สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี “โทมาฮอว์ก” ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี  "โทมาฮอว์ก" ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

9 ก.ค. 2569 16:12 น.

สหรัฐฯ ไฟเขียวขายขีปนาวุธนำวิถี “โทมาฮอว์ก” ให้เยอรมนี รับมือภัยคุกคามรัสเซีย

“ฟรีดริช แมร์ซ” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เผยสหรัฐฯ อนุมัติการขายขีปนาวุธร่อนพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” ให้แก่เยอรมนีแล้ว หลังบรรลุข้อตกลงระหว่างการประชุมสุดยอดนาโตที่ตุรกี โดยระบุว่าจะช่วยเสริมขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศและอุดช่องว่างด้านยุทธศาสตร์ ท่ามกลางความกังวลต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย

นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แถลงต่อต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ (9 ก.ค.) ว่า เยอรมนีได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ นอกรอบการประชุมสุดยอดองค์การนาโต ที่กรุงอังการา ในการจัดซื้อขีปนาวุธร่อนระยะไกลแบบ “โทมาฮอว์ก” เพื่อนำมาประจำการในประเทศอย่างเป็นทางการ

“เราได้ตกลงกับรัฐบาลอเมริกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ขีปนาวุธโทมาฮอว์กของอเมริกาจะถูกจัดซื้อโดยเราและนำมาประจำการในเยอรมนี” นายกรัฐมนตรีแมร์ซกล่าวว่า “ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้จะช่วยปิดช่องว่างทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในระบบป้องกันประเทศของเรา และในขณะเดียวกัน เราจะยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบอาวุธของยุโรปเองเพื่อนำมาประจำการในภาคพื้นทวีปต่อไป”

ข้อตกลงซื้อขายในครั้งนี้ถือเป็นการพลิกสถานการณ์ หลังจากที่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีแมร์ซเคยส่งสัญญาณว่า แผนการประจำการขีปนาวุธโทมาฮอว์กในเยอรมนี ซึ่งริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปี 2024 อาจต้องถูกยกเลิกไป เนื่องจากคลังอาวุธของสหรัฐฯ ร่อยหรอลงจากการสนับสนุนสงครามในยูเครนและอิหร่าน ประกอบกับเกิดการปะทะคารมอย่างรุนแรงระหว่างนายแมร์ซและประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับประเด็นสงครามในอิหร่าน ซึ่งทำให้ทรัมป์เคยออกมาวิจารณ์ว่าแมร์ซทำหน้าที่ผู้นำเยอรมนีได้ “ย่ำแย่มาก” อย่างไรก็ตาม การเจรจาล่าสุดส่งผลให้ดีลนี้กลับมาเดินหน้าอีกครั้งในฐานะทางเลือกใหม่

กระทรวงกลาโหมของเยอรมนีระบุว่า การนำขีปนาวุธโทมาฮอว์กซึ่งมีพิสัยการยิงไกลตั้งแต่ 1,600 ไปจนถึง 2,500 กิโลเมตร และมักยิงจากเรือดำน้ำหรือเรือรบ มาประจำการบนภาคพื้นดินนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามที่มีประสิทธิภาพต่อภัยคุกคามจากรัสเซีย

ย้อนกลับไปในปี 2024 ทางการเยอรมนีเคยแสดงความกังวลอย่างหนักหลังจากรัสเซียได้นำขีปนาวุธ “อิสกันเดอร์” (Iskander) ที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ ไปประจำการในพื้นที่แคว้นคาลินินกราด รวมถึงการส่งเครื่องบินรบพร้อมขีปนาวุธไฮเปอร์โซนิก “คินชาล” (Kinzhal) และประกาศเตรียมติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ในประเทศเบลารุส ซึ่งการที่อาวุธของรัสเซียมีรัศมีทำการไกลถึง 2,000 กิโลเมตร ถือเป็นการคุกคามยุโรปตะวันตกอย่างรุนแรง ทำให้นาโตจำเป็นต้องมีมาตรการตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อ

ในปัจจุบัน ชาติพันธมิตรนาโตในฝั่งยุโรปยังไม่มีอาวุธพิสัยกลางเป็นของตนเอง ดังนั้น การซื้อโทมาฮอว์กจากสหรัฐฯ จึงเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่ออุดช่องโหว่ ในขณะที่แผนระยะกลางและระยะยาว ชาติยุโรปได้ร่วมกันจัดตั้งโครงการพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลของยุโรป (ELSA) ซึ่งเริ่มขึ้นในการประชุมสุดยอดที่วอชิงตันเมื่อปี 2024

โครงการ ELSA เป็นความร่วมมือของพันธมิตรยุโรปหลายประเทศในการวิจัยและพัฒนาขีปนาวุธร่อนนำวิถีที่มีพิสัยการโจมตีแม่นยำสูงระยะไกลกว่า 2,000 กิโลเมตร ขึ้นมาเอง เพื่อใช้โจมตีเป้าหมายที่มีมูลค่าทางยุทธศาสตร์สูงของข้าศึก และเพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีทางการทหารจากสหรัฐฯ ในอนาคต

ทั้งนี้ วิกฤตการณ์ติดอาวุธพิสัยกลางในยุโรปกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ สนธิสัญญาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง ที่ลงนามไว้ตั้งแต่ปี 1987 โดยอดีต ปธน. โรนัลด์ เรแกน และนายมิฮาอิล กอร์บาชอฟ ซึ่งเคยสั่งห้ามไม่ให้ทั้งสองฝ่ายครอบครองและประจำการขีปนาวุธทางยุทธวิธีภาคพื้นดินที่มีพิสัยยิง 500 ถึง 5,500 กิโลเมตร ได้ล่มสลายลงในปี 2019 หลังจากสหรัฐฯ และนาโตกล่าวหาว่ารัสเซียละเมิดข้อตกลงด้วยการพัฒนาขีปนาวุธรุ่นใหม่เลขรหัส 9M729 จนเป็นเหตุให้สหรัฐฯ ประกาศถอนตัวจากสนธิสัญญาดังกล่าวในที่สุด.

ที่มา  DW / ZDFheute

ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี “ยุน ซอกยอล” คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี "ยุน ซอกยอล" คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

9 ก.ค. 2569 14:28 น.

ศาลเกาหลีใต้ยืนโทษจำคุก 7 ปี “ยุน ซอกยอล” คดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม

ศาลฎีกาเกาหลีใต้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกอดีตประธานาธิบดี “ยุน ซอกยอล” เป็นเวลา 7 ปี ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและใช้อำนาจมิชอบ หลังสั่งเจ้าหน้าที่อารักขาขัดขวางการจับกุม รวมถึงปลอมลายเซ็นนายกฯ ประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024

ศาลฎีกาเกาหลีใต้ได้มีคำพิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล เป็นเวลา 7 ปี ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรม ใช้อำนาจมิชอบ และปลอมแปลงเอกสารราชการ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์พยายามประกาศใช้กฎอัยการศึกแบบสายฟ้าแลบเพื่อยึดอำนาจเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 ที่ประสบความล้มเหลว

คำตัดสินของศาลสูงสุดในวันนี้ ถือเป็นข้อยุติแรกในบรรดาคดีความทั้งหมด 8 คดี ที่อดีตผู้นำเกาหลีใต้กำลังถูกดำเนินคดีอยู่ โดยผู้พิพากษาแถลงผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ ซึ่งตัวของนายยุน ซอกยอล ปฏิเสธที่จะเดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยศาลระบุว่า “คำตัดสินของศาลล่างไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ ทั้งในการประเมินหลักฐานและการบังคับใช้หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์ทั้งหมด”

สำหรับคดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนในครั้งนี้ ครอบคลุมพฤติกรรมความผิดในหลายประเด็นหลังจากการประกาศกฎอัยการศึกถูกรัฐสภาโหวตคว่ำลงภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง ซึ่งรวมถึงการขัดขวางหมายจับ โดยนายยุนซึ่งถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ถูกจับได้ว่าแอบสั่งการให้เจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดี ทำการฝึกซ้อมตั้งกำแพงมนุษย์และขึงลวดหนาม เพื่อขัดขวางไม่ให้พนักงานสอบสวนเข้าจับกุมเขาตามหมายจับของศาลในเดือนมกราคม 2025 ซึ่งศาลฎีกาชี้ชัดว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สามารถอ้างว่าเป็นกิจกรรมรักษาความปลอดภัยที่ชอบด้วยกฎหมายได้

นอกจากนั้น เขายังจงใจหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยเรียกประชุมรัฐมนตรีเพียงบางกลุ่มเพื่ออนุมัติแผนกฎอัยการศึก โดยไม่แจ้งให้รัฐมนตรีอีก 9 คนเข้าร่วมประชุมตามขั้นตอน รวมถึงการแก้ไขข้อความในประกาศกฎอัยการศึกหลังจากที่กฎดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว โดยใช้ตราประทับและปลอมลายมือชื่อของนายกรัฐมนตรีเพื่อปกปิดข้อบกพร่องทางกฎหมาย ก่อนจะสั่งให้ทำลายเอกสารนั้นในเวลาต่อมา และการสั่งเจ้าหน้าที่แจกจ่ายแถลงการณ์ข่าวที่บิดเบือนความจริงให้แก่สื่อมวลชนต่างประเทศ และสั่งการให้ผู้บัญชาการทหารลบประวัติการโทรศัพท์ในสมาร์ทโฟนความมั่นคงเพื่อทำลายหลักฐาน

คดีนี้ ศาลชั้นต้นเคยตัดสินจำคุกเขา 5 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะเพิ่มโทษเป็น 7 ปีในเดือนเมษายน เนื่องจากพบความผิดเพิ่มในประเด็นบิดเบือนข้อมูลสื่อ แม้ว่าทางอัยการพิเศษจะเรียกร้องให้ลงโทษจำคุกสูงถึง 10 ปีก็ตาม ด้านทีมทนายความของนายยุนได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และตราหน้าว่าศาลฎีกาด่วนสรุปคดีโดยไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน พร้อมประกาศจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคัดค้านคำตัดสินนี้ต่อไป

การประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปลายปี 2024 ได้นำพาเกาหลีใต้เข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยใหม่ ส่งผลให้ตลาดหุ้นดิ่งเหว ประชาชนลุกฮือประท้วงขับไล่ จนทำให้นายยุน ซอกยอล ถูกลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน 2025 และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ซึ่งชัยชนะตกเป็นของ นายอี แจมยอง  จากพรรคประชาธิปไตย

แม้ว่าอดีตประธานาธิบดียุนจะยังคงยืนกรานว่า การตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกในตอนนั้นทำไป “เพื่อผลประโยชน์ของชาติและขจัดกลุ่มต่อต้านรัฐ” แต่เขายังต้องเผชิญกับคดีอาญาอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่ามาก โดยเฉพาะ คดีหลักในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏล้มล้างการปกครอง ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษ “จำคุกตลอดชีวิต” ไปก่อนหน้านี้ และปัจจุบันคดีกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลอุทธรณ์

นอกจากนี้ เขายังถูกศาลตัดสินจำคุก 30 ปีในอีกคดีหนึ่ง จากกรณีลักลอบส่งโดรนเข้าไปในดินแดนเกาหลีเหนือเพื่อหวัง “สร้างสถานการณ์วิกฤตความมั่นคง” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างชิงประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งทางอัยการเกาหลีใต้ระบุว่าจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถในการดำเนินคดีกบฏและคดีที่เหลืออยู่กับอดีตผู้นำรายนี้ให้ถึงที่สุด.

ที่มา Yonhap / AFP

ศาลสหรัฐฯ สั่งทรัมป์จ่าย 5.8 ล้านดอลลาร์ให้ “อี. จีน แคร์รอลล์” คดีล่วงละเมิดทางเพศ-หมิ่นประมาท

ศาลสหรัฐฯ สั่งทรัมป์จ่าย 5.8 ล้านดอลลาร์ให้ "อี. จีน แคร์รอลล์" คดีล่วงละเมิดทางเพศ-หมิ่นประมาท

9 ก.ค. 2569 13:23 น.

ศาลสหรัฐฯ สั่งทรัมป์จ่าย 5.8 ล้านดอลลาร์ให้ “อี. จีน แคร์รอลล์” คดีล่วงละเมิดทางเพศ-หมิ่นประมาท

ผู้พิพากษาได้สั่งให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จ่ายเงินกว่า 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 193 ล้านบาท แก่นักเขียนหญิง “อี. จีน แคร์รอลล์” หลังจากที่เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาทเธอในคดีแพ่งเมื่อ 3 ปีก่อน ขณะที่ทีมกฎหมายของทรัมป์ยื่นอุทธรณ์เพื่อระงับการจ่ายเงิน แต่ถูกศาลปฏิเสธ

ผู้พิพากษาลูอิส เอ. แคปแลน แห่งศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งให้จ่ายเงินชดเชยจำนวน 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 193 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย จากบัญชีเงินค้ำประกัน เพื่อจ่ายให้แก่นักเขียนและอดีตคอลัมนิสต์ชื่อดัง อี. จีน แคร์รอลล์ หลังคณะลูกขุนมีคำตัดสินตั้งแต่ปี 2023 ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาทเธอ

คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังศาลสูงสหรัฐฯ ปฏิเสธรับคำร้องอุทธรณ์ของทรัมป์ ส่งผลให้คำพิพากษาในคดีแพ่งมีผลบังคับใช้ และเปิดทางให้ศาลปล่อยเงินที่ทรัมป์นำไปวางไว้เป็นหลักประกันหลังคำตัดสินเมื่อปี 2023 โดยยอดเงินเดิม 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเป็น 5.8 ล้านดอลลาร์จากดอกเบี้ยที่สะสม

คดีความดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจาก อี. จีน แคร์รอลล์ ได้เปิดเผยในหนังสือบันทึกความทรงจำของเธอเมื่อปี 2019 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ล่วงละเมิดทางเพศเธอในห้องแต่งตัวของห้างสรรพสินค้าสุดหรู เบิร์กดอร์ฟ กูดแมน ในย่านแมนแฮตตัน ช่วงกลางทศวรรษ 1990 โดยในตอนนั้น ทรัมป์ซึ่งกำลังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดอย่างรุนแรง และให้สัมภาษณ์ทำนองว่าเธอโกหกเพื่อหวังยอดขายหนังสือ ทั้งยังระบุว่า “เธอไม่ใช่สเปกของผม”

แคร์รอลล์ตัดสินใจยื่นฟ้องร้องทรัมป์ หลังจากรัฐนิวยอร์กได้มีการแก้ไขกฎหมายเปิดโอกาสให้ผู้รอดชีวิตจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศในอดีตสามารถยื่นฟ้องร้องทางแพ่งได้ แม้คดีความจะผ่านมานานแล้วก็ตาม ซึ่งในระหว่างการพิจารณาคดี ทรัมป์ไม่ได้เดินทางมาปรากฏตัวที่ศาล ก่อนที่คณะลูกขุนจะมีคำตัดสินว่าทรัมป์มีความผิดจริงฐานล่วงละเมิดทางเพศและหมิ่นประมาท

“จำเลย (ทรัมป์) พยายามประวิงเวลาคดีนี้มานานหลายปีแล้ว มันถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องยอมรับความยุติธรรมและจ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนนี้ซะ” ผู้พิพากษาแคปแลน ระบุในบันทึกคำตัดสิน

โฆษกทีมกฎหมายของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำสั่งศาลทันที โดยระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้าม “ประชาชนชาวอเมริกันยืนหยัดเคียงข้างประธานาธิบดีทรัมป์ และขอเรียกร้องให้ยุติ ‘การล่าแม่มด’ ทั้งหมดทันที รวมถึงเรื่องลวงโลกของแคร์รอลล์ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากพรรคเดโมแครต ประธานาธิบดีทรัมป์จะยังคงชนะการต่อสู้กับสงครามกฎหมายของฝ่ายเสรีนิยม และมุ่งมั่นในภารกิจทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ เดนนี ชิน ได้แสดงความเห็นต่อพฤติกรรมของทรัมป์ว่า ทรัมป์ได้กล่าวโจมตีแคร์รอลล์ซ้ำ ๆ มานานหลายปี โดยหาว่าเธอโกหกเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและเงินทอง ทั้งยังด้อยค่ารูปลักษณ์ของเธอ ซึ่งส่งผลให้แคร์รอลล์ต้องเผชิญกับการถูกคุกคาม ข่มขู่เอาชีวิต และต้องอยู่ด้วยความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในชีวิตมานานหลายปี ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ยังแสดงออกถึงความ “ไม่สำนึกผิด” โดยยังคงเดินหน้าหมิ่นประมาทเธอทั้งในระหว่างและหลังการพิจารณาคดี โดยเคยประกาศด้วยซ้ำว่าจะหมิ่นประมาทเธอต่อไปอีก “เป็นพัน ๆ ครั้ง”

นอกเหนือจากเงินจำนวน 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ศาลสั่งจ่ายในครั้งนี้แล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ยังอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ในคดีหมิ่นประมาทภาคต่อเนื่อง ซึ่งเกิดขึ้นจากการพิจารณาคดีในปี 2024 โดยในคดีหลังนี้ คณะลูกขุนอีกชุดหนึ่งได้สั่งให้ทรัมป์ต้องจ่ายเงินค่าเสียหายและค่าปรับฐานหมิ่นประมาทให้แก่แคร์รอลล์เพิ่มอีกเป็นมูลค่าสูงถึงเกือบ 84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 2,900 ล้านบาท) เนื่องจากเขายังคงให้สัมภาษณ์โจมตีเธอในลักษณะเดิมในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศ ซึ่งทีมกฎหมายของทรัมป์กำลังพยายามต่อสู้เพื่อพลิกคำตัดสินในคดีดังกล่าวอยู่เช่นกัน.

ที่มา Associated Press / BBC

เยอรมนีสั่งจำคุกตลอดชีวิตแพทย์ฆาตกรรมคนไข้ 15 ศพ เร่งสอบเพิ่มอีกกว่า 70 คดี

เยอรมนีสั่งจำคุกตลอดชีวิตแพทย์ฆาตกรรมคนไข้ 15 ศพ เร่งสอบเพิ่มอีกกว่า 70 คดี

9 ก.ค. 2569 13:00 น.

เยอรมนีสั่งจำคุกตลอดชีวิตแพทย์ฆาตกรรมคนไข้ 15 ศพ เร่งสอบเพิ่มอีกกว่า 70 คดี

ศาลกรุงเบอร์ลินพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต “โยฮันเนส เอ็ม.” แพทย์ด้านการดูแลแบบประคับประคอง วัย 41 ปี หลังสารภาพฆาตกรรมคนไข้ 15 รายด้วยการฉีดยาพิษให้หยุดหายใจเฉียบพลัน ก่อนจุดไฟเผาบ้านอำพรางคดี ผู้พิพากษาชี้ทำไปเพราะ “กระหายในอำนาจเหนือชีวิตคน” ไม่ใช่ความเมตตา ด้านอัยการเร่งขยายผลหาหลักฐานเพิ่มอีกกว่า 76 ศพ

ศาลกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี พิพากษาจำคุกตลอดชีวิตแพทย์ด้านการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) วัย 41 ปี ซึ่งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเยอรมนีระบุชื่อเพียง “โยฮันเนส เอ็ม.” (Johannes M.) หลังตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมผู้ป่วย 15 ราย ระหว่างเดือนกันยายน 2021 ถึงกรกฎาคม 2024

คำพิพากษาระบุว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยผู้หญิง 12 คน และผู้ชาย 3 คน มีอายุตั้งแต่ 25-94 ปี แม้ทั้งหมดจะป่วยด้วยโรคร้ายแรง แต่ยังไม่ได้อยู่ในภาวะใกล้เสียชีวิต

อัยการระบุว่า ระหว่างออกตรวจรักษาผู้ป่วยตามบ้าน แพทย์รายนี้ได้ฉีดยาสลบและยาคลายกล้ามเนื้อในปริมาณที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย ส่งผลให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจเป็นอัมพาต หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที นอกจากนี้ ศาลยังรับฟังหลักฐานว่า อย่างน้อย 5 ครั้ง ผู้ต้องหาได้จุดไฟเผาบ้านหรืออพาร์ตเมนต์ของผู้เสียชีวิตเพื่อทำลายหลักฐานและอำพรางคดี

ผู้พิพากษา ซิลเวีย บุช ระบุว่า ความผิดของเขามีความร้ายแรงเป็นกรณีพิเศษซึ่งส่งผลให้เขาหมดสิทธิ์ในการขอทัณฑ์บนหรือปล่อยตัวก่อนกำหนด และศาลยังได้สั่งคำสั่งกักกันเพื่อความปลอดภัยหลังรับโทษจำคุก รวมถึงสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมตลอดชีวิต

หนึ่งในเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนขวัญที่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2024 ก่อนถูกจับกุมไม่นาน โดยในช่วงเช้า แพทย์รายนี้สังหารชายวัย 75 ปีที่บ้านพักในย่านครอยซ์แบร์กของกรุงเบอร์ลิน และเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ได้ก่อเหตุสังหารหญิงวัย 76 ปีในย่านนอยเคิล์น พร้อมพยายามวางเพลิงบ้านของผู้เสียชีวิต แต่ไม่สำเร็จ

ผู้พิพากษาซิลเวีย บุช ระบุว่า คดีนี้เป็นคดีที่ “ยากจะจินตนาการ” และเรียกจำเลยว่าเป็น “ฆาตกรต่อเนื่อง” พร้อมชี้ว่า การกระทำไม่ได้เกิดจากความเมตตาหรือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการช่วยให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างสงบ แต่เกิดจากความต้องการมีอำนาจควบคุมชีวิตของเหยื่อ ขณะที่อัยการระบุว่า จำเลยมี “ความหลงใหลในการฆ่า” และไม่มีแรงจูงใจอื่นนอกจากการลงมือสังหาร

ตลอดการพิจารณาคดีที่ใช้เวลานานเกือบหนึ่งปี จำเลยแทบไม่ให้การใด ๆ กระทั่งช่วงท้ายของการพิจารณา เขายอมรับต่อศาลว่า “ได้ฆ่าคน” และสารภาพว่าลงมือสังหารผู้ป่วยอย่างน้อย 12 ราย โดยอ้างว่าเชื่อว่ากำลังช่วยให้พวกเขาหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน พร้อมกล่าวว่าขณะนี้ตระหนักถึงความเจ็บปวดที่ก่อขึ้นและรู้สึกสิ้นหวังกับการกระทำของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ญาติของผู้เสียชีวิตหลายคนปฏิเสธคำอ้างดังกล่าว แม่ของหญิงวัย 25 ปี ซึ่งเป็นเหยื่ออายุน้อยที่สุด กล่าวทั้งน้ำตาว่า ลูกสาวของเธอไม่เคยพูดว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ ขณะที่บุตรชายของหญิงวัย 72 ปี เปิดเผยว่า มารดาของเขายังวางแผนจะเดินทางไปเที่ยวทะเลบอลติกกับน้องสาว และยังต้องการใช้ชีวิตต่อไป

แม้ศาลจะตัดสินความผิดใน 15 คดี แต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของคดีทั้งหมด โดยอัยการกำลังสอบสวนการเสียชีวิตต้องสงสัยอีก 76 คดี หากพบหลักฐานและมีคำพิพากษาว่ามีความผิดเพิ่มเติม คดีนี้อาจกลายเป็นหนึ่งในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่มีเหยื่อมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของเยอรมนี.

ที่มา AFP / BBC

ทรัมป์สลับใช้ไปมา “แอร์ ฟอร์ซ วัน” ลำเก่า-ลำใหม่ หลังเสร็จประชุมนาโต คาดเหตุผลความปลอดภัย

ทรัมป์สลับใช้ไปมา "แอร์ ฟอร์ซ วัน" ลำเก่า-ลำใหม่ หลังเสร็จประชุมนาโต คาดเหตุผลความปลอดภัย

9 ก.ค. 2569 11:15 น.

ทรัมป์สลับใช้ไปมา “แอร์ ฟอร์ซ วัน” ลำเก่า-ลำใหม่ หลังเสร็จประชุมนาโต คาดเหตุผลความปลอดภัย

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องบิน “แอร์ ฟอร์ซ วัน” กะทันหันขณะเดินทางออกจากตุรกีหลังเสร็จสิ้นการประชุมนาโต โดยใช้ “แอร์ฟอร์ซวันลำเก่า” เดินทางไปยังฐานทัพในอังกฤษ ก่อนจะกลับไปใช้ “แอร์ฟอร์ซวันลำใหม่” ที่กาตาร์มอบให้ เพื่อเดินทางกลับสหรัฐฯ ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องระบบความปลอดภัยที่ยังไม่พร้อม และสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางออกจากประเทศตุรกีเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 ก.ค.) ด้วยเครื่องบิน “แอร์ ฟอร์ซ วัน  ลำเก่า” แทนที่จะเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 747 ลำใหม่สุดหรูที่ได้รับจากราชวงศ์กาตาร์ ซึ่งเป็นลำที่โดยสารเพื่อมาปฏิบัติภารกิจในตอนแรก

การสลับเครื่องบินอย่างกะทันหันในระหว่างการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งแรกของเครื่องบินลำใหม่นี้ เกิดขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีพรมแดนติดกับตุรกี กำลังทวีความรุนแรงขึ้นจากการที่สหรัฐฯ เพิ่งเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหม่

นอกจากนี้ สื่อใหญ่อย่าง เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ รายหลังโดยอ้างแหล่งข่าวไม่เปิดเผยชื่อว่า การสลับเครื่องบินครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำขอของ “หน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐฯ” เพื่อเป็นมาตรการป้องกันไว้ก่อน เนื่องจากเครื่องบินลำใหม่ที่เพิ่งปรับปรุงเสร็จอย่างเร่งด่วนนั้น ยังคงขาดคุณสมบัติและขีดความสามารถด้านความปลอดภัยบางประการเมื่อเทียบกับแอร์ฟอร์ซวันลำเก่า อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่าการตัดสินใจนี้ไม่ได้มาจากภัยคุกคามที่เจาะจงใด ๆ

ขณะที่ผู้สื่อข่าวบนแอร์ฟอร์ซวันลำเก่ารายงานว่า ในช่วงที่เครื่องบินกำลังเทกออฟออกจากตุรกี เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้ผู้สื่อข่าวทุกคนปิดม่านหน้าต่างในห้องโดยสารลงทั้งหมดโดยไม่มีการแจ้งเหตุผลล่วงหน้า

ในการแถลงข่าวหลังจบการประชุมสุดยอดผู้นำนาโต ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบคำถามตรง ๆ ว่ามีการขู่ลอบสังหารที่เป็นระบบหรือไม่ แต่เขาได้ยอมรับถึงภัยคุกคามที่มีอยู่ตลอดเวลา

“ผมเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งในบัญชีสั่งเก็บของอิหร่าน” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมพูดถึงเรื่องนี้บ่อยเพราะชีวิตของประธานาธิบดีนั้นอันตรายมาก ผมไม่รู้หรอก ผมบอกคุณไม่ได้ แต่ผมไม่แคร์หรอก”

หลังจากนั้น เมื่อทรัมป์เดินทางไปถึงอังกฤษและเดินขึ้นเครื่องบินลำใหม่ ทรัมป์ยังได้กล่าวติดตลกกับผู้สื่อข่าวว่า “พวกคุณน่าจะอยู่บนเที่ยวบินที่อันตรายนะ เพราะพวกคนสารเลวที่เราต้องรับมือด้วย” ซึ่งคาดว่าเป็นการสื่อถึงประเทศอิหร่านที่เขาเรียกว่า “คนป่วย”

ต่อมาโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความในทรูธโซเชียล เพื่อชี้แจงถึงเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า เขาจงใจส่งเครื่องบินลำใหม่ล่วงหน้าไปที่ฐานทัพอากาศมิลเดนฮอลล์ ของอังกฤษ เพื่อให้ทหารอเมริกันที่ประจำการอยู่ที่นั่นได้มีโอกาสชมเครื่องบินลำนี้เป็นกลุ่มแรก

“ทุกคนตื่นเต้นกันมาก และเราคิดว่าพวกเขาควรเป็นกลุ่มแรกที่ได้เห็น สำหรับตัวผม เพื่อระลึกความหลัง เราจะนั่งแอร์ฟอร์ซวันลำเดิมเดินทางออกจากตุรกี” ทรัมป์ ระบุ พร้อมแชร์ภาพถ่ายร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารที่มารอต้อนรับในอังกฤษอย่างชื่นมื่น ก่อนที่ในช่วงค่ำวันพุธ ทรัมป์จะเดินทางขึ้นแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ เพื่อบินกลับสู่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 

เครื่องบินลำใหม่นี้ เป็นเครื่องบินโบอิ้ง 747-8 ที่ราชวงศ์กาตาร์มอบให้สหรัฐฯ เป็นของขวัญเมื่อปีที่แล้ว หลังจากทรัมป์บ่นบ่อยครั้งเกี่ยวกับสภาพที่ทรุดโทรมของแอร์ฟอร์ซวัน 2 ลำเดิมที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 1990 เครื่องบินลำนี้ถูกนำไปปรับปรุงระบบความปลอดภัยและการสื่อสารอย่างเร่งด่วนโดยบริษัทคู่สัญญาด้านความมั่นคง L3Harris Technologies และเพิ่งบินบริการทรัมป์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การรับของขวัญมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์จากรัฐบาลต่างชาติได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามอย่างหนักจากฝ่ายนิติบัญญัติของพรรคเดโมแครต ทั้งในแง่ของจริยธรรม รัฐธรรมนูญ และความปลอดภัย โดยมีการประเมินว่าค่าใช้จ่ายในการดัดแปลงเครื่องบินหรูลำนี้สูงกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท) แต่กลับต้องตัดกระบวนการบางอย่างออกไปเพื่อให้ส่งมอบได้เร็วขึ้น

ทั้งนี้ ตามสัญญาเดิมปี 2018 บริษัท โบอิ้ง ต้องส่งมอบเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำใหม่ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะจำนวน 2 ลำ ภายใต้งบประมาณ 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ปัจจุบันโครงการดังกล่าวล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมถึง 4 ปี และงบบานปลายทะลุ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะส่งมอบได้ไม่เกินกลางปี 2028 ซึ่งหมายความว่าเครื่องบินที่สร้างโดยสหรัฐฯ  อาจเสร็จไม่ทันก่อนที่ทรัมป์จะหมดวาระในเดือนมกราคมปี 2029 ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องบินมือสองจากกาตาร์ลำนี้เป็นเครื่องบินสำรองชั่วคราวต่อไป.

ที่มา Reuters / AFP 

ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่มไต้หวัน-จีน เตือนอาจเป็นพายุรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2024

ไต้ฝุ่น "บาหวี่" จ่อถล่มไต้หวัน-จีน เตือนอาจเป็นพายุรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2024

9 ก.ค. 2569 10:46 น.

ไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อถล่มไต้หวัน-จีน เตือนอาจเป็นพายุรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2024

ไต้หวันและจีนเร่งรับมือพายุไต้ฝุ่น “บาหวี่” ที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ โดยคาดว่าจะเฉียดภาคเหนือของไต้หวันก่อนขึ้นฝั่งมณฑลฝูเจี้ยนของจีนในวันที่ 11 ก.ค. ขณะที่นักอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า พายุลูกนี้อาจเป็นพายุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ไต้หวันเผชิญในรอบเกือบ 40 ปี และเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดในภูมิภาคนับตั้งแต่ปี 2024

ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น เร่งเตรียมมาตรการรับมือไต้ฝุ่น “บาหวี่”  ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของไต้หวันในมหาสมุทรแปซิฟิก แม้ความเร็วลมสูงสุดจะอ่อนกำลังลงเล็กน้อย เหลือราว 205 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ยังคงเป็นพายุอันตรายที่มีแนวโน้มสร้างความเสียหายรุนแรงในช่วงหลายวันข้างหน้า

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนคาดการณ์ว่า พายุจะเคลื่อนผ่านทางตอนเหนือของไต้หวัน ก่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกของจีน ในช่วงเย็นวันที่ 11 ก.ค. ขณะที่ขนาดของพายุมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1,000 กิโลเมตร ใกล้เคียงกับความกว้างของประเทศฝรั่งเศส

สำนักงานอุตุนิยมวิทยากลางของไต้หวันระบุว่า บาหวี่อาจกลายเป็นพายุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่พัดเข้าใกล้ไต้หวันนับตั้งแต่ปี 1987 และถือเป็นพายุขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นได้ไม่บ่อยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีโอกาสออกประกาศเตือนภัยทางทะเลตั้งแต่วันพฤหัสบดี และประกาศเตือนภัยบนบกในช่วงค่ำวันพฤหัสบดีหรือต้นวันศุกร์

ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ ของไต้หวัน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ขอให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม ไฟฉาย ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น พร้อมเผยแพร่วิดีโอแนะนำการจัด “กระเป๋าฉุกเฉิน” ที่สามารถใช้ดำรงชีพได้อย่างน้อย 3 วัน หากเกิดภัยพิบัติ

ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านพายุหมุนเขตร้อนจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน ระบุว่า บาหวี่สะสมพลังงานเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเวลานาน ดูดซับทั้งความร้อนและความชื้นจำนวนมหาศาล ทำให้มีศักยภาพก่อความเสียหายอย่างรุนแรงเมื่อเข้าใกล้ชายฝั่ง และแม้เส้นทางพายุจะเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย ก็อาจส่งผลต่อพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ AccuWeather ประเมินว่า หากพายุยังคงความรุนแรงตามที่คาดไว้ บาหวี่จะเป็นพายุไต้ฝุ่นที่รุนแรงที่สุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นับตั้งแต่ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “กองเร็ย” เมื่อปี 2024 แม้คาดว่าความเร็วลมจะเริ่มอ่อนกำลังลงตั้งแต่วันพฤหัสบดี แต่ยังคงเป็นพายุอันตรายต่อไต้หวันและจีนตะวันออกไปจนถึงต้นสัปดาห์หน้า

ทางการไต้หวันได้ยกระดับมาตรการป้องกันภัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยระงับการเดินเรือโดยสารไปยังเกาะนอกชายฝั่งหลายเส้นทาง ปิดแหล่งท่องเที่ยวบนเกาะกุยซาน หรือ “เกาะเต่า” ระหว่างวันพฤหัสบดีถึงวันอาทิตย์ พร้อมเร่งขนส่งนักท่องเที่ยวออกจากเกาะกรีนไอส์แลนด์และเกาะหลานอวี่ รวมถึงลำเลียงอาหารและสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่

นอกจากนี้ เกษตรกรในหลายพื้นที่เร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนพายุขึ้นฝั่ง ชาวประมงนำเรือขึ้นจากน้ำเพื่อป้องกันความเสียหาย ขณะที่ตลาดสดและซูเปอร์มาร์เก็ตในหลายเมืองมีประชาชนออกมาซื้ออาหารและของใช้จำเป็นเพิ่มขึ้นราว 30%

สำนักงานทางหลวงไต้หวันเตรียมเฝ้าระวังเส้นทางเสี่ยงดินถล่มอย่างใกล้ชิด และอาจจำกัดหรือปิดการจราจรบนสะพานต้านเจียง หากความเร็วลมเพิ่มสูงถึงระดับอันตราย ส่วนกรุงไทเปคาดว่าจะเริ่มเข้าสู่ขอบอิทธิพลของพายุในคืนวันศุกร์ โดยอาจมีลมกระโชกแรงถึง 149 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีฝนสะสมสูงสุดถึง 400 มิลลิเมตร โดยเฉพาะพื้นที่ภูเขาที่เสี่ยงต่อฝนตกหนักและดินถล่ม

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นก็ออกประกาศเตือนประชาชนในจังหวัดโอกินาวา ให้เฝ้าระวังลมแรง คลื่นพายุซัดฝั่ง น้ำท่วม และดินถล่มในช่วงวันศุกร์และวันเสาร์ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการก่อตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญในปีนี้ อาจทำให้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเผชิญพายุที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งยิ่งขึ้น.

ที่มา Reuters / Focus Taiwan

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1 หมื่นคน อียูส่งเครื่องบิน-นักดับเพลิงช่วย

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1 หมื่นคน อียูส่งเครื่องบิน-นักดับเพลิงช่วย

9 ก.ค. 2569 09:47 น.

ไฟป่าฝรั่งเศสลามหนัก อพยพประชาชนกว่า 1 หมื่นคน อียูส่งเครื่องบิน-นักดับเพลิงช่วย

ไฟป่าทางตอนใต้ของฝรั่งเศสยังลุกลามไม่หยุด บังคับอพยพประชาชนกว่า 10,000 คนจาก 24 เมืองและหมู่บ้านใกล้ชายแดนสเปน ขณะที่สหภาพยุโรปส่งเครื่องบินทิ้งน้ำและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าช่วยเหลือ

วันที่ 7 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เกิดไฟป่าครั้งใหญ่บริเวณตอนใต้ของฝรั่งเศส ใกล้ชายแดนสเปน ส่งผลให้ประชาชนกว่า 10,000 คน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนใน 24 เมืองและหมู่บ้าน ขณะที่เจ้าหน้าที่เตือนว่ากระแสลมแรงจะยิ่งทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว ด้านนางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เปิดเผยว่า  ยุโรปยืนหยัดเคียงข้างฝรั่งเศส โดยได้ส่งเครื่องบินทิ้งน้ำ 4 ลำ จากไซปรัสและสวีเดน พร้อมเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 100 นาย เข้าไปสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่ เทรวิลลาช  ใกล้เมืองแปร์ปิญอง  

ด้านนายปิแอร์ เรอโญ เดอ ลา มอตต์ ผู้ว่าราชการท้องถิ่น เปิดเผยว่า ไฟป่าครั้งนี้ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 16 คน รวมถึงเจ้าหน้าที่ดับเพลิง 4 นาย และเผาผลาญพื้นที่เชิงเขาเทือกเขาพิเรนีส ไปแล้วกว่า 28,750 ไร่ โดยคลื่นความร้อนที่ปกคลุมฝรั่งเศสและยุโรปตะวันตกตั้งแต่เดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ที่ผ่านมา ไก้ทำให้พื้นที่จำนวนมากแห้งแล้งผิดปกติ ส่งผลให้ปีนี้มีความเสี่ยงเกิดไฟป่าสูงกว่าปกติ

ขณะที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ทวีปยุโรปกำลังเผชิญภาวะโลกร้อนในอัตราที่เร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของโลกมากกว่า 2 เท่า ทำให้คลื่นความร้อนเกิดขึ้นบ่อยและยาวนานขึ้น โดยสัปดาห์นี้พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส รวมถึงโปรตุเกสและสเปน จะเผชิญอุณหภูมิสูงแตะ 40 องศาเซลเซียส อีกครั้ง

ญี่ปุ่นเตือนภัยโรคลมแดด ใน 4 จังหวัด ขณะไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อเข้าใกล้โอกินาวา

ญี่ปุ่นเตือนภัยโรคลมแดด ใน 4 จังหวัด ขณะไต้ฝุ่น "บาหวี่" จ่อเข้าใกล้โอกินาวา

9 ก.ค. 2569 09:40 น.

ญี่ปุ่นเตือนภัยโรคลมแดด ใน 4 จังหวัด ขณะไต้ฝุ่น “บาหวี่” จ่อเข้าใกล้โอกินาวา

ญี่ปุ่นเผชิญอากาศร้อนจัดจนต้องประกาศเตือนฮีตสโตรกใน 4 จังหวัดของเกาะคิวชู ขณะที่ไต้ฝุ่น “บาหวี่” กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้โอกินาวา คาดส่งผลให้เกิดคลื่นลมแรงและฝนตกหนักช่วงปลายสัปดาห์

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าว NHK รายงานว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ออกประกาศเตือนภัยโรคลมแดด (Heatstroke Alert) ในหลายพื้นที่ของเกาะคิวชู ทางตะวันตกของประเทศ หลังอุณหภูมิปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่จังหวัดโอกินาวาเตรียมรับมือ พายุไต้ฝุ่นบาหวี่ (Bavi) ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนตัวเข้าใกล้ในช่วงปลายสัปดาห์นี้

สำนักงานอุตุฯ ระบุว่า แนวปะทะอากาศที่ทำให้เกิดฝนตกหนักในคิวชูได้เคลื่อนตัวลงไปทางตอนใต้ ส่งผลให้อุณหภูมิในพื้นที่ทางตะวันตกของญี่ปุ่นเพิ่มสูงขึ้น โดยมีการประกาศเตือนภัยฮีตสโตรกใน 4 จังหวัด ได้แก่ นางาซากิ คุมาโมโตะ มิยาซากิ และคาโงชิมะ  โดยหลายพื้นที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ช่วงเช้า ทางการแนะนำให้ประชาชนเปิดเครื่องปรับอากาศ ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ และรับประทานเกลือแร่หรืออาหารที่มีโซเดียม เพื่อป้องกันภาวะฮีตสโตรก

ขณะเดียวกัน เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันอังคาร พายุไต้ฝุ่นบาหวี่กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้หมู่เกาะมาเรียนา ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น โดยไต้ฝุ่นลูกนี้มีความเร็วลมคงที่สูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีความเร็วลมกระโชกสูงสุด 252 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นคาดว่า ไต้ฝุ่นจะเคลื่อนเข้าใกล้จังหวัดโอกินาวาในช่วง วันศุกร์ถึงวันเสาร์ โดยยังคงมีความรุนแรง ส่งผลให้ทะเลบริเวณโอกินาวาและหมู่เกาะอามามิมีคลื่นลมแรงตั้งแต่วันพฤหัสบดี และโอกินาวาอาจเผชิญฝนตกหนักในระดับที่ต้องออกประกาศเตือนตั้งแต่วันศุกร์ นอกจากนี้ หากไต้ฝุ่นเคลื่อนตัวตามเส้นทางที่คาดการณ์ไว้ พื้นที่ตอนใต้ของเกาะคิวชูอาจได้รับผลกระทบจากคลื่นลมแรงเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่ขอให้ประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด.

ที่มา NHK

อินเดียบังคับใช้น้ำมัน E20 ทั่วประเทศ หวังลดนำเข้าน้ำมัน แต่ผู้ใช้รถโอด กินน้ำมัน-ค่าซ่อมพุ่ง

อินเดียบังคับใช้น้ำมัน E20 ทั่วประเทศ หวังลดนำเข้าน้ำมัน แต่ผู้ใช้รถโอด กินน้ำมัน-ค่าซ่อมพุ่ง

9 ก.ค. 2569 09:04 น.

อินเดียบังคับใช้น้ำมัน E20 ทั่วประเทศ หวังลดนำเข้าน้ำมัน แต่ผู้ใช้รถโอด กินน้ำมัน-ค่าซ่อมพุ่ง

อินเดียผลักดันนโยบายพลังงานสะอาด กำหนดให้น้ำมันเบนซิน E20 เป็นเชื้อเพลิงมาตรฐานที่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ หวังลดนำเข้า แต่กระแสตีกลับ ผู้ใช้รถโวยรถกินน้ำมัน เครื่องยนต์เสี่ยงพัง

รัฐบาลอินเดียเริ่มผสมเอทานอลในน้ำมันเบนซินมาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2000 เพื่อหวังลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยและข้าวโพด ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเอทานอล

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านครั้งล่าสุดถือว่าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอินเดียเพิ่มสัดส่วนเอทานอลจาก 10% ในปี 2565 เป็น 20% ในปี 2568 เร็วกว่าแผนเดิมถึง 5 ปี ทำให้รถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากยังไม่รองรับเชื้อเพลิงชนิดนี้

แม้ว่าน้ำมันเบนซินแบบไม่ผสมเอทานอลจะยังมีจำหน่าย แต่มีราคาสูงกว่า E20 ราว 40-50% แล้วแต่พื้นที่ อีกทั้งผู้ใช้รถจำนวนมากไม่ทราบว่าสามารถเลือกเติมน้ำมันชนิดดังกล่าวได้

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ผู้ใช้รถจำนวนมากได้โพสต์ร้องเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุว่าหลังใช้น้ำมัน E20 รถมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น เครื่องยนต์มีกำลังลดลง และต้องเข้าศูนย์บริการบ่อยขึ้น

ล่าสุด กลุ่มผู้ใช้รถได้รวมตัวประท้วงในกรุงนิวเดลี กล่าวหารัฐบาลว่าเร่งบังคับใช้นโยบายโดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีทางเลือก พร้อมระบุว่าต้องแบกรับค่าซ่อมบำรุงที่สูงขึ้น

ด้านรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยยืนยันว่าข้อร้องเรียนจำนวนมากเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมระบุว่าน้ำมัน E20 ผ่านการทดสอบอย่างละเอียดและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องยนต์

ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของอินเดีย 6 บริษัท ยังออกมาสนับสนุนจุดยืนของรัฐบาล โดยเปิดเผยผลการทดสอบและข้อมูลจากศูนย์บริการที่ไม่พบหลักฐานว่าการใช้น้ำมัน E20 ทำให้เครื่องยนต์เสียหายเป็นวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรถยนต์ยอมรับว่า น้ำมัน E20 ทำให้ประสิทธิภาพการใช้น้ำมันลดลงประมาณ 3-3.5% เนื่องจากเอทานอลมีค่าพลังงานต่ำกว่าเบนซิน ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางรายประเมินว่าการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอาจเพิ่มขึ้นถึง 4-12%

นักวิเคราะห์ยังชี้ว่า ความกังวลส่วนใหญ่อยู่ที่รถรุ่นเก่าซึ่งผลิตก่อนปี 2566 เพราะกว่า 75% ของรถที่ใช้งานอยู่บนท้องถนนในอินเดียยังไม่ได้รับการออกแบบให้รองรับน้ำมัน E20 โดยเฉพาะ ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า การใช้งานต่อเนื่องอาจเร่งการสึกหรอของระบบจ่ายเชื้อเพลิง เกิดการกัดกร่อน และเพิ่มค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงในระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ระบุว่า เอทานอลสามารถดูดซับความชื้นได้มากกว่าเบนซิน จึงอาจทำให้เกิดการกัดกร่อนในระบบเชื้อเพลิงเมื่อใช้งานเป็นเวลานาน รวมถึงอาจทำให้คราบตะกอนภายในเครื่องยนต์หลุดออกมาและอุดตันปั๊มน้ำมันหรือหัวฉีดได้

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งสามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า น้ำมัน E20 ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย หรือยืนยันตามที่รัฐบาลและผู้ผลิตรถยนต์ระบุว่าเชื้อเพลิงดังกล่าวปลอดภัย จึงทำให้ข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบของน้ำมัน E20 ต่อรถยนต์ยังคงดำเนินต่อไปในอินเดีย

แม้จะเผชิญเสียงคัดค้าน แต่รัฐบาลอินเดียยังคงเดินหน้าผลักดันนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยมองว่าจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบ เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ท่ามกลางความผันผวนของตลาดน้ำมันโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง.

ที่มา : BBC

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีคารวะอดีตผู้นำคิม อิล ซุง ครบรอบ 32 ปีอสัญกรรม

"คิม จองอึน" ร่วมพิธีคารวะอดีตผู้นำคิม อิล ซุง ครบรอบ 32 ปีอสัญกรรม

9 ก.ค. 2569 09:04 น.

“คิม จองอึน” ร่วมพิธีคารวะอดีตผู้นำคิม อิล ซุง ครบรอบ 32 ปีอสัญกรรม

คิม จองอึน เดินทางไปยังสุสานพระราชวังคึมซูซัน เพื่อคารวะคิม อิล ซุง เนื่องในโอกาสครบรอบ 32 ปีการถึงแก่อสัญกรรม พร้อมรำลึกถึงคิม จอง อิล ขณะที่ปีนี้คาดจัดพิธีอย่างเรียบง่าย

วันที่ 8 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวยอนฮัป (Yonhap) รายงานว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เดินทางไปยัง พระราชวังคึมซูซันแห่งสุริยะ (Kumsusan Palace of the Sun) ในกรุงเปียงยาง เมื่อเวลาเที่ยงคืนของวันพุธ เพื่อคารวะ คิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศ เนื่องในโอกาสครบรอบ 32 ปี การถึงแก่อสัญกรรม

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ระบุว่า คิม จองอึน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ระดับสูง ได้ถวายความเคารพต่อร่างของ คิม อิล ซุง และ คิม จอง อิล อดีตผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งได้รับการเก็บรักษาไว้ภายในพระราชวังคึมซูซัน

KCNA รายงานว่า คิม จองอึนได้ก้มคำนับอย่างนอบน้อม พร้อมอธิษฐานขอให้ผู้นำทั้งสอง “เป็นอมตะ”

คิม อิล ซุง ถึงแก่อสัญกรรมจากภาวะหัวใจล้มเหลวเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2537 ขณะมีอายุ 82 ปี ส่วนคิม จอง อิล ถึงแก่อสัญกรรมจากอาการหัวใจวายเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2554 ขณะมีอายุ 69 ปี

รายงานระบุว่า การรำลึกในปีนี้น่าจะจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายกว่าปกติ เนื่องจากเกาหลีเหนือมักจัดพิธีรำลึกอย่างยิ่งใหญ่เฉพาะวาระครบรอบ 5 ปี และ 10 ปี ซึ่งปีนี้ไม่ตรงกับวาระดังกล่าว

การปรากฏตัวของคิม จองอึนในครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางการที่เขาพยายามสร้างภาพลักษณ์และความชอบธรรมในการปกครองประเทศด้วยตัวเองตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยลดการอ้างอิงถึงมรดกทางการเมืองของบิดาและปู่ เมื่อเทียบกับช่วงแรกที่ก้าวขึ้นสู่อำนาจ.