ปู มัณฑนา ขอความเห็นใจ ลูกหมี วอนขอพื้นที่หายใจ หลังเจอคดีนับสิบ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 19:43 น.

ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีความขัดแย้งระหว่าง “ปู มัณฑนา หิมะทองคำ” และ “ลูกหมี รัศมี” ที่มีคดีความเกี่ยวเนื่องกันหลายประเด็น ล่าสุดฝั่งของปูได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังลูกหมี พร้อมด้วย ทนายเดชา และ ทนายกุ้ง แถลงข่าวความคืบหน้าทางคดี และมีการยื่นฟ้องคดีล้มละลายเพิ่มเติมอีก 1 คดี

โดย “ปู มัณฑนา” ได้โพสต์ข้อความยาว ระบุว่า “เรื่องทั้งหมดมีเพียงเรื่องเดียว…คุณก็รู้ดีว่าอะไรคืออะไร และยอดเงินที่กล่าวอ้างกันก็ยังไม่ตรงกัน

ตั้งแต่ครั้งแรก คุณไปแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ ในประเด็นกู้ยืมเงินและ พ.ร.บ.เช็คฯ แต่เมื่อคดีไม่เป็นไปอย่างที่ต้องการ และตำรวจมีคำสั่งไม่ฟ้องดิฉัน คุณจึงยุติการสอบสวนในชั้นตำรวจ แล้วเปลี่ยนแนวทางไปดำเนินคดีในศาล ทั้งฉ้อโกง ร่วมลงทุน ผิดสัญญาเงินกู้ พ.ร.บ.เช็ค หมิ่นประมาท ฯลฯ

วันนี้ยังมีการแถลงข่าวที่สำนักงานทนายเดชาและทนายกุ้ง เรื่องฟ้องล้มละลาย พร้อมตัวเลขยอดเงินกว่าล้านบาท!!!ที่จะฟ้องล้มละลายดิฉัน!!!

ดิฉันจึงอยากถามตรง ๆ ว่า…คุณต้องการอะไรจากดิฉันกันแน่?

เรื่องเดียว แต่เฉพาะตัวคุณ ดิฉันต้องเผชิญกับคดีความนับสิบคดี คุณต้องการให้ดิฉันไม่มีที่ยืนในสังคม ต้องการประจาน หรือทำให้คนอื่นมองดิฉันเป็นคนไม่ดีหรืออย่างไร?

คุณอยากให้ดิฉันมีงาน มีชีวิตอยู่ต่อไปได้บ้างไหม หรืออยากเหยียบย่ำซ้ำเติมให้ดิฉันจมดินไปเลย?

การถูกดำเนินคดีซ้ำ ๆ การถูกนำชื่อไปพูดถึง การถูกแถลงข่าว และการนำเรื่องส่วนตัวไปสร้างเป็นคอนเทนต์ มันไม่ได้สนุกสำหรับดิฉันเลยค่ะ

ดิฉันก็เป็นคนคนหนึ่ง มีความรู้สึก มีครอบครัว มีชีวิต และมีหัวใจ บางครั้งแรงกดดันทั้งหมดที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ดิฉันเครียดและสิ้นหวังจนเคยมีความคิดฆ่าตัวตายดิฉันต้องพบจิตแพทย์ ต้องทานยาซึมเศร้า

ดิฉันต้องพยายามประคองตัวเองผ่านแต่ละวันให้ได้ จึงอยากขอเพียงอย่างเดียวค่ะ

กรุณาเห็นใจและหยุดนำความทุกข์ของดิฉันไปเป็นเครื่องมือสร้างกระแสหรือสร้างรายได้ ถ้าทุกฝ่ายเชื่อมั่นในความจริงและกระบวนการยุติธรรม

ก็ปล่อยให้ศาลและข้อเท็จจริงเป็นผู้ตัดสินเถอะค่ะ ไม่ต้องการขึ้นโรงขึ้นศาลไปตลอดชีวิต

ดิฉันแค่อยากมีโอกาสกลับไปใช้ชีวิต ทำงาน และยืนอยู่ในสังคมอย่างคนธรรมดาคนหนึ่ง

ขอให้ดิฉันได้มีพื้นที่หายใจบ้างเถอะค่ะ 🤍

ดิฉันนั่งพับดอกบัวถวายพระ พวกคุณก็ยังอุตส่าห์มาแซะกัน บาปกรรมนะคะ”

ปู มัณฑนาปู มัณฑนา คดีฟ้องล้มละลายลูกหมี รัศมี

ฮอตไม่พัก! เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ เสิร์ฟลุคบิกินีจิ๋วสุดเก๋ แซ่บจนต้องซูม

26 สิงหาคม 2569 เวลา 17:28 น.

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งตัวแม่ของวงการบันเทิงไทยที่ไม่ว่าจะหยิบจับแฟชั่นลุคไหนมาสวมใส่ก็เอาอยู่ สำหรับนางเอกสาว “เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ” ที่ล่าสุดออกมาเสิร์ฟภาพแฟชั่นเซ็ตใหม่ ทำเอาแฟนๆ ต่างพากันกดไลก์และเข้ามาชื่นชมในความสวยกันอย่างต่อเนื่อง

งานนี้สาวเจนี่มาในลุคแฟชั่นบิกินีตัวจิ๋วสุดเก๋ ผสมผสานความชิคและความเซ็กซี่ได้อย่างลงตัว พร้อมโชว์เสน่ห์และรูปร่างสุดเป๊ะในแบบฉบับของเจ้าตัว ก่อนโพสท่าสวยๆ บนเรือ

งานนี้แฟนคลับต่างเข้ามาคอมเมนต์ชื่นชมกันเป็นจำนวนมาก พร้อมยกให้เป็นอีกหนึ่งแฟชั่นเซ็ตที่ทั้งสวย เก๋ และมีเสน่ห์แบบไม่ซ้ำใครจริงๆ

ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม : @janienineeleven

เจนี่ อัลภาชน์เจนี่ อินสตาแกรมเจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ

‘เอ-แป้ง’ลงใต้บุกชุมพร ‘เมืองมะพร้าวคุณภาพ’ แปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์สปาเกรดพรีเมียมใน ‘มิตรรักทั่วไทย’

26 สิงหาคม 2569 เวลา 16:37 น.

ลงใต้ไปกับ “เอ -แป้ง” ที่ “เมืองมะพร้าวคุณภาพ” จ.ชุมพร พร้อมเปิดเส้นทางแปรรูปมะพร้าวสู่ผลิตภัณฑ์สปาเกรดพรีเมียม  ใน “มิตรรักทั่วไทย” อาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมนี้

สัปดาห์ก่อนเดินทางไปทักทายพี่น้องที่ภาคอีสาน  สัปดาห์นี้  เอ-ไชยา มิตรชัย และ แป้ง-ศรันฉัตร์ ขอพาแฟนรายการ มิตรรักทั่วไทย ไปทักทายพี่น้องทางใต้ที่ไปสัมผัสเสน่ห์จังหวัดชุมพร  จังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองมะพร้าวคุณภาพ” และเป็นแหล่งปลูกมะพร้าวขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย พร้อมเปิดมุมมองการนำมะพร้าวมาแปรรูป เพิ่มมูลค่า สร้างอาชีพและรายได้ให้กับคนในชุมชน

เปิดทริปด้วยการพาไปกราบไหว้ขอพรที่ วัดถ้ำเขาโพงพาง หรือ วัดสุวรรณคูหาวารีวงศ์ สถานที่สำคัญที่มีจุดเด่นคือโบสถ์สีขาวที่ตกแต่งด้วยงานปูนปั้นอย่างประณีต ด้านหน้าเปิดมุมมองเห็นทะเลอ่าวไทย ขณะที่ด้านหลังเป็นหน้าผา โดยสองพ่อลูกได้กราบขอพรรูปปั้น “หลวงปู่บุญมา ปภากโร” อดีตเจ้าอาวาสวัดถ้ำโพงพาง  ก่อนเดินทางไปเติมพลังด้วยของอร่อยที่  “ขนมจีนบ้านคุณย่า” ร้านขนมจีนชื่อดังของจังหวัดชุมพร ที่จัดเต็มน้ำยาสูตรปักษ์ใต้เข้มข้นถึง 4 แบบ ทั้งน้ำยากะทิใต้ น้ำพริก ไตปลา และน้ำยาป่า ในรูปแบบบุฟเฟต์เติมได้ไม่อั้น ในราคาเพียงจานละ 40 บาท

จากนั้น เอ-แป้ง พาไปเปิดโลกของมะพร้าวที่ วิสาหกิจชุมชนทอปกรีนเวอร์จิ้นออยล์ (มะลิสปา)  โดยมี  แม่เขียว ประธานกลุ่ม พาไปดูตั้งแต่สวนมะพร้าว ล้งมะพร้าว ไปจนถึงกระบวนการแปรรูปน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์ 100% ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ความงามและสปาเกรดพรีเมียม ไม่ว่า จะเป็น เซรั่มมะพร้าว, โลชั่น, ลิปออยล์ และผลิตภัณฑ์อีกหลากหลายชนิด

โดยจุดเริ่มต้นของการแปรรูปมะพร้าวเกิดจากการช่วยกันหาทางออกของกลุ่มแม่ ๆ ในชุมชน เมื่อประสบปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ จึงนำผลผลิตที่มีอยู่มาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้และเป็นของดีประจำชุมชน

นอกจากผลิตภัณฑ์เพื่อความงามแล้ว งานนี้ แม่เขียว ยังจัดของอร่อยจากมะพร้าวมาให้สองพ่อลูกได้ชิมแบบสด ๆ พร้อมพาไปเยือน บ้านป้าตุ่ย เรียนรู้การทำ ขนมไทยพื้นบ้านที่ล้วนมีมะพร้าวเป็นส่วนประกอบ ทั้งกะละแม  ขนมข้าวเหนียวแดง  และขนมชั้น  เรียกว่ามาทริปนี้ได้ทั้งความรู้และความอร่อยแบบครบเครื่อง

ปิดท้ายทริปด้วยการนำสินค้าของชุมชนมาช่วยขาย ตามสไตล์ “เอ -แป้ง” พร้อมชวนแฟนรายการร่วมสนับสนุนสินค้าจากวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศที่รายการเคยเดินทางไปเยือน สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ที่เว็บไซต์ shop.bugaboo.tv                             

ออกเดินทางไปสัมผัสวิถีชุมชน ตามหาของดี ชิมของอร่อย และเรียนรู้การสร้างมูลค่าให้ผลผลิตท้องถิ่นไปพร้อมกับ เอ-แป้ง ในรายการ “มิตรรักทั่วไทย” วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมนี้ เวลา 13.00 น. รับชมสดทาง ช่อง 7HD  กด 35  สดออนไลน์ BUGABOO.TV 

และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG,X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com  

ด่วน! กกต.มีมติดำเนินคดีอาญา ผู้สมัคร สว. ที่ไม่มีสิทธิ์สมัคร 1,767ราย มีโทษคุก 1-10 ปี

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:14 น.

กกต. มีมติให้ดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สว. ที่ไม่มีสิทธิสมัคร 1,767 ราย มีความผิดตามมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอประชาสัมพันธ์ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและได้สมัครรับเลือก จึงได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย

การประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามมาตรา 74 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 จำนวน 1,605 คน

และในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569 มีมตีให้ดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน

ทั้งนี้ มาตรา 74 พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือกต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น มีกำหนด 20 ปีในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ดำเนินคดีอาญา สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้งได้ดำเนินการตามชั้นตอน โดยส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้งได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง http://www.ect.go.th หรือสอบถามข้อมูลได้ที่บริการสายด่วน 144444

กกตผู้สมัคร สว.ไม่มีสิทธิ์สมัคร

บุกรวบคาคอนโด นายกเฮง อดีตผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ปมเรียกรับเงินโกงสอบท้องถิ่น

27 สิงหาคม 2569 เวลา 13:06 น.

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมกับ ป.ป.ช. รวบ “นายกเฮง” อดีตผู้สมัคร สส. เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. นำโดย พ.ต.อ.ณัฐวุฒิ รุ่งเรือง ผกก.3 บก.ปปป ร่วมกับ

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ภายใต้การอำนวยการของของ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้ นายไพโรจน์ นิยมเดชา ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช.

ร่วมกันสืบสวนจับกุม นายประวิทย์ฯ อายุ 54 ปี “นายกเฮง”  อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 ที่ 56/2569 ลง 25 ส.ค.69 กระทำความผิดฐาน “เรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงบใจเจ้าพนักงาน โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน ให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือโทษแก่บุคคลใด” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 และความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 175

สถานที่จับกุม บริเวณคอนโดแห่งหนึ่ง ย่านบางซื่อ กรุงเทพมหานคร 10800 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 11.30 น.

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากผู้กล่าวหา ซึ่งทำงานเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองบัว จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับนางนวพรฯ ซึ่งปฏิบัติงานอยู่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลตองปิด ต่อมาในปี 2566 นางนวพรฯ ได้ชักชวนผู้กล่าวหาให้สมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยกล่าวอ้างว่านายประวิทย์ฯ หรือ “นายกเฮง” ผู้ต้องหาที่ 1 อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้รับโควตาและสามารถช่วยเหลือบุคคลให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้หลายตำแหน่ง

ต่อมาประมาณกลางปี 2566 ผู้กล่าวหาและนางนวพรฯ ได้เดินทางไปยังบ้านของนายประวิทย์ฯ เมื่อไปถึงพบนายประวิทย์ฯ พร้อมบุคคลอื่นอีกหลายราย โดยผู้กล่าวหาได้แจ้งความประสงค์จองตำแหน่งนักวิชาการศึกษา กลุ่มภาคกลาง เขต 2 โดยนายประวิทย์ฯ และนางนวพรฯ กล่าวรับรองว่าจะนำเงินไปมอบให้แก่คณะกรรมการจัดสอบ ผู้กล่าวหาหลงเชื่อจึงส่งมอบเงินสดจำนวน 100,000 บาท เพื่อจองตำแหน่ง และได้รับแจ้งว่าหากมีรายชื่อเป็นผู้สอบผ่านจะต้องชำระเงินส่วนที่เหลือให้ครบจำนวน 650,000 บาท


ต่อมา นางนวพรฯ ได้เดินทางไปพบบิดาและมารดาของผู้กล่าวหาที่บ้าน และชักชวนให้ผู้กล่าวหาสมัครสอบบรรจุครู สพฐ. โดยกล่าวอ้างว่าจะนำเงินไปมอบให้แก่คณะกรรมการจัดสอบ บิดาของผู้กล่าวหาจึงนำที่ดินไปเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อจำนวน 270,000 บาท และเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 ผู้กล่าวหาได้ฝากเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีธนาคารของนางนวพรฯ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการสอบปรากฏว่าผู้กล่าวหาไม่ผ่านการคัดเลือก จึงได้ติดตามทวงถามเงินคืนเป็นระยะ
ต่อมา เมื่อกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเปิดรับสมัครสอบ นางนวพรฯ ได้ให้ผู้กล่าวหาสมัครสอบอีกครั้งในตำแหน่งนักวิชาการศึกษา กลุ่มภาคกลาง เขต 2 และให้ชำระเงินแก่นายประวิทย์ฯ เพิ่มอีกจำนวน 280,000 บาท โดยเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ผู้กล่าวหาพร้อมสามีได้เดินทางไปส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าวที่บ้านของนายประวิทย์ฯ โดยนายประวิทย์ฯ และนางนวพรฯ กล่าวอ้างว่าเงินจะถูกนำไปมอบให้แก่คณะกรรมการจัดสอบ และหากชำระเงินครบถ้วนก่อน ผู้กล่าวหาจะมีรายชื่ออยู่ในลำดับต้น
รวมผู้กล่าวหาส่งมอบเงินจำนวน 3 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 650,000 บาท ต่อมาเมื่อประกาศผลสอบปรากฏว่า ผู้กล่าวหาไม่ผ่านการคัดเลือก และเมื่อติดตามทวงถามเงินคืนก็ถูกบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ผู้กล่าวหาจึงเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับนายประวิทย์ฯ และนางนวพรฯ ตามกฎหมาย

พนักงานสอบสวน บก.ปปป. จึงรวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ออกหมายจับผู้ต้องหา จนกระทั่งวันนี้ (27 ส.ค.69) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปปป. ได้วางแผนเข้าจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยในส่วนของผู้ร่วมขบวนการที่ยังไม่ถูกจับกุม ทางเจ้าหน้าที่จะได้มีการติดตามจับกุมดำเนินคดีต่อไป

ทั้งนี้ หากประชาชนหรือผู้ประกอบการรายใดเคยได้รับความเสียหายจากการถูกเรียกรับเงินค่าส่วย
การเรียกรับผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือการทุจริตเกี่ยวกับการสอบ ขออย่าเกรงกลัวต่ออิทธิพลของผู้กระทำผิด สามารถเข้าพบและให้ข้อมูลต่อ บก.ปปป. หรือหน่วยงานที่ร่วมดำเนินคดีได้ เจ้าหน้าที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ คุ้มครองผู้เสียหาย และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย

สอบถามปากคำเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พ.ต.ต.ถิรวัฒน์ ฟักประไพ สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปปป.

นายกเฮงอดีตผู้สมัคร สส.เพื่อไทยโกงสอบท้องถิ่น

อภิสิทธิ์-พริษฐ์ รุมขยี้ปมส่งศาลฎีกาตั้งกก.อิสระ ‘โสภณ’บอกขอให้รอ-การันตีไม่ทำสิ่งที่อายสังคม

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:15 น.

”อภิสิทธิ์-พริษฐ์“จี้ถาม “โสภณ” ปมส่งศาลฎีกาตั้งกก.อิสระ ไต่สวน ป.ป.ช. คาใจไม่เปิดชื่อ กก.กลั่นกรอง พร้อมขอความชัดเจนเรื่องกรอบเวลา ด้าน “โสภณ” แจง กก.ที่ตั้ง เป็นผู้ทรงคุณวุฒิระดับตุลาการ การันตีไม่ทำสิ่งที่อายสังคม ปัดตอบเรื่องเวลา บอกขอให้รอ

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เป็นประธานการประชุม ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) หารือเพื่อขอความชัดเจนต่อกรณีที่ฝ่ายค้านเข้าชื่อเพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งกรรมการไต่สวนอิสระ การทำหน้าที่ของกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังจากที่ทราบตามข่าวว่า ได้ตั้งกรรมการกลั่นกรองเพื่อประกอบการพิจารณาโดยเรียกร้องให้เปิดเผยชื่อกรรมการเพื่อความโปร่งใสและ ให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่าเป็นผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ ลบครหาว่าถูกส่งมาเพื่อปกป้องและขอความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาพิจารณา ศึกษาข้อกฎหมาย ก่อนตัดสินใจ

โดย นายโสภณ ชี้แจงว่า การตั้งกรรมการขึ้นการกลั่นกรองก่อนที่ตนจะใช้ดุลยพินิจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นดุลยพินิจของประธานสภาฯ ซึ่งหมายถึงตนคนเดียว ทั้งนี้ตนได้ศึกษาเกี่ยวกับกรณีเคยเกิดขึ้น พบว่า อดีตประธานสภาฯ ได้ทำเช่นกัน แต่ที่ผ่านมาพบว่าตั้งคนในสภาฯ เป็นกรรมการร หากตนทำแบบนั้นอาจถูกมองว่าเป็นบุคคลใต้อาณัติของประธาน จึงเปลี่ยนเอาคนนอกมากกว่าคนในเพื่อป้องกันครหา

“ไม่ใช่ผมเลียนแบบตามประเพณี แต่เมื่อเป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้ความรอบคอบทางกฎหมาย ทั้งนี้คนที่จะมาทำหน้าที่ใช้เวลาเจรจาขอนาน เพราะเป็นเรื่องที่เปลืองตัว แต่ผมได้นำบุคคลที่น่าเชื่อถือมาทำงาน เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ภูมิประวัติที่สังคมเชื่อถือได้ เป็นระดับ ตุลาการ โดยผมไม่ทำสิ่งที่อายสังคม แต่ยังเปิดเผยชื่อไม่ได้ เพราะกังวลว่าจะไม่เป็นอิสระ ส่วนกรอบเวลาไม่สามารถระบุได้” นายโสภณ ชี้แจง

ทั้งนี้นายพริษฐ์ หารือย้ำว่าการไม่เปิดเผยชื่อกรรมการเพื่อความเป็นอิสระแต่มีข้อกังวลว่าจะเป็นอิสระจากการตรวจสอบของประชาชน ส่วนการใช้เวลาขณะนี้พบว่าเวลาผ่านไป 82 วันแล้ว ขณะที่เรื่องที่เคยเกิดขึ้นเมื่อช่วงยุบสภา ที่ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ใช้เวลา 41 วันก่อนส่งเรื่องพร้อมกับขอให้ในขั้นตอนพิจารณาควรให้ฝ่ายที่ยื่นคำร้องได้เข้าชี้แจงด้วย ทำให้นายโสภณ กล่าวว่า จากที่หารือชื่อว่ากรรมการเก็บไปพิจารณา ซึ่งตนทำตรงไปตรงมา ขอให้จบและรอผล

ประชาธิปัตย์พรรคประชาชนพริษฐ์ วัชรสินธุอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะโสภณ ซารัมย์

‘สว.พิสิษฐ์’จวก ‘ไอติม-ไอลอว์’ เปิดข้อมูลฮั้ว หวังผลทางการเมือง ใช้สื่อออนไลน์เป็นศาลเตี้ย – ล่าแม่มด

27 สิงหาคม 2569 เวลา 12:03 น.

‘สว.พิสิษฐ์’ ซัด ‘ไอติม – ไอลอว์’ เปิดข้อมูลฮั้วหวังผลทางการเมือง – ด้อยค่าหรือไม่ ชี้เอกสารหลุดเข้าข่ายละเมิด PDPA – พ.ร.บ.คอมฯ จับแพะชนแกะ ทั้งที่กระบวนการยังไม่จบ จวกใช้สื่อออนไลน์เป็นศาลเตี้ย – ล่าแม่มด ด้าน ‘ฉัตรวรรษ’ ปัด ‘มุ้งสีน้ำเงิน’ นัดฉลองรอดคดี อ้างแค่อยากกินข้าวกับกมธ. ลั่นไม่จำเป็นต้องเฮ เพราะมีความสุขทุกวันอยู่แล้ว

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 09.00น. ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงกรณีรายงานการสอบสวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลุดเผยแพร่ต่อสาธารณะ ว่า หลายสัปดาห์ที่ผ่านมานายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูล โดยระบุว่าเพื่อประโยชน์ต่อสังคมที่เกี่ยวกับคดีของสว. วันนี้ต้องตั้งคำถามกลับไปยังนายพริษฐ์ และนายยิ่งชีพ เรื่องความถูกต้องของข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมถึงข้อมูลที่ถูกเปิดเผยต่อสังคม ท่านมั่นใจได้อย่างไรว่าเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่การจับแพะชนแกะตามที่ท่านนำมากล่าวอ้าง ทั้งนี้ หลายส่วนเป็นข้อมูลส่วนบุคคล การเผยแพร่ต่อสาธารณะเข้าข่ายการละเมิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA หรือไม่ และหากนำข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไม่เป็นความจริง การเผยแพร่ข้อมูลอาจมีสุ่มเสี่ยงที่จะมีความผิดฐานนำข้อมูลประเทศเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ รวมถึงความผิดหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา จึงขอถามนายพริษฐ์ และนายยิ่งชีพ ว่าข้อมูลที่นำมาเปิดเผยมีความน่าเชื่อถือ ถูกต้อง และอ้างอิงที่มาได้หรือไม่

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ทราบว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่ถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะก่อนกระบวนการจะเสร็จสิ้น ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดความลับในสำนวน และการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม จึงขอตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายให้แล้วเสร็จก่อน ดังนั้น นายพริษฐ์ ช่วยตอบด้วยว่าหากข้อมูลที่ท่านไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แต่ท่านนำมากล่าวหาเป็นเรื่องที่น่าพิจารณาว่าเหตุใดจึงไม่รอให้กระบวนการแล้วเสร็จก่อนค่อยออกมาเปิดเผย ท่านมีวัตถุประสงค์มีเจตนาอย่างไรในการเผยแพร่ข้อมูล และต้องการผลลัพธ์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ใดๆของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือไม่



นายพิสิษฐ์ กล่าวด้วยว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากกว่าหนึ่งชุด คือ คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุด 26 กับชุดที่ 36 ซึ่งความเห็นของอนุกรรมการฯ ทั้งสองชุดแตกต่างกัน ถามว่าท่านทราบได้อย่างไรว่าข้อมูลทั้งสองชุดเป็นอย่างไร เพราะเราซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหา มีการขอข้อมูลเอกสารไปแต่กกต. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่ได้ให้ข้อมูล จึงอยากถามนายพริษฐ์ว่าได้ข้อมูลมาอย่างไร ท่านเลือกที่จะพูดสิ่งที่ท่านเชื่อหรือสิ่งที่อยากให้เป็นหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่ามีการแอบแฝงเรื่องวัตถุประสงค์ทางการเมืองด้วยหรือไม่ เพราะทั้งสองท่านมีการชี้นำ และพยายามกดดันองค์กรอิสระที่มีดุลยพินิจ และความชอบตามกฎหมายอยู่แล้วในการทำงาน

“เป็นการกระทำและกล่าวอ้างในลักษณะศาลเตี้ยล่าแม่หมดบนบนสื่อออนไลน์ทำให้ สว.หรือบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องถูกตัดสินไปแล้วล่วงหน้า จึงถามว่าการเปิดประเด็นแบบนี้ทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะจริงหรือไม่ มีเจตนาแอบแฝงหรือเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มใดหนึ่งหรือไม่” นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ส่วนการที่นายยิ่งชีพโพสต์ว่าไม่ชอบฉายาว่าพลีชีพ แต่การที่นายยิ่งชีพพยายามดูถูกด้อยค่าสว.อย่างต่อเนื่อง คงต้องถามถึงใจเขาใจเราว่านายยิ่งชีพจะให้สว.ถูกวิจารณ์อย่างไม่สุจริตและเป็นธรรมหรือไม่

ด้านพ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. กล่าวถึงไทม์ไลน์กระบวนการได้มาซึ่งสว. ว่า อำนาจการสอบสวนคดีการเลือกตั้งสว. เป็นอำนาจของใคร ถ้าพูดอย่างสุภาพตอนนี้คือพวกท่านกำลังเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ เป็นการสร้างความปั่นป่วนกระด้างกระเดื่องในหมู่พี่น้องประชาชนหรือไม่ ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ได้เป็นไปตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อติชมโดยสุจริต ขอให้สื่อมวลชน ประชาชน ที่เสพสื่ออยู่ในปัจจุบันใช้วิจารณญาณรับฟังความเห็นดวงตาเป็นธรรม อย่าเห็นกงจักรเป็นดอกบัว



เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่มีสว.กลุ่มหนึ่งนัดรับประทานอาหารร่วมกันวานนี้ (26 ส.ค.) ที่ร้านอาหารย่านพระราม 7 เพื่อฉลองว่ารอดคดีฮั้วสว. ด้านพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. กล่าวว่า เข้าใจผิด ไม่มีอะไร เป็นเรื่องของกรรมาธิการ (กมธ.) ไปดูแลเจ้าหน้าที่เท่านั้นเอง ไปถามข้อเท็จจริงจากเจ้าหน้าที่ได้ อย่าให้ตนตอบอะไรไปมากกว่านี้

เมื่อถามว่า นัดกันอยู่แล้วไม่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วใช่หรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ไม่เกี่ยวเลย อยากกินข้าวก็แค่นั้นเอง ไม่มีนัดกับใครทั้งนั้น ไปดูภาพได้

เมื่อถามว่า มองจุดประสงค์คนที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้อย่างไร เหมือนพยายามต้องการให้เกิดความเข้าใจหรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า พูดไปเรื่อยเปื่อย เราเฮสนุกสนานกันได้ทุกวันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องฉลองอะไร เราก็มีความสุขของเรา ส่วนกระแสข่าวที่ว่า กกต. จะชี้มูลความผิดเฉพาะ สว.บางคน ตนไม่ขอก้าวก่าย เป็นเรื่องของ กกต.

เมื่อถามว่า กลุ่ม สว.ได้พูดคุยกันเรื่องนี้บ้างหรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า เรื่องของเขา ตนไม่เกี่ยว ทำงานอย่างเดียว ขณะที่ นายพิสิษฐ์ กล่าวเพียงว่า “ไม่ทราบ เพราะไม่ได้ไปร่วม”

สมาชิกวุฒิสภาฮั้วสว.ไอลอว์

กต.เผยยังไม่มีรายงานคนไทยเสียชีวิต เหตุน้ำท่วมเนปาล สถานทูตติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด 

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:52 น.

“กต“ แจง เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่มบริเวณแม่น้ำ Bhote Koshi ในเนปาล ยังไม่มีรายงานว่าคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มบริเวณแม่น้ำ Bhote Koshi ในเนปาล เขตเมือง Rasuwa, Nuwakot, Dhading, Gorkha, และ Chitwan เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 95 คน และมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก นั้น

วันที่ 27 ส.ค.2569 นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล ทราบว่า พื้นที่ดังกล่าวรับผลกระทบอย่างมาก สาธารณูปโภคพื้นฐานตามแนวแม่น้ำ Bhote Koshi ได้รับความเสียหายอย่างหนัก และยังมีชาวเนปาลและชาวต่างชาติสูญหายมากกว่า 600 คน โดยขณะนี้ ยังไม่มีรายงานว่ามีคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ หากมีคนไทยได้รับผลกระทบหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งสถานเอกอัครราชทูตฯ ได้ทันทีที่ หมายเลข +977-9818749944 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตฯ จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

Planet Labsชายแดนเนปาลทิเบตทิเบตเนปาล

‘บิ๊กเกรียง’ พร้อมรับทุกมติ กกต. ชี้ชะตา ‘คดีฮั้ว สว.’ ขอทุกฝ่ายอยู่ในกรอบกฎหมาย

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:40 น.

‘บิ๊กเกรียง’ ยันพร้อมรับทุกมติ กกต. ชี้ชะตา ‘คดีฮั้ว สว.’ ขอทุกฝ่ายอยู่ในกรอบกฎหมาย อย่าก้าวล้ำ-ก้าวล่วงสิทธิ

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 10.15น. ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ถึงคดีฮั้ว สว. ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กำลังจะมีการลงมติในช่วงสิ้นเดือนส.ค.นี้ว่า เป็นไปตามที่ตนนำเรียนอยู่เสมอ ทุกคนยอมรับในกติกา ทุกคนยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น คำตัดสินตามที่ กกต.จะดำเนินการลงมาไม่ว่าจะวันใดก็แล้วแต่ เมื่อมีการพิจารณาแล้วเสร็จ ไต่สวนแล้วเสร็จ และตัดสินแล้วเสร็จ เรายอมรับ

เมื่อถามถึง กรณีที่ฝ่ายค้านมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องคดีดังกล่าว พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ไม่เป็นอะไร ว่ากันไป เป็นหน้าที่และบทบาทของเขา แต่อย่าก้าวล้ำและก้าวล่วงในสิทธิกันแค่นั้นเอง ขอให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย

บิ๊กเกรียงฮั้ว สว.

‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ เรียก 6 หน่วยงาน แจงเหตุไม่สงบชายแดนใต้ เร่งหาความจริงคนเจ็บอ้างถูกยิงจาก ‘ฮ.’

27 สิงหาคม 2569 เวลา 11:31 น.

‘กมธ.ความมั่นคงฯ’ เรียก6หน่วยงาน แจงเหตุไม่สงบชายแดนใต้ช่วง 22-24 ส.ค. เร่งหาความจริงกรณีผู้บาดเจ็บอ้างถูกยิงจาก ‘เฮลิคอปเตอร์’ ชี้เหตุครั้งนี้แตกต่างจากอดีต มุ่งทำลายทรัพย์สินราชการมากกว่าชีวิตประชาชน ต้องหาสาเหตุให้ชัด เพื่อแก้ปัญหาตรงจุด ด้วยการพูดคุยเจรจา

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 เวลา 09.55น. ที่รัฐสภา นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ ซึ่งได้เชิญ 6 หน่วยงานด้านความมั่นคง ได้แก่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจภูธรภาค 9 เข้าชี้แจงกรณีเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า วานนี้ (26 ส.ค.) มีสส.จังหวัดชายแดนภาคใต้ 14 คน มายื่นต่อประธานกรรมาธิการฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบมาตรการและแนวทางการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงได้เชิญ 6 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่าเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร และเกิดขึ้นเพราะอะไร
รวมถึงกรณีผู้บาดเจ็บที่อ้างว่าถูกอาวุธยิงจากเฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ ซึ่งวันนี้กรรมาธิการฯ จะติดตามและหาความจริงให้กระจ่าง เพื่อให้พี่น้องประชาชนสบายใจ ส่วนแนวทางการให้ข้อมูลของหน่วยงานนั้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่มีข้อมูลด้านความมั่นคงและบางส่วนเป็นความลับ จึงต้องดูว่าหน่วยงานจะสามารถให้ข้อมูลได้มากน้อยเพียงใด

นายมณเฑียร กล่าวต่อว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดมาตั้งแต่ปี 2547 รวมระยะเวลากว่า 22 ปี มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน เพราะเป็นเรื่องที่มีกระบวนการแบ่งแยกดินแดน หากผ่านระยะเวลา 22 ปีแล้วครั้งนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเหตุเกิดจากอะไร ก็จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปด้วยความยากลำบาก และจะมีปัญหาอื่นตามมาอีกมาก จึงต้องดำเนินการให้มีความชัดเจน

นายมณเฑียร กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาการก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้ง 2 อำเภอในพื้นที่จังหวัดสงขลา เกิดเหตุรวมแล้วหมื่นกว่าครั้ง และทุกครั้งที่ก่อเหตุโดยมากจะมีเป้าหมายเอาชีวิตพี่น้องประชาชน แต่ครั้งนี้ไม่มีเป้าหมายดังกล่าว กลับเป็นการทำลายทรัพย์สินของทางราชการ เช่น เผาสถานที่ราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำลายเสาไฟฟ้า เผารถยนต์ และทำลายกล้อง CCTV ซึ่งถือว่าแปลกกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ที่กรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุที่เกิดขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่นหรือไม่นั้น นายมณเฑียร กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยว เพราะเป็นพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และทุกครั้งที่เกิดเหตุ เมื่อมีการสันนิษฐานว่าเกิดจากอะไร โดยมากจะมี 5 ประเด็น คือ เรื่องการแบ่งแยกดินแดน เรื่องของเถื่อน เรื่องยาเสพติด เรื่องงบประมาณ และเรื่องการเมือง

เมื่อถามถึงกรณีที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ให้ข้อมูลว่าเรื่องงบประมาณไม่เกี่ยวข้องแต่มีข้อมูลว่ามีกลุ่ม BRN รุ่นใหม่เข้ามาร่วมด้วยนั้น นายมณเฑียร กล่าวว่า แนวทางการป้องกันและแก้ปัญหาจะต้องเริ่มจากการหาข้อมูลให้ชัดเจน

นายมณเฑียร กล่าวต่อว่า วันนี้เป็นเหมือนวันประวัติศาสตร์ เพราะมีผู้แทนที่อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีปัญหา จำนวน 14 คน และมาจากทุกพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล จะมาร่วมกันแก้ปัญหาและหาข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุดปัญหาเรื่องยาเสพติด ของเถื่อน และงบประมาณ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะดำเนินการแก้ไข แต่หากเป็นเรื่องของแนวคิดแบ่งแยกดินแดนอย่าไปคิด เพราะรัฐบาลชุดนี้ได้ตั้งผู้พูดคุยเจรจาไว้แล้ว และเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศไม่ยอม ขณะที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าประเทศไทยต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ ขอย้ำว่า การแก้ปัญหาคือจะต้องไม่มีเรื่องการฆ่าแกงกัน และทุกเรื่องที่มีปัญหาสามารถจบได้ด้วยการพูดคุยและการเจรจา

เมื่อถามว่า การตั้งคณะพูดคุยเจรจาครั้งนี้จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายหรือไม่ นายมณเฑียร กล่าวว่า ต้องแก้ให้ตรงจุด และต้องพูดคุยกับคนที่ใช่ หากไปพูดคุยกับคนที่ไม่ใช่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ วันนี้จึงต้องหาข้อมูลให้เจอว่าเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ส่วนการมีกลุ่มขบวนการรุ่นใหม่เข้ามานั้น อาจเป็นเพราะคนกลุ่มดังกล่าวยังไม่เข้าใจ และจะต้องมีการพูดคุยเจรจากัน

3จังหวัดชายแดนใต้ชายแดนใต้