ปชป. ชี้วิกฤตฝุ่นไทยพุ่ง 50 เท่าของเกณฑ์โลก ชง 6 มิติแก้-ขีดเส้น พ.ร.บ.อากาศ ใน 6 สัปดาห์

ปชป. ชี้วิกฤตฝุ่นไทยพุ่ง 50 เท่าของเกณฑ์โลก ชง 6 มิติแก้-ขีดเส้น พ.ร.บ.อากาศ ใน 6 สัปดาห์

ปชป. ชี้วิกฤตฝุ่นไทยพุ่ง 50 เท่าของเกณฑ์โลก ชง 6 มิติแก้-ขีดเส้น พ.ร.บ.อากาศ ใน 6 สัปดาห์

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.15 น.

‘ปชป.’ ชง 6 มิติ-ตั้งกมธ.วิสามัญเร่งสางแก้ฝุ่นพิษPM2.5 จี้ดัน ‘กม.อากาศสะอาด’ กลับเข้าสภาฯอีกครั้งก่อนเส้นตายอีก6สัปดาห์ ด้าน ’ภท.‘ แนะตั้ง ‘วอร์รูมกลาง’ รวมข้อมูลเป็นหนึ่งเดียวแบบ ‘เรียลไทม์’ หวัง ’รัฐบาลอนุทิน‘ พูดแล้วทำได้จริง ป้องเจอครหาวาทกรรมละเลย ไม่ใส่ใจ

วันที่ 1 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 14.45 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม เข้าสู่การพิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสนอมาตรการเร่งด่วนและนโยบายการจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีสส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล ร่วมเสนอญัตติด่วน 4 คน ได้แก่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) นายธนรัช จงสุทธานามณี สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และน.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 

โดยนางการดี กล่าวเสนอญัตติตอนหนึ่งว่า ฝุ่นPM2.5 อยู่กับเรามาเป็น10ปี เป็นตัวแปรสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และประเทศ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาคเหนือวันนี้ จะเห็นได้ว่าจุดความร้อน หรือฮอตสปอต มันอยู่ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบนแทบทั้งหมด พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และป่าสงวน การขยายตัวของฮอตสปอตจากสัปดาห์ที่ผ่านมามากขึ้นกว่า3เท่าตัว เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจว่า ทรัพยากรในการควบคุมไฟป่ามีเพียงพอหรือไม่ หากบริหารจัดการได้ตั้งแต่ต้น ประชาชนภาคเหนือตอนบนก็คงไม่ต้องลำบาก ขณะที่ปริมาณดัชนีคุณภาพอากาศ หรือAQI ที่อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน ล่าสุดสูงถึง1,956ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เป็นค่าที่สูงกว่ามาตรฐานของWHOกำหนดไว้กว่า50เท่า และยังไม่สามารถประกาศเขตภัยพิบัติได้ มันส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยเฉพาะทารกในครรภ์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรังอย่างเฉียบพลัน นอกจากนี้ยังส่งกระทบไปยังด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในภาคเหนือในช่วงสงกรานต์ที่จะถึงนี้ สถิติการยกเลิกการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นชัดเจน 

นางการดี กล่าวต่อว่า การแก้ไขภัยพิบัติไม่อยากให้เอาการเมืองเป็นตัวนำ อยากให้ใช้ข้อมูลที่แท้จริงมาวิเคราะห์วิจัยให้มีการใช้งานได้มากยิ่งขึ้น จะแก้ในมิติการเมือง หรือกระทรวงใครกระทรวงมันอย่างเดียวมันเป็นไปไม่ได้ ดิฉันขอเสนอ6มิติ 1.อากาศสะอาดควรเป็นสิทธิพื้นฐานของคนไทยทุกคน ตนขอเสนอให้ควรยื่นร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดอีกครั้งอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะถึงเส้นตายใน6สัปดาห์ข้างหน้า 2.เพิ่มทางเลือก หรือเครื่องมือให้เกษตรกร เช่น การคืนเงินอุดหนุนตัดอ้อยสด การให้สินเชื่อ0เปอร์เซ็นต์ สร้างกลไกใช้เครื่องมือเก็บเกี่ยว เพื่อจูงใจไม่ให้เกษตรกรกำจัดขยะการเกษตรด้วยการเผา 3.รัฐบาลต้องลงมือป้องกันด้านสุขภาพของประชาชนในระดับเฉพาะหน้า เช่น การแจกหน้ากากอนามัย การสร้างพื้นที่อากาศสะอาด ห้องปลอดฝุ่น เป็นต้น 4.เร่งฟื้นการท่องเที่ยว ดึงความเชื่อมั่นให้กลับเข้ามา หามาตรการช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอีโดยเฉพาะทางภาคเหนือ 5.ยกระดับข้อมูลที่มี เช่น ข้อมูลของจิสด้า เข้ามาวิเคราะห์เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และ6.เพิ่มขีดความสามารถในการเจรจาระหว่างประเทศโดยเฉพาะหมอกควันเป็นพิษ นอกจากนี้ ตนขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามแก้ไขปัญหาวิกฤตPM.5 เพื่อให้ประชาชนได้สิทธิ์ในอากาศสะอาดอย่างเท่าเทียม

ขณะที่น.ส.พิมพ์ภัทรา กล่าวเสนอญัตติตอนหนึ่งว่า การแก้ไขปัญหาดังกล่าวต้องดำเนินการแบบบูรณาการ ตนขอเสนอให้รัฐบาลมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ดังนี้ 1.การรวมข้อมูลแพลตฟอร์มกลางแบบเรียลไทม์ รวมทุกกระทรวงอยู่ด้วยกัน หรือวอร์รูมกลางเพียงหนึ่งเดียว ไม่จำกัดแค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง โดยต้องรวมเป็นวาระแห่งชาติจริงๆ และ2.กระทรวงอุตสาหกรรมต้องจูงใจให้เกษตรกรตัดอ้อย สดด้วยการให้สินเชื่อเพื่อลงทุนปรับเปลี่ยนใหม่ให้พร้อมรับกับเครื่องมือ ไม่ใช่แค่ให้เงินชดเชย ขณะที่กระทรวงมหาดไทยควรกระจายอำนาจ โอกาส และประมาณไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนกระทรวงการคลัง ที่ต้องปรับลดภาษี คนดีต้องได้รับการตอบแทนที่ดี คนไม่ดีต้องได้รับการลงโทษ รัฐต้องจัดการ วาระแห่งชาติเราพูดกันมามากแล้ว ตนหวังว่าจะได้เห็นรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ พูดแล้วทำ ทำแล้วแก้ปัญหาได้จริง จะได้ไม่มีใครมาอ้างแล้วใช้วาทกรรมว่าละเลย ไม่ใส่ใจ และไม่แก้ไขปัญหา 

ดาชัย แซะ สุริยะ ดูฮวงจุ้ยเสร็จ ช่วยมาดูชีวิตคนเหนือด้วย จี้แก้ไฟป่า บรรเทา PM2.5

ดาชัย แซะ สุริยะ ดูฮวงจุ้ยเสร็จ ช่วยมาดูชีวิตคนเหนือด้วย จี้แก้ไฟป่า บรรเทา PM2.5

ดาชัย แซะ สุริยะ ดูฮวงจุ้ยเสร็จ ช่วยมาดูชีวิตคนเหนือด้วย จี้แก้ไฟป่า บรรเทา PM2.5

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

“ดาชัย”แซะ“ สุริยะ”ดูฮวงจุ้ยเสร็จ ช่วยมาดูชีวิตคนเหนือด้วย จี้ ใช้ฝนหลวงแก้ไฟป่า บรรเทา PM2.5 อัด รัฐบาลช้า ปล่อยไฟป่าลามเป็น 10 วัน จนเกิดวิกฤติหนัก

วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายดาชัย เอกปฐพี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลำปาง พรรคกล้าธรรม อภิปรายญัตติด่วนเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และไฟป่าภาคเหนือว่า ในพื้นที่จังหวัดลำปางที่กำลังเผชิญวิกฤตหนักต่อเนื่องนานกว่า 10 วันสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในลำปางรุนแรงถึงขั้นกระทบสุขภาพประชาชน โดยตนเองได้รับผลกระทบโดยตรงถึงขั้นมีอาการเลือดกำเดาไหลจากมลพิษทางอากาศ พร้อมย้ำว่าประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็กเล็ก ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ และมีผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายดาชัย กล่าวต่อว่า แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางจะลงพื้นที่ทุกอำเภอเพื่อควบคุมสถานการณ์ และฝ่ายปกครองในพื้นที่ทั้งอำเภองาว แจ้ห่ม วังเหนือ และเมืองปาน จะระดมกำลังอย่างเต็มที่ แต่ยังพบปัญหาสำคัญคือ งบประมาณไม่เพียงพอ และอุปกรณ์ขาดแคลนอย่างหนัก โดยในปีงบประมาณ 2568 จังหวัดลำปางได้รับงบประมาณด้านไฟป่ารวม 139 ล้านบาท แต่กว่า 80 ล้านบาท หรือ 56% ถูกใช้ไปกับโครงการก่อสร้าง เช่น อาคาร ระบบน้ำ และลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ขณะที่งบสำหรับสนับสนุนจิตอาสาและอุปกรณ์ดับไฟป่ามีเพียง 14 ล้านบาทเท่านั้น ส่วนงบทำแนวกันไฟมีเพียง 4 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นายดาชัย ระบุต่อว่า วันนี้จิตอาสาไม่มีแม้แต่น้ำดื่ม ต้องขอรับบริจาคทุกวัน อาหารก็ขาด อุปกรณ์ก็ดับไฟไม่พอ แม้แต่หน้ากากป้องกัน PM2.5 ก็ยังไม่เพียงพอ ทั้งที่พวกเขาคือด่านหน้าที่ต้องเสี่ยงชีวิต นอกจากนี้ ยังเปิดเผยเหตุการณ์ที่ตนพบระหว่างเดินทางจากอำเภอเงาเข้าสู่ตัวเมืองลำปาง ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร โดยพบการลักลอบเผาป่าเป็นจุด ๆ มากกว่า 20 จุดตลอดเส้นทาง สะท้อนปัญหาการควบคุมไฟป่าที่ยังไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นายดาชัย ยังตั้งคำถามไปยังนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่ว่า  เมื่อวานมีข่าวรายงานว่า ท่านให้หมอดูเข้าดูฮวงจุ้ยห้องทำงานที่กระทรวงเกษตรฯ 

“ไม่ทราบว่า ตอนนี้ดูฮวงจุ้ยเสร็จหรือยัง ถ้าเสร็จแล้ว ในฐานะที่ท่านสุริยะเป็นผู้กำกับดูแลกรมฝนหลวง ฝากลงไปดูพี่น้องเกษตรกรที่ลำปางและภาคเหนือบ้าง วันนี้ท่านจะมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ท่านควรมีมาตรการเชิงรุกในการใช้ฝนหลวงช่วยบรรเทาปัญหาไฟป่าและหมอกควัน“

นอกจากนี้ นายดาชัย กล่าวเรียกร้องไปยังกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เร่งทบทวนการจัดสรรงบประมาณ และสนับสนุนอุปกรณ์จำเป็นให้เพียงพอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่และจิตอาสาสามารถปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย เพราะปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปี แต่ยังแก้ไม่ได้อย่างยั่งยืน ลำปาง เชียงใหม่ พะเยา แพร่ น่าน เผชิญเหมือนกันหมด ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องจริงจัง ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนสูดอากาศพิษต่อไป

นายกฯ เซ็นตั้ง คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ‘เอกนิติ’ นั่งประธาน ดึงนักวิชาการร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน

นายกฯ เซ็นตั้ง คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ 'เอกนิติ' นั่งประธาน ดึงนักวิชาการร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน

นายกฯ เซ็นตั้ง คตร. ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ‘เอกนิติ’ นั่งประธาน ดึงนักวิชาการร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.46 น.

“นายกฯ” เซ็นตั้งกรรมการ“คตร.”ดูโครงสร้างราคาน้ำมัน มอบ”เอกนิติ” เป็นประธาน ดึงนักวิชาการร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน สั่งเร่งศึกษา ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด-ค่าขนส่ง เชื้อเพลิง ก่อนกำหนดราคาน้ำมันให้เหมาะสมเพื่อเสนอ ครม.ภายใน 15 วัน 

วันที่ 1 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) ให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน และมีรมว.พลังงาน ,รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรมว.พลังงาน, นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารมว.พลังงาน,  นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นอกจากนี้ ยังมีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานร่วมเป็นกรรมการด้วย

สำหรับอำนาจหน้าที่นั้น  คตร.จะมีอำนาจในการศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิงและเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา และศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรง ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้บังคับ พร้อมทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ ให้ คตร. มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใด ๆ หรือสั่งให้บุคคลใดได้ให้ข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารใด ๆ เพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

อนุทิน จี้ PT แก้ด่วน พบข้อมูลปั๊มปิดกว่าร้อยแห่ง แต่ภาพรวมสถานการณ์คลี่คลาย

อนุทิน จี้ PT แก้ด่วน พบข้อมูลปั๊มปิดกว่าร้อยแห่ง แต่ภาพรวมสถานการณ์คลี่คลาย

อนุทิน จี้ PT แก้ด่วน พบข้อมูลปั๊มปิดกว่าร้อยแห่ง แต่ภาพรวมสถานการณ์คลี่คลาย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

1 เมษายน 2569 จากกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์การจำหน่ายน้ำมัน ณ สถานีบริการน้ำมันหลายแห่ง หลังเกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบภาพรวมส่วนใหญ่เริ่มคลี่คลาย แต่สั่งจับตาเป็นพิเศษที่สถานีบริการน้ำมัน PT หลังพบตัวเลขการปิดสถานีสูงที่สุด และประสบปัญหาขาดช่วงการขนส่งอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ นายอนุทิน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เป็นรายละเอียดแยกตามแบรนด์ผู้ให้บริการ ดังนี้

สถานการณ์ปั๊มที่ปิด วันที่ 1 เมษายน 2569

บางจาก

– ล่าสุดของบางจากเหลือแค่ 2 แห่งครับ ที่นครปฐมกับศรีสะเกษ

PTT

– จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 12–24 ชั่วโมง ลดลงมาเหลือเพียง 2 สถานี ที่ภาคเหนือครับ

SHELL

– ของไม่ขาด จัดให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งส่งทั้งวันจากคลังต่างๆ

ของมีพอทุกผลิตภัณฑ์ครับ

PT

จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 24 ชั่วโมง ที่ไม่มีการขายต่อเนื่อง และ ลำปางขาดมากที่สุด 62 สาขา ขอนแก่น 32 สาขา สุราษฎร์ 20 สาขา และอื่นๆ

SUSCO

วันนี้กลับมาปกติทุกปั๊มแล้วครับ

รายงานเมื่อบ่ายวันนี้ครับ ได้สั่งการให้ผู้รับผิดชอบได้ประสานงานไปที่ PT เพื่อให้เร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุดครับ

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังไว้ใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังไว้ใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังไว้ใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.47 น.

3 ลูกเทพ รมช.มท. นำพวงมาลัย กราบขอบคุณ นายกฯ หลังได้รับความไว้วางใจให้นั่งเก้าอี้ครม.อนุทิน2 

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพตัวเอง พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “พวกผมสามคนเข้ากราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ที่ไว้วางใจแต่งตั้งให้พวกผมนั้นได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ”

ทั้งนี้รมช.มหาดไทยทั้ง 3 คนได้นำพวงมาลัย มาขอบคุณนายอนุทิน ชาญวีรกูล  นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ภายหลังได้รับโปรดเกล้าเป็นรัฐมนตรี ในครม.อนุทิน 2 

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

นายกฯ บอก อิหร่าน-สหรัฐฯ คุยกันจบ ดีแล้ว แต่เราต้องไม่ประมาท 

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงท่าทีของอิหร่านที่จะมีการพูดคุยกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งถ้าการพูดคุยตกลงจบกัน ถือว่าดีหรือไม่ นายกฯ หัวเราะก่อนตอบว่า “จบได้มันก็ต้องดีอยู่แล้ว แต่ว่าเราต้องไม่ประมาท เราต้องเตรียมความพร้อมของเราในทุกสถานการณ์ “

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง – แก้ปัญหาได้จริง

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง - แก้ปัญหาได้จริง

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง – แก้ปัญหาได้จริง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

นายกฯ เล็งแอบลงพื้นที่ ดูสารทุกข์สุกดิบชาวบ้าน หวังเห็นสภาพจริง – แก้ปัญหาได้จริง 

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่ทําเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดงาน”ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ถึงโอกาสที่จะลงพื้นที่ซื้อของด้วยตนเอง หรือไม่ ว่า ช่วงวันหยุดตนเตรียมการว่าจะลงพื้นที่ไปหาชาวบ้าน ไปดูสารทุกข์สุกดิบของเขา ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ตนคิดเอาไว้ว่าจะไปตั้งแต่ช่วงบ่ายวันศุกร์เป็นต้นไป เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องไปให้กําลังใจประชาชน 

เมื่อถามว่า สัปดาห์นี้เล็งพื้นที่ไหนไว้ นายกฯ.กล่าวว่า ความจริงตนอยากตระเวน ไปทั้งภาคเหนือและอีสาน ก็วางแผนไว้อยู่แต่จะไปอย่างไม่มีกําหนดการ ไปแบบธรรมดา เพราะตรงนั้นมันจะทําให้เห็นสภาพที่แท้จริง เพื่อนําไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง 

“ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ยิ่งเราอุดหนุนกันมากเท่าไหร่ จะยิ่งทําให้ราคาสินค้าดีขึ้น และเป็นการอุดหนุนสินค้าไทย เพราะสิ่งที่ดีที่สุดใดๆ ในประเทศก็คือคนในประเทศนั้นใช้เงินของประเทศนั้น ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศนั้น เงินทองไม่รั่วไหล แม้จะเกิดขึ้นห่วงโซ่อุปทานเพิ่มมากขึ้น เราสามารถที่จะยืนอยู่บนลําแข้งได้”

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจงเหตุผล

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจงเหตุผล

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจงเหตุผล

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.59 น.

ศาล รธน.ตีตกคำร้อง ปมนายกฯ สั่งออกเสียงประชามติโดยไม่ชี้แจ้งเหตุผล เข้าข่ายละเมิดสิทธิ ชี้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ เหตุยื่นฟ้องและคดีอยู่ในการพิจารณาศาล ปค.แล้ว

1 เมษายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ในคดีที่ น.ส.ณัฐธิตา นิโครธางกูร ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 1 และคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องที่ 2 จัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และไม่มีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจออกเสียงประชามติ ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ และลดอำนาจการตรวจสอบของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้งสองละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้อง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 มาตรา 5 มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 77 มาตรา 140 มาตรา 144 มาตรา 156 และ มาตรา 169

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ผู้ร้องยื่นฟ้องผู้ถูกร้องทั้งสองต่อศาลปกครองกลาง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง กรณีเป็นเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอื่นตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (4) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213

ดร.ณัฏฐ์ ดักคอ วาโย อ้างตำแหน่ง สส. สู้คดี 112 ไม่ได้ ชี้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

ดร.ณัฏฐ์ ดักคอ วาโย อ้างตำแหน่ง สส. สู้คดี 112 ไม่ได้ ชี้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

ดร.ณัฏฐ์ ดักคอ วาโย อ้างตำแหน่ง สส. สู้คดี 112 ไม่ได้ ชี้ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.53 น.

“ดร.ณัฏฐ์”ชี้กรณี”วาโย”ปชน. เล็งยื่นคำคัดค้านต่อศาลฎีกาให้ใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น ปมแก้ไขมาตรา 112 กระทบพระมหากษัตริย์-ความรู้สึกประชาชน เป็นเรื่องร้ายแรง

1 เมษายน 2569 สืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อฟ้องกับอดีต 44 สส.ก้าวไกล โดยมีจำนวน สส.10 คน พรรคประชาชน ถูกกล่าวหาด้วย ต่อมา นายวาโย อัศวรุ่งเรื่อง รองหัวหน้าพรรค และถูกกล่าวหาด้วย เล็งจะยื่นคำคัดค้านอ้างว่า กระทบต่อผู้นำฝ่ายค้านและไม่เปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีจาก ป.ป.ช.นั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฎฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ระบุว่า ปกติในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลฎีกา ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์หรือผู้ร้อง ต้องแนบรายละเอียดว่า จำเลยหรือผู้ถูกร้องรายใด ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เพื่อเสนอข้อเท็จจริงให้ศาลทราบ เพราะเป็นหน้าที่ของโจทก์หรือผู้ร้อง

ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ตรงนี้เป็น “ปัญหาข้อกฎหมาย” ที่ได้บัญญัติไว้ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 ประกอบมาตรา 81 วรรคหนึ่ง

แม้ ป.ป.ช.ในฐานะโจทก์หรือผู้ร้อง จะไม่มีคำขอหรือไม่ก็ตาม ศาลย่อมใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะกฎหมายบัญญัติไว้เป็นเด็ดขาด เว้นแต่เป็นดุลพินิจของศาลเป็นอย่างอื่น

ในชั้นตรวจฟ้อง ก่อนประทับรับฟ้อง เป็นเรื่องระหว่างศาลกับโจทก์หรือผู้ร้องเท่านั้น กฎหมายให้อำนาจฟ้องลับหลังจำเลยได้ หากศาลมีคำสั่งประทับรับคำฟ้องคดีไว้พิจารณา โดยไม่จำต้องไต่สวนมูลฟ้อง ซึ่งอดีต 44 สส.ก้าวไกล ที่ถูก ป.ป.ช.ฟ้อง ตกเป็นจำเลยหรือผู้ถูกร้องทันที

กรณี นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน และตกเป็นหนี่งในผู้ถูกร้องหรือจำเลยด้วย เล็งจะยื่นคำคัดค้านจำนวน 3 คำร้องนั้น เพื่อให้ตนเอง , นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน รวมถึง สส.พรรคประชาชน อื่น รวม 10 คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยอ้างว่า กระทบต่อตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านนั้น ถือเป็นสิทธิของจำเลยหรือผู้ถูกร้อง

แต่ปัญหาว่า คำคัดค้านที่นายวาโย ขอให้ศาลใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น เฉพาะเนื้อหาเพียงส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ สส.ของฝ่ายค้าน เป็นข้ออ้างที่มีน้ำหนักเบา หากศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างต่อสู้คดี เป็นเพียงถูกระทบสิทธิในการทำหน้าที่ สส.อาจถูกตัดสิทธิบางประการชั่วคราว ในระหว่างพิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับความผิดที่เกี่ยวข้องกับคดีจริยธรรมร้ายแรง ปมการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการลดพระเกียรติพระมหากษัตริย์ กระทบโครงสร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถือว่า “เป็นภัยร้ายแรง”

พูดภาษาชาวบ้าน คือ แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการลดทอนพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นภัยร้ายแรงในระบอบการปกครองประเทศ แม้จะอ้างว่า ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ แต่เกินขอบเขตอำนาจ หากเป็นโทษในอดีต ต้องถูกประหารชีวิต 7 ชั่วโคตร

กลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 วรรคหนึ่ง ให้พรรคการเมืองที่มี สส.มากสุด เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่กฎหมายพรรคการเมืองและข้อบังคับพรรคเปิดช่องให้พรรคการเมืองสามารถปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) และตำแหน่งหัวหน้าพรรคได้ หากมาทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้าน

ส่วนที่อ้างว่า น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชน หากหยุดปฏิบัติหน้าที่จะถูกกระทบสิทธิ นั้น การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ น.ส.ศิริกัญญา ไม่แน่จะมีหรือไม่ เพราะเพิ่มมีคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีคนใหม่ จึงเป็นการคาดคะเน แม้กลไกลรัฐธรรมนูญมาตรา 159 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 88 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้เสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรี ตามรายชื่อที่ได้แจ้งไว้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 หาก น.ส.ศิริกัญญา จะเป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตข้างหน้า ต้องไปพิสูจน์ตนเองก่อนในกระบวนการยุติธรรม เพราะข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ที่ ป.ป.ช.ฟ้อง ถือเป็นคุณสมบัติโดยตรงของรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี อีกทั้งเพิ่งจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 ยังไม่ได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ จึงไม่แน่นอนว่า พรรคประชาชนจะได้จัดตั้งรัฐบาลได้เมื่อไหร่ อย่างไร เพราะมีสถานะเป็นฝ่ายค้านและรวบรวมเสียงข้างมากไม้ได้

ส่วนคำร้องที่นายวาโย อ้างว่า ในชั้นไต่สวน ป.ป.ช. กระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. และไม่รับฟังพยานหลักฐานฝ่ายตนเอง ขัดต่อระเบียบ ป.ป.ช. เป็นการยกข้อกล่าวอ้างว่า การไต่สวนไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ให้อำนาจ ป.ป.ช.ใช้ระบบไต่สวนและรับฟังพยานหลักฐาน ตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช.ประกอบ ระเบียบ ป.ป.ช.ว่าด้วยการตรวจสอบและไต่สวน พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เปิดช่องให้เป็นดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. ข้อกล่าวอ้างนายวาโย ว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมและไม่เปิดโอกาสต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ นายวาโย กับพวก ย่อมนำพยานหลักฐานที่ตนอ้างว่า ไม่ได้เข้าสู่สำนวนชั้น ป.ป.ช. อ้างอิงและนำสืบหักล้างในภายหลังได้ ไม่มีกฎหมายใดบัญญัติห้ามไว้

คำคัดค้านโต้แย้งว่า ป.ป.ช.กระทำฝ่าฝืนระเบียบฯ ก็ดี หรือมี ป.ป.ช.ที่พัวพันสินบนทองคำไต่สวน ก็ดี ล้วนไม่ทำให้กระบวนการไต่สวน ป.ป.ช.เสียไป ทำให้เกิดอำนาจฟ้อง แตกต่างจากคดีอาญา ที่ดำเนินคดีผ่านพนักงานสอบสวน หากพนักงานสอบสวนไม่ชอบ ย่อมไม่ทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้อง ตาม ป.วิอาญามาตรา 120

ปิยบุตร วาทกรรมตกร่อง โวยนิติสงครามขยี้ 44 สส.ส้ม

ปิยบุตร วาทกรรมตกร่อง โวยนิติสงครามขยี้ 44 สส.ส้ม

ปิยบุตร วาทกรรมตกร่อง โวยนิติสงครามขยี้ 44 สส.ส้ม

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.30 น.

1 เมษายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า กรณี 44 ส.ส.ที่กำลังถูกพิจารณาว่าการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่นั้น

ไม่มีอะไรที่พวกเขาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงเลย

ตรงกันข้าม

44 ส.ส. ได้แสดงให้เห็นถึงจริยธรรมของผู้แทนราษฎร เมื่อกฎหมายใดมีปัญหา อัตราโทษสูงไป ถูกนำไปใช้กลั่นแกล้งกัน และไม่เหมาะสมตามยุคสมัย ผู้แทนราษฎรก็เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไข เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร

นิติสงครามที่กำลังบดขยี้พวกเขาอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องแสวงหาจริยธรรมใดๆหรอก

แต่มันคือ นิติสงครามสั่งสอน นิติสงครามตัดกำลัง และนิติสงครามล้อมคอก

สั่งสอนบรรดานักการเมืองว่า อย่าสะเออะมาทำเรื่องเหล่านี้ พวกเอ็งไปทำเรื่องอื่น เรื่องนี้ห้ามทำ ไม่อยากโดน อย่าทำ เอ็งเห็นแล้วใช่ไหมว่า ถ้าบังอาจทำ ผลจะเป็นอย่างไร

ตัดกำลังนักการเมืองกลุ่มก้อนที่พวกผู้คุม “ใบอนุญาตที่ 2” ไม่นิยม

และล้อมคอกสภาผู้แทนราษฎรว่า ต่อไปนี้ จะไม่มีผู้แทนราษฎรหน้าไหน จากพรรคใด จะไม่มีสภาผู้แทนราษฎรชุดไหน กล้าเสนอกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ิอีกตราบนานเท่านาน

ประเทศไทยของเรา ณ เวลานี้

คนก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ ใช้กำลังทหารยึดอำนาจรัฐ ได้เสวยสุขอยู่ในอำนาจยาวเกือบทศวรรษ

ไม่โดนอะไร แถมยังได้รับการอวยยศมากมาย

แต่

ผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมายในสภา กลับกลายเป็นพวกล้มล้างการปกครอง ถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ

นักการเมือง ข้าราขการ ที่ทุจริต คอร์รัปชั่น สังคมสงสัยตั้งคำถาม ได้เชิดหน้าชูคออยู่ในอำนาจต่อไป ขอเพียงปวารณารับใช้พวก “ใบอนุญาตที่ 2” ไว้

แต่

พวกนักการเมืองที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น เป็นความหวังของผู้คนจำนวนไม่น้อย กลับถูกจับขึ้น “กิโยตีน” ตัดคอประหารทางการเมือง

ปัญหาที่ประชาชนคนไทยต้องขบคิดกันต่อไป

เราจะปล่อยให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเรา เป็นแบบนี้หรือ?

ที่เป็นๆทำๆกันอยู่นี้ ถูกต้องหรือ?