต. ตนเชื่อว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม หากในทางการเมือง ตนถือว่าเป็นการทำงานทางการเมืองที่สกปรก ขอยืนยันว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระ ทำหน้าที่เหมือนตำรวจ อัยการ และศาล ในกรณีที่ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง เขาแจกใบแดงได้ เขาเป็นทั้งตำรวจ อัยการ และศาล แต่หากรับรองไปแล้ว เขาจะทำหน้าที่เหมือนตำรวจและอัยการในการสืบสวนไต่สวน และมีความเห็นส่งศาล

นายนภินทร กล่าวว่า มาตรฐานของ กกต. ต่างจากอัยการและตำรวจเล็กน้อย ตรงที่อัยการและตำรวจเป็นคดีอาญา ต้องมีหลักฐานจนปราศจากข้อสงสัยว่ากระทำผิดจริง แต่ของ กกต. ลดลงมา เพราะเป็นเรื่องการตัดสิทธิการเลือกตั้ง ใช้คำว่า มีเหตุผลอันควรเชื่อว่าผู้นั้นกระทำความผิด จึงใช้พยานหลักฐานเพียง 60% กกต.จึงมีอำนาจใช้ดุลพินิจตรงนี้ คุณจะมาจินตนาการว่า สว. เลือก กกต. มา 3-4 คนแล้วจะลำเอียง คุณกำลังจินตนาการให้ร้ายกับสังคม คุณต้องให้โอกาสการทำงาน ฝ่ายการเมืองซีกไหนก็ตามที่พยายามเปิดเรื่องเหล่านี้มาเพื่อบีบกดดัน กกต. ตนถือว่าไม่ดี ไม่เหมาะสม เป็นการเมืองที่สกปรก

นายนภินทร กล่าวอีกว่า สำนวนถือเป็นความลับ เมื่อคุณมาเปิดเฉพาะประเด็นที่เป็นผลร้าย กกต. ก็ไม่สามารถเอาสำนวนมาชี้แจงเพื่อแก้ข้อกล่าวหาเหล่านั้นได้ เพราะเขาพูดไม่ได้ ออกมาโต้ตอบไม่ได้ คุณจึงไม่ควรทำแบบนี้ เปิดข้อเท็จจริงเพียงซีกเดียวในสิ่งที่ กกต. พูดไม่ได้ ส่วนตนมีข้อมูล ตนพูดได้ แต่ที่พยายามไม่พูดเพราะต้องการให้ กกต. มีอิสระในการทำงาน ถ้าพูดว่าตนบริสุทธิ์ ก็เหมือนไปกดดัน กกต. ว่าต้องสั่งไม่ฟ้องตน แต่เมื่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานวิปฝ่ายค้าน ออกมาพูดแบบนี้ ตนจึงจำเป็นต้องพูด นายพริษฐ์หรือนายยิ่งชีพสงสัยอะไรถามมาได้เลย พร้อมตอบทุกคำถาม

นายนภินทร ระบุว่า มีประเด็นเพิ่มขึ้นมาว่า วันที่ 21-27 ก.ค.67 มี สว. ไปรวมกันที่โรงแรมพูลแมน และมีคนเห็นนายกฯ ไปที่นั่น มีสัญญาณโทรศัพท์ ขอถามว่า แค่นั้นพอหรือ นายกฯ ไปโรงแรมพูลแมนเป็นประจำ ท่านจำไม่ได้หรอกว่าไปวันไหน การที่ท่านอยู่โรงแรมพูลแมนแล้ว สว.จะไปจริงหรือไม่จริง ตนไม่ทราบ แต่จะมาสันนิษฐานเชิงลบว่าท่านอยู่ในห้องประชุมกับ สว. ด้วยนั้น เป็นการจินตนาการให้ร้ายและนำสิ่งนี้มาแสดงต่อสังคม อยากฝากสังคมให้พิจารณาอย่างรอบด้าน ให้โอกาสคนที่ทำงาน ให้โอกาส กกต. และให้โอกาสผู้ถูกร้องได้พูดบ้าง

นายนภินทร กล่าวว่า นายพริษฐ์บอกว่ามีผู้สมัคร สว. ไปที่กระทรวงพาณิชย์ 4-5 คน มีสัญญาณโทรศัพท์ แล้วถามว่าเจอตนหรือไม่ ขอบอกว่า ตนไม่เจอ แล้วตนก็ถามกลับว่า นายพริษฐ์เอาเรื่องแบบนี้มาถามตนหรือ เป็นถึง สส. ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีคน 4-5 พันคน มีผู้สมัคร สว. หรือ สว. ไปที่กระทรวงพาณิชย์ แล้วมาถามแบบนี้ เป็นการพยายามเชื่อมโยงแบบจินตนาการไร้เหตุผล ส่วนที่ระบุว่ามีเส้นทางการเงินนั้น คนที่จ่ายเงินอาจจะมีคำชี้แจงว่าจ่ายให้ใครอย่างไร แต่คนๆ นั้นเป็นเพียงคนรู้จักของนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยคนหนึ่ง หรือเคยเป็นตัวแทนของภูมิใจไทย เท่านี้เพียงพอแล้วหรือที่จะกล่าวหาว่านักการเมืองพรรคภูมิใจไทยคนนั้นว่าจ้างให้เขาทำ หลักฐานเชื่อถือได้แล้วหรือ อยากให้สังคมค่อยๆ คิดตรึกตรองเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

“ผมพยายามเงียบที่สุด เพราะผมส่งข้อมูลทั้งหมดให้ กกต. หมดแล้ว แต่เมื่อคณะไต่สวนชุดที่ 26 ลงความเห็นว่าผมมีความผิด ก็ไม่เป็นไร ผมยังเชื่อใน กกต. ทั้ง 7 ท่านว่ามีเหตุและผลเพียงพอ และเชื่อในกระบวนการยุติธรรม แต่ผมไม่เชื่อคณะชุดที่ 26 จากหลักฐานที่ผมชี้แจง ผมไม่เชื่อว่าผมได้รับความเป็นธรรมจากคณะชุดที่ 26 ของ กกต.”นายนภินทร ระบุ

นายนภินทร กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ตนแจ้งความนายยิ่งชีพไว้แล้วที่ สน.ทองหล่อ เพราะสิ่งที่เอามาพูดว่า มีนายเอมาเจอตน และมีข้าราชการ 2 คนเห็น ทำไมคุณไม่พูดให้หมดว่า ข้าราชการ 2 คนนั้นก็อยู่ในห้องด้วยและรู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดคุณตัดถ้อยคำบางส่วนมาพูดต่อสังคม การแสดงความคิดเห็นแบบนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงอคติให้ร้ายตน แล้วพบกันที่ศาล ทุกคดีที่คุณพูดถึงตน แจ้งความหมด และบางเรื่องตนจะฟ้องด้วยตัวเอง

รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เรื่องการตอบกระทู้ในสภา ยืนยันว่า ตนมีจิตสำนึกในการทำงานให้บ้านเมือง คุณต้องเป็นผู้ใหญ่กว่านี้ เป็นถึง สส. ต้องเปิดหลักฐานทุกมุม อ้างว่ามีเอกสาร 9 หมื่นกว่าหน้า ก็เปิดให้ครบสิ ในสำนวนผู้ถูกร้องมีหลักฐานหักล้างเยอะแยะ ทำไมเปิดแค่ซีกเดียว ส่วนที่นายยิ่งชีพเคยพูดว่า ถ้าฝ่ายรัฐบาลพูดความจริงจะยอมกราบขอโทษ วันนี้ตนพูดความจริงหมดแล้ว คุณจะทำตามคำพูดหรือไม่ก็เรื่องของคุณ ตนไม่บังคับ ใครพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบคำพูดตัวเอง กล่าวหาตนก็ต้องรับผิดชอบคำพูด ทั้งนี้ นายนภินทรได้ชี้นิ้วพร้อมกับบอกว่า “แล้วเจอกัน”

“ผมบอกเบอร์โทรศัพท์ไปแล้ว สงสัยอะไรถามมาได้เลย ผมจะตอบในส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าไปถามเรื่องคนอื่นผมตอบไม่ได้ เพราะไม่รู้ข้อเท็จจริงในสำนวน กกต. สังคมจึงต้องให้ความเป็นธรรม” นายนภินทร กล่าว

กกตนภินทรพริษฐ์ราชบุรีฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์

ยิ่งชีพ ดักคอ ถ้า กกต. ไม่ฟ้องยกชุด 229 ผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว. ระบอบสีน้ำเงินจะเฟื่องฟู

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:31 น.

28 สิงหาคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Yingcheep Atchanont ระบุว่า ช่วงนี้มีคำถามเข้ามาเยอะจากประชาชนผู้เป็นห่วงเป็นใย และโดยเฉพาะสื่อมวลชนทุกสำนัก ถามว่า ถ้าหากกกต. สั่งไม่ฟ้องใครเลยในคดีการโกงเลือกสว. ที่มีผู้ต้องหา 229 คน แล้วจะทำอย่างไรต่อ ?? จะทำยังไงที่จะเอาผิดพวกเขาได้ ??

ผมคิดว่า นี่เป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่จำเป็นต้องตอบ

เพราะถ้าตอบตรงๆ ไม่ถนอมน้ำใจคนถามก็คือ “ไม่มีทาง” อะไรอีกแล้วครับ

สิ่งที่คาดหมายได้ว่า จะเกิดขึ้นหากกกต. สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 229 คน ผลที่จะตามมาเป็นดังนี้

1) ผู้ต้องหาทั้ง 229 คน ซึ่งมีทั้งแกนนำพรรคภูมิใจไทย สส. และสว. อีก 138 คน จะรอดตัวจากข้อกล่าวหานี้ ลอยตัวด้วยคำสั่งที่มีกฎหมายรองรับ หลังจากนี้หากใครขุดเรื่องการโกงเลือกสว. ขึ้นมาพูดอีก พวกเขาจะปฏิเสธอย่างหนักแน่นโดยมีหลังพิงคือ คำสั่งกกต. ถ้าใครไปวิจารณ์ว่า เขาโกงการเลือกมาอีก เขาจะปีกกล้าขาแข็งมากขึ้นอีกในการไปฟ้องเอาผิดหมิ่นประมาท เพราะกกต. สั่งไม่ฟ้องพวกเขาไปหมดแล้ว คดีที่ฟ้องคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์จะมากขึ้นแน่ๆ

2) ระบอบสีน้ำเงินจะยิ้มร่า ลอยตัวสบายใจได้ คราวนี้เมื่ออยู่ในสภาพวกเขาจะลงมติโดยแพ็คกันโหวตแบบ “ตามใจ” โดยไม่ต้องเกรงกลัวอะไรอีกแล้ว ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญจะผ่านได้ก็ต้องเป็นโมเดลที่พวกเขาพอใจเท่านั้น รัฐธรรมนูญใหม่จะเดินหน้าได้ก็ต้องเป็นแนวทางที่มอบอำนาจให้ สว. สีน้ำเงินแบบเต็มๆ ก่อน ถ้าเสนอแก้ไขที่มาสว. ให้เลือกตั้ง หรือเสนอยกเลิกสว. ไม่มีทางที่พวกเขาจะยกมือให้ผ่าน และไม่อาจจะแก้ไขระบบนี้ได้ ยังมองไม่เห็นหนทาง

3) สว. สีน้ำเงินจะอยู่ในตำแหน่งต่อไป ระหว่างทางข้างหน้าพวกเขาจะเลือกคนมาเป็นกกต. จนเต็มครบทั้ง 7 คน ดังนั้นถ้ามีการเลือกตั้งสส. เลือกสว. เลือกตั้งอะไรก็แล้วแต่เกิดขึ้นในภายภาคหน้า การเลือกตั้งก็จะอยู่ในการควบคุมโดยคนจากสีน้ำเงินทั้งหมด พวกเขาจะ “ทางสะดวก” รวมทั้งองค์กรตรวจสอบอำนาจรัฐทั้งหมด ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. สตง. กสม. อัยการ ศาลปกครอง ฯลฯ กลไกการตรวจสอบทุจริตจะถูกยึดกุมไว้ทั้งหมดเลย

4) ถ้าจะมีการเลือกสว. ใหม่ใครอยากเป็นสว. ก็วิ่งไปสยบยอมกับพวกเขา เพราะกกต. เป็นคนที่เขาเลือกมา และเขามีประสบการณ์รู้แล้วว่า วิธีการจัดการให้ได้สว. ต้องทำอย่างไร หลบกฎหมายหลบคดีอย่างไร แล้วก็ทำได้เต็มที่ เอาคนพวกเดียวกันไปสมัครก็จะไม่มีการตรวจสอบคุณสมบัติ วันเลือกพวกเขาจะแต่งตัวมาเหมือนกัน โหวตกันเอง ทำโพยกันโจ่งแจ้ง จ่ายเงินสดกันไม่มีรายการพร้อมเพย์ และไม่มีใครตรวจเพราะกกต. ก็เป็นคนของเขาหมดแล้ว ถ้าจะมีสว. อีกรอบหน้าทั้ง 200 คน และตัวสำรอง 100 คน จะเป็นคนกลุ่มเดียวกันสีน้ำเงินทั้งหมด ไม่ต้องไปแข่งขันกัน แข่งไม่ได้หรอก

5) สรุปว่า ระบอบสีน้ำเงินจะเฟื่องฟู มองไม่เห็นว่าจะเอาลงอย่างไร

ผมได้ยินหลายท่านถามมาว่า เราจะเอาผิดกกต. ได้ไหม ก็ไม่แน่ครับ อาจจะเอาผิดได้ก็ได้ แต่ถ้าฟ้องคดีสำเร็จเพื่อเอากกต. ติดคุกได้ 3-4 คน สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ รัฐเสียเงินเพิ่มเลี้ยงดูคนเหล่านี้ให้กินฟรีในเรือนจำ แล้วก็จะเลือกกกต. ใหม่โดยสว. ชุดนี้อยู่ดี คนอาจเห็นกกต. ติดคุกแล้วสะใจ แต่ระบบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนะครับ ยังเดินหน้าลงเหวกันต่อไป ดังนั้น การเอากกต. ติดคุกยังไม่ใช่เป้าหมายครับ

ผมได้ยินหลายท่านถามมาว่า ถ้ากกต. ไม่สั่งฟ้องเลย มีทางอื่นที่จะสั่งฟ้องคนเหล่านี้ได้ไหม ผมตอบว่า “ไม่มี” ครับ เพราะระบอบภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ “พวกเขา” เป็นใหญ่ที่สุด คดีการโกงการเลือกตั้งทั้งหมดมี กกต. เป็นใหญ่ที่สุดไม่มีองค์กรอื่นมาสั่งฟ้องแทนกกต. ได้ และถ้าหากมีคำสั่ง “ไม่ฟ้อง” ยุติคดีไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปข้างหน้าการเมืองเปลี่ยนทิศ สีอื่นได้เป็นรัฐบาล มีรัฐธรรมนูญใหม่ การจะย้อนกลับมารื้อคดีเดิมขึ้นมาฟ้องร้องก็จะขัดต่อหลักการทางกฎหมาย ที่บุคคลไม่ควรถูกดำเนินคดีซ้ำหลายรอบจากการกระทำเดียว

ผมจึงคิดว่า นี่เป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ และไม่จำเป็นต้องตอบในภาวะนี้ครับ

ตราบใดที่คำสั่งของกกต. ยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ แม้เราจะคาดเดาว่า พวกเขาอาจจะกล้าหาญสวนกระแสโดยสั่งไม่ฟ้องใครเลยก็ตาม แต่ตอนนี้เขายังไม่สั่ง ดังนั้นการรวมพลังประชาชนส่งเสียงไปยังกกต. เรียกร้องให้ #สั่งฟ้องสว และผู้ที่เกี่ยวข้องในขบวนการฉ้อฉลขนาดใหญ่ทั้ง 229 คน จึงเป็นสิ่งที่ชอบธรรม และควรทำมากที่สุดในภาวะนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วัน

ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาหาทาง และมาคิดเผื่อว่า ถ้า … เขาไม่สั่งฟ้องแล้วเราจะ … ผมไม่คิด ผมไม่มีทางเลือก และผมไม่มีทางออกอื่นให้ นอกจากทำให้ดีที่สุดในวันนี้ และชวนทุกคนส่งเสียงให้ดังที่สุดในช่วงสองสามวันที่เหลือนี้ จะได้ไม่ต้องย้อนกลับมาเสียใจว่าไม่ได้ทำครับ

กกตยิ่งชีพอัชฌานนท์ยิ่งชีพไอลอว์ระบอบสีน้ำเงินฮั้วสว.ไอลอว์

ฐิติเชฏฐ์ สับเท้าหนีสื่อ ปัดตอบ คดีฮั้ว สว.จบสัปดาห์หน้าหรือไม่!? บอกต้องรีบไปประชุม กกต.

28 สิงหาคม 2569 เวลา 15:31 น.

Screenshot

เมื่อวันที่ 28 ม.ค.2569 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขึ้นปาฐกถาเปิด เวที นำเสนอ ยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการต่อสาธารณะของนักศึกษา หลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูงรุ่นที่ 16 (พตส.)

โดยนายฐิติเชฏฐ์ บอกกับนักศึกษาที่มาร่วมฟังปาฐกถาว่า ในระหว่างที่ตนเองกำลังปาฐกถาอยู่ ที่สำนักงาน กกต. ก็มีการประชุม กกต. ดังนั้น เมื่อตนเองปาฐกถาจบก็จะต้องรีบไปร่วมประชุมด้วยเช่นเดียวกัน จึงไม่สามารถอยู่ฟังการนำเสนอยุทธศาสตร์ ของนักศึกษาได้

หลังจากที่กล่าวจบแล้ว นายฐิติเชฏฐ์ รีบลงจากเวทีทันที ก่อนจะออกประตูด้านข้าง ของห้องประชุม เนื่องจากมีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งรอสัมภาษณ์ นายฐิติเชฏฐ์ อยู่ที่ด้านหน้าห้องประชุม โดยมีเจ้าหน้าที่ กกต. เดินกันสื่อ ไม่ให้ตาม นายฐิติเชฏฐ์ ไป

โดยในระหว่างที่เดินหนี ผู้สื่อข่าวพยายามจะสอบถาม ว่าคดีฮั้วเลือก สว. กกต. จะพิจารณาแล้วเสร็จภายในสัปดาห์หน้าหรือไม่ นายฐิติเชฏฐ์ ไม่ได้ตอบคำถามใดๆ กับผู้สื่อข่าว ก่อนที่จะรีบเดินขึ้นรถไปทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับนายฐิติเชฏฐ์ เป็นหนึ่งใน กกต. ที่ถูกกล่าวหา และถูกจับตาว่าจะร่วมลงมติในคดีคำร้องเอาผิด กรณีฮั้ว สว. ขณะเดียวกัน มีการยื่นหนังสือ และเคลื่อนไหวจากภาคส่วนต่างๆ เช่น สว.สำรอง และนักกฎหมาย เรียกร้องให้นายฐิติเชฏฐ์ ถอนตัวจากการร่วมลงมติคดีฮั้ว สว. เนื่องจากไม้มั่นใจเรื่องความโปร่งใส รวมทั้งกระแสข่าวลือเรื่องมติภายใน กกต.

กกตฐิติเชฏฐ์ประชุมกกต.ฮั้วสว.แนวหน้าออนไลน์