เร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก รัฐบาล จ่อชง ครม. แผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต

เร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก รัฐบาล จ่อชง ครม. แผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต

เร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก รัฐบาล จ่อชง ครม. แผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.29 น.

รัฐบาลเร่งเครื่องแก้ปัญหาเชิงรุก เตรียมชงครม. พิจารณาแผนเยียวยาเกษตรกรอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจาก 8 โครงการรัฐในอดีต พร้อมจัดทัพ 10 คณะทำงาน เกาะติดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หลังจากเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ตัวแทนสมัชชาเกษตรกรภาคอีสาน (สกอ.) และสมาพันธ์เกษตรกรอีสาน (สพอ.) ได้เดินทางมายื่นหนังสือขอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการดำเนินงานในโครงการภาครัฐ ทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้เร่งเดินหน้าหาทางออกทันที โดยล่าสุดได้มีการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว และได้ข้อสรุปในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสาน ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างพื้นฐานของรัฐอย่างเป็นรูปธรรม

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา ทั้งในแง่กฎหมาย ผลกระทบเชิงสังคม และความคุ้มค่า เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมและเยียวยาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ใน 8 โครงการใหญ่ อาทิ การจ่ายค่าทดแทนที่ดินในอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง (บ้านทำนบ, ห้วยเสนง, อำปึล และห้วยสะพงน้อย) การจ่ายค่าขนย้ายกรณีพิเศษในโครงการอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ , การชดเชยแทนการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพให้แก่เกษตรกรใน จ.สุรินทร์ กว่า 5,353 ราย และแนวทางแก้ไขปัญหาโครงการฝายราษีไศล ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด   

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสรุปข้อมูลเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาอนุมัติการช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด เพื่อจะเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทและผลกระทบจากโครงการพัฒนาของรัฐในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ รัฐบาลยังได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกำกับติดตามการแก้ไขปัญหา 1 คณะ และคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงใน 9 จังหวัด อีก 9 คณะ รวมทั้งสิ้น 10 คณะ เพื่อติดผลการดำเนินงานในทุกพื้นที่อย่างใกล้ชิด

เกษตรกร

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก 7,256 คน รัฐบาล เผย ความคืบหน้า อาสาพยาบาลชุมชน เสริมทัพสาธารณสุข

ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก 7,256 คน รัฐบาล เผย ความคืบหน้า อาสาพยาบาลชุมชน เสริมทัพสาธารณสุข

ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก 7,256 คน รัฐบาล เผย ความคืบหน้า อาสาพยาบาลชุมชน เสริมทัพสาธารณสุข

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.05 น.

รัฐบาลเผยคืบหน้าผลิต “อาสาพยาบาลชุมชน” เริ่มเปิดรับ ก.ค. คัดเลือก ส.ค ประกาศผลคัดเลือก ก.ย. เริ่มอบรม ต.ค ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก  7,256 คน 

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขเดินหน้านโยบายอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ซึ่งมีความคืบหน้าตามลำดับอย่างชัดเจน ผ่านการขับเคลื่อนการทำงานของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งเป้าผลิตอาสาพยาบาลฯ ทำงานในชุมชน จำนวน 7,256 คน เข้าไปทำหน้าที่ดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย เชื่อมโยงการทำงานกับ รพ.สต.  เพื่อเสริมสุขภาพในระดับปฐมภูมิให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุด การดำเนินการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ จะเริ่มจากเดือนกรกฎาคม 2569 และจะมีการประกาศเปิดรับสมัครคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ อย่างเป็นทางการ ในช่วงระหว่างวันที่ 13 – 27 ก.ค. 2569  โดยจะประกาศรับสมัครพร้อมกันทั่วประเทศ  ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ก.ค. 2569 อนุกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระดับจังหวัด จะตรวจสอบคุณสมบัติ และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเป็นอาสาพยาบาลฯ 

จากนั้น ในเดือน ส.ค. 2569 จะมีการดำเนินการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระหว่างวันที่ 3 – 14 ส.ค. 2569  ต่อจากนั้นคณะอนุกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระดับจังหวัด จะส่งผลการคัดเลือกไปยังคณะกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ภายในเดือน ก.ย. 2569 และจะประกาศผลการคัดเลือก ในวันที่ 1 ก.ย. 2569  โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการอบรมหลักสูตรอาสาพยาบาลฯ ในเดือน ต.ค. 2569 ต่อจากนั้น จะเป็นช่วงเวลาของการเริ่มอบรมหลักสูตรอาสาพยาบาลฯ ต่อไป

อาสาพยาบาลชุมชน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า  กระทรวงสาธารณสุขคาดว่าจะผลิตอาสาพยาบาลฯ จำนวน ทั้งหมด 7,256 คน จัดสรรไปยัง 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ โดยให้ยึดฐานตำบลเป็นหลักในการ กระจายจำนวนอาสาพยาบาลฯ เพื่อที่จะได้เติมเต็มกำลังคนสุขภาพปฐมภูมิในระดับชุมชน  ดังนี้ เขตสุขภาพที่ 1 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 769 คน เขตสุขภาพที่ 2 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 426 คน เขตสุขภาพที่ 3 จะได้อาสาพยาบาลฯ 420 คน เขตสุขภาพที่ 4 จะได้อาสาพยาบาล 713 คน  เขตสุขภาพที่ 5 จะได้อาสาพยาบาลฯ 635 คน เขตสุขภาพที่ 6 จะได้อาสาพยาบาลฯ 531 คน เขตสุขภาพที่ 7 จะได้อาสาพยาบาลฯ 660 คน เขตสุขภาพที่ 8 จะได้อาสาพยาบาลฯ 664 คน เขตสุขภาพที่ 9 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 762 คน เขตสุขภาพที่ 10 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 613 คน เขตสุขภาพที่ 11 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 518 คน และเขตสุขภาพที่ 12 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 565 คน

รัฐบาลยืนยันนโยบายผลิต “อาสาพยาบาลชุมชน” (อสพ.) ตั้งเป้าผลิตบุคลากรเพื่อเพิ่มกำลังคนในระบบสาธารณสุข ไม่ได้ทำงานซ้ำซ้อนกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือ Care Giver ที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัย โดยมุ่งเน้นการดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1)ผู้สูงอายุ/ติดเตียง 2)ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 3)แม่และเด็ก และ 4)ผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติด

ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 2.7 หมื่นราย รัฐบาลเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้ฟรี ต่อเนื่อง 6 จังหวัด

ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 2.7 หมื่นราย  รัฐบาลเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้ฟรี ต่อเนื่อง 6 จังหวัด

ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 2.7 หมื่นราย รัฐบาลเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้ฟรี ต่อเนื่อง 6 จังหวัด

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 08.02 น.

รัฐบาลเดินหน้าช่วยประชาชนแก้หนี้ครัวเรือน ไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้วกว่า 27,000 ราย ลดภาระค่าใช้จ่ายกว่า 3,530 ล้านบาท พร้อมเปิดมหกรรมแก้หนี้ฟรี 6 จังหวัด

วันที่ 11 ก.ค.นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือน การอำนวยความยุติธรรม และการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงยุติธรรม สถาบันการเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ได้อย่างสะดวก เป็นธรรม และไม่มีค่าใช้จ่าย ช่วยลดภาระทางการเงินและเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ครัวเรือน

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมกับกรมบังคับคดี และสถาบันการเงินกว่า 40 แห่ง ได้ดำเนินโครงการ มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งก่อนฟ้องและภายหลังศาลมีคำพิพากษา ครอบคลุมหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ รวมถึงหนี้ กยศ. ผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยแทนการดำเนินคดีในศาล

ผลการดำเนินงานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงปัจจุบัน มีประชาชนเข้าร่วมไกล่เกลี่ยสำเร็จแล้ว 27,470 ราย คิดเป็นมูลหนี้รวมกว่า 5,926 ล้านบาท สามารถลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนได้กว่า 3,530 ล้านบาท และช่วยปลดภาระผู้ค้ำประกันแล้วกว่า 20,555 ราย สะท้อนถึงความสำเร็จของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสถาบันการเงินในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

หนี้

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นางสาวลลิดา กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าจัด มหกรรมแก้หนี้สินครัวเรือน และยุติธรรมพบประชาชน ประจำปี 2569 อย่างต่อเนื่องอีก 6 ครั้ง ระหว่างเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม 2569 ได้แก่ จังหวัดราชบุรี เพชรบุรี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต ยะลา และปทุมธานี โดยประชาชนสามารถเข้ารับบริการไกล่เกลี่ยหนี้ ขอคำปรึกษาด้านกฎหมาย และรับบริการด้านยุติธรรมต่าง ๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือกรมบังคับคดี และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนยุติธรรม 1111 กด 77 หรือ 79 ตลอดระยะเวลาการจัดโครงการ

“รัฐบาลมุ่งช่วยเหลือประชาชนให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้อย่างเป็นธรรม ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดข้อพิพาท และสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้อีกครั้ง ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วนและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่สะดวก รวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่าย” นางสาวลลิดา กล่าว

ดร.อานนท์ เตือน ปิยบุตร ขอพระราชวินิจฉัย ม.112 เป็นเรื่องไม่สมควร

ดร.อานนท์ เตือน ปิยบุตร ขอพระราชวินิจฉัย ม.112 เป็นเรื่องไม่สมควร

ดร.อานนท์ เตือน ปิยบุตร ขอพระราชวินิจฉัย ม.112 เป็นเรื่องไม่สมควร

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.49 น.

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำ คณะสถิติประยุกต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึง นายปิยบุตร แสงกนกกุล กรณีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการจัดการคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในกลุ่มเยาวชน โดยระบุว่า 

” ผมอยากจะแนะนำ Piyabutr Saengkanokkul – ปิยบุตร แสงกนกกุล ว่าการไปเสนอแนะให้ คณะรัฐมนตรี เสนอให้กราบทูลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชวินิจฉัยให้นิรโทษกรรมความผิดมาตรา 112 สำหรับผู้กระทำผิดที่เป็นเยาวชน มีอายุต่ำกว่า 18 ปีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

ไม่นิรโทษกรรม แต่ อภัยโทษ นั้นทำได้ และควรทำ

ผู้ต้องขังมีสิทธิ์ถวายฏีกาขอพระราชทานอภัยโทษอยู่แล้ว การพระราชทานอภัยโทษนั้นเป็นพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ

ผมมีความเชื่อมั่นว่า หากเยาวชนถูกตัดสินพิพากษาว่ากระทำความผิดทางอาญามาตรา 112 เป็นผู้ต้องขัง แล้วถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานอภัยโทษให้อย่างแน่นอน ด้วยพระเมตตาสูงสุดต่อเยาวชนของชาติ

และเป็นพระราชอำนาจและพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดที่ทรงใช้ได้อย่างเต็มที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่มีอยู่แล้ว

ไม่ได้มีความจำเป็นอะไรเลยที่ต้องไปออกกฎหมายใหม่ใด ๆ ทั้งสิ้น
ผมเชื่อมั่นในพระมหากรุณาธิคุณที่จะพระราชทานต่อเยาวชนของชาติ
ขอให้พิจารณากำหนดท่าทีของตัวคุณเอง ให้ถูกต้อง”
 

สั่งเบรคทั่วประเทศ กรมท้องถิ่น ร่อนหนังสือถึง พ่อเมืองทั้งหมด ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้าน

สั่งเบรคทั่วประเทศ กรมท้องถิ่น ร่อนหนังสือถึง พ่อเมืองทั้งหมด ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้าน

สั่งเบรคทั่วประเทศ กรมท้องถิ่น ร่อนหนังสือถึง พ่อเมืองทั้งหมด ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตาม พ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้าน

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.24 น.

สั่งเบรคทั่วประเทศ! ’กรมท้องถิ่น‘ ร่อนหนังสือถึง ’พ่อเมืองทั่วประเทศ‘ ยกเลิกจัดทำแผนงานโครงการตามพ.ร.ก.กู้เงินส่วน 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงานลง ’อปท.‘ หลัง ’ฝ่ายค้าน‘ กระทุ้งอาจมี ’สอดไส้‘ เอาความเดือดร้อนปชช. บังหน้าเอื้อประโยชน์ตัวเอง 

วานนี้ 10 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดี รักษาราชการแทนแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง ยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีเนื้อหาระบุว่า ตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้กำหนดแนวทางการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความประสงค์เสนอแผนงาน หรือโครงการ ดำเนินการบันทึกข้อเสนอแผนงานหรือโครงการผ่านระบบสารสนเทศเพื่อขอรับการสนับสนุน งบประมาณเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (SOLA) ภายในวันศุกร์ที่17กรกฎาคม2569

โดยให้จังหวัดนำเสนอคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) พิจารณาให้ความเห็นชอบและมอบหมายให้สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดรายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการฯ ผ่านระบบ (SOLA) พร้อมกับรวบรวมเอกสารตามแบบฟอร์มที่กำหนดและรายละเอียดประกอบข้อเสนอแผนงานหรือโครงการดังกล่าวส่งมายังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภายในวันศุกร์ที่31กรกฎาคม2569 เพื่อรวบรวมรวมรายงานกระทรวงมหาดไทยนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบ 

นั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การดำเนินการเสนอแผนงานหรือโครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว จึงขอยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการฯ ที่กำหนดตามหนังสืออ้างถึง

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หนังสือยกเลิกการจัดทำข้อเสนอแผนงานหรือโครงการภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เกิดขึ้นภายหลังจากที่ฝ่ายค้าน โดยน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงแผนงานหรือโครงการดังกล่าวสำหรับ อปท. อาจมีการสอดไส้

กรมท้องถิ่น

ราชกิจจาฯ แพร่คำสั่ง ชัชชาติ แต่งตั้ง 4 รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ราชกิจจาฯ แพร่คำสั่ง ชัชชาติ แต่งตั้ง 4 รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ราชกิจจาฯ แพร่คำสั่ง ชัชชาติ แต่งตั้ง 4 รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.56 น.

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งกรุงเทพมหานคร ที่ 1881/2569 เรื่อง แต่งตั้งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 49 (3) และมาตรา 55 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 จึงแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ

ดังต่อไปนี้

1.นายวิศณุ ทรัพย์สมพล

2. นางสาวทวิดา  กมลเวชช

3. นายศานนท์ หวังสร้างบุญ

4. นายพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ก็มือพี่ลั่นไปเอง! ‘อนุทิน’เผลอกดแชร์ ข่าวลือ ทักษิณ ช่วยดีลขายกุ้งมาเลเซีย

ก็มือพี่ลั่นไปเอง! 'อนุทิน'เผลอกดแชร์ ข่าวลือ ทักษิณ ช่วยดีลขายกุ้งมาเลเซีย

ก็มือพี่ลั่นไปเอง! ‘อนุทิน’เผลอกดแชร์ ข่าวลือ ทักษิณ ช่วยดีลขายกุ้งมาเลเซีย

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.17 น.

วันที่ 10 กรกฎาคม 2569  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อขอโทษประชาชน หลังเผลอกดแชร์โพสต์ข่าวลือเกี่ยวกับประเด็นการเจรจาส่งออกกุ้งไทยไปยังประเทศมาเลเซีย

โดยก่อนหน้านี้ เพจเฟซบุ๊กของนายอนุทินได้แชร์โพสต์จากเพจ “พรรคเพื่อไทย FC” ซึ่งอ้างว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร มีบทบาทในการช่วยเจรจาแก้ไขปัญหาการส่งออกกุ้งไทยไปมาเลเซีย ก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม หลังได้รับการแจ้งเตือนว่าเนื้อหาดังกล่าวไม่ถูกต้อง นายอนุทินได้ลบโพสต์ออก พร้อมโพสต์ข้อความว่า

“ขออภัยครับ เผลอดกดแชร์ ไม่ได้ตั้งใจ ขอบคุณน้องผู้สื่อข่าวที่โทรแจ้ง” /

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.24 น.

อธิบดีกรมการข้าว หารือ GIZ พัฒนาระบบ MRV หนุนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ จับมือเดินหน้ายกระดับการผลิตข้าวไทยสู่มาตรฐานสากล 

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พร้อมให้การต้อนรับ Dr. Nana Kuenkel ผู้อำนวยการและผู้ประสานงานกลุ่มโครงการเกษตรและอาหาร โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice GCF) และคณะ ในโอกาสเข้าหารือแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยมี นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว และนางอรทัย ใจตุ้ย ผู้อำนวยการกลุ่มวิเทศสัมพันธ์และโครงการพิเศษ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ข้าว ร่วมให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ณ ห้ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

ในการประชุม ได้มีการนำเสนอภาพรวมการพัฒนาระบบข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ซึ่งมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตข้าว ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพเกษตรกรให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการพัฒนาระบบการติดตาม รายงาน และทวนสอบการลดก๊าซเรือนกระจก (Measurement, Reporting and Verification: MRV) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยระบบดังกล่าวจะครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดแนวปฏิบัติ การติดตามตรวจสอบ การทวนสอบ การจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก การสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมาย NDC ของประเทศ ตลอดจนการรับรองคาร์บอนเครดิตและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศอันจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอนาคต

นายอานนท์ กล่าวว่า กรมการข้าวให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืนของประเทศ และการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยความร่วมมือกับ GIZ และโครงการ Thai Rice GCF จะเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศในอนาคต

นายอานนท์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันกรมการข้าวอยู่ระหว่างขับเคลื่อนโครงการนำร่องการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำในพื้นที่เป้าหมายจำนวน 100,000 ไร่ เพื่อเป็นต้นแบบการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนให้กับเกษตรกร โดยการพัฒนาระบบ MRV ที่มีประสิทธิภาพจะเป็นหัวใจสำคัญในการเข้ามาช่วยวัดผลสัมฤทธิ์ของโครงการและรองรับการขยายผลในอนาคต

“ความร่วมมือกับ GIZ จะช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินงานของกรมการข้าว ทั้งในด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี การพัฒนาระบบ MRV ของภาคข้าวไทยให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์จากนานาชาติ ซึ่งจะช่วยยกระดับการดำเนินโครงการข้าวคาร์บอนต่ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เป็นการวางรากฐานสู่การขยายพื้นที่ปลูกข้าวคาร์บอนต่ำในระดับประเทศ ตลอดจนนำไปสู่การพัฒนาระบบการผลิตข้าวที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ZEEKR จับมือ ททท. เปิดตัวแคมเปญ ‘Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way’ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วยยานยนต์ไฟฟ้า

ZEEKR จับมือ ททท. เปิดตัวแคมเปญ 'Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way' ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วยยานยนต์ไฟฟ้า

ZEEKR จับมือ ททท. เปิดตัวแคมเปญ ‘Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way’ ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพด้วยยานยนต์ไฟฟ้า

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างภาครัฐและ ZEEKR แบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี เพื่อนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวไทยรูปแบบใหม่ที่สอดรับยุทธศาสตร์ “Value Over Volume” ของ ททท. และยกระดับมาตรฐานการเดินทางท่องเที่ยวโดยยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่ตลาดในประเทศ

อเล็กซ์ เป่า กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ZEEKR Thailand กล่าวว่า ZEEKR ได้ประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจในไทยในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป โดยจะก้าวข้ามจากแบรนด์รถไฟฟ้าพรีเมียม สู่การเป็น Premium Lifestyle Brand ที่เชื่อมโยงผู้คน ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์การเดินทางเข้าด้วยกันอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการจับมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นับเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างภาครัฐกับ ZEEKR

นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ (Brand Trust) ได้อย่างชัดเจนแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่า ZEEKR ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ด้วยสมรรถนะชั้นสูงควบคู่กับมาตรฐานความปลอดภัย อีกทั้งยังเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างแท้จริง สามารถตอบสนองต่อทุกความต้องการเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่จะสะท้อนตัวตนได้ เพราะ ZEEKR เชื่อมั่นว่าทุกการเดินทางควรเป็นประสบการณ์ที่พิเศษไม่แพ้จุดหมายปลายทาง

“ผมคิดว่าความร่วมมือกับ ททท. ในการนำเสนอแคมเปญนี้ เป็นโอกาสอันดีที่จะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทย และเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่จะนำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่น่าสนใจด้วยยานยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นจาก ZEEKR” กรรมการผู้จัดการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ZEEKR Thailand กล่าว

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ปี 2569 ททท. มุ่งมั่นขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตผ่านนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายและเห็นคุณค่าของวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ภายใต้กลยุทธ์ “Value over Volume” โดยให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าและประสบการณ์ที่มีความหมาย ควบคู่กับการสร้างความสมดุล ความเข้มแข็ง และความยั่งยืนให้กับระบบการท่องเที่ยวไทยในทุกมิติ พร้อมเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางทั้งภายในประเทศและจากทั่วโลก

นอกจากนี้ ททท. ยังส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นการเดินทางท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ ที่ตอบโจทย์ด้านการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและยังลดภาระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง โดยความร่วมมือกับ ZEEKR ครั้งนี้ ททท. จะทำหน้าที่คัดสรรเส้นทางและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะสถานที่ “Hidden Destination” ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ธรรมชาติ และวิถีชีวิตท้องถิ่น ขณะที่ ZEEKR จะสนับสนุนการเดินทางด้วยยานยนต์ไฟฟ้าตลอดเส้นทาง ภายใต้แนวคิด “ZEEKR คือ Puzzle Piece ของการเดินทางแบบ Premium Experience” โดย ททท. และ ZEEKR จะร่วมผลิตซีรีส์คอนเทนต์ “Travel the ZEEKR Way” ที่นำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวด้วยยานยนต์ไฟฟ้า ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่

•Northern Escape: การค้นพบสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติทางภาคเหนือ ทั้งภูสูงและสายน้ำที่โอบล้อมรอบกาย ช่วยเยียวยาจิตใจพร้อมสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ สัมผัสความหมายที่ลึกซึ้งของวัฒนธรรมล้านนาผ่านสถาปัตยกรรมและงานหัตถกรรม ที่จะสร้างความทรงจำสุดประทับใจไม่รู้ลืม

•Isaan Stories: สัมผัสเอกลักษณ์ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เปี่ยมไปด้วยความมีชีวิตชีวา สร้างพลังเชิงบวกไปพร้อมกับเรื่องราวการใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งอดทน ผ่านการบอกเล่าจากวิถีชีวิต ดนตรี อาหารและสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่สะท้อนภูมิปัญญาท้องถิ่นแดนอิสาน

•Southern Serenity: กางมือออกกว้างๆ แล้วหายใจให้เต็มปอด สูดกลิ่นอายแห่งท้องทะเล และชื่นชมความงดงามตระการตาของหมู่เกาะทะเลใต้ ให้เสียงคลื่นและผืนน้ำช่วยฮีลร่างกายและจิตใจไปพร้อมกับการเดินทางที่จะเติมเต็มทุกประสบการณ์ชีวิต

•Urban Retreat: ค้นพบมุมมองใหม่ที่ไม่เคยเจอ จากการเดินทางง่ายใช้เวลาเพียงสั้นๆ ครบจบทั้งการเช็คอินจุดถ่ายรูปมุมลับที่โลกยังไม่รู้ สนุกสนานไปกับประสบการณ์ใหม่จากเมืองที่ผสานอดีตกับวัฒนธรรมร่วมสมัยได้อย่างลงตัวของกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง

ซึ่งการนำเสนอเส้นทางการท่องเที่ยวในครั้งนี้ จะถ่ายทอดผ่านยานยนต์ไฟฟ้า ZEEKR ซึ่งสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์การเดินทางท่องเที่ยวที่ลงตัวไปกับทุกเส้นทางอย่างเหนือระดับ พร้อมเผยแพร่ผ่านช่องทางสื่อของ ททท. ทั้งอนุสาร อสท. และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ผสานกับความแข็งแกร่งจากการนำ KOLs ผู้มีอิทธิพลทางความคิด ทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ The Zecret Revealer, The Zecret Insider และ The Zecret Visualizer มาร่วมสร้างคอนเทนต์ เพื่อขยายการรับรู้ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวของ ททท.ในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพระดับภูมิภาค ผสานเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเข้ากับคุณค่าทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของไทย ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและประสบการณ์เชิงคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ

แคมเปญ Amazing Thailand in ZEEKR Luxury Way จะดำเนินไปเป็นระยะเวลา 7 เดือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 – กุมภาพันธ์ 2570 โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งปี 2569 นี้ ททท. ตั้งเป้าหมายไว้ที่จำนวน 202.42 ล้านคน รายได้ 1.07 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างการรับรู้แบรนด์ ZEEKR ในฐานะแบรนด์รถไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนตลาดท่องเที่ยวในประเทศอย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวสาร และความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของ ZEEKR ได้ที่ Website: https://www.zeekrlife.com/th-th/ Facebook: https://www.facebook.com/ZEEKRTHA/

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบวีลแชร์และขนมขบเคี้ยว เติมพลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ผืนป่า อช.เขาใหญ่

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบวีลแชร์และขนมขบเคี้ยว เติมพลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ผืนป่า อช.เขาใหญ่

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ มอบวีลแชร์และขนมขบเคี้ยว เติมพลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ผืนป่า อช.เขาใหญ่

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 10.29 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ลงพื้นที่ส่งมอบรถเข็นวีลแชร์และเมล็ดทานตะวัน แก่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ผืนป่า พร้อมคอยอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวที่เดินทางเข้าเยี่ยมชมอุทยานฯ ตอกย้ำเจตนารมณ์ร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน ให้คนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวได้อย่างเท่าเทียม

10 กรกฎาคม 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อส่งมอบเมล็ดทานตะวัน จำนวน 1,440 ชิ้น มูลค่า 20,000 บาท และรถเข็นวีลแชร์ จำนวน 1 คัน มูลค่า 2,200 บาท รวมมูลค่า 22,200 บาท ให้แก่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ โดยมี นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นผู้แทนรับมอบ

โดยขนมขบเคี้ยวที่มอบให้ในครั้งนี้ เป็นผลิตภัณฑ์เมล็ดทานตะวันที่จะนำไปส่งต่อให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภายในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้พิทักษ์ผืนป่าที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่รถเข็นวีลแชร์ จะถูกนำไปให้บริการผู้สูงอายุและผู้ที่เดินไม่ไหวที่เดินทางมาเยี่ยมชมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ไว้ใช้อำนวยความสะดวกในการเดินทาง เพื่อช่วยให้การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวภายในอุทยานฯ เป็นไปได้อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหรือผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุหรือมีอาการเจ็บป่วยระหว่างการท่องเที่ยว ให้ได้รับการเคลื่อนย้ายได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า “การลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในครั้งนี้ มูลนิธิฯ มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะมาเติมเต็มพลังใจและส่งมอบความห่วงใยให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้พิทักษ์ผืนป่าทุกท่าน ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการปกป้องและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่า ในขณะเดียวกัน เราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงธรรมชาติ การมอบรถเข็นวีลแชร์ในวันนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว ให้สามารถเดินทางมาท่องเที่ยวและซึมซับความงดงามของผืนป่าแห่งนี้ได้อย่างไร้อุปสรรค ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์หลักของมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ในการร่วมสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง โดยพร้อมเป็นสะพานบุญในการส่งต่อความช่วยเหลือและสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้แก่สังคม ตลอดจนสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทรและเกื้อกูลกันอย่างยั่งยืนต่อไป