สส.ภูมิใจไทย ป้อง รมว.ยุติธรรม แค่เตือน ไม่ได้ด้อยค่าทนายอั๋น ซัดหิวแสง-โหนกระแส เดินสายร้องเรียน หวังปูทางการเมือง

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:24 น.

‘วัชรพงศ์’ ออกโรงป้อง ‘รมว.ยุติธรรม’ ยันเปล่าด้อยค่า ‘ทนายอั๋น’ แค่เตือนสังคมเช็คเครดิตคนให้ข้อมูลก่อนเชื่อ ซัดแรง ‘หิวแสง-โหนกระแส’ เดินสาย ‘ร้องเรียน-ดิสเครดิต’ ปูทางการเมือง แถมสร้างภาระ-ความรำคาญให้หน่วยงาน

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์คัดค้าน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กรณีพาดพิงประวัติการต้องโทษของบุคคลในครอบครัวนายภัทรพงค์ ศุภักษร หรือ “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ซึ่งตรวจสอบการทำงานของรัฐในคดีที่ดินเขากระโดง โดยมองเป็นการลดทอนความชอบธรรมว่า มั่นใจว่าการออกมาเตือนของ รมว.ยุติธรรม ไม่ได้เป็นการด้อยค่าหรือลดทอนความชอบธรรมของใคร แต่ต้องการชี้ให้สังคมเห็นว่า ก่อนจะเชื่อข้อมูลจากบุคคลใด ควรพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือและประวัติของผู้ให้ข้อมูลด้วย เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และอยู่บนข้อเท็จจริง

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาทนายอั๋น มักมีพฤติกรรมที่ถูกตั้งคำถามถึงความสุจริตใจและอาจมีวาระแอบแฝง เนื่องจากมักนำข้อมูลมาใช้โจมตีฝ่ายตรงข้าม รวมถึงใช้ถ้อยคำไม่สุภาพในที่สาธารณะ จนถูกตั้งคำถามว่าเป็นพฤติกรรม หิวแสง หรือโหนกระแสหรือไม่ เพราะมักเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีดังและประเด็นร้อนต่างๆ แม้บางเรื่องจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง นอกจากนี้ ยังเดินสายยื่นหนังสือร้องเรียนให้ตรวจสอบบุคคลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง จนถูกมองว่าเป็นการใช้พื้นที่สื่อเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง และสร้างภาระและความรำคาญให้หน่วยงานรัฐ รวมถึงการให้สัมภาษณ์และโพสต์ข้อความในลักษณะด่าทอ ท้าทาย หรือสร้างความขัดแย้ง และเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อสังคม จนนำไปสู่การฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทกับบุคคลหลายฝ่าย ทั้งทนายความ ข้าราชการ และนักการเมือง พฤติกรรมดังกล่าวจึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า อาจมีวาระทางการเมืองแอบแฝง และใช้การดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามเพื่อปูทางเข้าสู่การเมือง มากกว่าการมุ่งเรียกร้องความยุติธรรม

“ผมเชื่อว่าสิ่งที่ พล.ต.ท.รุทธพล พูดออกมา เป็นเพียงการเตือนทางอ้อม และท่านไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบรัฐบาล แต่ต้องการให้การตรวจสอบอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและดำเนินการอย่างถูกต้อง ไม่ใช่ทำเพื่อหวังยอดไลฟ์หรือกระแสในโซเชียลมีเดีย และไม่ควรใช้การตรวจสอบเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างกัน” นายวัชรพงศ์ กล่าว

ทนายอั๋นภูมิใจไทยวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ

รัฐบาลสั่งเบรกสอบแข่งขันเด็กอนุบาล ชี้ขัดกฎหมาย-สร้างแรงกดดัน ย้ำปรับวิธีประเมิน

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:24 น.

สอบแข่งขันเด็กอนุบาล
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการได้ออกข้อสั่งการเน้นย้ำไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ให้กำกับดูแลโรงเรียนทั้งของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด โดยห้ามจัดสอบแข่งขัน หรือใช้ระบบแพ้-ชนะ จัดอันดับคะแนนในระดับเด็กเล็กโดยเด็ดขาด

สำหรับพ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัยนี้ ได้กำหนดให้เด็กปฐมวัยซึ่งมีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ได้รับการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามวัย ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยต้องให้เด็กเล็กเริ่มต้นการเรียนรู้อย่างเหมาะสม ไม่ถูกผลักเข้าสู่การแข่งขันก่อนวัยอันควร

สอบ
ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการได้วางแนวทางปรับวิธีการวัดผลใหม่ทั่วประเทศอย่างสร้างสรรค์ โดยให้ยกเลิกข้อสอบวิชาการ การจัดอันดับแข่งขัน และให้โรงเรียนเปลี่ยนไปเน้นเรื่องการประเมินพัฒนาการแทน โดยควรใช้การสังเกตพฤติกรรม ทักษะการสื่อสาร การช่วยเหลือตนเอง และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลุ่ม รวมทั้งใช้แฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) เก็บสะสมผลงาน รวบรวมภาพกิจกรรม และติดตามความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคล แทนการใช้ตัวเลขตัดสินแบบเดิมๆ

ทั้งนี้ กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มองเด็กปฐมวัยแค่ในมุมการเรียนหนังสือ แต่เน้นการพัฒนาแบบองค์รวม ซึ่งการเร่งรัดวิชาการหรือการบังคับสอบตั้งแต่วัยอนุบาล นอกจากจะขัดต่อกฎหมายแล้ว ยังเป็นการสร้างความกดดันเกินวัย ส่งผลเสียรุนแรงต่อพัฒนาการทางสมอง คลื่นความเครียด และการเจริญเติบโตทางอารมณ์ของเด็กในระยะยาว

ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังเดินหน้าจัดทำกรอบหลักสูตรการศึกษาของชาติ ที่ครอบคลุมการพัฒนาเด็กตั้งแต่ระดับปฐมวัย โดยเชิญกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น และผู้เชี่ยวชาญจากกรมสุขภาพจิตร่วมเป็นคณะทำงาน เพื่อให้หลักสูตรการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยเป็นหลักสูตรที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม

รัฐบาลเชื่อมั่นว่า นโยบายการยกระดับการศึกษาปฐมวัยดังกล่าว จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในการกวดวิชาเด็กเล็ก พร้อมกำชับให้สถานศึกษาปรับรูปแบบการรายงานพัฒนาการแก่ผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันดูแลเด็กไทยให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ สมวัย และมีความสุข

การสอบสอบแข่งขันเด็กเด็กอนุบาล

เพจดัง จวกยับ ‘ไอซ์ รักชนก’ อภิปรายงบฯ ทำท่าถูมือ-แลบลิ้น-ลูบปาก มีแต่ท่าทาง-ไร้หลักฐาน เหมือน’เล่นละครลิง’

27 สิงหาคม 2569 เวลา 10:42 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 จากกรณี ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระเรื่องด่วนพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท เมื่อวานนี้(26 ส.ค.)

โดย น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายโดยตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอยากจะถ่วงการตรวจสอบไส้ในของโครงการนี้หรือไม่ เพราะมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเงินส่วนหลัง 2 แสนล้าน ที่รัฐบาลบอกว่าจะเอามาเปลี่ยนถ่ายพลังงาน อาจจะไม่ได้เป็นไปเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่อาจจะฉาบหน้าด้วยคำพูดสวยหรู เอาไว้ฉาบหน้าสิ่งเน่าๆ เละๆ

พร้อมทำมือ ว่าหลายคนกำลังทำแบบนี้ค่ะท่านประธาน ก่อนจะทำท่าถูมือ ลูบปาก และส่งเสียงซู้ด พร้อมระบุว่า ถ้าเงินก้อนนี้ใช้เมื่อไหร่อาจจะมีหลายคนที่ตั้งเนื้อตั้งตัวได้เลยทีเดียว จะเป็นการเปลี่ยนเงินภาษีที่ประชาชน ไม่รู้จะต้องก้มหน้าก้มตาจ่ายกันกี่ปี กลายไปเป็นเงินที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มทุนสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งตนก็เข้าใจดีว่าการที่จะพูดอะไรต้องมีหลักฐาน (ไอซ์ ได้ทีลูบปาก! ซัดงบปกติลงพื้นที่สีน้ำเงินเพียบ เหน็บเงินกู้ 4 แสนล้าน จะเทไปขนาดไหน)

ล่าสุดเพจเฟซบุ๊ก จักรวาลด้อมส้ม ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า #ทุกคนคะ ในสภามีละครลิงด้วยหรือคะ ?

นั่งดูอภิปรายงบ 2 แสนล้าน ช่วงไอซ์ทำท่า ถูมือ ลูบปาก แลบลิ้น แซะรัฐบาลว่าจะได้เงินไปโกงกินเหมือนดูละครลิง จนโดนเตือน

คือหนูเข้าใจว่าเราเสียภาษีให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล จับโกงคนทุจริต ไม่ใช่ให้มาแสดงละครลิง

ฝ่ายค้านต้องทำการบ้านมากว่านี้ ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน ไปหาเอกสาร ไปขุดตัวเลข ตามเรื่องจนสุดทาง ไม่ใช่ทำอะไรบ้าๆ บอๆ เป็นละครลิงแบบที่ไอซ์ทำ กลางสภา

ทั้งนี้เพจจักรวาลด้อมส้ม ยังโพสต์ใต้คอมเมนต์อีกว่า “ทำได้แค่นี้ ชาวบ้านได้ประโยชน์อะไร”

“หนูไม่ได้บอกว่าฝ่ายค้านห้ามแซะ ห้ามมีอารมณ์ การเมืองมันมีดราม่าได้ แต่ดราม่ากับหลักฐานต้องมาคู่กัน ถ้ามีแต่ท่าทาง ไม่มีเอกสาร ข้อมูลชัดเจน ก็เป็นแค่ “ละครลิงในสภา”

งบประมาณพรรคประชาชนเล่นละครลิงไอซ์ รักชนก

นายกฯยินดี ‘เนเน่ รอยัล’ คว้า Golden Buzzer เข้ารอบชิง America’s Got Talent 2026 ชวนคนไทยร่วมเชียร์

27 สิงหาคม 2569 เวลา 09:20 น.

รัฐบาลชื่นชมและยินดีกับ “เนเน่ รอยัล” คว้า Golden Buzzer เข้ารอบชิง America’s Got Talent 2026 เชิญชวนคนไทยร่วมเชียร์ ร่วมส่งกำลังใจให้คว้าแชมป์บนเวทีระดับโลก

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแสดงความชื่นชมและยินดีกับ “เนเน่ รอยัล” หรือ น้องแพรว น.ส.รัตติกานต์ อำลอย เยาวชนสาววัย 16 ปี จากจังหวัดภูเก็ต ที่สร้างชื่อเสียงให้จังหวัดและประเทศไทยบนเวทีระดับโลก America’s Got Talent 2026 โดยสร้างความประทับใจจากการร้องและเล่นกีตาร์ในเพลง “Black Hole Sun” จนได้รับ Golden Buzzer จาก Mel B ส่งผลให้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ (Finale) ได้ทันที

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า นอกจากการแสดงความสามารถบนเวทีแล้ว น้องเนเน่ ยังนำผ้าไทย (ผ้าทอยกเบลอ/ผ้าพื้นเมืองฝั่งอันดามัน) ที่มีลวดลายไทยโทนสีทองระยิบระยับ ซึ่งเป็นสิ่งทออัตลักษณ์พื้นเมืองที่มีต้นกำเนิดและนิยมผลิตมากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย (เช่น ยะลา, นราธิวาส, ปัตตานี) รวมถึงในแถบคาบสมุทรมลายู มาประยุกต์ผูกประดับไว้ที่เอวคู่กับกางเกง เพื่อนำเสนอเอกลักษณ์ความสวยงามแบบไทยร่วมสมัยควบคู่ไปกับการแสดงดนตรีร็อกระดับโลก แสดงให้เห็น Soft power พลังทางวัฒนธรรมของประเทศไทยอย่างแท้จริง สร้างความประทับใจให้ผู้ชมทั่วโลก

“รัฐบาลเชิญชวนชาวไทยร่วมส่งกำลังใจ ร่วมเชียร์น้องเนเน่ ให้คว้าแชมป์รายการ America’s Got Talent 2026 (ซีซัน 21) ซึ่งจะกำหนดการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ (Finale) วันอังคารที่ 22 กันยายน 2026 และประกาศผลผู้ชนะใน วันพุธที่ 23 กันยายน 2026 ตามเวลาสหรัฐอเมริกา ความสำเร็จของน้องเนเน่ ถือเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว ของคนไทยทั้งประเทศ ของคนภูเก็ต และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยได้เดินทางตามหาความฝันต่อไป” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

agtน้องเนเน่เนเน่เนเน่ รอยัลเนเน่สวมผ้าไทย

ประชาชนได้ประโยชน์จริง! รัฐบาลย้ำหลังสภาไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน ลุยทันที 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน

27 สิงหาคม 2569 เวลา 09:11 น.

“รัชดา” ย้ำหลังสภาไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน รัฐบาลเดินหน้าทันที 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน “ไม่กู้มากอง–ไม่ตีเช็คเปล่า” ทุกบาทมีเป้าหมาย ประชาชนได้ประโยชน์จริง

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 มีมติอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท รัฐบาลพร้อมเดินหน้าดำเนินการตามกรอบกฎหมาย โดยยืนยันว่าการใช้เงินทุกบาทมีเป้าหมายชัดเจน คุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้

สำหรับ แผนงานที่ 2 ในกรอบวงเงิน 200,000 ล้านบาท เพื่อปรับโครงสร้างและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ รัฐบาลได้เตรียมหลักเกณฑ์การกลั่นกรองไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ (คกง.) เห็นชอบกรอบแนวคิด หลักเกณฑ์ และแนวทางพิจารณาโครงการ เพื่อให้เงินถูกนำไปใช้กับการลงทุนที่สร้างผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล เพิ่มพลังงานทดแทน พัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ส่งเสริมยานยนต์สะอาด และพัฒนาทักษะแรงงานรองรับอุตสาหกรรมพลังงานใหม่

ที่สำคัญ รัฐบาลกำหนด Negative List ไว้อย่างชัดเจน โครงการที่จะขอใช้เงินกู้ต้องไม่ใช่การจ้างที่ปรึกษาศึกษาวิจัย การศึกษาดูงาน หรือเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ใช้เพื่อจัดซื้อวัสดุหรือครุภัณฑ์แจกจ่ายประชาชนโดยตรง ไม่แบ่งซื้อแบ่งจ้าง และไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือแหล่งเงินอื่น รวมทั้งต้องเป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดทางเทคนิค เพื่อให้สิ่งที่ลงทุนสามารถใช้งานและบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

กรอบการลงทุนแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ลดการใช้พลังงานฟอสซิลและเพิ่มพลังงานทดแทน รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าและเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงาน 2) ส่งเสริมยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้ง EV พลังงานสะอาด EV Charging Station และ Swapping Station ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์ และ 3) สร้างคนและสร้างงานรองรับเศรษฐกิจพลังงานใหม่ ผ่านการ Upskill/Reskill เช่น ช่างติดตั้งและซ่อมบำรุงโซลาร์เซลล์ ช่างซ่อมบำรุง EV รวมถึงสนับสนุนนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้จริงหรือต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้

“พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ใช่การกู้เงินมากองไว้ และไม่ใช่การตีเช็คเปล่าให้หน่วยงานนำไปใช้โดยไม่มีกรอบ ทุกบาทมีเป้าหมาย มีหลักเกณฑ์ และต้องมีผลลัพธ์ที่วัดได้ ในส่วนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานนั้น ถือเป็นการลงทุนเพื่อให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ให้คนไทยในเศรษฐกิจพลังงานสะอาด” นางสาวรัชดากล่าว

ทั้งนี้ แบบคำขอรับจัดสรรเงินกู้จะต้องกำหนด เป้าหมายและตัวชี้วัดผลสำเร็จที่ชัดเจน สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบเขตของแผนงาน โดยสำนักงบประมาณจะปรับระบบคำขอภายใต้ New e-Budgeting ตามหลักเกณฑ์ของ คกง.

พ.ร.ก.กู้เงินพลังงานรัฐบาล

กกต. เชิญชวนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. จังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง ในวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค. นี้

27 สิงหาคม 2569 เวลา 09:00 น.

     สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงาน กกต.) ขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 3 แทนตำแหน่งที่ว่าง ประกอบด้วย อำเภอเพ็ญ อำเภอสร้างคอม และอำเภอเมืองอุดรธานี(เฉพาะตำบลบ้านขาว) ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่อ  โดยท่านจะได้รับบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 ใบ

     เอกสารหลักฐานที่ใช้แสดงตนในการใช้สิทธิ เช่น บัตรประจำตัวประชาชน (หมดอายุก็ได้) บัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการ หรือหน่วยงานของรัฐออกให้ที่มีรูปถ่าย และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้ถือบัตร(ที่ยังไม่หมดอายุ) หรือแอปพลิเคชัน ได้แก่ ThaiD DLT QR LICENCE และบัตรคนพิการ

     ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง สามารถตรวจสอบว่าตนเองมีสิทธิเลือกตั้งที่ไหนได้ง่ายๆ โดยดาวน์โหลด Application SmartVote เพื่อตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งที่ท่านมีชื่ออยู่

     ทั้งนี้ การเลือกตั้ง สส. คือ กลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ทุกเสียงมีความหมาย และทุกคนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของชาติได้ อย่าลืมไปใช้สิทธิของท่าน

     สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือ สายด่วน 1444

กกตสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเลือกตั้ง สส. จังหวัดอุดรธานี

ผอ.JIC ฟาด กัมพูชา ข่มขู่จับ ‘อนุทิน-ใช้กำลัง’ ทำลายบรรยากาศเจรจา ไล่ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง

27 สิงหาคม 2569 เวลา 08:56 น.

ผอ.JIC ฟาด กัมพูชา ข่มขู่จับ “นายกฯอนุทิน-ใช้กำลัง” ทำลายบรรยากาศเจรจา ไล่ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง ย้ำ ไม่มีใครเปลี่ยนเขตแดน

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา( ผอ. JIC ) กล่าวถึงกรณีมีบทความจากฝ่ายกัมพูชาระบุว่า เจ้าหน้าที่ไทย รวมถึงนายกรัฐมนตรีไทย หากเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่กัมพูชาอ้างว่าเป็นดินแดนอธิปไตยของตน อาจถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายกัมพูชา รวมทั้งกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลังว่า ตนคิดว่าเราต้องกลับมาพูดกันบนพื้นฐานของ ข้อเท็จจริง ข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน และความรับผิดชอบต่อสันติภาพ

การที่ฝ่ายหนึ่งประกาศว่าพื้นที่ใดเป็นดินแดนอธิปไตยของตนแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างนั้นกลายเป็นข้อยุติเรื่องเขตแดน และยิ่งไม่ควรนำข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวมาเป็นฐานในการข่มขู่ว่าจะจับกุม ดำเนินคดี หรือใช้กำลังต่อเจ้าหน้าที่ของอีกประเทศหนึ่ง เพราะการสื่อสารเช่นนั้นไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่กลับเพิ่มความตึงเครียดโดยไม่จำเป็น

“อยากให้กลับไปอ่าน ถ้อยแถลงร่วมการประชุม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกัน ข้อตกลงดังกล่าวกำหนดให้ทั้งสองฝ่าย คงการวางกำลัง ณ ที่ตั้งในขณะหยุดยิง ไม่เคลื่อนกำลังหรือออกลาดตระเวนเข้าหาที่ตั้งของอีกฝ่าย และหลีกเลี่ยงการกระทำยั่วยุที่อาจทำให้สถานการณ์ตึงเครียดขึ้น”

ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีไทยเดินทางไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลไทย ในพื้นที่ฝ่ายไทยและบริเวณที่กำลังพลไทยคงกำลังอยู่ตามข้อตกลง ไม่ใช่การปักปันเขตแดน ไม่ใช่การสร้างเขตแดนใหม่ และไม่ใช่หลักฐานว่าไทยยอมรับข้อกล่าวอ้างเรื่องอธิปไตยของฝ่ายใด นายกรัฐมนตรีไปให้กำลังใจกำลังพล ไม่ได้ไปเปลี่ยนเส้นเขตแดน

ทั้งนี้หากมีความเห็นแตกต่างกันว่าพื้นที่ใดอยู่ภายใต้อธิปไตยของใคร เรามีกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองประเทศยอมรับร่วมกันอยู่แล้ว เรื่องเขตแดนต้องใช้แผนที่ หลักฐาน สนธิสัญญา การสำรวจ และกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ ไม่ใช่ตัดสินด้วยบทความ ไม่ใช่ตัดสินด้วยคำขู่ และไม่ใช่ตัดสินด้วยหมายจับที่ตั้งอยู่บนข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียว

พร้อมทั้งแสดงความกังวลมากกว่าประเด็นทางกฎหมายเสียอีก คือ บรรยากาศที่จำเป็นต่อการรักษาสันติภาพ ในเมื่อทั้งสองประเทศตกลงกันแล้วว่าจะลดความตึงเครียด หลีกเลี่ยงการยั่วยุ และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

“เราจึงควรถามว่า การพูดถึงการจับกุมนายกรัฐมนตรีของประเทศเพื่อนบ้าน หรือการกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลังนั้นช่วยสร้างบรรยากาศสำหรับการเจรจา หรือกำลังทำลายบรรยากาศ”

ประเทศไทยเลือกใช้การเจรจา เลือกกลไกทวิภาคี และเลือกปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกันเราอยากเห็นกัมพูชาเลือกเส้นทางเดียวกัน ถ้ากัมพูชาเชื่อว่าการทูตคือหนทางในการแก้ไขปัญหา ก็ขอให้เราใช้การทูตอย่างแท้จริงครับ

“อย่าใช้คำขู่แทนการเจรจา อย่าใช้ข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวแทนการปักปันเขตแดน และอย่าเปลี่ยนพื้นที่ชายแดนให้กลายเป็นเวทีแข่งขันกันยกระดับถ้อยคำ ไทยพร้อมพูดคุย พร้อมใช้กลไกที่ตกลงกัน และพร้อมสร้างสันติภาพ แต่สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อ ทั้งสองฝ่ายเคารพข้อตกลงเดียวกัน ลดการยั่วยุ และยอมให้ข้อเท็จจริงกับกลไกที่มีอยู่ทำหน้าที่ของมัน เพราะท้ายที่สุด ไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้าน เราไม่ได้ต้องการชนะกันด้วยถ้อยคำ สิ่งที่ประชาชนทั้งสองประเทศต้องการ คือความปลอดภัย ความสงบ และชายแดนที่สามารถแก้ไขความเห็นต่างด้วยการเจรจา ไม่ใช่ด้วยคำขู่” ผอ.JIC กล่าว

กัมพูชาช่องอานม้าชายแดนไทยกัมพูชาอนุทิน ชาญวีรกูล

กางปีกป้องทนายอั๋น กสม.ออกแถลงการณ์ ตำหนิ รมว.ยุติธรรม ปมขุดประวัติครอบครัว

27 สิงหาคม 2569 เวลา 08:42 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เผยแพร่แถลงการณ์ เรื่อง กสม. คัดค้านการใช้ประวัติการต้องโทษของบุคคลในครอบครัว เพื่อพาดพิงและลดทอนความชอบธรรมของผู้ตรวจสอบการทำงานของรัฐ

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยกล่าวตอบโต้ทนายความผู้หนึ่งซึ่งออกมาตั้งคำถามและเร่งรัดการดำเนินคดีกรณีที่ดินเขากระโดง และเปิดเผยถึงประวัติการต้องโทษของบิดาและมารดาทนายความผู้นั้น

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เห็นว่า การนำประวัติการถูกจับกุมและต้องโทษของบุคคลในครอบครัวมาเปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อตอบโต้ผู้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐ ย่อมกระทบต่อสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 32 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 17 ให้ความคุ้มครอง นอกจากนี้ประวัติอาชญากรเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ แม้จะกล่าวในลักษณะยกตัวอย่าง ก็มิอาจลบล้างผลของการเปิดเผยที่เกิดขึ้นแล้วต่อสาธารณะได้ กสม. ขอยืนยันหลักการว่าบุคคลย่อมรับผิดชอบเฉพาะการกระทำของตนเอง ไม่มีผู้ใดสมควรถูกตีตราหรือถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จากการกระทำของบุพการี

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้กำกับดูแลกรมราชทัณฑ์และกรมคุมประพฤติ ซึ่งมีภารกิจโดยตรงในการแก้ไขฟื้นฟูและคืนผู้ต้องขังกลับสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี ตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (ข้อกำหนดแมนเดลา) การที่ผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงใช้ถ้อยคำในทางลบต่อผู้ต้องโทษจำคุกต่อสาธารณะ ย่อมมีผลเป็นการตอกย้ำการตีตราผู้ต้องขัง ผู้พ้นโทษ และครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น และไม่สอดคล้องกับภารกิจของกระทรวง

กสม. เห็นว่าการตั้งคำถามและเร่งรัดการทำงานของหน่วยงานรัฐเป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการตรวจสอบภาครัฐของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 34 และมาตรา 41 และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 19 ซึ่งรับรองสิทธิในเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก และสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะ

กสม. จึงขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่กระทำการในลักษณะดังกล่าวอีก และพิจารณาแสดงความรับผิดชอบต่อบุคคลและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลกำชับให้คณะรัฐมนตรีเป็นแบบอย่างในการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และขอให้สื่อมวลชนและสาธารณชนใช้ความระมัดระวังในการเผยแพร่ซ้ำข้อมูลส่วนบุคคลของครอบครัวผู้เกี่ยวข้อง

กสมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทนายอั๋นที่ดินเขากระโดง

จำใส่กบาลไว้! เสธ.เบิร์ด ฝากถึงตระกูลฮุน ก่อนคิดจะมาเจรจากับไทย ทำตามข้อตกลงให้ได้ก่อน

27 สิงหาคม 2569 เวลา 08:32 น.

เสธเบิร์ด

พล.ท.วันชนะ สวัสดี หรือ เสธ.เบิร์ด รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ส่งสัญญาณเตือนอย่างดุเดือดถึงผู้นำกัมพูชา ทั้ง สมเด็จฯ ฮุน เซน, พล.อ.ฮุน มาเนต และ พล.อ.เตีย บัญ เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

โดยระบุข้อความว่า ” ก่อนที่จะคิดไปไกลว่าจะคุย JBC ทั้ง 3 คนนี้ ประกอบด้วย ฮุนเซน และ ฮุนมาเนต รวมไปถึง เตีย ด้วย ต้องจำใส่ กบาลไว้ ว่า ข้อตกลงล่าสุดที่ต้องทำกันให้ได้ก่อนคือ Joint Statement of the 3/th Special GBC on 27 December 2025

มี 11 ข้อ ที่ต้องทำ เพื่อลดความตึงเครียดและอีก 5 ข้อเป็นกลไกติดตาม รวม 16 ข้อ ข้อที่ทำและชัดเจนที่สุด เกิดจากฝ่ายไทยทำคือ ข้อ 11 ส่งคืน เชลยเขมร 18 นาย อันนี้ 100% แล้ว ส่วนครั้งนี้จะกล่าวถึงข้อ 2 คือ ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้โครงการวางกำลังที่มีอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน

เอาง่ายๆ คือ ใครอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น แสดงว่า เขตพื้นที่ ที่ครอบครองของแต่ละฝ่ายตอนนี้คือ ตั้งแต่แนววางกำลังไปด้านหลัง การที่เขมรจะมาเรียกร้องขอให้เขมรกลับมาที่บ้านหนองจานนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ทั้ง 1 ความถูกต้อง และ 2 หลักการ กล่าวคือ

1 ความถูกต้องคือ พื้นที่ที่ เขมรมาอาศัยชั่วคราวตอนนั้น คือ พื้นที่ของไทยมาตลอด ที่เข้ามาอยู่นั้นคือบุกรุก ล้ำเกินเขตแดนเข้ามาในไทย

2 หลักการคือ การขอเข้ามาอยู่นี้ จะกลายเป็นว่าเข้ามาอยู่หลังแนววางกำลังของทหารไทย ทำให้แนววางกำลังของไปปัจจุบัน จะถูกขนาบหน้าหลังด้วย กำลังเขมร ใช้กบาล คิดหน่อยสิ หรือ กบาลมีแต่ความคิดที่จะโกงเท่านั้น

กลับไป ทำตาม Joint ให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาคุย
ครั้งหน้าจะขยายข้ออื่นๆอีก ” 

GBCJBCวันชนะสวัสดีฮุนมาเนตฮุนเซนเสธเบิร์ดไทยกัมพูชา

เปิดจดหมาย นายชวน หลีกภัย ส่งถึง ประธาน กกต. เตือนสติรักษาความถูกต้อง ตัดวงจรอุบาทว์การเมือง

27 สิงหาคม 2569 เวลา 08:00 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตนายกรัฐมนตรี ของพรรคประชาธิปัตย์ มีจดหมายไปยัง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ลงวันที่ 6 ส.ค.2568

โดยมีใจความดังนี้

เรื่อง ขอเป็นกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรรมนูญและกฎหมาย

กราบเรียน ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (นายณรงค์ กลั่นวารินทร์)

ตามที่ผมได้พบและสนทนากับท่านภายหลังพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตวารพระราชทานพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ พระบรมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า ในฐานะนักการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมา ๑๘ สมัย นับแต่ พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นประจักษ์พยานได้ว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ มีการทุจริตการเลือกตั้งซื้อเสียงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยจนถึงบัดนี้ยังไม่สามารถดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้แม้แต่รายเดียว นอกจากนี้ ยังมีกรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้ว สว.) ซึ่งคำร้องอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยนั้น

พฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้นนอกจากเป็นความผิดต่อกฎหมายแล้ว ยังเป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงประมุข เนื่องจากที่มาของฝ่ายนิติบัญญัติที่ไม่สุจริตเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอุบาทว์การเมือง ซึ่งบัดนี้ลุกลามไปถึงระบบราชการ ส่งผลให้การทุจริตประพฤติมิชอบกระจายทั่วทุกหย่อมหญ้า ทั้งมีความพยายามในการครอบงำองค์กรอิสระเพื่อให้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลและการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นผล

แม้ในทุกองค์กรจะประกอบด้วยคนดีและคนไม่ดี แต่ผมเชื่อมั่นว่าความเป็นคนดีและมีประสบการณ์ผ่านการดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาในศาลฎีกาของท่านจะเป็นความหวังให้แก่สุจริตชนทั่วประเทศ ผมจึงขอเป็นกำลังใจให้ท่านและคณะในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายรักษาความถูกต้องชอบธรรมในบ้านเมืองด้วยความกล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวง ทั้งนี้ เพื่อธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงประมุข หลักนิติธรรม ตลอดจนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวมสืบไป

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
นายชวน หลีกภัย

กกตชวน หลีกภัยณรงค์ กลั่นวารินทร์พรรคประชาธิปัตย์