เช็คเรตติ้งปี’69 โพลชี้‘เท้งนำ-หนูจี้ติด’ แนะฝ่ายค้านเลิกโวหาร

เช็คเรตติ้งปี’69  โพลชี้‘เท้งนำ-หนูจี้ติด’  แนะฝ่ายค้านเลิกโวหาร

เช็คเรตติ้งปี’69 โพลชี้‘เท้งนำ-หนูจี้ติด’ แนะฝ่ายค้านเลิกโวหาร

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นิด้าโพลเช็คเรตติ้งการเมืองปี’69 พบคนยังหนุน “เท้ง-ณัฐพงษ์” นั่งนายกฯอันดับหนึ่ง ขณะที่ “อนุทิน” จี้ติดมาเป็นที่สอง ด้านสวนดุสิตระบุดัชนีการเมือง มีนาคมร่วงทุกตัวชี้วัด เผยแก้ปัญหาความยากจนได้คะแนนต่ำสุดสะท้อนผลการบริหารของรัฐบาลท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางพร้อมจี้ฝ่ายค้านหาทางออกร่วมกันดีกว่าโต้คารมโวหารชิงความได้เปรียบทางการเมือง

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น“นิด้าโพล”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “การสำรวจคะแนนนิยมทางการเมืองรายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 19-24 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,500 หน่วยตัวอย่าง

จากการสำรวจเมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 30.60 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)อันดับ 2 ร้อยละ 29.40 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)อันดับ 3 ร้อยละ 10.92 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)อันดับ 4 ร้อยละ 8.20 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

ส่วนอันดับ 5 ร้อยละ 8.08 ระบุว่าเป็น นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (พรรคเพื่อไทย)อันดับ 6 ร้อยละ 2.64 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)อันดับ7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย) อันดับ 8 ร้อยละ 1.56 ระบุว่าเป็น นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี)อันดับ 9 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)เป็นต้น

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงพรรคการเมืองที่ประชาชนจะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 35.80 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชนอันดับ 2 ร้อยละ 26.60 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย อันดับ 3 ร้อยละ 12.04 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทยอันดับ 4 ร้อยละ 11.64 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์ อันดับ 5 ร้อยละ 4.60 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้

อันดับ 6 ร้อยละ2.44 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ อับดับ 7 ร้อยละ 1.76 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติอับดับ 8 ร้อยละ 1.28 ระบุว่าเป็น พรรคไทยภักดี อับดับ 9 ร้อยละ 1.24 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทยร้อยละ 2.32 ระบุอื่นๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคเสรีรวมไทย พรรคพลังประชารัฐ พรรคประชาชาติ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคโอกาสใหม่ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชนและร้อยละ 0.28 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ขณะที่ สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมีนาคม 2569” กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 2,181 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 24-27 มีนาคม 2569 พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนมีนาคม เฉลี่ย 3.89 คะแนนลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ได้ 4.30 คะแนน

ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน ได้คะแนนเฉลี่ย 4.35คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือการแก้ปัญหาความยากจน ได้คะแนนเฉลี่ย 3.49 คะแนนทั้งนี้กระทรวงที่ประชาชนคาดหวังการทำงานมากที่สุดคือกระทรวงพลังงาน ร้อยละ 34.20 รองลงมาคือ กระทรวงพาณิชย์ร้อยละ 20.84

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า คะแนนดัชนีการเมืองไทยลดลงสะท้อนผลจากการบริหารงานของรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานโลก แม้รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง แต่ภาพรวมยังเป็นเพียงการประคองสถานการณ์มากกว่าการแก้ปัญหาในภาพกว้าง

“เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเพิ่มความกังวลและลดความเชื่อมั่นต่อการบริหารของภาครัฐในภาวะวิกฤติคะแนนที่ลดลงในทุกตัวชี้วัดของเดือนนี้จึงเป็นผลจากการรับมือของรัฐบาลด้วยการให้ประชาชนแบกรับภาระค่าใช้จ่าย”ดร.พรพรรณ กล่าว

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตร์ โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า จากผลการสำรวจพบว่าดัชนีทุกตัวมีตัวเลขที่ลดลงต่ำกว่าเดือนกุมภาพันธ์ทั้งหมดและเป็นที่น่าสังเกตว่า ประชาชนให้คะแนนดัชนีแต่ละตัวส่วนใหญ่ไม่ถึง 5 จากคะแนนเต็ม 10 มาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568

ทั้งนี้หากเรียงลำดับจากมากไปน้อยจะพบว่า ผลงานของฝ่ายค้านได้คะแนนมากที่สุด 4.35 แต่ก็ลดลงจากเดือนธันวาคม 2568 ที่เคยทำได้ถึง 4.45 ขณะที่การแก้ปัญหาความยากจนซึ่งเป็นประเด็นใหญ่และเป็นนโยบายการหาเสียงของทุกพรรคการเมืองในช่วงเลือกตั้งกลับได้คะแนนเพียง 3.49

ขณะที่กระทรวงพลังงานได้รับความคาดหวังมากที่สุดจากประชาชนสะท้อนให้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนภายในประเทศ ณ เวลานี้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนและควรพูดความจริงกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมาถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอธิบายถึงแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน

“ฝ่ายค้านเองก็ควรแสดงบทบาทในการแสวงหาทางออกร่วมกับรัฐบาลมากกว่าการโต้คารมโวหารเพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง โดยเอาประชาชนที่กำลังเดือดร้อนมาเป็นตัวประกันซึ่งท้ายที่สุดแล้วประเทศไทยก็ไม่ต่างอะไรกับรัฐที่ล้มเหลวในภาวะสงคราม” ผศ.ยอดชาย ระบุ

ไทยคู่ฟ้า แจงยิบ เปิดความจริง ราคาน้ำมันไทย ทำไมต้องอิงสิงคโปร์

ไทยคู่ฟ้า แจงยิบ เปิดความจริง ราคาน้ำมันไทย ทำไมต้องอิงสิงคโปร์

ไทยคู่ฟ้า แจงยิบ เปิดความจริง ราคาน้ำมันไทย ทำไมต้องอิงสิงคโปร์

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.24 น.

ไทยคู่ฟ้า แจงยิบ เปิดความจริง ราคาน้ำมันไทย ทำไมต้องอิงสิงคโปร์

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 เพจไทยคู่ฟ้า โพสต์ข้อความเรื่อง “เปิดความจริง “ราคาน้ำมันไทย” ทำไมต้องอิงสิงคโปร์ !?!” เนื้อหาระบุว่า “ราคาน้ำมัน” หน้าปั๊มที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากปัจจัยเดียว แต่เป็นราคาที่เกิดจากห่วงโซ่การผลิตของน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำ – ปลายน้ำ ซึ่งมติ ครม. เมื่อปี 2534 ได้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เป็นไปตามกลไกการค้าเสรีสะท้อนต้นทุนแท้จริง เพื่อให้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันราคาน้ำมันจึงเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามตลาดโลก

โครงสร้างราคาน้ำมัน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1. ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ; ราคา ณ โรงกลั่น ภาษีสรรพาสามิต ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และภาษีมูลค่าเพิ่ม 2. ราคาขายปลีก ; ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ค่าการตลาด และภาษีมูลค่าเพิ่ม

ราคา ณ โรงกลั่น หรือ ราคาต้นทุนเนื้อน้ำมัน

แม้ไทยจะมีการกลั่นน้ำมันเองในประเทศ แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบมากถึง 90% และมีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปบางส่วนด้วย ราคาน้ำมันสำเร็จรูปของไทย จึงมีต้นทุนสอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยคำนวณอ้างอิงจากตลาดกลางของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งก็คือ “ตลาดสิงคโปร์” หนึ่งในศูนย์กลางการค้าน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของโลก ที่อยู่ใกล้ไทยมากที่สุด ทำให้ต้นทุนเนื้อน้ำมันของไทยต่ำ เพราะค่าขนส่งถูกที่สุด

การอ้างอิงนั้น ใช้ดัชนี “Mean of Platts Singapore หรือ MOPS” ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในการซื้อขาย ไม่ใช่ราคาที่สิงคโปร์ หรือ ประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นผู้กำหนด แต่เป็นราคาซื้อขายน้ำมันในภูมิภาคเอเชียที่ตกลงกันผ่านตลาดกลางที่สิงคโปร์ สะท้อนการซื้อขายของทุกประเทศในภูมิภาค

หากไทยกำหนดราคาโดยไม่อิงตลาด ?

ราคาต่ำกว่าตลาด – ผู้ผลิตจะอยากส่งออก เพราะขายได้ราคาดีกว่า น้ำมันในประเทศจะขาดแคลน แล้วราคาน้ำมันในประเทศก็จะสูงขึ้น เพราะมีความต้องการซื้อมากกว่าความต้องการขาย

ราคาสูงกว่าตลาด – ผู้ค้าจะนำเข้าจากต่างประเทศแทน เพราะต้นทุนต่ำกว่า กระทบผู้ผลิตในประเทศ ขาดดุลการค้า จนอาจส่งผลให้เงินไทยอ่อนค่าลง

การอ้างอิงราคาสิงคโปร์ จะทำให้โรงกลั่นน้ำมันในไทย ต้องพัฒนาศักยภาพและปรับปรุงการบริหารจัดการเสมอ เพื่อ “ลดต้นทุน” ให้แข่งขันกับโรงกลั่นอื่นในภูมิภาคและในโลกได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภค และเศรษฐกิจของประเทศ

สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน

สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน

สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.06 น.

สุรเดช ฟันธง วิกฤตพลังงานประเทศ พีระพันธุ์ ช่วยได้ แนะ นายกฯ เชิญมาร่วมรัฐบาลคุม ก.พลังงาน ชี้มีข้อมูลเชิงลึก จับไอ้โม่งได้ ชื่นชมเป็นคนทุ่มเท จริงจัง เชื่อแก้วิกฤตประเทศ สร้างความเชื่อมั่น ทำเศรษฐกิจดีขึ้นได้แน่นอน

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า จากสถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นวิกฤตของชาติและเป็นวิกฤตที่รุนแรงเพราะมีผลกระทบกับเรื่องเศรษฐกิจท่องเที่ยว การค้าขายหลังจากขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ตนจึงคิดว่าขณะนี้มีคนเดียวที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาวิกฤตให้กับรัฐบาลได้เป็นรูปธรรม ซึ่งก็คือนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพราะเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ มีความทุ่มเทที่จะแก้ปัญหา ดังนั้นถ้านายกรัฐมนตรี กล้าตัดสินใจที่จะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีโดยเชิญนายพีระพันธุ์ มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาเรื่องพลังงาน ที่เกิดวิกฤตน้ำมันในขณะนี้ 
ก็จะเป็นประโยชน์ทำให้ภาพลักษณ์รัฐบาลและประเทศชาติดีขึ้น

นายสุรเดช กล่าวว่า ที่ผ่านมานายพีระพันธุ์ ทำไว้หลายเรื่อง มีทั้งออกกฏหมายและยกร่างกฎหมายอีกหลายฉบับ เพราะฉะนั้นจึงอยากให้เชิญท่าน
มาเป็นรัฐมนตรีพลังงาน และตอนนี้นายพีระพันธุ์ ก็ถือว่าเป็นอิสระอยู่ เนื่องจากได้ลาออกจากสส.ปาร์ตี้ลิสต์ แล้วเพราะฉะนั้นก็น่าจะเข้ามาช่วยงานรัฐบาลได้ 

“ไม่ต้องไปคำนึงว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาลหรือคนละพรรคกัน ขอให้คิดว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน และเขามีประสบการณ์  เมื่อนายกรัฐมนตรี ก็ เชิญคนนอกมาเป็นรัฐมนตรีตั้งหลายคน ไม่ว่าจะเป็นคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ หรือคุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็เป็นคนนอกทั้งนั้น แล้วทำไมจะเอานายพีระพันธุ์ เข้ามาอีกคนหนึ่งไม่ได้ ส่วนตัวผมมองว่านายพีระพันธุ์ เป็นคนที่ทำงานเรื่องนี้มาตลอดและมีการตรวจสอบ มีข้อมูลเชิงลึก เป็นคนที่ทำอะไรจริงจังและทุ่มเทโดยเฉพาะเรื่องของพลังงานและเป็นคนที่รู้สร้อยสนกลในของกระทรวงพลังงานทั้งหมด ถ้าได้เข้ามานั่งอีกครั้งก็เชื่อว่าจะสามารถหาตัวไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมันได้ และยิ่งหากมานั่งตำแหน่งเดิมคือรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็จะสามารถเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มาพูดคุยกันได้ว่าจะต้องทำอะไร หรือจะมีมาตรการอะไรออกมาเพื่อช่วยลดภาระให้ประชาชนในช่วงนี้บ้าง เพราะเรื่องนี้  2 กระทรวงคือกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ ต้องทำงานควบคู่กัน ที่สำคัญตามกฎหมายแล้วกระทรวงพาณิชย์มีอำนาจในการควบคุมราคาน้ำมันได้ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิง ถูกจัดเป็นสินค้าควบคุม ดังนั้นทั้ง 2 กระทรวง จึงถือว่ามีความสำคัญในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานครั้งนี้  แต่ผมไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีจะกล้าตัดสินใจตรงนี้หรือไม่”

ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.59 น.

ศศิกานต์ โต้ สิริพงศ์ ป้อง พีระพันธุ์ ชี้ช่วยประเทศหาทางออกวิกฤตน้ำมัน ทำไมรัฐบาลไม่รับฟัง 

จากกรณีที่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาพาดพิงถึง นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยใช้ถ้อยคำที่ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดนั้น 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และรองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงกรณีนี้ว่าขอให้นำเรื่องการเมืองออกไปก่อน เพราะวิกฤตครั้งนี้ คือวิกฤตชาติที่เราทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันฝ่าไปให้ได้ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งในรัฐบาลหรือไม่  

และเหตุผลเดียวที่คุณพีระพันธุ์ออกมาพูดในตอนนี้ คือ ช่วยรัฐบาลหาทางออกให้กับประเทศ ด้วยการชี้ช่องว่า รัฐบาลมีอำนาจสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนด้วยการจัดการผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายอะไรได้บ้าง แต่ดูเหมือนรัฐบาลพยายามจะตอบโต้ทุกอย่างว่าทำไม่ได้ ซึ่งตนก็สงสัยว่า บางเรื่องเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะเหตุใดจึงไม่รับฟัง 

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า เป้าหมายเดียวของ คุณพีระพันธุ์ และพรรครวมไทยสร้างชาติคือเพื่อส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้องให้ฝ่ายบริหารรับทราบ โดยไม่โดนใครหลอกหรือโดนผู้ไม่หวังดีหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเอง เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.39 น.

ทร.โต้เขมร! วางคอนเทนเนอร์ชายแดน ไม่ละเมิดอธิปไตย ชี้ ทำตามข้อตกลง-สกัดยั่วยุ เพื่อป้องกันตนเอง ย้ำ ปฏิบัติตามถ้อยแถลงร่วมไทย–กัมพูชา 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้นำคณะทูตนานาชาติและผู้แทนจากองค์การระหว่างประเทศ ลงพื้นที่บริเวณชายแดนกัมพูชา–ไทย และต่อมา มีการรายงานข่าวและเผยแพร่ภาพของการลงพื้นที่ดังกล่าวว่า การดำเนินการของฝ่ายไทย รวมถึงการวางตู้คอนเทนเนอร์ของฝ่ายไทยในบริเวณนั้น เป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือขอชี้แจงว่า การดำเนินมาตรการของฝ่ายไทยในการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์และเสริมแนวลวดหนามในพื้นที่ดังกล่าว มีสาเหตุจากการยั่วยุและการรื้อทำลายเครื่องกีดขวางเดิมโดยบุคคลผู้ไม่ประสงค์ดี จึงมีความจำเป็นต้องป้องกันต่อการยั่วยุจากผู้ที่มีเจตนาไม่ดี และลดโอกาสการกระทบกระทั่งระหว่างกำลังทหารของทั้งสองฝ่าย อันอาจนำไปสู่การยกระดับสถานการณ์โดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ แนวการวางตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งเป็นการวางเท่าที่จำเป็นในบางจุดเท่านั้น รวมถึงแนวลวดหนามในบางช่วง ยังคงเป็นไปตามแนววางกำลังเดิม (troop deployment line) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันไว้ ตามข้อ 2 ในถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทย–กัมพูชา ลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “to maintain current deployment troop without further movement” หรือให้ทั้งสองฝ่ายคงสภาพการวางกำลังเดิมโดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลังเพิ่มเติมแต่อย่างใด

กองทัพเรือขอยืนยันว่า การดำเนินการของฝ่ายไทยมิได้มีเจตนารุกล้ำอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของถ้อยแถลงร่วม และหลักการป้องกันตนเอง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน เพื่อต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ และสามารถควบคุมการยั่วยุที่จะเกิดขึ้นจากผู้ไม่หวังดีได้

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ!

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ!

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ!

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.02 น.

นิพิฏฐ์ ลั่นฐานันดร 4 ตายแล้ว เผยเหตุเลิกดูข่าว บอกเห็นแล้วกลัวอ้วก ทุเรศ! 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า “ฐานันดร 4( The Fourth Estate) ตายแล้ว

ผมไม่ติดตามการวิเคราะห์ข่าวทางทีวีนานแล้ว 

เพราะคิดว่า ผมก็วิเคราะห์ได้  ไม่จำต้องฟังการวิเคราะห์ของใคร 

ที่สำคัญเดี๋ยวนี้ สื่อในเมืองไทยเป็นสื่อเลือกข้างไปหมดแล้ว 

ดูช่องก็รู้ว่าเชียร์ใคร

เห็นหน้าผู้จัดรายการ ก็รู้ว่าเชียร์ใคร 

นับว่าไร้สาระ และ ไม่ประเทืองปัญญา ฟังมากสมองซีกซ้ายอาจฝ่อได้ เพราะจะคิดไม่เป็น 

สื่อที่เราเคยเรียกว่า เป็นฐานันดร 4 (The Fourth Estate) น่าจะหมดไปจากเมืองไทยแล้ว 

แต่มิใช่ว่า ผมจะไม่ติดตามข่าวเสียทีเดียว ก็ติดตามอยู่ 3-4 รายการ
 
1. รายการของคุณสุทธิชัย หยุ่น ฟังเพื่ออัพเดท( update ) สถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ทันสมัย ฟังเอาข้อมูลเท่านั้น แต่การวิเคราะห์ เราวิเคราะห์เองดีกว่า คุณสิทธิชัยก็ยังมีอะไรในใจบางอย่างที่ทำให้การวิเคราะห์ของท่านไม่คืบหน้า

2.ฟังรายการของ ดร. วีระ ธีรภัทร (ฟังอยู่บ้าง) เพื่อเอาความรู้ เพราะถือว่า ดร.วีระ เป็นพหูสูต คนหนึ่งในเมืองไทย แต่การวิเคราะห์เราวิเคราะห์เอง เพราะคุณวีระ เข้าไปใกล้ชิดนักการเมืองมากไป เหมือนจะไม่เห็นขนตาของตัวเอง

3.แต่หากเป็นเรื่องสงครามหรือความมั่นคง ผมก็ฟังการวิเคราะห์ของ รองศาสตราจารย์  ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อันนี้ ฟังท่านวิเคราะห์เลยล่ะ เพราะสงครามระหว่างประเทศมีปัจจัยเยอะ เราไม่มีความรู้ลึกซึ้ง ก็ต้องเชื่อการวิเคราะห์ของท่านไว้ก่อน แต่แปลกที่สื่อสัมภาษณ์ท่านน้อยเกินไป สื่อเมืองไทยก็เป็นประเภทง่ายๆ  วิเคราะห์สงครามเหมือนหยิบมีดสั้นมาแทงพุงกัน ซึ่งโลกมันซับซ้อนกว่านั้น

อีกอย่างที่ผมไม่ดูทีวี เพราะผมอายที่เห็นเพื่อนผม น้องผม หลายคน กลายเป็นคนทรยศ เดินตามหลังยืนกุมเป้า คำนับอดีตคู่ต่อสู้ อันนี้ ผมเห็นแล้วอ้วกเลย!! เสียดายข้าวกลัวอ้วก เลยไม่อยากดู ทุเรศ! “

อนุทิน เผยจ่อแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก. Thailand 10 Plus-แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน

อนุทิน เผยจ่อแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก. Thailand 10 Plus-แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน

อนุทิน เผยจ่อแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก. Thailand 10 Plus-แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.49 น.

อนุทิน กางไทม์ไลน์แถลงนโยบาย 7-9 เม.ย. แง้มแผนกระตุ้นศก.ชื่อ Thailand 10 Plus – แผนรับมือภัยพิบัติ 4 ด้าน คือ ภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าการตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่โดยจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าวันที่ 30 มี.ค. พร้อมกับเดินหน้าทำร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาฯ

ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยวางไทม์ไลน์การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯไว้ก่อนสงกรานต์ช่วงประมาณวันที่ 7-9 เม.ย. ซึ่งคำแถลงนโยบายจะมีทั้งสิ้นประมาณ 20-30 หน้า มีแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะใช้ชื่อ “Thailand 10 Plus” ซึ่งมี 4 ด้าน คือ นโยบายการเติบโตอย่างทั่วถึง นโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจและจัดการหนี้ รวมถึงนโยบายอุตสาหกรรมเพื่อการสร้างรายได้ และแผนการรับมือภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคตไว้ 4 ด้าน คือภัยธรรมชาติ เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสังคม 

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อ ชมงาน DNA นครพนม

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อ ชมงาน DNA นครพนม

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อ ชมงาน DNA นครพนม

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.32 น.

อนุทิน โชว์ประหยัดน้ำมัน นำคณะนั่งสามล้อเครื่องแบบคาร์พูล ชมงาน DNA นครพนม หวังสะท้อนแนวคิดการบริหารจัดการพลังงานเชิงพฤติกรรม

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ จ.นครพนม เพื่อร่วมชมงาน “มหกรรมเผยแพร่อัตลักษณ์เมืองนครพนม ครั้งที่ 1” หรือ “DNA นครพนม” ณ ลานพญาศรีสัตตนาคราช อ.เมืองนครพนม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายกรัฐมนตรีได้พาคณะนั่ง “รถสามล้อเครื่องแบบคาร์พูล” ภายในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อเป็นตัวอย่างการใช้ยานพาหนะร่วมกัน ลดจำนวนรถบนท้องถนน ลดการใช้น้ำมัน และลดการใช้พลังงานในภาคการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวน ซึ่งมาตรการ Carpool ถือเป็นแนวทางที่ทำได้ง่าย แต่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว สามารถลดการใช้น้ำมันต่อหัวได้ทันที

นายกรัฐมนตรีได้พานั่ง “รถสามล้อเครื่องแบบคาร์พูล” ภายในเขตเทศบาลเมืองนครพนม เพื่อเป็นตัวอย่างการใช้ยานพาหนะร่วมกัน ลดจำนวนรถบนท้องถนน ลดการใช้น้ำมัน และลดการใช้พลังงานในภาคการเดินทางอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ครั้งนี้สะท้อนแนวคิด “การบริหารจัดการพลังงานเชิงพฤติกรรม” (Behavioral Energy Saving) ที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของประชาชน มากกว่าการเพิ่มทรัพยากร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานโลกยังมีความผันผวน ซึ่งมาตรการ Carpool ถือเป็นแนวทางที่ทำได้ง่าย แต่ให้ผลลัพธ์รวดเร็ว สามารถลดการใช้น้ำมันต่อหัวได้ทันที

ในกิจกรรม “มหกรรมเผยแพร่อัตลักษณ์เมืองนครพนม ครั้งที่ 1” นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น อาทิ เครื่องประดับจากจังหวัดจันทบุรี งานเครื่องเงินจากสุโขทัย และผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นถิ่นนครพนม รวมถึงกระเป๋าสานกกจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลเหล่าพัฒนา ที่ต่อยอดจากแนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และ “Sustainable Fashion” สะท้อนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

สำหรับงาน “DNA นครพนม” ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่แนวคิดความยั่งยืน โดยผสานมิติ “การท่องเที่ยว–วัฒนธรรม – พลังงาน” เข้าด้วยกัน ภายใต้โมเดล “Restination” เมืองแห่งการพักผ่อน ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดนักท่องเที่ยวกับการลดภาระพลังงานของเมืองในระยะยาว

ทั้งนี้ แนวทางพัฒนาเมืองดังกล่าว ขับเคลื่อนผ่าน 5 Must ได้แก่ Visit, Eat, Shop, Mu และ Rest ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้ให้ชุมชน แต่ยังช่วยกระจายกิจกรรม ลดความแออัด และลดการใช้พลังงานเชิงโครงสร้างในภาคการท่องเที่ยว

งาน “DNA นครพนม” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มีนาคม 2569 ณลานพญาศรีสัตตนาคราช จังหวัดนครพนม ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักของประชาชนและนักท่องเที่ยว ที่ร่วมสัมผัสอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภายใต้แนวคิด “เที่ยวอย่างรับผิดชอบ ใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า”

จับตาประชุมสภาฯ ถก 14 ญัตติแรก ที่ สส. เสนอ พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ

จับตาประชุมสภาฯ ถก 14 ญัตติแรก ที่ สส. เสนอ พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ

จับตาประชุมสภาฯ ถก 14 ญัตติแรก ที่ สส. เสนอ พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.14 น.

จับตาประชุมสภาฯ 1-2เม.ย.นี้ ถก 14 ญัตติแรก ให้ตั้งกมธ.วิสามัญศึกษาปัญหาช้าง-คุ้มครองแรงงานอิสระ-โละกฎหมายล้าสมัย-ยุบส่วนราชการ-จัดการภัยพิบัติ

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดประชุมสภาฯ ในวันที่ 1-2 เม.ย.นี้ โดยมีวาระพิจารณาญัตติที่สส.เสนอและรายงานของหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดให้ต้องรายงานต่อสภาฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ต้องจับตาการพิจารณาญัตติที่ สส. เสนอ ซึ่งมี 14 ญัตติแรกที่ได้รับการบรรจุต่อที่ประชุมสภาฯ โดยส่วนใหญ่เป็นของสส.พรรคฝ่ายค้าน ที่เสนอญัตติขอให้ สภาฯ มีมติตั้งกรรมาธิการร (กมธ.) วิสามัญ ศึกษาเรื่องต่างๆ อาทิ ญัตติขอให้ศึกษาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างและคนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เสนอโดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ญัตติ ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ เสนอโดย นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ญัตติศึกษาแนวทางจัดการระบบคคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการรของแรงงานอิสระและแรงงานบนแพลตฟอร์ม ญัตติ ศึกษาเรื่องความยุติธรรมและคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังในเรือนจำและการกลับคืนสู่สังคมสำหรับผู้เคยก้าวพลาด  เสนอโดย นางรัดเกล้า 

ญัตติศึกษาการปฏิรูปกฎหมายและการยกเลิกกฎระเบียบล้าสมัย เสนอโดยนายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ญัตติศึกษาการปฏิรูประบบภาษีให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เสนอโดย นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ญัตติศึกษาการยุบ ควบรวม ยกระดับ และเปลี่ยนแปลงพันธกิจ อำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ปัจจุบัน เสนอโดย นายณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน  ญัตติศึกษา จัดทำ และติดตามข้อเสนอเชิงนโยบายในการยกระดับทักษะคนไทย เสนอโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ญัตติศึกษาและปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการอุทกภัยแบบบูรณาการ (หาดใหญ่โมเดล) เพื่อเฝ้าระวัง ป้องกันแ ละฟื้นฟูเศรษฐกิจหาดใหญ่อย่างยั่งยืน เสนอโดย นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ญัตติให้ศึกษาและติดตามความคืบหน้าการชดเชย เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เสนอโดย น.ส.ภัคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นต้น

ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก่อนหน้านี้ นายพริษฐ์ ระบุว่า 5พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเสนอญัตติเพื่อให้ตั้งกมธ. 4ชุด  ประกอบด้วย กมธ. วิสามัญเพื่อศึกษาการรับมือผลกระทบสงครามอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา  กมธ.วิสามัญเกี่ยวกับปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรร กมธ.วิสามัญชดเชยเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ เช่น กรณีน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ กมธ.วิสามัญศึกษากำกับการใช้กัญชา  อย่างไรก็ดีใน 5 พรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้นัดประชุมประจำสัปดาห์ร่วมกันอีกครั้ง ในวันที่ 31 มี.ค. เวลา 09.30 น. 

วิสุทธิ์ ชี้ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน มองคนละครึ่งพลัส นโยบายที่ดี แต่ต้องลำดับความสำคัญ

วิสุทธิ์ ชี้ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน มองคนละครึ่งพลัส นโยบายที่ดี แต่ต้องลำดับความสำคัญ

วิสุทธิ์ ชี้ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน มองคนละครึ่งพลัส นโยบายที่ดี แต่ต้องลำดับความสำคัญ

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.06 น.

วิสุทธิ์ ชี้ ต้องเร่งแก้วิกฤตพลังงาน เหตุเป็นความเดือดร้อนปชช. มอง คนละครึ่งพลัส เป็นนโยบายที่ดี แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญ 

เมื่อวันที่ 29 มี.ค.2569 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีมีบางส่วนไม่เห็นด้วยกับโครงการคนละครึ่งพลัส เนื่องจากขณะนี้มีวิกฤตเรื่องน้ำมันอยู่ ว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด แต่พรรคร่วมรัฐบาลถึงเวลาตั้งรัฐบาลก็จะมีการประสานงานอยู่แล้ว ส่วนวิกฤตพลังงานต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากประชาชนได้รับผลกระทบอย่างหนักหนาสาหัส ประชาชนลำบากทุกพื้นที่ 

นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า เรื่องใหญ่คือรัฐบาลต้องทำเรื่องน้ำมันเป็นวาระแห่งชาติ เรื่องคนละครึ่งพลัสถ้ามีเงินก็ทำได้ แต่วันนี้ถ้าไม่แก้เรื่องวิกฤตน้ำมันจะกระทบไปทุกระบบ ตนอยากให้จัดตั้งรัฐบาลเร็วๆ เพราะเกินศักยภาพของคนใดคนหนึ่งที่จะรับไป เรื่องคนละครึ่งพลัสเป็นนโยบายที่ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลต้องไปพูดคุยกัน

เมื่อถามว่า มองว่าควรจะแก้เรื่องวิกฤตน้ำมันให้รวดเร็วที่สุดใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้กระทบหมด เป็นเรื่องผลกระทบทั้งนั้น เป็นเรื่องที่วิกฤติที่สุดเท่าที่ตนเคยอยู่การเมืองมา นี่คือข้อเท็จจริง 

“ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการคนละครึ่งพลัส พรรครัฐบาลคุยกันเรื่องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อาจมีเรื่องนี้ด้วยก็ได้ แต่เรื่องน้ำมันเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ถ้าไม่ทุ่มเทแก้ไข เรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่ชี้เป็นชี้ตายความเดือดร้อนของรัฐบาล” นายวิสุทธิ์ กล่าว