รายชื่อ ครม.เรียบร้อย! นายกฯ เผยเตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

รายชื่อ ครม.เรียบร้อย! นายกฯ เผยเตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

รายชื่อ ครม.เรียบร้อย! นายกฯ เผยเตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.20 น.

นายกฯ เผยรายชื่อ ครม.เรียบร้อย เตรียมลงนามนำขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้ ระบุพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาทันที หลังได้รับโปรดเกล้าฯ – เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ

30 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.37 น.ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความเรียบร้อยรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม ว่า เรียบร้อยดี สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้เลย โดยต้องรีบพิจารณาเอกสารและดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ขณะนี้ไม่มีรายชื่อใดมีปัญหาแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีปัญหาก็ต้องตัดออก เมื่อถามว่า 35 รายชื่อ ตอนนี้เรียบร้อยหมดใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รายชื่ออยู่ที่ตนหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนาม ต้องมาประชุมให้เกิดความชัดเจน เมื่อถามถึงความพร้อมด้านนโยบายของรัฐบาล นายกฯ พยักหน้ารับ

เมื่อถามว่า มีการวางวันแถลงนโยบายรัฐบาลระหว่างวันที่ 7 – 9 เม.ย.ใช่หรือไม่ นายกฯ พยักหน้า และกล่าวว่า ให้เร็วที่สุด เรายังกำหนดวันไม่ได้ ต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ลงมา และนำ ครม.เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

นายกฯ ถกเคาะโผ ครม. ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันนี้

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

30 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 09.06 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเมื่อมาถึง นายกฯ ได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัว มาที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ วันเดียวกันนี้ โดยมี นางณัฐฎ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รอให้การต้อนรับ

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า วันนี้ถือเป็นการหารือหน่วยงานตรวจสอบคุณสมบัติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งสุดท้ายก่อนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อหรือไม่ นายอนุทิน ไม่ตอบคำถาม เพียงหันมายิ้มพร้อมหัวเราะ ก่อนกล่าวว่า “เดี๋ยวไปประชุมก่อน มาสายแล้ว” จากนั้น นายกฯ ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี , สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น

มนพร ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน

มนพร ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน

มนพร ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.55 น.

“มนพร”ดัน DNA นครพนม สร้างปฏิทินท่องเที่ยวตลอดปี จังหวัดแรกของอีสาน ที่มาจากรัฐบาลเพื่อไทย ชูจุดขาย 12 อำเภอ มั่นใจสร้างเศรษฐกิจชุมชน รับนักเที่ยวได้ทั้งปี

30 มีนาคม 2569 นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย (พท.) อดีต รมช.คมนาคม เปิดเผยในการแถลงข่าวการจัดงานสร้างอัตลักษณ์เมืองนครพนม ว่า ที่มาของโครงการสร้างอัตลักษณ์เมือง หรือ (DNA) นครพนม และการตลาดการท่องเที่ยวนครพนม เกิดจากการประชุมสัญจรของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา เป็นการระดมแนวคิดทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคประชาชน รวมถึงตนในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนในพื้นที่ ร่วมกับหอการค้านครพนม สมาคมพ่อค้านครพนม ระดมความคิดเห็นจนเกิดแนวคิดที่จะสร้างจุดขายให้กับนครพนม จึงเกิดโครงการสร้างอัตลักษณ์เมืองนครพนม เสนอรัฐบาล เป็นที่มาของมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณสนับสนุนกว่า 20 ล้านบาท มอบหมายให้กรมพัฒนาชุมชน เป็นเจ้าภาพ ดำเนินการร่วมกับ จ.นครพนม และภาคเอกชน ประชาชน

ทุกภาคส่วนต้องการให้นครพนม มีจุดขายด้านการท่องเที่ยวเชื่อมโยงทั้ง 12 อำเภอ เนื่องจากปัจจุบัน นครพนมยังไม่มีปฏิทินการท่องเที่ยวตลอดปีที่ชัดเจน จึงต้องการเฟ้นหาจุดขายของแต่ละพื้นที่บรรจุในปฏิทินการท่องเที่ยว ให้สามารถจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวในพื้นที่ จึงได้นำร่องเป็นจังหวัดแรกของอีสาน สร้างอัตลักษณ์นครพนม ชูจุดขายของแต่ละอำเภอให้เกิดความโดดเด่น เป็นที่สนใจของประชาชน นักท่องเที่ยว ภายใต้การตลาดการท่องเที่ยวของนครพนม

สิ่งที่ต้องทำ 5 ข้อ หากมาเที่ยวนครพนม ประกอบด้วย 1.Visit เที่ยวชมความงามริมโขง 2.Eat กินอาหารถิ่นเลิศรส 3.Shop ช้อปสินค้าโอทอป ดีไซน์ใหม่ 4.Mu มูเสริมมงคล และ 5.Rest พักผ่อนบรรยากาศสโลว์ไลฟ์

“มั่นใจสร้างเศรษฐกิจในชุมชน นครพนม มีความพร้อมทุกด้าน ในการรองรับประชาชน นักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ตลอดทั้งปี” นางมนพร กล่าว

สร้างรายได้-เพิ่มประสบการณ์! รัฐบาลหนุนเยาวชนมีงานทำช่วงปิดเทอม

สร้างรายได้-เพิ่มประสบการณ์! รัฐบาลหนุนเยาวชนมีงานทำช่วงปิดเทอม

สร้างรายได้-เพิ่มประสบการณ์! รัฐบาลหนุนเยาวชนมีงานทำช่วงปิดเทอม

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.50 น.

รัฐบาลหนุนเยาวชนมีงานทำช่วงปิดเทอม สร้างรายได้-เพิ่มประสบการณ์ แนะค้นหาตำแหน่งงานผ่านแพลตฟอร์ม“ไทยมีงานทำ”

30 มีนาคม 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน และนักศึกษา ซึ่งจะเป็นกำลังแรงงานที่มีคุณภาพในอนาคต โดยการส่งเสริมให้เยาวชนมีงานทำในช่วงปิดภาคเรียน อีกทั้งได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีรายได้ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา รัฐบาล โดยกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้เดินหน้าส่งเสริมการจ้างงาน นักเรียน นักศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กรมการจัดหางานได้ร่วมมือกับสถานประกอบการในการส่งเสริมการจ้างงาน ส่งผลให้มี นักเรียน นักศึกษาได้รับการบรรจุงานแล้วกว่า 2,600 คน จากผู้ที่มาใช้บริการจัดหางานกว่า 3,000 คน ขณะเดียวกันยังได้เตรียมตำแหน่งงานว่างไว้รองรับทั่วประเทศกว่า 2,000 อัตรา ครอบคลุมหลากหลายสาขา อาทิ พนักงานบริการลูกค้า พนักงานขายสินค้า (ประจำร้าน) เจ้าหน้าที่เก็บเงิน และพนักงานเสิร์ฟ โดยมีสถานประกอบการชั้นนำร่วมเปิดโอกาสในการจ้างงาน ได้แก่ บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัทเซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) บริษัทซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

“สำหรับนักเรียนที่ทำงานในสถานประกอบการภาคเอกชน ในช่วงเปิดภาคเรียน วันเรียนปกติทำงานได้ไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง และไม่เกินวันละ 6 ชั่วโมงในวันหยุด ขณะที่ช่วงปิดภาคเรียนสามารถทำงานได้ไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง และรวมไม่เกินสัปดาห์ละ 36 ชั่วโมง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำกำหนดไว้ไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ 40 บาท ทั้งนี้ งานที่นักเรียน นักศึกษา สามารถทำได้ต้องเป็นงานที่มีความปลอดภัย ไม่เสี่ยงอันตราย และไม่อยู่ในสถานที่ต้องห้าม นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจสมัครงานสามารถค้นหาตำแหน่งงานได้ผ่านแพลตฟอร์ม “ไทยมีงานทำ” ทางเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “ไทยมีงานทำ” หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) โทร. 0 2248 2891-5” นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

รัฐบาลชวนคนไทย ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน ย้ำพลังวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก 31 มี.ค.นี้

รัฐบาลชวนคนไทย ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน ย้ำพลังวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก 31 มี.ค.นี้

รัฐบาลชวนคนไทย ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน ย้ำพลังวัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก 31 มี.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.42 น.

30 มีนาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจในวัฒนธรรมไทย โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ ลานแฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

รองโฆษกฯ กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเพศทุกวัย ร่วมแต่งกายด้วยชุดไทย ชุดไทยประยุกต์ หรือผ้าไทยในรูปแบบที่สะท้อนความเป็นตัวเอง โดยไม่จำกัดรูปแบบหรือสไตล์ เพื่อร่วมกันแสดงพลังวัฒนธรรมไทยให้ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการรณรงค์ในระยะสั้น แต่เป็นการมุ่งสร้าง “พฤติกรรมใหม่” ให้การแต่งกายด้วยผ้าไทยและชุดไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย พร้อมทั้งผลักดันวัฒนธรรมไทยให้เป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่า วัฒนธรรมไทยคือรากฐานสำคัญของประเทศ และการมีส่วนร่วมของประชาชนจะช่วยสืบสานและต่อยอดคุณค่าเหล่านี้ให้ยั่งยืน” นางสาวลลิดา กล่าว

เจษฎ์ จี้รัฐเปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

เจษฎ์ จี้รัฐเปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

เจษฎ์ จี้รัฐเปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.34 น.

เจษฎ์ เตือนรัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงาน เปิดความจริงโครงสร้างราคาน้ำมัน หวั่นผลประโยชน์ทับซ้อนทำลายความเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์พลังงานของไทยในปัจจุบันว่า ขณะนี้ประเทศจะยังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤต แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตการณ์ด้านพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน และเร่งแก้ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

“​การลอยตัวราคาน้ำมัน อาจเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำ แต่การทำเรื่องเหล่านี้จะต้องมีการบอกให้ประชาชนรับทราบด้วย หลายเรื่องรัฐบาลอาจจะมองเป็นเรื่องธุรกิจที่เป็นต้นทุน หรือเป็นกลไกในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจไม่จำเป็นที่จะต้องบอกประชาชน แต่สาธารณูปโภคหลัก หรือสิ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น น้ำมัน มีสิ่งที่แตกต่างกับบรรดาสินค้าอุปโภค บริโภคอย่างอื่นมาก วันนี้ปัญหาอาจจะไม่ใช่การสื่อสาร แต่คือความจริงที่ไม่ได้ถูกนำเสนอ หรือความน่าเชื่อถือไม่มี” นายเจษฎ์ กล่าว

“วันนี้หากราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท รัฐจำเป็นต้องชี้แจงโครงสร้างให้ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดบ้าง เช่น เป็นการสะท้อนราคาตลาดโลก 4.50 บาท หรือเป็นการเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อรักษาสถียรภาพในอนาคต หากประชาชนไม่ทราบถึงต้นทุนที่แท้จริง ย่อมเกิดความรู้สึกเชิงลบและมองว่าถูกขูดรีดเอาเปรียบ
และอาจมองว่านี่มันโจรชัดๆ” นายเจษฎ์ กล่าว

นายเจษฎ์  กล่าวว่าในด้านความมั่นคงทางพลังงาน มีความจำเป็นที่ต้องชี้แจงสัดส่วนการใช้น้ำมันภายในประเทศเทียบกับการนำเข้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ด้านพลังงานของไทย รวมถึงความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา ที่ล้วนเป็นปัจจัยคุกคามที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด  สถานการณ์แบบนี้ใช้รถไฟฟ้ากันได้หมดจริงเหรอ ใช้แผงโซลาร์เซลกันได้หมดจริงหรือ อันนั้นอาจจะต้องเป็นระยะกลางที่ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนที่ไม่ใช่พลังงานน้ำมัน แล้วรัฐบาลก็ต้องเข้ามาช่วยในเรื่องของการพัฒนาไปสู่การใช้พลังงานสะอาด ท้ายที่สุดในระยะยาวรัฐบาลก็จะต้องมองภาพให้เห็นว่าประชาชนจะต้องรู้เรื่องพลังงาน จะต้องเตรียมตัวไว้ และไม่ใช่แค่นี้ สถานการณ์ของตะวันออกกลางอาจจะไม่จบเร็ว แม้กระทั่งสถานการณ์ข้างบ้าน อย่างเรื่องไทยกับกัมพูชา ก็ยังต้องคอยติดตามคอยเฝ้าระวัง จะต้องมีการจัดการอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะกลายมาเป็นภัยคุกคามได้ต่อไป ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันเท่านั้น

“ขอฝากข้อคิดเตือนใจถึงการทำงานของรัฐบาล แม้จะมองว่าที่ผ่านมาทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ประเด็นที่เปราะบางที่สุดคือ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์ หากปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในการประกอบธุรกิจพลังงาน เข้ามามีบทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน จะทำให้เกิดข้อกังขาว่าเป็นการทำเพื่อส่วนรวม หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งหากประชาชนเกิดความไม่ไว้วางใจ อาจนำไปสู่การเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ในที่สุด ที่ผ่านมารัฐบาลทำมาดีแล้ว แต่ก็ฝากให้ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป สิ่งไหนที่เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอาคนที่อาจจะทำให้รู้สึกได้ว่า มีความขัดแย้ง ประกอบการทำมาหากินของตัวเองไปพร้อมกับการบริหารราชการแผ่นดิน ก็จะกังขาว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือส่วนตน ดังนั้นต้องทำให้ประชาชนไว้วางใจให้ได้ ถ้าประชาชนไม่สามารถไว้วางใจได้ ก็อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง และต้องคิดว่าสถานการณ์นี้อาจจะคงอยู่อีกนาน อาจจะแย่ลง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่บริหารให้ดี ไม่จัดการให้ได้ อาจจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตจริงได้” นายเจษฎ์ กล่าว

เทพไทกางโพยนิด้าโพล จี้สำรวจซ้ำปมวิกฤตน้ำมัน วัดกึ๋นรัฐบาลอนุทิน

เทพไทกางโพยนิด้าโพล จี้สำรวจซ้ำปมวิกฤตน้ำมัน วัดกึ๋นรัฐบาลอนุทิน

เทพไทกางโพยนิด้าโพล จี้สำรวจซ้ำปมวิกฤตน้ำมัน วัดกึ๋นรัฐบาลอนุทิน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.32 น.

30 มีนาคม 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แนะนิด้าโพล สำรวจเรื่องการแก้ปัญหาน้ำมันของรัฐบาล

ขออนุญาตวิเคราะห์ ผลการสำรวจของนิด้าโพล แห่ง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่ได้สำรวจความนิยมทางการเมือง รายไตรมาสที่ 1/ 2569 ซึ่งได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2569 หลังจากการเลือกตั้งมาเป็นเวลาระยะ1เดือนเศษ

ผลปรากฏว่า ความนิยมทางการเมืองต่อพรรคการเมือง และหัวหน้าพรรค หรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคไม่แตกต่างกัน เช่น

1.พรรคประชาชน มีคะแนนนิยม 35.80% นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 30.60% ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาได้ส.ส.บัญชีรายชื่อ 32 คน

2.พรรคภูมิใจไทย มีคะแนนนิยม 26.60% นายอนุทิน ชาญวีรกูล 29.40% ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 19 คน

3.พรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนนิยม 11.64% นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 10.92% ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 11 คน

4.พรรคเพื่อไทย มีคะแนนนิยม 12.04% นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ 8.80% ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 16 คน

5.พรรคเศรษฐกิจ มีคะแนนนิยม 2.44% พลเอกรังษี กิตติญาณทรัพย์ 2.64% ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ 3 คน

จึงอยากตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับผลการสำรวจของนิด้าโพล ดังนี้ คือ

1.คะแนนนิยมของพรรคประชาชน ยังมีคะแนนนำทิ้งห่างคะแนนนิยมหัวหน้าพรรคเหมือนเดิม

2.คะแนนของพรรคภูมิใจไทย ยังน้อยกว่าคะแนนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

3.คะแนนของพรรคเพื่อไทย มีความนิยมลดลง 4% ในขณะที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีคะแนนเพียง 8.08% ซึ่งถือว่าต่ำมาก

4.คะแนนนิยมของพรรคการเมืองต่างๆยังคงที่ ยกเว้นคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยที่ลดลง กลับไปเพิ่มที่คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย

5.คะแนนนิยมของพรรคการเมืองอื่นๆ เช่นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเศรษฐกิจ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคไทยภักดี สอดคล้องกับผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งคะแนนนิยมของพรรคและคะแนนนิยมของตัวบุคคลสอดคล้องกัน

6.คะแนนนิยมของพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ติดอันดับ 1ใน 10

7.การแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานของรัฐบาล ไม่มีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทย และตัวนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

การที่นิด้าโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ต่อคะแนนนิยมของพรรคการเมืองในไตรมาส 1/2569 ยังมีประเด็นที่จะต้องสำรวจอีกว่า ความนิยมของประชาชนต่อรัฐบาลอนุทิน ต่อการแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน เรื่องน้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ประชาชนรู้สึกอย่างไร และมีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยและตัวนายอนุทินหรือไม่

จึงอยากให้นิด้าโพลได้สำรวจเฉพาะเจาะจงในประเด็นนี้ ในการสำรวจสัปดาห์ต่อไป เพื่อจะได้วัดกระแสความรู้สึก หรือกระแสสังคมที่อยู่บนหน้าสื่อโซเชียลว่า สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนตามที่ได้สำรวจหรือไม่

อัษฎางค์ สวนเจ็บ พีระพันธุ์ ตีกินการเมือง-ดิสเครดิต ศุภจี ปมราคาน้ำมัน

อัษฎางค์ สวนเจ็บ พีระพันธุ์ ตีกินการเมือง-ดิสเครดิต ศุภจี ปมราคาน้ำมัน

อัษฎางค์ สวนเจ็บ พีระพันธุ์ ตีกินการเมือง-ดิสเครดิต ศุภจี ปมราคาน้ำมัน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 07.10 น.

30 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “การอ่านกฎหมายไม่สุดทางหรือไม่?“ #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

พีระพันธุ์ถามศุภจี “คุณเป็นรัฐมนตรีประเทศไหนวะ”

ต่อมา คุณอรรถวิทย์ ที่เคารพงัดบัญชีสินค้าควบคุมออกมาโชว์เพื่อจะบอกว่า “พาณิชย์คุมราคาน้ำมันได้”

อย่างไรก็ตาม ในความเข้าใจของผม

1. “สินค้าควบคุม” ไม่ได้แปลว่า “ต้องคุมราคา”

การที่น้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุมตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 นั้น เป็นเรื่องจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธ แต่กฎหมายมาตรา 24 และ 25 ให้อำนาจคณะกรรมการกลาง (กกร.) เลือกใช้มาตรการตามความเหมาะสม

ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยได้ยกเลิกการควบคุมราคาขายปลีกน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2534 เพื่อให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงมีหน้าที่เพียง “กำกับดูแลความเป็นธรรม” เช่น ตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันว่าตวงเต็มลิตรไหม และบังคับให้ปั๊มติดป้ายราคาให้ชัดเจน แต่ไม่มีอำนาจไป “สั่งลดราคา” หรือ “รื้อโครงสร้างต้นทุน” ตามอำเภอใจ

2. กฎหมายเฉพาะ ย่อมเหนือกว่า กฎหมายทั่วไป

ปัจจุบันเรามี พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะที่ให้อำนาจกระทรวงพลังงาน เป็น “เจ้าภาพหลัก” ในการบริหารจัดการราคาผ่านกลไกกองทุนฯ การจะมาอ้างกฎหมายพาณิชย์เพื่อกดดันให้ รมว.พาณิชย์ ไปก้าวก่ายงานในหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน จึงเป็นการตีความกฎหมายที่ผิดหลักการบริหารราชการแผ่นดินอย่างรุนแรง

3. ย้อนศรหรือไม่

ถ้าคุณอรรถวิชช์ เชื่อมั่นว่ากฎหมายพาณิชย์ฉบับนี้ “วิเศษ” ขนาดสั่งคุมราคาน้ำมันได้ทันที ผมมีคำถามง่ายๆ ที่อยากให้ตอบว่า

“แล้วตอนที่คุณพีระพันธุ์ เป็น รมว.พลังงาน ทำไมท่านถึงประกาศออกสื่อชัดเจนว่า ท่านไม่มีอำนาจทำอะไรเลย เพราะระบบกฎหมายบ้านเราวางไว้ผิดพลาด?”

ในเมื่อตอนนั้นท่านก็เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเดียวกัน ทำไมมือกฎหมายระดับ “ตัวพ่อ” อย่างท่านถึงไม่บอกให้ รมว.พาณิชย์ ในขณะนั้นงัดกฎหมายฉบับนี้มาใช้แก้ปัญหาให้ประชาชนล่ะครับ? หรือว่าตอนนั้นกฎหมายมาตรานี้ยังไม่มี แต่เพิ่งจะมา “นึกออก” เอาตอนนี้เพื่อใช้เป็นเครื่องมือดิสเครดิตสุภาพสตรี?

______________________________________________

สรุป:

การที่คุณพีระพันธุ์ใช้คำพูดว่า “คุณเป็นรัฐมนตรีประเทศไหนวะ” กับสุภาพสตรีที่ทำหน้าที่ตามขอบเขตกฎหมายของตนเอง จึงไม่ใช่แค่เรื่องของข้อกฎหมาย แต่มันคือเรื่องของ “วุฒิภาวะ” และ “ความสม่ำเสมอของตรรกะ” ที่นักการเมืองระดับนี้พึงมีครับ

จะเป็นการอ่านกฎหมายไม่สุดทางหรือไม่ การมีชื่อในบัญชีควบคุม ไม่ได้หมายความว่ามีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตั้งราคา เพราะมีกฎหมายเฉพาะของกระทรวงพลังงานค้ำคออยู่ การทำแบบนี้คือการ ‘โชว์เอกสาร’ เพื่อสร้างวาทกรรมตีกินทางการเมือง แต่ตกม้าตายเรื่องแนวทางปฏิบัติจริงของรัฐ

______________________________________________

การดิสเครดิต รมว.ศุภจี

เรื่องนี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อบอกว่า “ศุภจีโกหก” หรือ “ศุภจีไม่รู้กฎหมาย” ทั้งที่ในความเป็นจริง รมว.ศุภจี พูดถูกตามหลักบริหารราชการแผ่นดินว่าโครงสร้างราคาเป็นเรื่องของพลังงาน การเอาบัญชีสินค้าควบคุมมาแบหราแบบนี้ จึงเป็นการ “จงใจบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมาย” เพื่อกดขี่ทางการเมืองมากกว่าการให้ความรู้ประชาชน

นายกฯเล่นใหญ่/ลงทุนขับรถเอง ลุยสุ่มตรวจปั๊ม

นายกฯเล่นใหญ่/ลงทุนขับรถเอง  ลุยสุ่มตรวจปั๊ม

นายกฯเล่นใหญ่/ลงทุนขับรถเอง ลุยสุ่มตรวจปั๊ม

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯเล่นใหญ่/ลงทุนขับรถเอง ลุยสุ่มตรวจปั๊ม ดอดลงพื้นที่นครพนม ไม่ขาดแคลนตามคาด รบ.เปิดแอปช่วยค้นหา ศบก.ปพรมเช็คทั่วปท.

ศบก. เผยความคืบหน้ามาตรการน้ำมันเชื้อเพลิง ปูพรมตรวจสต๊อกทั่วประเทศ บังคับใช้ระบบส่งข้อมูลติดตามน้ำมันรายวัน-ย้อนหลัง 1 เดือน ป้องกันกักตุน เปิดแอปฯ Fuel Now และ Pump Radar ลดเวลาขับรถวนหาน้ำมัน ย้ำพบกักตุนน้ำมันดำเนินคดีเต็มที่ ด้านนายกฯอนุทิน เยือนนครพนม รณรงค์ทุกฝ่ายช่วยกันประหยัดพลังงาน

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 29 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารสถานการณ์ตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงภาพรวมประจำวัน โดยนายฉัตรชัย คุณโลหิต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์การผลิต การจำหน่ายน้ำมันของประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 27 มี.ค.น้ำมันดีเซล มีปริมาณการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 82.21 ล้านลิตรต่อวัน ในส่วนปริมาณการจำหน่าย อยู่ที่ 82.99 ล้านลิตรต่อวัน และการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 4.43 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณจำหน่ายและส่งออกรวมกันอยู่ที่ 87.42 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนน้ำมันเบนซินมีปริมาณการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 34.40 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณการจำหน่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 35.25 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณการส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 0.84 ล้านลิตรต่อวัน รวมอยู่ที่ 36.09 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในส่วนของน้ำมันดีเซลปริมาณการผลิต การจำหน่าย อยู่ในตัวเลขที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.และ ก.พ. ซึ่งในส่วนเดือน ม.ค.และ ก.พ. การจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน

ตรวจสต๊อกอย่างต่อเนื่อง

นายฉัตรชัยกล่าวต่อว่า กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้เห็นความสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ทั้งในเรื่องของความเพียงพอของน้ำมันเชื้อเพลิง และการกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสิ่งที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องคือ เรื่องการต้องลงไปตรวจสอบไม่ใช่เฉพาะเรื่องตัวรายงาน โดยต้องลงไปตรวจสอบที่หน้างานด้วยว่ามีปริมาณน้ำมันอย่างไรในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคม ได้ตรวจสอบสต๊อกทั้งหมดของประเทศว่าปริมาณสำรองหรือสต๊อกน้ำมันของประเทศมีปริมาณตามกฎหมายถูกต้องหรือไม่ ซึ่งในครั้งนั้น ทั้งกรมฯ และพลังงานจังหวัดทั่วประเทศ ได้ตรวจสอบและพบว่ามีปริมาณที่เป็นไปตามกฎหมายกำหนดและพบว่ามีปริมาณที่สอดคล้องกับตัวรายงาน

ยังมีหลายปั้มปิดให้บริการ

บางส่วนที่มีการปิดให้บริการ ซึ่งในตัวอย่างที่ไปสำรวจประมาณ 30,00 ปั๊ม พบว่ามีปริมาณ 10% ที่ปิดให้บริการ ซึ่งเราเข้าไปตรวจพบว่าในปั๊มต่างๆ มีน้ำมันสต๊อกอยู่ในถังหรือไม่ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครกักตุนและไม่ยอมขายให้กับประชาชน นอกจากนั้นยังได้มีการตรวจสอบจ๊อบเบอร์และรถขนส่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่มีน้ำมันที่มีพิรุธต้องสงสัยที่กักตุนไว้ จากนั้นเมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่มีคำสั่งของนายกรัฐมนตรีให้มีการบูรณาการร่วมกัน ก็ได้มีการไปตรวจสอบร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และตำรวจ ล่าสุดกรมการปกครองได้มีการคอนเฟอเรนซ์กับหน่วยงานปกครองทั่วประเทศเพื่อเข้าไปตรวจสอบคลังน้ำมันต่างๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้มีการบูรณาการร่วมกันในการเข้าไปตรวจสอบสถานีต่างๆ แล้ว

แชร์ข้อมูลกับประชาชน

รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานกล่าวต่อว่า นอกจากนั้น รมว.พลังงานยังได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบคลังน้ำมันที่ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อเข้าไปดูและเน้นย้ำว่าต้องสั่งจ่ายน้ำมันอย่างเต็มที่ ไม่มีการกักตุน พบว่ามีการสั่งจ่ายน้ำมันไปให้ประชาชน แต่ข้อมูลที่เราจะต้องไปดูคือ ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการสั่งจ่ายน้ำมันเต็มที่หรือไม่ มีการกักตุนหรือไม่ โดยมีการทำระบบเพิ่มเติมเรียกว่า 4ADM ซึ่งเป็นข้อมูลเกี่ยวกับการกำกับใบขนส่ง และหลังจากที่ประกาศของกระทรวงพลังงานออกมาแล้ว ต้องมีการส่งข้อมูลย้อนกลับถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ นอกจากนั้นทางกรมฯยังเปิดระบบ Fuel Now ที่จะทำให้เห็นว่าปั๊มไหนเปิด ปั๊มไหนปิด และมีน้ำมันชนิดไหนที่หมดบ้าง ซึ่งตรงนี้เป็นการทำงานร่วมกันกับภาคประชาชนที่พัฒนาตัวแอพพ์ปั๊มเรดาร์ ซึ่งเป็นการแชร์ข้อมูลกันเพื่อให้ประชาชนได้อัพเดตข้อมูลของสถานีบริการต่างๆ เพิ่มเติม

“ส่วนนี้เป็นการทำงานในเชิงการตรวจสอบและใช้ระบบข้อมูลต่างๆ เข้ามาเพื่อที่จะทำให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลและมีความมั่นใจว่าทางกรมธุรกิจพลังงานดูแลเพื่อให้มีการสั่งจ่ายน้ำมันอย่างเต็มที่ หากเราตรวจพบว่ามีผู้ประกอบการท่านใดที่มีการกักตุนน้ำมันหรือมีสิ่งที่ต้องสงสัยเราจะดำเนินการตามกฎหมาย ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันมานี้เราได้พบสถานที่เก็บน้ำมันที่ผิดกฎหมาย ซึ่งไม่ได้รับอนุญาต พบน้ำมันที่มีจำนวนรวม 3 ที่ประมาณ 30,000 ลิตร ซึ่งได้มีการดำเนินการทางกฎหมายเรียบร้อยแล้วและต้องดำเนินการให้ถึงที่สุด” นายฉัตรชัยกล่าว

สงกรานต์ปั้มน้ำมันไม่แห้ง

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจในความกังวลของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงขอชี้แจงว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการสั่งการและติดตามการดำเนินการอย่างใกล้ชิดในประเด็นหลักๆ ดังนี้ 1.การกระจายน้ำมัน มีแผนในรายละเอียด คือ 1) กระจายน้ำมันไปยังผู้ค้าส่ง (Jobber) ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรและลดความแออัดในสถานีบริการ 2) กำชับผู้ค้าน้ำมันสำรองน้ำมันเพิ่มขึ้น พร้อมจัดเตรียมรถขนส่งน้ำมันสแตนด์บายในพื้นที่ที่มีความต้องการสูง 3) จัดจุดบริการน้ำมันสำหรับรถโดยสารสาธารณะ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม 4) อำนวยความสะดวกการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มเติม โดยปรับลดอัตราการสำรองจากร้อยละ 7 เหลือร้อยละ 1 เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการนำเข้า

เปิดแอปวางแผนเดินทาง

2.ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศได้แบบเรียลไทม์ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือเว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ เพื่อวางแผนการเดินทางได้อย่างสะดวกและมั่นใจมากยิ่งขึ้น 3.เร่งบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลก เพื่อชดเชยความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการเชิงรุกผ่านกลไกทางการทูตและการเจรจา เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยมีการประสานความร่วมมือกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่ง อาทิ บราซิล อาเซอร์ไบจาน และไนจีเรีย ซึ่งต่างแสดงความพร้อมสนับสนุน และอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมร่วมกับโรงกลั่นในประเทศไทย

4.ติดตามการขนส่งน้ำมันเข้าประเทศให้เป็นตามแผน ซึ่งกระทรวงพลังงานได้มีการยืนยันตารางเรือขนส่งน้ำมันที่จะเข้าสู่น่านน้ำไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 รวมกว่า 36 ล้านบาร์เรล โดยเฉพาะในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ จะมีน้ำมันเข้าสู่ระบบมากกว่า 24 ล้านบาร์เรล และในเดือนพฤษภาคมอีกกว่า 8.96 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ และในระยะยาวก็จะมีการนำเข้าเป็นระยะๆ สอดรับระดับความต้องการ

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันให้ถึงมือประชาชนอย่างใกล้ชิด และเข้มในเรื่องการจับกุมผู้กักตุนน้ำมัน โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 24 – 25 มีนาคมที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้สนธิกำลังร่วมกับ กรมธุรกิจพลังงาน หน่วยงานฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมาย ผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้าอิสระในหลายจังหวัดทั่วภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตรวจพบจุดต้องสงสัย 3 จุด ลักลอบกักตุนและจำหน่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินรวม 31,299 ลิตร โดยไม่มีใบอนุญาต และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ยึดน้ำมันสัตหีบ 8หมื่นลิตร

ขณะที่ กรมสรรพสามิตบูรณาการร่วมกับกองทัพเรือและหน่วยงานในพื้นที่ เข้าตรวจสอบเรือต้องสงสัยในเขตพื้นที่สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 27 มี.ค.และตรวจพบน้ำมันดีเซล จำนวน 85,000 ลิตร ซึ่งไม่สามารถแสดงที่มาของน้ำมันได้จึงได้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และปรับรวมกว่า 3.85 ล้านบาท

“เพื่อดูแลการเดินทางของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งในเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้เข้ามานี้ รัฐบาลเตรียมพร้อม เร่งระดมปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานีบริการขาดแคลนน้ำมันลดลง ประชาชนยังสามารถตรวจสอบสถานะน้ำมันได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Fuel-Now หรือที่เว็บไซต์ https://fuel-now.doeb.go.th/ สำหรับสถานีน้ำมันในแต่ละพื้นที่ได้อีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

นายกฯตรวจปั้มนครพนม

เวลา 11.40น.ที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันใน อ.ธาตุพนม ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเช่ารถยนต์ขับด้วยตนเอง ไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับเจ้าของปั๊ม และเจ้าหน้าที่จังหวัดนครพนม ว่า ตอนนี้น่าจะดีขึ้น แต่ต้องใช้ประหยัดหน่อย และช่วยกันรณรงค์ด้วย

สำหรับสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ จ.นครพนม ในปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงรวม 333 แห่ง เป็นปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ 72 แห่ง โดยในส่วนของ อ.ธาตุพนม มีสถานีบริการน้ำมันขนาดใหญ่ 10 แห่ง ซึ่งสถานการณ์ด้านการให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ สถานะของดีเซล เริ่มเป็นสีเขียวกระจายไปทุกอำเภอ และน้ำมันชนิดอื่นๆ ก็สามารถบริการให้กับประชาชนได้ตามปกติ ไม่มีการต่อคิวแน่นเหมือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ จ.นครพนม ประชาสัมพันธ์เรื่องการประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น และติดตามสถานการณ์ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อผู้ใช้บริการ

แม่บ้านจ๊ากขึ้น2บ./กก. เนื้อหมูขยับอีก ต้นทุนอาหารสัตว์พรวด

แม่บ้านจ๊ากขึ้น2บ./กก.  เนื้อหมูขยับอีก  ต้นทุนอาหารสัตว์พรวด

แม่บ้านจ๊ากขึ้น2บ./กก. เนื้อหมูขยับอีก ต้นทุนอาหารสัตว์พรวด

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แม่บ้านจ๊ากขึ้น2บ./กก. เนื้อหมูขยับอีก ต้นทุนอาหารสัตว์พรวด พณ.เร่งคุมราคาข้าวแกง กระจายร้านธงฟ้า500จุด ให้คูปองปุ๋ยช่วยเกษตรกร

กระทรวงพาณิชย์ ออกมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชน ช่วงสถานการณ์ราคาน้ำมันเพิ่มสูง ดีเดย์ 1 เมษายนนี้ หนุนร้านอาหารชะลอขึ้นราคา กระจายสินค้าธงฟ้า 500 จุดทั่วไทยลดราคาสินค้าแบรนด์ทางเลือก 50% ขณะที่ราคาปุ๋ย ให้สิทธิประโยชน์เกษตรกรเพิ่ม แจกคูปอง 200 บาท ครอบคลุม 50 จังหวัด

เมื่อวันที่ 29มีนาคม2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายในแถลงข่าวประจำวันของศูนย์บริหารสถานการณ์ตะวันออกกลาง (ศบก.) เกี่ยวกับมาตรการการดูแลค่าของชีพ และราคาสินค้าภายในประเทศ โดยเฉพาะราคาปุ๋ย และมาตรการควบคุมราคาสินค้า มาตรการไทยช่วยไทย ที่ประกาศในวันที่ 1 เมษายนนี้ ว่าจากสถานการณ์ต้นทุนพลังงาน และปัจจัยการผลิตที่ผันผวนสูงอาจทำให้ หลายคนกังวลเรื่องค่าครองชีพกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดูแลให้ความเป็นธรรมต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างสมดุล

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ มีมาตรการ การเชิงรุกลดค่าครองชีพให้พี่น้องประชาชน ได้แก่โครงการไทยช่วยไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายชั้นนำ โดยนำสินค้าแบรนด์ทางเลือก ที่มีคุณภาพดีกว่า 1,000 รายการ จัดจำหน่ายในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 50%โดยจะคิกออฟอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายนนี้

นายฉันทพัทธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีโครงการธงฟ้าราคาประหยัด ซึ่งได้นำสินค้าอุปโภคบริโภค มาลดราคาโดยเพิ่มจุดจำหน่ายสินค้าพิเศษให้ครบทุกจังหวัดกว่า 500 จุดโดยใช้รถโมบายธงฟ้า เพื่อให้เข้าถึงพื้นที่ห่างไกลมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถจับจ่ายใช้สอยสินค้าจำเป็นได้อย่างทั่วถึงและเตรียมมาตรการในการดูแลค่าข้าวแกงโดยนำวัตถุดิบสินค้าจำเป็นจากต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาลทราย เพื่อสนับสนุนร้านอาหารในกลุ่มร้านตามสั่ง ร้านข้าวแกง เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคา ไม่ให้สูงเกินสมควร

นายฉันทพัทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนราคาปุ๋ย กรมการค้าภายใน ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องเกษตรกร ใน จ.พระนครศรีอยุธยาว่ามีร้านจำหน่ายปุ๋ยเคมีรายใหญ่ขายปุ๋ยในราคาที่สูง ทำให้ต้นทุนเพาะปลูกเพิ่มขึ้น ทางกรมการค้าภายใน ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB ตรวจสอบทันที โดยเข้าล่อซื้อซึ่งผลการตรวจสอบพบว่ามีการขายปุ๋ยราคาสูงตามข้อร้องเรียน เจ้าหน้าที่ได้เชิญผู้ประกอบการมาชี้แจง และตรวจสอบเอกสารว่าการซื้อการขายเป็นอย่างไร และขยายผลไปยังร้านที่รับสินค้าก่อนหน้านี้ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบว่าราคาขายไม่เป็นธรรมหรือไม่ ดังนั้นหากท่านใดพบการกระทำความผิดลักษณะดังกล่าวสามารถแจ้งเบาะแส ได้ที่สายด่วน 1569 หรือผ่านทางช่องทาง LINE @ DIT รวมทั้งส่งเอกสารประกอบไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ภาพถ่าย ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับผู้กระทำผิดมีโทษตามกฎหมายสูงสุด จำคุกไม่เกิน 7 ปีหรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายฉันทพัทธ์ กล่าวว่า ในส่วนของการลดต้นทุนค่าปุ๋ย กระทรวงพาณิชย์มีโครงการธงเขียวพลัสซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิม ที่เคยให้ส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาทรวม 5 กระสอบต่อราย คือลด 1,000บาทและปีนี้เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับเกษตรกร ที่มีบัตรดินดีของกรมพัฒนาที่ดิน ผ่านมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนของกรมส่งเสริมการเกษตร จะได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 200บาทและคูปองอีก 200บาท

สำหรับปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือสูงสุดถึง 1,400 บาทต่อราย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ มีแผนดำเนินโครงการดังกล่าวให้ครอบคลุม50 จังหวัด โดยเริ่มที่ จ.กำแพงเพชร ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน ก่อนที่จะขยายไปพื้นที่เพาะปลูกอื่นๆทั่วประเทศโดยตั้งเป้าไว้ที่ 1 ล้านกระสอบ ทั้งนี้ ภายใต้โครงการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับผู้จำหน่ายปุ๋ย 26 แห่งในการจำหน่ายปุ๋ยราคาพิเศษหน้าโรงงานด้วย โดยตั้งเป้า 10 ล้านกระสอบ

“กระทรวงพาณิชย์ ทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศในการติดตามการขนส่งสินค้าและนำเรือวัตถุดิบของไทย ที่ยังติดค้างอยู่ซึ่งมีทั้งปุ๋ย น้ำมันเชื้อเพลิงและปิโตรเคมี ให้ออกจากช่องแคบฮอร์มุซให้ได้ พร้อมกับการแสวงหาแหล่งปุ๋ยอื่นๆ เพื่อให้ประเทศไทยมีใช้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ ขอยืนยันว่าเราจะดำเนินมาตรการลดค่าครองชีพและลดต้นทุนทางการเกษตรอย่างต่อเนื่องเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของพี่น้องประชาชน”รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าว

หนูขึ้นราคาอีก2บาท30มี.ค.นี้

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า การปรับราคาจะมีผลพรุ่งนี้ มีผลวันพรุ่งนี้ (30 มีนาคม 69) โดยจะปรับเพิ่มขึ้น 2 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ราคาอ้างอิงพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ปรับจาก 70 บาทต่อกิโลกรัมในสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็น 72 บาท ส่วนภูมิภาคอื่นๆ จะแตกต่างกันเล็กน้อย ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เดือนมีนาคม ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มได้ปรับขึ้นต่อเนื่อง 5 สัปดาห์ ได้แก่ วันที่ 3 9 16 23 มีนาคม และล่าสุดมีผลวันพรุ่งนี้ โดยการปรับขึ้นดังกล่าวเป็นผลจากต้นทุนการเลี้ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับต้นทุนสำคัญมาจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยเฉพาะกลุ่มโปรตีน เช่น กากถั่วเหลือง ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องหลายสัปดาห์ รวมถึงต้นทุนกรดอะมิโนและค่าขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงสุกรปัจจุบันอยู่ในระดับกว่า 68 บาทต่อกิโลกรัม

นายสิทธิพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงสร้างราคาจำหน่ายปลีกทั่วไป อ้างอิงที่ประมาณ 2 เท่าของราคาหน้าฟาร์ม ดังนั้น หากราคาหน้าฟาร์มอยู่ที่ 72บาทต่อกิโลกรัม ราคาเนื้อแดงควรอยู่ในระดับประมาณ 144 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนที่พบว่า ราคาเนื้อหมูหน้าเขียงตามตลาดสดบางแห่ง มีการตั้งราคาสูงถึง 170–180 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงเกินโครงสร้างราคา จึงเห็นว่ากรมการค้าภายในควรเข้าไปตรวจสอบ เพื่อดูแลความเป็นธรรมในตลาด การปรับราคาหน้าฟาร์มครั้งนี้เป็นไปตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่การปรับขึ้นเกินสมควรจากผู้เลี้ยง พร้อมขอให้ผู้บริโภคเข้าใจโครงสร้างราคา และแยกแยะระหว่างราคาต้นทางกับราคาปลายทางที่อาจปรับขึ้นในอัตราที่แตกต่างกัน