พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พท.ชู3อดีตนายกชินวัตร ปัดวัดพลังภท. อ้างต้องใช้คอนเนคชัน ช่วยต่อยอดเศรษฐกิจ

สาวกเพื่อไทย ออกโรงอวย 3 อดีตนายกฯตระกูล “ชินวัตร” เป็นทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน “ใช้คอนเนคชัน” ส่วนตัวพบปะผู้นำอาเซียน ต่อยอดเศรษฐกิจดึงเงินเข้าประเทศ ปัด ปัดวัดพลังการเมือง ฝ่ายเท้ง ชมแม้วเดินสายพบผู้นำอาเซียนเป็นเรื่องดี เป็นเรื่องดี ด้านนักวิชาการเชื่อฝีมือนายกฯอนุทิน ทำงานมีกฎหมายรองรับไม่จำเป็นต้องพึ่งเทวดาทักษิณ

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2569นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบปะผู้นำระดับสูงของประเทศในภูมิภาคอาเซียนว่า เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของโลกที่ทวีความเข้มข้น ผันผวนอยู่ตลอดเวลา แม้การเดินทางครั้งนี้ อาจจะไม่ถูกใจกลุ่มขาประจำมองด้วยความเคลือบแคลงสงสัย มีความเห็นต่างอยู่บ้าง ถือเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่ไม่ควรปล่อยให้มาบดบังโอกาสในการสร้างรายได้ สร้างงาน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ปัด3ชินวัตรวัดพลังการเมือง

นายพร้อมพงศ์ระบุอีกว่า การเดินทางครั้งนี้ มีการชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการในนามส่วนตัว ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลหรือพรรคการเมือง ไม่ใช่การวัดพลังทางการเมืองหรือมีผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝง นายทักษิณ นางสาวยิ่งลักษณ์ นางสาวแพทองธาร ถึงจะไม่มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ยังห่วงใยประเทศชาติ พี่น้องประชาชน หากมีแนวคิด นำไปสู่การประสานเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ เป็นเรื่องน่ายินดี

“โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เป็นโลกแห่งนวัตกรรม เศรษฐกิจสมัยใหม่ ประเทศไทยควรใช้ทุกโอกาสที่เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะมาจากภาครัฐ ภาคเอกชน หรือคนไทยที่มีเครือข่ายต่างประเทศ หากสามารถช่วยเปิดตลาด ดึงการลงทุน สร้างความเชื่อมั่น ขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้มีแต่ได้กับได้ ควรมองว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเสมือน ทูตเศรษฐกิจภาคประชาชน ที่ช่วยกันสร้างโอกาสหาเงินเข้าประเทศ ความขัดแย้งทางการเมือง อคติจ้องจับผิด มีแต่จะบั่นทอน เราควรมองไปปลายทางแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจ งานที่เพิ่มขึ้น รายได้ที่ดีขึ้นของประชาชน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

หวังรัฐบาลต่อยอดแนวคิด

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขอเสนอให้รัฐบาลเร่งต่อยอดทุกโอกาสที่เกิดขึ้นให้เป็นผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้า การลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ ควบคู่กับการยกระดับภาคเกษตร ผู้ประกอบการ SME วิสาหกิจชุมชน และแรงงานไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เปิดตลาดใหม่ สร้างเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศ และกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างทั่วถึง

“ประเทศไทยต้องเปลี่ยนทุกโอกาสให้เป็นการค้า เปลี่ยนทุกความร่วมมือให้เป็นการลงทุน เปลี่ยนทุกคอนเนกชันที่เป็นประโยชน์ให้เป็นรายได้ของประชาชน ความสำเร็จของประเทศจะมีความหมาย ต่อเมื่อประชาชนมีงานทำ มีรายได้เพิ่ม ผู้ประกอบการมีตลาดใหม่ เกษตรกรขายผลผลิตได้ดี และเศรษฐกิจไทยเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน”นายพร้อมพงศ์ กล่าว

สุทินย้ำแม้วแค่เยี่ยมเพื่อนเก่า

นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร พร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบนายปราโบโว สุเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซียและมีกระแสข่าวจะไปอีกหลายประเทศ มีนัยทางการเมืองอะไรหรือไม่ว่า บังเอิญก่อนนายทักษิณ จะเดินทางไปต่างประเทศ 2-3 วัน ตนได้นั่งทานข้าวกับนายทักษิณ และ น.ส.แพทองธาร รวมถึงนักการเมืองพรรคเพื่อไทยหลายคน ในฐานะที่นายทักษิณเป็นผู้ใหญ่ที่เคยร่วมงานกันมา คุยสารทุกข์สุกดิบ ไม่ได้นัดพบกันเพื่อประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด โดยนายทักษิณได้บอกให้ทุกคนฟังว่าจะมีคิวเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่เคยทำงานด้วยกันในหลายประเทศ ซึ่งการไปดังกล่าวท่านก็บอกว่าไม่ได้ไปด้วยเหตุผลทางการเมือง หรือมีนัยทางการเมืองอะไร นอกจากไปเยี่ยมเพื่อนเก่าเท่านั้น หากมีอะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศ และเป็นประโยชน์กับการทำงานของรัฐบาล ท่านก็จะทำ

ชูนำประสบการณ์มาใช้ประโยชน์

“ส่วนตัวจึงมองว่า ถือเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะนายทักษิณมีคอนเนคชันอันดี กับผู้นำประเทศต่างๆ และมีประสบการณ์สูงในการบริหารประเทศ ไม่ควรจะปล่อยให้ความสามารถและมูลค่าเหล่านี้หายทิ้งไปเฉยๆ แต่ควรเอากลับมาเป็นประโยชน์ให้กับประเทศ โดยเฉพาะในยามที่เศรษฐกิจประเทศ เศรษฐกิจโลกมีปัญหาอย่างนี้ ประสบการณ์ของนายทักษิณถือว่ามีคุณค่ามาก และควรนำมาใช้ในห้วงเวลาที่เหมาะสมและจำเป็น ส่วนที่ไปกัน 3 นายกฯ ตนก็มองว่าไม่มีนัยการเมือง แต่เป็นการพบกันของคนในครอบครัว คนในครอบครัวที่ไปด้วยกัน ต่างก็เคยทำงานกับผู้นำประเทศเหล่านี้ด้วย”นายสุทิน ย้ำ

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ในการทานข้าวของนายทักษิณ และบรรดาแกนนำพรรค นายทักษิณ ได้ย้ำถึงบทบาททางการเมืองหลังจากนี้ว่า ท่านคงเบาลงไปเยอะ จะปล่อยให้เป็นเรื่องของพรรค และคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในกรรมการบริหารพรรคเป็นคนจัดการ แต่ความห่วงใยต่อทุกคนและพรรค ยังมีอยู่ไม่ขาดหายไปไหน เพราะท่านมีความผูกพันกับพรรค และร่วมทำงานกันมานาน

‘หนู’ลบโพสต์’แม้ว’ดีลกุ้ง

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังเผลอกดแชร์โพสต์เกี่ยวกับประเด็นการเจรจาส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซีย

โดยก่อนหน้านี้ เฟซบุ๊กส่วนตัวของนายอนุทิน ได้แชร์โพสต์จากเพจ“พรรคเพื่อไทย FC”ระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีบทบาทช่วยเจรจาแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย

ต่อมาหลังได้รับการแจ้งเตือนว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่ถูกต้อง นายอนุทินได้ลบโพสต์ข้างต้นออกทันที พร้อมโพสต์ใหม่ชี้แจงว่า“ขออภัยครับ เผลอดกดแชร์ ไม่ได้ตั้งใจ ขอบคุณน้องผู้สื่อข่าวที่โทรแจ้ง”

‘เท้ง’ชมเทวดาแม้วเดินสาย

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ 3 อดีตนายกฯครอบครัวชินวัตรเดินสายพบปะผู้นำในประเทศอาเซียน มีนัยยะทางการเมืองใดหรือไม่ว่า เรื่องนี้คนที่ควรจะตอบคำถามมากที่สุดคือตัวนายกรัฐมนตรีอย่างที่มีการโพสต์และสื่อสารออกมาถึงปัญหากับประเทศมาเลเซีย คือเรื่องของการส่งออกกุ้ง ส่วนตัวคิดว่าแอ็คชั่นของนายกรัฐมนตรีเองอาจจะช้าเกินไป ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา เราก็เคยบอกไปแล้วว่าหากดำเนินการเรื่องนี้ช้าเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง จะได้รับความเสียหาย เพราะกุ้งหากตาย ก็จะตายทั้งบ่อในช่วงเวลาหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ซึ่งคนที่ควรจะมีแอ็คชั่นที่เร็วกว่านี้และหาทางออกให้กับเกษตรกรก็คือนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามย้ำว่าในทางการเมืองมีนัยยะอะไรหรือไม่กับการเดินสายดังกล่าวของ3อดีตนายกรัฐมนตรี ชินวัตร นายณัฐพงษ์กล่าวว่า นัยยะทางการเมืองให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน เดินทางไปเจรจาซึ่งไม่ว่าจะเป็นอดีตนักการเมืองหรือนักการเมืองปัจจุบันที่เดินทางไปเจรจาเพื่อเป็นประโยชน์ให้กับคนในประเทศก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญคือคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ดำรงตำแหน่งก็ควรจะใช้อำนาจที่ให้อ๊คทีฟรวดเร็วและแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที

จี้นายกฯควรแอ็คชั่นเร็วกว่านี้

“อีกหนึ่งอย่างที่พวกเราเรียกร้องมาโดยตลอด คือ การรับรับผิดชอบต่อสภามาตอบกระทู้ในสภาบ้างซึ่งก็เข้าใจว่ามีภารกิจหลายอย่าง แต่เราก็รู้กันดีว่าการตอบกระทู้ถามสดจะมีในวันพฤหัสบดี ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของนายกฯเองที่ต้องล็อกเวลามา รับผิดชอบตอบกระทู้สด ซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานของคนเป็นนายกรัฐมนตรีที่ต้องทำ”นายณัฐพงษ์ ย้ำ

เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวของครอบครัวชินวัตรจะสะเทือนถึงรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าเรื่องสะเทือน ไม่สะเทือน อยู่ที่ว่าเคลื่อนไหวแล้วประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่ ถ้าประชาชนได้ประโยชน์ก็คงไม่มีข้อเสียหายอะไร และในหน้าที่ของฝ่ายค้านเอง หากเราจะตั้งคำถามโดยตรง ก็คงจะตั้งคำถามไปยังนายกรัฐมนตรี

หนุนคุยแล้วแก้ไขปัญหาให้ปชช.

เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวว่านายทักษิณเดินทางไปพูดคุยเรื่องกุ้งกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย จะเดินทางไป ถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น คือ ใครก็ตามที่เข้าไปพูดคุย แล้วสามารถแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้ ขณะที่ส่วนตัวจะตอบแทนนายทักษิณไม่ได้ว่า นอกจากเรื่องกุ้งแล้ว ได้ไปคุยเรื่องอะไรอีกบ้าง อย่างนั้นหน้าที่ของฝ่ายค้าน เราเรียกร้องคนที่อยู่ในตำแหน่งคือนายกรัฐมนตรีที่ควรจะมีแอ็คชั่นได้เร็วกว่านี้

โอฬารชี้แม้วเดินสาย สิทธิ์ส่วนตัว

ขณะที่มุมมองของ รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา แสดงความคิดเห็นกรณีการเดินทางไปต่างประเทศของนายทักษิณ ชินวัตรว่า สังคมควรพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยยึดหลักการบริหารราชการแผ่นดินและหลักความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารเป็นสำคัญ ซึ่งในการเดินทางดังกล่าว เป็นการเดินทางในฐานะบุคคล มิใช่ภารกิจ ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล จึงไม่ควรนำไปตีความว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินนโยบายต่างประเทศ หรือ เป็นการใช้อำนาจแทนฝ่ายบริหารของรัฐ หรือ มีบทบาทใดๆ ต่อรัฐ

รศ.ดร.โอฬารระบุว่า ทั้งนี้ ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่มีอำนาจและความรับผิดชอบโดยตรงในการกำหนดนโยบาย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผ่านกลไกของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการเจรจาและตัดสินใจในนามของประเทศไทย

รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีเสถียรภาพจากการได้รับการสนับสนุนจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร จึงมีความพร้อมในการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญเพื่อขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ผ่านกลไกทางการทูตและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐานของทุกประเทศ

ย้ำความสัมพันธ์ผู้นำไม่ใช่อำนาจรัฐ

รศ.ดร.โอฬารระบุอีกว่า นอกจากนี้ แม้บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะมีประสบการณ์หรือความสัมพันธ์กับผู้นำต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในระดับความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ใช่อำนาจรัฐ และไม่สามารถใช้ทดแทนอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลได้ การตัดสินใจที่มีผลผูกพันต่อประเทศยังคงต้องดำเนินการผ่านรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญที่สังคมควรยึดถือ คือการแยกบทบาทของ”บุคคล”ออกจาก”รัฐบาล”ให้ชัดเจนเพราะรัฐบาลคือผู้ใช้อำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่กำหนดนโยบาย เจรจาระหว่างประเทศและรับผิดชอบต่อประชาชน ขณะที่การเคลื่อนไหวของบุคคลภายนอกรัฐบาล แม้อาจได้รับความสนใจจากสังคมก็ไม่อาจถือเป็นการใช้อำนาจรัฐหรือดำเนินภารกิจแทนรัฐบาลได้

พร้อมทิ้งท้ายว่ารัฐบาลมีอำนาจ กลไก และเครื่องมือของรัฐที่เพียงพอในการผลักดันนโยบายและบริหารความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยความเข้มแข็งของประเทศควรตั้งอยู่บนการทำงานของสถาบันรัฐและระบบราชการ มากกว่าการผูกความสำเร็จของนโยบายไว้กับบทบาทของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ธนพรไม่เชื่อข่าวแม้วปิดดีลกุ้งไทย

รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมืองได้แสดงความคิดเห็นถึงกระแสข่าวที่ระบุว่านายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซียโดยระบุว่า ข่าวดังกล่าวเป็นเพียงการสร้างกระแสจากผู้สนับสนุนทางการเมืองเท่านั้น และ ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงของกระบวนการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

ย้ำความสำเร็จเกิดจากจนท.รัฐ

รศ.ดร.ธนพร ย้ำว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าว เป็นผลจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายไทยได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ล่วงหน้าก่อนการเยือนของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อเตรียมการเจรจาในระดับเทคนิค ทั้งนี้ การหารือครอบคลุมถึงการอำนวยความสะดวกในการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียรวมถึงการที่มาเลเซียจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจมาตรฐานฟาร์มกุ้งของไทย ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติของประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะภายใต้กรอบความร่วมมือการค้าเสรีอาเซียน

“กระบวนการทั้งหมดเป็นการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตามขั้นตอนราชการ และไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ไม่มีสถานะ หรืออำนาจหน้าที่ในนามรัฐบาล การเจรจาแก้ไขอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศ จะดำเนินการผ่านผู้แทนที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการเท่านั้น ไม่มีประเทศคู่ค้าใดไปทำข้อตกลงกับบุคคลที่ไม่ได้มีอำนาจในฐานะรัฐบาล เพราะไม่สามารถผูกพันหรือรับรองข้อตกลงในนามประเทศได้”รศ.ดร.ธนพร กล่าว

แค่IOปั่นเอาใจนายใหญ่

รศ.ดร.ธนพร ยังเห็นว่าการนำความสำเร็จทั้งหมดไปยกให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการมองข้ามความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายที่ใช้เวลาทำงานร่วมกันมานานกว่า 2 เดือนจึงควรให้เครดิตกับผู้ปฏิบัติงานที่มีส่วนทำให้การเจรจาประสบผลสำเร็จ หากมีผู้ยืนยันว่าอดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ปิดดีลเรื่องดังกล่าว ก็ควรแสดงหลักฐานที่ชัดเจน เพราะเท่าที่ทราบ กระบวนการทั้งหมดเป็นการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่รัฐตามกลไกปกติ และเป็นไปตามหลักการเจรจาการค้าระหว่างประเทศทุกประการ

“ผมคิดว่า แก๊ง IO จับสัญญาณว่านายใหญ่คัมแบ็กก็เลยจะสร้างผลงาน แต่มันทำร้ายคนทำงานจริง เกินไปหน่อย เพราะ เจ้าหน้าที่ทำงานหนักมาตลอด สุดท้าย กลับโดนขบวนการแอบอ้าง เอาผลงานไปเคลมดื้อๆ”รศ.ดร.ธนพร ย้ำทิ้งท้าย

สถ.สั่งเบรคจัดทำแผนพรก.เงินกู้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รักษาราชการแทนแทน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง ยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงาน หรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้กำหนดแนวทางการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความประสงค์เสนอแผนงาน หรือโครงการ ดำเนินการบันทึกข้อเสนอแผนงานหรือโครงการผ่านระบบสารสนเทศเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(SOLA)ภายในวันศุกร์ที่17กรกฎาคม2569

โดยให้จังหวัดนำเสนอคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ(ก.บ.จ.)พิจารณาให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯผ่านระบบ(SOLA)พร้อมกับรวบรวมเอกสารตามแบบฟอร์มที่กำหนดและรายละเอียดประกอบข้อเสนอแผนงานหรือโครงการดังกล่าวส่งมายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นภายในวันศุกร์ที่31กรกฎาคม2569เพื่อรวบรวมรวมรายงานกระทรวงมหาดไทยนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาให้ความเห็นชอบนั้น

กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินการเสนอแผนงานหรือโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศพ.ศ.2569 เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจึ งขอยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการฯ ที่กำหนดตามหนังสืออ้างถึง

หวั่นสอดไส้-ซ้ำซ้อนงบ70

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าหนังสือยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)เกิดขึ้น ภายหลังจากพรรคฝ่ายค้านออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคได้แถลงข่าวใหญ่ภายหลังรับทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

โดยนางสาวศิริกัญญาได้โชว์หลักฐานเอกสารที่ส่งเวียนไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ซึ่งมีลักษณะเป็น”แคตตาล็อกหรือเมนูรายการสินค้า” ที่รัฐกำหนดไว้ให้เลือกรายการในแคตตาล็อกดังกล่าวประกอบด้วย โครงการที่ถูกตั้งคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วน เช่น รถขยะ EV, ลานกีฬาโซลาร์, เครื่องผลิตออกซิเจนพลังงานแสงอาทิตย์ และการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป โดยฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่า เป็นการเตรียมผู้รับจ้าง หรือผู้จำหน่ายสินค้าไว้ล่วงหน้าแล้วหรือไม่ และโครงการเหล่านี้ยังไปปรากฏซ้ำซ้อนอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กำลังพิจารณาอยู่ในชั้นกรรมาธิการด้วย

สิ้นนักการเมืองเก่า สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต สส.เชียงราย 7 สมัย ในวัย 90 ปี

สิ้นนักการเมืองเก่า สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต สส.เชียงราย 7 สมัย ในวัย 90 ปี

สิ้นนักการเมืองเก่า สมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต สส.เชียงราย 7 สมัย ในวัย 90 ปี

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 21.23 น.

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ได้เผยแพร่เพจเฟซบุ๊กว่า นายสมบูรณ์ ไชยธนวงศ์ ซึ่งเป็นบิดาและอดีตสมาชิกสภาผุ้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.เชียงราย หลายสมัย ได้เสียชีวิตลงแล้วและได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศลอยู่ที่ บจก.ธนะวงศ์กรุ๊ป เลขที่ 286 หมู่ 2 ต.เวียง อ.เทิง จ.เชียงราย โดยวันแรกช่วงเวลาประมาณ 21.00 น.วันเดียวกันมีพิธีรดน้ำสรีระและเวลา 22.00 น.สวดพระอภิธรรม ก่อนที่วันที่ 12-17 ก.ค.2569 มีการสวดพระอภิธรรมทุกเวลา 20.00 น.ของทุกวัน จนถึงวันเสาร์ที่ 18 ก.ค.มีพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ มาติกา และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ก่อนเคลื่อนสรีระไปยังฌาปนสถานในพื้นที่ ประกอบพิธีทางศาสนาและพระราชทานเพลิงศพในเวลาประมาณ 15.00 น.ต่อไป

นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ถือเป็นนักการเมืองเก่าแก่ของ จ.เชลียงราย โดยเกิดเมื่อวันที่ 1 ต.ค.2479 หรือมีอายุได้ 90 ปี เข้าสู่วงการเมืองครั้งแรกด้วยการลงเลือกตั้งเป็น ส.ส.ของ จ.เชียงราย สังกัดพรรครวมไทย เมื่อปี 2531 และได้รับการเลือกตั้ง ต่อมาได้รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่1 ในปี 2535 ในสังกัดพรรคชาติพัฒนา,ปี 2538 ในสังกัดพรรคชาติไทย,ปี 2539 สังกัดพรรคความหวังใหม่ ก่อนที่พรรคจะยุบรวมเข้ากับพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งปี 2544 ซึ่งนายมบูรณ์ก็ได้รับเลือกตั้งในนามพรรคไทยรักไทยในปี 2548 อย่างต่อเนื่อง 

ต่อมามีการยุบพรรคไทยรักไทยก็ได้ย้ายไปอยู่กับพรรคพลังประชาชนและในการเลือกตั้ง ส.ส.ในปี 2550 ก่อนได้เป็น ส.ส.แบบสัดส่วนเพราะคนเดิมลาออกในปี 2551 อย่างไรก็ตามในปี 2554 นายสมบูรณ์ได้ย้ายไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทยและลงสมัครรับเลือกตั้งแต่ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก รวมแล้วเคยเป็น ส.ส.มาแล้วกว่า 7 สมัย กระทั่งได้ออกจากวงการการเมืองและมีบรรดาบุตรและธิดาลงสมัครรับเลือกตั้งแทน เช่น นายสุธีระพงศ์ วันไชยธนวงศ์ ซึ่งป้จจุบันเป็น ส.ส.เชียงราย พรรคกล้าธรรม และยังมีนางอทิตาธร เป็นนายก อบจ.เชียงราย ฯลฯ นายสมบูรณ์ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในวันที่ 11 ก.ค.2569.
 

อภิสิทธิ์ นำ ‘ประชาธิปัตย์’ ลุยหาดใหญ่ ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน ย้ำฝ่ายค้านไม่ต้องการความขัดแย้ง

อภิสิทธิ์ นำ ‘ประชาธิปัตย์’ ลุยหาดใหญ่ ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน ย้ำฝ่ายค้านไม่ต้องการความขัดแย้ง

อภิสิทธิ์ นำ ‘ประชาธิปัตย์’ ลุยหาดใหญ่ ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน ย้ำฝ่ายค้านไม่ต้องการความขัดแย้ง

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.53 น.

“ประชาธิปัตย์” จัดสัมมนาหาดใหญ่ ลงพื้นที่ดูคลองแก้มลิงคลองเรียน คุย “นายกคอหงส์” ชงของบกลาง ซื้อเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง รับมือก่อนน้ำมา  ขอรัฐบาลอย่าตีฟูขยายขัดแย้งการเมือง สวน”ภราดร” อย่าเอางบ 2 ก้อนมารวมกัน เพราะสิ่งที่พูดคืองบกลาง

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ จัดสัมมนาสส.พรรค ระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคมนี้ ซึ่งตรงกับช่วงการปิดสมัยประชุมสภา โดยในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นำ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่แก้มลิงคลองเรียน ซึ่งเป็นจุดรับและชะลอน้ำรองรับน้ำป่าและน้ำฝนจากพื้นที่ตอนบน เพื่อไม่ให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจของหาดใหญ่รวดเร็วเกินไป

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวหลังลงพื้นที่ดูแก้มลิง คลองเรียนว่า ปัญหาของหาดใหญ่กลายเป็นการวาดภาพ ให้เป็นเรื่องการทะเลาะกันทางการเมือง ความจริงไม่ใช่ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ เพราะฉะนั้นจะเห็นภาพ หากย้อนกลับไปเมื่อเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ สิ่งแรกที่ทุกฝ่ายเรียกร้อง คือการเยียวยา เพื่อแก้ไขปัญหาจากความเสียหาย โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ มาตรการสะดุดลงเพราะยุบสภา มาตรการทางด้านเศรษฐกิจทำได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น หรือพูดง่ายๆคือเลยเวลา แต่พอหลังเลือกตั้ง มีทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรคฝ่ายค้าน เสนอถึงข้อวิตกกังวลของชาวหาดใหญ่ ถึงความพร้อมในปีนี้ที่จะรับมือหากเกิดฝนตก และปริมาณน้ำเหมือนปีที่ผ่านมา สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือมีการหารือ ในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ทั้งนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา และนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา ที่ได้พูดยกตัวอย่างถึงคลองร. 1 ที่มีการพูดว่า แม่วัวลอดได้ ซึ่งเมื่อวานนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้ไปดู และก่อนหน้านี้รัฐบาลก็มีความคิดที่จะมาจัดครม.สัญจร ในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่นี่แต่กลับยกเลิก โดยให้เหตุผลว่าโครงการต่างๆยังกลั่นกรองไม่แล้วเสร็จ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยถึงเดือนกรกฎาคม มีการอภิปรายงบประมาณและนายจูรีก็พูดอย่างชัดเจน กังวลถึงปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ เพราะเห็นภาพเรื่องงบประมาณ โดยเฉพาะที่พูดถึงเรื่องการจุดธูป กลายเป็นรัฐบาลมาตอบด้วยอารมณ์ ทำให้เป็นความขัดแย้ง แต่ก็ทำให้เห็นแล้วว่านายกรัฐมนตรีกับคณะต้องลงมาดูสิ่งที่เราเรียกร้อง และอนุมัติงบไปเมื่อวานนี้ 400 กว่าล้าน แต่ก็ต้องรอการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของงบฉุกเฉิน รัฐบาลอนุมัติ 99.5 ล้านบาท ซึ่งได้จากภาคเอกชนมาช่วยจัดลำดับความสำคัญ โดยนำเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุด แต่ที่ตนแปลกใจ ดันลากเรื่องนี้มาเป็นความขัดแย้ง ลากมาเป็นเรื่องพูดเท็จไม่เท็จ อย่างที่แก้มลิงแห่งนี้ก็มีหลายส่วนที่ต้องรอปรับปรุงและรอใช้งบประมาณ ซึ่งต้องรอการอนุมัติอยู่

ขณะเดียวกันนายอภิสิทธิ์ ยังระบุถึงนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า อย่านำ2 เรื่องมาปนกัน อย่างโครงการแห่งนี้เป็นการของบกลาง แต่ถ้าดูคำของบก็เป็นคนละส่วน ตนจึงไม่อยากตอบโต้กันไปมา แต่อยากบอกว่าฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ขอบคุณที่ในที่สุดหลังจากพูดมา 2-3 เดือน ก็ได้มาในส่วนของคลองร.1 และขณะนี้ยังมีเวลาที่รัฐบาลจะเร่งอนุมัติงบให้เป็นระบบ ในการนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพราะยอดต่างๆที่เหลือหักรวมกันแล้ว จะเกินอำนาจที่นายกรัฐมนตรีจะสามารถอนุมัติได้ โดยลำพัง จึงอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการในเรื่องนี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวยืนยันอีกว่า ฝ่ายค้านไม่ได้มีความประสงค์ ที่จะขัดแย้งอะไรในทางการเมือง เราทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับชาวหาดใหญ่ ชาวสงขลาและชาวใต้ ว่ายังมีโครงการที่ยังรอการปรับปรุง และมีความเสียหายในเหตุการณ์ปีที่ผ่านมา ทุกคนหวาดผวาไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

ด้านนายทวีศักดิ์ ทวีรัตน์ นายกเทศบาลนครคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กล่าวถึงการของบประมาณ ในการดูแลพื้นที่ ว่า ในส่วนของเทศบาลคอหงส์ เราได้ของงบประมาณสำหรับการจัดซื้อเครื่องสูบน้ำจำนวน 10 เครื่อง แต่หลักๆ คือการขุดลอก การพร่องน้ำ เพราะฝั่งตะวันออกจะท่วมเข้าหาดใหญ่ได้เร็วที่สุด ฉะนั้นเรายังมีพื้นที่ต่ำซึ่งเป็นพื้นที่ชุมชน วิธีที่ดีที่สุดคือการใช้เครื่องสูบน้ำในการพร่องน้ำให้เร็ว

เมื่อถามว่าควรได้รับงบประมาณเร็วที่สุดภายในเมื่อไหร่เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เนื่องจากใกล้เข้าสู่ช่วงหน้าน้ำแล้ว นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ยิ่งเร็วยิ่งดี เราจะได้ติดตั้งเพราะไม่รู้ว่าฟ้าฝนจะมาวันไหน การติดตั้งเครื่องสูบน้ำตามจุดที่มีความเสี่ยงต่างๆนั้นสามารถดำเนินการได้เลย เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดกับประชาชน

เมื่อถามต่อว่าเวลานี้ได้มีการเตรียมอุปกรณ์สำหรับรับมืออย่างไรบ้าง นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของเทศบาลเมืองคอหงส์ ฝั่งตะวันออก เราได้รับการสนับสนุนจาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดในการนำเครื่องไม้เครื่องมือลงมา ใช้สำหรับการขุดลอกและพร่องน้ำ ระบายน้ำจากฝั่งตะวันออก บายพาสน้ำไม่ให้เข้านครหาดใหญ่ อาบน้ำได้เร็วหากสามารถทำได้เร็ว การที่น้ำจะเข้าเมืองก็มีโอกาสน้อย อย่างไรก็ตามขนาดนี้เราพยายามขุดลอกคลอง เพื่อบายพาสน้ำให้ไปยังคลองร. 1 ให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า กรณีที่ขอเครื่องสูบน้ำไป 10 เครื่องนั้น นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ทางรัฐบาลได้สรุป กับทางจังหวัดเรียบร้อยแล้ว ว่าได้ส่งเรื่องให้เราก็รอ ที่เราขอไปคืองบเร่งด่วน งบกลาง

เมื่อถามต่อว่าอยากฝากอะไรถึงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อช่วยในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในสภาต่อไป นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ ที่ท่านมีความเป็นห่วงเป็นใย จะได้ช่วยเป็นปากเป็นเสียง วันนี้พี่น้องประชาชนต้องการความช่วยเหลือโดยเฉพาะจากภาครัฐ ในการเอาเครื่องไม้เครื่องมือในการแก้ปัญหาระยะยาว และอำเภอหาดใหญ่มีนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย ที่ถือว่าเข้ามามากเป็นอันดับ 1 จึงอยากให้รัฐบาลช่วยเยียวยา รวมทั้ง พักฝ่ายค้านที่ลงมา ซึ่งตนก็ต้องขอขอบคุณด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ส.สในพื้นที่ ได้ช่วยกันทุกคนโดยเฉพาะนายจุรี นุ่มแก้ว และนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ทำหน้าที่ในสภาได้อย่างดีเยี่ยม ต้องขอชื่นชม.

ขณะที่วันพรุ่งนี้ นายอภิสิทธิ์ จะเปิดการสัมมนา สส.ของพรรคฯ อย่างเป็นทางการ และระดมความคิด ความเห็น เกี่ยวกับแผนฟื้นฟู และป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ ก่อนที่นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคฯ จะได้รายงานยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานพรรค และงานนิติบัญญัติในสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการวางแผนการทำงานของพรรคฯ ในสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุมสภา สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 ประจำปี 2569 ซึ่งนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อของพรรคฯ ในฐานะประธาน สส.พรรคฯ จะสรุปภาพรวม และปิดการสัมมนา

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ลงพื้นที่ ช่องสายตะกู ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ลงพื้นที่ ช่องสายตะกู ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ลงพื้นที่ ช่องสายตะกู ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.41 น.

‘กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ’ ยกคณะลงพื้นที่ ‘ช่องสายตะกู’ จ.บุรีรัมย์ ติดตามสถานการณ์ ’ชายแดนไทย-กัมพูชา‘ ขณะที่ ‘ฝั่งเขมร’ เริ่มซ่อมแซม ‘กาสิโนสายตะกูรีสอร์ท’ หลังเจอ ‘F-16ไทย’ โจมตีจนได้รับความเสียหาย

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 ที่ด่านพรมแดนช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยพล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ ที่ปรึกษากมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ นายพีรพล กนกวลัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ในฐานะโฆษก กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ พร้อมด้วยคณะฯ ลงพื้นที่รับฟังสถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา รวมถึงผลกระทบ และตรวจเยี่ยมบริเวณพื้นที่ช่องสายตระกู จ.บุรีรัมย์

โดยมี พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 , พ.อ.กิตติวรา อารีรักษ์ หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กกล.สุรนารี , ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ , นายอัครพันธุ์ พูลศิริ ปลัดจังหวัดบุรีรัมย์ และ นายเอกวัฒน์ พวงประโคน นายอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวรายงาน

นอกจากนี้คณะได้เดินทางมาที่ด่านพรมแดนช่องสายตะกู เพื่อสังเกตการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่ พบว่าในวันนี้ยังคงหลงเหลือร่องรอยความเสียหายจากการปะทะกันของทหารทั้งสองฝ่ายให้คณะได้เห็น และผู้สื่อข่าวยังได้สังเกตเห็นทหารฝั่งกัมพูชาได้ปักหลักรอบริเวณหลังแนวรั้วของพรมแดน

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังสังเกตเห็นทหารของฝั่งกัมพูชา ได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปคณะของไทยที่เข้าไปสังเกตการณ์ และยังพบว่าบริเวณกาสิโนสายตะกูรีสอร์ท ที่ตั้งอยู่ฝั่งกัมพูชาที่ได้รับความเสียหายและผลกระทบ ได้เริ่มนำเครนมาติดตั้งเพื่อทำการซ่อมแซม หลังถูกฝั่งไทยใช้ F-16 โจมตีจนได้รับความเสียหาย ตอนปะทะกัน

‘สุขสมรวย’ ลุยขอนแก่น ผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ลั่นล้างบางทุจริต ดึงอัยการ-ตำรวจจัดการ

‘สุขสมรวย’  ลุยขอนแก่น ผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ลั่นล้างบางทุจริต ดึงอัยการ-ตำรวจจัดการ

‘สุขสมรวย’ ลุยขอนแก่น ผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ลั่นล้างบางทุจริต ดึงอัยการ-ตำรวจจัดการ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 19.36 น.

 “รมต.สุขสมรวย” ลุยขอนแก่น เผยข่าวดีเพิ่มทุน 570 กองทุนหมู่บ้าน ครอบคลุม 16 จังหวัด วงเงินกว่า 39 ล้านบาท สั่งล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้าน! เปิดฉากกวาดล้างการยักยอก-ใช้เงินผิดประเภท ดึง “อัยการ-ตำรวจ” ดำเนินคดีเด็ดขาด พร้อมเปิดวอร์รูมรับแจ้งเบาะแสผ่านเว็บหลักทันที

11 กรกฎาคม 2569 นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) 
ลงพื้นที่เพื่อมอบนโยบายการดำเนินงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ในพื้นที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น เน้นย้ำเร่งดำเนินการ “โครงการไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง”  เพื่อการลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง และช่วยให้ประชาชนสามารถนำเงินไปต่อยอดการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในรอบแรกได้อนุมัติเงินเพิ่มทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ยื่นคำขอเข้ามาและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของโครงการ จำนวน 570 กองทุน ครอบคลุม 16 จังหวัด วงเงินเพิ่มทุนรวม 38,530,000 บาท

นอกเหนือจากมาตรการลดภาระดอกเบี้ยแล้ว นางสุขสมรวย ยังได้เปิดเผยถึงแผนการเชิงรุกในการเคลียร์ “งานค้างประวัติศาสตร์”  ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 14 ปี (ตั้งแต่ปี 2555) ในโครงการฟื้นฟูและจัดสรรเงินเพิ่มทุน 1,000,000 บาท (ล้านที่ 2) ให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่าเม็ดเงินรวมสูงถึง 3.4 พันล้านบาท โดยได้ประกาศจุดยืนเด็ดขาด มอบนโยบายเร่งรัดให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) เร่งสะสางและกวาดบ้านด่วน ซึ่งล่าสุดสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ได้ขานรับลูกระดมทีมผู้บริหารระดับสูงทั้งส่วนกลาง และสาขาเขตทั่วประเทศ มาร่วมเวิร์กชอปจัดทำโรดแมปการดำเนินงานแบบควบคู่ คือ “ฟื้นฟูไปพร้อมกับเพิ่มทุน” ในระยะที่ 3

“จากการลงพื้นที่อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น พบว่ามี 15 กองทุน ที่ยังไม่ได้เงินล้านที่ 2 โดยอยู่ระหว่างการเร่งฟื้นฟู ซึ่งตนกำลังประสานงานและอำนวยความสะดวกในการจัดเตรียมเอกสาร เพื่อให้สามารถอนุมัติให้ครบทั้ง 15 กองทุน และนำเงินลงสู่ชุมชนได้โดยเร็วที่สุด” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

วันเดียวกันนี้ นางสุขสมราย สั่งล้างบางทุจริตกองทุนหมู่บ้าน! เปิดฉากกวาดล้างการยักยอก-ใช้เงินผิดประเภท ดึง “อัยการ-ตำรวจ” ดำเนินคดีเด็ดขาด พร้อมเปิดวอร์รูมรับแจ้งเบาะแสผ่านเว็บหลักทันที ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาดในการเดินหน้าปฏิรูปและแก้ไขปัญหากองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การปราบปรามและขจัดปัญหาการทุจริต การยักยอกทรัพย์ รวมถึงการนำเงินกองทุนไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำลายระบบเศรษฐกิจฐานราก และพรากโอกาสไปจากพี่น้องประชาชน เพื่อสอดรับรัฐบาลยุคปัจจุบันมีนโยบายงดเว้นความโปร่งใสไม่ได้ (Zero Tolerance) โดยกองทุนหมู่บ้าน จะต้องเป็นแหล่งทุนที่สะอาดและพึ่งพาได้ของชุมชนอย่างแท้จริง หากพบว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ หรือมีกลุ่มบุคคลใดแสวงหาผลประโยชน์จากเงินของส่วนรวม จะดำเนินมาตรการขั้นเด็ดขาดทั้งทางแพ่งทางอาญา และทางวินัยโดยไม่มีข้อยกเว้น ดำเนินการทันที ดังนี้

1. เปิดช่องทางร้องเรียนตรง ยื่นหลักฐานผ่านระบบออนไลน์ 24 ชั่วโมง ผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการที่ http://www.villagefund.or.th โดยประชาชน สมาชิก หรือผู้พบเห็นความผิดปกติ สามารถส่งข้อมูล รายละเอียด หรือเอกสารหลักฐานเข้ามาในระบบได้ทันที ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นความลับขั้นสูงสุดเพื่อความปลอดภัยของผู้แจ้งเบาะแส

2. ส่งต่อขุนพลกฎหมาย ดึง “อัยการ-ตำรวจ” ร่วมทำคดีเด็ดขาด เมื่อระบบได้รับเรื่องร้องเรียน สทบ. จะตั้งทีมเอกซเรย์ข้อมูลอย่างเร่งด่วน หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีมูลความจริงและเข้าข่ายการกระทำความผิดทางกฎหมาย จะไม่มีการประนีประนอมใดๆ ทั้งสิ้น โดย สทบ. จะรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด ส่งต่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างรวดเร็ว โดยประสานงานร่วมกับ สำนักงานอัยการ และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ในพื้นที่ เพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดจนถึงขั้นติดคุกและยึดทรัพย์สินที่ยักยอกไปกลับคืนสู่ชุมชน

“เงินกองทุนหมู่บ้าน คือภาษีของประชาชนและเป็นเส้นเลือดฝอยในการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจชุมชน ใครที่คิดจะทุจริต ยักยอก หรือนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ต้องไม่มีที่ยืน ยุคนี้เราทำงานร่วมกับฝ่ายกฎหมาย ทั้งตำรวจและอัยการ เพื่อจัดการคนผิดให้เร็วที่สุด จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันเป็นหูเป็นตา หากพบสิ่งผิดปกติ แจ้งเข้ามาที่เว็บไซต์ของ สทบ. ได้ทันที เพื่อร่วมกันล้างบางทุจริตและคืนกองทุนที่โปร่งใสให้ชุมชนของเรา” นางสุขสมรวย กล่าวเน้นย้ำ แจ้งเบาะแสและร้องเรียนการทุจริตได้ที่: http://www.villagefund.or.th หรือ สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.)

มท.2 ลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจโรงแรมเถื่อน 2 แห่ง ไร้ใบอนุญาต สั่งสอบเพิ่ม 360 บริษัทต้องสงสัยนอมินีต่างชาติ

มท.2 ลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจโรงแรมเถื่อน 2 แห่ง ไร้ใบอนุญาต สั่งสอบเพิ่ม 360 บริษัทต้องสงสัยนอมินีต่างชาติ

มท.2 ลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจโรงแรมเถื่อน 2 แห่ง ไร้ใบอนุญาต สั่งสอบเพิ่ม 360 บริษัทต้องสงสัยนอมินีต่างชาติ

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.59 น.

‘มท.2’ นำทีมลุยป่าตอง ภูเก็ต ตรวจสอบ ‘โรงแรม’ ต้องสงสัยไร้ใบอนุญาต สั่ง ‘ผู้ว่าฯ’ สอบเพิ่ม 360 บริษัท ลั่น ‘ต่างชาติ’ ทุกรายต้องเคารพกฎหมายไทยเคร่งครัด หากพบกระทำผิดดำเนินคดีเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น เร่งเดินหน้าจัดระเบียบทุนต่างชาติ-นอมินี เคลียร์กวาดล้างธุรกิจผิดกฎหมาย สร้างความเป็นธรรม

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย นำทีมกรมการปกครอง เจ้าหน้าที่กองร้อยอาสารักษาดินแดนจังหวัดภูเก็ต ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรมและสถานประกอบการที่ได้รับการร้องเรียนในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ตรวจสอบการประกอบธุรกิจของกลุ่มทุนต่างชาติ การถือครองกิจการผ่านนอมินี รวมถึงการขออนุญาตก่อสร้างและประกอบกิจการถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายรณรงค์ ทิพย์ศิริ รองอธิบดีกรมการปกครอง ร้อยตำรวจเอก เขตรัฐ ชาญศิลป์ นายรอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ บริเวณหาดป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต

นายพลพีร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ ตนพร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และทีมกรมการปกครอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยในจังหวัดภูเก็ตโดยช่วงเช้า เริ่มต้นจากการประชุมร่วมกับตัวแทนศาลเจ้ากว่า 41 แห่ง เพื่อรับฟังข้อบังคับและหารือเกี่ยวกับแนวทางปรับปรุงระเบียบปฏิบัติที่ใช้มานานให้มีความทันสมัยและคล่องตัวยิ่งขึ้น โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการจัดระเบียบในทุกมิติ ซึ่งการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้ข้อสรุปว่าต้องมีการพิจารณาปรับปรุงกฎระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า จากนั้นได้ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงแรมตามที่มีผู้แจ้งเบาะแสว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าโรงแรม 2 แห่งที่เข้าตรวจจริงไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการและไม่มีใบอนุญาตการก่อสร้างตามกฎหมาย ทางเจ้าพนักงานจากกรมการปกครองจึงได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ สำหรับโรงแรมที่กำลังจะเข้าตรวจสอบเพิ่มเติมนั้น ทางคณะทำงานมีข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ว่า อาจเป็นธุรกิจที่ใช้ตัวแทนอำพราง หรือนอมินี โดยมีชาวต่างชาติถือหุ้นเกินกว่าที่กฎหมายไทยกำหนด อีกประมาณ 360 บริษัท ซึ่งจะเร่งตรวจสอบการขออนุญาตต่างๆอย่างละเอียดต่อไป

นายพลพีร์ ยังกล่าวถึงกรณีเข้าตรวจสอบสถานที่ที่เรียกชื่อว่า “ชาบัดเฮาส์ไทยแลนด์” (Chabad House Thailand) ซึ่งได้รับแจ้งว่าตามใบขออนุญาตได้ขอเปิดเป็นกิจการโรงแรมและร้านอาหาร แต่จากการตรวจสอบเบื้องต้นโดยผู้ดูแลนำเดินสำรวจ ไม่มีที่พัก แต่เป็นร้านอาหาร และศาสนสถาน สำหรับผู้นับถือศาสนายิว จึงได้สั่งการให้ทางจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำการเดินหน้าตรวจสอบสถานประกอบการต่างๆ ในจังหวัดต่อไป เพื่อทำสิ่งต่างๆ ให้ถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย

“ผมได้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการมุ่งเป้า ไปที่จุดใดจุดหนึ่ง หรือกิจการใด แต่เป็นการตรวจสอบ การบังคับใช้กฎหมาย เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของภูเก็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีการขอใบอนุญาตประกอบการที่สุ่มเสี่ยงเข้าข่ายถือครองแบบนอมินี” นายพลพีร์ กล่าว

กมธ.ที่ดิน เร่งติดตามเพิกถอนโฉนดทับป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี

กมธ.ที่ดิน เร่งติดตามเพิกถอนโฉนดทับป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี

กมธ.ที่ดิน เร่งติดตามเพิกถอนโฉนดทับป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.23 น.

’ปธ.กมธ.ที่ดิน‘ เผยเร่งติดตามปมเพิกถอนโฉนดทับ ‘ป่าสงวนฯปากท่อ ราชบุรี’ ดันบริหารพื้นที่ยึดคืนเพื่อ ‘ประโยชน์ส่วนรวม’

วันที่ 11 กรกฎาคม 2569 น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากนายสมชาย หลวงละ ชาวอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี กรณีการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ตำบลทุ่งหลวง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าออกทับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และต่อมากรมที่ดินได้มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดจำนวน 29 แปลง และอยู่ระหว่างการเพิกถอนอีก 5 แปลง
ซึ่งกรณีดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่ถือครองหรือซื้อขายที่ดินโดยสุจริต ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ เกิดข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ และสร้างความเดือดร้อนต่อการดำรงชีวิต คณะกรรมาธิการฯ จึงได้เชิญกรมที่ดิน และกรมป่าไม้ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อติดตามความคืบหน้าและหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรม

น.ส.กุลวลี กล่าวต่อว่า ในส่วนของกรมที่ดิน ได้ยืนยันการเพิกถอนโฉนด 29 แปลงแล้วและอยู่ในระหว่างดำเนินการเพิกถอน 5 แปลง ซึ่งเมื่อเพิกถอนแล้ว ที่ดินเหล่านี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ สำหรับกรมป่าไม้ ได้ยืนยันว่าจะนำพื้นที่ที่เพิกถอนกลับคืนเป็นพื้นที่ของรัฐและปักแนวเขตพร้อมป้ายประกาศอย่างครบถ้วน และหามาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการออกเอกสารสิทธิทับซ้อนพื้นที่ป่าซ้ำอีกในอนาคต รวมถึงแนวทางการบริหารจัดการพื้นที่ที่ยึดคืนมาโดยคำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม เช่น การจัดทำเป็นป่าชุมชน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมดูแลรักษาและใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

“หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ พื้นที่ที่ยึดคืนกลับมาเป็นของรัฐก็ควรได้รับการบริหารจัดการเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมตามข้อกำหนดของกฎหมายต่อไป โดยเฉพาะการจัดทำป่าชุมชนที่ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมเป็นเจ้าของและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง เว้นแต่อยู่ในพื้นที่สงวนหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาที่ต้องคงสภาพหวงห้ามต่อไป ทั้งนี้เพื่อคืนความเป็นธรรมและสร้างความยั่งยืนไปพร้อมกัน ทั้งนี้ กมธ.ฯ จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรอบด้าน โปร่งใส และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน“ ประธานกมธ.การที่ดินฯ กล่าว

กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

กรมฝนหลวงฯ เดินหน้าเติมน้ำเขื่อนหลัก สู้ภัยแล้งนอกเขตชลประทาน

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

12 กรกฎาคม 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินหน้ามาตรการเชิงรุกบรรเทาภัยแล้ง รับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ มุ่งเน้นการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานอย่างเร่งด่วน เผยผลการดำเนินงานทำให้มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรแล้ว 59 จังหวัด

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ล่าสุดกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 12 หน่วย ได้แก่ หน่วยปฏิบัติการ จ.ตาก จ.พิษณุโลกจ.นครสวรรค์ จ.ขอนแก่น จ.นครราชสีมา จ.บุรีรัมย์ จ.สระแก้ว จ.อุบลราชธานี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.เชียงใหม่ จ.หนองบัวลำภู และ จ.เพชรบุรี เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้กับพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำก่อนที่จะเกิดผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อผลผลิตของเกษตรกร 

ทั้งนึ้ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ และวางแผนปฏิบัติการให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด และจากการติดตามสถานการณ์และการพยากรณ์อากาศในช่วงนี้ คาดการณ์ว่าจะเป็นช่วงที่ไทยได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ จึงมีการวางแผนการทำงานในเชิงรุก และปรับแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการน้ำซึ่ง มุ่งเน้นช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานที่เสี่ยงได้รับผลกระทบ รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนตั้งแต่ฤดูฝนในเขื่อนหลัก 

สำหรับหลักการทำงานดังกล่าวจะเป็นแนวทางที่ช่วยให้สามารถรักษาระดับน้ำต้นทุนและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ และสังคมจากภัยแล้งได้ โดยจากการปฏิบัติการฝนหลวงที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ได้ดำเนินการปฏิบัติการไปจำนวน 107 วัน 958 เที่ยวบิน มีฝนจากการปฏิบัติการคิดเป็นร้อยละ 98.13 มีฝนตกในพื้นที่การเกษตรจำนวน 59 จังหวัด

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

สกู๊ปพิเศษ : นำร่อง 4 เทศบาลระยอง สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ‘ลดเค็ม’ ป้องกันโรค NCDs

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” สสส. สานพลัง จ.ระยอง-RILA-อาศรมศิลป์ พัฒนาย่านเมืองเก่ายมจินดา-โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่-พระเจดีย์กลางน้ำ สร้างพื้นที่สุขภาวะต้นแบบเด็กมีกิจกรรมทางกายเพิ่มขึ้น 55% เชื่อมมาตรการลดโซเดียม สร้างวิถีชีวิตสุขภาวะ ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย จ.ระยอง (RILA) สถาบันอาศรมศิลป์ และภาคีเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ต้นแบบการขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะและสร้างชีวิตวิถีใหม่ลดปัจจัยเสี่ยงโรค NCDs” เพื่อติดตามผลการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ จ.ระยอง พร้อมถอดบทเรียนการจัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะของ 4 เทศบาลนำร่อง เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” และขยายผลสู่จังหวัดเป้าหมายต่อไป

นางประภาศรี บุญวิเศษ กรรมการกองทุน สสส. และประธานคณะกรรมการบริหารแผนฯ คณะที่ 5 สสส. กล่าวว่า สสส. ร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่นขับเคลื่อน จ.ระยอง สู่ต้นแบบเมืองสุขภาวะ มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่สุขภาวะระดับเมืองและชุมชน ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ภายใต้แนวคิด สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน สสส. บูรณาการการทำงานของแผนด้านกิจกรรมทางกายและอาหารสุขภาวะ ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนามาตรการลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านกิจกรรมทางกาย การบริโภคอาหาร การนอนที่มีคุณภาพ และการจัดการปัจจัยแวดล้อมในชุมชน

“การสร้างสุขภาวะไม่ใช่การทำงานเฉพาะด้านสุขภาพ แต่ต้องเชื่อมโยงการพัฒนาคน พื้นที่ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน สสส. จึงให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สุขภาวะที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การเข้าถึงอาหารสุขภาพ และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ซึ่งต้นแบบของ จ.ระยองจะเป็นบทเรียนสำคัญในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ” นางประภาศรี กล่าว

น.ส.นิรมล ราศรี ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ฐานข้อมูลการเสียชีวิตของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปี 2566 พบว่า โรคหลอดเลือดสมอง อุบัติเหตุ และโรคหัวใจขาดเลือด เป็น 3 สาเหตุการเสียชีวิตอันดับแรกของ จ.ระยอง จำเป็นต้องเร่งป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว

“สสส. จึงร่วมกับ อปท. ชุมชน RILA จ.ระยอง และ สถาบันอาศรมศิลป์ นำองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะลงสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 โดยใช้กระบวนการออกแบบแบบมีส่วนร่วม (Participatory Design) สำรวจศักยภาพ ทดลองใช้พื้นที่ หัวใจสำคัญไม่ใช่การสร้างพื้นที่ใหม่ แต่คือการเปลี่ยนพื้นที่เดิมที่คนใช้ในชีวิตประจำวันให้เป็นพื้นที่สุขภาวะ ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียน ย่านเมืองเก่า พื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะ เมื่อคนในพื้นที่ร่วมออกแบบและร่วมดูแลก็จะเกิดความยั่งยืน สามารถขับเคลื่อนไปสู่การเป็น Active City และ Healthy Learning City ได้จริง” น.ส.นิรมล กล่าวและว่า

ปัจจุบันได้ขยายผลจากระดับชุมชนสู่การขับเคลื่อนเชิงนโยบายของจังหวัดผลจากการดำเนินงานทำให้เกิดรูปธรรมการพัฒนาพื้นที่สุขภาวะที่สำคัญคือ 1.พัฒนาชุมชนยมจินดา จากย่านเมืองเก่าสู่พื้นที่สุขภาวะและย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ส่งเสริมการเดิน การใช้จักรยาน การเข้าถึงอาหารของชุมชน และการเรียนรู้ผ่านทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น 2.พัฒนาโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง เป็นต้นแบบ “โรงเรียนสุขภาวะ” ที่ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย อาหารสุขภาวะ และการป้องกันภาวะน้ำหนักเกินในเด็ก 3.ยกระดับพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ให้เป็นพื้นที่สุขภาวะทางธรรมชาติ ส่งเสริมกิจกรรมทางกาย ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 4.จัดทำผังแม่บทพื้นที่สุขภาวะ เชื่อมโยงการพัฒนาของ 4 เทศบาลนำร่อง และนำไปสู่การลงนามความร่วมมือ “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่าย รวม 18 หน่วยงาน

นายสมศักดิ์ พะเนียงทอง ผู้อำนวยการ RILA กล่าวว่า RILA ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อน “ระยอง เมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสุขภาวะ” โดยใช้พื้นที่จริงของจังหวัดเป็นฐานการเรียนรู้ ทั้งย่านเมืองเก่าถนนยมจินดา เขตเทศบาลนครระยอง โรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง และพื้นที่ป่าชายเลนพระเจดีย์กลางน้ำ ใน ต.ปากน้ำ อ.เมืองระยอง ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนทุกช่วงวัย ที่เชื่อมโยงการพัฒนาเมืองกับการสร้างเสริมสุขภาพ โดยใช้พื้นที่ของเมืองเป็นห้องเรียนร่วมกัน เมื่อคนทุกช่วงวัยได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติ เมืองก็จะกลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่ช่วยยกระดับทั้งสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความเข้มแข็งของชุมชนไปพร้อมกัน

ว่าที่ ร.ต.จรัล ภิญวัย ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลบ้านปากคลอง จ.ระยอง กล่าวว่า ได้นำแนวคิด Whole-of-School Approach to Physical Activity (WoSPA) ของ สสส. มาพัฒนา “โรงเรียนสุขภาวะ” ภายใต้แนวคิด “โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่” ต่อยอดอัตลักษณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นผ่านการประยุกต์ท่าทางการแสดงหนังใหญ่เป็นกิจกรรมส่งเสริมการเคลื่อนไหวของนักเรียน ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกาย การจัดอาหารสุขภาวะ และการขับเคลื่อนมาตรการ “ลดเค็ม ลดโซเดียม” ในโรงเรียน เพื่อลดภาวะน้ำหนักเกินและสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก โดยการดำเนินงานครอบคลุม 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1.นโยบายและสภาพแวดล้อม (Policy & Environment) 2.การจัดการเรียนการสอน (Curriculum & Instruction) 3.กิจกรรมเสริมหลักสูตร (Programs & Extracurriculars) 4.การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน (Community & Family)

“โรงเรียนขยับดี วิถีหนังใหญ่ เป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนมาสร้างการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว ควบคู่กับการปลูกฝังพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมและลดเค็ม เด็กได้ทั้งความสนุก ความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และมีสุขภาพที่ดีขึ้น ผลจากการดำเนินงานทำให้นักเรียนที่มีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงหนักในช่วงก่อนเข้าเรียนและช่วงพักกลางวันเพิ่มขึ้น 55% สะท้อนว่าการพัฒนาโรงเรียนทั้งด้านกิจกรรมทางกาย อาหาร และสภาพแวดล้อม สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพและลดความเสี่ยงโรค NCDs ได้ตั้งแต่วัยเรียน” ว่าที่ ร.ต.จรัล กล่าว

ตะลอนเที่ยว : ร้านปรุงสารพัด โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ

ตะลอนเที่ยว : ร้านปรุงสารพัด โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ

ตะลอนเที่ยว : ร้านปรุงสารพัด โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เรื่องอาหารการกินกับเรื่องเที่ยวเตร่ เป็นเรื่องที่ต้องไปด้วยกัน เพราะเมื่อไปเที่ยวที่ใดก็ตาม ก็ต้องมีเวลากิน หรือแม้ไม่เที่ยว ก็ต้องกิน เพราะคนเราดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหารการกิน ผสมผสานกับการดูแลสุขภาพ ดูแลร่างกาย แล้วก็ต้องทำงานทำการ แล้วพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายบ้าง หรือพูดง่าย ๆ คือมนุษย์ต้องกิน อยู่ หลับ นอน และต้องดูแลสุขภาพ ดังนั้น อาหารจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ กินอาหารดี ออกกำลังกายพอเหมาะ รักษาสุขภาพกายและใจ ทำใจให้สบาย ไม่เครียด ทำบุญทำทานบ้าง สงเคราะห์คน สงเคราะห์สัตว์ตามเหตุปัจจัยที่เหมาะสม ก็ช่วยทำให้คนเรามีร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี ไม่เจ็บไม่ป่วยอย่างสาหัส

พูดถึงเรื่องการกินแล้ว ก็ต้องบอกว่าเมืองไทยมีที่กิน มีอาหารอร่อยมากมาย ตามแต่ละเลือกสรร ตามแต่กำลังทรัพย์ของแต่ละบุคคล แต่วันนี้จะขอชวนคุณไปรับประทานอาหาร ขนม และดื่มเครื่องดื่มที่ร้านปรุงสารพัด ร้านนี้ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องจากพระองค์มีพระราชดำริให้ตั้งร้านอาหารนี้ โดยในร้านเปิดขายอาหาร อาทิ ผัดไทยกุ้งสด ผัดไทยกากหมู ผัดซีอิ๊วหมู ราดหน้าหมู ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูน้ำตก และก๋วยเตี๋ยวน้ำและแห้ง ส่วนเครื่องดื่ม ก็มีให้เลือกหลายชนิด อาทิ กาแฟต่าง ๆ โกโก้ ชาเขียว ชาไทย นมสด น้ำผึ้งมะนาว น้ำหวานต่าง ๆ และน้ำผลไม้ ส่วยขนมหวาน คือขนมถ้วย แต่จะมีให้บริการเฉพาะวันพฤหัสบดี และมีผักปลอดสารพิษจากพระตำหนักสระปทุม จำหน่ายในบางวัน นอกจากนั้น ยังมีงานฝึมือ จำพวกเครื่องประดับ เช่น พวงมาลัยทำจากหินสี คริสตัล จำหน่ายด้วย

สำหรับราคาอาหาร เครื่องดื่ม และขนมของร้านปรุงสารพัดก็มีราคาแสนประหยัด ย้ำว่าราคาประหยัดจริงๆ ส่วนคุณภาพอาหารและเครื่องดื่มอยู่ในขั้นดีมาก ร้านนี้อยู่ในความดูแลของโรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ เป็นการเรียนและสอนให้ผู้ที่ศึกษาแผนกอาหารได้ทำงานจริง เพื่อให้ได้ทั้งเรียนรู้ด้านวิชาการ ทฤษฎี และการทำงานจริง เพราะเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็สามารถทำงานได้จริงโดยทันที ไม่ต้องเสียเวลาฝึกงานใหม่ 

ร้านปรุงสารพัด ตั้งอยู่ที่อาคาร 605 ชั้น สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงศุกร์ โดยแผนกเครื่องดื่ม ให้บริการเวลา 07.30-15.00 น. แผนกอาหาร ให้บริการเวลา 08.30-13.30 น. สำหรับก๋วยเตี๋ยวเรือ ให้บริการเวลา 10.30-13.30 น. ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 097 236 3789 line official : @156nkmlj

ขอแนะนำว่าหากคุณไปรับประทานอาหาร เครื่องดื่มที่ร้านปรุงสารพัด ขอแนะนำให้ไปด้วยรถยนต์สาธารณะ จะสะดวกที่สุด แต่ก็ต้องย้ำว่าร้านนี้ให้บริการถึงเพียงช่วยบ่ายต้น ๆ เท่านั้น แล้วถ้ายิ่งคุณจะไปรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตกที่แสนอร่อย ก็ต้องไปถึงร้านในช่วงเวลา 10.30-13.30 น. เท่านั้น แต่จะให้ดีก็ต้องไปถึงไม่เกิน 13.00 น. เพราะว่าของอร่อยจะหมดเสียก่อน 

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower