วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ชาวนาวอนตรึงราคาปุ๋ย-ประกันราคาข้าว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:05 น.

วิกฤตปุ๋ยแพงพ่นพิษ! ข้าวนาปีสลบทั้งทุ่งกาฬสินธุ์ ต้นแคระแกรนใบเหลือง ชาวนาสิ้นหวังวอนรัฐตรึงราคาปุ๋ย 800 บาท-ประกันราคาข้าว 9,000 บาท/ตัน

วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2569 บรรยากาศการทำนาของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ซึ่งมีทั้งการทำนาหว่านและนาดำ พบว่าแปลงนาข้าวที่เริ่มทำตั้งแต่ต้นฤดูฝนกำลังอยู่ในระยะแตกกอ ส่วนแปลงที่ทำช่วงกลางฤดูฝนต้นข้าวเริ่มตั้งตัวและต้องการการบำรุง แต่ภาพรวมที่พบเห็นกลับน่าตกใจ เนื่องจากต้นข้าวในหลายแปลงมีลักษณะแคระแกรน ไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร และใบเริ่มมีสีเหลืองซีด แม้ว่าในพื้นที่แปลงนาจะมีน้ำขังหล่อเลี้ยงอย่างสมบูรณ์ก็ตาม

สาเหตุหลักมาจากชาวนาขาดเงินทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีมาใส่บำรุงต้นข้าว เนื่องจากราคาปุ๋ยเคมีตามท้องตลาดปรับตัวสูงขึ้นและตรึงราคาแพงต่อเนื่องมานานหลายปี โดยปัจจุบันปุ๋ยเคมีบรรจุกระสอบละ 50 กิโลกรัม มีราคาพุ่งสูงถึง 1,100–1,200 บาท และหากชาวนารายใดไม่มีเงินสด จำเป็นต้องซื้อผ่านระบบสินเชื่อหรือเงินติดไว้ก่อน ราคาจะถูกบวกเพิ่มขึ้นอีกกระสอบละ 150 บาท ทำให้ภาระตกหนักอยู่กับเกษตรกรรายย่อยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายแก่น อายุ 66 ปี ชาวนาบ้านน้อยดอนกระต่าย ต.ลำพาน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้สะท้อนปัญหาถึงภาวะต้นทุนการทำนาในปัจจุบันว่า ชาวนาต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายรอบด้าน ทั้งค่าจ้างรถไถนา ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าน้ำมันสูบน้ำ และค่าแรงงาน หากเลือกทำนาดำเพื่อลดปริมาณการใช้ปุ๋ยก็ต้องเจอค่าจ้างรถดำนาสูงถึงไร่ละ 1,200 บาท ชาวนาส่วนใหญ่จึงจำใจเลือกทำนาหว่านเพื่อประหยัดค่าแรง แต่กลับต้องใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงจำนวนมากเฉลี่ย 20–30 กิโลกรัมต่อไร่ต่อครั้ง เมื่อปุ๋ยเคมีมีราคาแพงเกินรับไหว ชาวนาจำนวนมากจึงไม่มีเงินซื้อปุ๋ยมาใส่ ทำให้ต้นข้าวขาดสารอาหาร เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาด และส่งผลให้ผลผลิตตกต่ำอย่างน่าเสียดาย

จากวิกฤตดังกล่าว กลุ่มเกษตรกรชาวนาจังหวัดกาฬสินธุ์จึงร่วมกันเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ขอให้รัฐบาลเข้าดูแลโครงสร้างราคาปุ๋ยเคมีจำหน่ายในท้องตลาด โดยปรับลดราคาลงมาให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรรับไหวที่ 800 บาทต่อกระสอบ (50 กก.) และ 2.ขอให้นำนโยบายประกันราคาหรือพยุงราคารับซื้อข้าวเปลือกนาปี ให้อยู่ที่ 8,000–9,000 บาทต่อตัน หรือกิโลกรัมละ 8–9 บาท เพื่อให้ชาวนามีกำไรหลงเหลือพอเลี้ยงดูครอบครัวและลืมตาอ้าปากได้ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว

กาฬสินธุ์ชาวนากาฬสินธุ์ประกันราคาข้าวปุ๋ยเคมีแพงวิกฤตราคาปุ๋ยเกษตรกรรม

ศธ. ถก OECD เดินหน้าการศึกษาไทยสู่สากล เตรียมคลอด ‘กรอบทักษะ AI’ ต.ค.นี้

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:38 น.

ศธ. เดินหน้าการศึกษาไทยสู่สากล!! ถก OECD ยกระดับเข้าสมาชิก ชูโมเดลแก้เด็กหลุดจากระบบ พร้อมเตรียมคลอด “กรอบทักษะ AI” ต.ค. นี้

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พบปะกับ Mr. Frantisek Ruzicka รองเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD พร้อม คณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและร่วมประชุมหารือเพื่อกระชับความร่วมมือตลอดจนขับเคลื่อนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก 0ECD ของ ประเทศไทยด้านการศึกษา ณ ห้องดํารงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

​ รมว.ศธ. กล่าวถึงความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการเป็นสมาชิก OECD ของ ศธ. ว่า ขณะนี้ได้จัดทำรายงาน Technical Review เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยเตรียมส่งมอบอย่างเป็นทางการภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนเปิดบ้านรับการลงพื้นที่ประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ OECD ในช่วงปลายปี พร้อมปั้น “Thailand Zero Dropout” ในโครงการตามตัวเด็กเปราะบาง เด็กยากจน และเด็กย้ายถิ่นฐาน กลับเข้าสู่ห้องเรียนประสบความสำเร็จอย่างมาก ศธ. จึงเตรียมแบ่งปันเป็นต้นแบบในระดับภูมิภาค โดยไทยและ UNESCO จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัด การประชุมด้านการศึกษาระดับโลก ปี 2027 (2027 GEM) ในเดือนมีนาคมปีหน้า

“เราเตรียม​ประกาศ “กรอบทักษะปัญญาประดิษฐ์” ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยดึง OECD มาร่วมให้คำแนะนำ เพื่อยกระดับเด็กไทยใช้ AI เป็น คิดวิเคราะห์ได้ และมีจริยธรรมตามมาตรฐานสากล รวมทั้งเตรียมเป็นเจ้าภาพร่วมกับ OECD นำเสนอผลการประเมิน PISA 2025 และรายงาน Education at a Glance 2026 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่วนการนำไทยเข้าเป็นสมาชิกศูนย์วิจัยและนวัตกรรมการศึกษา (CERI) อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม.พิจารณา” รมว.ศธ.กล่าว

​ ด้านรองเลขาธิการ OECD ได้กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของไทยที่มุ่งเน้นสร้างความเท่าเทียม โดยมองว่าการดึงเด็กเปราะบางกลับเข้าสู่ระบบคือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในอนาคต พร้อมตอกย้ำว่า OECD ยินดีสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ทั้งยังได้ เชิญ รมว.ศธ. เข้าร่วมการประชุมระดับสูงคู่ขนานกับการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ เพื่อโชว์วิสัยทัศน์การศึกษาไทยบนเวทีโลก

​ รมว.ศธ. ได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญและคำแนะนำจาก OECD พร้อมกล่าวว่า ศธ. จะพิจารณาคำเชิญนี้เป็นกรณีพิเศษ และพร้อมทำงานร่วมกับ OECD อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาไทยให้มีคุณภาพ เสมอภาค และขับเคลื่อนเยาวชนให้เติบโตอย่างมั่นคงในศตวรรษที่ 21 ต่อไป

ไทยพีบีเอส ปรับตัว พร้อมต่อยอดสื่อสาธารณะ จาก ‘ยาสามัญประจำบ้าน’ สู่ ‘อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน’

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:40 น.

 

ไทยพีบีเอสรายงานผลงานปี 2568 ต่อวุฒิสภา ตอกย้ำบทบาทสื่อสาธารณะท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล พร้อมเดินหน้าพัฒนา Thai PBS Verify และ VIPA รับมือข่าวลวงและเทคโนโลยี AI ด้านสมาชิกวุฒิสภาชื่นชมความน่าเชื่อถือขององค์กร และเสนอให้ไทยพีบีเอสก้าวจากการเป็น “ยาสามัญประจำบ้าน” สู่ “อาหารไทยที่กินได้ทุกวัน” ของสังคม ควบคู่กับการขยายฐานผู้ชมคนรุ่นใหม่และการวัดผลด้วยผลกระทบต่อสาธารณะ

          องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เข้ารายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี 2568 ต่อที่ประชุมวุฒิสภา นำโดย ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. พร้อมด้วยนายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.  คณะกรรมการนโยบายและผู้บริหารองค์กร รวม 6 คน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569

          ดร.นพ.โกมาตร กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัลส่งผลให้สื่อสาธารณะต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงยึดมั่นภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับ 5 บทบาทหลัก ได้แก่ การเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ การพัฒนาแพลตฟอร์มสื่อสาธารณะระดับชาติ VIPA การสร้างระบบนิเวศสื่อที่เชื่อมโยงข้อมูลจากท้องถิ่นสู่ส่วนกลาง การรับมือข่าวลวงและภัยจากเทคโนโลยี และการเป็นพื้นที่กลางท่ามกลางความเห็นที่หลากหลายของสังคม

          “ไทยพีบีเอสยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับฟังเสียงของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และประชาชนในพื้นที่ชายแดน ผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น สถานีประชาชน ศูนย์ภัยพิบัติ นักข่าวพลเมือง และเวทีสาธารณะ เพื่อสะท้อนปัญหาและข้อเสนอแนะสู่ผู้กำหนดนโยบาย ขณะที่ในปี 2569 คณะกรรมการนโยบายจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบ Data Governance และสถาปัตยกรรมข้อมูล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการใช้ข้อมูลขององค์กร”ดร.นพ.โกมาตร กล่าว

          ด้าน นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า แม้ไทยพีบีเอสจะไม่ได้แข่งขันด้านเรตติ้ง แต่ได้รับการยอมรับในฐานะ “ยาสามัญประจำบ้าน” ของสังคม ที่ประชาชนเลือกใช้เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญของประเทศ ทั้งการถ่ายทอดสดพระราชพิธี การรายงานสถานการณ์ชายแดน การติดตามปัญหาสาธารณะ และการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนเพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน

          ตลอดปี 2568 ไทยพีบีเอสยังขับเคลื่อนภารกิจด้านการศึกษา เด็กและเยาวชน รวมถึงการสื่อสารวิทยาศาสตร์ผ่านรายการและแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่ผ่านโครงการสร้างสรรค์หลากหลายรูปแบบ ขณะเดียวกันยังพัฒนาคอนเทนต์คุณภาพทั้งสารคดี ละคร และรายการบันเทิงที่มีศักยภาพเผยแพร่สู่ระดับนานาชาติ

          สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 ไทยพีบีเอสได้รับรางวัลจากเวทีต่าง ๆ รวม 63 รางวัล และมียอดรับชมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์รวมกว่า 2,500 ล้านวิว โดยอันดับการรับชมออนไลน์ขยับจากอันดับ 7 ขึ้นสู่อันดับ 4 ของประเทศ สะท้อนการเข้าถึงผู้ชมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในทุกแพลตฟอร์ม ขณะที่ผลสำรวจยังพบว่าประชาชนกว่าครึ่งมองว่าไทยพีบีเอสยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทยในฐานะสื่อสาธารณะ

          ทั้งนี้ สมาชิกวุฒิสภาร่วมอภิปราย 9 คน ได้ร่วมเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะหลายประเด็น โดยชื่นชมบทบาทของไทยพีบีเอสในการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวน การตรวจสอบข้อเท็จจริงผ่าน Thai PBS Verify การทำหน้าที่สื่อเพื่อสันติภาพ และการเป็นพื้นที่กลางของสังคม

          นายสุทนต์ กล้าการขาย สว. กล่าวว่า ในยุคที่สังคมมีข้อมูลจำนวนมหาศาลและมีข้อมูลบิดเบือนเพิ่มขึ้น บทบาทของสื่อสาธารณะยิ่งมีความสำคัญ และยังมีความจำเป็นต่อสังคมไทย โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต ภัยพิบัติ และการนำเสนอข่าวเชิงลึก อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเข้าถึงผู้ชมได้ จึงเสนอให้ ไทยพีบีเอส กำหนดยุทธศาสตร์ด้าน Audience อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ และออกแบบเนื้อหาแบบ Digital First ตั้งแต่ต้น พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่าภายใน 3 ปี จะเพิ่มสัดส่วนผู้ชมกลุ่มอายุไม่เกิน 35 ปีได้อย่างไร

          “ไทยพีบีเอส ควรปรับจากการวัดผลด้วย เรตติ้ง ไปสู่การวัด Public Impact หรือผลกระทบต่อสาธารณะ เช่น ข่าวหนึ่งชิ้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย การได้รับความช่วยเหลือ หรือทำให้ประชาชนรู้เท่าทันปัญหา พร้อมเปิดเผยผลกระทบจากการดำเนินงานในแต่ละภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม” นายสุทนต์ กล่าว

          นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ กล่าวแสดงความยินดีกับไทยพีบีเอสที่ในปีนี้สามารถทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกำไรไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด เพราะไทยพีบีเอสไม่ใช่สถานีโทรทัศน์ที่มุ่งแข่งขันเพื่อให้ได้เรตติ้งสูงสุด แต่จุดแข็งสำคัญของไทยพีบีเอสคือ “ความน่าเชื่อถือ” โดยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนสะท้อนว่าไทยพีบีเอสได้รับความไว้วางใจในระดับสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง จึงควรรักษาจุดแข็งดังกล่าวและต่อยอดให้เกิดความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

          นายสุนทร กล่าวอีกว่า ไทยพีบีเอสมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวไปได้มากกว่าการเป็นเพียง “ยาสามัญ” สำหรับสังคม แต่ควรพัฒนาไปสู่การเป็น “อาหารไทยที่คนไทยบริโภคทุกวัน” คือเป็นสื่อที่ประชาชนเลือกเปิดรับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และมีส่วนช่วยยกระดับจิตสำนึกสาธารณะของสังคมไทยให้ดียิ่งขึ้น

          ภายหลังการอภิปราย คณะผู้บริหารไทยพีบีเอสได้ชี้แจงและขอบคุณต่อทุกข้อเสนอแนะ พร้อมยืนยันว่าจะนำความคิดเห็นจากสมาชิกวุฒิสภาไปพัฒนาการดำเนินงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเสริมศักยภาพ Thai PBS Verify การขยายเครือข่ายการรู้เท่าทันสื่อในกลุ่มเยาวชนทั่วประเทศ และการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและ AI ควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นอิสระ และการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสื่อสาธารณะไทยพีบีเอส

ไทยพีบีเอส

‘CE-7 MATCH’ ยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจ หลังเลื่อนส่ง ‘ยานฉางเอ๋อ 7’ ออกไปเป็นปีหน้า

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT เผยเลื่อนกำหนดการปล่อยจรวดลองมาร์ช 5 Y14 เพื่อนำส่งยานอวกาศฉางเอ๋อ 7 ขึ้นสู่อวกาศออกไปเป็นปี 2570 ยืนยันอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทย CE-7 MATCH ที่ติดตั้งอยู่กับยานยังคงพร้อมปฏิบัติภารกิจ และเป้าหมายของไทยที่จะไปสำรวจดวงจันทร์ยังคงเดินหน้าต่อ

สืบเนื่องจาก “พายุโซนร้อนนาร์รา” ที่ก่อตัวขึ้นในทะเลจีนใต้ ที่อาจส่งผลต่อมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการปล่อยจรวด จึงยกเลิกการปล่อยในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ตามกำหนดการเดิม ด้วยภารกิจฉางเอ๋อ 7 มีเป้าหมายแตกต่างจากภารกิจฉางเอ๋อก่อนหน้านี้ ในส่วนของยานลงจอดนั้น มีแผนจะลงจอดบริเวณขอบหลุมอุกกาบาตแชคเคิลตัน ใกล้ขั้วใต้ของดวงจันทร์เพื่อค้นหาน้ำแข็งบนพื้นหลุมที่แสงอาทิตย์แทบไม่ส่องถึง ขั้นตอนการลงจอด จำเป็นต้องอาศัยแสงอาทิตย์ส่องให้เห็นพื้นผิวและผลิตพลังงานให้กับแผงโซลาร์เซลล์ จึงต้องมีสภาวะมุมแสงที่เหมาะสมและมีระยะเวลาสว่างต่อเนื่องยาวนานเพียงพอ ซึ่งในช่วงปี 2569 ต่อจากนี้ ไม่เหลือช่วงเวลาที่ทิศทางของแสงเอื้อต่อภารกิจอีกต่อไป เป็นเหตุให้จำเป็นต้องเลื่อนการปล่อยฉางเอ๋อ 7 ออกไปเป็นปีถัดไป

สำหรับอุปกรณ์ CE-7 MATCH หรือ Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope ในภารกิจวิทยาศาสตร์ไทยได้รับการออกแบบให้ยืดหยุ่นต่อช่วงเวลาของภารกิจเนื่องจากตัวอุปกรณ์ ไม่มีแบตเตอรี่ภายในที่ต้องกังวลเรื่องการเสื่อมสภาพจากการเก็บรักษาเป็นระยะเวลานาน และอาศัยพลังงานจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ของตัวยานโคจร จึงไม่มีข้อจำกัดด้านอายุการใช้งานที่ต้องกังวลจากการเลื่อนกำหนดการในครั้งนี้ หลังจากนี้ อุปกรณ์จะถูกถอดออกจากยานตามลำดับและนำไปเก็บรักษาไว้ภายใต้หน่วยงานกำกับขององค์การอวกาศแห่งชาติจีน โดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทยจะยังคงติดตามสถานะของอุปกรณ์และดำเนินการตามขั้นตอนทางวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะถึงวันกำหนดปล่อยอีกครั้ง

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ สดร. กล่าวว่า สำหรับทีมไทย สิ่งที่เรายืนยันได้ในวันนี้คือ CE-7 MATCH ยังคงพร้อมสำหรับการดำเนินภารกิจ การเปลี่ยนกำหนดการปล่อยไม่ได้ส่งผลต่อความพร้อมของอุปกรณ์และความตั้งใจของเรา อุปกรณ์ชิ้นนี้เกิดจากองค์ความรู้และการทำงานของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ การออกแบบ สร้าง ประกอบ และทดสอบ จนพร้อมสำหรับการปฏิบัติงานในอวกาศ

“แม้เราอาจต้องรอวันออกเดินทางนานกว่าที่คาดไว้ แต่ทีมของเรายังคงมีความหวังและพร้อมสำหรับวันที่ CE-7 MATCH จะเดินทางสู่ดวงจันทร์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา NARIT ดำเนินการและขับเคลื่อนโครงการนี้มาอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญสำหรับเราคือความรู้ ประสบการณ์ระหว่างทาง และคนที่เติบโตขึ้นจากภารกิจ สิ่งเหล่านี้จะอยู่กับประเทศไทย และเป็นพื้นฐานให้เราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีและก้าวไปสู่ภารกิจอวกาศที่ท้าทายยิ่งขึ้นในอนาคต” ผู้อำนวยการ สดร. กล่าวและว่า CE-7 MATCH เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ที่ NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมพัฒนา จากโจทย์วิทยาศาสตร์ของนักวิจัยไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการออกแบบ พัฒนา สร้าง ประกอบ และทดสอบโดยทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมของอวกาศ มีเป้าหมายตรวจวัดรังสีคอสมิกหรืออนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ เพื่อเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมด้านรังสีในอวกาศ และสร้างองค์ความรู้สำหรับการสำรวจอวกาศในอนาคต

“คุณค่าของ CE-7 MATCH นั้น เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง การพัฒนาอุปกรณ์ได้สร้างประสบการณ์จริงให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ตั้งแต่การพัฒนาโจทย์วิทยาศาสตร์ไปจนถึงการสร้างอุปกรณ์สำหรับภารกิจสำรวจดวงจันทร์ รวมถึงการพัฒนากระบวนการทำงานและมาตรฐานสำหรับภารกิจอวกาศ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่นำกลับมาต่อยอดการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและบุคลากรของประเทศไทยได้ในระยะยาว” ดร. วิภู กล่าวเสริม

ดร.พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ วิศวกรวิจัย NARIT และหัวหน้าวิศวกรพัฒนาอุปกรณ์ CE-7 MATCH กล่าวว่า ทีมงานทุกคนเข้าใจถึงเป้าหมายและปัจจัยความเสี่ยงของภารกิจอวกาศ ระหว่างนี้จะเดินหน้าทำงานต่อทั้งโครงการ CE-8 ALIGN และพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านวิศวกรรมอวกาศห้วงลึกในประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้และร่วมพัฒนางานด้านอวกาศ แม้ต้องรอออกไปอีกระยะหนึ่ง แต่ทีมงานยังมีกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะพาอุปกรณ์ของไทยไปดวงจันทร์ให้ได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เราได้เรียนรู้เส้นทางสู่ดวงจันทร์ผ่านกลศาสตร์วงโคจรและคณิตศาสตร์ขั้นสูง ซึ่งในแง่ขององค์ความรู้ ถือว่าเราได้ไปถึงดวงจันทร์แล้ว

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติจะติดตามสถานะและความพร้อมของ CE-7 MATCH อย่างต่อเนื่อง และจะนำมาแจ้งให้ประชาชนทราบเป็นระยะผ่านช่องทางของ NARIT ต่อไป

CE-7 MATCHnaritยานฉางเอ๋อ 7

ปส.เสริมแกร่งบุคลากร ผ่านหลักสูตร RSSM สร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านนิวเคลียร์และรังสี

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร “การบริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี (Radioactive Source Security Management: RSSM)” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 1 ชั้น 2 ปส. เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะด้านการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีให้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการ ปส. กล่าวว่า การสร้างความมั่นคงปลอดภัยด้านวัสดุกัมมันตรังสีจำเป็นต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ ความตระหนัก และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะบุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล การใช้ และการบริหารจัดการวัสดุกัมมันตรังสี การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถรองรับความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีในอนาคต

สำหรับหลักสูตร RSSM มุ่งพัฒนาศักยภาพด้านความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสี เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่เหมาะสมด้านความมั่นคง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวคิด เพื่อร่วมสร้างวัฒนธรรมความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี โดยเนื้อหาครอบคลุมความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวัสดุกัมมันตรังสี การประเมินภัยคุกคามและความเสี่ยง ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระบบและการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนมาตรการลดความเสี่ยงและการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี โดยมีผู้เข้าร่วมการอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปส. สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน จำนวนทั้งสิ้น 30 คน นอกจากนี้ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมยังได้ศึกษาดูงานเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย ณ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อเสริมประสบการณ์จากสถานที่จริงและเชื่อมโยงองค์ความรู้จากการฝึกอบรมสู่การปฏิบัติ

การจัดหลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรทางด้านนิวเคลียร์หลักสูตรแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน ISO29993 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปส. ในการพัฒนาบุคลากรและยกระดับระบบการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยวัสดุกัมมันตรังสีของประเทศ ให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีอย่างปลอดภัย มั่นคง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศต่อไป

นิวเคลียร์และรังสีปส.หลักสูตร RSSM

BDI เร่งปั้นบุคลากรรัฐ–เอกชนผ่าน LEAD NEXT เปลี่ยน Data & AI เป็นเครื่องมือตัดสินใจ ขับเคลื่อนองค์กรสู่ Data-Driven Organization

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) หรือ BDI ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เดินหน้ายกระดับศักยภาพผู้นำรับยุค AI First หลัง Data & AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานและการตัดสินใจขององค์กร มุ่งเสริมศักยภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์และขับเคลื่อนองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดสร้างผู้นำรุ่นแรกกว่า 50 คน ผ่านหลักสูตร “LEAD NEXT: Hands-on Big Data & AI for Next-Level Future Leaders” จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เสริมทักษะการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI ผ่านการลงมือปฏิบัติกับโจทย์จริง ควบคู่กับการสร้างวัฒนธรรมและการกำกับดูแลข้อมูลอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้นำองค์ความรู้ไปต่อยอดกับบริบทขององค์กร และวางรากฐานสู่ Data-Driven Organization

ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการ BDI กล่าวว่า BDI ออกแบบหลักสูตร LEAD NEXT สำหรับผู้บริหารระดับต้นถึงระดับกลาง ตลอดจนบุคลากรศักยภาพสูง เพื่อสร้างความเข้าใจด้าน Big Data และ AI ตั้งแต่พื้นฐาน ไปจนถึงการเลือกใช้และประยุกต์ใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับบริบทการทำงานจริง โดยตลอดการอบรมทั้ง 4 วัน ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ผ่านแนวคิด Hands-on Experience ที่เน้นการลงมือใช้เครื่องมือจริง ควบคู่กับ Real-World Use Cases จากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับโจทย์และความท้าทายขององค์กร ตั้งแต่การวิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูล การใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการทำความเข้าใจแนวโน้ม AI และเทคโนโลยีที่ผู้บริหารควรรู้

หนึ่งในทักษะสำคัญของหลักสูตร LEAD NEXT คือ การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นข้อมูลเชิงลึกและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการเรียนรู้ด้าน Business Intelligence, Dashboard และ Data Storytelling เพื่อให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ มองเห็นประเด็นสำคัญ และสื่อสารข้อมูลที่ซับซ้อนให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น นำไปสู่การตัดสินใจที่รวดเร็วและมีข้อมูลรองรับ นอกจากนี้ ผู้เข้าอบรมยังได้ทดลองใช้ Generative AI ผ่าน Workshop จากโจทย์การทำงานจริง ฝึกแนวทางการเขียน Prompt และเลือกใช้เครื่องมือ AI ให้เหมาะสมกับงาน รวมถึงเรียนรู้ Agentic AI ตั้งแต่แนวคิดของ AI Agent การออกแบบให้สอดคล้องกับกระบวนการทำงานในองค์กร ไปจนถึงการสร้างต้นแบบ AI Agent Solution เพื่อเปิดมุมมองและโอกาสในการนำ AI ไปยกระดับกระบวนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร

“ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่ Data-Driven Organization ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หลักสูตรจึงให้ความสำคัญกับ “คนและวัฒนธรรมองค์กร” ผ่านแนวทางการพัฒนาทีม Data & AI การเสริมสร้าง Data Literacy และ AI Literacy การบริหารการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการสร้าง Data-Driven Culture เพื่อให้ผู้บริหารสามารถเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันการใช้ข้อมูลและ AI ให้เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญ คือ การสร้างความเข้าใจด้านการบริหารจัดการและใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ ผ่านเนื้อหา Data Governance, Data Ownership, Data Sharing, PDPA, AI Regulation และ Risk Management เพื่อให้ผู้บริหารตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบในการจัดการข้อมูล การแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างปลอดภัย ตลอดจนข้อกำหนดและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลและ AI มาใช้ในองค์กร” ผู้อำนวยการ BDI กล่าวและว่า นอกเหนือจากองค์ความรู้และการลงมือปฏิบัติ LEAD NEXT ยังเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ ระหว่างผู้บริหารและบุคลากรจากหลากหลายองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการนำข้อมูลและเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้กับบริบทที่แตกต่างกัน พร้อมสร้างเครือข่ายที่สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือในอนาคต  การสำเร็จหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นแรก จึงไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการอบรมแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำองค์ความรู้ เครื่องมือ และประสบการณ์ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร ตั้งแต่การเปลี่ยนข้อมูลให้เป็น Insight การใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและสนับสนุนการตัดสินใจ ไปจนถึงการสร้างทีมและวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ AI อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานความรับผิดชอบ

“หลักสูตรนี้ จึงสะท้อนบทบาทของ BDI ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและผู้นำองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในยุค AI First โดยมุ่งยกระดับจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยี” สู่ “ผู้นำที่สามารถใช้เทคโนโลยีสร้างการเปลี่ยนแปลง” พร้อมผลักดันการนำ Big Data และ AI ไปสร้างผลลัพธ์จากการทำงานจริง ยกระดับการตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล และวางรากฐานสู่การเป็น องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Organization) อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ธีรณี กล่าวสรุป

ทั้งนี้ BDI เตรียมเปิดรับสมัครหลักสูตร LEAD NEXT รุ่นถัดไปในปี 2570 สำหรับผู้บริหารและบุคลากรที่ต้องการพัฒนาศักยภาพด้าน Big Data และ AI ผ่านการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง เพื่อนำองค์ความรู้และเครื่องมือไปประยุกต์ใช้กับการทำงานและต่อยอดการพัฒนาองค์กร ผู้สนใจเข้าร่วมอบรมหลักสูตร LEAD NEXT สามารถติดตามรายละเอียดและการเปิดรับสมัครได้ที่ https://bdi.or.th/lead-next/ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง LINE OA: BDI Service https://lin.ee/X5ugXVr หรือโทร. 02-480-8833 ต่อ 9579 

BDILEAD NEXT

ไทยประกันชีวิต คว้า 2 รางวัล Insurance Asia Awards 2026

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:49 น.

บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รับ 2 รางวัลระดับภูมิภาคเอเชียจากเวที Insurance Asia Awards 2026 ตอกย้ำความโดดเด่นในการขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การพัฒนา “คน” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตขององค์กร และการสร้างสรรค์ “นวัตกรรมการดำเนินธุรกิจ” ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาผสานกับการดูแลด้วยหัวใจ เพื่อยกระดับประสบการณ์และส่งมอบคุณค่าที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าอย่างแท้จริง โดยไทยประกันชีวิตได้รับรางวัล Employee Engagement Initiative of the Year – Thailand” จากโครงการ “School of Get” และรางวัล Service Innovation of the Year – Thailand” จากการพัฒนาแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต (TLI Application) ทั้งนี้ งานมอบรางวัล Insurance Asia Awards 2026 จัดโดยนิตยสาร Insurance Asia สื่อชั้นนำด้านธุรกิจประกันภัยจากประเทศสิงคโปร์ เพื่อยกย่ององค์กรที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมประกันภัยในภูมิภาคเอเชีย

สำหรับรางวัล Employee Engagement Initiative of the Year – Thailand สะท้อนความสำเร็จของ School of Get” โครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด Lifelong Learning ที่มุ่งเปลี่ยนการเรียนรู้ภายในองค์กรให้เป็น “Feel Good Experience” ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ที่เติมเต็มทั้งความสุขในการทำงานและการใช้ชีวิต โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมทักษะสำคัญสำหรับโลกยุคใหม่ ควบคู่กับกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทยประกันชีวิตอย่างรอบด้าน เพื่อเสริมความพร้อมในการรับมือและปรับตัวท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ตลอดจนเปิดโอกาสให้บุคลากรสามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างมั่นคง และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนไทยประกันชีวิตสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ขณะที่รางวัล Service Innovation of the Year – Thailand ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไทยประกันชีวิตในการพัฒนาบริการภายใต้แนวคิด การดูแลลูกค้าด้วยหัวใจ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนา แอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต (TLI Application) ให้เป็นมากกว่าช่องทางการทำธุรกรรมด้านประกันชีวิต แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการดูแลและบริการให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายในทุก Life Stage, Life Event และ Lifestyle ของลูกค้า ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมด้านประกันชีวิต อาทิ การชำระเบี้ยประกันภัย การติดตามสถานะการพิจารณารับประกันภัย การยื่นเคลมสินไหมที่ลูกค้าสามารถยื่นเอกสารเคลมผ่านแอปพลิเคชัน ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลทั้งผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) การใช้สิทธิลดหย่อนภาษี รวมถึงบริการ รับเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถรับเอกสารสำคัญผ่านทางอีเมลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย หมดกังวลกับปัญหาเอกสารสูญหาย พร้อมสนับสนุนการลดการใช้กระดาษ  รวมถึงการเข้าถึงบริการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การลงทะเบียนบริการไทยประกันชีวิตฮอตไลน์ บทความด้านสุขภาพ กิจกรรมด้านการดูแลสุขภาพ สิทธิพิเศษจากไทยประกันชีวิต Privilege เป็นต้น

นอกจากนี้ ไทยประกันชีวิตยังได้พัฒนาฟีเจอร์ของแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต เพื่อมอบการดูแลสุขภาพอย่างครบวงจร ผ่านบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ บริการปรึกษาเภสัชกรออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงบริการพิเศษ “ไทยประกันชีวิต HEALTH CARE SOLUTIONS” เพื่อลูกค้าไทยประกันชีวิต ครอบคลุมการดูแลและตอบทุกความต้องการเรื่องสุขภาพ อำนวยความสะดวกในทุกสถานการณ์ เชื่อมต่อทุกโมเมนต์สุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นยามปกติ กังวลใจเมื่อเจ็บป่วย ต้องการที่ปรึกษา หรือยามฉุกเฉิน ดูแลครบวงจร ให้คุณอุ่นใจในทุกเวลา

การได้รับ 2 รางวัลจาก Insurance Asia Awards 2026 จึงไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จในแต่ละด้าน หากยังแสดงถึงแนวทางการขับเคลื่อนองค์กรของไทยประกันชีวิตที่เชื่อมโยง “People Experience” สู่ “Customer Experience” โดยเริ่มจากการสร้างบุคลากรที่มีทักษะ มีศักยภาพ และพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ก่อนต่อยอดสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการที่เข้าใจความต้องการและพร้อมดูแลลูกค้าด้วยหัวใจอย่างแท้จริง

InsuranceAsiaAwards2026ไทยประกันชีวิต

เด็กสมุทรสาคร สะท้อนคิดผ่านเลนส์ เมื่อการสร้างคอนเทนต์ ต้องเริ่มต้นด้วย “จริยธรรม”

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:45 น.

ในยุคที่คอนเทนต์แข่งกันด้วยยอดวิว ครีเอเตอร์หลายคนอาจต้องทำทุกทางเพื่อให้คนหยุดดู ตั้งแต่หยิบเรื่องขัดแย้งมาขยาย ใช้ความรุนแรงเรียกอารมณ์ ไปจนถึงจัดฉากสร้างกระแสบนโลกออนไลน์ เมื่อสิ่งเหล่านี้ปรากฏซ้ำ ๆ บนหน้าจอและถูกส่งต่ออย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่าคิดไม่ใช่เพียงว่าคลิปไหนจะดัง แต่คือเด็กและเยาวชนกำลังเรียนรู้อะไรจากสิ่งที่พวกเขาดูอยู่ทุกวัน และเมื่อคนทำคอนเทนต์มีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของผู้ชมมากขึ้น “จริยธรรม” จึงกลายเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรถูกมองข้าม

(จากซ้าย) นายชาญ เธียรกาญจนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิ๊ก คาเมร่า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย

กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย จึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างทักษะควบคู่กับวิธีคิดให้กับคนรุ่นใหม่ โดยจับมือร่วมกับ BIG CAMERA จัดกิจกรรม “Young รักษ์สมุทรสาคร” ภายใต้โครงการ Panasonic Cares ปีที่ 4 เพื่อเปิดพื้นที่ให้เยาวชนจาก 8 โรงเรียนในจังหวัดสมุทรสาคร ก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนในการผลิตคอนเทนต์สารคดี เพื่อร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชุมชนในจังหวัดสมุทรสาคร พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อป เรียนรู้และซึมซับประสบการณ์จริงอย่างใกล้ชิดจาก ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพชื่อดังจากวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย โดยตลอดกิจกรรม พานาโซนิคให้การสนับสนุนกล้องถ่ายภาพดิจิทัลพร้อมเลนส์คุณภาพสูงจาก LUMIX แก่เยาวชนทั้ง 8 ทีม ได้ใช้ถ่ายทำจริง พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากทีม Lumix Thailand มาร่วมให้คำแนะนำการใช้งานกล้องในระดับมืออาชีพ พร้อมด้วยกาสนับสนุนอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ จาก BIG CAMERA เพื่อการผลิตคอนเทนต์คุณภาพสูง ทั้งยังนำทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคการถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ การเก็บบันทึกเสียง โดยมี Creator มืออาชีพ มาช่วยถ่ายทอดเทคนิคการเก็บบันทึกเสียง ไปจนถึงหลักการผลิตสื่อสารคดี และให้น้อง ๆ ได้ฝึกคิด ฝึกถ่าย และฝึกเล่าเรื่องราวของท้องถิ่นผ่านมุมมองของตัวเอง พร้อมเรียนรู้การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ มีจริยธรรม และรับผิดชอบต่อเรื่องราวที่ส่งต่อสู่สังคมอย่างยั่งยืน

ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพจากวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย (ที่ 5 จากซ้าย) พร้อมด้วย ทีม LUMIX Thailand

คิดก่อนสร้าง เล่าอย่างรับผิดชอบ จาก Engagement สู่ความถูกต้อง

ทีม D-FYNT (ดี-ไฟท์)

น้อง ๆ ทีม D-FYNT (ดี-ไฟท์) จากโรงเรียนกระทุ่มแบนวิเศษสมุทคุณ นำโดย เฟิร์ส–จิรัชยา กล่ำเสือ อายุ 15 ปี ได้เล่าถึงแนวทางการทำสื่ออย่างรับผิดชอบว่า การสร้างคอนเทนต์ที่ดีควรเริ่มตั้งแต่การวางแผน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดประเด็น แบ่งหน้าที่ หรือวางภาพที่จะถ่าย ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการค้นคว้าและตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอ โดยเฉพาะในยุคที่  คอนเทนต์สามารถถูกส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว เพราะแม้ Engagement จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำคอนเทนต์ แต่ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือควรมาก่อน เพื่อไม่ให้สิ่งที่เราสื่อสารออกไปทำให้คนดูเข้าใจผิด

หลังจากได้เรียนรู้ทั้งการใช้กล้อง การถ่ายทำ และการผลิตสื่อสารคดี ทีม D-FYNT มองว่ากระบวนการทำคอนเทนต์มีรายละเอียดมากกว่าที่เห็น และสามารถนำความรู้ไปต่อยอดได้อีกหลายทาง ทั้งการถ่ายภาพ การทำหนังสั้น หรือการทำคอนเทนต์ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงอาชีพที่สนใจในอนาคตอย่างช่างภาพ ผู้กำกับ คนเขียนบท Influencer หรือ YouTuber โดยสิ่งที่อยากยึดไว้ในการทำงานคือการสร้างเรื่องราวให้น่าสนใจไปพร้อมกับการรักษาความจริง และความน่าเชื่อถือของสิ่งที่กำลังจะส่งต่อให้ผู้ชม

ถ่ายอย่างไรให้เคารพ เมื่อเรื่องราวของคนอื่นไม่ได้เป็นเพียงภาพที่เราหยิบมาเล่า

ทีมหลักสองฟิล์ม

น้อง ๆ ทีมหลักสองฟิล์ม จากโรงเรียนหลักสองส่งเสริมวิทยา นำโดย จู–กาญจนา อุปพันธ์พงศ์ชัย อายุ 17 ปี ได้เล่าถึง การทำคอนเทนต์อย่างรับผิดชอบว่า เมื่อเข้าไปถ่ายทำในชุมชน สิ่งที่คนทำสื่อต้องคิดถึงไม่ได้มีเพียงว่าจะเล่าเรื่องอย่างไรให้น่าสนใจ แต่ต้องเคารพคนที่อยู่ในเรื่องราวด้วย ตั้งแต่การขออนุญาตก่อนถ่ายทำ ไปจนถึงการคำนึงว่าบุคคลที่ปรากฏในภาพยินยอมให้เปิดเผยตัวตนหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อภาพหรือคลิปนั้นจะถูกนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพราะคอนเทนต์หนึ่งชิ้นอาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับคนทำ แต่ยังส่งผลต่อความเป็นส่วนตัวและความรู้สึกของคนอื่นได้ด้วย

สิ่งที่ทีมได้จากกิจกรรมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงทักษะการถ่ายทำ แต่ยังเป็นการเรียนรู้ที่จะทำงานกับผู้คนอย่างเข้าใจและรับผิดชอบ   ทั้งการทำงานเป็นทีม การคิดวิเคราะห์ การสัมภาษณ์ และการตัดสินใจหน้างาน ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดด้านการสื่อสารในอนาคต โดยทีมอยากพัฒนาตัวเองเป็นครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างคอนเทนต์ให้น่าสนใจและสร้างสรรค์ ขณะเดียวกันก็เคารพสิทธิของผู้อื่น เพื่อให้การเล่าเรื่องของตัวเองไม่กลายเป็นการสร้างผลกระทบให้กับคนที่อยู่ในเรื่อง

เมื่อคอนเทนต์มีอิทธิพลต่อสังคม ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ กับความรับผิดชอบต่อสิ่งที่สื่อสาร

ทีม S.ch Creator

และสุดท้าย น้อง ๆ ทีม S.ch Creator จากโรงเรียนสมุทรสาครวุฒิชัย นำโดย เลิฟ–จิรายุ สุจริต อายุ 16 ปี มองว่าครีเอเตอร์    ในวันนี้มีอิทธิพลต่อคนดู โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เพราะสิ่งที่เห็นจากคอนเทนต์สามารถถูกนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และบางครั้งอาจนำไปสู่การเลียนแบบพฤติกรรมได้ ดังนั้นการสร้างคอนเทนต์จึงควรคำนึงถึงความเหมาะสมของผู้ชมแต่ละช่วงวัย รวมถึงความพอดีของเนื้อหา ไม่ควรให้ยอด Engagement กลายเป็นเป้าหมายที่ต้องแลกกับคุณภาพหรือความรับผิดชอบ เพราะหากคอนเทนต์ชักจูงผู้ชมไปในทางที่ไม่เหมาะสม ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจมากกว่ายอดวิวที่ได้รับ

ห่าน–สิทธิพงษ์ กองทอง ผู้กำกับภาพจากวงการซีรีส์และภาพยนตร์ไทย

จากกิจกรรมครั้งนี้ ทีมได้เห็นกระบวนการทำคอนเทนต์ตั้งแต่การวาง Storyboard ไปจนถึงการคิดว่าจะเล่าเรื่องอย่างไรให้คนดูติดตาม และทำให้เห็นว่ากว่าคลิปหนึ่งคลิปจะออกมาสมบูรณ์ต้องผ่านรายละเอียดมากกว่าที่คิด หากวันหนึ่งได้เป็นครีเอเตอร์ที่มีผู้ติดตามและมีเสียงของตัวเองในสังคม ทีมอยากใช้พื้นที่นั้นในการเล่าเรื่องวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชน เพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่รอบตัว และใช้การทำคอนเทนต์เป็นอีกทางหนึ่งในการส่งต่อเรื่องราวและการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชุมชน

ทั้งนี้ แม้เวิร์กช็อปในห้องเรียนจะจบลงแล้ว แต่เรื่องราวของน้อง ๆ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น เพราะหลังจากนี้เยาวชนจากทั้ง 8 โรงเรียนจะนำทักษะและองค์ความรู้ที่ได้รับไปลงพื้นที่จริง เพื่อค้นหาเรื่องราวของชุมชนและถ่ายทอดออกมาเป็นสารคดีสั้น

ก่อนประชันผลงานบนเวทีประกวดในวันที่ 5 กันยายน 2569 แล้วมาดูกันว่า เมื่อเรื่องราวของสมุทรสาครถูกเล่าผ่านสายตาของคนรุ่นใหม่ จะมีมุมไหนที่ชวนให้เราได้เห็นและมองชุมชนแห่งนี้ในมุมใหม่ ติดตามผลงานและความเคลื่อนไหวของกิจกรรมได้ที่ Facebook: Lumix Thailand และ Panasonic Thailand

BIGCAMERAYoungรักษ์สมุทรสาครบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย

‘มิ้ลค์ – พรรษา วอสเบียน’ แขกพิเศษ Onitsuka Tiger เปิด Global Flagship Store แห่งใหม่ใหญ่ที่สุดในโลก

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:06 น.

Onitsuka Tiger (โอนิซึกะ ไทเกอร์) เปิด Global Flagship Store แห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ในย่านชินจูกุ กรุงโตเกียว โดยมีแขกคนสำคัญบินลัดฟ้าร่วมงาน อาทิ มิ้ลค์ – พรรษา วอสเบียน และ เจโน่ (JENO) – แจมิน (JAEMIN) แห่งวง NCT JNJM

คอนเซ็ปต์ของการเล่าเรื่องราวแบบแนวตั้ง (Vertical Narrative) ถูกวางเป็นหัวใจสำคัญของตัวร้าน ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ผสมผสาน สีสัน และศิลปะการดีไซน์แบบตะวันออกของญี่ปุ่น และตะวันตกอย่างอิตาลีเข้าไว้ด้วยกัน ภายในร้านแต่ละชั้นได้นำเสนอการเลือกสรรวัสดุและการตกแต่งที่แตกต่างกันออกไป นำพาให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษที่ถ่ายทอดถึงความเป็นมาของแบรนด์

จากอาคารทั้งหมดสี่ชั้นในบริเวณพื้นที่ 1,837 ตารางเมตร ภายในร้านได้รวบรวมสินค้าทั้งหมดในพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ไว้ในที่แห่งเดียว ไม่ว่าจะเป็น เฮอริเทจ (Heritage) สินค้าที่ได้รับการตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัยจากดีไซน์ดั้งเดิมของ Onitsuka Tiger, คอนเทมโพรารี (Contemporary) คอลเล็กชั่นที่มีการแสดงในงาน Milan Fashion Week ของ ONITSUKA TIGER และ ฟอร์มาลิตี (Formality) รองเท้าทรงสุภาพจากแบรนด์ THE ONITSUKA

ขณะที่ Onitsuka Tiger ยังคงมุ่งหมายให้ร้านค้าของแบรนด์เป็นสถานที่ที่ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์ผ่านคุณค่าและเรื่องราวของแบรนด์ ร้าน Global Flagship Store แห่งใหม่และเป็นแห่งที่ใหญ่ที่สุดนี้จึงได้ควบรวมมรดกของแบรนด์เข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ ผ่านการนำเสนอกลุ่มสินค้าทั้งหมดของแบรนด์ไว้ ณ สถานที่แห่งเดียวกัน ซึ่งพร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ของทางแบรนด์ให้กับผู้มาเยือนจากทั่วโลก

OnitsukaTigerพรรษาวอสเบียน

รมว. ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ผนึกพลังดีไซเนอร์เผยแพร่ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ ยกระดับสู่เวทีโลก

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:04 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เดินหน้าแคมเปญ “ชุดไทย (CHUD THAI)”  ร่วมหารือและพูดคุยกับดีไซเนอร์ ห้องเสื้อ และผู้ประกอบการด้านผ้าและสิ่งทอชั้นนำของไทย   เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและรวมพลังขับเคลื่อน “ชุดไทยพระราชนิยม” และ “ชุดไทยพระราชทาน” ให้เป็นมากกว่าเครื่องแต่งกายประจำชาติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ช่างทอ เกษตรกร ผู้ผลิตผ้า นักออกแบบ ช่างตัดเย็บ ไปจนถึงตลาดผู้บริโภค เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมให้เกิดทั้งคุณค่าและมูลค่า สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก

ดีไซเนอร์ และเจ้าของห้องเสื้อ นำโดย  นายธีระพันธ์ วรรณรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (การออกแบบแฟชั่น) พุทธศักราช 2562 ห้องเสื้อธีระพันธ์, ห้องเสื้อเธียเตอร์, ห้องเสื้อแอตเตอลิเยร์ พิจิตรา, ห้องเสื้อภา, ห้องเสื้อเพชร บูติก, ห้องเสื้อ Glam Gold Label, ห้องเสื้อ Forgetmenot, ห้องเสื้อ Milan, ร้านนภัสสร ปริ๊นเซส, ร้านพาหุรัดดอทคอม, แบรนด์ Chai Gold Label, แบรนด์ ASAVA, แบรนด์ ISSUE, แบรนด์ Surface, แบรนด์ Finale Wedding Studio, แบรนด์ Miss Saturday, ค้ำคูณแกลเลอรี่, อัคราแกลเลอรี่ และวิเสฏฐ์อาภรณ์ พร้อมด้วย นางโชติกา อัครกิจโสภากุล อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และคณะที่ปรึกษาโครงการชุดไทยพระราชนิยมและผ้าไทย ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมานนายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์, นายวิชระวิชญ์ อัครสันติสุข, ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ และนายกุลวิทย์ เลาสุขศรี

“ชุดไทยพระราชนิยม” เป็นชื่อเรียกเครื่องแต่งกายแบบไทยของสตรี ซึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มให้มีการศึกษาและค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยในสมัยต่าง ๆ และออกแบบเพื่อทรงใช้เป็นฉลองพระองค์ ในโอกาสโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2503

ส่วนเครื่องแต่งกายสำหรับบุรุษ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทาน “ชุดพระราชทาน” หรือเสื้อไทยพระราชทาน เมื่อปี 2523 ให้เป็นเครื่องแบบข้าราชการและใช้แทนชุดสากลสำหรับบุรุษได้ เพื่อความประหยัดและเหมาะสมกับสภาพอากาศของประเทศไทย จนกลายเป็นเอกลักษณ์

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มองว่า เมื่อชุดไทยได้รับการออกแบบและตัดเย็บอย่างถูกต้อง พร้อมประยุกต์ให้ร่วมสมัย จะช่วยเพิ่มการใช้ผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้ายก และผ้าทอพื้นถิ่น สร้างความต้องการในตลาดและกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนผู้ผลิต

“กระทรวงฯ จะเดินหน้าแคมเปญ “ชุดไทย (CHUD THAI)” ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างการรับรู้ในประเทศและต่างประเทศ เปิดพื้นที่ให้ดีไซเนอร์นำอัตลักษณ์ชุดไทยมาต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ พร้อมขยายโอกาสทางตลาดให้แก่งานฝีมือไทย เป้าหมายคือ เปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมให้เกิดทั้งคุณค่าและมูลค่า สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์วัฒนธรรมไทยสู่เวทีโลก”

ปัจจุบัน “ชุดไทยพระราชนิยม” ได้รับการขึ้นบัญชีเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติแล้ว และไทยได้เสนอรายการ “Chud Thai : The Knowledge, Craftsmanship and Practices of The Thai National Costume” ต่อยูเนสโก โดยมีกำหนดเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมช่วงเดือนธันวาคม 2569

ชุดไทยพระราชนิยมซาบีดาไทยเศรษฐ์