ศาล รธน.รอ กกต.-ผู้ตรวจฯ ส่งหลักฐานคดีบาร์โค้ด ชี้หากเคลียร์ไม่ต้องเปิดไต่สวน

ศาล รธน.รอ กกต.-ผู้ตรวจฯ ส่งหลักฐานคดีบาร์โค้ด ชี้หากเคลียร์ไม่ต้องเปิดไต่สวน

ศาล รธน.รอ กกต.-ผู้ตรวจฯ ส่งหลักฐานคดีบาร์โค้ด ชี้หากเคลียร์ไม่ต้องเปิดไต่สวน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.29 น.

นครินทร์ เผยคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ต้องรอ กกต.-ผู้ตรวจฯ ส่งพยานหลักฐาน ชี้หากแจงเคลียร์ไม่ต้องเปิดไต่สวน ชี้จะลับหรือไม่อยู่ที่ข้อกฎหมาย และดุลพินิจของตุลาการแต่ละคน ลั่นยึดรัฐธรรมนูญตัดสินคดี

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า จ.กระบี่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึง ความคืบหน้าในการพิจารณาคดีบัตรเลือกตั้ง ว่า  ต้องรอคำชี้แจงจากคู่ความทั้งสองฝ่าย มติของศาลรับแล้วให้เวลาทางกกต. และคนยื่นคือผู้ตรวจการแผ่นดินทั้งสองฝ่ายต้องยื่นคำแถลง และบัญชีพยานและการได้มาซึ่งพยาน เพื่อให้ศาลได้เข้าถึงพยานเหล่านั้น แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะเปิดไต่สวนหรือไม่ เมื่อเราได้รับคำชี้แจงจากทั้งสองฝ่าย ถ้าทั้งสองฝ่ายส่งบัญชีพยานเป็นบุคคลก็ต้องถามบุคคล ถ้าบุคคลชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นที่เข้าใจหมดแล้วก็ไม่ต้องไต่สวน แต่ถ้าคำชี้แจงนั้นไม่เป็นที่เข้าใจตุลาการก็สามารถขอไต่สวนได้ การที่บัญชีพยานไม่ใช่บุคคลอาจจะเป็นเทปหรืออุปกรณ์ทางอื่นอิเล็กทรอนิกส์บางอย่าง อาจจะไต่สวนหรือไม่ไต่สวนก็ได้ จะต้องดูเป็นกรณีไป จึงไม่สามารถตอบล่วงหน้าได้

เมื่อถามว่ากรณีบัตรเลือกตั้งจะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ นายนครินทร์ กล่าวว่า ตนยังตอบอะไรไม่ได้ จนกว่าจะได้เห็นหลักฐาน เอาหลักฐานเข้ามาที่ศาลดีกว่า ถ้าหลักฐานเข้ามาทั้งสองฝ่ายทั้งทางผู้ตรวจการฯ ซึ่งก็อยากรู้เช่นกันว่าผู้ตรวจการฯ จะยื่นใครมาเป็นพยาน เพราะมีผู้ร้องเข้ามาจำนวนมาก ผู้ตรวจการฯ อาจจะหนักใจ อาจจะอมทุกข์คนเดียวไม่ได้ นอกจากจะออกความทุกข์มาที่ศาล ก็อยากเห็นเหมือนกันว่าผู้ตรวจการฯ จะยื่นมาทั้งหมดหรือไม่ แต่ถ้าไม่ยื่นก็จบ

ส่วนกกต. ก็เช่นกันต้องดูว่าจะยื่นใครมาเป็นพยาน จึงต้องตัดสินใจว่าจะถึงขั้นนั้นหรือไม่ ขอดูหลักฐานก่อน ศาลอาจจะเรียกพยานหลักฐานเพิ่มก็ได้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ส่งเข้ามา เพราะตอนนี้ก็มีในใจอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังพูดไม่ได้ จนกว่าจะเห็นหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่จะยื่นเข้ามา

ส่วนบัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับหรือไม่นั้น นายนครินทร์ กล่าวว่าจะลับหรือไม่ลับก็อยู่ที่ข้อกฎหมาย ซึ่งเรายังไม่ได้คุยกัน เพราะคำว่าศาลไม่ใช่ความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นความเห็นของทั้ง 9 คนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญจัดตั้งขึ้นหน้าที่ตามอำนาจของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่มอบหมายให้ทำ ทั้ง 9 คนมีดุลพินิจเป็นอิสระ ดังนั้นหลังจากฟังข้อเท็จจริงแล้วแต่ละคนเชื่อว่ามีดุลพินิจในการวินิจฉัย ฉะนั้นบัตรเลือกตั้งจะเป็นความลับหรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยก็เป็นคำวินิจฉัยส่วนตน

เมื่อถามว่ากรณีที่ภาคประชาชนจัดการเลือกตั้งจำลอง เพื่อพิสูจน์ว่าบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถย้อนกลับไปหาผู้เลือกได้ จะถูกนำหลักฐานมาพิจารณาต่อศาลได้หรือไม่ นายนครินทร์ กล่าวว่า ข้อเท็จจริงเหล่านี้ยังไม่เคยเข้ามาที่ศาล ศาลไม่เคยได้รับมาก่อน ข้อเท็จจริงที่อยู่นอกศาล ขอให้นำเข้ามาในศาล ให้เข้ามาอยู่ในกระบวนการของศาล

ส่วนจะนำหลักรัฐศาสตร์มาวินิจฉัยในกรณีนี้ด้วยหรือไม่ เพราะมีคำพูดที่ว่า การที่เดินหน้าตั้งรัฐบาล และสงครามตะวันออกกลาง อาจทำให้ศาลไม่กล้าสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายนครินทร์ กล่าวยืนยันว่าวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมีทั้งหลักรัฐศาสตร์และหลักนิติศาสตร์อยู่ในตัวเองแต่เมื่อมาผสมกันแล้ว กลายมาเป็นรัฐธรรมนูญที่กลมกล่อมหรือไม่ อยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน  

สุดารัตน์ วอนรัฐงดจัดเก็บภาษีชั่วคราว ราคาน้ำมันลดทันที 10 บาทบรรเทาความเดือดร้อน

สุดารัตน์ วอนรัฐงดจัดเก็บภาษีชั่วคราว ราคาน้ำมันลดทันที 10 บาทบรรเทาความเดือดร้อน

สุดารัตน์ วอนรัฐงดจัดเก็บภาษีชั่วคราว ราคาน้ำมันลดทันที 10 บาทบรรเทาความเดือดร้อน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.25 น.

สุดารัตน์ วอนรัฐ งดจัดเก็บภาษีชั่วคราว ราคาน้ำมันลดทันที 10 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชน

30 มีนาคม 2569 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กล่าวถึงสถานการณ์ ของน้ำคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้พี่น้องประชาชน เดือดร้อนกันไปทั้งแผ่นดิน ภายใน 3 อาทิตย์ ราคาน้ำมันขึ้นไปแล้ว 3 ครั้ง รวม 9 บาท 

อย่างไรก็ตามรัฐบาล กลับลดภาษีสรรพสามิต น้ำมัน เพียงบาทเดียวต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ ภาษีสรรพสามิตที่รัฐบาลเก็บอยู่นั้นลิตรละเกือบ 7 บาท ยังมีภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT อีก

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน ในระยะนี้ขอให้รัฐบาลงดเก็บไปก่อนชั่วคราว ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงทันที 10 บาท ดังนั้นอยากจะขอวิงวอน ให้รัฐบาลเห็นใจประชาชนช่วยให้ประชาชนอยู่รอดได้ 

 นอกจากนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ยังเสนอให้รัฐบาลทบทวน โครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น โดยเฉพาะการคำนวณค่าการกลั่นและค่าการตลาดที่ควรสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ไม่ใช่อ้างอิงราคาเสมือนนำเข้าจากสิงคโปร์เพียงอย่างเดียวในยามวิกฤต 

พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการจัดตั้ง กองทุนเฉพาะกิจ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ผลิตอาหารและเกษตรกรโดยตรง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงลามไปเป็นวิกฤตค่าครองชีพที่รุนแรงกว่าเดิม โดยย้ำว่าในภาวะที่รัฐบาลมีสถานะรักษาการ การตัดสินใจที่รวดเร็วและเห็นใจ “คนตัวเล็ก” คือบทพิสูจน์ความรับผิดชอบที่สำคัญที่สุดก่อนจะก้าวเข้าสู่การเป็นรัฐบาลเต็มตัว

โบว์ ณัฏฐา จ่อนั่งโฆษก ศบก. อนุทิน ดึงช่วยงาน-ปรับโฉมแถลงข่าวรายวัน

โบว์ ณัฏฐา จ่อนั่งโฆษก ศบก. อนุทิน ดึงช่วยงาน-ปรับโฉมแถลงข่าวรายวัน

โบว์ ณัฏฐา จ่อนั่งโฆษก ศบก. อนุทิน ดึงช่วยงาน-ปรับโฉมแถลงข่าวรายวัน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.02 น.

“อนุทิน”จ่อตั้ง”โบว์ ณัฏฐา”นั่งโฆษก ศบก. เจ้าตัวรุดสังการณ์แถลงข่าวแล้ว เตรียมทำหน้าที่พรุ่งนี้วันแรก

30 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมแต่งตั้ง น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ อดีตนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำหน้าที่โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้ ระหว่างที่มีการแถลงข่าว ศบก.ประจำวัน ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ณัฏฐา ได้มาร่วมสังเกตการณ์การแถลงข่าวด้วย โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามมีกระแสข่าวว่า จะมาดำรงตำแหน่งเป็นโฆษก ศบก. มีหนังสือแต่งตั้งแล้วหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “ยังไม่เห็นหนังสือแต่งตั้ง”

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ศบก.ที่ดำเนินการจัดรูปแบบแถลงข่าวโดยกรมประชาสัมพันธ์ เตรียมปรับรูปแบบการแถลงข่าวประจำวันใหม่ โดยจะมีโฆษก ศบก.เป็นหลัก พร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคอยเสริมข้อมูล โดยจะเริ่มในวันพรุ่งนี้ (31 มี.ค.69)

นอกจากนี้ มีรายงานว่า น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือ โบว์ ได้ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานนายอนุทิน และทำงานในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มาสักพักใหญ่แล้ว โดยยังไม่มีการออกหน้าสื่อแต่อย่างใด

นครินทร์ เปิดใจบทบาทหน้าที่ศาล รธน. ยัน 9 ตุลาการทำงานอิสระ-ไร้กดดันล็อบบี้

นครินทร์ เปิดใจบทบาทหน้าที่ศาล รธน. ยัน 9 ตุลาการทำงานอิสระ-ไร้กดดันล็อบบี้

นครินทร์ เปิดใจบทบาทหน้าที่ศาล รธน. ยัน 9 ตุลาการทำงานอิสระ-ไร้กดดันล็อบบี้

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.50 น.

“นครินทร์”เปิดใจ บทบาทหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ยัน 9 ตุลาการทำงานอิสระ-ไร้กดดันล็อบบี้ แจงเหตุบินดูงาน ตปท.ไม่ใช่ไปเที่ยวพักผ่อน แต่กระชับความสัมพันธ์ศาลโลก-เพิ่มความรู้บุคลากร

30 มีนาคม 2569 ที่ จ.กระบี่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวบรรยายถึงบทบาทการทำหน้าที่ และการดำเนินงานของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการ ซึ่งการจะพูดคุยอะไรต้องอยู่ในกรอบ และองค์กรตุลาการทั้งหมด 9 คน ทุกคนมีอิสระ การตัดสินใจอะไรต่างๆ ก็เป็นดุลพินิจของบุคคล เราไม่สามารถก้าวล่วงได้เลย หรือทั้งในเชิงกดดันหรือล็อบบี้ซึ่งไม่สามารถทำได้ ฉะนั้นเราอยากพูดคุยกันในกฎกติกา

ส่วนข่าวที่มีการพูดถึงการอบรมของศาลรัฐธรรมนูญ และยกเลิกไปนั้น ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เราก่อตั้งมา 28 ปี หากเปรียบเป็นบุคคลถือว่ามีวุฒิภาวะพอและเหมือนคนหนุ่มสาว แสดงให้เห็นว่าตัวองค์กรของศาลและสังคมไทยได้เรียนรู้แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญทำอะไร ตลอดระยะเวลา 28 ปี เราผ่านรัฐธรรมนูญมา 3 ฉบับ คือ ปี 40 , ปี 50 และปี 60 ซึ่งอำนาจหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร อาทิ ตุลาการจาก 15 คน เหลือ 9 คน จากนั้นก็เปลี่ยนแปลงในเรื่องรายละเอียดอีก ซึ่งมีทั้งข้อดีและไม่ดี จึงเห็นว่าเรามีตุลาการมาจากอดีตวิศวะที่เป็นอธิบดีกรมทางหลวง หรือมาจากนิติศาสตร์ เพราะเกี่ยวกับเรื่องลักษณะของคดีด้วย

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งมา 28 ปี ในวันที่ 7 – 8 เม.ย.นี้ จะมีงานวันเกิดศาลรัฐธรรมนูญ เดิมเราจะจัดให้ใหญ่โต แต่มีการเตือนกันว่าอย่าเพื่งทำอะไรให้ใหญ่โต ให้รอช่วง 30 ปี ฉะนั้น ในปีนี้เราจะมีการจัดงาน โดยจะเชิญประธานศาลรัฐธรรมนูญแห่งเอเชีย และคณะกรรมการเวนิส เพื่อให้เป็นเครื่องประจักษ์พยานว่าคณะศาลรัฐธรรมนูญของไทย ได้รับการยอมรับจากบอร์ดศาลรัฐธรรมนูญโลก และจากสมาชิกศาลรัฐธรรมนูญโลก 125 ประเทศ โดยในงานดังกล่าวจะเชิญผู้นำองค์กรศาลรัฐธรรมนูญโลกมาบรรยายพิเศษ ซึ่งการที่ตัวแทนศาลระดับนี้เดินทางมา แสดงเห็นให้ว่าประเทศไทยไม่ได้ทำงานแบบไร้ทิศทางหรือไม่เป็นที่ยอมรับของสมาคมโลก ซึ่งสมาคมศาลโลกให้การยอมรับประเทศไทยอย่างดียิ่งและยอมรับในทุกมิติ

นายนครินทร์ กล่าวอีกว่า สมาชิกศาลรัฐธรรมนูญโลก มี 125 ประเทศ แต่ระบบศาลจะแบ่งออกประมาณ 3 – 4 ลักษณะ คือ รูปแบบที่หนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นแผนหนึ่งอยู่ภายใต้ศาลฎีกา อาทิ ประเทศฟิลิปปินส์ รูปแบบที่สอง ศาลรัฐธรรมนูญแยกออกมาในรูปแบบศาล รูปแบบที่สาม ที่เป็นรูปแบบหลักของประเทศฝรั่ง คือรูปแบบสภารัฐธรรมนูญฝรั่งเศส (Consiel) และรูปแบบที่สี่ เรียกว่าทายูโน่ ซึ่งทั้ง 4 รูปแบบนี้ ประเทศไทยดำเนินการแบบรูปแบบที่สอง

ทั้งนี้ หากถามว่าคดีรัฐธรรมนูญคืออะไร ก็ต้องดูว่าตามกฎหมายของแต่ละประเทศที่เป็นข้อพิพาททางรัฐธรรมนูญ อะไรใช่หรือไม่ใช่จะรับหรือไม่รับเป็นดุลพินิจโดยอิสระของตุลาการแต่ละท่าน ซึ่งที่ผ่านประเทศไทยมีปัญหาเรื่องคดีมาตลอด

ส่วนที่หลายคนอยากให้ตนชี้แจงในเรื่องการดูงานต่างประเทศ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญตั้งมา 28 ปี มีเจ้าหน้าที่ 260 คน เล็กกว่า อบต. เทศบาล งบประมาณ 368 ล้านบาท องค์กรตุลาการศาลไม่ใช่ดูงานเป็นหลัก แต่การดูแลเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ฉะนั้น การใช้จ่ายเงินของศาลในการเคคดินทางไปต่างประเทศ ไม่ใช่ไปเที่ยวพักผ่อน แต่เป็นในเรื่องของความสัมพันธ์และเพิ่มความรู้บุคลากรของศาล แต่เราก็ไม่ได้ขัดมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้ยกเลิกการดูงานของศาลไปหมดแล้ว ฉะนั้น ขอให้เข้าใจ

“งานต่างประเทศ เป็นงานที่มีความสำคัญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญโลกมี 125 ประเทศ และไทยเป็นหนึ่งศาลรัฐธรรมนูญเอเชีย ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่าการดูงานต่างประเทศ เราทำด้วยความระมัดระวัง และทำในฐานะที่เป็นกลไกหนึ่งของการบริหารงานของศาล เพราะว่าการเพิ่มพูนผลงานและความเข้าใจของศาล ความสำคัญระหว่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำงานอย่างโดดเดี่ยวได้ในโลกที่มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างแน่นแน่นอย่างในทุกวันนี้” ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวและย้ำว่า ตุลาการก็มีบทบาทหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญได้มอบหมายไว้

ปธ.ศาล รธน.ชี้ชงเองไม่ได้ ปมบุคคลขาดคุณสมบัตินั่ง รมต.

ปธ.ศาล รธน.ชี้ชงเองไม่ได้ ปมบุคคลขาดคุณสมบัตินั่ง รมต.

ปธ.ศาล รธน.ชี้ชงเองไม่ได้ ปมบุคคลขาดคุณสมบัตินั่ง รมต.

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.31 น.

“ปธ.ศาลรัฐธรรมนูญ”ชี้ชงเองไม่ได้ ปมบุคคลขาดคุณสมบัตินั่ง รมต. ลั่นต้องมีผู้ร้องตามช่องทางกติกา มองฝ่ายการเมืองระวังเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องดี

30 มีนาคม 2569 ที่ จ.กระบี่. นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีว่าที่รัฐบาลใช้มาตรฐานทางจริยธรรมมาเป็นคุณสมบัติหลักในการกลั่นกรองรัฐมนตรี แต่ในรัฐบาลที่ผ่านมา มีรัฐมนตรีบางคนเหมือนขาดคุณสมบัติแต่สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้ใช้มาตราฐานใดวัด ว่า ปัญหาเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องใหม่รัฐธรรมนูญของเรามีวิวัฒนาการบางอย่างก็เพิ่มมาใหม่ บางอย่างหายไปอย่างในรัฐธรรมนูญปี 60 เรื่องใหม่คือเรื่องจริยธรรม เราไม่เคยใช้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เลย

ส่วนเรื่องที่หายไปคือการยุบพรรค ที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคน้อยกว่าในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาก เพราะหากยุบพรรคโดยการตรวจสอบบัญชี ใช้จ่ายเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองเป็นเท็จ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถยุบได้ทันทีไม่ต้องยื่นเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการยุบพรรคซึ่งเดิมมีจำนวนมาก ก็ลดน้อยลงไป เพราะขณะนั้น กกต.สามารถยุบได้เอง

ส่วนคำถามว่าทำไมคนที่มีปัญหาถึงเป็นรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้ก็เป็นความเห็นส่วนตัว แต่ยังไม่มีคนยื่นเรื่องมาที่ศาล ศาลไม่สามารถริเริ่มคดีได้ คิดเองทำเองไม่ได้ ชงเองไม่ได้ ตนจะไปบอกให้เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญไปทำคดีมา มายื่นก็ไม่ได้ ถ้าสื่อมวลชนหรือประชาชนมีความข้องใจก็ยื่นเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่การยื่นเรื่องนั้นกรณีที่มีความสงสัยว่ารัฐมนตรีขาดคุณสมบัติ มันก็ต้องมีช่องทางของมัน ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะยื่นได้ ต้องยื่นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

“ดังนั้นคำตอบก็คือ ก่อนหน้านี้ที่เป็นได้เพราะไม่มีคนมายื่นศาลรัฐธรรมนูญก็ทำอะไรไม่ได้ เราไม่สามารถวินิจฉัยเองได้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำงานแบบพาสซีฟเราไม่ใช่แอคทีฟ ไม่ใช่คิดเองทำเองได้หมด เพราะว่าบ้านเมืองบริหารด้วยกติกา ของฝ่ายบริหารและฝ่ายสภาอยู่แล้ว ศาลเป็นองค์กรตุลาการ ที่ตัดสินใจ หลังจากที่มีข้อพิพาทในสังคมแล้ว และต้องเป็นข้อพิพาทไม่ใช่ข้อสงสัย ผมสงสัยท่านไม่ได้ ผมกับท่านต้องมีเรื่องชกต่อยกันแล้วถ้ายอมความกันได้ก็จบไม่ต้องไปโรงพัก แต่ถ้ายอมความกันไม่ได้ ท้ายสุดก็ต้องไปที่กระบวนการยุติธรรม ต้องไปฟ้องในศาล ตอบคือเมื่อมันไม่มีเรื่องมาสู่ศาล ศาลก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้” นายนครินทร์ กล่าว

นายนครินทร์ ยังกล่าวว่า ความระมัดระวังของฝ่ายบริหารตอนนี้ ถือเป็นเรื่องที่ดีทำไปแล้วก็ดี เขาก็ควรจะระมัดระวัง เพราะมันเป็นเรื่องที่อาจเป็นกรณีร้องต่อศาลได้

สิ้น อดิศัย โพธารามิก เสียชีวิตอย่างสงบ ด้วยวัย 85 ปี

สิ้น อดิศัย โพธารามิก เสียชีวิตอย่างสงบ ด้วยวัย 85 ปี

สิ้น อดิศัย โพธารามิก เสียชีวิตอย่างสงบ ด้วยวัย 85 ปี

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.28 น.

30 มีนาคม 2569 นายพิชญ์ โพธารามิก ลูกชายของ นายอดิศัย โพธารามิก อดีต รมว.ศึกษาธิการ , อดีต รมว.พาณิชย์ และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “7.28 am : 28 มีนาคม 2569 คุณพ่อ จากไป อย่างสงบ ทุกคำสอน ทุกคำสั่งเสีย จะนำไปดำเนินการ ให้เรียบร้อยครับ” พร้อมทั้งแนบกำหนดการ พีธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ สวดพระอภิธรรม และพระราชทานเพลิงศพ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ทำเนียบระทึก แท็กซี่เจ้าเก่า แว้นมอไซค์ประชิดตึกไทยคู่ฟ้า เรียกหานายกฯอนุทิน (ประมวลภาพ)

ทำเนียบระทึก แท็กซี่เจ้าเก่า แว้นมอไซค์ประชิดตึกไทยคู่ฟ้า เรียกหานายกฯอนุทิน (ประมวลภาพ)

ทำเนียบระทึก แท็กซี่เจ้าเก่า แว้นมอไซค์ประชิดตึกไทยคู่ฟ้า เรียกหานายกฯอนุทิน (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.16 น.

ทำเนียบระทึก! แท็กซี่เจ้าเก่า แว๊นมอไซค์ประชิดตึกไทยคู่ฟ้า เรียกหา “อนุทิน” ขอความเป็นธรรม ก่อนเจอ จนท.เข้าสกัด-เกลี้ยกล่อม

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.20 น. เพื่อไปปฏิบัติภารกิจภายนอก

จากนั้นเวลา 10.35 น. ปรากฏว่าได้มีชายสูงวัยรายหนึ่ง ทราบชื่อภายหลังว่านายพงศ์พิชาญ ธนาถิรพงศ์ ได้ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านเข้ามาทางประตูสะพานชมัยมรุเชฐ มาที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า บีบแตรตะโกนเรียกหานายกรัฐมนตรี โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาล ได้ขับมอเตอร์ไซค์ไล่ตามมา และสกัดอยู่ที่หน้าบริเวณบันไดทางขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

นายพงศ์พิชาญ เรียกร้องว่าตนเป็นผู้พิการ ไม่ได้รับความเป็นธรรมมา 18 วันแล้ว พร้อมอ้างว่า เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตลอดชีพ เป็นคนบ้านเดียวกับ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด กับนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และยังระบุว่า “ขอให้เห็นใจคนบุรีรัมย์ด้วยกัน ผมเลือกพรรคภูมิใจไทย เสร็จศึกจะฆ่าขุนพลเหรอ”

ในระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาล 4 นาย ได้เข้ามาเกลี้ยกล่อม จากนั้นจึงนำตัวนายพงศ์พิชาญขึ้นรถมอเตอร์ไซต์ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ขับ และมีเจ้าหน้าที่อีกรายหนึ่งนั่งซ้อนประกบอยู่ข้างหลัง ก่อนจะพาไปที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล สำนักงาน ก.พ. เพื่อดำเนินการรับเรื่องตามขั้นตอนต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในอดีตที่ผ่านมา นายพงศ์พิชาญ เคยก่อเหตุขับรถแท็กซี่เข้ามาจอดที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และที่อาคารรัฐสภาหลังเก่า ถนนอู่ทองใน รวมถึงยังเคยไปแสดงพฤติกรรมดังกล่าวที่กระทรวงวัฒนธรรม ในสมัยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ นายพงศ์พิชาญ ยังเคยเดินทางไปเรียกร้องในลักษณะเดียวกันที่อาคารพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงสถานที่ราชการอื่นๆ ด้วย

อนุทิน เผยหลังลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มนครพนม บอกส่วนใหญ่เปิดบริการปกติ

อนุทิน เผยหลังลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มนครพนม บอกส่วนใหญ่เปิดบริการปกติ

อนุทิน เผยหลังลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มนครพนม บอกส่วนใหญ่เปิดบริการปกติ

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

อนุทิน บอกสุ่มตรวจปั๊มนครพนม ส่วนใหญ่เปิดบริการปกติ ชี้ ลงพื้นที่เห็นปัญหาหน้างาน มีข้อมูลตัดสินใจถูกต้อง

เมื่อเวลา 09.37 น. วันที่ 30 มี.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันที่ จ.นครพนม เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า ปั๊มส่วนใหญ่มีการให้บริการตามปกติ แต่มีบางรายที่ยังไม่เปิดให้บริการ แต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่

เมื่อถามว่าการสุ่มตรวจแบบนี้ถือเป็นการมาดูปัญหาหน้างาน หลังไม่ตรึงราคาน้ำมัน จะมีน้ำมันเพียงพอหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องมีการลงไปดูเหมือนสมัยที่มีการสู้รบในพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องไปลงในพื้นที่เพราะต้องมีการตัดสินใจในหลายเรื่อง หากเราไปเห็นหน้างาน เห็นความเป็นไป เห็นปัญหา และเห็นข้อเท็จจริง รวมถึงได้สอบถามกับประชาชนทั่วไป ทำให้เรามีข้อมูลมากขึ้น จะได้ตัดสินใจอย่างถูกต้อง

สนธิรัตน์ ฟาดรัฐบาล! น้ำมันพุ่ง-ความโปร่งใสลด แนะ 4 ข้อกู้ความเชื่อมั่น

สนธิรัตน์ ฟาดรัฐบาล! น้ำมันพุ่ง-ความโปร่งใสลด แนะ 4 ข้อกู้ความเชื่อมั่น

สนธิรัตน์ ฟาดรัฐบาล! น้ำมันพุ่ง-ความโปร่งใสลด แนะ 4 ข้อกู้ความเชื่อมั่น

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

30 มีนาคม 2569 นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน และอดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ราคาน้ำมันเพิ่ม ภาระประชาชนเพิ่ม แต่ความโปร่งใสของรัฐยังไม่เพิ่ม!

วันนี้ต้นทุนทุกอย่างปรับขึ้นพร้อมกัน ทั้งค่าขนส่ง ราคาอาหาร สินค้าในตลาด แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ากำลังควบคุมราคาสินค้าอยู่ แต่ชีวิตจริงที่พี่น้องประชาชนเผชิญอยู่ทุกวันบอกอีกเรื่องหนึ่ง

สิ่งที่ผมเห็นชัดขึ้นทุกวัน คือผู้คนเริ่มปรับตัว รัดเข็มขัด ประหยัดเต็มที่ เพราะประเมินแล้วว่าวิกฤตนี้คงอีกยาว

ในสถานการณ์ที่หลายอย่างเพิ่มขึ้น สิ่งที่ยังไม่เพิ่มและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องคือความโปร่งใสของรัฐบาลในการจัดการวิกฤต ซึ่งนำไปสู่การลดลงของความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐ

การที่รัฐปล่อยให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทีเดียวหลายบาท บวกกับการขาดความโปร่งใสเรื่องน้ำมันสำรอง ทำให้คำขอโทษและการแถลงข่าวที่ตามมาในสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่อาจเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนได้

ในวิกฤต การสื่อสารด้วยข้อเท็จจริงสำคัญที่สุด

ผมมีข้อเสนอแนะ 4 ข้อ ที่รัฐบาลสามารถลงมือทำได้ทันที

1.มีมาตรการที่ประชาชนรู้สึกการเอาเปรียบรับภาระแต่เพียงฝ่ายเดียวจากการขึ้นราคา และผู้ประกอบการในธุรกิจน้ำมันได้ประโยชน์ จะต้องรีบหารือในการลดความรู้สึก เช่นเอารายได้ที่เกิดประโยชน์จากสต๊อกน้ำมันเก่ามาคืนกลับให้กับกองทุนน้ำมัน

2.ตั้งกลไกติดตามและรายงานผลต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ

มาตรการจะน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อประชาชนติดตามได้จริง ไม่ใช่รอฟังแถลงข่าวเป็นครั้งๆ

รัฐบาลควรเปิดข้อมูลปริมาณสต๊อค น้ำมัน ที่มีอยู่และน้ำมันที่กำลังเข้ามาโดยมีตัวเลขที่จับต้องได้ ให้ประชาชนสบายใจว่ามีน้ำมันใช้ด้วยความเชื่อมั่นในตัวเลขที่รัฐบาลประชาสัมพันธ์ออกมา

มาตรการช่วยเหลือไปที่กลุ่มใดบ้างตลอดทั้งจำนวนผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจริง และดัชนีราคาสินค้าจำเป็นที่อัปเดตสม่ำเสมอ ผ่านช่องทางที่เข้าถึงง่าย ไม่ใช่เอกสารราชการที่ต้องตามหาเอง

ความไว้วางใจเกิดจากการที่ประชาชนเห็นได้ด้วยตัวเองว่ารัฐกำลังทำอะไร และผลเป็นอย่างไร ตัวเลขจะบอกเล่าทุกอย่าง

3.แสดงให้เห็นว่ารัฐรับภาระร่วมกับประชาชน

ก่อนจะขอให้ประชาชนปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือลดใช้พลังงาน รัฐบาลต้องแสดงสัญญาณที่จับต้องได้ก่อน เช่น แสดงความชัดเจนเรื่องร่วมจ่าย เช่นลดภาษีสรรพสามิตร ลดงบฟุ่มเฟือยของหน่วยงานราชการ ชะลอโครงการที่ยังไม่เร่งด่วน

ผู้นำและรัฐต้องลงมือทำจริง ไม่ใช่การสร้างภาพแล้วตีข่าวว่าแก้ปัญหาแล้ว ทั้งที่เนื้อในยังต้องทำอีกมาก

4.ประกาศโรดแมปพลังงานที่มีไทม์ไลน์ชัดเจน

วิกฤตนี้คือโอกาสที่รัฐบาลจะพูดความจริงกับประชาชนว่า การพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียวไม่ยั่งยืนอีกต่อไปแล้ว

ควรประกาศแผนพลังงานระยะกลางและระยะยาว พร้อมเป้าหมาย ตัวชี้วัด และกำหนดเวลาที่ตรวจสอบได้จริง

และควรสื่อสารให้ประชาชนรู้ว่ามีทางเลือกอื่นรออยู่แล้ว ทั้งพลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า หรือนวัตกรรมที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ เพื่อให้เห็นว่าอนาคตพลังงานของไทยไม่ได้จบแค่ปัญหาวันนี้

“ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนขึ้นและลงได้เสมอ แต่การจะเรียกมันกลับคืน ต้องใช้ข้อเท็จจริง ความมุ่งมั่น และการมองถึงอนาคต ไม่ใช่แค่คำพูดที่ฟังดูดี”

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ เหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ขู่หากไม่ทำ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ เหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ขู่หากไม่ทำ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ เหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ขู่หากไม่ทำ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.26 น.

สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ ภาคเหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ระดับ 3 ดึง มท.1 นั่งบัญชาการด่วน ขู่หากไม่ประกาศ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157 แน่

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ หรือสส.ตี๋ สส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก “Phattarapong Leelaphat – ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” ระบุว่า “ฝุ่นพิษ​ PM2.5 ภาคเหนือ เกินกำลังหน่วยงานในพื้นที่​ และตอนนี้เข้าเกณฑ์ประกาศภัยพิบัติแล้วอย่างน้อย​ 9 จังหวัด​ ผู้ว่าฯต้องประกาศเขตภัยพิบัติและยกระดับเป็นภัยระดับสามให้รัฐมนตรีมหาดไทยมาบัญชาการโดยด่วน

อ้างอิงข้อมูล​ PM2.5 รายวัน(เฉลี่ย​ 24​ ชั่วโมง)​ จากศูนย์  CCDC​ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่​ และข้อมูลจากภาครัฐที่ตั้งเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติไว้ที่​ 125 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร​เฉลี่ย​ 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง​ 5 วัน​ โดยให้เป็นการวัดจากสถานีกรมควบคุมมลพิษ/GISTDA หรือ​ สถานีภาคพื้นอื่น​ ซึ่งในกรณีนี้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถือเป็นสถานีภาคพื้นอื่น​ เข้าเงื่อนไขตรงนี้ชัดเจน​

วันนี้(30มีนาคม69) แม้เกณฑ์ที่ตั้งสูงเว่อร์จนเกินไป​ เราพบจังหวัดที่เข้าเกณฑ์ประกาศแล้วอย่างน้อย​ 9 จังหวัด​ คือ เชียงใหม่ ​ลำพูน ลำปาง ​เชียงราย ​พะเยา ​น่าน ​แพร่ ​แม่ฮ่องสอน ​ตาก

ตอนนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัด​ ทั้ง​ 9 จังหวัดต้องประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่นพิษ​PM2.5​ โดยด่วน​ และเมื่อประกาศแล้ว​ ผมขอเรียกร้องให้​ทั้ง​ 9 จังหวัด​ แจ้งกรมป้องกัน​และ​บรรเทา​สาธารณภัย​เพื่อให้ยกระดับภัยจากภัยระดับ​ 2 ที่จังหวัดจัดการกันเอง​ เป็นภัยระดับ​ 3 ที่ให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย​ ซึ่งคือ​ อนุทิน​ ชาญวีรกูล​ เป็นหัวโต๊ะนั่งบัญชาการ​ และเป็นผู้สั่งการทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้ามาจัดการอย่างเต็มที่ตามแผนป้องกันและบรรเทา​สาธารณภัย​ชาติโดยทันที

ผู้นำที่ดีไม่ว่าจะระดับไหน​ เมื่อมีอำนาจ​แล้ว ต้องไม่หนีปัญหา​ สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ​ สุขภาพและชีวิตของประชาชน​ การจัดการเชิงรุกในส่วนของหน้ากากอนามัยN95 มุ้งลดฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง​ ห้องปลอดฝุ่นที่ครอบคลุมและใช้งานได้จริง 24 ชั่วโมง​ รวมถึงการจัดการที่ต้นตอในการเติมงบฉุกเฉิน​ คน​ อุปกรณ์ในการจัดการไฟป่า​ ในส่วนนี้คือเหตุผลว่าประกาศแล้วได้อะไรครับ

หยุดหนีปัญหา​ แล้วแก้ปัญหาให้คนเหนือโดยด่วน”

จากนั้นได้โพสต์เพิ่มเติม ระบุว่า “สาส์นถึง​ผู้ว่าฯ 9 จังหวัด​ ภัยพิบัติฝุ่นพิษครั้งนี้ ถ้าอยู่ข้างประชาชน​ ประกาศภัยพิบัติ-ยกระดับภัยให้รัฐบาลมาจัดการ​ ถ้าจะเซฟอนุทิน​และไม่ประกาศแบบนี้​ ระวังเจอม.157”