หุ่นยนต์จีนทำลายสถิติโลกอีกรอบ! วิ่งฉิว 100 เมตรในเวลาเพียง 8.86 วินาที โค่นสถิติเมื่อสองวันก่อน

หุ่นยนต์จีนทำลายสถิติโลกอีกรอบ! วิ่งฉิว 100 เมตรในเวลาเพียง 8.86 วินาที โค่นสถิติเมื่อสองวันก่อน

26 ส.ค. 2569 10:13 น.

หุ่นยนต์จีนทำลายสถิติโลกอีกรอบ! วิ่งฉิว 100 เมตรในเวลาเพียง 8.86 วินาที โค่นสถิติเมื่อสองวันก่อน

หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์จีนเดินหน้าทุบสถิติความเร็วต่อเนื่อง ล่าสุดวิ่งทำลายสถิติโลกวิ่ง 100 เมตร ด้วยเวลาเพียง 8.86 วินาที โค่นสถิติเดิมเมื่อ 3 วันก่อนที่ 9.39 วินาทีลงได้อย่างราบคาบ

หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์จากประเทศจีนสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง ด้วยการวิ่งทำลายสถิติโลกการแข่งขันวิ่ง 100 เมตร โดยทำเวลาเพียง 8.86 วินาที โค่นสถิติเดิมเมื่อ 3 วันก่อนที่ 9.39 วินาทีซึ่งทำลายสถิติโลกของมนุษย์อย่าง Usain Bolt ที่ทำได้ 9.58 วินาทีมาแล้ว

โดยในการแข่งขัน World Humanoid Robot Games ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่สอง ณ กรุงปักกิ่งล่าสุด หุ่นยนต์จีนตัวนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ด้วยการเร่งสปีดทำลายสถิติตัวเองลงไปอีก

อย่างไรก็ตาม ช็อตเด็ดหลังเข้าเส้นชัยสร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ชมไม่น้อย เมื่อหุ่นยนต์แชมป์โลกตัวนี้พุ่งชนเข้ากับเบาะกั้นกันกระแทกอย่างแรงจนล้มลงพร้อมมีประกายไฟเล็กๆและควันพุ่งออกมาจากบริเวณเอว แต่ก็นับเป็นการคว้าชัยชนะและสร้างสถิติใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นเวทีแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยีอันรวดเร็วของจีนท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ โดยภายในงานมีหุ่นยนต์เข้าร่วมมากกว่า 2,000 ตัว ชิงชัยใน 51 รายการ ทั้งกีฬาลานและประเภทลาน เช่น วิ่งแข่ง, เขย่งก้าวกระโดด, ปิงปอง, ลีลาศ ไปจนถึงการแข่งขันจำลองสถานการณ์จริง เช่น งานบ้าน, งานบริการโรงแรม และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเหตุฉุกเฉิน.

ที่มา : AP

เกาหลีใต้ตรวจผักกาดขาวจีน 8 ล็อต ไม่พบปนเปื้อนฟอร์มาลีน หลังมีข่าวจีนใช้สารเคมีอันตรายถนอมผัก

เกาหลีใต้ตรวจผักกาดขาวจีน 8 ล็อต ไม่พบปนเปื้อนฟอร์มาลีน หลังมีข่าวจีนใช้สารเคมีอันตรายถนอมผัก

26 ส.ค. 2569 09:54 น.

เกาหลีใต้ตรวจผักกาดขาวจีน 8 ล็อต ไม่พบปนเปื้อนฟอร์มาลีน หลังมีข่าวจีนใช้สารเคมีอันตรายถนอมผัก

เกาหลีใต้เผย ตรวจสอบผักกาดขาวนำเข้าจากจีน 8 ล็อต เบื้องต้นไม่พบสารฟอร์มาลดีไฮตด์ หลังมีรายงานบางพื้นของจีนที่ใช้สารเคมีอันตรายถนอมความสดของผัก

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 สำนักข่าว KBS ของเกาหลีใต้ รายงานว่า กระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาของเกาหลีใต้แถลงผลการตรวจสอบผักกาดขาวนำเข้าจากจีนจำนวน 8 ล็อต ไม่พบสารฟอร์มาลดีไฮด์ หลังมีรายงานว่าเกษตรกรบางชุมชนในจีนอาจใช้สารเคมีชนิดนี้เพื่อช่วยรักษาความสดของผัก

รายงานข่าวระบุว่า การตรวจสอบอย่างเข้มงวดได้เริ่มขึ้นเมื่อ 2 วันก่อน โดยฟอร์มาลดีไฮด์เป็นสารเคมีที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ ซึ่งนอกจากผักกาดขาวสดนำเข้าแล้ว ทางการเกาหลีใต้ยังตรวจสอบกิมจิและผักดองที่ผลิตโดยผู้ประกอบการหลายราย ซึ่งใช้ผักกาดขาวจากจีนเป็นวัตถุดิบ โดยเตรียมเปิดเผยผลการตรวจสอบสินค้าผักกาดขาว กิมจิ และผักดองจากจีนทั้งหมดที่วางจำหน่ายในตลาดภายในประเทศต่อไป

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้อยู่ระหว่างตรวจสอบกับรัฐบาลจีนว่า ผักกาดขาวที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ฟอร์มาลดีไฮด์เพื่อรักษาความสดนั้น มีการส่งออกมายังเกาหลีใต้หรือไม่ หลังจากทางการจีนได้เปิดการสอบสวนเส้นทางการกระจายสินค้าของผักกาดขาวที่ถูกกล่าวถึง พร้อมสั่งให้มีการเก็บตัวอย่างตรวจสอบและตรวจตลาดในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้สารเคมีชนิดนี้ในการถนอมผัก.

ที่มา KBS

แคนาดาโต้กลับ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ กว่า 700 รายการ มูลค่าราว 6.5 แสนล้านบาท

แคนาดาโต้กลับ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ กว่า 700 รายการ มูลค่าราว 6.5 แสนล้านบาท

26 ส.ค. 2569 09:16 น.

แคนาดาโต้กลับ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐฯ กว่า 700 รายการ มูลค่าราว 6.5 แสนล้านบาท

แคนาดาประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากสหรัฐฯ กว่า 700 รายการ มูลค่าราว 6.5 แสนล้านบาท มีผล 8 ก.ย. ตอบโต้สหรัฐฯ ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสองประเทศรุนแรงขึ้น

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 รัฐบาลแคนาดาประกาศเตรียมเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้สินค้าจากสหรัฐฯ มูลค่า ประมาณ 19,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6.5 แสนล้านบาท หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศเผชิญภาวะชะงักงัน โดยระบุว่ามาตรการภาษีใหม่จะครอบคลุมสินค้าจากสหรัฐฯ มากกว่า 700 รายการ ในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เหล็กและอะลูมิเนียม ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร เยื่อกระดาษและกระดาษ พลาสติก และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยอัตราภาษีอยู่ที่ 15-50% และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 กันยายนนี้

นอกจากนี้ รัฐบาลแคนาดายังประกาศมาตรการสนับสนุนธุรกิจวงเงิน 7,500 ล้านดอลลาร์แคนาดา หรือราว 1.8 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมรับมือกับความเสี่ยงทางการเงินจากสงครามการค้า

รัฐบาลแคนาดาระบุว่า มาตรการนี้เป็นการตอบโต้แบบมูลค่าต่อมูลค่า หรือดอลลาร์ต่อดอลลาร์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดาในอัตรา 50% เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ครอบคลุมสินค้ามูลค่าราว 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6.5 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และแคนาดาทวีความรุนแรงขึ้น หลังทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จากแคนาดาเป็น 50% ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 หรือเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากอัตราปัจจุบัน ขณะที่ท่าทีล่าสุดของแคนาดายังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ โดยทรัมป์เพิ่งกล่าวว่าอาจพิจารณาเปลี่ยนชื่อทะเลสาบออนแทรีโอ ซึ่งเป็นหนึ่งในทะเลสาบเกรตเลกส์ เป็นทะเลสาบอเมริกา และเรียกนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดาว่า ผู้ว่าการคาร์นีย์ ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดก่อนหน้านี้ของทรัมป์ที่เคยเสนอให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ.

ที่มา BBC

เอาอีกแล้ว! “ทรัมป์” ไอเดียบรรเจิด เสนอเปลี่ยนชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” เป็น “ทะเลสาบอเมริกา”

เอาอีกแล้ว! "ทรัมป์" ไอเดียบรรเจิด เสนอเปลี่ยนชื่อ "ทะเลสาบออนแทริโอ" เป็น "ทะเลสาบอเมริกา"

26 ส.ค. 2569 09:01 น.

เอาอีกแล้ว! “ทรัมป์” ไอเดียบรรเจิด เสนอเปลี่ยนชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” เป็น “ทะเลสาบอเมริกา”

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและแคนาดาระอุขึ้นอีก เมื่อทรัมป์ โพสต์ผ่าน Truth Social เสนอเปลี่ยนชื่อ “ทะเลสาบออนแทริโอ” ทะเลสาบพรมแดนธรรมชาติระหว่างสองประเทศให้เป็น “ทะเลสาบอเมริกา”

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่นายกรัฐมนตรี มาร์ก คาร์นีย์ ของแคนาดา จะประกาศมาตรการตอบโต้ทางภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ  โดยทรัมป์ระบุในโพสต์ดังกล่าวว่าสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจกับรัฐออนแทริโอของแคนาดาอีกต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ทำเนียบขาวยังตอกย้ำกระแสด้วยการโพสต์ภาพแผนที่เมืองของเล่น Lego ที่เปลี่ยนชื่อ “อ่าวเม็กซิโก” เป็น “อ่าวอเมริกา” ตามที่ทรัมป์เคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้ สะท้อนถึงพฤติกรรมหมกมุ่นในการไล่เปลี่ยนชื่อสถานที่สำคัญทางภูมิศาสตร์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและการค้า

กระแสดังกล่าวสร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์และปฏิกิริยาที่แตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนจากประชาชนชาวอเมริกัน โดยฝ่ายไม่เห็นด้วยมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระและไม่แก้ปัญหาประชาชน โดย มาร์ติน วอร์ตแมน นักท่องเที่ยวจากโอไฮโอ ให้ความเห็นว่า ทรัมป์ควรเลิกทำตัวเหมือนเด็กแล้วหันมาสนใจปัญหาที่สำคัญจริงๆ อย่างค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่กำลังพุ่งสูงขึ้นจนประชาชนรับไม่ไหว

ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่านี่เป็นการสร้างแต้มต่อทางการเมือง โดย คริสตินา ชิลเลมี นักท่องเที่ยวจากฟลอริดา เชื่อว่าทรัมป์ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนชื่อจริงจัง แต่ใช้ประเด็นนี้ดึงความสนใจให้คนหันมาตั้งคำถามกับการเจรจาการค้า และตั้งข้อสงสัยว่าแคนาดากำลังเอาเปรียบสหรัฐฯ อยู่หรือไม่

แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะมีอำนาจในการกำหนดชื่อเรียกสถานที่ภูมิศาสตร์ภายในรัฐบาลตนเอง แต่ไม่สามารถบังคับให้ประเทศแคนาดาหรือประชาชนฝั่งใดฝั่งหนึ่งเปลี่ยนตามได้ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่านโยบายและคำพูดของทรัมป์กำลังทำให้ความสัมพันธ์อันดีระหว่างวอชิงตันและออตตาวาสั่นคลอนลงเรื่อยๆ.

ที่มา : AP

ออสเตรเลียแบนเพลงที่สร้างด้วย AI ออกจากชาร์ต หวั่นกระทบอาชีพศิลปิน

ออสเตรเลียแบนเพลงที่สร้างด้วย AI ออกจากชาร์ต หวั่นกระทบอาชีพศิลปิน

26 ส.ค. 2569 08:44 น.

ออสเตรเลียแบนเพลงที่สร้างด้วย AI ออกจากชาร์ต หวั่นกระทบอาชีพศิลปิน

วงการเพลงออสเตรเลียประกาศมาตรการสำคัญ เตรียมห้ามเพลงที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ ขึ้นชาร์ตเพลง เริ่มมีผลจันทร์หน้า ท่ามกลางความกังวลว่าเทคโนโลยี Generative AI จะส่งผลต่ออาชีพและรายได้ของศิลปิน

มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเพลงที่สร้างโดยโปรดิวเซอร์ชาวออสเตรเลีย ซึ่งนำเพลงป๊อปดัง “Like a Prayer” ของมาดอนนา มาดัดแปลงโดยใช้เสียงร้องและเสียงกลองที่สร้างจาก AI สามารถขึ้นไปถึงอันดับ 2 บนชาร์ตเพลงออสเตรเลีย และอยู่ใน 20 อันดับแรกนานถึง 16 สัปดาห์ โดยล่าสุดยังอยู่ในอันดับ 4

สมาคมอุตสาหกรรมเพลงออสเตรเลีย หรือ ARIA ระบุว่า เพลงที่จะมีสิทธิ์ติดชาร์ตต้องมีมนุษย์เป็นผู้แต่งเพลง รวมถึงเป็นผู้ขับร้องนำและบรรเลงเครื่องดนตรีหลัก ขณะที่เพลงที่ใช้ AI เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตยังสามารถเข้าข่ายได้รับการพิจารณา หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทาง ARIA ยังระบุว่า เพลงที่สร้างโดย AI ทั้งหมดจะไม่มีสิทธิ์เข้าชิงรางวัล ARIA Awards ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญของวงการเพลงออสเตรเลียด้วย

นอกจากนี้ เพลงที่มีสิทธิ์ขึ้นชาร์ตจะต้องผลิตโดยใช้บริการ AI ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากพบเพลงบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงบางส่วนที่อาจถูกสร้างด้วยเครื่องมือ AI ซึ่งใช้ข้อมูลเพลงของศิลปินไปฝึกระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต

กฎใหม่ของออสเตรเลียสอดคล้องกับหลักการที่สหพันธ์อุตสาหกรรมแผ่นเสียงนานาชาติ หรือ IFPI ประกาศเมื่อเดือนกรกฎาคม โดยกำหนดว่าเพลงที่จะมีสิทธิ์เข้าสู่ชาร์ตเพลงอย่างเป็นทางการ ต้องเป็นผลงานที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์เป็นหลัก

ที่มา : AP

สหรัฐฯ จ่อถอนวีซ่า ผู้ที่เข้ามาแล้วขอลี้ภัยเพื่ออยู่ต่อกว่า 200,000 ราย

สหรัฐฯ จ่อถอนวีซ่า ผู้ที่เข้ามาแล้วขอลี้ภัยเพื่ออยู่ต่อกว่า 200,000 ราย

26 ส.ค. 2569 06:03 น.

สหรัฐฯ จ่อถอนวีซ่า ผู้ที่เข้ามาแล้วขอลี้ภัยเพื่ออยู่ต่อกว่า 200,000 ราย

ทางการสหรัฐฯ เตรียมดำเนินการเพิกถอนวีซ่าของนักเดินทางที่เข้ามาในสหรัฐฯ ด้วยวีซ่าท่องเที่ยวหรือธุรกิจ แล้วพยายามขอลี้ภัยเพื่ออยู่ต่อกว่า 200,000 ราย ชี้การทำเช่นนี้คือการ “ฉ้อโกง”

เมื่อวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนที่จะเพิกถอนวีซ่าของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศเพื่อการท่องเที่ยวหรือธุรกิจ แต่พยายามจะอยู่ต่อในระยะยาวด้วยการยื่นขอการลี้ภัย ตามนโยบายปราบปรามผู้อพยพผิดกฎหมายของโดนัลด์ ทรัมป์

รัฐบาลเปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังร่วมมือกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เพื่อระบุตัวตนและเพิกถอนวีซ่าของบุคคลที่เดินทางมายังอเมริกาโดยอ้างว่าเป็นผู้มาเยือนชั่วคราว แต่หลังจากนั้นกลับยื่นขอการลี้ภัยเพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้อย่างถาวร

“การขอวีซ่าเพื่อจุดประสงค์ในการแสวงหาที่ลี้ภัยถือเป็นการฉ้อโกง ซึ่งเป็นเหตุผลในการเพิกถอนวีซ่า” ทอมมี พิก็อตต์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศระบุในแถลงการณ์ ซึ่งเป็นการยืนยันรายงานข่าวเกี่ยวกับนโยบายใหม่นี้

ทำเนียบขาวระบุผ่านโพสต์บน X โดยส่งสัญญาณว่า “วีซ่าสูงสุดถึง 200,000 ฉบับ” จะได้รับผลกระทบ และอ้างว่านี่จะเป็น “การเพิกถอนวีซ่าครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

กระทรวงการต่างประเทศไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว โดยพิก็อตต์กล่าวว่า “จำนวนการเพิกถอนยังคงมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ”

เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ โดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม 2568 มีชาวต่างชาติกว่า 175,000 ราย ถูกเพิกถอนวีซ่าด้วยเหตุผลต่างๆ ตั้งแต่การกระทำผิดทางอาญา ซึ่งรวมถึงการเมาแล้วขับ ไปจนถึงการสรรเสริญการสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวา

นอกจากนั้น เมื่อเร็วๆ นี้ รัฐบาลยังได้เพิกถอนวีซ่าของเจ้าหน้าที่เม็กซิโก รวมถึงบุตรชายของอดีตประธานาธิบดี อันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ซึ่งส่งผลให้ คลอเดีย เชนบอม ประธานาธิบดีเม็กซิโกคนปัจจุบัน ออกมาแสดงความไม่พอใจ

ทรัมป์ ซึ่งชนะการเลือกตั้งอีกครั้งส่วนหนึ่งจากคำมั่นสัญญาที่จะต่อสู้กับการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ได้เนรเทศผู้คนที่อยู่ในประเทศโดยไม่มีเอกสารการพำนักที่ถูกต้องเป็นจำนวนมาก เขายังพยายามจำกัดการเดินทางเข้าประเทศของชาวต่างชาติที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และดำเนินการกับผู้ที่อยู่เกินกำหนดวีซ่าหลังจากวีซ่าหมดอายุอีกด้วย

นอกจากนี้ คณะทำงานของทรัมป์ยังวางแผนที่จะขยายการตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียของผู้ยื่นขอวีซ่าเพิ่มเติมด้วย โดยนายพิก็อตต์เน้นย้ำว่า “เรากำลังทำให้ชัดเจนว่า วีซ่าคืออภิสิทธิ์ — ไม่ใช่สิทธิ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ญี่ปุ่นจ่อปรับขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตพำนักสำหรับชาวต่างชาติ

ญี่ปุ่นจ่อปรับขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตพำนักสำหรับชาวต่างชาติ

26 ส.ค. 2569 05:08 น.

ญี่ปุ่นจ่อปรับขึ้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตพำนักสำหรับชาวต่างชาติ

รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสำหรับการขอใบอนุญาตพำนักของชาวต่างชาติในระยะเวลาต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขกฎหมายควบคุมคนเข้าเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 25 ส.ค. 2569 ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจปรับขึ้นค่าธรรมเนียมหลายรายการสำหรับขั้นตอนการขอใบอนุญาตพำนักของชาวต่างชาติ โดยมาตรการดังกล่าวได้รับการอนุมัติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ต.ค.นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขกฎหมายควบคุมคนเข้าเมือง

ค่าธรรมเนียมการขอใบอนุญาตถาวร (Permanent Residence) จะปรับขึ้นจากปัจจุบัน 10,000 เยน (ราว 2,050 บาท) เป็น 200,000 เยน (ราว 41,000 บาท) โดยการดำเนินเรื่องนี้จะต้องทำด้วยตนเองเท่านั้น

สำหรับค่าธรรมเนียมการต่ออายุหรือเปลี่ยนสถานะการพำนักในปัจจุบัน กำหนดไว้ที่ 6,000 เยน (ราว 1,230 บาท) เมื่อยื่นที่เคาน์เตอร์บริการ และ 5,500 เยน (ราว 1,130 บาท) เมื่อยื่นผ่านระบบออนไลน์

ส่วนการขอพำนักระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน ค่าธรรมเนียมทั้งที่เคาน์เตอร์และระบบออนไลน์จะปรับขึ้นเป็น 10,000 เยน

สำหรับการพำนักระยะเวลา 1 ปี ค่าธรรมเนียมจะปรับขึ้นเป็น 33,000 เยน (ราว 6,800 บาท) เมื่อยื่นที่เคาน์เตอร์ และ 27,000 เยน (ราว 5,545 บาท) เมื่อยื่นผ่านระบบออนไลน์

ขณะที่การขอพำนักระยะเวลา 5 ปีขึ้นไป ค่าธรรมเนียมจะปรับขึ้นเป็น 75,000 เยน (ราว 15,400 บาท) เมื่อยื่นที่เคาน์เตอร์ และ 65,000 เยน (ราว 13,350 บาท) เมื่อยื่นผ่านระบบออนไลน์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า จะลดหย่อนค่าธรรมเนียมให้แก่ผู้ยื่นคำขอที่ประสบปัญหาทางการเงิน รวมถึงผู้ที่ได้รับการระบุสถานะเป็นผู้ลี้ภัย

นายฮิรากุจิ ฮิโรชิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียม มีความจำเป็นเพื่อให้มั่นใจว่า นโยบายการส่งเสริมสังคมที่เป็นระเบียบเรียบร้อยและอยู่ร่วมกับชาวต่างชาติจะได้รับการนำไปใช้อย่างบรรลุผล

เขาย้ำว่า มาตรการนี้มีความหมายอย่างยิ่ง และเขามุ่งหวังที่จะกำกับดูแลเรื่องนี้อย่างเหมาะสม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

โรคหัดคร่าชีวิตผู้ป่วยอีก 2 ศพในสหรัฐฯ ติดเชื้อพุ่งเกือบ 2,800 ราย

โรคหัดคร่าชีวิตผู้ป่วยอีก 2 ศพในสหรัฐฯ ติดเชื้อพุ่งเกือบ 2,800 ราย

26 ส.ค. 2569 04:41 น.

โรคหัดคร่าชีวิตผู้ป่วยอีก 2 ศพในสหรัฐฯ ติดเชื้อพุ่งเกือบ 2,800 ราย

สหรัฐฯ พบผู้เสียชีวิตจากโรคหัดอีก 2 ศพที่รัฐเพนซิลเวเนีย โดยเป็นผู้ป่วยที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ในขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อทั่วประเทศพุ่งสู่จุดสูงสุดในรอบกว่า 35 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 25 ส.ค. 2569 ว่า โรคหัดซึ่งยังคงแพร่กระจายในสหรัฐอเมริกา คร่าชีวิตผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเพิ่มอีก 2 ศพ ที่รัฐเพนซิลเวเนีย ในขณะที่จำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่พบในปีนี้ เพิ่มขึ้นจนแซงหน้าสถิติของปี 2568 แล้ว

เจ้าหน้าที่ระบุว่า จะไม่เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิต รวมถึงข้อมูลที่ว่าผู้เสียชีวิตเป็นเด็กหรือไม่ แม้ว่าเด็กจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่าต่อการเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนจากโรคหัดมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในพื้นที่ที่พบผู้เสียชีวิตจากโรคหัดล่าสุดคือที่ แลนแคสเตอร์ เคาน์ตี ซึ่งมีอัตราเด็กอนุบาลฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดเพียง 85% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 95% ที่จำเป็นต่อการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดและปกป้องผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก

เมื่อปีก่อน เด็กที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน 2 รายในรัฐเท็กซัส เสียชีวิตจากการระบาดของโรคหัดซึ่งคร่าชีวิตและแพร่เชื้อไปยังผู้คนมากกว่า 1,000 คนในรัฐดังกล่าว โดยส่วนใหญ่เป็นเด็ก

ทั้งนี้ สหรัฐฯ พบผู้ติดเชื้อโรคหัดที่ยืนยันแล้ว 2,777 รายในปี 2569 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 35 ปี แม้จะผ่านไปเพียงเจ็ดเดือนของปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากยอดสูงสุดของปีที่แล้วที่ 2,289 ราย โดยในรัฐเพนซิลเวเนียพบผู้ติดเชื้อ 393 รายในปีนี้

“นี่คือปัญหาร้ายแรงและกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทั่วประเทศและในรัฐของเรา” จอช ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร “การเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากโรคหัดนี้เป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้โดยสิ้นเชิง”

เขากล่าวเสริมว่า วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม (MMR) คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการป้องกันการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต แต่ทว่า ความลังเลในการรับวัคซีนของชาวอเมริกันสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราการได้รับภูมิคุ้มกันลดลง

ขณะที่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่งลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่เรียกร้องให้ลดการฉีดวัคซีนในเด็ก และแนะนำให้แยกการฉีดวัคซีน MMR ออกเป็น 3 เข็มแยกกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า คำสั่งดังกล่าวจะสร้างความสับสนเกี่ยวกับวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว ทั้งยังส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นด้วย

สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะสูญเสียสถานะประเทศที่กำจัดโรคหัดได้สำเร็จ โดยคณะกรรมการจะทำการพิจารณาและตัดสินในเดือนพฤศจิกายนนี้ ขณะที่แคนาดาได้สูญเสียสถานะดังกล่าวไปแล้วเมื่อปีก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ปิดตำนาน “ดอลลี พาร์ตัน” ราชินีเพลงคันทรี เสียชีวิตในวัย 80 ปี

ปิดตำนาน “ดอลลี พาร์ตัน” ราชินีเพลงคันทรี เสียชีวิตในวัย 80 ปี

26 ส.ค. 2569 03:31 น.

ปิดตำนาน “ดอลลี พาร์ตัน” ราชินีเพลงคันทรี เสียชีวิตในวัย 80 ปี

ดอลลี พาร์ตัน ราชินีเพลงคันทรี เจ้าของผลงานเพลงอมตะอย่าง I Will Always Love You และผู้ใจบุญซึ่งทำงานเพื่อการกุศลมากมาย เสียชีวิตแล้วในวัย 80 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 ว่า ดอลลี พาร์ตัน หนึ่งในนักแต่งเพลงและนักร้องชาวอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งวงการเพลงคันทรี เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุได้ 80 ปี โดยฝากผลงานเพลงไว้มากมาย รวมถึงเพลง I Will Always Love You และงานการกุศลของเธอที่แผ่ขยายไปจนถึงระดับนานาชาติ

ไบรอัน ซีเวอร์ หลานชายของพาร์ตัน ประกาศข่าวการเสียชีวิตผ่านทางอินสตาแกรม โดยระบุว่า “ผมเคยจินตนาการถึงความหนักหนาของช่วงเวลานี้ แต่ไม่เคยสัมผัสถึงมันได้อย่างแท้จริงเลยจนกระทั่งตอนนี้ … มันเป็นเกียรติ เกียรติที่ผสมผสานไปด้วยความภาคภูมิใจอย่างที่สุดและความเศร้าเสียใจอย่างยิ่ง”

พาร์ตันเป็นผู้แต่ง 2 บทเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 อย่าง Jolene และ I Will Always Love You โดยเธอแต่งภายในวันเดียวกัน

ผลงานการแต่งเพลงของพาร์ตันมีจุดเด่นอยู่ที่การเล่าเรื่องที่เห็นภาพชัดเจน ความลึกซึ้งทางอารมณ์ และทำนองที่ทรงพลัง ซึ่งถ่ายทอดผ่านน้ำเสียงอันแจ่มชัดและมีพลัง

พาร์ตันส่งเพลงขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตคันทรีของสหรัฐฯ ได้ถึง 25 เพลงซึ่งเป็นสถิติสูงสุด และมีอัลบั้มติด Top 10 บนชาร์ตคันทรีถึง 47 อัลบั้ม และข้ามสายไปเจาะชาร์ตเพลงป๊อปด้วยเพลง 9 to 5 ซึ่งขึ้นอันดับ 1 ในสหรัฐฯ เมื่อปี 2523 ควบคู่ไปกับการทำอาชีพนักแสดงยอดเยี่ยมถึงขั้นได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 2 ครั้ง

นอกจากนั้น โครงการส่งเสริมการรู้หนังสือ Imagination Library ของเธอยังได้บริจาคหนังสือมากกว่า 150 ล้านเล่มให้แก่เด็กๆ ด้วย

ผู้คนรวมตัวกันที่ดาวเกียรติยศของ ดอลลี่ พาร์ตัน บนฮอลลีวูด วอล์ก ออฟ เฟม ในนครลอสแอนเจลิส หลังข่าวการเสียชีวิตของเธอได้รับการเปิดเผยออกมา
ผู้คนรวมตัวกันที่ดาวเกียรติยศของ ดอลลี่ พาร์ตัน บนฮอลลีวูด วอล์ก ออฟ เฟม ในนครลอสแอนเจลิส หลังข่าวการเสียชีวิตของเธอได้รับการเปิดเผยออกมา

ทั้งนี้ พาร์ตันเกิดในครอบครัวยากจนในกระท่อมหลังเดียวในรัฐเทนเนสซี เธอเป็นลูกคนที่ 4 ของแม่ที่มีลูกรวม 12 คนตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 35 ปี มีพ่อที่เป็นชาวนาและคนงานก่อสร้าง

หนึ่งในเพลงที่พาร์ตันรักมากที่สุดอย่าง Coat of Many Colours บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ของเธอที่นำเศษผ้ามาเย็บต่อกันเป็นเสื้อผ้าให้เธอ และกีตาร์ตัวแรกของพาร์ตันก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นแบบถูๆ ไถๆ จากแมนโดลินใส่สายกีตาร์เบส ก่อนที่เธอจะได้รับกีตาร์ของจริงตัวแรกจากลุงของเธอตอนอายุ 8 ขวบ

ในช่วงวัยเด็ก พาร์ตันก็เริ่มเดินบนเส้นทางดนตรีแล้ว โดยเริ่มจากการร้องเพลงในโบสถ์ ไปสู่การปรากฏตัวบนโทรทัศน์ท้องถิ่นเมื่ออายุ 10 ขวบ และอัดแผ่นเสียงแผ่นแรกตอนอายุ 13 ปี และในปีเดียวกันนั้น เธอได้ขึ้นแสดงที่ Grand Ole Opry คอนเสิร์ตฮอลล์ในเมืองแนชวิลล์ที่เป็นศูนย์กลางของเพลงคันทรี

หลังจากจบมัธยมศึกษาตอนปลายในปี 2507 พาร์ตันก็ย้ายไปอยู่เมืองแนชวิลล์ และเริ่มต้นจากการเป็นนักแต่งเพลงมากกว่าผู้แสดง ในปีถัดมา เธอได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินและในตอนแรกถูกวางตัวให้เป็นนักร้องเพลงป๊อป แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

หลังจากได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนมาทำเพลงคันทรี พาร์ตันก็ทำเพลงฮิตติดชาร์ตต่อเนื่องกันและเปิดตัวอัลบั้มแรก Hello, I’m Dolly ก่อนจะแต่งงานกับ คาร์ล ดีน ในปี 2509 นักธุรกิจเจ้าของบริษัทรับเหมาปูยางมะตอยในแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี ผู้เสียชีวิตในปี 2568

นับตั้งแต่ปี 2510 ชื่อเสียงของพาร์ตันยิ่งโด่งดังขึ้นไปอีก จากการร้องเพลงคู่ร่วมกับ พอร์เตอร์ วากอเนอร์ นักร้องคันทรีและพิธีกรโทรทัศน์

พาร์ตันมีเพลงคันทรีติดชาร์ตเพลงแรกในปี 2514 ด้วยเพลง Joshua ก่อนที่เพลง Jolene จะถูกปล่อยออกมาในปี 2516 และกลายเป็นเพลงที่ประสบความสำเร็จเพลงแรกของเธอในสหราชอาณาจักร โดยติดอันดับที่ 7 ส่วนเพลง Will Always Love You ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อบอกลาวากอเนอร์หลังจากสิ้นสุดการทำงานร่วมกัน คว้าอันดับ 1 ในชาร์ตคันทรีในปี 2517

แผ่นป้ายรำลึกของ ดอลลี่ พาร์ตัน ณ หอเกียรติยศเพลงคันทรี ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี
แผ่นป้ายรำลึกของ ดอลลี่ พาร์ตัน ณ หอเกียรติยศเพลงคันทรี ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี

เพลง Will Always Love You ทำใหม่อีกครั้งในปี 2525 ก่อนจะกลายเป็นเพลงป๊อปที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายเมื่อ วิทนีย์ ฮูสตัน นำมาร้องใหม่สำหรับเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Bodyguard ในปี 2535 และปัจจุบันยังคงเป็นซิงเกิลของศิลปินหญิงที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ด้วยยอดขายกว่า 20 ล้านชุด

ในช่วงกลางทศวรรษ 70 พาร์ตันได้ขยายแนวทางดนตรีของเธอให้กว้างขึ้น โดยนำการเรียบเรียงดนตรีสไตล์ป๊อปร็อกมาใช้ในเพลงต่างๆ เช่น Light of a Clear Blue Morning ในปี 2520 โดยอัลบั้มประกอบเพลงอย่าง New Harvest … First Gathering เป็นผลงานแรกของเธอที่ก้าวเข้าสู่ชาร์ตอัลบั้มเพลงป๊อป

ต่อมาในปีเดียวกัน อัลบั้มถัดมาอย่าง Here You Come Again สามารถไต่ขึ้นถึง Top 20 และกลายเป็นอัลบั้มเต็ม ที่ทำยอดขายได้ล้านแผ่นเป็นครั้งแรกของเธอ ซึ่งส่วนหนึ่งขับเคลื่อนด้วยความฮิตของเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม และเพลงนี้ยังทำให้พาร์ตันคว้ารางวัล “แกรมมี” รางวัลแรกจากทั้งหมด 10 รางวัลมาครองได้สำเร็จ

ปี 2523 ถือเป็นจุดสูงสุดในความสำเร็จของเธอ ด้วยการส่งเพลงขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตคันทรีติดต่อกันถึง 3 เพลง ซึ่งรวมถึง 9 to 5 เพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อเดียวกันที่พาร์ตันร่วมแสดงนำกับ เจน ฟอนดา และ ลิลี ทอมลิน ส่งผลให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

หนึ่งในอัลบั้มระดับประวัติศาสตร์ของพาร์ตันเกิดขึ้นในปี 2530 กับอัลบั้ม Trio ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับ เอ็มมิลู แฮร์ริส และ ลินดา รอนสตัดต์ ที่มีการประสานเสียงอันไพเราะและใสบริสุทธิ์ ส่งให้พาร์ตันได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขาอัลบั้มแห่งปี ซึ่งเป็นครั้งเดียวในชีวิตของเธอ

ช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ศตวรรษใหม่ (หลัง ค.ศ.2000) พาร์ตันยังคงปล่อยอัลบั้มเต็มออกมาอีก 10 อัลบั้ม โดยผลงานล่าสุดคือ Rockstar ในปี พ.ศ. 2566 เธอได้รับความสนใจและร่วมงานกับศิลปินรุ่นใหม่มากมาย โดยปรากฏตัวร่วมกับศิลปินคันทรีอย่าง แบรด เพสลีย์ รวมถึงนักร้องเพลงป๊อปอย่าง เคชา และ ไมลีย์ ไซรัส ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของเธอด้วย

แม้ว่าในช่วงหลัง บทบาทด้านการแสดงของพาร์ตันจะลดลง แต่ก็ได้ให้เสียงพากย์ในภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง Gnomeo and Juliet ในปี 2554 และในปีถัดมาได้ร่วมแสดงนำกับ ควีน ลาติฟาห์ และคนอื่นๆ ในภาพยนตร์เพลงเรื่อง Joyful Noise ด้วย

ผู้คนเข้าชมนิทรรศการ
ผู้คนเข้าชมนิทรรศการ “Dolly Parton: Journey of a Seeker” ณ หอเกียรติยศเพลงคันทรี ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี หลังมีข่าวการเสีียชีวิตของ ดอลลี พาร์ตัน

นอกจากงานด้านดนตรีและการแสดงแล้ว พาร์ตันยังเป็นนักธุรกิจที่ชาญฉลาดและเป็นผู้ใจบุญ เธอร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ Sandollar ร่วมกับ แซนดี กัลลิน อดีตผู้จัดการส่วนตัว ซึ่งต่อมาได้ผลิตผลงานฮิตมากมาย เช่น ซีรีส์ Buffy the Vampire Slayer และภาพยนตร์ชุด Father of the Bride

ในปี 2529 พาร์ตันเข้าถือหุ้นในสวนสนุก Silver Dollar City ในรัฐเทนเนสซี และเปลี่ยนชื่อเป็น Dollywood พร้อมทั้งขยายขนาดขึ้นเป็นสองเท่าในอีก 20 ปีต่อมา และนับแต่นั้น สปา, บ้านพักตากอากาศ, สปอร์ตคลับ/ร้านอาหารพร้อมการแสดง และสวนน้ำภายใต้แบรนด์ Dollywood ก็ทยอยเปิดให้บริการตามมา

พาร์ตันยังก่อตั้งมูลนิธิ “ดอลลีวูด” (Dollywood Foundation) ในปี 2531 โดยในช่วงแรกได้มอบทุนการศึกษาในระดับวิทยาลัยและดำเนินโครงการเพื่อช่วยให้เด็กๆ ในบ้านเกิดของเธอที่ เซเวียร์ เคาน์ตี ในรัฐเทนเนสซี สามารถเรียนจบมัธยมปลายได้

ต่อมาในปี 2538 พาร์ตันได้เริ่มโครงการ Imagination Library ซึ่งจัดส่งหนังสือที่เหมาะสมตามวัยไปให้แก่เด็กทุกคนในเคาน์ตีเป็นประจำทุกเดือนจนกระทั่งพวกเขาอายุครบห้าขวบ ก่อนที่โครงการนี้จะขยายไปทั่วประเทศในปี 2543 และขยายสู่ระดับนานาชาติในปี 2549 โดยในปัจจุบัน มีการแจกจ่ายหนังสือเกือบ 25 ล้านเล่มในแต่ละปีครอบคลุมทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์

พาร์ตันเคยกล่าวไว้ในปี 2565 ว่า นอกเหนือจากการส่งเสริมการรู้หนังสือของเด็กแล้ว “มันคือความจริงที่ว่าพวกเขารู้สึกได้รับการใส่ใจ พวกเขาได้รับหนังสือเล่มเล็กๆ ที่มีชื่อของตัวเองติดอยู่ทางไปรษณีย์ และทำให้พวกเขารู้สึกเป็นคนพิเศษ พวกเขาเริ่มภาคภูมิใจในตัวเอง และรับรู้ว่ามีใครบางคนในโลกใบนี้กำลังนึกถึงพวกเขาอยู่”

พาร์ตันยังได้จัดตั้งเขตอนุรักษ์ขึ้นในปี 2546 เพื่อช่วยอนุรักษ์นกอินทรีหัวขาว, บริจาคเงิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนการเปิดโรงพยาบาลใน เซเวียร์ เคาน์ตี ในปี 2549, ประสานงานช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากไฟป่าสโมกกีเมาน์เทนในปี 2559 และร่วมออกอัลบั้มการกุศลเพื่อผู้ป่วยโรคเอชไอวี/เอดส์ด้วย

นอกจากนี้เธอยังสนับสนุนการเคลื่อนไหว Black Lives Matter และสิทธิของคนข้ามเพศ โดยคัดค้าน “กฎหมายห้องน้ำ” ของรัฐนอร์ทแคโรไลนา ที่จำกัดการเข้าใช้ห้องน้ำของคนข้ามเพศ

พาร์ตันยังเคยบริจาคเงินหลายครั้งให้แก่มหาวิทยาลัยการแพทย์แวนเดอร์บิลต์ ในเมืองแนชวิลล์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่หลานสาวของเธอเข้ารับการรักษาโรคลูคีเมีย และกลายเป็นข่าวฮือฮาเมื่อเธอบริจาคเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อการวิจัยโรคโควิด-19 กลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญสำหรับวัคซีนโมเดอร์นา (Moderna) ในเวลาต่อมา

ผู้อำนวยการ CIA แอบเดินทางเยือนรัสเซีย จุดประสงค์ไม่แน่ชัด

ผู้อำนวยการ CIA แอบเดินทางเยือนรัสเซีย จุดประสงค์ไม่แน่ชัด

26 ส.ค. 2569 01:52 น.

ผู้อำนวยการ CIA แอบเดินทางเยือนรัสเซีย จุดประสงค์ไม่แน่ชัด

ผู้อำนวยการ CIA แอบเดินทางเยือนรัสเซียโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้า โดยยังไม่มีการเปิดเผยแน่ชัดว่าเขาเดินทางไปทำอะไร ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังก่อตัวในยุโรป จากกรณีการพบโดรนปริศนา

สำนักข่าว ซีบีเอส (CBS) ของสหรัฐฯ รายงานว่า นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA) ของสหรัฐฯ เดินทางเยือนกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซียโดยไม่มีการประกาศล่วงหน้า ในวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 โดยทั้งฝ่ายวอชิงตันและมอสโกยังไม่ได้ออกมายืนยันถึงวัตถุประสงค์ของการเยือนในครั้งนี้

ข้อมูลการติดตามเที่ยวบิน FlightRadar24 ยืนยันว่า เครื่องบินขนส่งทางการทหารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ได้เดินทางจากสหรัฐฯ ไปยังรัสเซียโดยผ่านลัตเวียในวันอังคาร ก่อนที่จะเดินทางกลับในวันเดียวกัน

ขณะที่ภาพวิดีโอที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นเครื่องบินขนส่ง C-17 กำลังร่อนลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติ วนูโคโว (Vnukovo) ในกรุงมอสโก

ข้อมูลจาก FlightRadar24 ระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวเดินทางออกจากสนามบิน “ริกา” (Riga) ของลัตเวีย ในเวลา 05:50 น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช (GMT) และลงจอดที่เมืองหลวงของรัสเซียในเวลาประมาณ 07:04 น. GMT ก่อนจะบินกลับถึงกรุงริกาก่อนเวลา 17:00 น. GMT เล็กน้อย

นอกจากนี้ คลิปบนโซเชียลมีเดียยังแสดงให้เห็นภาพที่อ้างว่า เป็นขบวนรถการทูตที่กำลังเดินทางผ่านกรุงมอสโกด้วย

การเดินทางครั้งนี้คาดว่าเป็นการเยือนรัสเซียครั้งแรกของแรตคลิฟฟ์ในฐานะผู้อำนวยการ CIA แม้ว่าเขาจะรักษาความสัมพันธ์ และติดต่อกับเจ้าหน้าที่ด้านข่าวกรองในมอสโกมาโดยตลอดก็ตาม

จอห์น โฟร์แมน อดีตผู้ช่วยอัครราชทูตฝ่ายทหารของอังกฤษประจำกรุงมอสโก ระหว่างปี 2562-2565 ให้สัมภาษณ์กับรายการ PM ของ Radio 4 ว่า การเยือนครั้งนี้อาจเน้นไปที่ “การบริหารจัดการสถานการณ์เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย” หลังมีการพบเห็นโดรนติดระเบิดหลายครั้งในเยอรมนี และเชื่อกันว่าเป็นฝีมือรัสเซีย

“ปกติแล้วสหรัฐฯ จะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงขนาดนี้ไปยังมอสโกโดยไม่ประกาศล่วงหน้าในระยะเวลาอันสั้น เว้นแต่ว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น” โฟร์แมนกล่าวเสริมว่า ทริปนี้อาจเกี่ยวข้องกับการปล่อยตัวชาวอเมริกันที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในรัสเซียด้วย

ทั้งนี้ แรตคลิฟฟ์เคยมีบทบาทในการเจรจาปล่อยตัว เซเนีย คาเรลินา พลเมืองสองสัญชาติรัสเซีย-อเมริกัน ซึ่งถูกจำคุกในรัสเซียเป็นเวลากว่าหนึ่งปีหลังถูกกล่าวหาว่าให้ความช่วยเหลือแก่ยูเครน

นอกจากนี้ CIA ยังมีส่วนร่วมในข้อตกลงแลกเปลี่ยนนักโทษกับรัสเซียในปี 2567 ซึ่งส่งผลให้มีการปล่อยตัว อิวาน เกิร์ชโควิช ผู้สื่อข่าวจาก Wall Street Journal รวมถึง พอล วีแลน อดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ และ อัลซู เคอร์มาเชวา นักข่าวชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซียด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc