ปส.เสริมแกร่งบุคลากร ผ่านหลักสูตร RSSM สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์และรังสี

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี (Radioactive Source Security Management: RSSM)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 1 ชั้น 2 ปส. เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ ปส. กล่าวว่า การสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านวัสดุกัมมันตรังสีจำเป็นต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ความตระหนัก และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล การใช้ และการบริหารจัดการวัสดุกัมมันตรังสี การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีในอนาคต

สำหรับหลักสูตร RSSM มุ่งพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่เหมาะสมด้านความมั่นคง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิด เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี โดยเนื้อหาครอบคลุมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสี การประเมินภัยคุกคามและความเสี่ยง ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบบและการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนมาตรการลดความเสี่ยงและการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี โดยมีผู้เข้าร่วมการอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปส. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน จำนวนทั้งสิ้น 30 คน นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมยังได้ศึกษาดูงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อเสริมประสบการณ์จากสถานที่จริงและเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการฝึกอบรมสู่การปฏิบัติ

การจัดหลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรทางด้านนิวเคลียร์หลักสูตรแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน ISO29993 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปส. ในการพัฒนาบุคลากรและยกระดับระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีของประเทศ ให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีอย่างปลอดภัย มั่นคง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศต่อไป

นิวเคลียร์และรังสี, ปส., หลักสูตร RSSM

BDI เร่งปั้นบุคลากรรัฐ–เอกชนผ่าน LEAD NEXT เปลี่ยน Data & AI เป็นเครื่องมือตัดสินใจ ขับเคลื่อนองค์กรสู่ Data-Driven Organization

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้นำรับยุค AI First หลัง Data & AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานและการตัดสินใจขององค์กร มุ่งเสริมศักยภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์และขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดสร้างผู้นำรุ่นแรกกว่า 50 คน ผ่านหลักสูตร “LEAD NEXT: Hands-on Big Data & AI for Next-Level Future Leaders” จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เสริมทักษะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI ผ่านการลงมือปฏิบัติกับโจทย์จริง ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมและการกำกับดูแลข้อมูลอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้นำองค์ความรู้ไปต่อยอดกับบริบทขององค์กร และวางรากฐานสู่ Data-Driven Organization

ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI กล่าวว่า BDI ออกแบบหลักสูตร LEAD NEXT สำหรับผู้บริหารระดับต้นถึงระดับกลาง ตลอดจนบุคลากรศักยภาพสูง เพื่อสร้างความเข้าใจด้าน Big Data และ AI ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการเลือกใช้และประยุกต์ใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทการทำงานจริง โดยตลอดการอบรมทั้ง 4 วัน ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ผ่านแนวคิด Hands-on Experience ที่เน้นการลงมือใช้เครื่องมือจริง ควบคู่กับ Real-World Use Cases จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับโจทย์และความท้าทายขององค์กร ตั้งแต่การวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูล การใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการทำความเข้าใจแนวโน้ม AI และเทคโนโลยีที่ผู้บริหารควรรู้

หนึ่งในทักษะสำคัญของหลักสูตร LEAD NEXT คือ การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นข้อมูลเชิงลึกและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเรียนรู้ด้าน Business Intelligence, Dashboard และ Data Storytelling เพื่อให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ มองเห็นประเด็นสำคัญ และสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจที่รวดเร็วและมีข้อมูลรองรับ นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมยังได้ทดลองใช้ Generative AI ผ่าน Workshop จากโจทย์การทำงานจริง ฝึกแนวทางการเขียน Prompt และเลือกใช้เครื่องมือ AI ให้เหมาะสมกับงาน รวมถึงเรียนรู้ Agentic AI ตั้งแต่แนวคิดของ AI Agent การออกแบบให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานในองค์กร ไปจนถึงการสร้างต้นแบบ AI Agent Solution เพื่อเปิดมุมมองและโอกาสในการนำ AI ไปยกระดับกระบวนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

“ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ Data-Driven Organization ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หลักสูตรจึงให้ความสำคัญกับ “คนและวัฒนธรรมองค์กร” ผ่านแนวทางการพัฒนาทีม Data & AI การเสริมสร้าง Data Literacy และ AI Literacy การบริหารการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการสร้าง Data-Driven Culture เพื่อให้ผู้บริหารสามารถเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการใช้ข้อมูลและ AI ให้เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ คือ การสร้างความเข้าใจด้านการบริหารจัดการและใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ ผ่านเนื้อหา Data Governance, Data Ownership, Data Sharing, PDPA, AI Regulation และ Risk Management เพื่อให้ผู้บริหารตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบในการจัดการข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย ตลอดจนข้อกำหนดและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลและ AI มาใช้ในองค์กร” ผู้อำนวยการ BDI กล่าวและว่า นอกเหนือจากองค์ความรู้และการลงมือปฏิบัติ LEAD NEXT ยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ ระหว่างผู้บริหารและบุคลากรจากหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการนำข้อมูลและเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับบริบทที่แตกต่างกัน พร้อมสร้างเครือข่ายที่สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในอนาคต  การสำเร็จหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นแรก จึงไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการอบรมแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และประสบการณ์ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร ตั้งแต่การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Insight การใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการสร้างทีมและวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานความรับผิดชอบ

“หลักสูตรนี้ จึงสะท้อนบทบาทของ BDI ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้นำองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI First โดยมุ่งยกระดับจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้นำที่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างการเปลี่ยนแปลง” พร้อมผลักดันการนำ Big Data และ AI ไปสร้างผลลัพธ์จากการทำงานจริง ยกระดับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล และวางรากฐานสู่การเป็น องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ธีรณี กล่าวสรุป

ทั้งนี้ BDI เตรียมเปิดรับสมัครหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นถัดไปในปี 2570 สำหรับผู้บริหารและบุคลากรที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้าน Big Data และ AI ผ่านการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อนำองค์ความรู้และเครื่องมือไปประยุกต์ใช้กับการทำงานและต่อยอดการพัฒนาองค์กร ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร LEAD NEXT สามารถติดตามรายละเอียดและการเปิดรับสมัครได้ที่ https://bdi.or.th/lead-next/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง LINE OA: BDI Service https://lin.ee/X5ugXVr หรือโทร. 02-480-8833 ต่อ 9579 

BDI, LEAD NEXT

ไทยประกันชีวิต คว้า 2 รางวัล Insurance Asia Awards 2026

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:49 น.

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รับ 2 รางวัลระดับภูมิภาคเอเชียจากเวที Insurance Asia Awards 2026 ตอกย้ำความโดดเด่นในการขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การพัฒนา “คน” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตขององค์กร และการสร้างสรรค์ “นวัตกรรมการดำเนินธุรกิจ” ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาผสานกับการดูแลด้วยหัวใจ เพื่อยกระดับประสบการณ์และส่งมอบคุณค่าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าอย่างแท้จริง โดยไทยประกันชีวิตได้รับรางวัล “Employee Engagement Initiative of the Year – Thailand” จากโครงการ “School of Get” และรางวัล “Service Innovation of the Year – Thailand” จากการพัฒนาแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต (TLI Application) ทั้งนี้ งานมอบรางวัล Insurance Asia Awards 2026 จัดโดยนิตยสาร Insurance Asia สื่อชั้นนำด้านธุรกิจประกันภัยจากประเทศสิงคโปร์ เพื่อยกย่ององค์กรที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมประกันภัยในภูมิภาคเอเชีย

สำหรับรางวัล Employee Engagement Initiative of the Year – Thailand สะท้อนความสำเร็จของ “School of Get” โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด Lifelong Learning ที่มุ่งเปลี่ยนการเรียนรู้ภายในองค์กรให้เป็น “Feel Good Experience” ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่เติมเต็มทั้งความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิต โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมทักษะสำคัญสำหรับโลกยุคใหม่ ควบคู่กับกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทยประกันชีวิตอย่างรอบด้าน เพื่อเสริมความพร้อมในการรับมือและปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ตลอดจนเปิดโอกาสให้บุคลากรสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างมั่นคง และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนไทยประกันชีวิตสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ขณะที่รางวัล Service Innovation of the Year – Thailand ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยประกันชีวิตในการพัฒนาบริการภายใต้แนวคิด การดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนา แอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต (TLI Application) ให้เป็นมากกว่าช่องทางการทำธุรกรรมด้านประกันชีวิต แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการดูแลและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายในทุก Life Stage, Life Event และ Lifestyle ของลูกค้า ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมด้านประกันชีวิต อาทิ การชำระเบี้ยประกันภัย การติดตามสถานะการพิจารณารับประกันภัย การยื่นเคลมสินไหมที่ลูกค้าสามารถยื่นเอกสารเคลมผ่านแอปพลิเคชัน ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) การใช้สิทธิลดหย่อนภาษี รวมถึงบริการ รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถรับเอกสารสำคัญผ่านทางอีเมลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย หมดกังวลกับปัญหาเอกสารสูญหาย พร้อมสนับสนุนการลดการใช้กระดาษ  รวมถึงการเข้าถึงบริการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การลงทะเบียนบริการไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ บทความด้านสุขภาพ กิจกรรมด้านการดูแลสุขภาพ สิทธิพิเศษจากไทยประกันชีวิต Privilege เป็นต้น

นอกจากนี้ ไทยประกันชีวิตยังได้พัฒนาฟีเจอร์ของแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต เพื่อมอบการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ผ่านบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ บริการปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงบริการพิเศษ “ไทยประกันชีวิต HEALTH CARE SOLUTIONS” เพื่อลูกค้าไทยประกันชีวิต ครอบคลุมการดูแลและตอบทุกความต้องการเรื่องสุขภาพ อำนวยความสะดวกในทุกสถานการณ์ เชื่อมต่อทุกโมเมนต์สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นยามปกติ กังวลใจเมื่อเจ็บป่วย ต้องการที่ปรึกษา หรือยามฉุกเฉิน ดูแลครบวงจร ให้คุณอุ่นใจในทุกเวลา

การได้รับ 2 รางวัลจาก Insurance Asia Awards 2026 จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จในแต่ละด้าน หากยังแสดงถึงแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรของไทยประกันชีวิตที่เชื่อมโยง “People Experience” สู่ “Customer Experience” โดยเริ่มจากการสร้างบุคลากรที่มีทักษะ มีศักยภาพ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ก่อนต่อยอดสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการที่เข้าใจความต้องการและพร้อมดูแลลูกค้าด้วยหัวใจอย่างแท้จริง

InsuranceAsiaAwards2026, ไทยประกันชีวิต

เด็กสมุทรสาคร สะท้อนคิดผ่านเลนส์ เมื่อการสร้างคอนเทนต์ ต้องเริ่มต้นด้วย “จริยธรรม”

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:45 น.

ในยุคที่คอนเทนต์แข่งกันด้วยยอดวิว ครีเอเตอร์หลายคนอาจต้องทำทุกทางเพื่อให้คนหยุดดู ตั้งแต่หยิบเรื่องขัดแย้งมาขยาย ใช้ความรุนแรงเรียกอารมณ์ ไปจนถึงจัดฉากสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ เมื่อสิ่งเหล่านี้ปรากฏซ้ำ ๆ บนหน้าจอและถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่าคิดไม่ใช่เพียงว่าคลิปไหนจะดัง แต่คือเด็กและเยาวชนกำลังเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่พวกเขาดูอยู่ทุกวัน และเมื่อคนทำคอนเทนต์มีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของผู้ชมมากขึ้น “จริยธรรม” จึงกลายเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรถูกมองข้าม

(จากซ้าย) นายชาญ เธียรกาญจนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย

กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างทักษะควบคู่กับวิธีคิดให้กับคนรุ่นใหม่ โดยจับมือร่วมกับ BIG CAMERA จัดกิจกรรม “Young รักษ์สมุทรสาคร” ภายใต้โครงการ Panasonic Cares ปีที่ 4 เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนจาก 8 โรงเรียนในจังหวัดสมุทรสาคร ก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนในการผลิตคอนเทนต์สารคดี เพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชุมชนในจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อป เรียนรู้และซึมซับประสบการณ์จริงอย่างใกล้ชิดจาก ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพชื่อดังจากวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย โดยตลอดกิจกรรม พานาโซนิคให้การสนับสนุนกล้องถ่ายภาพดิจิทัลพร้อมเลนส์คุณภาพสูงจาก LUMIX แก่เยาวชนทั้ง 8 ทีม ได้ใช้ถ่ายทำจริง พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากทีม Lumix Thailand มาร่วมให้คำแนะนำการใช้งานกล้องในระดับมืออาชีพ พร้อมด้วยกาสนับสนุนอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ จาก BIG CAMERA เพื่อการผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูง ทั้งยังนำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ การเก็บบันทึกเสียง โดยมี Creator มืออาชีพ มาช่วยถ่ายทอดเทคนิคการเก็บบันทึกเสียง ไปจนถึงหลักการผลิตสื่อสารคดี และให้น้อง ๆ ได้ฝึกคิด ฝึกถ่าย และฝึกเล่าเรื่องราวของท้องถิ่นผ่านมุมมองของตัวเอง พร้อมเรียนรู้การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรม และรับผิดชอบต่อเรื่องราวที่ส่งต่อสู่สังคมอย่างยั่งยืน

ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพจากวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย (ที่ 5 จากซ้าย) พร้อมด้วย ทีม LUMIX Thailand

คิดก่อนสร้าง เล่าอย่างรับผิดชอบ จาก Engagement สู่ความถูกต้อง

ทีม D-FYNT (ดี-ไฟท์)

น้อง ๆ ทีม D-FYNT (ดี-ไฟท์) จากโรงเรียนกระทุ่มแบนวิเศษสมุทคุณ นำโดย เฟิร์ส–จิรัชยา กล่ำเสือ อายุ 15 ปี ได้เล่าถึงแนวทางการทำสื่ออย่างรับผิดชอบว่า การสร้างคอนเทนต์ที่ดีควรเริ่มตั้งแต่การวางแผน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดประเด็น แบ่งหน้าที่ หรือวางภาพที่จะถ่าย ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการค้นคว้าและตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอ โดยเฉพาะในยุคที่  คอนเทนต์สามารถถูกส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้ Engagement จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำคอนเทนต์ แต่ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือควรมาก่อน เพื่อไม่ให้สิ่งที่เราสื่อสารออกไปทำให้คนดูเข้าใจผิด

หลังจากได้เรียนรู้ทั้งการใช้กล้อง การถ่ายทำ และการผลิตสื่อสารคดี ทีม D-FYNT มองว่ากระบวนการทำคอนเทนต์มีรายละเอียดมากกว่าที่เห็น และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้อีกหลายทาง ทั้งการถ่ายภาพ การทำหนังสั้น หรือการทำคอนเทนต์ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงอาชีพที่สนใจในอนาคตอย่างช่างภาพ ผู้กำกับ คนเขียนบท Influencer หรือ YouTuber โดยสิ่งที่อยากยึดไว้ในการทำงานคือการสร้างเรื่องราวให้น่าสนใจไปพร้อมกับการรักษาความจริง และความน่าเชื่อถือของสิ่งที่กำลังจะส่งต่อให้ผู้ชม

ถ่ายอย่างไรให้เคารพ เมื่อเรื่องราวของคนอื่นไม่ได้เป็นเพียงภาพที่เราหยิบมาเล่า

ทีมหลักสองฟิล์ม

น้อง ๆ ทีมหลักสองฟิล์ม จากโรงเรียนหลักสองส่งเสริมวิทยา นำโดย จู–กาญจนา อุปพันธ์พงศ์ชัย อายุ 17 ปี ได้เล่าถึง การทำคอนเทนต์อย่างรับผิดชอบว่า เมื่อเข้าไปถ่ายทำในชุมชน สิ่งที่คนทำสื่อต้องคิดถึงไม่ได้มีเพียงว่าจะเล่าเรื่องอย่างไรให้น่าสนใจ แต่ต้องเคารพคนที่อยู่ในเรื่องราวด้วย ตั้งแต่การขออนุญาตก่อนถ่ายทำ ไปจนถึงการคำนึงว่าบุคคลที่ปรากฏในภาพยินยอมให้เปิดเผยตัวตนหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อภาพหรือคลิปนั้นจะถูกนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะคอนเทนต์หนึ่งชิ้นอาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับคนทำ แต่ยังส่งผลต่อความเป็นส่วนตัวและความรู้สึกของคนอื่นได้ด้วย

สิ่งที่ทีมได้จากกิจกรรมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงทักษะการถ่ายทำ แต่ยังเป็นการเรียนรู้ที่จะทำงานกับผู้คนอย่างเข้าใจและรับผิดชอบ   ทั้งการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ การสัมภาษณ์ และการตัดสินใจหน้างาน ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดด้านการสื่อสารในอนาคต โดยทีมอยากพัฒนาตัวเองเป็นครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างคอนเทนต์ให้น่าสนใจและสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็เคารพสิทธิของผู้อื่น เพื่อให้การเล่าเรื่องของตัวเองไม่กลายเป็นการสร้างผลกระทบให้กับคนที่อยู่ในเรื่อง

เมื่อคอนเทนต์มีอิทธิพลต่อสังคม ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ กับความรับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสาร

ทีม S.ch Creator

และสุดท้าย น้อง ๆ ทีม S.ch Creator จากโรงเรียนสมุทรสาครวุฒิชัย นำโดย เลิฟ–จิรายุ สุจริต อายุ 16 ปี มองว่าครีเอเตอร์    ในวันนี้มีอิทธิพลต่อคนดู โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เพราะสิ่งที่เห็นจากคอนเทนต์สามารถถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และบางครั้งอาจนำไปสู่การเลียนแบบพฤติกรรมได้ ดังนั้นการสร้างคอนเทนต์จึงควรคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้ชมแต่ละช่วงวัย รวมถึงความพอดีของเนื้อหา ไม่ควรให้ยอด Engagement กลายเป็นเป้าหมายที่ต้องแลกกับคุณภาพหรือความรับผิดชอบ เพราะหากคอนเทนต์ชักจูงผู้ชมไปในทางที่ไม่เหมาะสม ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจมากกว่ายอดวิวที่ได้รับ

ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพจากวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย

จากกิจกรรมครั้งนี้ ทีมได้เห็นกระบวนการทำคอนเทนต์ตั้งแต่การวาง Storyboard ไปจนถึงการคิดว่าจะเล่าเรื่องอย่างไรให้คนดูติดตาม และทำให้เห็นว่ากว่าคลิปหนึ่งคลิปจะออกมาสมบูรณ์ต้องผ่านรายละเอียดมากกว่าที่คิด หากวันหนึ่งได้เป็นครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามและมีเสียงของตัวเองในสังคม ทีมอยากใช้พื้นที่นั้นในการเล่าเรื่องวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชน เพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่รอบตัว และใช้การทำคอนเทนต์เป็นอีกทางหนึ่งในการส่งต่อเรื่องราวและการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชุมชน

ทั้งนี้ แม้เวิร์กช็อปในห้องเรียนจะจบลงแล้ว แต่เรื่องราวของน้อง ๆ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เพราะหลังจากนี้เยาวชนจากทั้ง 8 โรงเรียนจะนำทักษะและองค์ความรู้ที่ได้รับไปลงพื้นที่จริง เพื่อค้นหาเรื่องราวของชุมชนและถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดีสั้น

ก่อนประชันผลงานบนเวทีประกวดในวันที่ 5 กันยายน 2569 แล้วมาดูกันว่า เมื่อเรื่องราวของสมุทรสาครถูกเล่าผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่ จะมีมุมไหนที่ชวนให้เราได้เห็นและมองชุมชนแห่งนี้ในมุมใหม่ ติดตามผลงานและความเคลื่อนไหวของกิจกรรมได้ที่ Facebook: Lumix Thailand และ Panasonic Thailand

BIGCAMERA, Youngรักษ์สมุทรสาคร, บริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย

‘มิ้ลค์ – พรรษา วอสเบียน’ แขกพิเศษ Onitsuka Tiger เปิด Global Flagship Store แห่งใหม่ใหญ่ที่สุดในโลก

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:06 น.

Onitsuka Tiger (โอนิซึกะ ไทเกอร์) เปิด Global Flagship Store แห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในย่านชินจูกุ กรุงโตเกียว โดยมีแขกคนสำคัญบินลัดฟ้าร่วมงาน อาทิ มิ้ลค์ – พรรษา วอสเบียน และ เจโน่ (JENO) – แจมิน (JAEMIN) แห่งวง NCT JNJM

คอนเซ็ปต์ของการเล่าเรื่องราวแบบแนวตั้ง (Vertical Narrative) ถูกวางเป็นหัวใจสำคัญของตัวร้าน ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ผสมผสาน สีสัน และศิลปะการดีไซน์แบบตะวันออกของญี่ปุ่น และตะวันตกอย่างอิตาลีเข้าไว้ด้วยกัน ภายในร้านแต่ละชั้นได้นำเสนอการเลือกสรรวัสดุและการตกแต่งที่แตกต่างกันออกไป นำพาให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษที่ถ่ายทอดถึงความเป็นมาของแบรนด์

จากอาคารทั้งหมดสี่ชั้นในบริเวณพื้นที่ 1,837 ตารางเมตร ภายในร้านได้รวบรวมสินค้าทั้งหมดในพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ไว้ในที่แห่งเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฮอริเทจ (Heritage) สินค้าที่ได้รับการตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัยจากดีไซน์ดั้งเดิมของ Onitsuka Tiger, คอนเทมโพรารี (Contemporary) คอลเล็กชั่นที่มีการแสดงในงาน Milan Fashion Week ของ ONITSUKA TIGER และ ฟอร์มาลิตี (Formality) รองเท้าทรงสุภาพจากแบรนด์ THE ONITSUKA

ขณะที่ Onitsuka Tiger ยังคงมุ่งหมายให้ร้านค้าของแบรนด์เป็นสถานที่ที่ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์ผ่านคุณค่าและเรื่องราวของแบรนด์ ร้าน Global Flagship Store แห่งใหม่และเป็นแห่งที่ใหญ่ที่สุดนี้จึงได้ควบรวมมรดกของแบรนด์เข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ผ่านการนำเสนอกลุ่มสินค้าทั้งหมดของแบรนด์ไว้ ณ สถานที่แห่งเดียวกัน ซึ่งพร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ของทางแบรนด์ให้กับผู้มาเยือนจากทั่วโลก

OnitsukaTiger, พรรษาวอสเบียน

รมว. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผนึกพลังดีไซเนอร์เผยแพร่ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ ยกระดับสู่เวทีโลก

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:04 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เดินหน้าแคมเปญ “ชุดไทย (CHUD THAI)”  ร่วมหารือและพูดคุยกับดีไซเนอร์ ห้องเสื้อ และผู้ประกอบการด้านผ้าและสิ่งทอชั้นนำของไทย   เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและรวมพลังขับเคลื่อน “ชุดไทยพระราชนิยม” และ “ชุดไทยพระราชทาน” ให้เป็นมากกว่าเครื่องแต่งกายประจำชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ช่างทอ เกษตรกร ผู้ผลิตผ้า นักออกแบบ ช่างตัดเย็บ ไปจนถึงตลาดผู้บริโภค เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมให้เกิดทั้งคุณค่าและมูลค่า สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก

ดีไซเนอร์ และเจ้าของห้องเสื้อ นำโดย  นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) พุทธศักราช 2562 ห้องเสื้อธีระพันธ์, ห้องเสื้อเธียเตอร์, ห้องเสื้อแอตเตอลิเยร์ พิจิตรา, ห้องเสื้อภา, ห้องเสื้อเพชร บูติก, ห้องเสื้อ Glam Gold Label, ห้องเสื้อ Forgetmenot, ห้องเสื้อ Milan, ร้านนภัสสร ปริ๊นเซส, ร้านพาหุรัดดอทคอม, แบรนด์ Chai Gold Label, แบรนด์ ASAVA, แบรนด์ ISSUE, แบรนด์ Surface, แบรนด์ Finale Wedding Studio, แบรนด์ Miss Saturday, ค้ำคูณแกลเลอรี่, อัคราแกลเลอรี่ และวิเสฏฐ์อาภรณ์ พร้อมด้วย นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และคณะที่ปรึกษาโครงการชุดไทยพระราชนิยมและผ้าไทย ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน, นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์, นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข, ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ และนายกุลวิทย์ เลาสุขศรี

“ชุดไทยพระราชนิยม” เป็นชื่อเรียกเครื่องแต่งกายแบบไทยของสตรี ซึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มให้มีการศึกษาและค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยในสมัยต่าง ๆ และออกแบบเพื่อทรงใช้เป็นฉลองพระองค์ ในโอกาสโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503

ส่วนเครื่องแต่งกายสำหรับบุรุษ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน “ชุดพระราชทาน” หรือเสื้อไทยพระราชทาน เมื่อปี 2523 ให้เป็นเครื่องแบบข้าราชการและใช้แทนชุดสากลสำหรับบุรุษได้ เพื่อความประหยัดและเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย จนกลายเป็นเอกลักษณ์

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มองว่า เมื่อชุดไทยได้รับการออกแบบและตัดเย็บอย่างถูกต้อง พร้อมประยุกต์ให้ร่วมสมัย จะช่วยเพิ่มการใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้ายก และผ้าทอพื้นถิ่น สร้างความต้องการในตลาดและกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนผู้ผลิต

“กระทรวงฯ จะเดินหน้าแคมเปญ “ชุดไทย (CHUD THAI)” ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการรับรู้ในประเทศและต่างประเทศ เปิดพื้นที่ให้ดีไซเนอร์นำอัตลักษณ์ชุดไทยมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ พร้อมขยายโอกาสทางตลาดให้แก่งานฝีมือไทย เป้าหมายคือ เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมให้เกิดทั้งคุณค่าและมูลค่า สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก”

ปัจจุบัน “ชุดไทยพระราชนิยม” ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติแล้ว และไทยได้เสนอรายการ “Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of The Thai National Costume” ต่อยูเนสโก โดยมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมช่วงเดือนธันวาคม 2569

ชุดไทยพระราชนิยม, ซาบีดาไทยเศรษฐ์

New Orleans x Rebel Art Space เปิดพื้นที่ประวัติศาสตร์สู่ศิลปะร่วมสมัย ประเดิมด้วย ‘Dystopia’ นิทรรศการเดี่ยวครั้งใหม่ของ ‘วสันต์ สิทธิเขตต์’

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:00 น.

จากอดีตสำนักงานหนังสือพิมพ์ บางกอกเวิลด์ พระนคร ที่ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2503 และร้านอาหารชื่อดังฝั่งพระนคร สู่การกลับมาเปิดพื้นที่อีกครั้งในฐานะพื้นที่ร่วมสมัย New Orleans x Rebel Art Space ขอเชิญชวนผู้สนใจในศิลปะร่วมสำรวจโลกในอีกมุมมอง ผ่านนิทรรศการ “Dystopia” ผลงานของ วสันต์ สิทธิเขตต์ ศิลปินและนักเคลื่อนไหวทางสังคม โดยมีไฮไลต์สำคัญอย่าง “Lord Buddha visit this world 2024” (พระพุทธเจ้าเสด็จโลก 2567) ขนาด 3 x 6 เมตร ซึ่งนับเป็นผลงานขนาดใหญ่ที่สุดชิ้นหนึ่งของศิลปิน ซึ่งสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อนำมาจัดแสดงในพื้นที่แห่งนี้โดยเฉพาะ และนับเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญของนิทรรศการในครั้งนี้

Dystopia เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง New Orleans และ Rebel Art Space ในโอกาสการกลับมาเปิดพื้นที่อีกครั้ง หลังจากร้านอาหาร New Orleans ได้ปิดให้บริการชั่วคราวไปเมื่อปี พ.ศ. 2563 เพื่อคืนลมหายใจให้อาคารเก่าสไตล์ยุโรปที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์ของเมืองหลวง ได้กลับมามีชีวิตในฐานะพื้นที่ร่วมสมัยที่เชื่อมโยงทั้งผู้คน อาหาร ศิลปะ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน การประเดิมพื้นที่ในโซน Art Space ด้วยนิทรรศการของ ‘วสันต์ สิทธิเขตต์’ จึงนับเป็นการนำผลงานศิลปะร่วมสมัยมาสนทนากับบริบทของสถานที่ในรูปแบบที่น่าสนใจ

สำหรับ วสันต์ สิทธิเขตต์ Dystopia ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอภาพของโลกอันมืดมน หากเป็นการรวบรวมความคิดและสติปัญญา ตลอดจนการถอดบทเรียนจากการทำงานศิลปะ การเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองที่ผ่านมา เพื่อส่งเสียงสื่อสารไปยังผู้คนในสังคม ตั้งคำถามถึงโลกที่เราเคยรู้จัก สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับธรรมชาติและมนุษย์

จากโลกธรรมชาติที่เคยอุดมสมบูรณ์ ทั้งทะเล ภูเขา แม่น้ำ และผืนป่า ไปจนถึงวิกฤตการณ์ด้านสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ฤดูกาลที่แปรปรวน ความแห้งแล้ง อุณหภูมิที่ร้อนจัด หนาวจัด และเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพสะท้อนในผลงานของศิลปิน ขณะเดียวกัน Dystopia ยังชวนตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจ ระบบทุนนิยม บริโภคนิยม สงคราม กลไกทางเศรษฐกิจและการเมืองที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลก

ด้วยแนวทางการทำงานที่ไม่เคยแยกศิลปะออกจากสังคม วสันต์ สิทธิเขตต์ ถ่ายทอดประเด็นร่วมสมัยผ่านภาษาทางศิลปะที่ตรงไปตรงมา รุนแรง และเต็มไปด้วยพลังในการตั้งคำถาม ผลงานใน Dystopia จึงไม่ได้ชวนเพียงให้ผู้ชมมอง “โลกที่กำลังเป็นไป” หากยังชวนย้อนกลับมามองบทบาทของมนุษย์ และตั้งคำถามว่าเรากำลังสร้างอนาคตแบบใดให้กับตัวเอง

การเลือก “Dystopia” มาเป็นนิทรรศการแรกของ New Orleans x Rebel Art Space จึงน่าสนใจไม่น้อย เมื่อพื้นที่ที่เคยเป็นสำนักงานหนังสือพิมพ์และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การสื่อสารของพระนคร กำลังกลับมาเป็นพื้นที่สำหรับ “การสื่อสาร” อีกครั้ง หากเปลี่ยนจากตัวอักษรบนหน้ากระดาษมาเป็นภาพ เสียง และความคิดผ่านศิลปะร่วมสมัย

Dystopia by Vasan Sitthiket จัดแสดงระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม – 29 พฤศจิกายน 2569 ณ New Orleans บนถนนพระสุเมรุ (ใกล้แยกผ่านฟ้า 200 เมตร) ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. (เฉพาะวันศุกร์ – วันจันทร์) กำหนดเปิดงานในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 17.00 น. พร้อมกิจกรรมพิเศษในวันเปิดงาน และกิจกรรมที่จัดขึ้นต่อเนื่องในแต่ละเดือน  ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ FB: New Orleans BKK / IG: neworleans.bkk / TikTok: @neworleans.bkk

Dystopia, NewOrleans, RebelArtSpace, วสันต์สิทธิเขตต์

โอซีซี เดินหน้าส่งมอบความสุขให้ผู้ป่วย รพ.ศิริราช

27 สิงหาคม 2569 เวลา 09:00 น.

บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับคณะทำงาน CSR และทีมช่างผมจิตอาสา โอซีซี เดินหน้าส่งมอบความสุขให้ผู้ป่วยโรงพยาบาลศิริราช

รศ.พญ.เบญจาภา เขียวหวาน ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษและองค์กรสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ต้อนรับ นัชชา ปรักกัมนนท์ ผู้จัดการแผนกโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ บริษัท โอซีซี จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะทำงาน CSR และทีมช่างผมจิตอาสา ที่เดินทางมาตัดผมให้กับผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ รวมกว่า 120 คน เพื่อส่งมอบความสุข สร้างรอยยิ้มและกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยระหว่างการรักษา พร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านความงามมาสร้างประโยชน์และคุณค่าแก่สังคมผ่านกิจกรรม “ผมสวย…ด้วยรัก ครั้งที่ 78”  ณ ศาลาศิริราช 100 ปี โรงพยาบาลศิริราช

รพ.ศิริราช, โอซีซี

อิ่มอร่อย ได้ร่วมทำดี! รพ.พระมงกุฎเกล้า–CPF ชวนส่งต่อ ‘พลังแห่งการให้’ สมทบทุนซื้ออุปกรณ์การแพทย์

27 สิงหาคม 2569 เวลา 08:00 น.

โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ระหว่างวันที่ 25–27 สิงหาคม 2569 เชิญชวนประชาชนร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการในราคาพิเศษ โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปสมทบทุนจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่ศูนย์รักษาผู้ป่วยโรคข้อออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

โดยได้รับเกียรติจาก พลตรีณรงค์ ภักดีศุภผล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เป็นประธานเปิดกิจกรรม พร้อมด้วย นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ CPF ร่วมงาน

พลตรีณรงค์ กล่าวว่า โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคกระดูกและข้อ รวมถึงการดูแลผู้บาดเจ็บจากการปฏิบัติราชการสนาม ขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ทำให้การดูแลโรคกระดูกและข้อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิตและคุณภาพชีวิต มีความสำคัญมากขึ้น โรงพยาบาลฯ จึงมุ่งพัฒนาศักยภาพของศูนย์ให้มีความพร้อมทั้งด้านการรักษา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และการฟื้นฟู เพื่อรองรับผู้ป่วยในทุกกลุ่ม และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตและดูแลตนเองได้อย่างมีคุณภาพ

ปัจจุบัน ศูนย์โรคกระดูกและข้อเทียม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีห้องตรวจ 24 ห้อง รองรับผู้ป่วยประมาณ 450–500 คนต่อวัน มีหอผู้ป่วยรวม 90 เตียง และห้องผ่าตัด 4 ห้อง โดยการพัฒนาศูนย์ครอบคลุมทั้งอุปกรณ์สำหรับการรักษาและอุปกรณ์ช่วยในการฟื้นฟู เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรองรับผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อในหลากหลายกลุ่ม

ผู้สนใจสามารถร่วมกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ได้ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 07.00–18.00 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 1 โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า.

CPF, รพ.พระมงกุฎเกล้า

ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน : คุยกับประธานราชวิทยาลัยทันตแพทย์ เมื่อความรู้เรื่องฟัน เริ่มจากมาตรฐานที่เชื่อถือได้

27 สิงหาคม 2569 เวลา 07:00 น.

หลังจากตอนที่แล้ว เราได้รู้จักบทบาทของราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทยกันไปแล้ว ตอนนี้ขอพาผู้อ่านมาพูดคุยกับ ศ.คลินิก ดร.นพ.ทพ. ศิริชัย เกียรติถาวรเจริญ ประธานราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย ถึงบทบาทของผู้เชี่ยวชาญ และเหตุผลว่าทำไม “ความรู้เรื่องฟัน” จึงสำคัญกับประชาชนทุกคน

ถาม: ราชวิทยาลัยทันตแพทย์ฯ เกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไร

ตอบ: แม้ประชาชนอาจไม่ได้ติดต่อกับราชวิทยาลัยโดยตรง แต่ราชวิทยาลัยฯ มีบทบาทในการกำกับมาตรฐานการฝึกอบรมและการประเมินทันตแพทย์เฉพาะทางในสาขาต่างๆ เพื่อให้การรักษาที่ประชาชนได้รับมีคุณภาพ ปลอดภัย และเหมาะสมตามหลักวิชาการ กล่าวได้ว่า ราชวิทยาลัยฯ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยดูแล“คุณภาพของผู้เชี่ยวชาญ” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการรักษาของประชาชน

ถาม: นอกจากดูแลมาตรฐานผู้เชี่ยวชาญ ราชวิทยาลัยฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องใดอีก

ตอบ: อีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญมากคือ การสื่อสารความรู้ด้านสุขภาพช่องปากสู่ประชาชน เพราะหลายปัญหาในช่องปากสามารถป้องกันได้ หากประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น จะช่วยลดความรุนแรงของโรค และลดความจำเป็นในการรักษาที่ซับซ้อนในอนาคต

ถาม: ความเข้าใจผิดเรื่องฟันที่พบบ่อยในสังคมไทยคืออะไร

ตอบ: สิ่งที่พบได้บ่อยคือการคิดว่า “ไม่เจ็บก็ไม่จำเป็นต้องตรวจฟัน” ทั้งที่จริงแล้ว โรคในช่องปากหลายชนิดไม่แสดงอาการในระยะแรก เมื่อเริ่มมีอาการ ปัญหาอาจลุกลามไปมากแล้ว อีกเรื่องคือความเชื่อที่ถ่ายทอดต่อกันมา ซึ่งบางอย่างไม่สอดคล้องกับความรู้ทางวิชาการในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีการปรับความเข้าใจให้ถูกต้อง

ถาม: ราชวิทยาลัยฯ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้อย่างไร

ตอบ: ราชวิทยาลัยฯ สนับสนุนให้ผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านสื่อและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และสามารถนำไปใช้ในการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเองและครอบครัว

ถาม: มองอย่างไรกับคอลัมน์ “ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน”

ตอบ: คอลัมน์ลักษณะนี้เป็นสะพานเชื่อมที่ดีระหว่างองค์ความรู้ทางวิชาการกับชีวิตประจำวันของประชาชน การสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย จะช่วยให้เรื่องฟันไม่เป็นเรื่องไกลตัว และทำให้ประชาชนกล้าตั้งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพช่องปากมากขึ้น

ถาม: อยากฝากอะไรถึงผู้อ่านเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปาก

ตอบ: สุขภาพช่องปากเป็นส่วนหนึ่งของสุขภาพโดยรวม การดูแลอย่างสม่ำเสมอ ตรวจฟันตามคำแนะนำ และเลือกข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จะช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

คอลัมน์ “ปากดี มีความรู้ กับหมอณัน” จะยังคงพาผู้อ่านไปพบกับเรื่องฟันในแง่มุมต่าง ๆ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือประเด็นด้านทันตกรรมในสังคม โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยทันตแพทย์ฯ ในแต่ละสาขาเวียนมาร่วมให้คำตอบ เพื่อให้ทุกเรื่องฟัน เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และมีคำตอบที่เหมาะสมที่สุด

เรียบเรียงและสัมภาษณ์โดย

ผศ.ทพญ.วรณัน ประพันธ์ศิลป์

หมอฟันราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย

ปากดีมีความรู้กับหมอณัน