‘เจี๊ยบ อมรัตน์’โชว์ภาพกองหลังพรรคส้ม บอกความหวังที่มีร่วมกัน ยังยืนหยัดมั่นคง ทำงานหนัก รอวันของเรา

27 สิงหาคม 2569 เวลา 07:31 น.

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’โชว์ภาพคู่กองหลังพรรคส้ม บอกความหวังที่มีร่วมกันยังยืนหยัดมั่นคง รอวันของเรา

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.พรรคก้าวไกล ได้โพสต์ภาพคู่กับแกนนำของพรรคส้ม นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

โดยระบุข้อความว่า นัดทานข้าวกันบ้างไรบ้างในโอกาสคุณทิมกลับมา กองหลังพรรคประชาชนขอส่งพลังและเติมกำลังใจให้พี่น้องทุกท่าน 🍊

ความหวังและไฟฝันที่มีร่วมกันยังยืนหยัดมั่นคง ทำงานหนักต่อไปตามถนัดของแต่ละคนไม่เกี่ยงสถานภาพ รอวันของเรา

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจพรรคส้มพิธา ลิ้มเจริญรัตน์อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

อัดงบฯลงจว.ชายแดนใต้ ทุ่ม5.7หมื่นล. ครม.สัญจรจัดให้เต็มๆ

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

อัดงบฯลงจว.ชายแดนใต้ ทุ่ม5.7หมื่นล. ครม.สัญจรจัดให้เต็มๆ 14.สส.ตบเท้ายื่น2กมธ.
แก้สถานการณ์ไม่สงบ

รัฐบาลจัดเต็ม ครม.สัญจรสงขลา พัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้เกือบ 200 โครงการ วงเงินกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท “พิพัฒน์”พูดแล้วทำ ยันคุ้มค่า เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ ขณะที่ 14 สส.ชายแดนใต้ ผนึกยื่น 2 กมธ.สภาฯเร่งติดตามเหตุความไม่สงบ จี้ตรวจสอบเคส“เฮลิคอปเตอร์”ยิงประชาชน ด้าน“กมธ.ความมั่นคงฯ”นัดประชุมพิเศษ27ส.ค.นี้ เรียก 6 หน่วยงานแจงสถานการณ์

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอโครงการจาก 5 จังหวัดภาคใต้ประกอบด้วย สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จำนวนทั้งสิ้น 199 โครงการรวมวงเงินเบื้องต้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาทโดยข้อเสนอทั้งหมดนี้จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม.สัญจร จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 นี้

รัฐบาลเดินหน้าเพื่อภาคใต้

สำหรับข้อเสนอทั้งหมด แยกเป็นรายจังหวัด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เสนอ 5 โครงการเตรียมความพร้อมการประชุม ครม. วงเงินรวม 50 ล้านบาท ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม คมนาคม และการป้องกันภัยพิบัติ พร้อมเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 26โครงการวงเงินรวม 35,061.056 ล้านบาท ของหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทย คมนาคม พลังงาน สาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การคลัง เกษตรและสหกรณ์ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แรงงาน และสำนักงบประมาณ

ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการเชื่อมโยง 2 ทะเล ในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวล่องเรือชมโลมาอิรวดี ว่าอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของโลมาอิรวดีในวงกว้างจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนความเหมาะสมและนำข้อสังเกตดังกล่าวไปศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้ง

ทุกจังหวัดผลักดันเร่งด่วน

นอกจากนี้ แขวงทางหลวงจังหวัดสงขลา ยังรายงานว่ามีโครงการเร่งด่วนทั้งสิ้น 133 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จบางส่วน เหลืออีก 106 โครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1,941 ล้านบาท เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เสนอโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจำนวน 17 โครงการ ครอบคลุมด้านการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจ คมนาคมและการป้องกันภัยพิบัติ พร้อมเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 11 โครงการ แต่ไม่ได้ระบุวงเงิน ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยนายพิพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตให้ขยายขอบเขตโครงการไปยังพื้นที่อำเภอมะนังและอำเภอทุ่งหว้า เพิ่มเติมด้วย

ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 10 โครงการ วงเงิน 338.145 ล้านบาท พร้อมเสนอโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณอีก 4 โครงการ วงเงินรวม4,308 ล้านบาท และมีข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชนที่ไม่ใช้งบประมาณอีก 1 โครงการรวมอยู่ด้วย

ปัตตานีช่วยอุปโภค-บริโภค

ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 6 โครงการ วงเงิน 50 ล้านบาท เน้นการติดตามและเฝ้าระวังภัยพิบัติเชิงรุก การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ การบรรเทาความเดือดร้อนด้านอุปโภค-บริโภคการป้องกันน้ำท่วมขังในชุมชน และการพัฒนาแหล่งน้ำสาธารณะบริเวณสระที่ 5, 6, 7 และ 8

นายพิพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการขุดลอกร่องน้ำปัตตานี วงเงิน 400 ล้านบาท โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี หารือร่วมกับกรมเจ้าท่าเพื่อหาข้อสรุปโดยเร็ว พร้อมขอให้จังหวัดจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่างๆเป็นภารกิจสำคัญลำดับแรกก่อนดำเนินการขั้นต่อไป

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 6 โครงการ วงเงิน 404.790 ล้านบาทและเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 8 โครงการ วงเงินสูงถึง 15,055.640 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่จังหวัดเสนอทั้งหมด

สำรองงบฉุกเฉินไว้เพียบ

อย่างไรก็ตาม นอกจากวาระข้อเสนอโครงการของ 5 จังหวัดแล้ว ที่ประชุมยังเห็นชอบการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของจังหวัดสงขลา ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเดิมมีจำนวน 9 โครงการ งบประมาณ 99,500,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันคงเหลือ 6 โครงการ วงเงินงบประมาณ 88,182,800 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงบประมาณดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

เพิ่มขีดความสามารถเอกชน

รวมทั้งเห็นชอบการขอโครงการเพิ่มเติมจากเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงิน 25,900,000 ล้านบาท และเทศบาลเมืองควนลัง วงเงิน 21,133,800 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 47,033,800 ล้านบาท

นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับทราบข้อเสนอโครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน จังหวัดสงขลา 2 โครงการได้แก่ โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันท่าเรือสงขลา และลดต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ส่งออก-นำเข้า และข้อเสนอแผนงานพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่แบบครบวงจร จังหวัดสงขลา ตามแนวทางการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA)

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ข้อเสนอทั้งหมดนั้น ยังเป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้นและต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนที่จะหารือกันในสัปดาห์หน้า จากนั้นจึงเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม.สัญจร จังหวัดสงขลา โดยนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณารายละเอียดแต่ละโครงการ ก่อนมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามขั้นต่อไป

สส.ใต้ยื่นกมธ.แก้วิกฤต

บ่ายวันเดียวกันที่รัฐสภา 14 สส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำโดยนายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางรับมือสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่

นายซาการียา ในฐานะตัวแทน สส.ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า จากสถานการณ์เมื่อวันที่22-24 ส.ค. เกิดเหตุความไม่สงบหลายรูปแบบและหลายพื้นที่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึงจังหวัดสงขลา ทำให้ได้รับความเสียหายสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบในมิติความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต และสาธารณูปโภคของประชาชนโดยตรง

สส.ชายแดนห่วงประชาชน

นายซาการียา กล่าวว่า ในนามสส. ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ในพื้นที่และไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะการระเบิดเสาไฟฟ้า การทำลายทรัพย์สินทางราชการ การเผาทำลายอาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง รวมถึงรถขยะ รถดับเพลิง และยานพาหนะที่จำเป็นในการใช้งาน ตลอดจนการระเบิดและเผาทำลายร้านสะดวกซื้อของเอกชน ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลในสถานการณ์ดังกล่าว

จากนั้นสส.ในพื้นที่ได้หารือและทำหนังสือถึงกมธ. 2 คณะ ได้แก่ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ และกมธ.การกระจายอำนาจฯ โดยขอให้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงสถานการณ์และแนวทางป้องกัน รวมถึงขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเฮลิคอปเตอร์ยิงชาวบ้านในตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส และตรวจสอบสถานการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการบริการประชาชน

นัดถกด่วน27ส.ค.

ด้านนายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าวว่า ได้มารับหนังสือจากสส. ที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้กมธ. เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสอบถามและหาข้อมูล โดยวันที่ 27 ส.ค.ได้นัดประชุมพิเศษในเรื่องนี้ และเชิญ 6 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้าร่วม รวมถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจภูธรภาค 9

นายมณเฑียร กล่าวว่า ในกมธ.ไม่มีพรรคการเมือง และจะร่วมมือกันทำงานเพื่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน โดยมีพรรคประชาชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชนมาร่วมทำงาน พร้อมเชิญชวนให้ร่วมกันหาข้อมูล เพราะไม่มีใครรู้พื้นที่ได้ดีกว่าคนในพื้นที่ หลังจากได้ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจะมีการแถลงให้ทราบอีกครั้ง

นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.การกระจายอำนาจฯ กล่าวว่า จะรับเรื่องไปพร้อมกับกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ เพื่อทำงานร่วมกัน มีข้อมูลและบูรณาการร่วมกัน โดยจะนำเรื่องของ สส.สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกพรรคการเมืองมาพิจารณาให้เร็วที่สุด เพื่อสอบข้อเท็จจริงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมภายในเดือนนี้

ส่วนนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่ทราบกันดี และวันนี้เป็นที่น่ายินดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง 13 เขตเลือกตั้ง พร้อม สส.บัญชีรายชื่ออีก 1 คน ได้มายืนแถลงและแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติไม่นิ่งดูดายและต้องการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 20 กว่าปี

คุมเข้มวันชาติมาเลเซีย

มีรายงานว่าในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ได้เตรียมความพร้อมรับมือเหตุการณ์ความไม่สงบก่อนถึงวันที่ 31สิงหาคม ซึ่งเป็นวันชาติของประเทศมาเลเซีย และตรงกับวันสถาปนากลุ่มเบอร์ซาตู หลังมีข้อมูลแจ้งเตือนด้านการข่าวให้เฝ้าระวังการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

5จังหวัดใต้ครม.สัญจรสงขลาคุมเข้มวันชาติมาเลเซียทุ่มงบ5.7หมื่นล้าน

ล่ามือปล่อยสำนวนฮั้วสว. อนุทินจวกยับ เจตนาจ้องทำลายรัฐบาล

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ล่ามือปล่อยสำนวนฮั้วสว. อนุทินจวกยับ เจตนาจ้องทำลายรัฐบาล ดีเอสไอโต้ลั่นฟ้องปิดปาก

ดีเอสไอนั่งไม่ติดโต้ฟ้องปิดปากคนปล่อยสำนวนคดีฮั้วสว.ลุยตั้งกก.สอบข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ภายในสาวหามือดี ขณะที่ปลัดยุติธรรมระบุเพื่อรักษาสิทธิ์องค์กร ใครเอี่ยวเอาผิดว่าไปตามกฎหมาย ส่วน “อนุทิน” อัดซ้ำคนปล่อยเอกสารหลุดเจตนาไม่ดีกับรัฐบาล คาดหาตัวไม่ยาก พร้อมดำเนินคดีอย่างเต็มที่ ด้าน“ศุภชัย” จี้กกต.ตั้งคณะไต่สวนชุดที่ 26 ข้องใจสำนวนหลุดถึง“พริษฐ์”ได้อย่างไร “เท้ง”จับตาสังเวยแค่บางคน ตัดตอนพรรคการเมือง-รมต.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายของดีเอสไอเข้าร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบังคับการปราบปราม ตามฐานความผิดเกี่ยวกับการเปิดเผยความลับภายในเอกสารราชการประมวลกฎหมายอาญามาตรา 322 มาตรา 323 และมาตรา 164 พร้อมแจ้งรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มคณะบุคคลที่มีการนำเอาเนื้อหาข้อมูลเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับคดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว.และฮั้วสว.นำมาเผยแพร่สู่สาธารณะ

DSIปัดปิดปากกลุ่มปล่อยหลักฐานฮั้วสว.

โดยกล่าวว่า ล่าสุด ตนได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้วเพื่อดูต้นตอที่มาการหลุดของเอกสารข้อมูลหลักฐานทางคดีว่าไปสู่สาธารณะได้อย่างไร รวมถึงกรณีที่พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเกี่ยวข้องกับกองคดีการฟอกเงินทางอาญาเช่นเดียวกัน ซึ่งการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่างๆ

พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปากแต่อย่างใด เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา เนื่องจากพยานเอกสารมันหลุดออกไปเช่นนั้นก็ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ปลัดยธ.ย้ำDSIรายงานผลสอบข้อมูลรั่ว

ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เข้าปฎิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง เวลา 09.09 น. ได้ทำพิธีสักการะพระพุทธภูมิพลาภิบาลทศพลญาณมุนี พระประจำ กระทรวงยุติธรรม ณ บริเวณหอพระด้านหน้าอาคารกระทรวงยุติธรรม

โดยปลัดกระทรวงยุติธรรมกล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเหตุที่ข้อมูลและพยานหลักฐานสำคัญในสำนวนคดีฮั้ว สว.หลุดสู่สาธารณะจนกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมว่าภายในวันศุกร์ที่28 ส.ค. ทางดีเอสไอจะต้องมีการรายงานข้อมูลขึ้นมาให้ตนรับทราบ แต่ในส่วนกระบวนการก็เป็นไปตามข่าวสารที่ปรากฏ ซึ่งดีเอสไอได้ไปดำเนินการ
แจ้งความเรียบร้อยแล้ว

ลั่นใครมีเอี่ยวเอาผิดตามกฎหมาย

“ไม่ว่าใครเป็นคนนำเอกสารออกไป หรือใครเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนกรณีว่าหากมีตรวจสอบแล้ว พบว่ามีเจ้าหน้าที่ภายในสังกัดดีเอสไอ หรือคนในรัฐบางชุดที่แล้วเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ผมยังไม่สามารถไปตอบได้มากขนาดนั้น เนื่องจากมันอยู่ที่กระบวนการตรวจสอบทางคดีอาญาของตำรวจกองบังคับการปราบปราม”ปลัดกระทรวงยุติธรรม ย้ำ

เมื่อถามว่าข้อมูลส่วนบุคคลและหลักฐานในคดีที่หลุดออกไปสู่สาธารณะเช่นนี้ ซึ่งถูกใช้ในการพาดพิงถึงบุคคลที่สาม จะกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรดีเอสไอหรือไม่นั้น ปลัดกระทรวงยุติธรรมแจงว่า เราไม่มีใครทราบข้อเท็จจริงว่าเนื้อหาส่วนนั้นจริงทั้งหมดหรือเท็จทั้งหมด หรือมีการปรุงแต่งหรือไม่ อย่างไร เพราะที่ทุกคนเห็น มันก็เป็นแค่เอกสาร เพียงแผ่นด้านหน้า ซึ่งตนคิดว่าคนที่จะยืนยันได้ว่ามันจริงหรือไม่จริงอย่างไร ก็ต้องเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเอง

ย้ำDSIแจ้งความเพื่อรักษาสิทธิ์องค์กร

ทั้งนี้ปลัดกระทรวงยุติธรรมยังปิดท้ายว่าส่วนกรณีที่ดีเอสไอไปแจ้งความดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข้อมูลภายในสำนวน จะไม่เป็นการฟ้องปิดปาก(SLAPP)หรือดิสเครดิตใช่หรือไม่ เพราะก็ถือเป็นการตรวจสอบสาธารณะนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าสำนวนในคดี แม้จะบางส่วนหรือแค่แผ่นเดียว มันเป็นเอกสารที่จะต้องถูกเปิดเผยในชั้นศาล ฉะนั้น การที่ดีเอสไอรักษาสิทธิ์ของตัวเอง แล้วไปทำให้เกิดความเชื่อมั่น หรือทำให้สังคมได้ตรวจสาธารณะด้วย รวมไปถึงการดำเนินคดีก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไออยู่แล้ว ต่อให้ไม่ใช่ดีเอสไอแต่เป็นหน่วยงานอื่นที่ถูกนำเอาเอกสารชั้นความลับหลุดออกไป เขาก็ต้องดำเนินการเหมือนกัน ตนจึงอยากขอความเป็นธรรมให้หน่วยงานดีเอสไอด้วย

นายกฯซัดคนปล่อยสำนวนคดีฮั้วสว.

ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ยอมรับว่าสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ในคดีฮั้ว สว.หลุด ว่า มันมีกฎหมายอยู่แล้วว่าใครเอาเอกสารทางราชการออกมา ก็มีการระบุความผิดไว้อยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับตน อยู่ที่หน่วยงานจะดำเนินการตามกฏหมายอย่างไร

เมื่อถามว่าข้อมูลดังกล่าวหลุดมาจากรัฐมนตรีคนก่อนใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่าตนจะไปรู้ได้อย่างไรซึ่งกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เขาต้องทำเพราะถ้าเขาไม่ทำ เขาจะโดนกล่าวหาว่า ทำเอกสารรั่วออกไป ตรงนี้ก็ดีอย่าง เพราะเมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดีแล้วทุกคนก็จะได้มีช่องที่จะบอกได้ว่าเอกสาร มันรั่วออกไปได้อย่างไร

จวกยับเจตนาไม่ดีกับรัฐบาล

“มันไม่ควรนะมันเป็นเอกสารทางราชการ ใครเอาออกไป มันหาไม่ยากหรอก เราก็จะดำเนินคดีอย่างเต็มที่เท่านั้นเอง”นายกฯกล่าว และเมื่อถามว่ามองเจตนาของคนปล่อยข้อมูลนี้อย่างไร เป็นการหวังทำลายรัฐบาลใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า“ไม่ใช่เจตนาดีแน่นอน ไม่เห็นต้องถามเลย”

ขอบคุณฝ่ายค้านจัดงานรร.พูลแมน

นายอนุทินยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมจัดเสวนาเปิดหลักฐานคดีฮั้ว สว.ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ รางน้ำ ในวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2568ว่า“ก็ดีสิ”ผู้สื่อข่าวถามว่า การเลือกจัดกิจกรรมที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ถือเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า“โอ๊ย…ขอบคุณที่ไปอุดหนุน”พร้อมหัวเราะและระบุว่า ถือเป็นการไปอุดหนุนกิจการของเพื่อน ก่อนถามกลับว่า“พูลแมนที่เป็นของเจ้าของคิง เพาเวอร์ ใช่หรือไม่ เราสนิทกันดี ขอบคุณที่ไปอุดหนุน”เมื่อถามย้ำว่าการตั้งใจเลือกโรงแรมดังกล่าวมีนัยสำคัญอะไรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า“ไม่ทราบ ไม่เกี่ยวอะไรกับผม”

ศุภชัยข้องใจสำนวนถึง‘พริษฐ์’ได้ไง

ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย แถลงถึงกรณีความคืบหน้าการเผยแพร่เอกสารสำนวนการสอบสวนคดีฮั้วเลือกสว.ที่หลุดรอดออกมาสู่สาธารณะว่า เป็นประเด็นต่อเนื่องจากวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งตนได้เรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI)เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มของคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และสื่อออนไลน์ นำสำนวนการสอบสวนซึ่งเป็นเอกสารลับของทางราชการออกมาเผยแพร่ล่าสุดทราบว่า ทาง DSI ได้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อกองปราบปราม เพื่อให้สอบสวนกรณีเอกสารสำนวนชุดที่ 26 หลุดออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า จากการติดตามข่าววันนี้พบว่านายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนได้นำเอกสารรายงานการสอบสวนสำนวนการไต่สวนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสมัคร สว.มาแสดงต่อสาธารณะซึ่งเอกสารดังกล่าวมีการระบุรายชื่อลำดับและกลุ่มอย่างชัดเจน จากการตรวจสอบพบว่าเอกสารฉบับนี้เคยอยู่ในความครอบครองของ นายเอกรินทร์ ดอนดง ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งขึ้นโดยในขณะนั้นนายเอกรินทร์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์พิเศษของคดีเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหนึ่งในสามเจ้าหน้าที่จาก DSI ที่เข้าไปเป็นกรรมการในชุดดังกล่าว

จี้กกต.ตั้งกก.สอบ‘คณะไต่สวนชุดที่ 26’

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า“จากการที่ปรากฏชื่อนายเอกรินทร์ในเอกสารที่หลุดไปอยู่ในมือนายพริษฐ์ได้อย่างไร จึงขอเรียกร้องให้กกต.เร่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนคณะกรรมการชุดที่ 26 ว่ามีการปล่อยปละละเลย หรือตั้งใจให้เอกสารราชการหลุดรอดไปถึงบุคคลภายนอกหรือไม่ หากพบว่าเป็นความผิดทางอาญาขอให้กกต.ดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทันที

พร้อมยังขอตั้งคำถามถึงร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการกกต.ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดดังกล่าวว่าเหตุใดจึงไม่ดูแลเอกสารสำคัญให้ดีจนหลุดไปอยู่ในมือบุคคลภายนอกที่นำมาเผยแพร่ในลักษณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งผู้ที่นำเอกสารมาเปิดเผยอาจถูกดำเนินคดีในฐานะตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนได้

ท้าโชว์ผลสอบชุด 36 เทียบเคียง

นายศุภชัยกล่าวว่า เหตุใดจึงมีการหยิบยกเฉพาะข้อมูลจากคณะกรรมการชุดที่ 26 มานำเสนอ แต่กลับไม่นำผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดที่ 36 มาเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็น ซึ่งทั้งสองชุดมีมติที่แตกต่างกัน การเลือกหยิบเฉพาะส่วนที่ถูกใจมาโน้มน้าวประชาชนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ยืนยันว่าการตั้งคณะกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมานั้นเป็นขั้นตอนปกติของ กกต. ตามกฎหมาย ไม่ใช่คณะพิเศษที่ตั้งขึ้นเพื่อหักล้างผลการสอบสวนเดิมแต่อย่างใด

นายศุภชัยกล่าวถึงกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า ไม่ควรผูกขาดความรักชาติหรืออ้างความชอบธรรมเพียงฝ่ายเดียว เสรีภาพควรมีขอบเขตและไม่ควรละเมิดหรือใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น พร้อมทั้งท้าให้นำข้อมูลชุดที่ 36 มาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา และทิ้งท้ายด้วยการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทางการเมืองหรือการเสวนาเกี่ยวกับกรณีฮั้วสว.ในสถานที่ต่างๆ ว่าควรแจ้งให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อความโปร่งใสต่อสังคม

‘พิพัฒน์’เชื่อ‘ลูกชาย’ไม่เกี่ยวฮั้วสว.

ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม แกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฮั้วสว.ที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชนตั้งข้อสังเกตว่าบุคคลใกล้ชิดนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย บุตรชายนายพิพัฒน์ โทรศัพท์ไปหาผู้สมัครสว.รายหนึ่งว่า ต้องถามนายชลัฐ ตนจะตอบแทนได้อย่างไร ที่ผ่านมาเรื่องฮั้วสว.ตนไม่ได้เข้าไปยุ่งและไม่ได้ซักถามนายชลัฐก่อนถามกลับว่า ใครตอบได้บ้างว่า เป็น สว.คนไหน

นายพิพัฒน์เชื่อมั่นว่านายชลัฐไม่น่าจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว เพราะเป็นสส.บัญชีรายชื่อโดยเฉพาะเป็นเรื่องของสว.เราไม่เกี่ยวข้อง เพราะคนที่เป็นสส.มีสังกัดพรรคการเมือง ไม่ควรไปเกี่ยวข้อง และไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเรื่องของสว.ที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ซึ่งเป็นไปตามข้อกฎหมาย ส่วนใครจะว่าอย่างไร ต้องกลับไปถามบุคคลที่ออกมาให้ข้อมูลและคนที่พูดมีอะไรในใจและเจตนาอย่างไร เชื่อว่านายชลัฐไม่รู้จักบุคคลเหล่านั้น หากอยากได้ข้อมูลที่แท้จริงก็ต้องไปถามนายชลัฐโดยตรง ขอย้ำว่าในข้อเท็จจริงสว.กับพรรคการเมืองไม่เกี่ยวข้อง

ขู่ฟ้องกลับหากกล่าวหาไร้หลักฐาน

เมื่อถามว่าหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นเรื่องฮั้วสว.พร้อมที่จะตอบหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า เรื่องฮั้วสว.นายกฯตอบไปแล้วพวกเราที่เป็นลูกพรรคต้องเดินตามที่นายกฯให้สัมภาษณ์ เราเป็นนักการเมือง และสมาชิกพรรคการเมือง ขอย้ำไปยุ่งไม่ได้ นี่คือข้อเท็จจริงที่อยากจะสื่อสาร ส่วนใครจะโยงอย่างไร ตนพร้อมที่จะตอบในสภาฯช่วงที่มีการอภิปราย ที่สำคัญ มีหลักฐานหรือไม่ หากกล่าวหาลอยๆ คงต้องไปเจอกันในอีกเวทีและตนไม่เคยกังวล

เมื่อถามว่าหมายความว่าหากไม่มีหลักฐานมาเปิดเผยเตรียมจะฟ้องกลับใช่หรือไม่ รองนายกฯกล่าวว่าเมื่อก้าวก่ายสิทธิ์ของเราหรือใส่ร้ายเรา ก็ต้องป้องกันตัวเอง และรักษาสิทธิ์ของเรา ไม่ใช่นึกจะพูดก็พูด ข้อมูลเรื่องนี้เป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่ขอยืนยันว่าสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เราสังกัดพรรคการเมืองไม่สามารถไปก้าวก่ายกับการเลือกสว.ได้

‘เท้ง’ซัดDSIฟ้องปิดปากคนเปิดข้อมูล

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ระบุว่าจะมีการฟ้องร้องผู้นำเอกสารผลการสอบสวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.)ออกมาเปิดเผยถือเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ว่าสังคมอยากรับรู้ความจริง ไม่ว่าแหล่งข้อมูลนั้นจะได้มาจากที่ใด หากเป็นความจริง สังคมก็ควรได้รับรู้อย่างตรงกัน หากมองกลับกัน การแสดงความเห็นแบบนี้ รัฐบาลอาจอ้างเรื่องชั้นความลับ หรืออำนาจทางกฎหมาย เพื่อพยายามปิดปากคนที่ตีแผ่ความจริงหรือไม่ ดังนั้น หากรัฐบาลบริสุทธิ์ใจพร้อมที่จะเปิดเผยความจริงเรื่องนี้เองก็ไม่ควรแสดงความเห็นแบบนี้ ทำให้พวกเราไม่กล้าส่งเสียงเรียกร้อง

เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ทั้งที่ใกล้ถึงเวลาต้องสรุปว่าจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า วันที่ 28 ส.ค.นี้ก็น่าจะทราบว่ามติของกกต.จะเป็นอย่างไร

เตือนกกต.ต้องส่งศาล-ขู่ดำเนินคดี

เมื่อถามว่ามีสัญญาณว่าจะมีการสังเวย สว.บางคน แต่ไม่ไปถึงระดับตัวการใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองหรือรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตอนนี้ก็ให้กำลังใจกกต.อย่างเต็มที่ เพราะหลักฐานที่เปิดมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ควรเชื่อได้ว่ามีการโกงเลือก สว.เกิดขึ้นจริง และกฎหมายก็ให้อำนาจ กกต.ว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อก็ต้องส่งเรื่องให้ศาลกกต.ไม่ได้มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิดจนสิ้นข้อสงสัย ดังนั้นขอเป็นกำลังใจให้กกต.ทำหน้าที่ตามกฎหมาย หากกกต.ใช้อำนาจไม่ถูกต้อง คนได้รับผลกระทบที่ตามมาอาจจะเป็นกกต.เอง และเราก็จับตาดูเรื่องนี้อยู่ หากเกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบก็คงมีคนเตรียมยื่นเรื่องดำเนินคดีกับกกต.แต่ย้ำว่า รอดูความชัดเจนในวันที่ 28 สิงหาคมนี้

ดีเอสไอนายกฯจวกจ้องทำลายรัฐบาลล่ามือปล่อนสำนวนฮั้วสว.อนุทินโต้ลั่นฟ้องปิดปาก

ลุ้นศาลชี้ขาด28กันยา คดีบาร์โค้ด เลือกตั้งโมฆะหรือไม่ การเมืองระทึกสุดขีด

27 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ลุ้นศาลชี้ขาด28กันยา คดีบาร์โค้ด เลือกตั้งโมฆะหรือไม่ การเมืองระทึกสุดขีด สภาฯถล่มพรก.กู้เงินฯ นายกฯการันตีโปร่งใส

สุดระทึกศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาดคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ วันที่ 28 กันยายนนี้ หลังไต่สวน 5 พยานเสร็จสิ้น เปิดโอกาสคู่กรณีเดินเผชิญสืบพร้อม 2 ตุลาการ ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้งวันนี้ด้านสภาฯถล่มยับพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท “เท้ง” ซัดรัฐบาลยัดไส้ไร้แผนงานใช้เงิน ประกาศลั่นไม่ลงมติให้ผ่านแน่นอน ขณะที่นายกฯ-ขุนคลัง การันตีใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ บริหารจัดการหนี้ ไม่เกินเพดาน 70%

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยาน 5ปาก ในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป เมื่อ 8กุมภาพันธ์2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด และรหัส QR code ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 โดยการไต่สวนวันนี้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.ได้มาร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนด้วย

ศาลไต่สวนพยาน5ปากคดีบาร์โค้ด

โดยพยาน 5ปาก เป็นพยานที่ศาลเรียกประกอบด้วย 1.นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงาน กกต. 2.นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต.3.นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส.เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 4. นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัดและ5.นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.และอนุญาตให้ทางกกต.โดยว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ได้สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ทั้งนี้ ในการไต่สวน ศาลได้งดการถ่ายทอดภาพและเสียงรวมถึงกำชับห้ามผู้เข้าฟังนำข้อมูลที่ได้จากการไต่สวนวันนี้ไปเผยแพร่สู่บุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด

สั่งตรวจที่เก็บบัตรจริง27ส.ค.นี้

การไต่สวนใช้เวลานาน 3 ชั่วโมงกว่า นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้แจ้งคู่กรณีว่า ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีมีเหตุจำเป็นที่จะเดินเผชิญสืบพยานหลักฐานนอกที่ทำการศาลตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญ2562 โดยศาลมอบให้ นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนพดล เทพพิทักษ์และหน่วยงานที่รับผิดชอบสำนวน ร่วมตรวจสอบหลักฐาน ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งและวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8ก.พ.2569ในกทม.ในวันที่ 27ส.ค.เวลา10.00น.เป็นต้นไป โดยให้คู่กรณีร่วมตรวจสอบ หากฝ่ายใดไม่เข้าร่วมเดินเผชิญสืบตามวันเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าไม่ติดใจ

นัดฟังคำวินิจฉัยชี้ขาด28ก.ย.

วันนี้ศาลฯ ออกนั่งพิจารณาคดีเพื่อไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลเรียกมาให้ถ้อยคำทั้ง 5ปาก ซึ่งได้ตอบข้อซักถามของศาล และศาลอนุญาตให้คู่กรณีซักถามเพิ่มเติมเสร็จสิ้นแล้ว โดยศาลฯได้บันทึกการไต่สวนไว้ด้วยเครื่องบันทึกภาพและเสียงแล้ว หากคู่กรณีประสงค์ยื่นคำแถลงปิดคดีให้ยื่นภายในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย. หากไม่ยื่นในกำหนดเวลาถือว่าไม่ติดใจและนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือและลงมติในวันจันทร์ที่ 28ก.ย.69 เวลา 9:30น.และนัดฟังคำวินิจฉัยวันเดียวกันในเวลา 14:00น.

นายกฯแจงกูเงินสู้วิกฤตพลังงาน

วันเดียวกัน เวลา 09.00น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย แถลงต่อที่ประชุมว่า ตามที่ครม.มีมติเมื่อวันที่ 5พ.ค.2569 เห็นชอบให้ตรา พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังฯ ซึ่งพ.ร.ก.ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9พฤษภาคม 2569 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้การตรา พ.ร.ก.กระทำได้เฉพาะครม.เห็นว่า เพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.วงเงินกู้ไว้ไม่เกิน 4แสนล้านบาท ดังนี้ 1.สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลาง เป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและต่างจากวิกฤติการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือโอเปค ห้ามส่งออกน้ำมันและจำกัดการผลิตและการส่งออกน้ำมัน จึงทำให้ปริมาณน้ำมันตลาดโลกขาดแคลน กระทั่งปัจจุบันสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน

ปัญหาราคาน้ำมันโลกเรื่องใหญ่

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า 2.ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลาง ร้อยละ50 เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวประเทศไทย จึงต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และโดยที่โครงสร้างการผลิตสินค้าและบริการ การคมนาคม และการเกษตรของไทย ยังเป็นปิโตรเลียมเบส ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลักในกระบวนการผลิต การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลนจึงส่งผลกระทบ ต่อราคาสินค้า การบริการ ขนส่ง ต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรง ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญ

ไม่มีใครคาดการณ์ได้จะจบเมื่อใด

นายกฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใดแต่น่าจะใช้เวลาอีกหลายปีและกว่าการผลิตและการส่งออกน้ำมันกลับสู่สภาพเดิมหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ว่าจะกลับไปเหมือนเดิม ดังนั้นประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล จากต่างประเทศถึงเกือบร้อยละ50 อย่างเช่นที่ผ่านมา หากเราไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้ เราก็ยังอาจจะต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ต่อไป และห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงานก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไปด้วย

โปร่งใส-ตรวจสอบได้-ขอมั่นใจรบ.

“ช่วงต้นปี69 รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทาง แต่การออกเงินกู้เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล ทั้งนี้ผมขอย้ำให้สภาและประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลสามารถบริหารจัดการหนี้ ไม่ให้เกินเพดาน70%ส่วนแนวทางกู้เงินเบื้องต้น คือ หาแหล่งเงินกู้ในประเทศ ส่วนการชำระหนี้ กระทรวงการคลัง วางแผนเป็นระบบ กระจายความเสี่ยงและต้นทุนกู้เงินที่เหมาะสม ต่อการบริหารชำระหนี้ได้ทั้งต้นและดอก โดยคำนึงถึงกรอบวินัยการเงินการคลัง รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการใช้เงินกู้ที่คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยการทำโครงการต้องผ่านกลไกกลั่นกรองของคณะกรรมการ ที่ยึดความเหมาะสม คุ้มค่าตามความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณแหล่งอื่น ยืนยันว่า สถานการณ์วิกฤติพลังงานเป็นวิกฤติร้ายแรง จึงต้องกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศ อย่างจำเป็นเร่งด่วน“ นายอนุทิน กล่าว

‘เท้ง‘ซัดรัฐบาลไร้แผนงานใช้เงิน

เวลา 09.30น.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายเว่า สิ่งที่ตนอยากได้ยินจากการชี้แจงของนายกฯ คือ ความชัดเจนแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพราะจากคำชี้แจงของนายกฯพูดในหลายประเด็น ทั้งสาเหตุความจำเป็นที่ต้องมีการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4แสนล้านบาท ที่มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบถึงค่าครองชีพ ราคาพลังงานและการดำเนินชีวิตของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการแก้ปัญหา เช่น มาตรการเยียวยา เราได้แสดงความเห็นหลายครั้งว่า แผนงานที่จะใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2แสนล้านบาทแรก เพื่อเยียวยาประชาชน เราไม่ติดใจเรื่องความชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลมีเหตุจำเป็นรีบด่วนที่ต้องเร่งเยียวยาประชาชน อาจจะมีข้อคิดเห็นบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น วิธีส่งเงินเยียวยาไปถึงมือประชาชน

ตอบไม่ชัด-ไม่ลงมติให้ผ่านแน่นอน

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า เราอยากเห็นความชัดเจนของรัฐบาลว่าการใช้เงิน 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยต่อจิ๊กซอว์ในภาพใหญ่ 5-10ปีต่อจากนี้ เราไม่อยากเห็นการทำงานที่รัฐบาลหาข้ออ้างใช้อำนาจพิเศษในการตราพ.ร.ก.เงินกู้ 4แสนล้านบาท หาเรื่องใช้เงิน ยัดไส้ ใช้เงินเยียวยาของประชาชนตัวประกัน แล้วค่อยหาโครงการมาทำทีหลัง แบบนี้เรียกว่า “ไม่มีแผน”หากมีแผนท่านต้องตอบพวกเราได้ชัดเจนว่า มีเป้าหมายอย่างไร หากรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนในแผนงานและไม่สามารถตอบได้ว่า เหตุใดต้องกู้เงินมหาศาลมาเพื่อการนี้ พวกผมคงไม่สามารถลงมติอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ให้ได้จริงๆ

‘เอกนิติ’ยืนกราน4แสนล้านจำเป็น

เวลา 11.00น.นายเอกนิติ นิติภัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงว่า การออกพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้านบาท ครั้งนี้เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงๆ เข้าใจดีว่า สส.ไปเอาความเห็นของคนเห็นค้านมาอภิปราย ขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส2ชะลอตัว เงินเฟ้อมากขึ้น น้ำมันแพงขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6แสนล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เคยบอกประเทศไทยจะเจอวิกฤติหลายรอบ ระลอก1คือ ราคาน้ำมันแพงขึ้นจากปัจจัยภายนอกประเทศ ระลอก2คือ วิกฤติค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้นสูงขึ้นเกือบ3% ระลอก3 กำลังซื้อลดลง แต่สินค้าแพงขึ้น วิกฤติเหล่านี้ยังไม่จบ หากปล่อยให้ลุกลามหนักขึ้นเรื่อยๆ ถ้าของแพงขึ้นหยุดไม่ได้ อาจต้องปลดคนงาน ธุรกิจเจ๊ง หากยังหยุดไม่ได้จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ นักวิเคราะห์ทั่วโลกบอกประเทศไทยนำเข้าพลังงานสูงมาก ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แต่ปัญหาตะวันออกกลาง ไม่รู้จบเมื่อไร หากสงครามไม่จบ ความเปราะบางก็มากขึ้น วันนี้จึงต้องเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส เพื่อออกพ.ร.ก.กู้เงิน

ไม่ได้กู้มากองไว้-ใช้ในเรื่องจำเป็น

นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า ส่วนแผนการจัดสรรงบประมาณยืนยันว่า วันนี้พ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านบาท ไม่ต่างจากพ.ร.ก.กู้เงินในอดีต และมีหลักการเหตุผลชัดเจนกว่า แก้ปัญหาสิ่งที่เคยมีปัญหาในอดีต ทำให้พ.ร.ก.นี้ โปร่งใส ชัดเจนมากขึ้น มีกระบวนการกลั่นกรองโครงการเข้มงวด โปร่งใส ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีผู้ทรงวุฒิภายในและภายนอก จะต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องวัตถุประสงค์และแผนงาน มีความพร้อม โปร่งใส คุ้มค่า เปิดเผยให้ประชาชนรับทราบ มีการติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินและรายงานครม.ขอย้ำเงินกู้นี้จะไม่ได้กู้มากอง แต่กู้ตามการใช้จ่ายที่จำเป็น ติดตามหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นตลอด และคำนึงถึงวินัยการคลัง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ไม่กลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน แต่สนใจสิ่งที่จะไปลงทุนจะเป็นอย่างไร ยืนยันการออกพ.ร.ก.กู้เงิน มีความโปร่งใส ไม่ตีเช็กเปล่า มีระเบียบวิธีการ ไม่ต่างจากในอดีตที่ทำเพื่อความจำเป็นเร่งด่วน มีวัตถุประสงค์ชัดเจนช่วยประชาชน เปลี่ยนผ่านพลังงาน ใช้วิกฤติเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีขึ้น จำเป็นต้องใช้พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะยังอยู่ในวิกฤติสงคราม

28กันยาการเมืองระทึกสุดขีดชี้ขาดคดีบาร์โค้ดลุ้นศาลรธน.สภาฯกล่มพรก.กู้เงินเลือกตั้งโมฆะหรือไม่

จับตา 28 ส.ค. นายกฯอนุทิน หัวโต๊ะ ก.ตร. จัดโผนายพลสีกากี

26 สิงหาคม 2569 เวลา 21:22 น.

26 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญชวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เป็นประธานการประชุม ครั้งที่ 8/2569 ในวันที่ 28 สิงหาคม เวลา 14.30 น.ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยมีวาระคัดเลือกแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และจเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.) ลงมาถึง ผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2569

มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจระดับ ตร. หรือ บอร์ดกลั่นกรอง นัดประชุมคณะกรรมการฯ ที่มี รอง ผบ.ตร. และผู้แทนสำนักงาน ก.พ. กำหนดประชุมเพื่อพิจารณาคัดเลือกข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่งระดับ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง จตช. ลงมาถึงระดับ ผบก. วาระประจำปี 2569 โดยใช้เวลาในการประชุมยาวนานกว่า 19 ชั่วโมง ซึ่งจะนำรายชื่อที่ผ่านการพิจารณาเข้าที่ประชุมก.ตร.เพื่อลงมติเห็นชอบขั้นสุดท้าย

สำหรับปีนี้มีตำแหน่งว่าง 163 ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 6 ตำแหน่ง ผบช.ว่าง 19 ตำแหน่ง รอง ผบช.ว่าง 41 ตำแหน่ง ผบก.ว่าง 94 ตำแหน่ง

ระดับรอง ผบ.ตร.ว่าง 3 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.ณพวัฒน์ อารยางกูร ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ท.กฤษฎา สุรเชษฐพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รอง จตช. เลื่อนเป็น จตช. โดยโยก พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ จตช. เป็น รอง ผบ.ตร.

ระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. ว่าง 6 ตำแหน่ง พิจารณาแต่งตั้งเรียงตามลำดับอาวุโส ได้แก่ พล.ต.ท.สันติ ชัยนิรามัย ผบช.4 พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผบช.ศ. พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. พล.ต.ท.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผบช.สตส. พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 และพล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5

ระดับ ผบช. ตำแหน่งหลักอยู่ที่เดิม ได้แก่ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. นรต.รุ่น 46 พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.นรต.รุ่น 47 พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผบช.ตชด. นรต.รุ่น 48 พล.ต.ท.ยศวินท์ หรรษมนตร์ ผบช.ส. นรต.รุ่น 45 พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบช.ภ.9

สำหรับตำแหน่งที่น่าสนใจ อาทิ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 46 มือทำงาน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. โยกเป็น ผบช.สตม. พล.ต.ท.นราเดช ทิพย์รักษ์ ผบช.ประจำ สนง.ผบ.ตร.นรต.รุ่น 41 เพื่อนร่วมรุ่น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ โยกเป็น ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.วสันต์ เตชะอัครเกษม รอง ผบช.น. นรต.46 มือทำงาน ศอปส. ทีมปราบสแกรมเมอร์ คนสนิท พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เลื่อนเป็น ผบช.ภ.2 พล.ต.ท.อาทิชา เปาอินทร์ ผบช.สพฐ.ตร. นรต.รุ่น 44 โยกเป็น ผบช.ภ.3 พล.ต.ต.นพเก้า โสมนัส รอง ผบช.ภ.4 นรต.รุ่น 48 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.ปรัชญา ประสานสุข รอง ผบช.สตม. นรต.46 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.5 พล.ต.ต.วรวัฒน์ มะลิ รอง ผบช.ภ.6 นรต.รุ่น 44 เลื่อนเป็น ผบช.ภ.6 พล.ต.ท.ศิรัชเขต ครูวัฒนเศรษฐ์ จตร. (สบ 8) โยกเป็น ผบช.ภ.7 พล.ต.ท.วิมล พิทักษ์บูรพา ผบช.สยศ.ตร. นรต.รุ่น 45 โยกเป็น ผบช.ภ.8

พล.ต.ท.ภูมินทร์ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 52 โยกเป็น ผบช.ปส. พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท. นรต.รุ่น 42 อดีตนายเวร พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ อดีต ผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบช.ทท. พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. นรต.46 มือปราบอาชญากรรมไซเบอร์ เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สอท. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม รอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. นรต.รุ่น 48 มือทำงานปราบ นอมินีต่างด้าว ของ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. ที่ได้รับเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เป็น ผบช.สกบ. พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. นรต.รุ่น 45 ได้รับการเยียวยาจาก ก.พ.ค.ตร. เลื่อนขึ้น เป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.นรต.รุ่น 48 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.สทส. พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส. นรต.รุ่น 50 เลื่อนขึ้นเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. พล.ต.ต.วีระพัฒน์ ศิวะแพทย์ รอง ผบช.สยศ.ตร. ขึ้น ผบช.สยศ.ตร. พล.ต.ท.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบช.ภ.3 นรต.รุ่น 42 โยกเป็น หัวหน้าจเรตำรวจ (สบ 8) พล.ต.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช.ภ.7 เลื่อนเป็น ผบช.กมค. พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. นรต.45 เลื่อนเป็น ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.

ระดับรอง ผบช. อาทิ พล.ต.ต.ปิยะอนันต์ โตสกุลวงศ์ รอง ผบช.สทส. เป็นรอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 เลื่อนเป็น รอง ผบช.น. พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผบก.น.2 เลื่อนเป็น รอง ผบช.น. พล.ต.ต.สินเลิศ สุขุม ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต เลื่อนเป็น รอง ผบช.ตชด. พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม. เป็น รอง ผบช.สทส. พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เลื่อนเป็นรอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคม. เลื่อนเป็น รอง ผบช.ก. พล.ต.ต.พงศ์พันธ์ วงษ์มณีเทศ ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เลื่อนเป็น รอง ผบช.ภ.2

พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. โยกเป็น ผบก.รน. พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปป. โยกเป็น ผบก.สอท.1 พล.ต.ต.สุรพงษ์ ไทยประเสริฐ ผบก.อก.บช.สอท. โยกเป็น ผบก.ทท.1 พล.ต.ต.ทรงกลด เกริกกฤตยา จากตำเเหน่งเดิม ผบก.ตอท. โยกเป็น ผบก.สอท.5
พล.ต.ต.สุรชัย สุขใส ผบก.ฝรก. โยกเป็น ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พล.ต.ต.เพลิน กลิ่นพยอม เลขานุการ ตร. อดีตนายเวร พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีต ผบ.ตร. โยกเป็น ผบก.อก.บช.ส. พล.ต.ต.คมกฤช สุขไทย ผบก.สอท.3 โยกเป็น ผบก.ภ จว.ฉะเชิงเทรา พล.ต.ต.ประสงค์ อานมณี ผบก.น.3 โยกเป็น ผบก.สปพ. 191 พล.ต.ต.ทนงศิลป์ มณีโชติ ผบก.กยศ. โยกเป็น ผบก.น.2 พล.ต.ต.ชัยยะ เพ็ชรปัญญา ผบก.น.7 โยกเป็น ผบก.น.6 พล.ต.ต.สราวุธ คนใหญ่ ผบก.ตม.5 โยกเป็น ผบก.สส.สตม. พล.ต.ต.ชูตระกูล ยศมาดี ผบก.ศยก. โยกเป็น ผบก.ภ.จว.นครนายก พล.ต.ต.พงศกร รัศมีโรจน์สกุล ผบก.ประจำ สง.ผบ.ตร. โยกเป็น ผบก.สส.บช.ภ.5

พ.ต.อ.กรกฎ โปชยะวณิช รอง ผบก.สปพ. นรต.รุ่น 52 นายเวร พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร.ขึ้น เป็น เลขานุการ ตร. พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น รอง ผบก.ปพ. คนสนิท พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เลื่อนเป็น ผบก.ทล. พ.ต.อ.จักษ์ ยังให้ผล ผบก.ศพข.บช.ส. เลื่อนเป็นผบก.ส.3 พ.ต.อ.สุธี พรมมาลี รอง ผบก.น.9 เลื่อนเป็น ผบก.น.3 พ.ต.อ.นิติวัฒน์ แสนสิ่ง รอง ผบก.น.6 เลื่อนเป็น ผบก.น.5 พ.ต.อ.เทพปทาน นิพิวรรณ์ รอง ผบก.อคฝ. เลื่อนเป็น ผบก.น.7 พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ รอง ผบก.น.2 เลื่อนเป็น ผบก.น.8 พ.ต.อ.เดโช โสสุวรรณากุล รอง ผบก.ตม.5 เลื่อนเป็น ผบก.ตม.5 พ.ต.อ.เศรษฐนัณข์ ปิยะสมบูรณ์ รอง ผบก.ปคม. เลื่อนเป็น ผบก.สอท.3

พ.ต.อ.ทำนุรัฐ คงมั่น รอง ผบก.สอท.1 เลื่อนเป็น ผบก.อก.สอท. พ.ต.อ.พัฒน์เชษฐ์ อุ่นอนันต์ รอง ผบก.ฯ ช่วยราชการ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี เลื่อนเป็น ผบก.ประจำ บช.ก. พ.ต.อ.ไพฑูรย์ พิทักษ์ธรรม รอง ผบก.ภ.จว.ชลบุรี เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี พ.ต.อ.ธราเทพ ตูพานิช รอง ผบก.ภ.จว.จันทบุรี เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.จันทบุรี พ.ต.อ.เธียรธรรม์ กัลยาวัฒนาเจริญ รอง ผบก.อก.ภ.5 เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.ลำพูน พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น รอง ผบก.น.5 เลื่อนเป็น ผบก.สส.บช.ภ.3 พ.ต.อ.รณภพ พัฒนา รอง ผบก.ภ.จว.เพชรบุรี เลื่อนเป็น ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี รอง ผบก.ตม.6 เลื่อนเป็น ผบก.สส.บช.ภ.1

อนุทิน,โผนายพล,แต่งตั้ง,ข้าราชการ,ตำรวจ,

สภาฯ 285 เสียงฉลุย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 เเสนล้าน อนุทิน ให้คำมั่น กู้เงินให้เกิดประโยช์น์สูงสุด ไม่เอื้อประโยชน์ใคร เกาะติดใกล้ชิด

26 สิงหาคม 2569 เวลา 20:58 น.

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ภายหลังจากที่สมาชิกทั้งฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาล ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง รวมถึง ครม.ได้ตอบชี้แจงเสร็จสิ้นแล้วนั้น

ในเวลา 20.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวสรุปภาพรวมว่า วันนี้เราได้ใช้เวลาทั้งวันในการพิจารณา พ.ร.ก.ฯ ที่ทางรัฐบาลได้เสนอให้สภาฯแห่งนี้ได้พิจารณาเมื่อสักครู่ คงได้เห็นแล้วว่าปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ ได้อภิปรายชี้แจงให้ความมั่นใจกับสมาชิกทั้งหลาย ตลอดจนพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศว่า จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โปร่งใส เป็นธรรมและพิสูจน์ได้ ซึ่งตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐบาล ตนขอขอบพระคุณปลัดกระทรวงการคลังที่ได้แสดงให้พี่น้องประชาชนได้เห็นกับการทำงานที่มีเอกภาพระหว่างฝ่ายนโยบายและฝ่ายปฏิบัติ ขอยืนยันเจตนาสุจริตมุ่งเป้าไปที่ประเทศและพี่น้องประชาชนเท่านั้นในการออก พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้

“ขอให้คำมั่นสัญญาว่า ไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับใครเป็นการเฉพาะ ผม รองนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทุกท่าน จะคอยติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิด ไม่ให้มีการรั่วไหล ผมต้องขอบคุณท่านประธานฯ รองประธาน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ สำหรับเวลา คำแนะนำ และข้อคิดเห็นที่ท่านได้พิจารณา พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมทราบดีว่านี่คือเงินเงินกู้ ไม่ใช่เงินงบประมาณ ไม่ใช่เงินของเราที่สามารถนำมาจัดสรรใช้จ่ายได้โดยที่ไม่มีต้นทุน ผมทราบดีว่าเงินกู้นี้มีต้นทุน และได้พิจารณาแล้วว่าต้นทุนที่เราได้มานั้นมันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราได้จากการดำเนินโครงการต่างๆ ตาม พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้ พวกผมรู้ว่ารัฐบาลจ่ายได้ เราจึงกล้ากู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถือว่าต่ำกว่า คือ 1.2% ผมก็บอกว่า เราได้ทำการประเมินและตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการนี้หรือไม่ อัตราดอกเบี้ยที่เราได้รับรายงานมานั้นสูงกว่า อัตราดอกเบี้ยที่เราได้ใช้ใน พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้ รับรองว่าเราจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดอย่างแน่นอน” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า ท้ายที่สุดนี้ตนจะให้ส่วนราชการทุกฝ่ายได้เร่งปฏิบัติสรุปรวบรวมคำเสนอแนะ ข้อเสนอแนะต่างๆ ที่ตนถือว่าทุกข้อเสนอ ทุกแนวทางที่ท่านได้กรุณาอภิปรายตลอดเวลาทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และเราจะนำมาประยุกต์ใช้ในช่วงดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติต่อไป สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณอีกครั้ง ถึงแม้ว่าท่านจะไม่อยากฟังแล้ว แต่ก็ต้องขอขอบพระคุณที่ท่านได้โอกาสผมมาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีรับใช้ประเทศชาติและพี่น้องประชาชน

จากนั้นได้มีการลงมติต่อพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ผลปรากฏว่า 285 เสียง เห็นด้วย 141 เสียง ไม่เห็นด้วย งดออกเสียง 52 เสียง และได้ปิดการประชุมในเวลา 20.28 น.

กู้เงิน4เเสนล้านพรกกู้เงิน4เเสนล้านรัฐบาลอนุทิน

รมว.พลังงาน ยืนยัน กู้เงินช่วย ปชช. ลงทุนผลิตไฟฟ้า ไม่ต้องห่วงมีเงินทอน ย้ำส่งตรงถึงมือประชาชน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 19:44 น.

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก. )ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ลุกขึ้นชี้แจงว่า ถ้าไม่จำเป็น รัฐบาลก็ไม่อยากกู้เงินในเวลานี้ ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้เลือกแก้ปัญหาด้าวยการใช้เงินอย่างเดียว แต่แก้ปัญหาราคาน้ำมันแพงโดยเลือกใช้กลไกที่ไม่เคยใช้มาก่อนคือ ใช้อำนาจ พ.ร.ก.เอาเงินจากโรงกลั่นทุกแห่งมาลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่ตราบใดที่ประเทศยังต้องพึ่งการนำเข้าน้ำมันมากกว่า 90% ก็จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานมาเป็นพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยผลิตได้เอง จึงมีความสำคัญต้องมากู้เงิน เช่นเดียวกับพลังงานไฟฟ้าที่ต้องลดการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจี ไปพี่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ผ่านมาอาจไม่จำเป็นต้องกู้เงิน เอกชนพร้อมวิ่งเข้าหา แต่เที่ยวนี้จำเป็นต้องขอกู้ เพื่อเอาเงินกู้ไปลงทุนให้ประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า

“ไม่ต้องห่วงว่าเราจะไปซื้อของแล้วมีเงินทอน เพราะเที่ยวนี้เราจะส่งเงินให้ถึงมือประชาชนโดยตรง เพื่อนำไปใช้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และรัฐจะรับซื้อไฟฟ้าคืน ส่วนจะติดตั้งได้ 1 หรือ 1.5 ล้านครัวเรือน นั้น จะติดตั้งให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ยืนยันถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากกู้เงินมาแก้ปัญหา แต่ครั้งนี้เป็นการสร้างระบบลงทุนให้ประชาชนพึ่งตัวเองได้ ดังนั้น เวลาโหวตขอให้คิดถึงประชาชน ที่รอโอกาสอยู่ รับปากว่าเงินก้อนนี้จะถูกใช้อย่างสุจริต เพื่อโอกาสประชาชนทุกคน” รมว.พลังงาน กล่าว

เอกนัฏพร้อมพันธุ์,พลังงาน,โซลาร์เซลล์,ไฟฟ้า,

ชวน ชี้ชัดๆ ผ่านมา 4 เดือน วิกฤตไม่เร่งด่วนจริง เชื่อมั่นตุลาการศาล รธน. ยึดหลักปกครองไร้แทรกแซง ลั่นไม่ได้พูดเล่น!บุญคุณค่อยตอบแทนตอนตาย

26 สิงหาคม 2569 เวลา 19:35 น.

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อพิจารณา เรื่องด่วน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท

โดย นายชวน หลีกภัย สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตอนหนึ่งว่า ตนเป็นหนึ่งใน สส. 133 คน ที่เข้าชื่อยื่นเรื่องถึงประธานสภาเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับนี้ว่าถูกต้อง เป็นไปตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ คือเป็นกรณี เพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ของประเทศหรือป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ ซึ่งการเข้าชื่อก็เพราะถึงแม้ว่าจะเห็นว่า พ.ร.ก.นี้มีประโยชน์ แต่ไม่ได้ทำโดยกรณีจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ บัดนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่าเฉพาะในมาตรา 5 วงเล็บ 1 คือเงินกู้ ตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้คือเงินกู้ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ กรณีนี้ ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 เสียงว่าเข้าตาม มาตรา 172 วรรค 1 แต่สำหรับวรรค 2 ของมาตรา 5 คือเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพนั้นศาลรัฐธรรมนูญมีเสียง 7 ต่อ 2 เสียง คือมีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 ท่านไม่เห็นด้วยคือไม่เข้าตามมาตรา 172 วรรค 1

นายชวน กล่าวว่า ด้วยความเคารพต่อดุลพินิจของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง 9 คน ซึ่งตนถือว่าเป็นหลักของบ้านเมือง และท่านเหล่านี้ต้องรักษาหลักของบ้านเมืองไว้ให้ได้ ตนให้กำลังใจทุกคน เพราะตอนนี้โครงสร้างรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงไปซึ่งจะไปเกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัย เริ่มมีโครงสร้างที่มีอธิบดีกรมทางหลวงเข้ามาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถือว่าแปลกไปจากเดิมที่เราจะใช้นักกฎหมาย นักปกครอง เพราะบทบาทศาลรัฐธรรมนูญคือวินิจฉัยกฎหมาย อย่างไรก็ตามคิดว่า ท่านสราวุธ ทรงศรีวิไล เป็นคนเก่ง คนดีคนหนึ่ง

“ดังนั้นจึงอยากกราบเรียนต่อต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญว่า แม้โครงสร้างเริ่มเปลี่ยนด้วยการเมืองเข้าไปแทรกแซง แต่หวังว่าทั้ง 9 ท่าน จะเป็นหลักของบ้านเมือง แม้จะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ แต่อย่างที่ผมได้กราบเรียนไว้ จริงจัง และไม่ได้พูดเล่นๆ ว่า อย่าเอาหนี้บุญคุณนี้มาทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง เราใช้หนี้บุญคุณตอนที่ผู้มีบุญคนตาย หรือเป็นอหิวาตกโรคตายก็ไปงานศพเขา ก็ถือว่าใช้หนี้บุญคุณเขาแล้ว ผมจำเรื่องนี้ เพราะสนับสนุนให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลักของบ้านเมือง และผมก็เคยเอามาปกป้อง จึงไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการเมืองเข้าไปแทรกแซง” นายชวน กล่าว

นายชวน กล่าวต่อว่า เราต้องนึกถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งหัวใจคือการแบ่งอำนาจ 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ซึ่งในส่วนของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารนั้นมีความใกล้เคียงกันเพราะฝ่ายบริหารมาจากเสียงข้างมากของสภา แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของระบบนี้คือแต่ละอำนาจต้องใช้สิทธิ์ภายในอำนาจนั้นโดยอีกอำนาจหนึ่งต้องไม่ใช้แทรกแซง อย่างไรก็ตาม อำนาจของฝ่ายบริหารจำเป็นต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ และการออกกฎหมายในการบริหารประเทศ ก็จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสภา วาระ 1 , 2 , 3 แต่หากไม่ทันการก็ได้ให้สิทธิ์ตามมาตรา 172 ว่ากรณีเพื่อประโยชน์จะรักษาความปลอดภัยของประเทศดังที่กล่าวไว้แล้ว นี่คือหลักที่เป็นข้อยกเว้นให้ แต่ก็ยังมีข้อแม้ว่าต้องจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งจากข้อมูลทั้งหมดที่เพื่อนสส.อภิปรายมา นับตั้งแต่มีพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชกำหนดฉบับนี้เกือบ 4 เดือนแล้วเวลาก็ผ่านมาพอสมควรพิสูจน์ว่าความจำเป็นเร่งด่วนนั้นไม่จริง

นายชวน กล่าวว่า ที่ตนย้ำเรื่องนี้เพราะถ้ายึดหลักการปกครอง บ้านเมืองก็จะสามารถเดินต่อได้ แม้ว่าจะมีปัญหาอะไรก็ตาม อาจจะเป็นภาระกับฝ่ายบริหารบ้างที่ต้องให้ผ่านสภา แต่ฝ่ายบริหารที่มาจากประชาชนที่แท้จริงจะไม่กลัวสภา เขาจะมาชี้แจงได้ แต่ถ้ากลัวสภา หลีกเลี่ยงเพื่อความสะดวกของตัวเอง เราก็จะมีปัญหา ซึ่งตัวอย่างของการละเมิดหลัก เช่น เหตุความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ วันที่ 22 – 23 ส.ค.ที่ผ่านมา 51 ครั้ง ตอนนี้ก็เถียงกันว่า ยิงมาจากบนเฮลิคอปเตอร์หรือกระสุนมาจากไหน แต่ไม่ค่อยมีการพูดถึงว่าเหตุร้ายเหล่านี้มาจากอะไร ทั้งที่มันมาจากการฝืนหลัก คือฝ่ายบริหารไม่ยึดหลักให้ฝ่ายตุลาการวินิจฉัย เมื่อมีคนร้ายถูกจับ ฝ่ายบริหารสั่งเองให้จัดการเดือนละ 10 คน คนร้ายมีไม่เกิน 18 คน สองเดือนก็หมดคือ เก็บฆ่าทิ้ง นี่คือที่มาอันเป็นผลจากการละเมิดหลัก ไม่ใช้หลักให้อำนาจฝ่ายตุลาการตัดสิน แต่ฝ่ายบริหารจับและตัดสินเอง ตัวอย่างความเสียหายนี้เกิดขึ้นรุนแรง จึงได้เห็นเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นต่อเนื่อง มีคนสูญเสียไปจากการละเมิดหลักนี้ ถึง 7,000 กว่าคน จึงย้ำว่า เราต้องยึดหลัก ไม่อย่างนั้นการปกครองบ้านเมืองจะมีปัญหา

ชวนหลีกภัย,พรรคประชาธิปัตย์,พรกกู้เงิน,

ผอ.JIC จี้กัมพูชาเคารพข้อตกลงชายแดน-กลับสู่โต๊ะเจรจา ย้ำไทยพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยคุกคาม

26 สิงหาคม 2569 เวลา 19:28 น.

ผอ.JIC จี้ กัมพูชา ถึงเวลาเลือกสันติภาพด้วยการเจรจา หรือ สร้างข้อกล่าวหาผ่านสื่อ ย้ำ หลักวางกำลัง ยึดตามข้อตกลง 2 ประเทศลงนาม ซัด อย่าตัดตอนเหตุปะทะยิงBM-21 ใส่คนไทย

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่า กัมพูชาต้องเลือกแล้ว จะสร้าง สันติภาพด้วยการเจรจา หรือสร้าง ข้อกล่าวหาผ่านสื่อ การพูดซ้ำ ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างกลายเป็นข้อเท็จจริง การอ้างสิทธิ์ฝ่ายเดียว ไม่ได้ทำให้เขตแดนถูกตัดสิน และการเล่าเฉพาะวันที่ไทยตอบโต้ โดยไม่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ไม่ใช่ภาพของเหตุการณ์ทั้งหมด

ผอ.JIC กล่าวว่า ประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจน เราไม่ต้องการสงคราม แต่เรามีหน้าที่ปกป้องประชาชนและอธิปไตย เราไม่ต้องการยึดดินแดนใคร และการวางกำลังต้องยึดกรอบข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ เราพร้อมเจรจา แต่การเจรจาจะเดินหน้าได้ ต้องมีบรรยากาศที่ไม่ยั่วยุ ไม่บิดเบือน และไม่พยายามตัดสินปัญหาเขตแดนผ่านสื่อ และถ้าจะเล่าเรื่องการปะทะต่อประชาคมโลกอย่าเริ่มเล่าเฉพาะตอนที่ไทยตอบโต้ต้องย้อนกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น ใครเริ่มใช้อาวุธ เหตุใดจรวด BM-21 จึงส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนไทย และเหตุใดประเทศไทยจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิป้องกันตนเอง

ผอ.JIC กล่าวถึงประชาคมโลก
ว่า อย่าเชื่อประเทศไทยเพราะประเทศไทยเป็นคนพูดและอย่าเชื่อกัมพูชาเพราะกัมพูชาเป็นคนพูดขอให้ดูหลักฐาน ดูลำดับเหตุการณ์ ดูข้อตกลง และตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเพราะความจริงไม่ควรถูกตัดสินจากว่า “ใครพูดดังกว่า”
แต่ต้องดูว่า “ใครทำอะไรจริง”

ผอ.JIC ยังได้กล่าวถึง ถึงประชาชนกัมพูชา ว่าคนไทยไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับท่านเราย้ายประเทศหนีกันไม่ได้ และลูกหลานของเรายังต้องอยู่ติดกันอีกนาน สิ่งที่ประชาชนทั้งสองประเทศควรได้รับคือ งาน รายได้ ความปลอดภัย การศึกษา และอนาคตที่ดีกว่า แทนที่จะปล่อยให้ประชาชนจมอยู่กับความขัดแย้ง
เราควรร่วมกันจัดการภัยที่กำลังทำร้ายคนจริง ๆ
-SCAMMERS
– HUMAN TRAFFICKING
-ONLINE FRAUD
-RANSNATIONAL CRIME
นี่ต่างหากคือ ศัตรูร่วมของประชาชนและภัยต่อโลก ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องชนะ สงครามคำพูด สิ่งที่เราต้องการคือ สันติภาพที่พิสูจน์ด้วยการกระทำ

“หยุดยั่วยุ หยุดข้อมูลฝ่ายเดียว
เคารพข้อตกลง กลับสู่โต๊ะเจรจา
ดูแลประชาชน และร่วมกันปราบอาชญากรรมข้ามชาติ”

เพราะสุดท้ายแล้ว สันติภาพไม่ได้เกิดจากคำพูดแต่เกิดจากการกระทำ
ให้ชายแดนเป็นพื้นที่แห่ง สันติภาพ มิตรภาพ และความเจริญรุ่งเรือง
ไม่ใช่สนามแข่งขันว่าใครสร้างเรื่องเล่าได้ดังกว่ากัน

กัมพูชาชายแดนผอ.JICภัยคุกคาม

อภิสิทธิ์ ขยี้ 4 ประเด็น ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เตือนฉุด ศก.ไทย มั่นคงน้อยลง หนี้สาธารณะแตะเพดาน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 18:39 น.

“อภิสิทธิ์”ขยี้ 4 ประเด็น ค้าน”รัฐบาล”ออก”พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” เตือนฉุด ศก.ไทย มั่นคงน้อยลง หนี้สาธารณะแตะเพดาน ข้องใจหากวิกฤตยังลากยาว-ยืดเยื้อ จะเอาเงินที่ไหนมาแก้ ชี้”ทำไทยช่วยไทยพลัส” 4 เดือน ใช้จ่ายจริงตามท้องตลาดได้แค่เดือนละ 10 วัน ถามหลังจากนี้ของแพงพุ่งจะทำยังไง สับเปลี่ยนผ่านพลังงานไร้วางระบบ เสี่ยงเปิดช่องทุจริต เอื้อประโยชน์การเมือง ฟันฉับหากปล่อยผ่านไปจะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงแน่นอน

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า เราพิจารณาร่าง พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ตนมีข้อสังเกตเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลฯฉบับเต็ม และพบข้อเท็จจริง 4 ประการ 1 บรรดาพยานผู้เชี่ยวชาญ ทั้งด้านกฎหมายมหาชน การคลัง ภาษีอากร และด้านเศรษฐศาสตร์ ที่ศาลฯได้เชิญมาให้ถ้อยคำ หรือความเห็นทั้งหมด เห็นสอดคล้องกับฝ่ายค้านว่า พ.ร.ก.ฯ ดังกล่าวไม่ชอบ เพราะสถานการณ์ที่นำมาสู่การตรา พ.ร.ก.ฯ ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จากการอภิปรายตลอดทั้งวัน การอ้างถึงความจำเป็นเร่งด่วนโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด วงเงิน 2 แสนล้านบาท ฟังไม่ขึ้น รัฐบาลยังไม่สามารถกลั่นกรองได้ว่าโครงการที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้คือโครงการอะไร เป็นการฟ้องอย่างชัดเจนว่า หากเรื่องนี้จำเป็นเร่งด่วนหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความพร้อมที่จะใช้จ่ายเงินก้อนนี้ต้องมีมากกว่าที่เป็นอยู่ เหตุผลที่ตนไม่อนุมัติ พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้ เพื่อยืนยันว่าเป็นความพยายามหลีกเลี่ยง และลดทอนอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประการที่ 2 พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้ ไม่สามารถแก้ปัญหาจากวิกฤตที่ถูกอ้างขึ้นเป็นเหตุผลในการตรากฎหมายฉบับนี้ ตนอยากฝากไปถึง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่พยายามชี้แจงทุกครั้ง มันมีช่องโหว่เชิงตรรกะอย่างรุนแรง โดยอ้างว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งอื่นๆ เพราะเศรษฐกิจยังไม่หดตัว แต่มีวิกฤตมาเป็นระลอกเริ่มต้นจากราคาพลังงาน แล้วทำไมไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือไม่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท มาแจกในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดีเซลขณะนี้อยู่ที่ 38 บาท สิ่งที่รัฐบาลใช้เป็นเครื่องมือคือกองทุนน้ำมันที่แบกอยู่เกือบ 6 บาท จะเป็นภาระประชาชนในอนาคต แต่สิ่งที่รัฐบาลพยายามไปดึงมาจากโรงกลั่นยังอยู่แค่เพียง 2.40 บาท มันไม่ได้มีความจริงจัง ไม่มีความเป็นระบบ เพราะก่อนเกิดวิกฤต ค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณลิตรละ 2 บาท ปัจจุบันอยู่ลิตรละ 8 บาท เท่ากับ 4 เท่า ถึงแม้จะปรับตามสูตร ค่าการกลั่นที่ปรับแล้วก็ยังคงสูงกว่า 2 บาทเป็นเท่าตัว แต่รัฐบาลยังไปดึงมาเพียงแค่ 2.40 บาท

“ช่องโหว่ตรงนี้จึงกลายเป็นข้ออ้าง แทนที่จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ที่เราเคยเสนอให้ผลิตไฟจากก๊าซ ที่คล้ายกับเรื่องค่าการกลั่น ว่าถ้าปรับสูตรจริงๆมันจะลดกำไรส่วนเกินจากผู้ผลิตไฟฟ้าแล้วมาลดให้กับประชาชนได้ ถือว่าใช้เงินน้อยกว่า แต่รัฐบาลกลับกลายเป็นปล่อยให้มันลุกลามมา สุดท้ายก็พยายามใช้วิธีการเยียวยา ซึ่งทำได้เพียง 4 เดือน ใครเดินตามตลาดจะรู้ว่าทำได้แค่เดือนละ 10 วัน ถามว่าหลังจากนี้เมื่อของแพงขึ้นไปแล้ว แล้วไม่มีเงินจะช่วยแล้ว มันแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร แทนที่จะมุ่งลดต้นทุนด้านพลังงาน ลดหรือตรึงค่าครองชีพ แล้วไม่ต้องนำเงินก้อนนี้มาทำแล้วสูญสิ้นไปภายในระยะเวลา 4 เดือน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประการที่ 3 ปัญหาที่เกิดขึ้นยังเรียกไม่ได้ว่ากระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มันต้องเป็นกรณีที่เศรษฐกิจใกล้จะล้มลาย รัฐบาลไม่มีเงินมาใช้จ่ายเพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่หลังจากการกู้เงิน 4 แสนล้านนี้แล้ว เศรษฐกิจมั่นคงน้อยลง เพราะหนี้สาธารณะไปแตะเพดานที่ร้อยละ70 แต่รัฐบาลพูดเองว่า วิกฤตนี้ยังไม่จบ ยืดเยื้อ ถามว่าหากรัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินในการมาทำตรงนี้ จะเอาเงินที่ไหน การแก้ปัญหาตรงนี้ มันจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะเลือกเส้นทางแก้ปัญหาผิดพลาด วันนี้ค่าครองชีพสูงขึ้น วิกฤตยืดเยื้อ แต่เงินท่านหมดแล้ว เศรษฐกิจจึงเปราะบาง มั่นคงน้อยลง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า และประการที่ 4 การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด มันไม่ได้ผ่านกระบวนการคิด การวางยุทธศาสตร์ ที่เป็นระบบ เป็นเหตุเป็นผล การไปสรุปว่าเราต้องกระโดดไปใช้พลังงานแสดงอาทิตย์ให้มากที่สุดทั้งหมด ที่เป็นการผลิตพลังงานในประเทศคือแสงแดด แต่อุปกรณ์เกือบทั้งหมดต้องนำเข้า แล้วเราต้องมาพึ่งพิงการนำเข้าอุปกรณ์ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์เหล่านี้แทน ส่วนข้อจำกัดในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อาจไม่ได้อยู่ที่เงินที่ต้องไปกู้มา และถึงกู้มาแล้วเราก็เชื่อว่าทำตามที่ประกาศไม่ได้ เป้าที่ตั้งไว้มันไม่เป็นจริง เพราะจำนวนอุปกรณ์ จำนวนคนติดตั้ง มันไม่เพียงพอที่จะทำตามอายุของ พ.ร.ก.นี้

“ทั้งหลายทั้งมวลก็ทำให้กังวลต่อไปอีกว่า พอเดินไปอีกสักระยะนึงรัฐบาลอาจจะบอกว่าในที่สุดกำลังจะทำตามที่ประกาศไว้ คราวนี้สามารถโยกเงินกลับมาหมวดหนึ่งกลับไปกลับมาหรือไปทำโครงการ ที่อ้างว่าเป็นการเรียนรู้สร้างทักษะเกี่ยวกับพลังงานสะอาด ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวคราวโครงการจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการแก้วิกฤตตรงนี้และสุ่มเสี่ยงที่หลายคนตั้งข้อสังเกตอาจจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ในเรื่องการเปิดช่องให้มีการทุจริตคอรัปชั่น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุผลทั้ง 4 ประการ ตนจึงไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฯ ฉบับนี้ ตนฟันธงว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ถ้าผ่านรัฐสภาไปบังคับใช้ เราจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจ ประชาชนยังคงต้องเผชิญกับวิกฤติปัญหาจากวิกฤตพลังงานต่อไป และจะไม่เห็นฐานที่มั่นคงหรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศไทยอย่างแน่นอน ตนยืนยันในการคัดค้าน ทั้งในแง่กฎหมายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การคิดถึงความเสี่ยงของประเทศ และยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ

อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ,พรรคประชาธิปัตย์,เศรษฐกิจ,รัฐบาล,พรกกู้เงิน4แสนล้าน,กู้เงิน4แสนล้าน,