ทรัมป์อ้าง กู้ทุ่นระเบิดในฮอร์มุซหมดแล้ว ขู่จมเรืออิหร่านหากกลับมาวางใหม่

ทรัมป์อ้าง กู้ทุ่นระเบิดในฮอร์มุซหมดแล้ว ขู่จมเรืออิหร่านหากกลับมาวางใหม่

25 ส.ค. 2569 23:35 น.

ทรัมป์อ้าง กู้ทุ่นระเบิดในฮอร์มุซหมดแล้ว ขู่จมเรืออิหร่านหากกลับมาวางใหม่

ทรัมป์อ้าง สหรัฐฯ เก็บกู้ทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซหมดแล้ว และเตือนว่าจะทำลายเรือของอิหร่านที่จะนำทุ่นระเบิดมาวางใหม่ ในขณะที่เตหะรานยังคงพยายามยกระดับการควบคุมเส้นทางน้ำแห่งนี้

เมื่อวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social อ้างว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ทำการเก็บกู้หรือจุดชนวนทำลายทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดแล้ว ท่ามกลางความไม่แน่นอนเรื่องสถานะของช่องแคบแห่งนี้ ซึ่งถูกอิหร่านปิดมาตั้งแต่เดือนมีนาคม

“อิหร่านได้รับแจ้งแล้วว่า เรือลำใดก็ตามที่นำทุ่นระเบิดใหม่มาวาง จะถูกทำลายในทันทีและอย่างเป็นระบบ” โพสต์ของทรัมป์ระบุ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับข้อความนี้

อนึ่ง การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนอย่างรุนแรง ทรัมป์มักจะกล่าวอยู่เสมอว่าสหรัฐฯ เป็นผู้ควบคุมพื้นที่ดังกล่าว แต่ทางอิหร่านยืนยันว่า ช่องแคบจะถูกปิดจนกว่าสหรัฐฯ จะยอมทำตามเงื่อนไขของพวกเขา และยิงโจมตีเรือที่พยายามเดินทางผ่านโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเตหะราน

น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของโลกเคยขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนที่จะเกิดสงคราม ซึ่งเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. หลังสหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่าน สังหารผู้นำสูงสุดและผู้นำระดับสูงหลายคน

นอกเหนือจากการปิดช่องแคบแล้ว อิหร่านยังตอบโต้ด้วยการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียด้วย แม้ว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะบรรลุบันทึกความเข้าใจร่วมกันในเวลาต่อมา แต่การหยุดยิงก็พังทลายลงในเวลาไม่กี่สัปดาห์ และมีการยิงปะทะกันเป็นระยะ

ล่าสุดในสัปดาห์นี้ สหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจชุดใหญ่เพื่อโดดเดี่ยวเศรษฐกิจของอิหร่าน โดยนายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เตือนว่า ประเทศใดก็ตามที่ให้ความร่วมมือทางการเงินกับอิหร่านจะถูกโดดเดี่ยวไปด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จีนโวยสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ ชี้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

จีนโวยสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ ชี้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

25 ส.ค. 2569 22:25 น.

จีนโวยสหรัฐฯ คว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ ชี้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ

ทางการจีนออกมาประณามสหรัฐฯ ที่เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่านรอบใหม่ ซึ่งรวมถึงประเทศที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นมาตรการที่ผิดกฎหมาย

เมื่อวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 ทางการจีนออกมาประณามและแสดงความต่อต้านอย่างรุนแรง หลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านระลอกใหม่ในชื่อ “ปฏิบัติการโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ” (Operation Economic Outcast) เพื่อโจมตีเศรษฐกิจของอิหร่านและประเทศที่ทำธุรกิจกับเตหะราน โดยจีนย้ำว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างเต็มที่

นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่าจีนคัดค้าน “การคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย” พร้อมยืนยันว่าความร่วมมือระหว่างจีนและอิหร่านอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์เข้ามาก้าวก่าย ทั้งนี้ จีนเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดในการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน

ก่อนหน้านี้ นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านระดับทุติยภูมิ โดยเตือนว่า สถาบันการเงินและธุรกิจต่างชาติที่ยังติดต่อกับอิหร่านจะถูกโดดเดี่ยว โดยครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่บุคคล เครือข่าย และเรือเกือบ 60 รายการ และเน้นย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

ด้านนาย อาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีเศรษฐกิจอิหร่าน เผยว่าเตหะรานเตรียมแผนรับมือการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ไว้ล่วงหน้าแล้วถึง 2 ปี และเชื่อว่ามาตรการนี้จะจบลงด้วยความล้มเหลวของสหรัฐฯ

อนึ่ง การประกาศมาตรการคว่ำบาตรระลอกใหม่ของสหรัฐฯ เกิดขึ้นก่อนการเจรจาระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ซึ่งสหรัฐฯ อาจต้องระวังการเอาคืนจากจีน โดยเฉพาะการคุมเข้มการส่งออก “แร่หายาก” (Rare Earths) ที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐฯ

ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามาตรการนี้อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอิหร่านได้อย่างจำกัด เนื่องจากจีนมักไม่ทำตามการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ อีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านของอิหร่าน เช่น ปากีสถาน ตุรกี และอิรัก ก็ยากที่จะตัดความสัมพันธ์กับอิหร่านได้จริง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นเร่งตรวจสอบ ภูเขาไฟปะทุรุนแรงที่วานูอาตู หวั่นเกิดคลื่นสึนามิ

ญี่ปุ่นเร่งตรวจสอบ ภูเขาไฟปะทุรุนแรงที่วานูอาตู หวั่นเกิดคลื่นสึนามิ

25 ส.ค. 2569 21:56 น.

ญี่ปุ่นเร่งตรวจสอบ ภูเขาไฟปะทุรุนแรงที่วานูอาตู หวั่นเกิดคลื่นสึนามิ

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นกำลังเร่งตรวจสอบว่า การปะทุอย่างรุนแรงของภูเขาไฟที่ประเทศวานูอาตู จะส่งผลกระทบถึงประเทศญี่ปุ่นหรือไม่ โดยเฉพาะคลื่นสึนามิที่อาจเดินทางมาถึง

สำนักข่าว เอ็นเอชเค (NHK) ของญี่ปุ่น รายงาน ว่า ภูเขาไฟบนเกาะของประเทศวานูอาตู ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้เกิดการปะทุอย่างรุนแรงในวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 ซึ่งเจ้าหน้าที่อุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นกำลังเร่งตรวจสอบว่าการระเบิดดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศหรือไม่ ซึ่งรวมถึงโอกาสที่คลื่นสึนามิจะพัดมาถึง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เกิดการปะทุครั้งใหญ่ของภูเขาไฟบนเกาะแอมเบ (Ambae) ของวานูอาตู เมื่อเวลาประมาณ 18:40 น. วันอังคาร ตามเวลาในญี่ปุ่น

ความกดอากาศที่เกิดจากการปะทุขนาดใหญ่ระดับนี้ อาจส่งผลให้เกิดคลื่นสึนามิได้ โดยทางสำนักงานระบุว่า คลื่นสึนามิอาจเดินทางมาถึงหมู่เกาะอิซุและหมู่เกาะโองาซาวาระในมหาสมุทรแปซิฟิกได้อย่างเร็วที่สุดในเวลาประมาณ 22:30 น. ของวันอังคาร

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขอให้ประชาชนท้องถิ่นติดตามข้อมูลข่าวสารล่าสุดอย่างใกล้ชิดแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nhk

คุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา สมหญิง บัวบุตร อดีต สส.เพื่อไทย คดีทุจริตฮั้วประมูล สร้างสนามฟุตซอล 12 แห่ง 45 ล้าน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 17:09 น.

องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ศาลฎีกา พิพากษาจำคุก สมหญิง บัวบุตร อดีต สส.เพื่อไทย 3 ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญา พร้อมข้าราชการในพื้นที่ ทุจริตฮั้วประมูล สร้างสนามฟุตซอล 12 แห่ง 45 ล้าน แผ่นยางวัสดุอุปกรณ์คุณภาพต่ำ ใช้ปูพื้นสนามกลางแจ้งไม่ได้

26 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.อธ 2/2567 หมายเลขแดงที่ อม.อธ. 4/2569 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ฟ้อง นางสมหญิง บัวบุตร อดีตสส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย (พท.) จำเลยที่ 1 นายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) 3.นายอดุลย์ กองทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ 4.ห้างหุ้นส่วนจำกัด จี โอ โอ ดี 5.นายอนุชา หรือนนทชิต วงศ์มณีรัตน์ 6.บริษัท ที วี เอ็น เทคโนโลยี จำกัด 7.น.ส.พรเพ็ญ ภิรมย์กิจ 8.บริษัท วาย อีอี จำกัด 9.นายยี พณิชยา 10.บริษัท สปอร์ต แอนด์ เกม จำกัด 11.น.ส.เบญจพันธ์ บุญบงการ และ 12.นายพิพัฒน์ กาลพัฒน์ เป็นจำเลยที่ 1-12 ราย

กรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1, 2, 4, 5 และ 8 ถึง 12 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงวันที่ 5 ก.ย.2567 ซึ่งองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ รับอุทธรณ์วันที่ 9 มิ.ย.2568 และต่อมาจำเลยที่ 8 ถึง 11 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลมีคำสั่งอนุญาต
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ของศาลฎีกามีคำพิพากษาโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)เข้าไปกำหนดรายชื่อโรงเรียนในเขตพื้นที่เลือกตั้งของตนให้ได้รับงบประมาณจำนวน 45 ล้านบาท อันเป็นการกระทำโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้สส.มีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงเป็นความผิดตามพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 อีกบทหนึ่ง

ส่วนจำเลยที่ 2 กำหนดรายชื่อโรงเรียนตามความต้องการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองเพื่อให้สามารถนำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 จำนวน 45,000,000 บาท ไปลงในพื้นที่เลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ในขณะที่เพิ่งเกิดอุทกภัยใหญ่ในประเทศ เพื่อให้ก่อสร้างสนามฟุตซอลเท่านั้น ทำให้โรงเรียน 12 แห่ง ไม่สามารถนำงบประมาณไปใช้ก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียน อาคารประกอบและสิ่งก่อสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมและที่ประสบอุบัติภัยตามความขาดแคลนที่แท้จริงได้

จำเลยที่ 3 ซึ่งมีอำนาจในการจัดสรรและอนุมัติงบประมาณ ได้กำหนดแบบประมาณการราคาวัสดุที่มีสินค้าของจำเลยที่ 9 – 11 แล้วให้ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้งบประมาณลงชื่อต่อๆ กัน โดยมีเจตนาให้โรงเรียนที่ได้รับงบประมาณนำไปกำหนดใน TOR ของแต่ละโรงเรียนให้มีแผ่นยางสังเคราะห์ EVA ของจำเลยที่ 10 และไม่ได้มีคำสั่งให้โรงเรียนทั้ง 12 แห่ง ดำเนินการสืบราคามาตรฐาน ราคาตามท้องตลาด หรือราคาที่มีการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหลังสุดภายในกำหนดเวลา 2 ปี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ทั้งที่สำนักตรวจเงินแผ่นดิน จ.อำนาจเจริญมีข้อทักท้วงมาแล้ว ต่อมาเมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักตรวจสอบพิเศษ ภาค 5 ตรวจสอบแล้วพบว่า โรงเรียนต่างๆ กำหนดราคาแผ่นยางสังเคราะห์ EVA ขึ้นเอง โดยมีราคาเกินไปกว่าราคาท้องตลาดรวมประมาณ 24ล้านบาท ทั้งแผ่นยางไม่สามารถใช้กับสนามฟุตซอลกลางแจ้งได้ นอกจากนี้แบบประมาณการราคาวัสดุดังกล่าวมีการกำหนดรายชื่อหนังสือที่จำเลยที่ 9 – 11 เพิ่งจัดพิมพ์ขึ้น ซึ่งหนังสือดังกล่าวสามารถใช้งบดำเนินการในการจัดซื้อได้ แต่จำเลยที่ 3 กลับกำหนดให้มีหนังสือของจำเลยที่ 9 – 11 ถึง 6 รายการ ในการก่อสร้างสนามฟุตซอลซึ่งใช้งบลงทุนในการจัดซื้อจัดจ้าง จึงมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ และกีดกันบุคคลอื่นไม่ให้เข้าสู้ราคาได้โดยง่ายหรือที่เรียกกันว่า ล็อกสเปก ด้วยมีเจตนาไม่ให้มีการแข่งขันเสนอราคาอย่างเป็นธรรม

สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 เมื่อปรากฏว่าการจัดซื้อจัดจ้างที่ศาลฟังว่ามีการกระทำความผิดมีสินค้าของจำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 รวมถึง 7 รายการ เพื่อไม่ให้การได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากแบบประมาณการราคาวัสดุ จำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 จึงทำหนังสือแต่งตั้งให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของตนมีลักษณะเป็นการอำพรางเพื่อไม่ให้ตรวจสอบพบจำเลยที่ 9 – 11 ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าตามที่กำหนดใน TOR ในการประกวดราคา จำเลยที่ 5 ได้ว่าจ้างน้องสาวของจำเลยที่ 12 ให้ไปยื่นเอกสารประกวดราคาโดยตกลงจ่ายค่าจ้างในการยื่นซองโรงเรียนละ 2,000 บาท จากนั้นให้ผู้รับมอบอำนาจพร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนเป็นผู้ดำเนินการยื่นเอกสารประกวดราคาตามรายชื่อโรงเรียนและเวลาที่จำเลยที่ 5 กำหนด

ทั้งนี้ จำเลยที่ 9 -11 ยังว่าจ้างบุคคลในการซื้อซองประกวดราคา โดยมีการระบุรายชื่อโรงเรียน รายชื่อครูและหมายเลขโทรศัพท์มอบให้เพื่อใช้ในการติดต่อ เมื่อซื้อซองประกวดราคาได้แล้วให้นำไปส่งให้แก่จำเลยที่ 8 และที่ 11 ที่บ้านที่กรุงเทพมหานคร และให้ไปทำการเสนอราคาแข่งขัน โดยในการเสนอราคาจะได้รับการสั่งการจากจำเลยที่ 9 และที่ 11 ไว้แล้วว่าราคาสุดท้ายจะเป็นราคาเท่าไหร่ พฤติการณ์เป็นการตกลงว่าจ้างบุคคลให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนและร่วมกันเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ อันมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจตามปกติ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงมีความผิดตามพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4

จำเลยที่ 12 เป็นผู้ชี้แจงการจัดซื้อจัดจ้างสนามฟุตซอลกลางแจ้งในงบประมาณ 45ล้านบาท ที่ร้านต้นอ้อลาบเป็ดแก่ผอ.โรงเรียนที่ได้รับงบประมาณตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมีหนังสือแจ้งจัดสรรงบประมาณไปยังจำเลยที่ 3 โดยประสานงานกับผู้ให้บริการตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ไว้ด้วยว่าได้ประสานงานกับโรงเรียนไว้เรียบร้อยแล้วให้ไปติดต่อได้เลย ในวันที่ชี้แจงมีการแจกแผ่นซีดีที่มีรายละเอียดในเรื่องการกำหนดราคาค่าก่อสร้างสนามฟุตซอลสูงกว่าราคาท้องตลาด

ต่อมาจำเลยที่ 3 และโรงเรียนทั้ง 12 แห่ง นำข้อมูลตามแผ่นซีดีที่จำเลยที่ 12 แจกไปกำหนดใน TOR ของแต่ละโรงเรียน อีกทั้งข้อมูลของจำเลยที่ 12 ได้รับการรับรองซ้ำโดยจำเลยที่ 3 นำมาทำแบบประมาณการราคาวัสดุรวมทั้งใช้อำนาจของจำเลยที่ 3 อนุมัติรายการให้ตรงกับที่ได้รับข้อมูลมาจากจำเลยที่ 12 เป็นผลให้คณะกรรมการชุดต่างๆ ของโรงเรียนไม่ได้ทำตามระเบียบขั้นตอนของทางราชการ ข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงมาถึงจำเลยที่ 12 คือแผ่นซีดีที่สอดคล้องกับแบบประมาณการราคาวัสดุที่จำเลยที่ 3 ทำขึ้นเป็นเอกสารราชการฉบับลงวันที่ 24 พ.ค. 2555 และ TOR ของแต่ละโรงเรียนซึ่งมีคุณลักษณะตรงกับสินค้าของจำเลยที่ 9 ถึง 11 และตรงกับแผ่นซีดีที่จำเลยที่ 12 แจกถึง 7 รายการ การกระทำของจำเลยที่ 12 จึงเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 3 ในการกระทำความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 12 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 3 ตาม พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ให้จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ หากจำเลยที่ 3 ไม่ร่วมมือด้วยการทุจริตคดีนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ และเมื่อเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก

เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 12 ตามพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 12 มีบทบาทสำคัญดำเนินการให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 12 แห่ง ใช้ร่างขอบเขตงาน (TOR) โดยมิชอบ เป็นเหตุให้มีการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก

สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุก 3 ปี 4 เดือน, จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี, จำเลยที่ 5 ที่ 9 ที่ 11 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน, จำเลยที่ 12 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก, จำเลยที่ 7 จำคุก 1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี, ลงโทษปรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 10 คนละ 14,978,333.33 บาท

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ถือเป็นที่ยุติแค่นี้แล้วคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่อาจดำเนินการใดๆ ได้อีก โดยจำเลยที่ศาลสั่งจำคุกไม่รอลงอาญา ก็ถูกนำตัวไปคุมขังตามคำพิพากษา

ศาลฎีกา,สมหญิงบัวบุตร,อดีตสสเพื่อไทย,ทุจริต,ฮั้วประมูล,สนามฟุตซอล,

แม่ทัพภาคที่ 2 เยือนลาว กระชับความร่วมมือความมั่นคงชายแดนไทย–ลาว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 17:06 น.

แม่ทัพภาคที่ 2 เยือนลาว กระชับความร่วมมือความมั่นคงชายแดนไทย–ลาว แลกเปลี่ยนข้อมูลรับมือยาเสพติด-สแกมเมอร์-ลักลอบเข้าเมือง สองฝ่ายเดินหน้าสร้างชายแดนสงบ มั่นคง และยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่ นครหลวงเวียงจันทน์ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.มงคล หอทอง ผู้บัญชาการกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี และหัวหน้าชุดประสานงานประจำพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว รวมทั้งหน่วยงานความมั่นคงฝ่ายไทย เดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่กระทรวงป้องกันประเทศ นครหลวงเวียงจันทน์ เพื่อพบปะและพัฒนาความสัมพันธ์กับฝ่ายทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคงของลาว

ในการเยือนครั้งนี้ คณะฝ่ายไทยได้เข้าเยี่ยมคำนับและหารืออย่างเป็นทางการกับ พลตรี วันทอง บุดตะวง รองหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการ กองทัพประชาชนลาว และหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและหารือแนวทางแก้ไขปัญหาความมั่นคงตามแนวชายแดนไทย–ลาว รวมถึงภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของทั้งสองประเทศ

ประเด็นสำคัญที่มีการหารือครอบคลุมปัญหายาเสพติด การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สินค้าหนีภาษี การกระทำผิดกฎหมายตามแนวชายแดน ตลอดจนปัญหามิจฉาชีพและแก๊งสแกมเมอร์ โดยมุ่งประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การพบปะดังกล่าวยังเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำหน่วยทหารและชุดประสานงานของไทยและลาว ให้มีความคุ้นเคยและใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์หรือปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนได้อย่างทันท่วงที

พล.ต.วันทอง บุดตะวง ได้ให้การต้อนรับคณะฝ่ายไทยอย่างสมเกียรติ พร้อมกล่าวชื่นชมความร่วมมือระหว่างสองประเทศในการแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมถึงการสกัดกั้นการลักลอบกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดนไทย–ลาวตลอดแนวลำน้ำโขง

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสานต่อและส่งเสริมความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาชายแดน พร้อมขยายความร่วมมือในทุกมิติ โดยจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนและหารือระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงยกระดับความร่วมมือในประเด็นสำคัญ เพื่อเสริมสร้างมิตรภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพและประชาชนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

สส.ชายแดนใต้ ผนึกกำลัง ยื่น 2 กมธ.สภาฯ เร่งติดตามเหตุความไม่สงบ จี้ตรวจสอบเคสเฮลิคอปเตอร์ยิง ปชช.

26 สิงหาคม 2569 เวลา 16:26 น.

“สส.ชายแดนใต้”ผนึกกำลัง ยื่น”2 กมธ.สภาฯ” เร่งติดตามเหตุความไม่สงบ จี้ตรวจสอบเคส”เฮลิคอปเตอร์”ยิง ปชช. ด้าน”กมธ.ความมั่นคงฯ”นัดประชุมพิเศษ 27 ส.ค.นี้ เรียก 6 หน่วยงานแจงสถานการณ์ ขณะที่”กมธ.กระจายอำนาจฯ”เตรียมสอบข้อเท็จจริง-ความเสียหาย

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา สส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำโดย นายซาการียา สะอิ สส.นราธิวาส พรรคภูมิใจไทย ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่นและการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางรับมือสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่

นายซาการียา ในฐานะตัวแทน สส.ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า จากสถานการณ์เมื่อวันที่ 22-24 ส.ค. เกิดเหตุความไม่สงบหลายรูปแบบและหลายพื้นที่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส รวมถึงจังหวัดสงขลา ทำให้ได้รับความเสียหายสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบในมิติความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต และสาธารณูปโภคของประชาชนโดยตรง

นายซาการียา กล่าวว่า ในนาม สส.ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ในพื้นที่และไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะการระเบิดเสาไฟฟ้า การทำลายทรัพย์สินทางราชการ การเผาทำลายอาคารสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง รวมถึงรถขยะ รถดับเพลิง และยานพาหนะที่จำเป็นในการใช้งาน ตลอดจนการระเบิดและเผาทำลายร้านสะดวกซื้อของเอกชน ทำให้ประชาชนเกิดความกังวลในสถานการณ์ดังกล่าว

จากนั้น สส.ในพื้นที่ ได้หารือและทำหนังสือถึง กมธ. 2 คณะ ได้แก่ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ และ กมธ.การกระจายอำนาจฯ โดยขอให้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงสถานการณ์และแนวทางป้องกัน รวมถึงขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเฮลิคอปเตอร์ยิงชาวบ้านในตำบลช้างเผือก อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส และตรวจสอบสถานการณ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการบริการประชาชน

ด้าน นายมณเฑียร สงฆ์ประชา สส.ชัยนาท พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธาน กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ กล่าวว่า ได้มารับหนังสือจาก สส.ที่อยู่ในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้ กมธ.เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสอบถามและหาข้อมูล โดยวันที่ 27 ส.ค.ได้นัดประชุมพิเศษในเรื่องนี้ และเชิญ 6 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงเข้าร่วม รวมถึงสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจภูธรภาค 9

นายมณเฑียร กล่าวว่า ใน กมธ.ไม่มีพรรคการเมือง และจะร่วมมือกันทำงานเพื่อประเทศชาติและพี่น้องประชาชน โดยมีพรรคประชาชาติ พรรคกล้าธรรม พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชนมาร่วมทำงาน พร้อมเชิญชวนให้ร่วมกันหาข้อมูล เพราะไม่มีใครรู้พื้นที่ได้ดีกว่าคนในพื้นที่ หลังจากได้ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วจะมีการแถลงให้ทราบอีกครั้ง

นายคงกฤษ ฉัตรมาลีรัตน์ สส.ระนอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ.การกระจายอำนาจฯ กล่าวว่า ได้รับเรื่องจากนายซาการียาแล้ว และจะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการสอบข้อเท็จจริง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่เบี่ยงเบนจากการก่อความไม่สงบ โดยจากส่วนราชการอื่นกลับมาเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชนและเป็นผู้บริหารท้องถิ่น

นายคงกฤษ กล่าวว่า จะรับเรื่องไปพร้อมกับกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ เพื่อทำงานร่วมกัน มีข้อมูลและบูรณาการร่วมกัน โดยจะนำเรื่องของ สส.สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกพรรคการเมืองมาพิจารณาให้เร็วที่สุด เพื่อสอบข้อเท็จจริงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยจะเร่งนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมภายในเดือนนี้

ส่วน นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นที่ทราบกันดี และวันนี้เป็นที่น่ายินดีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมือง ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในเขตพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้ง 13 เขตเลือกตั้ง พร้อม สส.บัญชีรายชื่ออีก 1 คน ได้มายืนแถลงและแสดงจุดยืนต่อเหตุการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าทุกคนในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติไม่นิ่งดูดายและต้องการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 20 กว่าปี

นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า งบประมาณคงไม่ใช่ปัญหา เพราะหลายรัฐบาลได้จัดงบประมาณเพื่อแก้ปัญหา แต่สำคัญที่สุดคือต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับฟังฝ่ายนิติบัญญัติและเสียงของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเมื่อมีความคิดเห็นที่แตกต่างกับหน่วยงานที่ทำงานในพื้นที่ ไม่ควรถูกผลักให้อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งต้องการให้ฝ่ายความมั่นคงที่ดูแลพื้นที่และฝ่ายนิติบัญญัติมาทำงานร่วมกันและแลกเปลี่ยนข้อมูล โดยที่ผ่านมา กมธ.หลายคณะได้ลงพื้นที่และรับฟังความคิดเห็น ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ดี และ สส.ทั้ง 13 เขตและ 1 บัญชีรายชื่อ ต้องการเห็นสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความสงบ พร้อมขอให้ประชาชนในพื้นที่อื่นเข้าใจพี่น้องในพื้นที่ และใช้ความระมัดระวังในการรับฟังและบริโภคสื่อ ไม่ให้ร้ายหรือผลักคนในพื้นที่ไปอยู่ที่อื่น เพราะคนในพื้นที่เกิดที่นั่นและต้องการอยู่ที่นั่นตลอดไป บนพื้นฐานที่ช่วยกันเพื่อความสงบเรียบร้อยของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ชายแดนภาคใต้,ความไม่สงบ,ไฟใต้,รัฐสภา,

แต่งตั้งตำรวจเป็นธรรม บิ๊กนา ชี้เก้าอี้มีจำกัด ทำถูกใจทุกคนไม่ได้ แต่คนเหมาะสมได้พิจารณาแน่นอน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:47 น.

“บิ๊กนา”ยืนยัน แต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ พิจารณารอบคอบ ยึดความเหมาะสม-ความสามารถและหลักเกณฑ์ ชี้ตำแหน่งมีจำกัด ย่อมไม่ถูกใจทุกคน แต่คนเหมาะสมได้พิจารณาแน่นอน

26 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร.กล่าวถึงการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ระดับ ผช.ผบ.ตร. – ผบก.วาระประจำปี 2569 โดยยืนยันว่า ดำเนินการด้วยความเป็นธรรมและพยายามทำให้ดีที่สุด โดยการพิจารณาใช้เวลานานถึง 14 ชั่วโมง พร้อมย้ำว่า คณะกรรมการกลั่นกรองการแต่งตั้งฯ พยายามพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและความสมดุลมากที่สุด

รอง ผบ.ตร.ระบุว่า ตำแหน่งที่มีอยู่มีจำนวนจำกัด จึงอาจไม่สามารถทำให้ทุกคนพอใจได้ทั้งหมด แต่ยืนยันว่าจะพิจารณาจากความเหมาะสม ความรู้ความสามารถ และหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยผู้ที่มีคุณสมบัติและมีความเหมาะสมจะได้รับการพิจารณาอย่างแน่นอน

“เรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ยืนยันว่าทำด้วยความเป็นธรรมที่สุด ทุกอย่างอาจไม่สามารถทำให้ถูกใจทุกคนได้ แต่พยายามทำให้ดีที่สุด คณะกรรมการพยายามพิจารณาให้เกิดความสมดุล เพราะตำแหน่งมีจำนวนจำกัด แต่ยืนยันว่าคนที่มีความเหมาะสมจะได้รับการพิจารณาอย่างแน่นอน”

สำหรับการแต่งตั้งนายตำรวจระดับนายพลในวาระประจำปี 2569 ขณะนี้มีตำแหน่งว่างรวม 163 ตำแหน่ง แบ่งเป็น รอง ผบ.ตร. 3 ตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. 6 ตำแหน่ง ผบช. 19 ตำแหน่ง รอง ผบช. 41 ตำแหน่ง และ ผบก. 94 ตำแหน่ง โดยคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ที่มี ผบ.ตร.เป็นประธาน ได้ประชุมพิจารณาไปแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา

ธนาชูวงศ์,บิ๊กนา,รองผบตร,แต่งตั้ง,โยกย้าย,ตำรวจ,

ดีเอสไอ โต้ฟ้องปิดปากกลุ่มบุคคลปล่อยหลักฐานคดีฮั้วสว. สั่งตั้งกรรมการตรวจสอบต้นตอ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:32 น.

อธิบดีDSI โต้ฟ้องปิดปากกลุ่มปล่อยรั่วหลักฐาน’คดีฮั้ว สว.’สู่สาธารณะ แจงตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ภายในหน่วยงานแล้ว เพื่อตรวจสอบหาต้นตอที่มาเอกสารหลุด หลังรมว.ยุติธรรม เปรยอาจเกี่ยวข้องกับกองคดีฟอกเงินฯ

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงกรณีเมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายของดีเอสไอเข้าร้องทุกข์แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบังคับการปราบปราม ตามฐานความผิดเกี่ยวกับการเปิดเผยความลับภายในเอกสารราชการ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 มาตรา 323 และมาตรา 164 พร้อมแจ้งรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มคณะบุคคลที่มีการนำเอาเนื้อหาข้อมูลเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ เกี่ยวกับคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และฮั้ว สว. นำมาเผยแพร่สู่สาธารณะ ว่า

ล่าสุดตนได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว เพื่อดูต้นตอที่มาการหลุดของเอกสารข้อมูลหลักฐานทางคดีว่าไปสู่สาธารณะได้อย่างไร รวมถึงกรณีที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติ ธรรมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความเกี่ยวข้องกับกองคดีการฟอกเงินทางอาญาเช่นเดียวกัน ซึ่งการตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่างๆ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปากแต่อย่างใด เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา เนื่องจากพยานเอกสารมันหลุดออกไปเช่นนั้น ก็ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง

DSIกระทรวงยุติธรรมฮั้ว สว.

กองทัพไทย เสนอโมเดล ระบบเฝ้าตรวจชายแดนอัตโนมัติ พื้นที่ กกล.บูรพา-กปช.จต. ทำ หอตรวจการณ์-เสาตรวจการณ์ วางตลอดแนว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:19 น.

“กองทัพไทย”เสนอโมเดล “ระบบเฝ้าตรวจชายแดนอัตโนมัติ” พื้นที่”กกล.บูรพา-กปช.จต.”ทำ”หอตรวจการณ์-เสาตรวจการณ์”วางตลอดแนว ติดตั้งกล้อง-วางไฟเบอร์ออฟติกส์ เผยคืบหน้าต่อเนื่องสร้าง”ถนนตรวจการณ์-รั้วชายแดน”ระยะที่ 2 ภายใต้”กองทุนหทัยทิพย์”

26 สิงหาคม 2569 พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย แถลงข่าวภายหลัง พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมกองบัญชาการกองทัพไทย ถึงความคืบหน้าการก่อสร้างถนนตรวจการณ์และรั้วชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ภายใต้กองทุนหทัยทิพย์ ว่า โครงการก่อสร้างถนนตรวจการณ์ ระยะที่ 2 หลักเขตที่ 52-59 ระยะทาง 8,380 กิโลเมตร

ความคืบหน้าล่าสุดได้ก่อสร้างถนน บริเวณหลักเขตแดนที่ 54-55 ระยะทาง 3.45 กิโลเมตร คืบหน้า 2.6 กิโลเมตร ขาดอยู่ 250 เมตร

ส่วนโครงการรั้วชายแดน ระยะที่ 2 จากหลักเขต 54-55 ระยะทาง 3.450 กิโลเมตร อยู่ระหว่างทำตอหม้อ เสา คืบหน้า 1.5 กิโลเมตร และ อยู่ระหว่างทำคานคอดิน ระยะทาง 460 เมตร

นอกจากนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย ยังได้เสนอแนวคิด “ระบบเฝ้าตรวจชายแดนอัตโนมัติ” ใน 2 พื้นที่ คือ กองกำลังบูรพา จ.สระแก้ว และ กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ในพื้นที่ที่ไม่สามารถสร้างรั้วชายแดนได้ ที่เป็นลำคลองหรือสันเขา ว่า จะเป็นเสาสัญญาณ กล้องวงจรปิด ใช้ถ่ายทอดเข้ามา

พื้นที่ จ.จันทบุรี เป็นพื้นที่ราบ สามารถสร้าง “หอตรวจการณ์” ให้กำลังพลขึ้นไปตรวจการณ์ได้ มีถนนตรวจการณ์ แต่พื้นที่ จ.สระแก้ว ที่เป็นป่ารกทึบ และมีแนวคลอง จึงเสนอเป็น “เสาสัญญาณ” ซึ่งทั้งคู่จะวางเป็นแนว เว้นระยะ 400 เมตร และมีกอง บก.ควบคุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “หอตรวจการณ์” จะมีความสูง 20 เมตร ส่วน “เสาสัญญาณ” จะสูง 6 เมตร มีการติดตั้งกล้อง 3 ตัว ส่วนบริเวณแนวเส้นปฏิบัติการ-เส้นเขตแดน จะมีไฟเบอร์ออฟติกส์ (Fiber Optic) ไว้ตรวจจับความเคลื่อนไหว

กองทัพไทย,รั้วชายแดน,ชายแดน,กองกำลังบูรพา,กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด,

กห.-กองทัพไทย ร่วมแจง เรืออับราฮัมลินคอล์นสหรัฐ แวะพักไทย ไร้ปัญหาอิหร่าน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:13 น.

“กห.-กองทัพไทย” ร่วมแจง เรืออับราฮัมลินคอล์นสหรัฐ แวะพักไทย ไร้ปัญหาอิหร่าน ไม่ได้แวะเติมกระสุน แต่พักผ่อน 2-6 ก.ย.หลังกำลังพลเครียด ก่อนกลับสหรัฐ เหตุ ไทยติดท็อปเท็นท่องเที่ยว พร้อมรับทุกประเทศเท่าเทียมกัน จีน-รัสเซีย

26 สิงหาคม พ.ศ.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกลาโหม ชี้แจงกรณี เรือ USS Abraham Lincoln จะแวะพักที่ประเทศไทยว่า การเยือนของเรือสหรัฐไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฝึกหรือปฏิบัติการร่วมกับกองทัพเรือไทย ซึ่งเป็นภารกิจฟื้นฟูกําลังพลที่ปฏิบัติภารกิจตะวันออกกลาง มาพักผ่อนผ่อนคลาย หลังเสร็จภารกิจตะวันออกกลาง เป็นเวลา250 วัน ทําให้กําลังพลซึ่งทางสหรัฐระบุว่า มีความเครียดในระดับหนึ่ง การอยู่บนเรือตลอด 250 วัน เพราะฉะนั้นแวะพักที่ประเทศไทย 2-6 ก.ย.69 ให้กำลังพลได้ขึ้นฝั่งและผ่อนคลาย

พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศการท่องเที่ยวติดท็อปของโลก การที่เรือขนาดใหญ่ของแวะมาพัก และเห็นความสําคัญเรื่องการใช้ประโยชน์ของประเทศไทย ก่อนเดินทางกลับฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกา

พล.ร.ต.สุรสันต์ ย้ำว่า ไม่เป็นไปตามที่สื่อออนไลน์ ตั้งข้อสังเกตว่ามีการปฏิบัติการร่วม ดังนั้นขอปฏิเสธไม่มีการ ปฏิบัติการร่วมใด ๆ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบข้อตกลงระหว่างไทยและสหรัฐ ซึ่งมีผลประโยชน์กันแล้ว และกรณีเช่นนี้ ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาจะมีเรือของสหรัฐมาแวะพักผ่อน ที่เมืองไทยอยู่หลายครั้ง

เมื่อถามว่า ต้องดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ พิเศษหรือไม่ พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า เป็นรูปแบบเดียวกันกับการฝึกคอบราโกลด์ เวลามีกําลังพลต่างประเทศสหรัฐเข้ามาก็จะมีการจัดทำรายละเอียดให้รับทราบระเบียบกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่ได้หมายความว่า ให้กําลังพลสหรัฐทําอะไรก็ได้ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ และเป็นสิ่งที่สหรัฐเขายืนยันและสร้างกำชับกําลังพลของเขาเช่นกัน ส่วนประเทศไทยจะมีเจ้าหน้าที่ ตํารวจ สารวัตรทหาร(สห.)คอยกํากับดูแล ร่วมกับ สห.สหรัฐส่งมาดูแลกำลังพลตัวเอง

เมื่อถามว่า เรือดังกล่าว ปฏิบัติภารกิจตะวันออกกลางและมาแวะพักที่ประเทศไทยจะทําให้เกิดปัญหากับอิหร่านหรือไม่ พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นประเด็นที่ผูกพันกัน การดําเนินการเป็นไปตามระเบียบที่มีข้อตกลงกันระหว่างไทยกับสหรัฐ ไม่ใช่ปฏิบัติภารกิจที่เกี่ยวกับตะวันออกกลาง

ขณะ พล.ต.วิธัย ลายถมยา โฆษก กองทัพไทย กล่าวย้ําว่า เราไม่ได้ให้การสนับสนุนกระสุนหรืออะไรต่าง ๆที่บ้านเราเพราะเป็นเรื่องอันตราย แต่เป็นการฟื้นฟูกําลังพล นอกจากนี้ กองทัพเรือ ย้ำว่า การขอเข้าจอดเรือ เราตอบรับทุกประเภท เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย ยินดีที่จะให้ความร่วมมือทุกประเทศ ไม่มีประเทศไหนได้อะไรเป็นพิเศษมากกว่าอีกประเทศอื่น

กองทัพไทยสหรัฐอิหร่านเรืออับราฮัมลินคอล์น