ผอ.JIC ไทย สวนกัมพูชา ระบุนายกฯอนุทิน ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ไม่ใช่มาปักหลักเขต ชี้ใครให้อำนาจชี้เขตแดนฝ่ายเดียว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 18:24 น.

“ผอ.JIC ไทย”สวนกัมพูชา ระบุ”นายกฯอนุทิน”ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพล ไม่ใช่มาปักหลักเขต ชี้ใครให้อำนาจชี้เขตแดนฝ่ายเดียว ลั่น”กัมพูชากล่าวซ้ำๆ กี่ครั้ง”ก็ไม่ทำให้ข้ออ้างเป็นข้อยุติ

26 สิงหาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงข้อกล่าวอ้างของกัมพูชา กรณีระบุว่านายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเข้าไปใน “ดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา” และเรียกการเดินทางดังกล่าวว่า unauthorised visit โดยตั้งคำถามกลับว่า ใครเป็นผู้ให้อำนาจฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดตัดสินเรื่องเขตแดนแต่เพียงฝ่ายเดียว พร้อมย้ำว่าการกล่าวอ้างซ้ำๆ ไม่ได้ทำให้ข้อกล่าวอ้างนั้นกลายเป็นข้อยุติเรื่องเขตแดนโดยอัตโนมัติ ว่า การที่กัมพูชาระบุในแถลงการณ์ว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็น “ดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา” เป็นข้อกล่าวอ้างของฝ่ายกัมพูชา แต่ไม่ว่าจะแถลงหรือกล่าวซ้ำกี่ครั้ง ก็ไม่สามารถทำให้ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวกลายเป็นข้อยุติเรื่องเขตแดนได้โดยอัตโนมัติ

สำหรับการเดินทางของนายกรัฐมนตรีไทย เป็นการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคง ไม่ใช่การปักหลักเขต ไม่ใช่การลากเส้นเขตแดน และไม่ได้ทำให้เส้นเขตแดนเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด

“การเยี่ยมกำลังพลไม่ใช่การปักปันเขตแดน และคำว่า ‘unauthorised’ ที่ฝ่ายหนึ่งเขียนขึ้นเอง ก็ไม่ใช่คำตัดสินเรื่องอธิปไตย” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

กรณีกัมพูชายืนยันว่ามีแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 รองรับ และอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกกำหนดและปักปันไว้แล้วนั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ประเทศไทยไม่ได้ปฏิเสธหลักฐานทางประวัติศาสตร์หรือเอกสารใดโดยไม่มีเหตุผล แต่ไม่ยอมรับการที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหยิบหลักฐานเพียงบางส่วนขึ้นมาแล้วประกาศผลเรื่องเขตแดนแทนกระบวนการที่ทั้งสองประเทศตกลงร่วมกัน

“หากมีความเห็นต่าง เรามี JBC มีผู้เชี่ยวชาญ มีเอกสาร มีหลักฐาน และมีกระบวนการสำรวจและปักปันที่ต้องดำเนินการร่วมกัน” ผอ.JIC กล่าว

ส่วนกรณีกัมพูชาอ้างข้อ 1 ของถ้อยแถลงร่วม GBC วันที่ 27 ธันวาคม 2568 และกล่าวหาว่าการเดินทางของนายกรัฐมนตรีไทยเป็นการยั่วยุที่อาจเพิ่มความตึงเครียด รวมถึงตั้งคำถามว่าไทยกำลังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่นั้น พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ประเทศไทยยึดถือถ้อยแถลงร่วมวันที่ 27 ธันวาคม 2568 และต้องการให้ทุกฝ่ายอ่านและปฏิบัติตามอย่างครบถ้วน ไม่ใช่เลือกเฉพาะข้อความที่สนับสนุนข้อกล่าวหาของตน

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ถ้อยแถลงร่วมกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายคงกำลัง ณ ที่ตั้งปัจจุบัน แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “การยั่วยุ” กับการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งรวมถึงการตรวจเยี่ยมกำลังพล การรับฟังสถานการณ์ และการสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน โดยการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เท่ากับการเปิดฉากใช้กำลัง ไม่ได้เท่ากับการเปลี่ยนแปลงเขตแดน และไม่ได้หมายความว่าไทยต้องสละสิทธิในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่

“หากเราจะอ้างถ้อยแถลงร่วม ก็ควรใช้ถ้อยแถลงร่วมนั้นเพื่อลดความตึงเครียด ไม่ใช่ใช้เป็นเครื่องมือสร้างข้อกล่าวหาใหม่ ไทยพร้อมรักษาข้อตกลง และเราก็คาดหวังให้กัมพูชาปฏิบัติเช่นเดียวกัน” ผอ.JIC กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีกัมพูชากล่าวหาว่าไทยยึดครองพื้นที่อย่างผิดกฎหมายมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และเรียกร้องให้ไทยถอนกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า คำว่า “ยึดครอง” เป็นคำที่มีน้ำหนักมาก และไม่ควรนำมาใช้เพียงเพื่อสร้างภาพทางการเมืองหรือสงครามข้อมูล

“หากฝ่ายหนึ่งสามารถประกาศเองว่านี่คือดินแดนของฉัน แล้วเรียกอีกฝ่ายว่า ‘ผู้ยึดครอง’ ได้ทันที กลไกการเจรจาทวิภาคีอย่าง JBC รวมถึงกระบวนการสำรวจร่วมที่เราตกลงกันไว้ ก็คงไม่อาจทำหน้าที่แก้ไขความเห็นต่างได้อย่างที่ควรจะเป็น”

ผอ.JIC ย้ำว่า เรื่องเขตแดนต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง หลักฐาน กฎหมาย และกระบวนการที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ด้วยจำนวนครั้งที่คำกล่าวหาถูกเผยแพร่ผ่านสื่อ พร้อมระบุว่า ประเทศไทยไม่มีนโยบายรุกรานหรือยึดครองดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน แต่ขณะเดียวกัน ไทยจะไม่ยอมให้การกล่าวอ้างฝ่ายเดียวกลายเป็นเหตุผลบังคับให้ไทยละทิ้งหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประเทศ

“หากมีความเห็นต่างเรื่องพื้นที่ ควรนำเข้าสู่ JBC นั่นคือทางออกที่รับผิดชอบที่สุด อย่าใช้สื่อแทนโต๊ะเจรจา อย่าใช้แถลงการณ์แทนหลักเขตแดน และอย่าใช้คำว่า ‘รุกราน’ เพื่อสร้างข้อสรุปก่อนที่กระบวนการเรื่องเขตแดนจะได้ทำงาน” พล.อ.อ.ประภาส กล่าว

พล.อ.อ.ประภาส กล่าวอีกว่า ประเทศไทยไม่ต้องการดินแดนของใคร แต่ประเทศไทยก็จะไม่ยอมให้ใครเปลี่ยนข้อกล่าวอ้างฝ่ายเดียวให้กลายเป็นข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าไทยพร้อมพูดคุย พร้อมพิสูจน์ด้วยหลักฐาน และพร้อมรักษาสันติภาพ แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความเคารพซึ่งกันและกัน

กัมพูชา,ช่องอานม้า,ชายแดนไทยกัมพูชา,อนุทินชาญวีรกูล,ประภาสสอนใจดี,JIC,

อรรถวิชช์ ยื่น 2 ร่าง พ.ร.บ. กากอุตสาหกรรม-ปาล์มน้ำมัน รองรับเงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 18:12 น.

26 สิงหาคม 2569 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึง พ.ร.ก.กู้ยืมเงิน 4 แสนล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณา โดยระบุว่า ในวงเงินดังกล่าวมี 2 แสนล้านบาท ที่ต้องใช้สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือก จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติรองรับ เพื่อให้การใช้เงินเป็นไปอย่างมีเป้าหมาย

นายอรรถวิชช์ ระบุว่า ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับ ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติจัดการจากอุตสาหกรรม เพื่อให้ประเทศไทยมีกฎหมายจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจร แบตเตอรี่ และซากรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงซากขยะที่ใช้แล้ว

ส่วนร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน มีเป้าหมายรองรับผลกระทบจาก พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่กำหนดห้ามชดเชยราคาน้ำมันที่มีส่วนผสมชีวภาพ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.2569 เป็นต้นไป ซึ่งอาจกระทบราคาปาล์มน้ำมันราว 1 ใน 3 ของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะเพื่อดูแลประชาชน โดยโครงสร้างของกฎหมาย จะเป็นการตั้งสำนักงานคล้ายกับสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ทั้งจากการขายผลปาล์มและการขายน้ำมันปาล์มที่ผ่านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์

อรรถวิชช์สุวรรณภักดี,พรรครวมไทยสร้างชาติ,กากอุตสาหกรรม,ปาล์มน้ำมัน,เงินกู้2แสนล้าน,

รอมฎอน จี้ นายกฯ ตั้งคกก.อิสระ สอบข้อเท็จจริง ปม ปชช.นราธิวาส อ้างถูกยิงจาก ฮ.ทหาร

26 สิงหาคม 2569 เวลา 17:45 น.

รอมฎอน จี้ นายกฯ ตั้งคกก.อิสระสอบข้อเท็จจริง ปม ปชช.นราธิวาส อ้างถูกยิงจาก ฮ.ทหาร เตือนหากไม่คลี่คลายแบบโปร่งใส ยิ่งซ้ำวิกฤตศรัทธา- เพิ่มความหวาดระแวง

ที่รัฐสภา นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในชายแดนใต้ และข้อเสนอต่อรัฐบาลว่า ตนได้เดินทางลงไปในพื้นที่ หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ จึงได้เดินทางไปดูที่เกิดเหตุ และพูดคุยกับผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่หลายจุด แต่หนึ่งในเหตุการณ์ที่มีการกล่าวหา คือ การยิงเด็กวัยรุ่นที่ อบต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส โดยมีการกล่าวหาว่ายิงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ตนได้ลงพื้นที่ด้วย เนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ส.ค. ตนได้โพสต์ในโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เข้ามาตรวจสอบกรณีนี้ เพราะตนทราบข้อมูลมาจากคนในพื้นที่ และตรวจสอบจากผู้นำในพื้นที่นั้น ที่ยืนยันในเบื้องต้นว่ามีเหตุการณ์ยิงทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย จากคำบอกเล่าของผู้ประสบเหตุนั้นบอกว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์

นายรอมฎอน กล่าวอีกว่า ในข้อเท็จจริงเรื่องนี้มีอยู่ 2 มุมอย่างที่ตนได้บอก มุมของผู้ประสบเหตุ เป็นอีกมุมหนึ่งที่อ้างว่าถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ แม้พยานหลักฐานต่างๆ พยานแวดล้อมจะทำให้เกิดความสงสัย ทางเรื่องวิถีกระสุนและการบาดเจ็บ แต่นี่คือคำบอกเล่าจากผู้ประสบเหตุเอง กับอีกคำอธิบายหนึ่งมาจากหน่วยงานราชการทั้ง หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส และ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) ที่มีการสื่อสารออกสู่สาธารณะ และรายงานนายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่า ไม่มีการกราดยิงจากเฮลิคอปเตอร์ใดๆ เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ 10 ของ อ.จะแนะ 

นายรอมฎอน กล่าวว่า ตนอยากสื่อสารถึงนายกฯ ว่า อยากให้ใช้อำนาจของท่านตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงในกรณีนี้ ควบคู่กับการดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน เพราะเรื่องนี้หากความจริงไม่คลี่คลาย และได้รับความเชื่อมั่นเชื่อถือจากทุกฝ่ายจริงๆ ตนเกรงว่า ประเด็นปัญหาความจริงของหลายชุดเช่นนี้ จะเหมือนกับหลายกรณีก่อนหน้านี้ในชายแดนใต้ ที่ต่างคนต่างเล่าเรื่องกันไป ยิ่งทำให้เกิดความบาดหมาง หวาดระแวงต่อไปในอนาคต และแม้ว่าเมื่อวันที่ 25 ส.ค. นายกฯ จะได้กำชับแม่ทัพภาคที่ 4 ให้ไปสอบสวนข้อเท็จจริงตรงนี้ แต่ตนอยากเสนอแนะว่า แม่ทัพภาคที่ 4 เอง ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อกรณีเช่นนี้ ตนอยากเห็นงานที่ริเริ่มโดยฝ่ายการเมือง และรัฐบาลเอง เพื่อยืนยันว่า การไต่สวนความจริงจะมีความโปร่งใส และความชอบธรรมมากพอ 

นายรอมฎอน กล่าวว่า ในกรณีข้อเท็จจริงที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วมีผู้รอดชีวิต ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 5 เดือนก่อน ที่นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่มีการพิสูจน์ทราบว่า ผู้ลงมือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ทำให้ประชาชนมีข้อกังขามากขึ้น อย่างไรก็ตามกระบวนการยุติธรรมตอนนี้ก็เดินกันไป แต่ระหว่างทางยังมีปัญหาอยู่ และกรณีนายกมลศักดิ์ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง เพราะกระบวนการยุติธรรมน่าจะเดินต่อไปได้ แต่อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ เหตุการณ์ที่ตากใบ ปี 47 มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และมีคำถามเยอะมาก ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลได้ใช้อำนาจตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง และดึงเอาข้าราชการมาเป็นประธาน ประกอบกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ทำให้ได้รับความเชื่อถือ
ตนจึงอยากเห็นความใส่ใจการคลี่ปมปัญหาตรงนี้จากนายกฯ และจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ต่อไปด้วย ซึ่งในตอนนี้เนื่องจากมีผู้รอดชีวิต แตกต่างแม้ข้อเท็จจริงอาจมองเห็นแตกต่างกันว่ากระสุนมาจากไหน ใครเป็นผู้กระทำก็ว่ากันไป แต่คนที่มีอำนาจน้อยกว่าในเวลานี้คือประชาชนที่ประสบเหตุ และมีข้าราชการท้องถิ่นเป็นพยาน ที่แนะนำผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาล ตนจึงอยากให้รัฐบาลและทุกหน่วยงานให้หลักประกันที่มั่นใจว่า พวกเขาจะปลอดภัย และไม่ได้ถูกกดดันที่จะให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงต่อหน้าสาธารณะ สื่อมวลชน หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ในอนาคตหากนายกฯ จะตั้งขึ้น 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่ากระสุนถูกยิงมาจากภูเขาหรือเนิน นายรอมฎอน กล่าวว่า จริง ๆ ในถนนเส้นนั้น ด้านขวาเป็นแม่น้ำสายบุรี มีความชันที่ลึกลงไป ส่วนด้านซ้ายเป็นเนินขึ้นไป เป็นป่ารก ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่จากประสบการณ์ของตนคงเป็นไปได้ แต่มันคงมืดและยากมาก ซึ่งไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ และถ้าการลอบยิงในลักษณะนี้มีความมุ่งหมายต่อเจ้าหน้าที่ที่ติดอาวุธ ที่กำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ ซึ่งในพื้นที่รอยกระสุนกระจัดกระจาย ไม่ได้เป็นรอยเดียวเหมือนโดนกราดยิงมา และเราเห็นรอยเลือดใกล้ ๆ จุดนั้นที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าพอผู้ประสบเหตุถูกยิงได้มีการคลานออกมาเพื่อหนี แต่ที่น่าสนใจผู้กำกับสภ.จะแนะ ได้บอกว่า หัวกระสุนเจอที่รถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งน่าสนใจที่พยานหลักฐานมันชัดมากขึ้น

เมื่อถามว่ามีนักวิชาการออกมาระบุว่าจากร่องรอยของกระสุนนั้นน่าจะเป็นปืนพกมากกว่า นายรอมฎอน กล่าวว่า แน่นอน อาจมีข้อโต้แย้ง ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องมีกลไกที่เป็นอิสระ และมีความเชี่ยวชาญมากพอในการรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะเดียวกันข้อมูลอย่างหนึ่งที่ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก คือการยิงตัวเอง หรือการสร้างพยานหลักฐานต่างๆ ดังนั้นข้อโต้แย้งสมมุติฐานต่างๆเป็นทฤษฎี แต่ท้ายที่สุดเราต้องการความจริงอย่างเดียว คือ ผ่านกระบวนการรวบรวมหลักฐานที่โปร่งใส เป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงไม่แปลกที่จะมีทฤษฎีเหล่านั้น ท้ายที่สุดเราต้องการความจริงผ่านกลไกที่เป็นอิสระมากพอ

“ถ้าถามจากใจผมนะ ตอนนี้แล้วกันผมว่าเขาถูกยิงแน่ ๆ จากมุมนั้น ส่วนจะมาจากเฮลิคอปเตอร์หรือไม่ก็ต้องเผื่อใจไว้แล้วกัน ไม่ 100% เพราะอย่างที่บอก ผมได้รับข้อมูลมาบางส่วน ไม่ได้เห็นภาพ รับรู้ผ่านโทรศัพท์ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ คือทำให้ผมเชื่อในระดับหนึ่ง ในโพสต์แรกของผมรู้ว่าทัวร์ลงแน่นอนและลงจริงๆ แต่ถ้าผมไม่พยายามสื่อสารถึงหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ไม่พยายามหาข้อยืนยัน ผมจะรู้สึกว่าเรื่องนี้จะเหมือนหลายเหตุการณ์ที่จะจมหายไป” นายรอมฎอน กล่าว  

นายรอมฎอน กล่าวอีกว่า จุดยืนของตนคือต้องการแก้ปัญหาภาพรวม เพื่อทวงถามรัฐบาล ตนไม่ได้มีอำนาจในการสั่งการ หน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ จากประสบการณ์ของตนถ้าปล่อยเรื่องนี้ทิ้งไปตนว่าแย่แน่ๆ วิกฤติศรัทธาเกิดขึ้นอีกครั้งแน่ๆ 

นายรอมฎอน กล่าวว่า สิ่งที่ตนเจอตอนนี้ความเห็นของคนในพื้นที่ กับความเห็นของคนที่ปั่นกันในโลกออนไลน์มีระยะห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ตนเข้าใจอคติ หรือทรรศนะของคนที่มองความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในลักษณะเหมารวม การพยายามโจมตีทั้งตัวตนเอง และพรรคประชาชน ท้ายที่สุดทำให้เกิดทัศนะที่แตกต่างกัน ถ้าปล่อยทิ้งไปจะทำให้เกิดความรู้สึกบาดหมางมากยิ่งขึ้น 

นายรอมฎอน กล่าวว่า ในกรณีข้อเท็จจริงที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้วมีผู้รอดชีวิต ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 5 เดือนก่อน ที่นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ที่มีการพิสูจน์ทราบว่า ผู้ลงมือเกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ ทำให้ประชาชนมีข้อกังขามากขึ้น อย่างไรก็ตามกระบวนการยุติธรรมตอนนี้ก็เดินกันไป แต่ระหว่างทางยังมีปัญหาอยู่ และกรณีนายกมลศักดิ์ยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง เพราะกระบวนการยุติธรรมน่าจะเดินต่อไปได้ แต่อีกเหตุการณ์หนึ่งคือ เหตุการณ์ที่ตากใบ ปี 47 มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และมีคำถามเยอะมาก ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลได้ใช้อำนาจตั้งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง และดึงเอาข้าราชการมาเป็นประธาน ประกอบกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ทำให้ได้รับความเชื่อถือ
ตนจึงอยากเห็นความใส่ใจการคลี่ปมปัญหาตรงนี้จากนายกฯ และจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อการรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ต่อไปด้วย ซึ่งในตอนนี้เนื่องจากมีผู้รอดชีวิต แตกต่างแม้ข้อเท็จจริงอาจมองเห็นแตกต่างกันว่ากระสุนมาจากไหน ใครเป็นผู้กระทำก็ว่ากันไป แต่คนที่มีอำนาจน้อยกว่าในเวลานี้คือประชาชนที่ประสบเหตุ และมีข้าราชการท้องถิ่นเป็นพยาน ที่แนะนำผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาล ตนจึงอยากให้รัฐบาลและทุกหน่วยงานให้หลักประกันที่มั่นใจว่า พวกเขาจะปลอดภัย และไม่ได้ถูกกดดันที่จะให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงต่อหน้าสาธารณะ สื่อมวลชน หรือแม้กระทั่งคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ในอนาคตหากนายกฯ จะตั้งขึ้น 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่ากระสุนถูกยิงมาจากภูเขาหรือเนิน นายรอมฎอน กล่าวว่า จริง ๆ ในถนนเส้นนั้น ด้านขวาเป็นแม่น้ำสายบุรี มีความชันที่ลึกลงไป ส่วนด้านซ้ายเป็นเนินขึ้นไป เป็นป่ารก ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่จากประสบการณ์ของตนคงเป็นไปได้ แต่มันคงมืดและยากมาก ซึ่งไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ และถ้าการลอบยิงในลักษณะนี้มีความมุ่งหมายต่อเจ้าหน้าที่ที่ติดอาวุธ ที่กำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่ ซึ่งในพื้นที่รอยกระสุนกระจัดกระจาย ไม่ได้เป็นรอยเดียวเหมือนโดนกราดยิงมา และเราเห็นรอยเลือดใกล้ ๆ จุดนั้นที่ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าพอผู้ประสบเหตุถูกยิงได้มีการคลานออกมาเพื่อหนี แต่ที่น่าสนใจผู้กำกับสภ.จะแนะ ได้บอกว่า หัวกระสุนเจอที่รถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งน่าสนใจที่พยานหลักฐานมันชัดมากขึ้น

เมื่อถามว่ามีนักวิชาการออกมาระบุว่าจากร่องรอยของกระสุนนั้นน่าจะเป็นปืนพกมากกว่า นายรอมฎอน กล่าวว่า แน่นอน อาจมีข้อโต้แย้ง ซึ่งนี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องมีกลไกที่เป็นอิสระ และมีความเชี่ยวชาญมากพอในการรวบรวมพยานหลักฐาน ขณะเดียวกันข้อมูลอย่างหนึ่งที่ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก คือการยิงตัวเอง หรือการสร้างพยานหลักฐานต่างๆ ดังนั้นข้อโต้แย้งสมมุติฐานต่างๆเป็นทฤษฎี แต่ท้ายที่สุดเราต้องการความจริงอย่างเดียว คือ ผ่านกระบวนการรวบรวมหลักฐานที่โปร่งใส เป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงไม่แปลกที่จะมีทฤษฎีเหล่านั้น ท้ายที่สุดเราต้องการความจริงผ่านกลไกที่เป็นอิสระมากพอ

“ถ้าถามจากใจผมนะ ตอนนี้แล้วกันผมว่าเขาถูกยิงแน่ ๆ จากมุมนั้น ส่วนจะมาจากเฮลิคอปเตอร์หรือไม่ก็ต้องเผื่อใจไว้แล้วกัน ไม่ 100% เพราะอย่างที่บอก ผมได้รับข้อมูลมาบางส่วน ไม่ได้เห็นภาพ รับรู้ผ่านโทรศัพท์ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ คือทำให้ผมเชื่อในระดับหนึ่ง ในโพสต์แรกของผมรู้ว่าทัวร์ลงแน่นอนและลงจริงๆ แต่ถ้าผมไม่พยายามสื่อสารถึงหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ไม่พยายามหาข้อยืนยัน ผมจะรู้สึกว่าเรื่องนี้จะเหมือนหลายเหตุการณ์ที่จะจมหายไป” นายรอมฎอน กล่าว  

นายรอมฎอน กล่าวอีกว่า จุดยืนของตนคือต้องการแก้ปัญหาภาพรวม เพื่อทวงถามรัฐบาล ตนไม่ได้มีอำนาจในการสั่งการ หน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ จากประสบการณ์ของตนถ้าปล่อยเรื่องนี้ทิ้งไปตนว่าแย่แน่ๆ วิกฤติศรัทธาเกิดขึ้นอีกครั้งแน่ๆ 

นายรอมฎอน กล่าวว่า สิ่งที่ตนเจอตอนนี้ความเห็นของคนในพื้นที่ กับความเห็นของคนที่ปั่นกันในโลกออนไลน์มีระยะห่างมากขึ้นเรื่อย ๆ ตนเข้าใจอคติ หรือทรรศนะของคนที่มองความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในลักษณะเหมารวม การพยายามโจมตีทั้งตัวตนเอง และพรรคประชาชน ท้ายที่สุดทำให้เกิดทัศนะที่แตกต่างกัน ถ้าปล่อยทิ้งไปจะทำให้เกิดความรู้สึกบาดหมางมากยิ่งขึ้น

นราธิวาสรอมฎอนฮ.ทหาร

ไอซ์ ได้ทีลูบปาก! ซัดงบปกติลงพื้นที่สีน้ำเงินเพียบ เหน็บเงินกู้ 4 แสนล้าน จะเทไปขนาดไหน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 17:36 น.

“ไอซ์”ได้ทีลูบปาก! จัดหนัก”งบประมาณปกติ”ลงพื้นที่”สีน้ำเงิน”เพียบ เหน็บกู้เงินมาจะลงไปอีกขนาดไหน แซะ”เอกนิติ”จำวันที่เป็น ขรก. แล้วนักการเมืองชั่วเอาโครงการยัดได้หรือไม่ ด้าน”รองประธานฯ”แตะเบรคอย่าใช้คำนักการเมืองชั่ว-เลว

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระเรื่องด่วนพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

โดย น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายโดยตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอยากจะถ่วงการตรวจสอบไส้ในของโครงการนี้หรือไม่ เพราะมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเงินส่วนหลัง 2 แสนล้าน ที่รัฐบาลบอกว่าจะเอามาเปลี่ยนถ่ายพลังงาน อาจจะไม่ได้เป็นไปเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่อาจจะฉาบหน้าด้วยคำพูดสวยหรู เอาไว้ฉาบหน้าสิ่งเน่าๆ เละๆ

น.ส.รักชนก กล่าวพร้อมทำมือ ว่าหลายคนกำลังทำแบบนี้ค่ะท่านประธาน ก่อนจะทำท่าถูมือ ลูบปาก และส่งเสียงซู้ด พร้อมระบุว่า ถ้าเงินก้อนนี้ใช้เมื่อไหร่อาจจะมีหลายคนที่ตั้งเนื้อตั้งตัวได้เลยทีเดียว จะเป็นการเปลี่ยนเงินภาษีที่ประชาชน ไม่รู้จะต้องก้มหน้าก้มตาจ่ายกันกี่ปี กลายไปเป็นเงินที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มทุนสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งตนก็เข้าใจดีว่าการที่จะพูดอะไรต้องมีหลักฐาน

“วันนี้ก็เลยอยากจะหยิบยกหลักฐานเชิงประจักษ์ค่ะว่าสันดานในการหากินกับเงินในงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ งบกลาง เงินในกองทุนต่างๆ มันมีร่องรอย มีอาการ ที่ทำให้ดิฉันเป็นห่วงว่าเงิน 2 แสนล้านบาทของพวกเราเนี่ย สุดท้ายแล้วจะถูกใช้ไปหน้าตาแบบไหน” น.ส.รักชนก กล่าว

น.ส.รักชนก กล่าวว่า งบประมาณแผ่นดิน มักจะเป็นงบก่อสร้าง งบทำถนน สร้างตึก แต่ว่าปัจจุบันนี้กลายเป็นคีย์เวิร์ดที่เรียกว่า “แตน แต่น แต๊น โซลาร์ค่ะท่านประธาน โซลาร์ปั๊ม โซลาร์เซลล์ โซลาร์รูฟท็อป คือคีย์เวิร์ดแห่งปีแห่งชาติเลยค่ะ”

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ร่องรอยที่ตนอยากจะเอาได้เห็นเป็นทีเซอร์ว่างบประมาณ 2 แสนล้านบาทถูกใช้ไปอย่างไร งบกลางแก้ปัญหาภัยแล้งที่เพิ่งถูกอนุมัติไป 6,500 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนแรก 1,000 ล้านบาท กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเอาไปบริหารจัดการ ก้อนที่สอง แบ่งเป็น 5,000 และ 5,500 ล้านบาท เอาไปจัดซื้อจัดจ้างทำระบบน้ำบาดาลแจกทั่วประเทศ

ทำให้ นายพิชญุตม์ พอจิต สส.อุตรดิตถ์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า ไม่ได้พูดถึงเรื่องงบ 4 แสนล้านบาทเลย แต่ไปพูดเรื่องงบกลาง ขอให้ท่านประธานพิจารณาด้วยครับ

จากนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตั้งสติฟังให้มันดีๆ ก่อน จับใจความให้มันดีๆ ว่าตนจะพูดอะไร ตนกำลังจะบอกว่าเวลาที่จะจัดสรรงบประมาณ เราต้องดูว่าก่อนหน้านั้น เขาใช้ไปรูปแบบไหน ท่านก็ใจเย็นๆ แล้วก็นั่งดู ตั้งสติให้มั่น แล้วก็ฟังให้มันจบก่อน

น.ส.รักชนก กล่าวว่า เงิน 5,500 ล้านบาทนะคะ ตนเอาไปพล็อตลงบนแผนที่ประเทศไทย โดยแบ่งตามเขตเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่างบไปอยู่ในสัดส่วนของ สส.เขตของพรรคภูมิใจไทย แล้วเป็นโครงการแก้แล้ง ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวไม่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง ซึ่งช่วงหนึ่ง นายเลิศศักดิ์ ได้ตักเตือน น.ส.รักชนก ว่า ถ้าหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นคนละวาระกัน เรากำลังจะมีการพิจารณางบประมาณในสัปดาห์ถัดไป เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านเข้าสู่เรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน

จากนั้นได้มี สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงประธานให้ควบคุมการประชุมตามวาระ ก่อนที่ น.ส.รักชนก ตอบโต้ว่า สิ่งที่ตนกำลังจะสื่อสาร ต้องใช้งบเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วย

“ดิฉันกำลังจะชี้ให้เห็นว่างบ 5,500 ล้านบาท มันยังไปเทอยู่ที่พรรคภูมิใจไทยขนาดนี้ ถ้า 2 แสนล้านบาท ท่านประธาน โอ้ ดิฉันไม่อยากจะคิดเลย 5,500 ล้านบาทยังจัดมาเป๊ะขนาดนี้ ถ้า 2 แสนล้านบาท คิดแล้วขนลุกเลย มันจะไม่เป็นสีน้ำเงินทั่วประเทศใช่หรือไม่” น.ส.รักชนก กล่าว

ต่อมา นายเลิศศักดิ์ ได้เตือน น.ส.รักชนก อีกรอบว่า ต้องขออภัยจริงๆ ต้องให้อยู่ในประเด็นที่เรากำลังพิจารณาอยู่ด้วย ที่ท่านเท้าความถึงเรื่องงบกลาง และงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องเอาไว้ครั้งต่อไป

จากนั้น นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงช่วย น.ส.รักชนก บ้างว่า ตนก็ดูอยู่ว่าจังหวัดอ่างทองอยู่ในนั้นหรือไม่ ตนขอใช้สิทธิ์ประท้วงประธานตามข้อบังคับ ท่านประธานไม่ใช่ผู้วินิจฉัยว่าประเด็นนี้เกี่ยวข้องหรือไม่ คนที่ตอบคำถามได้คือรัฐมนตรี

น.ส.รักชนก อภิปรายต่อไประยะหนึ่ง ถึงพื้นที่สีน้ำเงิน ที่ได้งบประมาณมากกว่าพื้นที่อื่น ก่อนที่ นายณัฎฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย จะประท้วงว่า ตนตั้งใจมาฟังท่านรักชนก แต่ด้วยความเคารพ ก็พยายามฟังอยู่ ตนอยากเห็นท่านชำแหละ ชี้ให้เห็นว่างบ 2 แสนล้าน รวมถึงมีการถกเถียงกันเรื่องคำไม่สุภาพ

น.ส.รักชนก จึงกล่าวว่าคำไหนที่ไม่สุภาพก็ไม่ต้องบันทึกก็ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า KPI ในการวัด สส.ของรัฐบาลคือมี สส.ขึ้นมาประท้วงหลายคนเหลือเกิน นายณัฏฐ์ชนน จึงตอบว่า ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียง แต่อยากให้ท่านได้เข้าประเด็น

น.ส.รักชนก กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากจะบอกว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านดูเชื่อมั่นอย่างมากจริงๆ ว่า เงินก้อนนี้จะนำไปสู่อะไรบางอย่าง อย่างที่ท่านเชื่อ

“ดิฉันอยากถามว่า ท่านไปเอาความมั่นหน้ามั่นใจนี้มาจากไหน ท่านเคยลองหันกลับไปถามข้าราชการที่มานั่งฟังแทนท่าน ที่ร่วมประชุมหรือว่าร่วมชะตากรรมในโครงการนี้กับท่านหรือไม่ ท่านเคยลองหันไปถามเขาไหมว่า ตอนนี้เขารู้สึกอย่างไร ท่านยังจำความรู้สึกในวันที่ท่านเป็นข้าราชการ แล้วก็ถูกนักการเมืองชั่วๆ เลวๆ เอาโครงการที่แปลกๆ ใส่มือ วันนั้นน่ะท่านรู้สึกอย่างไร ถ้าท่านยังมีสามัญสำนึก ดิฉันก็อยากจะให้ท่านปกป้องข้าราชการในกระทรวงการคลัง”

นายเลิศศักดิ์ จึงท้วงว่า นักการเมืองชั่วๆ เลวๆ ตนขอให้ท่านถอนคำนี้ก่อน ตนคิดว่าไม่เหมาะสม เป็นคำที่ไม่สุภาพ

“ท่านเอกนิติ ท่านเคยที่จะมาร่วมรัฐบาลนี้โดยที่วันแรกๆ ดิฉันก็ยังเชื่อว่าท่านยังยืนตั้งหลังตรง จะเข้ามาทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศนี้ แต่วันนี้ดิฉันตั้งคำถาม กระดูกสันหลังของท่านมันค่อยๆ ค่อยๆ เลื้อย ค่อยๆ คด หรือว่าท่านค่อยๆ ถอดมันออกหรือเปล่า แล้วสุดท้าย ท่านก็ถอดกระดูกสันหลัง ถอดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็รับใช้ระบบสีน้ำเงินนี้อย่างเต็มที่ไปเลยแบบนั้นหรือไม่นะคะ” น.ส.รักชนก กล่าว

ไอซ์รักชนก,รักชนกศรีนอก,พรรคประชาชน,งบประมาณ,

น้ำป่าไหลหลากถล่มเนปาล หมู่บ้านถูกซัดหาย-โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ดับแล้ว 17 ราย

น้ำป่าไหลหลากถล่มเนปาล หมู่บ้านถูกซัดหาย-โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ดับแล้ว 17 ราย

26 ส.ค. 2569 16:28 น.

น้ำป่าไหลหลากถล่มเนปาล หมู่บ้านถูกซัดหาย-โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ดับแล้ว 17 ราย

เกิดเหตุน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มอย่างรุนแรงบริเวณพื้นที่ตอนเหนือของเนปาล ใกล้พรมแดนทิเบต กวาดหมู่บ้าน สะพาน และเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเสียหายหนัก เบื้องต้นยืนยันผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 17 ราย และมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก ขณะที่กระแสน้ำป่าล้นทะลักข้ามพรมแดนเข้าสู่ทิเบต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายฝั่งจีนหลายราย

เกิดน้ำป่าไหลหลากครั้งใหญ่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของเนปาล เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (26 ส.ค.) ส่งผลให้กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดทำลายหมู่บ้าน ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานหลายแห่ง รวมถึงโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำในเขตราสูวา ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงกาฐมาณฑุ และติดกับเขตปกครองทิเบตของจีน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 ราย ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกหลายราย และเกรงว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้น เนื่องจากหลายพื้นที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้ และระดับน้ำในแม่น้ำยังสูงจนเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยไม่สามารถลงจอดได้

นเรนทรา ปริยาร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเขตราสูวา ระบุว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินความเสียหายทั้งหมด แต่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ โภเต โกชี รีบอพยพขึ้นสู่พื้นที่สูงเพื่อความปลอดภัย

แม่น้ำโภเต โกชีมีต้นกำเนิดจากเขตทิเบตของจีน ก่อนจะไหลเข้าสู่เนปาลและเชื่อมต่อกับแม่น้ำตรีศูลี ซึ่งไหลต่อเข้าสู่ประเทศอินเดีย โดยพื้นที่ประสบภัยยังเป็นเส้นทางการค้าสำคัญระหว่างเนปาลกับจีน

เจ้าหน้าที่สันนิษฐานเบื้องต้นว่า น้ำป่าไหลหลากอาจเกี่ยวข้องกับหิมะที่ละลายอย่างรวดเร็ว และไหลลงสู่แม่น้ำโภเต โกชี อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันสาเหตุได้อย่างแน่ชัด ขณะที่เจ้าหน้าที่เตือนว่าเขตพื้นที่ปลายน้ำหลายแห่งอยู่ในภาวะเฝ้าระวังระดับสูง

ผู้ประสบเหตุรายหนึ่งเล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยได้ยินเสียงดังคล้ายภูเขาไฟระเบิด ก่อนที่ผู้คนจะพากันกรีดร้องและวิ่งหนีออกจากพื้นที่

เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้วอย่างน้อย 12 คน ขณะที่หน่วยงานด้านการจัดการภัยพิบัติของเนปาลระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และทีมกู้ภัยเข้าค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ด้านนายกรัฐมนตรีบาเลนทรา ชาห์ ของเนปาล กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มและริมแม่น้ำไปยังพื้นที่ปลอดภัย พร้อมกำชับให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ตำรวจติดอาวุธ 13 นาย ซึ่งประจำการอยู่ในจุดปฏิบัติการ 2 แห่งในเขตราสูวา ยังสูญหาย และเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกหลายสิบคนที่อยู่ในพื้นที่ได้

เหตุการณ์ยังส่งผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยกระทรวงพลังงานเนปาลระบุว่า กำลังการผลิตไฟฟ้าประมาณ 430 เมกะวัตต์ ได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่เป็นโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ คิดเป็นมากกว่า 12% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำทั้งหมดของประเทศ ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.2 กิกะวัตต์

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำหลายแห่ง รวมถึงถนนและสะพานได้รับความเสียหาย ขณะที่เส้นทางการค้าระหว่างเนปาลกับจีนได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ด้านสื่อทางการจีนรายงานว่า ดินโคลนถล่มจากฝั่งเนปาลส่งผลกระทบต่อ ท่าเรือจีหรง ในเขตทิเบตของจีน ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนและศูนย์กลางการค้าสำคัญระหว่างจีนกับเนปาล สถานีโทรทัศน์ CCTV รายงานว่า เหตุดินโคลนถล่มฝั่งเนปาลทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและมีผู้สูญหาย ที่บริเวณท่าเรือจีหลง แต่ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บที่แน่ชัด

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สั่งการให้ระดมกำลังค้นหาและช่วยเหลือผู้สูญหายอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้เร่งรักษาผู้บาดเจ็บ ลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้มากที่สุด และเพิ่มการติดตามสถานการณ์ ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และมาตรการป้องกันภัยพิบัติซ้ำซ้อน

ภาพที่เผยแพร่โดยสื่อจีน ซึ่งยังไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องโดยอิสระได้ แสดงให้เห็นกระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดกิ่งไม้และเศษซากต่าง ๆ ไปตามถนนที่ถูกน้ำท่วม

เขตราสูวาเคยเผชิญน้ำท่วมรุนแรงจากแม่น้ำโภเต โกชีเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 9 ราย และสูญหาย 24 ราย อีกทั้งน้ำยังพัดสะพานมิตรภาพซึ่งเชื่อมเนปาลกับจีนเสียหาย ส่งผลกระทบต่อการค้าและการขนส่งระหว่างสองประเทศเป็นเวลาหลายเดือน

รายงานระบุว่า น้ำท่วมครั้งดังกล่าวเกิดจากการระบายน้ำออกจากทะเลสาบธารน้ำแข็งเหนือผิวธารน้ำแข็ง ในเขตทิเบต

เจ้าหน้าที่เนปาลระบุว่า เหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากในวันพุธครั้งนี้อาจมีความรุนแรงมากกว่าน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อไป และทางการเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ ให้เฝ้าระวังและอพยพไปยังพื้นที่สูงทันทีหากสถานการณ์เลวร้ายลง.

ที่มา Reuters / BBC / The Indian Express

ซีอีโออินสตาแกรมปัดปกปิดข้อมูล ฟีเจอร์ความปลอดภัยมีเด็กใช้เพียง 1.8%

ซีอีโออินสตาแกรมปัดปกปิดข้อมูล ฟีเจอร์ความปลอดภัยมีเด็กใช้เพียง 1.8%

26 ส.ค. 2569 15:41 น.

ซีอีโออินสตาแกรมปัดปกปิดข้อมูล ฟีเจอร์ความปลอดภัยมีเด็กใช้เพียง 1.8%

อดัม มอสเซอรี ซีอีโออินสตาแกรม ขึ้นให้การในศาลสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อกล่าวหาของอัยการที่ว่าบริษัทเจตนาปกปิดฟีเจอร์ความปลอดภัยวัยรุ่น ยอมรับฟีเจอร์เตือนพักสายตา “Take a Break” มีวัยรุ่นสมัครใช้งานเพียง 1.8% ก่อนที่อินสตาแกรมจะเปิดใช้เป็นค่าเริ่มต้นในปี 2024 ขณะที่ 29 รัฐของสหรัฐฯ กล่าวหาว่า “เมตา” ออกแบบแพลตฟอร์มให้เสพติดและเป็นอันตรายต่อเด็ก

อดัม มอสเซอรี ซีอีโออินสตาแกรม ขึ้นให้การต่อศาลรัฐบาลกลางในเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยปฏิเสธข้อกล่าวหาของอัยการว่าอินสตาแกรม พยายามปกปิดข้อมูลเชิงลบจากสาธารณชนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของฟีเจอร์ความปลอดภัยสำหรับวัยรุ่น

มอสเซอรีกล่าวว่า เขาไม่เคยพยายามสนับสนุนให้ทีมงานปกปิดข้อมูล พร้อมยืนยันว่า “ผมไม่ได้พยายามสนับสนุนให้ทีมของผมปกปิดอะไร” และนึกไม่ออกว่ามีช่วงเวลาใดที่เขาเคยส่งเสริมให้ทีมงานนำข้อมูลมาให้เขาน้อยลง

มอสเซอรีเป็นผู้บริหารระดับสูงคนแรกของเมตา บริษัทแม่ของอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก ที่ขึ้นให้การในคดีครั้งสำคัญ ซึ่งมี 29 รัฐของสหรัฐฯ เป็นโจทก์ โดยคดีนี้มุ่งพิจารณาข้อกล่าวหาว่าเมตาจงใจออกแบบแพลตฟอร์มให้มีลักษณะเสพติด เพื่อดึงดูดและทำให้เด็กและวัยรุ่นใช้บริการเป็นเวลานาน

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่อัยการหยิบยกขึ้นมาคือฟีเจอร์ “Take a Break” ซึ่งออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้วัยรุ่นหยุดใช้อินสตาแกรม หลังจากเลื่อนดูเนื้อหามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

เจสัน สโลธเฮาเบอร์ อัยการจากรัฐโคโลราโด ตั้งคำถามเกี่ยวกับจำนวนวัยรุ่นที่สมัครใช้ฟีเจอร์ดังกล่าว โดยชี้ว่า ในช่วงแรกมีวัยรุ่นเพียงประมาณ 1.8% ที่เลือกเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ และแม้มอสเซอรีจะเคยประชาสัมพันธ์เครื่องมือดังกล่าว แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลข 1.8% ต่อสาธารณะ

มอสเซอรีตอบว่า เขาเคยพูดต่อสาธารณะอย่างแน่นอนว่าอัตราการสมัครใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำ แต่ไม่แน่ใจว่าเคยเปิดเผยตัวเลขที่แน่นอนหรือไม่ พร้อมย้ำว่า บริษัทไม่ได้เปิดเผยสถิติทุกตัวต่อสาธารณะ

ในการให้การอีกช่วงหนึ่ง มอสเซอรียอมรับว่า ก่อนที่อินสตาแกรมจะกำหนดให้ Take a Break เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้นในเดือนกันยายน 2024 สัดส่วนวัยรุ่นที่ใช้ฟีเจอร์นี้อยู่ในระดับ หลักหน่วยเปอร์เซ็นต์ และยอมรับว่า “วัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ต้องการใช้” แต่บริษัทตัดสินใจเดินหน้าฟีเจอร์ดังกล่าวต่อไป

อินสตาแกรมเปิดตัว Take a Break ในเดือนธันวาคม 2021 โดยโมเซรีระบุในบล็อกของบริษัทว่า จากการทดลองระยะแรก วัยรุ่นมากกว่า 90% ที่เปิดใช้ฟีเจอร์นี้ยังคงเปิดใช้งานต่อไป ฟีเจอร์ดังกล่าวจะเตือนผู้ใช้ให้ปิดอินสตาแกรมเมื่อใช้งานต่อเนื่องครบระยะเวลาที่กำหนด

อัยการยังตั้งคำถามถึงบล็อกโพสต์ที่มอสเซอรีเผยแพร่เพียงหนึ่งวันก่อนที่เขาจะไปให้การต่อคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคม 2021 โดยโพสต์ดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวกับการยกระดับมาตรฐานในการปกป้องวัยรุ่นและสนับสนุนผู้ปกครอง พร้อมประกาศเกี่ยวกับฟีเจอร์ Take a Break

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดจึงเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวในช่วงเวลานั้น มอสเซอรีตอบว่าอินสตาแกรมมีความคืบหน้าในด้านความปลอดภัยและต้องการนำเสนอความคืบหน้านั้นต่อสาธารณะ

อัยการยังถามมอสเซอรีเกี่ยวกับแนวคิดที่เรียกว่า “drumbeat messaging” ซึ่งหมายถึงการสื่อสารข้อความเดิมซ้ำ ๆ เพื่อให้ผู้รับเกิดการรับรู้และจดจำ โดยมอสเซอรียอมรับว่ารู้จักแนวคิดดังกล่าว และระบุว่าการสื่อสารซ้ำมีความจำเป็น โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเครื่องมือด้านความปลอดภัยกับผู้ปกครอง เพราะบริษัทจำเป็นต้องสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเครื่องมือเหล่านี้

คดีดังกล่าวมีประเด็นกว้างกว่าการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ Take a Break โดย 29 รัฐกล่าวหาว่าเมตา ละเมิดกฎหมายของรัฐบาลกลาง ด้วยการเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง

ขณะที่ 4 รัฐ ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โคโลราโด เคนทักกี และนิวเจอร์ซีย์ กล่าวหาว่าเมตาออกแบบอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก เพื่อดึงดูดและทำให้เด็กใช้แพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง จนอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และแม้กระทั่งการฆ่าตัวตาย พร้อมกล่าวหาว่าบริษัททำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม

หากศาลตัดสินให้เมตาต้องรับผิด บริษัทอาจเผชิญบทลงโทษทางแพ่งสูงถึงเกือบ 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจถูกสั่งให้ปรับเปลี่ยนการออกแบบอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสำหรับเด็กและวัยรุ่น

เมตาปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่าบริษัทมีทีมงานด้านความปลอดภัยที่พยายามพัฒนามาตรฐานการปกป้องผู้ใช้ให้เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และผลการวิจัยของบริษัทไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าการใช้โซเชียลมีเดียของวัยรุ่นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะความเป็นอยู่ที่แย่ลง

ก่อนโมเซรีขึ้นให้การ ฟรานเชสโก โฟกู ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ของอินสตาแกรม ก็ขึ้นให้การเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลด้านความปลอดภัยของวัยรุ่นที่ทีมงานจัดทำขึ้นในปี 2023 โดยโฟกูยอมรับว่า มีการนำข้อมูลบางส่วนออกจากสไลด์หนึ่ง ซึ่งระบุว่าวัยรุ่นที่ใช้อินสตาแกรมพบเห็นเนื้อหาประเภทการกลั่นแกล้ง การฆ่าตัวตาย ความเกลียดชัง ภาพเปลือย และความรุนแรง มากกว่าผู้ใช้ที่เป็นผู้ใหญ่ประมาณ 1.5 เท่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกซักถามโดยทนายของเมตาในภายหลัง โฟกูกล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวยังปรากฏอยู่ในสไลด์อื่นของการนำเสนอ

คดียังได้รับฟังคำให้การจาก อาร์ตูโร เบฆาร์ อดีตวิศวกรด้านความปลอดภัยของเมตา ซึ่งกลายเป็นผู้เปิดโปงข้อมูล โดยเขากล่าวหาว่าเมตามีแนวทางลักษณะ “ไม่ถาม ไม่บอก” เกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัยของเด็กบนแพลตฟอร์ม นอกจากนี้ ยังมีนักจิตวิทยาและอดีตพนักงาน รวมถึงพนักงานปัจจุบันของบริษัทขึ้นให้การด้วย

การพิจารณาคดีคาดว่าจะดำเนินต่อไปจนถึงเดือนกันยายน และจะมีพยานสำคัญอีกหลายคนขึ้นให้การ รวมถึง มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา

ทั้งนี้ มอสเซอรีเคยขึ้นให้การในคดีอีกคดีหนึ่งที่นครลอสแอนเจลิสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาว่าอินสตาแกรม และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเป็นอันตรายต่อเด็ก โดยคณะลูกขุนในคดีดังกล่าวมีคำตัดสินว่าเมตาและกูเกิล มีความประมาทในการออกแบบแพลตฟอร์ม และสั่งให้ทั้งสองบริษัทจ่ายเงิน 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ให้หญิงวัย 20 ปี ซึ่งระบุว่าเธอเสพติดอินสตาแกรมและยูทูบตั้งแต่วัยเด็ก

นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ศาลในรัฐนิวเม็กซิโกมีคำสั่งให้เมตาจ่ายเงิน 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่น หลังอัยการสูงสุดของรัฐกล่าวหาว่าแพลตฟอร์มของบริษัทเป็นภัยต่อสาธารณะ

คดีล่าสุดในรัฐแคลิฟอร์เนียจึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลการพิจารณาอาจมีผลต่อแนวทางการออกแบบและการทำงานของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กและวัยรุ่นในสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ.

ที่มา Reuters / Guardian

สเปซเอ็กซ์ ทุ่ม 1 แสนล้านดอลลาร์ สร้างฐานปล่อยจรวดใหญ่ที่สุด ในรัฐหลุยเซียนา

สเปซเอ็กซ์ ทุ่ม 1 แสนล้านดอลลาร์ สร้างฐานปล่อยจรวดใหญ่ที่สุด ในรัฐหลุยเซียนา

26 ส.ค. 2569 14:54 น.

สเปซเอ็กซ์ ทุ่ม 1 แสนล้านดอลลาร์ สร้างฐานปล่อยจรวดใหญ่ที่สุด ในรัฐหลุยเซียนา

สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) บริษัทเทคโนโลยีอวกาศชั้นนำของ อีลอน มัสก์ และเจ้าหน้าที่รัฐหลุยเซียนา ประกาศว่า บริษัทเตรียมทุ่มเงินลงทุนมหาศาลถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.2 ล้านล้านบาท เพื่อก่อสร้างศูนย์ปล่อยยานอวกาศขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัท ในชื่อ “สตาร์เบส หลุยเซียนา” รองรับการปล่อยจรวดสตาร์ชิปหลายพันเที่ยวต่อปี สำหรับภารกิจสู่วงโคจรโลก ดวงจันทร์ และดาวอังคาร

โครงการ “สตาร์เบส หลุยเซียนา” มีกำหนดเริ่มก่อสร้างในปี 2027 บนพื้นที่ประมาณ 125,000 เอเคอร์ หรือราว 312,500 ไร่ ตามแนวชายฝั่งทางตอนใต้ของรัฐหลุยเซียนา ในเขตเวอร์มิเลียน ห่างจากเมืองนิวออร์ลีนส์ไปทางตะวันตกราว 322 กิโลเมตร

สเปซเอ็กซ์ระบุว่า ฐานแห่งใหม่นี้จะใช้สนับสนุนภารกิจของระบบจรวดสตาร์ชิป โดยมีศักยภาพรองรับการปล่อยจรวดหลายพันเที่ยวต่อปี สำหรับภารกิจสู่วงโคจรโลก ดวงจันทร์ ดาวอังคาร และพื้นที่ที่ไกลออกไปในอนาคต

บริษัทตั้งเป้าว่า สตาร์ชิปเที่ยวแรกจากฐานแห่งใหม่ในหลุยเซียนาจะเกิดขึ้นในปี 2029 โดยฐานดังกล่าวจะกลายเป็นฐานปล่อยจรวดแห่งที่ 4 ของสเปซเอ็กซ์ และเป็นฐานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของบริษัท ขณะที่สเปซเอ็กซ์ต้องการเพิ่มความถี่ในการปล่อยจรวดอย่างมาก เพื่อรองรับแผนการส่งดาวเทียมจำนวนมากขึ้นสู่วงโคจร

พื้นที่ก่อสร้างเดิมเป็นที่ดินที่เคยอยู่ในความครอบครองของบริษัทน้ำมัน Exxon และมีข้อได้เปรียบหลายด้าน ทั้งการเข้าถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่จำนวนมาก รวมถึงตำแหน่งที่เอื้อต่อการปล่อยจรวดไปยังวิถีการบินที่หลากหลาย

เจฟฟ์ แลนดรี ผู้ว่าการรัฐหลุยเซียนา กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของทั้งรัฐและประเทศ พร้อมเปรียบเทียบผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการพัฒนาครั้งประวัติศาสตร์อย่าง การซื้อดินแดนหลุยเซียนาในปี 1803 ซึ่งเป็นการซื้อดินแดนครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ จากฝรั่งเศส

ด้านกวินน์ ช็อตเวลล์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของสเปซเอ็กซ์ ซึ่งเข้าร่วมงานประกาศโครงการ กล่าวว่า บริษัทมีแผนที่จะปล่อยพื้นที่ส่วนใหญ่ของโครงการให้คงสภาพเดิม และจะมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูและปกป้องพื้นที่ รวมถึงพยายามแก้ไขปัญหาการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งจากการกัดเซาะ

ช็อตเวลล์ระบุว่า สเปซเอ็กซ์มุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นที่ดังกล่าวจะไม่สูญหายไปจากการกัดเซาะ พร้อมระบุว่าบริษัทจะจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของชุมชนและกิจกรรมพบปะประชาชนในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม โครงการขนาดมหึมานี้สร้างความกังวลให้กับกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดย แอนน์ รอล์ฟส์ ผู้อำนวยการกลุ่ม Louisiana Bucket Brigade เตือนว่า รัฐกำลังเดินหน้าโครงการเร็วเกินไป ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงแนวชายฝั่งที่เปราะบางของรัฐอย่างไม่สามารถย้อนกลับได้

กลุ่มสิ่งแวดล้อมเรียกร้องให้ทางการดำเนินโครงการอย่างรอบคอบ เปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และจัดกระบวนการพิจารณาที่โปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมีเวลาเพียงพอในการทำความเข้าใจและประเมินผลกระทบของโครงการ

ในด้านเศรษฐกิจ ทางการรัฐหลุยเซียนาคาดว่าโครงการจะสร้างงานโดยตรงมากกว่า 3,000 ตำแหน่ง ในช่วง 10 ปี และอาจสร้างงานทางอ้อมเพิ่มอีกกว่า 8,100 ตำแหน่ง ขณะที่ค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานในฐานแห่งนี้คาดว่าจะสูงกว่าค่าจ้างเฉลี่ยในภูมิภาคประมาณ 192%

ทางการรัฐยังได้อนุมัติมาตรการจูงใจด้านภาษีจำนวนมากเพื่อสนับสนุนการลงทุนครั้งนี้ โดยระบุว่าโครงการจะช่วยผลักดันให้หลุยเซียนากลายเป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมอวกาศยุคใหม่ของโลก และเพิ่มขีดความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการปล่อยจรวดที่ถี่ขึ้น

ชื่อ “สตาร์เบส” ในหลุยเซียนายังซ้ำกับฐานปฏิบัติการของสเปซเอ็กซ์ ในพื้นที่ปลายสุดทางตอนใต้ของรัฐเท็กซัส โดยในปี 2025 ประชาชนในพื้นที่เขตคาเมรอนเคาน์ตี ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์ทดสอบและพัฒนาจรวดของบริษัท ลงมติรับรองการจัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นเมืองชื่อสตาร์เบส

การลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายธุรกิจครั้งใหญ่ของมัสก์ ซึ่งตั้งเป้าหมายให้สเปซเอ็กซ์สามารถเดินทางไปยังดาวอังคาร พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และส่งศูนย์ข้อมูลขึ้นไปปฏิบัติงานในอวกาศ

ก่อนหน้านี้ในเดือนสิงหาคมสเปซเอ็กซ์ และ Tesla บริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและหุ่นยนต์ของมัสก์ ยังประกาศแผนลงทุน 1.68 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโรงงานผลิตชิป AI ในรัฐเท็กซัส ภายใต้ชื่อ Terafab เพื่อรองรับความต้องการกำลังประมวลผลที่เพิ่มขึ้นสำหรับการพัฒนา AI และเทคโนโลยีหุ่นยนต์

ขณะเดียวกัน สเปซเอ็กซ์ซึ่งเพิ่งเข้าสู่ตลาดหุ้น กำลังเผชิญแรงกดดันจากนักลงทุนให้พิสูจน์ว่าบริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้ แม้จะเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยหุ้นของบริษัทปรับตัวลดลงมากกว่า 30% จากระดับสูงสุด หลังเริ่มซื้อขาย แต่ยังคงสูงกว่าราคาเสนอขายที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น

ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สเปซเอ็กซ์เปิดขายหุ้นต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก และสร้างสถิติเป็นการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก หรือ IPO ที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดราว 225 ดอลลาร์ต่อหุ้นในช่วงแรกของการซื้อขาย ซึ่งทำให้มูลค่าทรัพย์สินของมัสก์เพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลาสั้น ๆ.

ที่มา Reuters / Associated Press

สเปนจับชายวัย 52 ปี ขโมยเรือสปีดโบ๊ตหรูกว่า 1 ล้านยูโร ไล่ล่าระทึกนอกชายฝั่งมายอร์กา

สเปนจับชายวัย 52 ปี ขโมยเรือสปีดโบ๊ตหรูกว่า 1 ล้านยูโร ไล่ล่าระทึกนอกชายฝั่งมายอร์กา

26 ส.ค. 2569 11:41 น.

สเปนจับชายวัย 52 ปี ขโมยเรือสปีดโบ๊ตหรูกว่า 1 ล้านยูโร ไล่ล่าระทึกนอกชายฝั่งมายอร์กา

เจ้าหน้าที่ตำรวจสเปนเปิดปฏิบัติการไล่ล่าทางอากาศและทางทะเลนานกว่า 30 นาที เพื่อสกัดจับชายวัย 52 ปี หลังก่อเหตุขโมยเรือสปีดโบ๊ทหรูมูลค่ากว่า 1 ล้านยูโร หรือราว 38 ล้านบาท ออกจากท่าเรือบนเกาะมายอร์กา โดยผู้ต้องหาปฏิเสธที่จะหยุดเรือ ทั้งยังพยายามขับพุ่งชนเรือตรวจการณ์ของเจ้าหน้าที่หลายครั้ง ก่อนจะจำนนและถูกควบคุมตัวดำเนินคดีหนักหลายข้อหา

เจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์พลเรือนสเปน (Guardia Civil) จับกุมชายวัย 52 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าขโมยเรือสปีดโบ๊ตสุดหรู มูลค่ามากกว่า 1 ล้านยูโร หรือประมาณ 38 ล้านบาท จากเมืองปวยร์โต โซเยร์ บนเกาะมายอร์กา ก่อนพยายามหลบหนีและขับเรือในลักษณะเสี่ยงอันตรายเพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่

เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังศูนย์ฉุกเฉินหมายเลข 112 ของสเปนแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ว่า เรือของบริษัทให้เช่าเรือลำหนึ่งถูกขโมยไป โดยบริษัทดังกล่าวให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการติดตามตำแหน่งเรือ ซึ่งขณะนั้นมีชาย 1 คนและหญิง 1 คนอยู่บนเรือ และกำลังมุ่งหน้าออกจากเกาะมายอร์กา

กองกำลังพิทักษ์ฯ ส่งเรือของหน่วยปฏิบัติการทางทะเล 2 ลำ พร้อมเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินค้นหาและสกัดเรือที่ถูกขโมย โดยการไล่ล่าดำเนินไปจนถึงบริเวณเกาะตากาโมโก นอกชายฝั่งเกาะอิบิซา เจ้าหน้าที่สั่งให้ชายผู้ขับเรือหยุดและดับเครื่องยนต์หลายครั้ง แต่เขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง และยังคงพยายามขับเรือหลบหนีต่อไป

ระหว่างการไล่ล่า ชายคนดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าขับเรือด้วยท่าทีมุ่งพุ่งชนเรือของกองกำลังพิทักษ์ฯ หลายครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรักษาระยะห่างเพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกันยังคงติดตามเรืออย่างใกล้ชิดทั้งทางอากาศและทางทะเล โดยเฮลิคอปเตอร์ทำหน้าที่สนับสนุนและเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวจากด้านบน

การไล่ล่าดำเนินไปประมาณ 30 นาที ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะสามารถสกัดเรือสปีดโบ๊ตได้ในที่สุด ภาพจากกล้องของกองกำลังพิทักษ์ฯ แสดงให้เห็นเรือหรูลำดังกล่าวแล่นหนีออกจากเรือของเจ้าหน้าที่ ก่อนจะหยุดลงกลางทะเลในเวลาต่อมา

หลังสกัดเรือได้ เจ้าหน้าที่จับกุมชายวัย 52 ปี ขณะที่หญิงอีกคนซึ่งโดยสารมากับเรืออยู่ด้วยในขณะเกิดเหตุ เบื้องต้นชายดังกล่าวถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดหลายข้อหา ได้แก่ ลักทรัพย์ ขัดขืนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ และทำร้ายหรือใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

กองกำลังพิทักษ์ฯ ระบุว่า เรือที่ถูกขโมยมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านยูโร และเป็นเรือของบริษัทให้บริการเช่าเรือในเมืองปวยร์โต โซเยร์ เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนรายละเอียดเกี่ยวกับการขโมยเรือ รวมถึงพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยและเหตุการณ์ระหว่างการไล่ล่า ก่อนดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมของสเปน

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ทางทะเลต้องเผชิญในการสกัดเรือที่ถูกขโมย โดยเฉพาะเมื่อผู้ต้องสงสัยพยายามหลบหนีด้วยความเร็วสูงและใช้การขับเรือในลักษณะอันตราย ท่ามกลางน่านน้ำของหมู่เกาะแบลีแอริก ซึ่งเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของสเปน.

ที่มา Associated Press / Majorca Daily

ปธน.เกาหลีใต้สั่งตั้งหน่วยงานปฏิรูปตำรวจ หลังกรณีตำรวจรีบร้อนปิดคดีหญิงหายบนเกาะเชจู

ปธน.เกาหลีใต้สั่งตั้งหน่วยงานปฏิรูปตำรวจ หลังกรณีตำรวจรีบร้อนปิดคดีหญิงหายบนเกาะเชจู

26 ส.ค. 2569 11:31 น.

ปธน.เกาหลีใต้สั่งตั้งหน่วยงานปฏิรูปตำรวจ หลังกรณีตำรวจรีบร้อนปิดคดีหญิงหายบนเกาะเชจู

ผู้นำเกาหลีใต้สั่งรัฐบาลตั้งหน่วยงานปฏิรูปตำรวจ หลังพบร่างหญิงวัย 37 ปีที่หายตัวบนเกาะเชจู ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ตำรวจปิดคดีโดยไม่ตรวจสอบให้รอบคอบ

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ สั่งให้รัฐบาลจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบการปฏิรูปตำรวจ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของตำรวจจากกรณีการจัดการคดีบุคคลสูญหายบนเกาะเชจู โดยคำสั่งมีขึ้นเพียง 1 วันหลังตำรวจพบร่างของจาง มี-รัน หญิงวัย 37 ปี ซึ่งหายตัวไปเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา 

โดยนายอี แจ-มยอง สั่งให้สำนักงานนายกรัฐมนตรีจัดทำแผนจัดตั้งหน่วยงานปฏิรูปตำรวจ โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน พร้อมเน้นว่าตำรวจจะมีอำนาจเพิ่มขึ้นในการทำคดีอาญา จึงจำเป็นต้องเพิ่มความรับผิดชอบและระบบตรวจสอบการทำงานให้เข้มงวดขึ้น นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ตำรวจเพิ่มความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ พร้อมเตือนว่าความบกพร่องด้านวินัยและความรับผิดชอบในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนกำลังกลายเป็นปัญหาร้ายแรง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ตำรวจมีบทบาทมากขึ้นในการสืบสวนคดีอาญา 

คำสั่งของผู้นำเกาหลีใต้มีขึ้นท่ามกลางความไม่พอใจต่อคดีจาง มี-รัน ซึ่งหายตัวไปนานกว่า 3 เดือน ก่อนตำรวจพบร่างของเธอเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ในพื้นที่ป่าบนเกาะเชจู ห่างจากสถานที่พักที่เธอเคยอาศัยอยู่ประมาณ 1 กิโลเมตร ผลชันสูตรยืนยันว่าเป็นร่างของเธอ ขณะที่ตำรวจยังสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด 

รายงานข่าวระบุว่า คดีที่เกิดขึ้นกลายเป็นประเด็นใหญ่ หลังพบว่าตำรวจผู้รับผิดชอบเคยปิดคดีโดยไม่ได้ยืนยันว่าเธอปลอดภัย และถูกกล่าวหาว่าบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อผู้สูญหายไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ส่งผลให้ตำรวจสั่งพักงานผู้บังคับบัญชา 4 นายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลคดี และเปิดการสอบสวนภายใน 

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบคดีบุคคลสูญหายทั้งหมด 298 คดีที่ตำรวจนายเดียวกันเคยรับผิดชอบ หลังพบว่ามีคดีอื่นที่ถูกปิดก่อนกำหนดเช่นกัน ขณะที่ทางการเตรียมปรับระบบให้การปิดคดีบุคคลสูญหายต้องผ่านการตรวจสอบและอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่สามารถยุติคดีได้โดยลำพัง.

ที่มา KBS 

หนังสือเปิดโปงเส้นทางสู่อำนาจ-ชีวิตส่วนตัวของปูติน คว้ารางวัลวรรณกรรมฝรั่งเศส

หนังสือเปิดโปงเส้นทางสู่อำนาจ-ชีวิตส่วนตัวของปูติน คว้ารางวัลวรรณกรรมฝรั่งเศส

26 ส.ค. 2569 10:45 น.

หนังสือเปิดโปงเส้นทางสู่อำนาจ-ชีวิตส่วนตัวของปูติน คว้ารางวัลวรรณกรรมฝรั่งเศส

หนังสือเปิดโปงเส้นทางสู่อำนาจและชีวิตส่วนตัวของวลาดิเมียร์ ปูติน เขียนโดย 2 นักข่าวรัสเซียลี้ภัย คว้ารางวัลวรรณกรรมฝรั่งเศส 

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมฝรั่งเศส Prix Strasbourg แถลงว่า หนังสือ “ซาร์ตัวจริง: วลาดิเมียร์ ปูติน หลอกพวกเราทุกคนได้อย่างไร” (The Tsar in Propria Persona: How Vladimir Putin Deceived Us All) ซึ่งเปิดโปงเส้นทางสู่อำนาจและชีวิตส่วนตัวของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง  

โดยหนังสือเล่มนี้เป็นผลงานของ โรมัน บาดานิน และ มิคาอิล รูบิน สองนักข่าวชาวรัสเซียที่ลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ โดยทั้งคู่ใช้ข้อมูลจากการทำข่าวเชิงสืบสวนเกี่ยวกับปูตินนานกว่า 20 ปี หนังสือมีกำหนดวางจำหน่ายในฝรั่งเศสเดือนกันยายนนี้ 

คณะกรรมการตัดสินระบุว่า หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วให้ความรู้สึกราวกับนิยายสายลับ และเป็นผลงานที่น่าติดตามและน่าตกใจเกี่ยวกับบุคคลที่มีทั้งความน่าติดตามและน่าตกใจ โดยเนื้อหาส่วนหนึ่งมาจากการสัมภาษณ์พยานหลายร้อยคน ซึ่งบางคนหายตัวไปในเวลาต่อมาภายใต้สถานการณ์ที่น่าเศร้า

ทั้งนี้ รางวัล Prix Strasbourg ซึ่งเป็นรางวัลวรรณกรรมที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นโดยกลุ่มสื่อ EBRA เครือหนังสือพิมพ์ภูมิภาคขนาดใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส.

ที่มา AFP