ปชป.สัมมนา หาดใหญ่ ระดมความเห็นรับมือน้ำท่วม เชิญ นายกแป้น ร่วมถก

ปชป.สัมมนา หาดใหญ่ ระดมความเห็นรับมือน้ำท่วม เชิญ นายกแป้น ร่วมถก

ปชป.สัมมนา หาดใหญ่ ระดมความเห็นรับมือน้ำท่วม เชิญ นายกแป้น ร่วมถก

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 12.11 น.

“ปชป.”สัมมนา”หาดใหญ่” ระดมความเห็นรับมือน้ำท่วม เชิญ”นายกแป้น”ถกแก้น้ำท่วม “อภิสิทธิ์”พร้อมรวมความเห็นสะท้อนรัฐบาล ห่วงเรื่องน้ำท่วมกลายเป็นการทะเลาะการเมือง ขณะที่”ชวน”ฉะปัญหาน้ำท่วมใต้เกิดจากการบริหารของมหาดไทย ย้ายผู้ปกครองเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ด้าน”ชัยชนะ”ชูโมเดลเมืองคอน ขุดคลองเลี่ยงเมืองแก้ปัญหา ภาคเอกชนโอด 6 เดือนหลังน้ำท่วม หมดโปรพักดอกเบี้ย-เงินต้น แต่เศรษฐกิจยังซบเซาเหมือนเป็นระเบิดเวลา วอนแบงก์ลดเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อธุรกิจ

12 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมบุรีศรีภู หาดใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดสัมมนา สส.พรรคฯ ภายใต้สโลแกน “ฟ้าใต้ ฟ้าใส ไปด้วยกัน ฟื้นเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง ยกระดับคุรภาพชีวิต” โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคฯ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคฯ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ และประธาน สส. สส.ของพรรคฯ และสมาชิกพรรคฯ รวมถึง นายอนุชา บูรพชัยศรี อดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมสัมมนาด้วย

ซึ่งมีการเปิดเวทีระดมความเห็นจากภาคประชาชน และภาคธรุกิจใน จ.สงขลา และ อ.หาดใหญ่ อาทิ สมาคมโรงแรม, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, สมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่, สภาเศรษฐกิจ, สมาพันธ์ SMEs และตัวแทนมูลนิธิในหาดใหญ่ รวมตัวแทนนักวิชาการ และนักศึกษา จากทั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, มหาวิทยาลัยทักษิณ, มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึง นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ นายกแป้น นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เพื่อร่วมกันวางแนวทางป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ ก่อนเข้าสูช่วงความเสี่ยงการเกิดอุทกภัย

โดยก่อนเริ่มสัมมนาได้เปิดวีดีโอน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่หาดใหญ่เมื่อปลายปี 2568 และการทำงานในสภาฯ ที่ สส.ของพรรคฯ มีการท่วมถามการเยียวยา ชดเชย และการซ่อมแซมระบบต่างๆ ในการรับมือน้ำท่วมที่จะมาอีกครั้งในปลายปี 2569 ซึ่งเป็นการระดมความเห็นถึงแผนฟื้นฟูการป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้จะพูด 4 ประเด็น คือ 1.เราอยากตรวจสอบเรื่องการเยียวยาการฟื้นฟูว่า ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการได้รับการช่วยเหลือเรื่องการซ่อมแซมบ้านเรือน เรื่องสินเชื่อต่างๆ สถานะขณะนี้เป็นอย่างไรเพราะจากการติดตามก็ได้รับคำชี้แจงว่า บางเรื่องรัฐบาลดำเนินการเสร็จแล้ว 2.การเตรียมตัวป้องกันในฤดูฝนที่จะมาถึงนี้ ซึ่งขณะนี้ก็เป็นที่สนใจว่า งบประมาณที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะงบฉุกเฉินที่จำเป็นจะต้องใช้ เพื่อให้มีความพร้อมรับมือกับอุทกภัย สถานะเป็นอย่างไร 3.การเตรียมตัวเมือง เพื่อรับมือกับสิ่งเหล่านี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในโครงการสำคัญๆ ที่เคยมีการพูดกัน คืออะไร มีเรื่องไหนที่คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถที่จะไปเรียกร้องผลักดันได้เพิ่มเติมมากขึ้น และ 4.ข้อเสนอของภาคเอกชนต่อการพัฒนาเมืองในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติบวกกับการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับพี่น้องหาดใหญ่และคนใต้

จากนั้น นายจูรี น่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวถึงการฟื้นฟูเยียวยาหาดใหญ่ ว่า เราสู้มาตั้งแต่ต้น ตอนนี้รู้สึกว่าจะมีคนที่ยังไม่ได้เงินเยียวยาประมาณไม่เกิน 1 พันคนจะมีปัญหาตกหล่นอยู่ ที่เดิมมีความพยายามรออุทธรณ์ แต่หน่วยงานยังไม่ตอบมาว่าจะให้อุทธรณ์หรือไม่อย่างไร ชาวบ้านยังคอยเรื่องนี้อยู่ แต่โดยส่วนใหญ่ของพื้นที่ทั้งจังหวัดสงขลาได้รับเงินเยียวยาแล้ว ซึ่งกรณีการอุทธรณ์เป็นเรื่องการตีความกฎหมายว่าอุทธรณ์ได้หรือไม่

ด้าน นายอดิศักดิ์ รัตนะ ในนามภาคประชาชน และเคยทำหน้าที่ในท้องถิ่น กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลผลักดันเงินเยียวยา เนื่องจาก เงินเยียวยาจำนวน 9,000 บาทนั้น ไม่เพียงพอ แต่เงินช่วยเหลือภัยพิบัติส่วนใหญ่ ท้องถิ่นจะไม่จ่ายตั้งแต่ปี 2567 โดยอ้างว่า ไม่มีการเรียกร้อง ซึ่งขณะนี้ภาพรวมจังหวัดสงขลา น่าจะยังมีประชาชนที่ไม่ได้รับเงินจำนวน 4,000 คน

ขณะที่ นายสมพล ชีววัฒนาพงศ์ อุปนายกสมาคมนักธุรกิจหาดใหญ่ กล่าวถึงปัญหาของภาคธุรกิจในการเข้าถึงสินเชื่อ ที่ภาครัฐได้จัดเตรียมไว้ ว่า สินเชื่อที่ภาครัฐอนุมัตินั้น มีการพักดอกเบี้ย 6 เดือน พักเงินต้น 1 ปี แต่สภาพคล่องใหม่ๆ ก็มีนโยบาย และโครงการให้กับธนาคารที่เกี่ยวข้อง แต่การเข้าถึงและอนุมัติยังยากลำบาก เพราะธนาคารก็ยังต้องตรวจสอบเครดิตบูโรของผู้ประกอบการ จึงเสนอว่า ควรลดหย่อนเกณฑ์ และตรวจสอบอัตราความสำเร็จของโครงการย้อนกลับไปที่ธนาคารพาณิชย์ว่า สามารถอนุมัติได้เท่าไร มิเช่นนั้นจะเป็นเสมือนระเบิดเวลา เพราะขณะนี้ ครบเวลาการพักดอกเบี้ย 6 เดือนแล้ว แต่สภาพเศรษฐกิจในสงขลา และหาดใหญ่ยังซบเซา ทำให้ผู้ประกอบการต้องเริ่มกลับมาชำระดอกเบี้ย และปลายปีเมื่อเข้าฤดูฝน ก็จะครบ 1 ปี ที่ผู้ประกอบการจะต้องกลับมาจ่ายเงินต้นต่อเช่นเดิมด้วย ทั้งที่สภาพเศรษฐกิจในสงขลาและหาดใหญ่นั้น พบว่ากำลังซื้อหาย และภาคธุรกิจโรงแรมยังกังวล เพราะใกล้จะถึงหน้าน้ำในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ จึงอยากให้ทุกฝ่ายสร้างความมั่นใจ นอกจากการป้องกันและวิธีการอื่น ยังสามารถทำอะไรได้อีกบ้าง เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว

ด้านนักวิชาการ และนักศึกษา อาทิ อาจารย์พัตรธีรา สุวรรณวศ์ หัวหน้าสาขาวิชาการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยาหาดใหญ่ และนายนวพล เพ็ชรทูล ผู้แทนนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ อยากให้ผู้นำท้องถิ่น หรือรัฐบาล สำรวจพื้นที่หาดใหญ่ว่า จุดใดเป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือจุดพื้นที่สูงน้ำไม่ท่วม เพื่อใช้เป็นพื้นที่อพยพ และเตรียมความพร้อมในการขนย้ายสิ่งของ เพื่อลดความเสียหาย พร้อมเรียกร้องให้เร่งความชัดเจน “หาดใหญ่โมเดล” เพื่อให้ประชาชนในหาดใหญ่ทราบว่า จะต้องอพยพไปที่จุดใด และข่าวที่ออกไปจะต้องเป็นความจริง เพราะผู้ปกครองของนักศึกษาหลายคนก็เป็นกังวล รวมถึงการสอน และการเตรียมความพร้อมให้นักศึกษา เพราะนักศึกษารุ่นใหม่ๆ ยังไม่รับทราบมาก่อนว่า จะต้องเตรียมความพร้อมอะไรบ้าง รวมถึงยังประสานงานกับภาครัฐยาก นักศึกษาและสถานศึกษาต้องจัดการกันเอง

ขณะที่ นายกแป้น ชี้แจงว่า ขณะนี้ในพื้นที่ต้องการขยายแก้มลิงให้สูงขึ้น จากนั้นก็ลอกคู ซึ่งที่หาดใหญ่ มีขนาด 430 กิโลเมตร ตอนนี้เราลอกได้แค่ 200 กว่ากิโลเมตร จึงตั้งงบฯ และโอนมาอีก 50 ล้านบาท เพื่อลอกได้อีกประมาณ 80 กิโลเมตร แต่ยังเหลืออีก 100 กว่ากิโลเมตร ซึ่งเราจะต้องหาทางทำให้เสร็จก่อนน้ำมา โดยตอนนี้ก็พยายามลอกทุกวัน รวมแล้วตอนนี้เราทำได้ประมาณ 220 กิโลเมตร และกำลังจะ e-bidding จำนวน 50 ล้านบาท เพื่อจะลอกให้อีกประมาณ 80 กิโลเมตร ถ้าไม่ลอกน้ำจะล้นเข้าบ้านหมดเหมือนที่ภูเก็ต น้ำรอระบาย ส่วนรถ 150 คัน และอุปกรณ์อะไรต่างๆ ทก็จมน้ำหมด แต่ตอนนี้เงินสะสมเราก็หมดแล้ว ทั้งยังไม่ได้งบอะไรจากงบกลางเลย แต่ประมาณการเงินจากงบกลางที่จะใช้ซ่อมรถประมาณ 200 ล้านบาท แล้วลอกคูประมาณ 60 – 70 ล้านบาท

นายกแป้น กล่าวต่อว่า สำหรับโคลนที่อยู่หน้าบ้านประชาชน ไม่มีทางที่จะล้างลงคูได้ ต้องใช้รถดูดโคลเพื่อเอาไปทิ้งนอกเมืองระยะทาง 100 กว่ากิโลเมตร ซึ่งยากลำบากมาก เพราะรถดูดโคลนที่เรามีก็จมน้ำหมด ตอนนี้ใช้ได้เพียง 2 – 3 คัน และเราก็พยายามใทำอยู่ทุกวัน ซึ่งระยะทาง 400 กว่ากิโลเมตร มันทำยากมาก

ด้าน นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯดูแลภาคใต้ กล่าวว่า สำหรับแผนรับมือนั้น เบื้องต้น ตอนนี้เราเห็นตรงแล้วว่า 1.ไม่มีการประชาสัมพันธ์ การเตือนภัยประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ 2.ไม่มีสถานที่พักพิงในยามอุทกภัย ตนมองว่าโดยหลักการทางผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน แล้วเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมามาร่วมกัน จากนั้นต้องขอยกเว้นระเบียบ เช่น การนำเครื่องสูบน้ำของชลประทาน มาตั้งสูบน้ำให้กับเทศบาลนครหาดใหญ่ เทศบาลเมืองคอหงส์ เพราะต้องมาเบิกน้ำมันในท้องถิ่น นี่คือการบูรณาการโดยจังหวัดเป็นเจ้าภาพหลักก่อน รวมไปถึงกับแผนป้องกันต่างๆ ที่ภาคเอกชนระบุนั้นผู้ว่าฯ ก็ต้องเป็นหลักก่อนเช่นกัน

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ส่วนปัญหาระยะกลางคือการจัดทำงบฯ ต้องประมาณการได้ว่าน้ำที่ไหลผ่านหาดใหญ่กี่ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และประมาณการล่วงหน้าถึงการเปลี่ยนทางน้ำของเมือง หลังมีการถมพื้นที่พัฒนาแล้ว กับที่ยังไม่ได้พัฒนาเมือง ทางผังเมืองต้องมาคุยกันเรื่องนี้ใหม่ ว่าจะมีมาตรการอย่างไร จะมีแผนพัฒนาเพิ่มหรือไม่ ซึ่งพื้นที่หาดใหญ่รับน้ำทั้งหมดเพื่อออกทะเลสาบสงขลา ดังนั้นเราต้องกำหนดให้ได้ว่าปรับผังเมืองอย่างไร ขณะที่ระยะยาว สำหรับงบฯ ขุดคลองเลี่ยงเมืองที่มีอยู่ รัฐต้องมีมาตรการที่ชัดเจน เช่นที่นครศรีธรรมราช เดิมก็เหมือนหาดใหญ่ คือน้ำจากเทือกเขาหลวงไหลผ่านเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที อัตราการระบายน้ำ 250 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อขุดคลองเลี่ยงเมือง ก็ระบายน้ำได้ที่ 750 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพราะฉะนั้นหาดใหญ่ก็ต้องมาถอดบทเรียนตรงนี้

ทั้งนี้ ยังมีภาคประชาชนราย 1 พยายามที่จะสะท้อนปัญหาในพื้นที่ เนื่องจาก พบพื้นที่โครงการหนึ่งโครงการ ที่นายกแป้น บอกว่า ต้องลอกคู ซึ่งมีงบประมาณอยู่แล้ว แต่ถูกใช้หมดไปกับเรือ 100 ลำมูลค่า 96 ล้าน จึงขอตั้งคำถามว่า ใครมีหน้าที่ลอกคู เพราะปัญหาคือนักบริหารขาดทักษะในการบริหาร แทนที่จะมาสนใจเรื่องคูของนายกแป้น แต่กลับไปสนใจเรื่อง EV จึงเห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่งจะมาคุยเรื่องน้ำท่วม ก่อนย้ำว่า หากนักบริหารมีความรู้ความสามารถ งบประมาณ 530 ล้านบาทของ อบจ.กลับถูกใช้ไปในการขนขยะ 408 ล้าน

ทั้งนี้ บรรยากาศระหว่างนั้นเริ่มระอุขึ้น ทำให้นายอภิสิทธิ์ ต้องรีบตัดบทว่า เรามาวันนี้เพื่อมาหาคำตอบ ถึงความทุกข์และความกังวลของชาวหาดใหญ่ แต่ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่ภาคประชาชนสะท้อนไม่สำคัญ สิ่งที่ภาคประชาชนสะท้อนนั้น คนที่อยู่ที่นี่ก็ไม่สามารถตอบได้ว่า ใช่หรือไม่ใช่ แต่ต่อจากนี้จะเกิดประเด็นตอบโต้ชี้แจงจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนถึงตอนนี้ ตนกังวลเพราะ 2 – 3 วันก่อนที่จะเดินทางมาที่นี่ ตนมีความรู้สึกว่า มีความพยายามทำให้เรื่องน้ำท่วมกลายเป็นทะเลาะกันทางการเมือง ซึ่งไม่เกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่ จึงขอให้ส่งข้อมูลทั้งหมดมาให้เพื่อตรวจสอบต่อไป แต่วันนี้สิ่งที่อยากได้ คือจะทำอย่างไรเพื่อคลายกังวลให้กับชาวหาดใหญ่ ผ่านการติดตามโครงการที่ยังมีความจำเป็นอยู่

ขณะที่ นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคฯ กล่าวตอนหนึ่งในช่วงท้ายของการพูดคุยแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ว่า จ.สงขลา เป็นจังหวัดที่ถือว่ามีความพร้อม ที่สุดในภาคใต้เนื่องจากมีชลประทานในพื้นที่ แต่ปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนั้น เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเพิ่งจะย้ายมาจากจังหวัดกระบี่ ทั้งหมดเกิดจากการบริหารของกระทรวงมหาดไทยที่ย้ายผู้ปกครองเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ไม่ได้สนใจเรื่องการทำงาน แค่จะย้ายไปอยู่จังหวัดนั้นเพื่อช่วยการเลือกตั้งได้ เพราะถ้าพูดถึงความพร้อมแล้วไม่มีที่ไหนพร้อมเท่ากับที่นี่ จึงอยู่ที่ผู้บริหารที่จะประสานให้ได้ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ชลประทาน มาใช้ประโยชน์ทั้งอุปกรณ์ต่างๆก็อยู่ที่นี่ ดังนั้นการบริหารจึงเป็นเรื่องสำคัญ ในเรื่องการแก้ปัญหาเพราะหัวหน้าทีมในการแก้ปัญหาในพื้นที่คือผู้ว่าราชการจังหวัด

สำหรับผลการระดมความเห็นของทุกฝ่ายใน จ.สงขลา เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ในครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯ จะได้รวบรวม และนำเสนอต่อรัฐบาลต่อไป แต่ภาวรนาว่าจะให้มีน้ำท่วมขึ้นมาอีก และอย่าให้มีการเลือกตั้ง เพราะเดี๋ยวจะมีการโยกย้ายผู้ว่าฯ อีก

ปธ.วิปค้าน โต้โผ ใช้รัฐสภาเปิดเวทีแฉกระบวนการโกงฮั้ว สว.

ปธ.วิปค้าน โต้โผ ใช้รัฐสภาเปิดเวทีแฉกระบวนการโกงฮั้ว สว.

ปธ.วิปค้าน โต้โผ ใช้รัฐสภาเปิดเวทีแฉกระบวนการโกงฮั้ว สว.

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.29 น.

“ปธ.วิปค้าน”โต้โผ ใช้”รัฐสภา”เปิดเวทีแฉกระบวนการ”โกงฮั้ว สว.” ลั่นลามใช้เงิน-ผลประโยชน์จ้างคนลงคะแนนเสียง หวั่น”กกต.-ดีเอสไอ”ปล่อยเกียร์ว่าง-เป่าคดีไปไม่ถึงศาลฯ บี้เค้น”2 หน่วยงาน”ส่งหลักฐานสาวไปให้ถึง”ตัวใหญ่” ดักคอไม่ใช่เอาแค่ สว. 10-20 มาสังเวย แต่ต้องลากทั้งเครือข่ายเบื้องหลัง

12 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กล่าวก่อนเริ่มกิจกรรม “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. – เจาะลึกหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ที่จัดโดยพรรคร่วมฝ่ายค้าน ว่า วัตถุประสงค์หลักจะเป็นการเจาะลึกหลักฐาน ที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ซึ่งเราจะคุ้นชินกับคำว่า ฮั้ว สว. แต่ความจริงคำที่เหมาะสมกว่าคือโกง สว. เพราะกระบวนการที่เห็นจากหลักฐาน ไม่ได้หมายถึงเพียงเครือข่ายจัดตั้งผู้สมัคร เพื่อมาจากทำโพล และแลกเปลี่ยนคะแนนกันและกัน แต่มีกระบวนการที่ใช้เงิน และประโยชน์อื่นใดต่างๆ มาจ้างคนสมัคร และจ้างคนมาลงคะแนนเสียง เพื่อหวังเข้าสู่อำนาจรัฐ ตนต้องย้ำว่าคดีโกง สว.ที่ว่านี้ เป็นคดีที่มีความสำคัญ ต่ออนาคตระบบทางการเมืองประเทศเรา เรื่องแรกถ้าคนที่เข้ามาสู่อำนาจโดยมิชอบ มีแนวโน้มสูงจะใช้อำนาจโดยมิชอบเช่นเดียวกัน หากเราพิสูจน์ให้เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนที่เข้าสู่อำนาจโดยไม่ชอบ ก็จะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วการใช้อำนาจ ในฐานะ สว.ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นกรองกฎหมาย การลงมติเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการรับรองผู้ดำรง ตำแหน่งองค์กรอิสระ จะเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบด้วยหรือไม่ และหากมองกว้างในภาพรวม รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปิดช่องที่ทำให้การโกง สว.เป็นหนทางไปสู่การสร้างระบบการเมือง ที่เกิดการฮั้วกัน พร้อมยกตัวอย่างว่าถ้ามีกลุ่มการเมืองใด ใช้วิธีการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มาแทรกแซง การเลือก สว.จนทำให้สามารถมีคนที่สามารถกำกับทิศทาง ที่จะลงมติ เข้าไปอยู่เป็น สว.จะทำให้กลุ่มการเมืองนั้นมีโอกาส มากำกับได้ด้วยเช่นกัน ว่า สว.เหล่านั้นจะลงมติรับรองใครไปอยู่ในองค์กรอิสระ

“หากกลุ่มการเมืองใด สามารถกำหนดได้ หรือคุมได้ว่า ใครคือองค์กรอิสระ องค์กรอิสระเหล่านั้นที่มีหน้าที่ ในการมาตรวจสอบ กลุ่มการเมืองนั้นเองก็อาจไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างตรงไปตรงมา พูดง่ายๆ ว่าการฮั้ว สว.หรือการโกง สว. เลยเป็นหนทาง ที่บางกลุ่มการเมืองพยายามใช้คุมองค์กรอิสระ และทำให้กลไกในการตรวจสอบอ่อนแอ” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาต้องบอกว่ามีหลายภาคส่วน พยายามรวบรวมหลักฐาน ไปนำเสนอต่อหน่วยงานตรวจสอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันยังค้างอยู่ที่ 2 หน่วยงาน คือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะต้องมีมติภายในเดือนกันยายนนี้ ว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาลหรือไม่ ตามมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่บอกว่ามีผู้มีมูลความผิด ทั้งหมด 229 คน และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมีการรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษแล้ว บนฐานความผิดเรื่องการอั้งยี่และการฟอกเงิน ตนคิดว่าสิ่งที่สังคม มีความกังวลใจมากที่สุดตอนนี้ คือเรื่องจะไปไม่ถึงศาล แล้วทั้งสองหน่วยงานนี้จะตัดตอนกระบวนการตรวจสอบตั้งแต่ชั้น กกต.และดีเอสไอ ซึ่งทราบดีว่า 4 ใน 7 กกต.ที่จะลงมติเรื่องนี้ ก็ถูกรับรองให้ดำรงตำแหน่งได้ จาก สว.ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ยังไม่นับว่า กกต.ชุดนี้ตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมา ซึ่งกลายเป็นว่า มีมติที่ค่อนข้างค้านสายตาสังคม คือบอกว่าไม่มีใครใน 229 คน มีมูลกระทำความผิดเลย ในฝั่งของดีเอสไอมีข้อกังวลเช่นกัน เพราะเห็นว่าช่วงปลายปี 2568 หลังจากดีเอสไอสอบสวนมาเป็นเวลานานกลับสรุปสำนวนและสั่งฟ้องเพียง 8 คน และพออัยการตีเรื่องกลับมา ตอนต้นปี 2569 ก็เสมือนว่าตอนนี้ดีเอสไอ กำลังอยู่ในสภาวะปล่อยเกียร์ว่าง เพื่อจะรอดูว่ามติ กกต.จะเป็นเช่นไร

“จึงมีข้อกังวลว่าดีเอสไอ กำลังรอดูหรือไม่ว่ากกต.มีมติเป่าคดี หาก กกต.เป่าคดี จะได้เอามติเป่าคดีของกกต. มาเป็นหลังพิงให้กับดีเอสไอเช่นกัน ยิ่งพอมีการเปลี่ยนปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำกับทิศทาง ก็ยิ่งเป็นข้อกังวลมากขึ้น เป็นวัตถุประสงค์ที่อาจเปลี่ยนตัวปลัดหรือไม่” นายพริษฐ์ กล่าว

ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวด้วยว่า แม้หลายภาคส่วนได้ยื่นหลักฐานต่างๆไปยัง 2 หน่วยงาน แต่หลายคนมีความกังวลใจ ว่า 2 หน่วยงานนี้หากไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการตรวจสอบ กลายเป็นว่าเรื่องจะไปไม่ถึงศาล และสังคมจะไม่ได้รับรู้ถึงความหนักแน่นของหลักฐานเหล่านี้ จึงเป็นเหตุให้วันนี้ สิ่งสำคัญของกิจกรรม คือเราจะนำเอาหลักฐานบางส่วน มากางให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งจะมีทั้งหลักฐานที่ภาคส่วนต่างๆ ได้ยื่นมาให้กับวิปฝ่ายค้าน รวมถึงจะมีพยานบุคคลที่ได้ไปรู้เห็น หรือมีหลักฐานที่เกี่ยวกับกระบวนการมาเล่าให้ฟัง มีพยานจากหลากหลายภูมิภาค เพื่อมานำเสนอให้กับพี่น้องประชาชนได้รับรู้ เพื่อให้เห็นว่า ในเมื่อหลักฐานมันชัดขนาดนี้ เป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก หากคดีดังกล่าวไปไม่ถึงศาล

เมื่อถามถึงกรณี 4 จังหวัด สิงห์บุรี หนองบัวลำภู สุพรรณบุรี และสุโขทัย ที่ได้ถามกระทู้ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หลักฐานชัดเจนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลักฐานที่ได้นำเสนอรัฐมนตรีกลางสภา เป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานที่ส่งเข้ามาให้วิปฝ่ายค้าน ตนคิดว่าหลักฐานเหล่านั้นมีความชัดเจนหนักแน่น เพียงพอในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ความจริงหน่วยงานตรวจสอบ ควรจะเข้าถึงหลักฐานได้มากกว่าตนด้วยซ้ำ เช่น มีพยานปากมาเล่าให้ฟัง ว่ามีการรวมตัวกันที่โรงแรมไหน ในจังหวัดไหน วันที่เท่าไหร่ เป็นความจริงที่หน่วยงานตรวจสอบ สิ่งที่ทำได้คือการไปตรวจสอบกับโรงแรม ไปเปิดดูกล้องวงจรปิด ว่ามีบุคคลดังกล่าวเดินเข้ามาในโรงแรมจริงหรือไม่ ตนคิดว่าถ้าเรามองในภาพใหญ่ หน่วยงานตรวจสอบควรจะเข้าถึงหลักฐาน และตรวจทานหลักฐานได้ลึกซึ้งกว่าตนด้วยซ้ำ

“ดังนั้น ถ้าข้อมูลที่ผมได้รับ มีความหนักแน่นในระดับหนึ่ง ผมเชื่อว่า หลักฐานที่หน่วยงานเข้าถึงจะหนักแน่นยิ่งกว่า การที่ผมเอาหลักฐานมานำเสนอสังคม เพื่อให้เกิดคำถามในใจว่า ถ้าเราเข้าถึงหลักฐานขนาดนี้ แล้วหน่วยงานตรวจสอบจะเข้าถึงขนาดไหน แล้วถ้าเข้าถึงหลักฐานได้ขนาดนี้ แล้วยังไม่ส่งเรื่องไปที่ศาลฯเป็นเพราะอะไร” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า จะเอาหลักฐานที่นำเสนอในวันนี้ให้หน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรากำลังตรวจทานกับเจ้าของหลักฐานอยู่ เพราะหลักฐานที่เรามานำเสนอความจริง เจ้าของหลักฐานได้ยื่นให้กับหน่วยงานตรวจสอบไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่เขากังวลใจคือพอยื่นไปแล้ว หน่วยงานที่ตรวจสอบไม่ทำงานตรงไปตรงมา และตัดตอนกระบวนการดังกล่าว จะกลายเป็นว่าสังคมไม่ได้รับรู้ว่าหลักฐานที่ยื่นเข้าไปที่หน่วยงาน ตรวจสอบตัดตอน ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ดังนั้น การนำบางส่วนที่สามารถนำเสนอกับสังคมได้มานำเสนอ ก็น่าจะทำให้สังคม ร่วมกันเป็นหูเป็นตาในการจับตาการทำงานของหน่วยงานที่ตรวจสอบ

“ผมย้ำว่า หากหน่วยงานที่ตรวจสอบทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทั้ง กกต.และดีเอสไอ ไม่ใช่แค่ส่งเรื่องคนบางคนไปที่ศาล ไม่ใช่แค่หา สว. 10 – 20 คนไปสังเวย แต่ต้องส่งหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมือง ที่อาจจะอยู่เบื้องหลังด้วย สิ่งที่เราไม่อยากเห็น คือการสังเวยบางคนเพื่อปกป้องบางคนที่อยู่ใกล้ชิดศูนย์อำนาจมากกว่า” นายพริษฐ์ กล่าว

ซัด ไอซ์ อย่าบูลลี่ประชาชน หลังโดน บุญยอด ถามหามารยาท

ซัด ไอซ์ อย่าบูลลี่ประชาชน หลังโดน บุญยอด ถามหามารยาท

ซัด ไอซ์ อย่าบูลลี่ประชาชน หลังโดน บุญยอด ถามหามารยาท

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

12 กรกฎาคม 2569 จากกรณี นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์รูปภาพ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ขณะร่วมประชุมรัฐสภา พร้อมข้อความระบุว่า “เธอก็แค่คนไม่รู้จัก “กาลเทศะ”!!! (วันนี้8ก.ค.2569-ในสภา)” ต่อมา น.ส.รักชนก ได้เข้ามาคอมเมนต์ระบุว่า “ระวังน้ำลายฟูมปาก” โดย นายบุญยอด ได้คอมเมนต์ตอบกลับทันทีว่า “ประชาชนถามหา มารยาทจาก ส.ส. และ ประธาน กมธ. ต้องโดน บูลลี่ ด้วยหรือครับ ท่านประธาน!!!”

ล่าสุด นายบุญยอด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กภึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า “รักชนก ศรีนอก ตัวจริงหรือเปล่าไม่ทราบ??? มา comment ในโพสต์ของผม!! อย่าใช้แค่ คำว่า “ระวัง…..” คนจริง ว่ากันมาตรงๆ เลย!!! แต่คุณไม่ควร บูลลี่ ใคร????

รัฐเตือน! รับหิ้วฝากของ เสี่ยงตกเป็นเหยื่อขนกัญชาข้ามชาติ โทษหนักคุก 10 ปี

รัฐเตือน! รับหิ้วฝากของ เสี่ยงตกเป็นเหยื่อขนกัญชาข้ามชาติ โทษหนักคุก 10 ปี

รัฐเตือน! รับหิ้วฝากของ เสี่ยงตกเป็นเหยื่อขนกัญชาข้ามชาติ โทษหนักคุก 10 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.55 น.

รัฐบาลเตือนนักเดินทาง รับหิ้ว/ฝากของจากผู้อื่น อาจตกเป็นเหยื่อขบวนการลักลอบขนกัญชาข้ามชาติ มีความผิดตามกฎหมายไทยและนานาชาติ โทษจำคุกสูงสุด 10 ปี 

12 กรกฎาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีเกี่ยวกับการลักลอบส่งออกกัญชาจากไทยไปต่างประเทศ รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีดังกล่าว สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมาตรการเข้มตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมย้ำเตือนประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ กรณีการพกพา ลักลอบ หรือรับจ้างนำกัญชา ช่อดอกกัญชา หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชา ออกนอกราชอาณาจักรไทย เป็นความผิดตามกฎหมาย แม้กัญชาจะมีการปลดล็อกในบางส่วนสำหรับการใช้ทางการแพทย์ภายในประเทศไทย แต่การนำออกนอกประเทศยังคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด และเป็นสิ่งผิดกฎหมายร้ายแรงในหลายประเทศปลายทาง 

สำหรับผู้ที่พกพา ลักลอบ หรือรับจ้างนำกัญชา ช่อดอกกัญชา หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชา ออกนอกราชอาณาจักรไทย เป็นความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1. ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของ (รวมค่าอากรแล้ว) หรือทั้งจำทั้งปรับ
2. ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
3. ความผิดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
4. กฎหมายของประเทศปลายทาง (สากล): กัญชายังคงถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ในหลายประเทศทั่วโลกและประเทศเพื่อนบ้าน การลักลอบนำเข้ามีโทษตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ซึ่งมีตั้งแต่การจำคุกตลอดชีวิต ไปจนถึงโทษประหารชีวิต

รัฐบาลห่วงใยประชาชน เพื่อไม่ให้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบขนกัญชาข้ามชาติ ห้ามรับฝากสิ่งของจากผู้อื่น และตรวจสอบสัมภาระอย่างละเอียดให้แน่ใจว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชา ที่สำคัญห้ามรับส่งสิ่งของข้ามประเทศโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัย เนื่องจากไม่สามารถทราบแน่ชัดได้ว่ามีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่ภายในสัมภาระ ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนร่วมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัย ข้อผิดปกติ หรือบุคคลที่มีพฤติการณ์ลักลอบนำกัญชาออกนอกประเทศ หรือมีการชักชวนจ้างวานผ่านช่องทางออนไลน์ สามารถแจ้งเบาะแสทางสายด่วน 191 และ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

ไทยติด 1 ใน 4 IMF ยกเป็นผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ของโลก

ไทยติด 1 ใน 4 IMF ยกเป็นผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ของโลก

ไทยติด 1 ใน 4 IMF ยกเป็นผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ของโลก

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.20 น.

IMF ยกไทย ติด 1 ใน 4 ผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI ของโลก รัฐบาลเดินหน้าสร้างฐานการผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคต

12 กรกฎาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคตของโลกอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนจากรายงานล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่จัดให้ประเทศไทยอยู่ในกลุ่ม 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI รายใหญ่ที่สุดของโลก ร่วมกับ ไต้หวัน มาเลเซีย และเกาหลีใต้

มากไปกว่านั้น IMF ยังประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยจะขยายตัวจากที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยได้รับปัจจัยหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล มาตรการกระตุ้นทางการคลังฉุกเฉิน ร่วมกับการส่งออกและการลงทุนที่แข็งแกร่งในภาคเทคโนโลยี

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการประเมินดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางที่รัฐบาลกำหนดให้ อุตสาหกรรม AI เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยรัฐบาลได้เร่งสร้างระบบนิเวศรองรับการลงทุน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและพลังงาน การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง การวิจัยและนวัตกรรม การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน รวมถึงการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีบทบาทเชิงรุกในการแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาและกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับนานาประเทศบนเวทีความร่วมมือระดับโลก โดยสนับสนุนการพัฒนา AI ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มีธรรมาภิบาล โปร่งใส และสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ซึ่งจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

“รัฐบาลจะเดินหน้าผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนโอกาสจากกระแสการเติบโตของ AI ให้เป็นการลงทุน การสร้างงานคุณภาพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มรายได้ของคนไทย พร้อมยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิม สู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค อันจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต” นางสาวรัชดา กล่าว

คมนาคมเร่งแก้ปัญหาน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง พร้อมตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

คมนาคมเร่งแก้ปัญหาน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง พร้อมตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

คมนาคมเร่งแก้ปัญหาน้ำรั่วซึมอุโมงค์รถไฟฟ้าสายสีม่วง พร้อมตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.14 น.

12 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ โดยกระทรวงคมนาคมได้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาน้ำรั่วซึมเข้าอุโมงค์ก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) บริเวณแยกวงเวียนใหญ่ ทั้งการเสริมความแข็งแรงของดินเพื่อลดการรั่วซึมของน้ำใต้ดิน ควบคู่กับการติดตามผลกระทบต่ออาคารและการดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยล่าสุดผู้รับจ้างได้รื้อย้ายสะพานลอยบริเวณจุดเกิดเหตุแล้วเสร็จ และดำเนินการปรับปรุงคุณภาพดิน (Grouting) แล้ว 1 จุด จากทั้งหมด 5 จุด พร้อมเร่งดำเนินการในจุดที่เหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมการรั่วซึมของน้ำใต้ดินและสร้างเสถียรภาพให้พื้นที่ก่อสร้าง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบว่าปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอุโมงค์ลดลงจากวันก่อนหน้า ทำให้สามารถปรับลดการทำงานของเครื่องสูบน้ำได้ ขณะเดียวกัน รฟม. ยังคงตรวจวัดการเคลื่อนตัวของอาคารในรัศมี 30 เมตร ทุก 30 นาที โดยผลการตรวจสอบพบว่า แนวโน้มการเคลื่อนตัวของอาคารและการทรุดตัวของผิวถนนลดลง สะท้อนว่ามาตรการแก้ไขเริ่มเห็นผลเป็นลำดับ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชน รฟม. และผู้รับจ้างได้จัดตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนบริเวณอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เพื่ออำนวยความสะดวกและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบ โดยขณะนี้มีประชาชนติดต่อขอรับความช่วยเหลือแล้ว 105 ราย และอยู่ระหว่างประสานผู้พักอาศัยอีก 32 ราย ที่ยังไม่ได้เข้ามาติดต่อ เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ทั้งนี้ ผู้ได้รับผลกระทบสามารถติดต่อศูนย์รับเรื่องร้องเรียนบริเวณอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือโทรศัพท์ 08 4356 5211 เพื่อขอรับความช่วยเหลือได้โดยตรง

“รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขตามหลักวิศวกรรม ควบคู่กับการดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วและเกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชน” นางสาวลลิดา กล่าว

สวนดุสิตโพลชี้ คนไทย 90% ผวาปัญหายาเสพติด ทำอาชญากรรม-ความรุนแรงพุ่ง

สวนดุสิตโพลชี้ คนไทย 90% ผวาปัญหายาเสพติด ทำอาชญากรรม-ความรุนแรงพุ่ง

สวนดุสิตโพลชี้ คนไทย 90% ผวาปัญหายาเสพติด ทำอาชญากรรม-ความรุนแรงพุ่ง

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.44 น.

12 กรกฎาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ยาเสพติดกับสังคมไทย”กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,337 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 7-10 กรกฎาคม 2569 ผลการสำรวจพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 75.09 เห็นว่าสถานการณ์ยาเสพติดของไทยในปัจจุบันมีการปราบปรามอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้ โดยมองว่าชุมชนแออัดเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด ร้อยละ 90.05 สำหรับผลกระทบที่ส่งผลต่อสังคมไทยมากที่สุด คือการก่อให้เกิดอาชญากรรมและความรุนแรง ร้อยละ 90.73ส่วนสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหายาเสพติดยังแก้ไม่ได้ คือกฎหมายและบทลงโทษไม่รุนแรงพอร้อยละ 75.62 และเมื่อถามถึงความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลอนุทินจะแก้ปัญหายาเสพติด ได้หรือไม่ พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 48.92 ไม่ค่อยเชื่อมั่น

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่าประชาชนรับรู้ว่าภาครัฐมีการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง แต่การพบข่าวจับกุมเครือข่ายและของกลางล็อตใหญ่ซ้ำ ๆ ทำให้ยังมองว่าปัญหาไม่ลดลงความคาดหวังจึงไม่ได้อยู่แค่จำนวนการจับกุม แต่อยู่ที่การตัดวงจรผู้ค้ารายใหญ่ เครือข่ายข้ามชาติ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังเพื่อให้ผลการปราบปรามนำไปสู่ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลให้มากขึ้น

อาจารย์กรทัศน์ ศุขเฉลิม อาจารย์โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่าแม้รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่องแต่ก็แก้ปัญหายาเสพติดไม่ได้เพราะหนึ่งในหลายปัญหาเกิดจากกฎหมายที่บัญญัติ จากแนวคิดเรื่อง “ผู้เสพคือผู้ป่วย”สรุปวิเคราะห์ผลโพล : ยาเสพติดกับสังคมไทย

ที่กำหนดให้การครอบครองยาเสพติดจำนวนน้อย เช่น ต่ำกว่าจำนวน 5 เม็ด ถือว่าเป็นผู้เสพและผู้ป่วยซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐส่งผู้นั้นไปบำบัดรักษาระยะสั้นที่โรงพยาบาลและให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านโดยให้รายงานตัวตรวจสารเสพติดในปัสสาวะเป็นครั้ง ๆ ทำให้บุคคลไม่เกรงกลัวกฎหมายและกลับมากระทำความผิดซ้ำ ดังนั้นรัฐบาลควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้มีบทลงโทษที่หนักขึ้นในกรณีที่เป็นผู้ค้ายาเสพติดจริงและกระทำความผิดซ้ำโดยไม่คำนึงว่าผู้นั้นครอบครองยาเสพติดจำนวนมากหรือน้อย ซึ่งอาจส่งผลให้ลดร้อยละความเสี่ยงอันดับหนึ่งในด้านต่าง ๆ
เช่น ยาเสพติดในชุมชนแออัด อาชญากรรมและความรุนแรงจากยาเสพติด อย่างไรก็ดี แม้กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 48.92จะไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้มานานแล้วไม่ว่ารัฐบาลใด ๆก็ตามในอดีต

สอบสัมภาษณ์ แชมป์เสี่ยงโกง! นิด้าโพลเปิดสถิติทุจริตสอบข้าราชการ/ท้องถิ่น

สอบสัมภาษณ์ แชมป์เสี่ยงโกง! นิด้าโพลเปิดสถิติทุจริตสอบข้าราชการ/ท้องถิ่น

สอบสัมภาษณ์ แชมป์เสี่ยงโกง! นิด้าโพลเปิดสถิติทุจริตสอบข้าราชการ/ท้องถิ่น

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.03 น.

12 กรกฎาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ทุจริตสอบท้องถิ่น” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-9 กรกฎาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการ กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการรับรู้ข่าวสารเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการรับรู้ข่าวสารหรือการมีประสบการณ์โดยตรงของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการเกี่ยวกับการทุจริตการสอบเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 70.69 ระบุว่า เคยได้ยินข่าว รองลงมา ร้อยละ 23.05 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินข่าวเลยและไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรง และร้อยละ 6.26 ระบุว่า เคยมีประสบการณ์โดยตรง (เช่น มีผู้เรียกเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อให้ผ่านการสอบไม่ว่าท่านจะให้หรือไม่ก็ตาม)

ด้านการรับรู้ข่าวสารหรือการมีประสบการณ์โดยตรงของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการเกี่ยวกับการทุจริตการสอบ เพื่อเป็นข้าราชการ พนักงานราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ในส่วนราชการอื่นๆ นอกจากส่วนท้องถิ่น พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 62.06 ระบุว่า เคยได้ยินข่าว รองลงมา ร้อยละ 31.37 ระบุว่า ไม่เคยได้ยินข่าวเลยและไม่เคยมีประสบการณ์โดยตรงและร้อยละ 6.57 ระบุว่า เคยมีประสบการณ์โดยตรง (เช่น มีผู้เรียกเงินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อให้ผ่านการสอบไม่ว่าท่านจะให้หรือไม่ก็ตาม

สำหรับความคิดเห็นของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการ กับขั้นตอนในการสอบเพื่อเป็นข้าราชการ พนักงานราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ ที่อาจจะมีการทุจริตได้มากที่สุด พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.73 ระบุว่า ขั้นตอนการสอบสัมภาษณ์ รองลงมา ร้อยละ 30.61 ระบุว่า ขั้นตอนการสอบข้อเขียนหรือความรู้เฉพาะตำแหน่ง ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ขั้นตอนการจัดลำดับเพื่อขึ้นบัญชี ร้อยละ 10.99 ระบุว่า ขั้นตอนการคัดกรองคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัคร และร้อยละ 0.76 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของผู้ที่ประกอบอาชีพข้าราชการ/เจ้าหน้าที่/ลูกจ้างของรัฐ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเกษียณอายุราชการต่อการดำเนินการของรัฐบาลเกี่ยวกับผลการสอบครั้งที่พบว่ามีปัญหาการทุจริต พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 75.04 ระบุว่า ยกเลิกผลการสอบเฉพาะกรณีที่มีหลักฐานว่ามีการทุจริต รองลงมา ร้อยละ 23.83 ระบุว่า ยกเลิกผลการสอบทั้งหมดและจัดสอบใหม่ และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ยกเลิกผลการสอบไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น

– 006

มท.คุมเข้มรับรองบุตร สกัดพ่อทิพย์ ให้บิดามารดาโชว์ตัว ขยายผล5รพ.เอกชน

มท.คุมเข้มรับรองบุตร สกัดพ่อทิพย์ ให้บิดามารดาโชว์ตัว ขยายผล5รพ.เอกชน

มท.คุมเข้มรับรองบุตร สกัดพ่อทิพย์ ให้บิดามารดาโชว์ตัว ขยายผล5รพ.เอกชน

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มท.คุมเข้มรับรองบุตร สกัดพ่อทิพย์ ให้บิดามารดาโชว์ตัว ขยายผล5รพ.เอกชน

มหาดไทยสั่งการด่วนให้สำนักทะเบียนทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร ให้กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติ ต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน ป้องกัน“พ่อทิพย์” ขณะที่ตำรวจคุมตัวขบวนการแจ้งเกิดเท็จ 27 คนฝากขัง บางรายอุ้มท้องเข้าศาล แม่ผู้ต้องหาเชื่อลูกชายถูกหลอกเซ็นรับรองบุตร ยอมรับเครียดหนัก ถึงขั้นเคยคิดสั้น ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนมาประกันตัว

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตและการแสวงหาประโยชน์จากระบบทะเบียนราษฎรของไทย โดยกระทรวงมหาดไทยได้เร่งยกระดับมาตรการป้องกันการรับรองบุตรโดยมิชอบ เพื่ออุดช่องโหว่ที่ขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติใช้เป็นช่องทางให้เด็กต่างด้าวได้รับสัญชาติไทย ก่อนนำไปใช้ถือครองทรัพย์สิน ประกอบธุรกิจ หรือฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย

นางสาวลลิดา กล่าวว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมแถลงผลการขยายผลปฏิบัติการปราบปรามขบวนการอำพรางการสมรสและรับรองบุตรเท็จ ซึ่งพบพฤติการณ์จ้างคนไทยเป็น“พ่อทิพย์” เพื่อรับรองบุตรของคนต่างด้าวให้ได้รับสัญชาติไทย โดยภายหลังการสืบสวน กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการเร่งด่วนไปยังสำนักทะเบียนทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร กำหนดให้กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติ ต้องมาแสดงตนต่อหน้าเจ้าพนักงานทะเบียนด้วยตนเอง เพื่อยืนยันความเป็นบิดามารดาและป้องกันการแอบอ้างหรือการใช้เอกสารเท็จ

ปิดช่องโหว่ระบบทะเบียน

นางสาวลลิดา กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการยกระดับการตรวจสอบเชิงป้องกัน เพื่อปิดช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎร ลดโอกาสที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติจะนำสัญชาติไทยไปใช้เป็นเครื่องมือในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ ประกอบธุรกิจ หรือฟอกเงินผ่านบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและผลประโยชน์ของประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายพลพีร์ยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงระบบควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง โดยยึดหลัก “ปิดชื่อ ดูพฤติกรรม” ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นประชาชน ชาวต่างชาติ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จะถูกสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

“รัฐบาลมุ่งแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่เพียงดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด แต่ยังเร่งอุดช่องโหว่ของระบบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ สร้างความโปร่งใสในการบริหารงานทะเบียนราษฎร และรักษาผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาว” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

คุมตัวผู้ต้องหาฝากขัง

วันเดียวกัน ตำรวจ สน.บางยี่เรือ คุมผู้ต้องหาขบวนการแจ้งเกิดเท็จ พ่อทิพย์-แม่ทิพย์ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต จำนวน 27 คน ขึ้นรถควบคุม ไปขออำนาจศาลฝากขัง ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เขตตลิ่งชัน ทางเจ้าหน้าที่มีการประสานกำลัง สน.ใกล้เคียงร่วมวางกำลังอย่างแน่นหนา โดยแบ่งผู้ต้องหาขึ้นรถคุมขัง 4 ชุด 4 คัน แยกหญิงชาย โดยในกลุ่มผู้ต้องหานี้มีหญิงที่กำลังตั้งครรภ์รวมอยู่ด้วย ทางเจ้าหน้าจึงจัดให้นั่งรถตู้และมีเจ้าหน้าตามประกบ โดยท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว

สำหรับกลุ่มผู้ต้องหา ประกอบไปด้วยหญิง 12 คน ชาย 15 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล พ่อคนไทย พ่อ-แม่ชาวจีน อาทิ นางสาวศิริพร เจ้าหน้าที่นายทะเบียนสำนักงานเขต นายองอาจ พ่อทิพย์ และนายประจวบ พ่อทิพย์ ที่มีชื่อเป็นนอมินีกรรมการบริษัท ไชน่าเรลเวย์ Numbers 10 (ประเทศไทย) ในคดีตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ถล่ม และ นางสาวสุนีย์ เจ้าหน้าที่เวชระเบียนโรงพยาบาลเอกชน โดยทั้งหมดมีการแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ

โดยในขณะที่ตำรวจกำลังคุมตัวขึ้นรถต้องขัง ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามประเด็นต่างๆ แต่ผู้ต้องหาทั้งหมดปฏิเสธที่จะตอบคำถาม

ส่วนบรรยากาศที่ สน. บางยี่เรือ ก่อนส่งตัวฝากขัง มีญาติมารอเยี่ยมผู้ต้องหา โดยหนึ่งในนั้นมี นางเทียน อายุ 69 ปี แม่ของหนึ่งในผู้ต้องหา หิ้วหมูปิ้งเข้าเยี่ยมลูกชาย และบอกว่า ลูกไม่รู้เรื่อง มีเพื่อนที่เรียนด้วยกันมาขอให้เซ็นรับรองบุตรให้น้องสาว ซึ่งเป็นหญิงชาวจีน เพราะอับอายกลัวจะท้องไม่มีพ่อ ด้วยความสงสารและเห็นแก่เด็ก ลูกชายจึงยินยอมเซ็นรับรองบุตรให้ ไม่คิดว่าจะตกเป็นหนึ่งในขบวนการนี้ หลังจากนั้นก็ไม่เคยเห็นหน้าเด็กเลย เชื่อว่าลูกชายอาจไม่ได้รับจ้างหรือได้ค่าจ้างจากการเข้าไปเซ็นรับรองบุตรให้หญิงชาวจีน เพราะหากได้เงินจริง ลูกชายต้องมาปรึกษากับครอบครัวก่อน

เผยผู้ต้องหาเครียดจัด

“ยอมรับว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องเครียดมาก อยากผูกคอตายด้วยซ้ำ ลูกชายเป็นเสาหลักของบ้านและเป็นคนดูแลครอบครัว ครอบครัวก็ฐานะยากจน ไม่รู้จะไปหาเงินมาประกันตัวลูกชายจากไหน คงต้องหาของไปจำนำเพื่อเอาเงินไปประกันลูกชาย” นางเทียน กล่าว

ขณะที่ นายศรัณญ์ เสือส่อสิทธิ์ ทนายความของนายประจวบ และนางเสี่ยว อิ๋ง หวู หญิงสัญชาติจีน เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการเรื่องประกันตัว นายประจวบและนางเสี่ยว อึ่ง หวู หญิงสัญชาติจีน โดยเตรียมเงินสดประกันตัวไว้แล้ว ยอมรับว่า คดีนี้เป็นที่จับตาของประชาชน อาจเป็นไปได้ว่า ศาลไม่อนุญาตให้มีการประกันตัว แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล ส่วนที่นายประจวบให้การในชั้นสอบสวนไปแล้วนั้น ทราบว่า นายประจวบเข้าใจว่า เด็กที่แจ้งเกิดนั้นเป็นลูกของตนเอง แต่ตำรวจจะมีพยานหลักฐานมาหักล้าง ก็ต้องไปชี้แจงไต่สวนในชั้นศาลอีกครั้ง ส่วนแม่เด็กชาวจีนเป็นแม่เด็กที่ถูกต้องตามกฎหมายอยู่แล้ว เพราะเป็นผู้คลอดเด็กออกมาเอง

ส่วนคดีของนายประจวบที่เกี่ยวกับบริษัทไชน่าเรลเวย์ Numbers 10 (ประเทศไทย) ที่นายประจวบถูกดำเนินคดีตึก สตง.ถล่มก่อนหน้านี้ นายศรัณญ์ กล่าว่า เชื่อว่าเป็นคนละเรื่องไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน

ขยายผล5รพ.เอกชน

พลตำรวจตรี ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐาน เผยความคืบหน้าคดีขบวนการแจ้งเกิดเท็จว่า มีการออกหมายจับแล้ว 40 คน แบ่งเป็นกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล พ่อแม่ทิพย์ชาวจีน-ไทย และเตรียมขยายผลไปยังโรงพยาบาลเอกชนชั้นดีอีก 5 แห่ง ย่านสุขุมวิท และบางรัก เนื่องจากพบเอกสาร ทร.1/1 หนังสือรับรองการเกิดที่ออกโดยโรงพยาบาล และ ปค.14 หนังสือรับรองบุตร มีลายเซ็นพ่อทิพย์เขียนและเซ็นรับรองไว้ล่วงหน้าแล้ว จากนี้เตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้อง ทั้งแพทย์รับฝากครรภ์ แพทย์ทำคลอด พ่อแม่ทิพย์ เจ้าหน้าที่สำนักงานเขต มาสอบปากคำ

ส่วนนายประจวบ ที่เป็นนอมินีบริษัทไชน่าเรลเวย์ ในคดีตึก สตง. ถล่ม ซึ่งให้การเป็นพ่อเด็ก 2 คนนั้น ล่าสุดผลตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอออกแล้ว ไม่พบว่ามีความสัมพันธ์กับเด็ก 2 คนแต่อย่างใด ส่วนเด็กกุมารจีนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับขบวนการ กระทรวงมหาดไทยจะเพิกถอนสัญญาติไทย โดยเฟสแรกเป็นกุมารจีน 19 คน ในกลุ่มผู้ต้องหาลอตแรก

จับเพิ่มอีก4แจ้งเกิดทิพย์

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ชุดสืบสวนได้จับเพิ่มอีก 4 ขบวนการแจ้งเกิดเท็จพ่อแม่ทิพย์ และควบคุมตัวมาที่ สน.บางยี่เรือ เป็นครอบครัวชาวจีนพ่อ แม่ ลูกชาย ทราบชื่อพ่อคือนายเฉิน และนายชัชวาล เป็นผู้ลงนามรับรองบุตร เข้าสอบปากคำเพิ่มเติม

แฟนของนายชัชวาล เปิดเผยว่า น้องสะใภ้เป็นญาติกับครอบครัวนายเฉิน มาขอร้องให้นายชัชวาลลงนามรับรองบุตร เพื่อให้เด็กเข้าโรงเรียนได้ ด้วยความสงสารจึงยินยอมช่วยเหลือเท่านั้น ไม่ได้จดทะเบียนสมรส และไม่ได้รับ ค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง ซึ่งภายหลังการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายเฉิน ภรรยา และนายชัชวาล เข้าห้องควบคุมตัว เพื่อรอส่งฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในวันจันทร์ที่ 13 กค.

ขณะที่ญาติของครอบครัวชาวจีนและนายชัชวาล มีความประสงค์จะยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา แต่พนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัว โดยแจ้งให้ไปยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวต่อศาลในชั้นฝากขังแทน นอกจากนี้มีการคุมตัวนายบุตร อายุ 60 ปี หนึ่งใน “พ่อทิพย์” เข้ามาให้ปากคำ ซึ่งทางนายบุตร เปิดเผยเหตุผลที่เซ็นรับรองบุตรเพียงสั้นๆว่า “ไม่รู้ เจ้านายสั่ง” จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้นำตัวเข้าห้องคุมขังเช่นเดียวกัน สำหรับขบวนการแจ้งเกิดเท็จพ่อแม่ทิพย์ล็อตแรก มีการออกหมายจับผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว จำนวนทั้งสิ้น 35 หมายจับ ติดตามจับกุมมาดำเนินคดี จำนวน 32 คน เป็น พ่อไทย 14 คน แม่จีน 11 คน พ่อจีน 5 คน และมี 1 คน หลบหนีออกนอกประเทศไปได้ก่อนหน้านี้

หนูเข้าทำเนียบวันหยุด บี้มหาดไทย เอาผิดโกงสอบท้องถิ่น หาช่องทางดำเนินคดี ถอนคำสั่งบรรจุขรก.

หนูเข้าทำเนียบวันหยุด บี้มหาดไทย เอาผิดโกงสอบท้องถิ่น หาช่องทางดำเนินคดี ถอนคำสั่งบรรจุขรก.

หนูเข้าทำเนียบวันหยุด บี้มหาดไทย เอาผิดโกงสอบท้องถิ่น หาช่องทางดำเนินคดี ถอนคำสั่งบรรจุขรก.

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนูเข้าทำเนียบวันหยุด บี้มหาดไทย เอาผิดโกงสอบท้องถิ่น หาช่องทางดำเนินคดี ถอนคำสั่งบรรจุขรก. ปลัดย้ำเร่งแก้ปัญหา ต้องสาวไปให้สุดทาง

นายกฯอนุทิน รุดเข้าทำเนียบถกทีมมหาดไทย ติดตามคดีโกงสอบท้องถิ่นเร่งลงโทษผู้กระทำผิด ทั้งเพิกถอนคำสั่งบรรจุแต่งตั้งข้าราชการที่ได้ตำแหน่งมาโดยทุจริต ด้าน ปลัดมท.หนุนสางปัญหาทุจริตสอบ ต้องไปให้สุด ยันเร่งแก้จุดบอด-ขอสังคมอย่าเหมารวม ขรก.มหาดไทยทั้งกระทรวง ชี้กรมอื่นผลงานช่วยประชาชนเสมอ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการสอบการทุจริตท้องถิ่น ระหว่างของมหาดไทยและรัฐบาล ว่า การตรวจสอบในส่วนของมหาดไทย ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว วัตถุประสงค์การตรวจสอบเพื่อพิจารณาถึงความผิดปกติ และข้าราชการมหาดไทยที่เข้าไปเกี่ยวข้อง นอกจากนั้นจะดำเนินการควบคู่กับทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ที่มี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ เป็นประธานนั้น เป็นการตรวจสอบจากกรรมการอื่นๆ อาทิ หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ รวมถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และมีเลขาธิการ กพ เป็นฝ่ายเลขาฯ ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ดี

มีกรอบดำเนินการใน30วัน

เพราะคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ ไม่มีความเกี่ยวกับกระทรวงมหาดไทย จะได้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเข้มข้น ขยายผลที่กรรมการของกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบในเบื้องต้น มีอำนาจเต็มในการตรวจสอบข้อมูลทุกมิติ ภายในกรอบเวลาดำเนินการในเบื้องต้น 30 วัน นับแต่วันที่ 6 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องนี้ส่วนตัวมองว่า ต้องทำให้สุด

อย่าเหมารวมทั้งกระทรวง

ส่วนกรณีที่ช่วงนี้กระทรวงมหาดไทย มีปัญหาหลายเรื่องจนอาจถูกสังคมมองภาพลบ ปลัดมหาดไทย ระบุว่า เรื่องเหล่านี้หากพูดภาพรวมว่าเป็นมหาดไทย ก็ไม่ถูก เพราะภายในกระทรวงมีหลายกรม ประเด็นนี้เป็นเรื่องของหนึ่งกรม และมีข้าราชการเพียงกลุ่มเดียวที่เข้าไปเกี่ยวข้อง รวมถึงข้าราชการท้องถิ่นซึ่งขึ้นตรงกับนายกองค์ปกรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล แต่หน่วยงานอื่นๆในกระทรวงมหาดไทย อย่างกรมพัฒนาชุมชน ก็สนับสนุนผลิตภัณฑ์ (OTOP) ช่วยชาวบ้าน หรือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กรมโยธาฯ เวลามีปัญหาก็เข้าไปช่วยเหลือประชาชน ล่าสุดเกิดกรณีอุโมงค์รถไฟฟ้าน้ำรั่ว วิศวกร หน่วยกู้ภัยก็รีบไปดู

ส่วนเรื่องนี้ (ทุจริตสอบท้องถิ่น) พอพูดเหมารวมว่ามหาดไทย มันก็เสียหาย เหมือนจังหวัด ถ้ามีเพียงพื้นที่หนึ่งมีปัญหา แต่กลับเหมารวมว่าทั้งจังหวัดมีปัญหา ทั้งที่ไม่ได้มีปัญหาในพื้นที่อื่น มันก็ไม่ถูก เพราะกระทรวงมหาดไทยมีหลายกรมตามที่เรียนไปแล้ว และเรื่องนี้กระทรวงมหาดไทย ก็ได้เร่งดำเนินการแก้ไขจุดที่เป็นปัญหา เอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ และสร้างเชื่อมั่นให้ให้กับพี่น้องประชาชน

หนูเข้าทำเนียบถกเครียด

เมื่อเวลา 11.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งในวันเดียวกันนี้เป็นวันหยุดวันเสาร์ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เรียกประชุมติดตามความคืบหน้า การสอบสวนและลงโทษผู้กระทำความผิดจากกรณีการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการล้างทุจริตสอบท้องถิ่น หาแนวทางดำเนินคดี ยกเลิกและเพิกถอนการบรรจุข้าราชการท้องถิ่น โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ข้าราชการในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จำนวน 5 ราย และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

จากนั้นเวลา 13.50 น. นายอนุทิน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความและรูปภาพขณะนั่งประชุมบนตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมระบุว่า ประชุมติดตามความคืบหน้าของเรื่องการสอบท้องถิ่นและเตรียมแผนรับมืออุทกภัยกับทีมงานมหาดไทย.

เปิดผลคะแนนโกงระนาว

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)เปิดเผยรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบผลคะแนนสรรหาและบรรจุแต่งตั้งพนักงานส่วนท้องถิ่น ล่าสุดกระบวนการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้วครบ 100% จากยอดผู้มารายงานตัวเข้ารับการบรรจุทั้งสิ้น 14,988 ราย (จากยอดเรียกบรรจุทั้งหมด 15,520 ราย และไม่มารายงานตัว 532 ราย)

โดยพบว่ามีผู้ผ่านเกณฑ์ในกลุ่มคะแนนปกติจำนวน 9,217 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 61.50 ขณะที่ตรวจพบกลุ่มที่มีข้อผิดปกติสูงถึง 5,372 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 35.84 และยังมีกลุ่มที่อยู่ระหว่างชะลอเพื่อรอตรวจสอบเพิ่มเติมอีก 399 ราย (ร้อยละ 2.66)

เจาะลึกกลุ่มที่มีความผิดปกติ

จากการเจาะลึกข้อมูลในกลุ่มที่มีความผิดปกติรวม 5,372 ราย สามารถจำแนกปมปัญหาในระบบประมวลผลคะแนนออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

กลุ่มความผิดปกติทั่วไปในระบบ: มีจำนวนสูงสุดถึง 3,044 ราย (คิดเป็นร้อยละ 20.31)

กลุ่มคะแนนคลาดเคลื่อน (เพิ่ม 1 คะแนน) ตรวจพบกรณีที่คะแนนในกระดาษคำตอบจริงน้อยกว่าข้อมูลฐานข้อมูลในระบบ Excel จำนวน 1,522 ราย (คิดเป็นร้อยละ 10.15)

กลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ พบผู้เข้ารับการตรวจที่ได้คะแนนภาค ค น้อยกว่าร้อยละ 60 หรือมีคะแนนวิชาภาษาอังกฤษน้อยกว่า 10 คะแนน จำนวน 806 ราย (คิดเป็นร้อยละ 5.38)

สำหรับกลุ่มที่ยังอยู่ระหว่าง “รอการตรวจสอบ” อีกจำนวน 399 ราย นั้น เกิดจากปัญหาด้านเทคนิคและเอกสาร โดยแบ่งเป็น กรณีไฟล์ภาพไม่ชัดเจน 133 ราย, ไม่มีไฟล์ภาพในระบบ 27 ราย, และไม่มีรายชื่อปรากฏในระบบ Excel จำนวน 205 ราย รวมถึงสาเหตุอื่นๆ อีก 34 ราย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสอบทานเอกสารต้นฉบับเพื่อหาข้อสรุปที่แน่ชัด

ทั้งนี้ เมื่อจำแนกตามรายศูนย์สอบทั่วประเทศทั้ง 10 แห่ง พบว่าศูนย์สอบที่มีความโปร่งใสและมีสัดส่วนคะแนนปกติสูงที่สุดคือ ศูนย์สอบภาคเหนือ 1 (เชียงใหม่) มีอัตราความปกติสูงถึงร้อยละ 79.15 รองลงมาคือ ศูนย์สอบภาคเหนือ 2 (พิษณุโลก) อยู่ที่ร้อยละ 72.90

ต้องเร่งค้นหาความจริง

ในทางกลับกัน ศูนย์สอบที่พบอัตราส่วนความผิดปกติพุ่งสูงที่สุดจนน่ากังวลคือ ศูนย์สอบภาคใต้ 2 (สงขลา) ซึ่งมีอัตราความผิดปกติสูงถึงร้อยละ 75.96 (พบข้อผิดปกติ 477 ราย จากผู้ตรวจทั้งหมด 628 ราย) และตามมาด้วย ศูนย์สอบภาคใต้ 1 (นครศรีธรรมราช) มีอัตราความผิดปกติอยู่ที่ร้อยละ 74.09 โดยศูนย์สอบภาคใต้ 1 ยังเป็นพื้นที่ที่ตรวจพบผู้ได้คะแนนภาค ค หรือภาษาอังกฤษไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำสูงที่สุดในประเทศอีกด้วย (จำนวน 691 ราย)

ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ยืนยันว่าจะดำเนินกระบวนการตรวจสอบเอกสารและสมุดคำตอบฉบับจริงอย่างตรงไปตรงมาและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อรักษาผลประโยชน์และสร้างความเชื่อมั่นในระบบราชการส่วนท้องถิ่นอย่างสูงสุดต่อไป