‘น้าเดช’ย้อนเหตุผล? ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่อง คุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด

'น้าเดช'ย้อนเหตุผล? ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่อง คุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด

‘น้าเดช’ย้อนเหตุผล? ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่อง คุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.27 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทำไมคนไทยไม่เชื่อเรื่องคุณภาพน้ำมัน ที่รัฐบาลออกมาพูด

ผมพูดในฐานะคนที่ถูกเรียกตัวไปรณรงค์ทุกครั้ง เมื่อรัฐบาลต้องการบอกประชาชนเรื่องพลังงาน

ย้อนไปสักสามสิบปีที่แล้ว ครั้งที่ ไอทีวี เพิ่งจะเริ่มเปิดสถานี ตอนนั้นรัฐบาลต้องการรณรงค์ให้คนไทยหันมาใช้ “น้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว” ที่คนใช้รถกลัวอาการ “บ่าวาล์วทรุด”

นั่นคืองานแรกที่ “ภาครัฐ” เรียกตัวผมออกไปยืนแถวหน้าเพื่อพูดว่า “ใช้เถอะครับไม่มีปัญหา แต่จะช่วยให้อากาศบริสุทธิ์มากขึ้นครับ” นั่นคือสามสิบปีที่แล้วมา

ต่อมาอีกไม่นาน รัฐบาลก็ต้องการให้คนใช้รถยนต์ เติมน้ำมันให้ถูกต้อง ไม่เติมน้ำมันที่ “แพงเกินความจำเป็น” ซึ่งจะทำให้เงินไหลออกนอกประเทศมากเกินไป จึงเกิดโครงการ “ขับ ๙๑ เติม ๙๑” ขึ้นมา

ผมก็ถูกเรียกตัวไปยืนแถวหน้า เพื่ออธิบายว่า ๙๑ คืออะไร ๙๕ คืออะไร แถมตอนนั้นมีบางยี่ห้อ ขาย ๙๓ และ ๙๗ อยู่ด้วย ผมจึงเสือกไปขวางทางตีนบริษัทน้ำมันพอสมควร เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ดันเอาส้นตีนมาแขวนคอ นั่นก็ใกล้ๆสามสิบปีมาแล้ว

ต่อมาเมื่อมี แก๊สโซฮอลเกิดขึ้น “ก็กูอีกนี่แหละ” ที่ต้องออกไปบอกว่า เอธานอลคืออะไร แก๊สโซฮอลคืออะไร ถึงขนาดเปิดห้องจัดเลี้ยงโรงแรม เดินสายอธิบายกันทั่วประเทศ

เรื่องแก๊สโซฮอลนี่ ลุยมาตั้งแต่ อี ๑๐ หรือแก๊สโซฮอล จนถึง อี ๒๐ และ อี ๘๕ โดนด่าระงมประเทศมาตลอด

จากแก๊สโซฮอล มาถึง ไบโอดีเซล งานนี้ก็เล่นเอางานงอก หูดับชาไปจนแทบจะเป็นหูหนวก

มาหนักสุดตอนน้ำมันแพง บาเรลล์ละราวหนึ่งร้อยสี่สิบดอลล่าร์ ตอนนั้นเดินสายพูดเรื่อง แอลพีจี และ ซีเอ็นจี เดินสายพูดทุกวันไม่มีวันหยุด พูดไปถูกด่าไป จนลูกคนเล็กที่เรียนอยู่ต่างประเทศ ส่งอีเมล์มาบอกว่า “มีคนด่าพ่อเยอะเลย”

สิ่งที่ผมบอกมานั้น ถ้ามีรัฐบาลไหน รัฐมนตรีคนไหนอยู่ในช่วงเวลานั้น ปลัดกระทรวงคนไหน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานคนไหนอยู่ในตำแหน่งตอนนั้น จะออกมาบอกว่า “มึงไม่เกี่ยว” ช่วยออกมาบอกด้วยก็แล้วกัน

ผมทำมาตลอด โดยที่ได้แต่กล่องเป็นส่วนใหญ่ เป็นกล่องสุ่ม คือชมบ้างด่าบ้าง ได้เงินน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่เสียไป

สิ่งที่ทำให้คนใช้รถไม่เชื่อมั่นในคำพูดของรัฐบาลก็คือ ( หมายถึงทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่เจาะจงว่ารัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง ) ความชักว่าวของนโยบาย

การเอาน้ำมันเชื้อเพลิง ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง กล่าวคือพอปาล์มราคาตก ก็รณรงค์ ( คือ เอากูนี่ละไปตากหน้า ) ให้ใช้ไบโอดีเซลในสัดส่วนเยอะๆ จากบี ๕ เป็น บี ๗ ขยับไปเป็น บี ๑๐ แล้วก็ไปถึง บี ๒๐

พอน้ำมันปาล์มแพง น้ำมันปาล์มบรรจุขวดทำอาหารแพงขึ้น ตามร้านตามห้างสรรพสินค้า ติดป้าย “ครอบครัวละไม่เกิน ๒ ขวด” ภาครัฐก็ชักรอกลงมา เหลือ บี ๗ บ้าง บี ๕ บ้าง ยกเลิก บี ๒๐ ไปบ้าง

แก๊สโซฮอลก็ไม่ต่างกัน พอราคาต่างประเทศสูงขึ้น คนที่กลั่นเอธานอลได้ ก็อยากส่งออก ส่วนผสมเอธานอลสูงๆเช่น อี ๘๕ ก็ขลุกขลัก จนต้องยกเลิก พอราคาเอธานอลในตลาดโลกลดลง ก็มาเพิ่มมารณรงค์ มาชักชวนให้ผู้ผลิตรถยนต์ ทำเครื่องยนต์รองรับเอธานอลสูงๆขึ้นมา แล้วอยู่ๆก็ยกเลิก เอธานอล ๘๕ ออกไป

การชักเข้าชักออกอย่างที่ว่ามา จึงทำให้คนใช้รถสับสน ไม่รู้ว่าที่ชวนให้ใช้ กับที่ยกเลิกไปนั้น มันดีหรือเลวอย่างไร

สิ่งสำคัญก็คือข้าพเจ้า หรือกูนี่ละ พอถึงเวลาอยากเชิญชวน ก็มาขอร้อง มาบอกว่ากูต้องทำเพื่อประเทศชาติ แต่ไม่เคยสนับสนุนอะไรกู พออยากเลิก กูก็ถูกทอดทิ้ง รายได้ค่าโฆษณาจากบริษัทน้ำมัน ที่เคยได้ตามปรกติของธุรกิจ พอไปขวางทางเขาเข้า เขาก็ถอดออก เงินรายได้กูก็หาย ภาครัฐที่มาขอร้องกู ก็ไม่เคยคิดจะช่วยจริงจังและถาวร

เอากันจริงๆ แม้แต่บริษัทน้ำมันที่รัฐกำกับดูแล ก็ทิ้งๆขว้างๆ ทำเหมือนกับกูต้องไปงอนง้อ อยากใช้ก็ให้ผู้ใหญ่โทรมา เลิกใช้ก็ทำเหมือนคนแปลกหน้าไม่รู้จักกัน

วันนี้มาเรียกร้องให้ใช้ ไบโอดีเซล บี๒๐ มาเรียกร้องให้ใช้ อี ๘๕ อีกแล้ว คำถามคือ แล้วกระทรวงอุตสาหกรรม ยังจะยืนหยัดที่ ยูโร ๕ ยูโร ๖ ต่อไปอีกหรือไม่ ถ้าใช่ ก็ต้องมาดูกันว่า น้ำมันที่อยากให้ใช้ มันพาไปถึงจุดนั้นจริงหรือ และผู้ผลิตรถยนต์เขาต้องเพิ่มงบประมาณเท่าไหร่ ถ้าอยากสนองตอบนโยบายของรัฐบาลอย่างจริงจัง และเมื่อไหร่จะ “ชักว่าว” อีกครั้ง ครับ ( วะ ) สวัสดี
 

ศุภจี ฟาดไร้สาระ หลังเพจ CSI LA ปูดจบมหา’ลัยห้องแถว

ศุภจี ฟาดไร้สาระ หลังเพจ CSI LA ปูดจบมหา'ลัยห้องแถว

ศุภจี ฟาดไร้สาระ หลังเพจ CSI LA ปูดจบมหา’ลัยห้องแถว

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.56 น.

“ศุภจี”บอกไร้สาระ หลังเพจ CSI LA ขุดประวัติการศึกษา ยันเรียนจริง-จบจริง บอกทำงานขนาดนี้ ผลงานมากมาย

1 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีเพจ CSI LA ออกมาเปิดข้อมูลว่า มหาวิทยาลัยที่นางศุภจี เรียนจบ เป็นมหาวิทยาลัยห้องแถวใน LA ที่ปิดตัวไปตั้งแต่ปี 1991 ว่า ไม่ใช่หรอก คนที่จบจากมหาวิทยาลัยแบบนี้มีมากมาย ในประเทศไทยก็มี และผลิตบุคลากรจำนวนมาก ยืนยันว่าเรียนจริงๆ จบจริงๆ ส่วนเรียนจบมาแล้วมหาวิทยาลัยเขาปิดหรือไม่ปิดไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ช่วงที่เรียนก็มีอยู่จริง และเราก็ทำงานมาขนาดนี้ในบริษัทต่างๆ และมีผลงานมากมาย ไม่ได้คิดว่าเป็นประเด็นอะไร ก่อนที่ยกมือปัด พร้อมกับส่ายหน้าและกล่าวว่า “ไร้สาระมาก”

สส.กทม.พรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจปชช.

สส.กทม.พรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจปชช.

สส.กทม.พรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจปชช.

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

สส.กทม.พรรคประชาชน ยื่นร่างแก้ พ.ร.บ.กทม. ยกเครื่องโครงสร้างบริหาร เพิ่มอำนาจแก้ปัญหาให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่อาคารรัฐสภา สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ร.บ.กทม.) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

โดย นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่า ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ครั้งนี้ จะเป็นการแก้ไขโครงสร้างอำนาจครั้งใหญ่ของ กทม. ในรอบ 40 ปี โดยเฉพาะในการยกระดับการให้บริการสาธารณะของ กทม. ให้มีความรวดเร็ว ครอบคลุม และเบ็ดเสร็จด้วยตัว กทม. เอง แก้ปัญหาเรื้อรังของประชาชนที่ กทม. ยังแก้ไขได้ไม่สำเร็จ รวมถึงเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานคร พัฒนาเทียบเท่ามหานครชั้นนำของโลก โดยหลักการสำคัญของ พ.ร.บ.กทม. มี 6 ประการด้วยกัน คือ

1) บังคับให้หน่วยงานต้องกระจายอำนาจ ถ่ายโอนภารกิจ งบประมาณ บุคลากร และสินทรัพย์ให้ กทม.ตามแผนของคณะกรรมการกระจายอำนาจ

2) ขยายกรอบอำนาจให้ กทม. ในการให้บริการสาธารณะ โดยเปลี่ยนจากระบบ positive list ที่ระบุว่า กทม. สามารถทำอะไรได้ในกฎหมาย เป็นระบบ negative list ที่ระบุเฉพาะสิ่งที่ กทม. ไม่ควรทำ เพราะเป็นหน้าที่รัฐส่วนกลาง อาทิ เงินตรา ศาล ทหาร และการต่างประเทศ โดยอะไรก็ตามที่ไม่ได้เขียนห้ามไว้ในกฎหมาย กทม. จะสามารถทำได้ทั้งหมด

3) เพิ่มรายได้ผ่านการเก็บค่าธรรมเนียมตัวใหม่ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมโรงแรม ค่าธรรมเนียมน้ำเสีย รวมถึงการออกพันธบัตร การร่วมทุน และการตั้งนิติบุคคลต่างๆ

4) ปรับให้การเลือกตั้งมีสองชั้น คือชั้นผู้ว่าราชการ กทม. และ ส.ก. กับชั้นนายกเขตหรือนายกนครและ ส.ข. เพื่อให้เกิดการพัฒนา กทม. ในระดับเขตอย่างเป็นรูปธรรม

5) ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. และ ส.ก. ในวันเดียวกัน เพื่อสะดวกต่อประชาชน เพิ่มจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง และการประหยัดงบประมาณ

6) เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการจัดทำสภาพลเมือง (Townhall) และการให้ประชาชนสามารถเสนอโครงการ งบประมาณ หรือข้อบัญญัติต่างๆ ได้

ด้านนายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าจากปัญหาฝุ่น pm 2.5 ชาว กทม. ต้องเผชิญมาทุกปี โดยมีบางส่วนที่มาจากแหล่งกำเนิดภายใน กทม. เอง ไม่ว่าจะเป็นภาคการขนส่ง โดยเฉพาะรถควันดำ แต่ที่ผ่านมาในช่วงต้นปี 2568 กทม. ตรวจเจอรถที่ทำความผิด 4,284 คัน แต่ปรับได้จริงเพียง 13 คันเท่านั้น 

เพราะปัจจุบัน กทม.มีอำนาจในการควบคุมได้เพียงรถเล็ก แต่รถใหญ่อำนาจอยู่ที่กระทรวงคมนาคมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับอำนาจในการจับกุมผู้กระทำความผิดด้านจราจรซึ่งอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ที่ปัจจุบันโรงงานอุตสาหกรรมต้องขอใบอนุญาตจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม กทม. มีอำนาจเพียงแค่การเข้าไปตรวจสอบสุขลักษณะเท่านั้น หาก กทม. พบการปล่อยมลพิษก็ไม่ได้มีอำนาจในการยึดใบอนุญาตเองได้ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.กมม. เพื่อให้ กทม. มีอำนาจในการจัดการเรื่องเหล่านี้

ขณะที่ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าอีกปัญหาที่เป็นปัญหาในทุกเขตคือปัญหาการจราจร ซึ่งที่ผ่านมาการแก้ปัญหาเป็นไปแบบแต่ละเขตแต่ละ สน. แบบแยกส่วน การแก้ปัญหาเรื่องรถติดไม่สามารถทำได้โดยแต่ละเขตเพียงลำพัง หลายครั้งแต่ละสน. มีนโยบายการกดไฟจราจรที่ต่างกัน อีกทั้งการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจอยู่นอกเหนืออำนาจของกทม.แม้กทม.จะใช้กล้อง CCTV AI ซึ่งตรวจพบการกระทำผิดกฎจราจรจำนวนมาก  แต่กทม.ไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดได้ จึงต้องการโอนย้ายภารกิจของตำรวจจราจรให้ขึ้นตรงกับ กทม. เหมือนมหานครในต่างประเทศที่ตำรวจจราจรขึ้นตรงกับท้องถิ่น เพื่อให้มีการจัดการอย่างเป็นเครือข่ายและเป็นระบบมากขึ้น

ส่วนนายภูริวรรธก์ ใจสำราญ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่า การแก้ไขปัญหาจราจรใน กทม. เกี่ยวพันกับเรื่องระบบขนส่งสาธารณะโดยตรง แต่โครงสร้างทางกฎหมายปัจจุบันทำให้ กทม. ไม่มีอำนาจในการควบคุมสิ่งที่วิ่งอยู่บนถนน พรรคประชาชนจึงเสนอให้มีการปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ กทม. ให้มีอำนาจในการจัดทำบริการสาธารณะ บริหารระบบขนส่งมวลชนและขนส่งสาธารณะ โดยไม่ต้องรอการอนุมัติที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งกรมขนส่งทางบกเป็นผู้ดูแลอยู่ 

กทม. ย่อมรู้ปัญหาดีที่สุด ตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ได้ เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อแบบฟีดเดอร์ไปสู่รถไฟฟ้าได้อย่างไร้รอยต่อ และในอนาคตจะมีการบริหารเพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น ประสานงานระหว่างรถไฟฟ้า รถเมล์ และเรือได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านคณะกรรมการหลายชุดแบบในปัจจุบัน ท้องถิ่นสามารถเริ่มโครงการต่างๆ เช่น รถเมล์ไฟฟ้า หรือระบบหมุนเวียนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ออกแบบเส้นทางใหม่เพื่อแก้ปัญหา รวมไปถึงเส้นทางที่ทับซ้อน และเส้นทางที่ขาดระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกยิ่งขึ้นและจัดเก็บรายได้ให้ กทม. ผ่านค่าธรรมเนียม ซึ่งสามารถนำมาอุดหนุนผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะให้เดินรถในพื้นที่ห่างไกลหรือเส้นทางขาดทุนได้ และในอนาคตเมื่อมี พ.ร.บ.ตั๋วร่วมเข้ามา ก็จะทำให้เกิดการใช้ตั๋วใบเดียวในราคาร่วมกัน เชื่อมโยงค่าโดยสารได้จริง

นายภูริวรรธก์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้พรรคประชาชนยังเสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ซึ่งจะทำให้ กทม. มีสถานะเป็นนายทะเบียน โอนอำนาจในการออกใบอนุญาตขนส่งต่างๆ มาอยู่ที่ กทม. ทำให้คณะคณะกรรมการขนส่งมีอำนาจในการบริหารที่ครอบคลุมและคล่องตัวยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยเสริมให้ พ.ร.บ.กทม. มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคที่เกิดจากระบบราชการได้ดียิ่งขึ้น

ในส่วนของ นายธัญธร ธนินวัฒนาธร สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าปัญหาของ กทม. วันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของโครงสร้างที่ไม่ทัน แต่ยังมีปัญหาที่กระทบกับชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุข หลายคนยังต้องเสียเวลาค่าเดินทางและโอกาสในการรักษา เพียงเพราะต้องต่อคิวรอใบส่งตัว โดยเฉพาะในวันที่ กทม. กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย มีอัตราผู้มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมากขึ้น ซึ่งต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ต้องอาศัยบุคลากรทางสาธารณสุขทุกสาขาร่วมดูแล ต้องมีระบบใกล้บ้านและระบบส่งต่อที่ไม่ทำให้การรักษาสะดุดลง 

กทม. ต้องได้รับการปฏิรูปทั้งระบบสุขภาพ มีบทบาทเป็นแม่ข่ายด้านสุขภาพปฐมภูมิทั้งหมด ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม. ที่กระจายอยู่ทุกเขตและโรงพยาบาลในสังกัดเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในลักษณะแม่ขาย-ลูกข่าย เชื่อมโยงในเรื่องการดูแล การส่งต่อ และการติดตามการรักษา และเชื่อมต่อระบบการเงินการคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้องมีการวางแผนบริการสุขภาพของเมืองอย่างจริงจัง ต้องรู้ว่าพื้นที่ไหนมีผู้สูงอายุมาก พื้นที่ไหนมีผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมาก พื้นที่ไหนขาดเตียง และต้องมีระบบการบริหารติดตามให้ตรงกับความเป็นจริงของในแต่ละพื้นที่

นายธัญธร กล่าวว่า การแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ไม่ใช่เพียงแค่การปลดล็อกอำนาจอย่างเดียว แต่ยังเป็นการกระจายอำนาจและจัดโครงสร้างใหม่ให้ กทม. มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ให้ดูแล้วประชาชนได้ดีขึ้น ตอบสนองปัญหาได้ไวขึ้น และทำให้บริการสาธารณะ โดยเฉพาะบริการสุขภาพเป็นสิ่งที่ประชาชนเข้าถึงได้อย่างแท้จริง

ในส่วนของ น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนและสภาพลเมือง ทุกวันนี้ประชาชนชาว กทม. จำนวนมากมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและงบประมาณได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น กทม. มีงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) แต่ก็มีวงเงินจำกัดที่ 200,000 บาทต่อชุมชน และให้กับชุมชนเท่านั้น ทั้งที่ กทม. มีคนหลากหลาย ทั้งอาศัยในหมู่บ้านจัดสรรและตึกสูง คนทุกกลุ่มควรมีส่วนร่วมต่อการใช้งบประมาณของเมือง

การแก้ไข พ.ร.บ.กทม. ที่พรรคประชาชนเสนอยังต้องการให้มีสิ่งที่เรียกว่าสภาพลเมือง (Townhall) ให้มีการจัดอย่างสม่ำเสมอ และมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำข้อเสนอจากประชาชนมาเป็นนโยบายที่ใช้งานได้จริง สามารถให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น รวมถึงถอดถอนผู้บริหารทางออนไลน์ได้

ทางด้าน นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ระบุว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ผู้ว่าฯ กทม. คนเดียวไม่สามารถดูแลประชาชนทั้ง 6,000,000 คนได้ เพราะโครงสร้างทางกฎหมายไม่ได้โอนถ่ายอำนาจและภารกิจให้ กทม. รับผิดชอบ ทุกครั้งที่มีการร้องเรียนผ่านช่องทางแทรฟฟี่ ฟองดูว์ ก็มักจะมีการโอนเรื่องให้หน่วยงานต่างๆ แต่ไม่สามารถปิดจบการแก้ปัญหาได้

บางเขตของ กทม. มีประชากร 200,000 คน มี ส.ก. ดูแลคนเดียว บางเขตชั้นในมีประชากร 30,000 คน ก็มีส.ก.หนึ่งคนเท่ากัน โดยงบประมาณแต่ละเขตไม่ได้ตามสัดส่วนประชากร  ทำให้การจัดการไม่มีประสิทธิภาพ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องแบ่ง กทม.ออกเป็นสองชั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ดีมากขึ้น เป็นระดับ กทม. ในภาพรวม และระดับเขต ให้มีโครงสร้างมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพื่อให้มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนอย่างรวดเร็วขึ้น

นายภัณฑิล กล่าวต่อไปว่า จากปัญหาที่ประชาชนชาว กทม. ได้รับในปัจจุบัน ผู้ว่าราชการ กทม.เพียงลำพังไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวเองให้จบได้ ตราบเท่าที่ พ.ร.บ.กทม. ยังไม่ได้รับการแก้ไข ต่อให้ผู้ว่า กทม. ทำงาน 24 ชั่วโมง 7 วัน ก็แก้ปัญหาเรื้อรังหลายเรื่องไม่ได้ เพราะปัญหาจำนวนมากไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าราชการ กทม.ในการจัดการแต่เพียงผู้เดียว

น.อ.ธรรมนูญ รับภารกิจใหม่ กู้ระเบิดชายแดนจันทบุรี-ตราด เร่งขจัดภัยคุกคาม

น.อ.ธรรมนูญ รับภารกิจใหม่ กู้ระเบิดชายแดนจันทบุรี-ตราด เร่งขจัดภัยคุกคาม

น.อ.ธรรมนูญ รับภารกิจใหม่ กู้ระเบิดชายแดนจันทบุรี-ตราด เร่งขจัดภัยคุกคาม

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.34 น.

“น.อ.ธรรมนูญ”พร้อมเดินหน้าทำหน้าที่ใหม่ คุมหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดนจันทบุรีและตราด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่

1 เมษายน 2569 นาวาเอก ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม กองทัพเรือ ระบุว่า ภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดชายแดนจันทบุรีและตราด อยู่ภายใต้กรอบการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ หรือ TMAC มุ่งเน้นภารกิจเก็บกู้ทุนระเบิดชายแดน

ทั้งนี้ ชายแดนจันทบุรีและตราด มีพื้นที่เสี่ยงที่ต้องดำเนินการเก็บกู้หลายพื้นที่ และต้องทำงานตามกรอบระยะเวลา เพื่อสนับสนุนการทำงานของ ฉก.นย.ตราด และ ฉก.นย.จันทบุรี ให้เกิดความปลอดภัย ทั้งนี้ จะขอเข้าไปดูรายละเอียดเพื่อวางการทำงานต่อจากนี้ ว่าจะมีการปรับการทำงานอย่างไรกับสถานการณ์ขณะนี้

ทั้งนี้ หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร. หรือ HMAU) ปฏิบัติภารกิจภายใต้ความเสี่ยงสูง เพื่อขจัดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิดที่ตกค้างจากความขัดแย้งในอดีต , ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่ และทุ่นระเบิดดัดแปลงที่มาจากการใช้กำลังทหารรุกรานอธิปไตยของฝ่ายตรงข้าม ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งยังคงมีความเสี่ยงต่อชีวิตของทั้งกำลังพล และประชาชนในพื้นที่

ยศชนัน หนุนแก้ปัญหาช้างรุกที่คน แนะนำผลการศึกษาวิจัยเดินหน้าทำแนวกันชน

ยศชนัน หนุนแก้ปัญหาช้างรุกที่คน แนะนำผลการศึกษาวิจัยเดินหน้าทำแนวกันชน

ยศชนัน หนุนแก้ปัญหาช้างรุกที่คน แนะนำผลการศึกษาวิจัยเดินหน้าทำแนวกันชน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.26 น.

ยศชนัน หนุนแก้ปัญหาช้างรุกที่คน แนะนำผลการศึกษาวิจัยเดินหน้าทำแนวกันชน นำเทคโนโลยีเพื่อเยียวยาประชาชน สร้างระบบนิเวศน์ป่าขึ้นใหม่-ทำหมันช้าง

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ สนับสนุนต่อการแก้ไขวิกฤติช้างป่า ว่า วิกฤติช้างป่า ไม่ใช่เรื่องสัตว์ป่า แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชน สัตว์ป่า และระบบนิเวศน์ ที่ผ่านมามีการศึกษา และมีการทำโครงการอยู่แล้ว ซึ่งหน่วยงานรัฐสามารถดำเนินการได้ การขยายตัวของมนุษย์ และภาวะเศรษฐกิจ พื้นที่เกษตร โครงการพัฒนาพื้นที่ ตัดถนนเพิ่มมากขึ้น ทำให้พื้นที่อยู่ของสัตว์ป่าเล็กลง ขณะเดียวกันไม่มีความสมดุลในการอยู่อาศัย ช้างป่าต้องออกหากินในพื้นที่การเกษตรของประชาชน ขณะเดียวกันยังมีประเด็นที่เป็นผลกระทบต่อสังคม ที่ประชาชนต้องย้ายที่อยู่อาศัย เป็นต้น

“การแก้ไข แนวกั้นช้างต้องเร่งทำ และทำเพิ่มเติม รวมถึงการผลักดันช้างมีงานวิจัยที่รองรับเพื่อลดค่าใช้จ่าย นอกจากนั้นต้องมีการเยียวยา และที่สำคัญคือ การคุมกำเนิดช้าง ทั้งนี้ต้องพิจารณาปริมาณป่า และปริมาณช้างที่เหมาะสมที่จะอยู่ในพื้นที่ได้ ส่วนข้อเสนอแนะนั้นผมมองว่าต้องปฏิรูปการใช้ที่ดิน มีส่วนกันชนอย่างเป็นทางการระหว่างช้างกับคน การชดเชย เยียวยา เชิงรุกในพื้นที่ที่เดือดร้อน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาดำเนินการ และการสร้างระบบป่านิเวศน์ขึ้นใหม่เพื่อให้ช้างมีพื้นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาสามารถเริ่มต้นได้ทันที และเปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วม” นายยศชนัน อภิปราย

เนเน่ ยก 4 ปมติดล็อก จี้แก้ปัญหาช้างป่ากับคนอย่างจริงจัง

เนเน่ ยก 4 ปมติดล็อก จี้แก้ปัญหาช้างป่ากับคนอย่างจริงจัง

เนเน่ ยก 4 ปมติดล็อก จี้แก้ปัญหาช้างป่ากับคนอย่างจริงจัง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.20 น.

“เนเน่”ยก 4 ปมติดล็อก จี้แก้ปัญหา”ช้างป่ากับคน”อย่างจริงจัง แนะเจ็บ!เอางบฯอาหาร สส.มาหนุนช่วย”GPS ปลอกคอ”ไม่เพียงพอ โอดช้างกาบัตรเลือกตั้งให้ไม่ได้ นักการเมืองเลยไม่ให้ความสำคัญ

1 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติ ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแนวทางการอยู่ร่วมกันระหว่างช้างและคนอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เสนอโดย นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพิจารณาญัตติในทำนองเดียวกันอีก 2 ญัตติ

โดย นางรัดเกล้า กล่าวว่า ตนได้ศึกษาข้อมูลต่างๆ และเมื่อศึกษาจึงได้เขียนญัตตินี้ขึ้นมาด้วยใจที่เร่งรีบ และเขียนขึ้นมาในวันที่สภาเปิดทันที จึงทำให้ญัตตินี้เป็นญัตติที่ 1/2569 ชุดที่ 27 นี้ ความสนใจของตนเรื่องช้างเริ่มต้นมาจากการตายของสีดอหูพับ ทำให้เราเห็นว่ามีประชาชนกลุ่มหนึ่งเศร้าโศกเสียใจและโกรธเคือง และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทย พรรคประชาธิปัตย์จึงตัดสินใจและจัดวันที่เสวนาเพื่อพูดแทนช้าง แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ช้างตายเพราะฝีมือคน มันก็มีเหตุการณ์ที่คนตายเพราะฝีมือช้างเหมือนกัน สังคมไทยมาสู่จุดที่มีความแตกแยกทางความคิด เราจะต้องยุติตรงนี้

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า การทำงานของรัฐสภาควรมุ่งเน้นที่เป้าหมาย ถ้ามีการศึกษาไปแล้วแต่ปัญหายังไม่สำเร็จ ยังถูกแก้ไข เราไม่ควรที่จะหยุด ควรที่จะผลักดันให้มีการแก้ไขต่อ ควรมีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญขึ้นมาอีกครั้งในสมัยนี้เพื่อติดตามเรื่องนี้ ตนไม่ได้มาพูดเพียงเรื่องช้าง แต่กำลังพูดถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลไทย ปล่อยให้ปัญหาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก การตายของคนและการตายของช้างเป็นใบเสร็จที่ยืนยันชัดว่าความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารของประเทศไทยมีอยู่จริง เรามีการล้มเหลวนโยบายที่แยกส่วน ทำให้ปัญหาความขัดแย้งของคนเป็นโรคเรื้อรัง ยืดเยื้อ

“ขอยกตัวอย่าง 4 กรณีว่าปัญหาคืออะไร 1.อำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาเรื่องช้างป่าจัดการไม่ได้ด้วยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน ซึ่งต่างคนก็ต่างทำและต่างมีข้อจำกัดของตัวเอง ทำให้ขาดเจ้าภาพที่เป็นกิจลักษณะ 2.การแก้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าขัดความต่อเนื่อง เช่น การคุมกำเนิดด้วยวัคซีน คือการแช่แข็งจำนวนช้างแบบชั่วคราว ท่านต้องย้ำให้ประชาชนเข้าใจว่าวัคซีนนี้เป็นเพียงการซื้อเวลา 7 ปี เพื่อให้รัฐแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง วางแผนและจัดการในระยะยาวได้ก่อนที่ช้างจะกลับมาขยายพันธุ์อีกครั้ง การเสียเวลา 7 ปี ช้างและคนไทยต้องรอ 7 – 9 ปีหรือถึงจะเกิดผล ถ้าเราไม่ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า การทำงานของประเทศไทยจะทำให้เสร็จหรือนำสู่ความสำเร็จจริงๆ 3.ปลอกคอ GPS กรมอุทยานฯ ระบุว่ามีช้างที่มีปลอกคอ 48 ตัว แต่ช้างเรามีมีอยู่ 4,000 กว่าตัว แต่ไม่มีงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายดาวเทียม จึงเรียกร้องขอให้ตั้งงบประมาณ ซึ่งถ้าเอาจริงๆ จะเอางบประมาณจากการซื้ออาหารกลางวันของ สส.ไปช่วยสมทบตรงนี้ ก็มั่นใจว่าสมาชิกสภาของเราก็คงจะใจกว้างพอให้สามารถนำไปช่วยสมทบได้ จะได้มีการติดตามช้างอย่างเป็นรูปธรรม และ 4.ข้อจำกัดของระเบียบข้อกฎหมายที่ขาดความสอดคล้องกัน พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 กฎหมายยังไม่ครอบคลุมไปถึงสัตว์ป่า เช่น ช้างป่า เพราะตามบทบัญญัติมาตราสามของกฎหมายฉบับนี้จำต้องอาศัยการประกาศจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดชนิดของสัตว์ให้ชัดเจนเสียก่อน” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวด้วยว่า สุดท้ายนี้เรากำลังยืนอยู่บนทางแพ่งที่สำคัญและคือจุดหัวใจที่สภาแห่งนี้ที่เป็นผู้แทนหรือเป็นเพียงตรายางให้กับการทำงานแบบไซโลของราชการไทย เราจะแก้ปัญหาช้างป่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เราต้องไม่ยอมให้งานวิจัยข้อเสนอทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ติดกับดักการทำงานของรัฐไทย จนสุดท้ายไม่เกิดการสัมฤทธิ์ผลในการแก้ไขปัญหา มันเป็นสภาวะอัมพาตทางการบริหารเมื่อกฎหมายแยกช้างออกจากวิถีชีวิตของคน

“เราตั้งกรรมาธิการมาสองสมัยแล้ว นี่ถือว่าทำเสร็จแล้วหรือ แต่ถ้าช้างและคนยังตายอยู่ ดิฉันถือว่าปัญหายังไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขอย่างสำเร็จ ขอย้ำว่า การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น มันคือกุญแจดอกสุดท้ายที่จะปลดล็อกอุปสรรคระหว่างกระทรวงเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนให้กับช้างและคนในระยะยาว วันนี้คือวันวัดใจ เราต้องลบคำครหาของสังคมว่านักการเมืองไทยไม่จริงจัง แก้ปัญหาก็ปีต่อปีเท่านั้น ช้างมันกาบัตรเลือกตั้งให้ไม่ได้ นักการเมืองไทยก็เลยไม่ให้ความสำคัญ ขอให้ท่านโปรดพิจารณาการตั้งกรรมาธิการวิสามัญในการผลักดันเรื่องนี้ต่อเนื่องด้วย” นางรัดเกล้า กล่าว

นายกฯมอบอำนาจผู้ว่าฯ ตัดสินใจประกาศภัยพิบัติฝุ่น ส่ง มท.-ทส. คุมสถานการณ์

นายกฯมอบอำนาจผู้ว่าฯ ตัดสินใจประกาศภัยพิบัติฝุ่น ส่ง มท.-ทส. คุมสถานการณ์

นายกฯมอบอำนาจผู้ว่าฯ ตัดสินใจประกาศภัยพิบัติฝุ่น ส่ง มท.-ทส. คุมสถานการณ์

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.18 น.

นายกฯ เผยให้อำนาจผวจ. ประกาศภัยภิบัติหรือไม่ หลังค่าฝุ่น PM.25 พุ่งหนัก มอบปลัดมท. ลงพื้นที่บ่ายนี้ สร้างความมั่นใจ- ช่วยเหลือปชช.ทุกด้าน 

วันที่ 1 เมษายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการประกาศให้จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติหลังจากค่าฝุ่น PM.25 เกินมาตรฐานหรือไม่ ว่าวันนี้ในช่วงบ่าย ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเดินทางไปในพื้นที่ภัยพิบัติ พร้อมเรียกประชุมหน่วยงาน ซึ่งตนทราบมาเบื้องต้นว่า แต่ละจังหวัดจะดำเนินการตามดุลยพินิจ และความจำเป็นเร่งด่วน โดยได้กำชับให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปบัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่ 

ข่าวเพิ่มเติม : ฮอตสปอตพุ่งทะลุพันจุด เชียงใหม่ปรับแผนคุมเข้มไฟป่า ประกาศพื้นที่ประสบภัย 6 อำเภอ

เมื่อถามย้ำว่ามีความจำเป็นในการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ผู้ที่จะประกาศ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และให้คนอยู่หน้างานเป็นผู้ดู ซึ่งตนให้อำนาจและการตัดสินใจไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อมย้ำว่าให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่สร้างความมั่นใจ และเตรียมการช่วยเหลือประชาชนในทุกด้าน และเมื่อวานนี้ (31 มี.ค.) ยังมอบหมายให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้ จะลงพื้นที่พร้อมอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย หรือปภ. ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่ตลอดเวลาในช่วงที่มีสถานการณ์ฝุ่น.

ปล่อยผมไปเถอะ! พิพัฒน์ ขอถอย ไม่ฝืนคุมพลังงาน วอนสังคมหยุดโยงธุรกิจ PT

ปล่อยผมไปเถอะ! พิพัฒน์ ขอถอย ไม่ฝืนคุมพลังงาน วอนสังคมหยุดโยงธุรกิจ PT

ปล่อยผมไปเถอะ! พิพัฒน์ ขอถอย ไม่ฝืนคุมพลังงาน วอนสังคมหยุดโยงธุรกิจ PT

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.24 น.

1 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ถึงกรณีเกิดกระแสแบนธุรกิจพลังงานของครอบครัว (ปั๊ม PT) ว่า เรื่องนี้จะโทษความคิดหรือความรู้สึกของประชาชนไม่ได้ แต่ส่วนตัวมองว่าควรแยกส่วน โดยพิจารณาจากพฤติกรรม เนื่องจากตนลาออกจากธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ปี 2546 และไม่เคยมีส่วนร่วมกับบริษัท PT ในตำแหน่งใดทั้งสิ้น โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี จะเข้าไปเพียงปีละครั้ง ในวันครบรอบบริษัท ช่วงเดือนมีนาคม

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การตัดสินใจของบริษัท PT มีคณะกรรมการและผู้บริหารเป็นผู้ดำเนินการ และที่สำคัญ PT เป็นบริษัทมหาชน ดังนั้น การจะเข้าไปก้าวก่ายหรือครอบงำไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีคณะกรรมการบริษัทอยู่แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับฟังตนที่เป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง ทั้งนี้ ไม่ปฏิเสธว่า PT เป็นธุรกิจของครอบครัว แต่การจะแทรกแซงหรือประกาศขึ้นราคาน้ำมัน นั้น ขอให้รอพิสูจน์จากผลประกอบการในไตรมาส 1 ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมจะดีกว่า

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้การชี้แจงใดๆ อาจไม่มีประโยชน์ แต่ขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่เคยนำความลับราชการไปเปิดเผยให้คณะกรรมการบริษัท หรือบุคคลในครอบครัว ว่าน้ำมันในแต่ละวันจะปรับขึ้นในอัตราเท่าใด ดังนั้น ข้อเท็จจริงจะปรากฏในภายหลัง ขอให้รอวันนั้น

เมื่อถามว่า จะทำหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการพลังงาน (ศบก.) ในรัฐบาลชุดใหม่ หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หากนายกรัฐมนตรีมอบหมายก็จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด ในฐานะที่มีความรู้ด้านพลังงานอยู่บ้าง ส่วนด้านเทคโนโลยีและการกลั่นมีความรู้เพียงในส่วนการซื้อมาขายไปเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้ด้านโรงกลั่นโดยตรง และหากมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้ามาทำหน้าที่ ตนก็พร้อมถอยไปเป็นผู้สนับสนุน

เมื่อถามว่า ยังจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน โดยมี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากนายกรัฐมนตรียังไม่ได้แบ่งงาน แต่ยอมรับว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีบุคลากรมืออาชีพจำนวนมาก ซึ่งทุกคนมีความสามารถ

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า จะเข้าไปหารือนายกรัฐมนตรีโดยตรงว่า เมื่อสังคมมีความกังวล ไม่ต้องการให้ตนกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ตนอาจขอถอย โดยกล่าวว่า หยุดเถอะ หากสังคมไม่ยอมรับ ก็อาจไปทำหน้าที่สนับสนุนกระทรวงอื่นแทน เนื่องจากมีผู้เชี่ยวชาญเพิ่มมากขึ้น และนายกรัฐมนตรีอาจแต่งตั้งที่ปรึกษาเฉพาะด้านเข้ามาช่วยงานได้

ส่วนกรณีการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากโรงกลั่น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เคยเสนอ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาแล้ว 2 ครั้ง ว่าหากมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าว เมื่อเกิดภาวะขาดทุนจะมีมาตรการชดเชยให้โรงกลั่นอย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำว่า “ไม่ได้ต้องการเป็นผู้อำนวยการ ศบก. แต่ท้ายที่สุดต้องหารือกับนายกรัฐมนตรี หากมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสม ก็ปล่อยผมไปเถอะ”

พริษฐ์ ลั่น ปชน.ขอสู้ยิบตาคดี 44 สส. ชี้สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จุดจบพรรค แต่คือประชาธิปไตยไทย

พริษฐ์ ลั่น ปชน.ขอสู้ยิบตาคดี 44 สส. ชี้สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จุดจบพรรค แต่คือประชาธิปไตยไทย

พริษฐ์ ลั่น ปชน.ขอสู้ยิบตาคดี 44 สส. ชี้สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จุดจบพรรค แต่คือประชาธิปไตยไทย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.06 น.

พริษฐ์ ลั่น พรรคส้ม ขอสู้ยิบตาเพื่ออนาคตประเทศ ทำงานเต็มที่ จนถึงวินาทีที่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ยัน 44อดีตสส.ก้าวไกล ไม่ควรถูกตัดสิทธิ์จากดาบ ป.ป.ช. ชี้สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จุดจบพรรค แต่คือประชาธิปไตยไทย

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะยื่นฟ้องคดี 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล ต่อศาลฎีกาว่า ยืนยันว่า สิ่งที่อดีต สส.พรรคก้าวไกลดำเนินการเสนอร่างกฎหมายเป็นการกระทำที่ไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมือง พรรคประชาชนยืนยันจะทำอย่างเต็มที่ ที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ผ่านการอธิบายแก่ประชาชนในเชิงสังคม ส่วนในเรื่องขั้นตอนตามกฎหมาย ขั้นตอนถัดไปทาง ป.ป.ช. จะมีการยื่นเรื่องไปยังศาลฎีกา หากศาลรับคำร้องไว้พิจารณาก็จะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ยกเว้นเป็นอื่นใด โดยนายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย ในฐานะผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ มีการเตรียมมาตรการและคำร้อง ว่าหากมีการรับคำร้องพิจารณาจะไม่มีการนำไปสู่หยุดปฏิบัติหน้าที่

“ผมขอพูดแทนเพื่อน สส. ทั้ง 10 คน ที่ปัจจุบันปฎิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอยู่ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภาชุดที่ 27 ทุกคนจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ จนถึงวินาทีที่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่หากจะมี” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่ากังวลจากเรื่องนี้ ไม่ใช่อนาคตของพรรค แต่เป็นอนาคตของประเทศ จึงต้องยืนยันหลักการร่วมกัน ว่าการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องที่ สส. ไม่ว่าพรรคการเมืองใด หรือยุคสมัยใด ควรที่จะกระทำได้ หากเสนอไปแล้วเนื้อหาสาระเป็นเนื้อหาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย สามารถใช้กระบวนการสภาในการพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่าง ใช้พื้นที่นอกสภาพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่าง และท้ายที่สุดหากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระกฎหมายดังกล่าวก็จะตกไปตามกระบวนการ หากมีใครโต้แย้งเกี่ยวกับเนื้อหาของกฎหมายว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีขั้นตอนกระบวนการในสภาที่สามารถยื่นเรื่องให้มีการตีความได้

“ต้องย้ำว่าการเสนอกฎหมายโดย สส. มันไม่ควรจะนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง หากเรายอมรับในหลักการนี้สิ่งที่น่ากังวลว่าในวันข้างหน้าอนาคตของประเทศเรา เราจะมีสภาผู้แทนราษฎรแบบไหน ที่ต้องมีความกังวลใจเรื่องการทำหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมายเข้าสภา” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าข้อกล่าวหาที่มีการเปิดเผยหากไม่มีผู้นำฝ่ายค้านการเมืองจะไม่เป็นประชาธิปไตยจะมีข้อหักล้างหรือไม่ว่าผู้นำฝ่ายค้านสามารถเป็นคนอื่นได้นอกจาก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ประเด็นที่นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ยื่นเข้าไป เป็นข้อต่อสู้ว่าจะมีคำสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่หรือไม่ เราให้เหตุผลไปโดยยึดคำชี้แจงของนายแพทย์วาโยเป็นหลัก เพื่อให้แม่นยำและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ซึ่งจะมีคำสั่งว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่คิดว่าภาพใหญ่ที่สังคมตั้งคำถามและจับตาว่าท้ายที่สุดแล้วกระบวนการนี้ จะไปจบที่การตัดสินว่า 44 สส. ได้กระทำความผิดหรือไม่ เราจึงต้องยืนยันว่าสิ่งที่ได้ทำไปแม้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็นการกระทำความผิด และไม่ควรที่จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 

เมื่อถามถึงการเตรียมแผนรองรับในคดี 44 สส. เกี่ยวกับการเรียกประชุมเพื่อกำหนดทิศทางรองรับสถานการณ์ นายพริษฐ์ กล่าวว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่า 44 สส. ถูกตัดสิทธิ์ ขณะนี้ไม่มีการตัดสิทธิ์ใดทั้งสิ้น เวลานี้ขอไปทีละขั้นตอน ขณะนี้กำลังยื่นคำร้องหากศาลรับ จะมีหรือไม่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้ศาลมีคำสั่งหรือไม่เห็นด้วยกับคำร้องพรรคประชาชน ก็ไม่ได้เป็นการสรุปว่า 44 สส. กระทำความผิดแต่จะต้องต่อสู้ในชั้นศาลที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา แต่ต้องการจะย้ำว่าหากใครกังวลเรื่องอนาคตพรรคประชาชน ยืนยันว่ามีมาตรการรองรับไว้ทุกฉากทัศน์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่กังวลมากกว่าคือไม่ใช่ อนาคตพรรคประชาชนแต่คืออนาคตของประเทศและระบบการเมืองไทย ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล หากเกิดขึ้นกับอดีตหรือ สส.ของพรรคอื่น ตนก็จะพูดเหมือนกันเพราะเป็นหลักการ ที่พรรคการเมืองควรจะยืนยันร่วมกัน

เมื่อถามว่าข้อต่อสู้มั่นใจแค่ไหนที่จะสามารถทำให้ผู้ถูกกล่าวหาปฎิบัติหน้าที่ต่อระหว่างการพิจารณาคดี นายพริษฐ์ กล่าวว่า ทำอย่างเต็มที่ ยังไงก็สู้ยิบตาทุกขั้นตอน แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างไรให้เป็นการตัดสินของศาลฎีกา และชี้แจงเพิ่มเติมว่าการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติแม้จะไม่มีคดีทางการเมือง ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อหารือกับสมาชิกพรรคในการทำงานขับเคลื่อนทางการเมืองเพื่อประเทศ และเป็นที่ชัดเจนว่าขณะนี้พรรคประชาชนเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ส่วนจะมีการพิจารณาวาระอื่นหรือไม่ต้องรอ กระบวนการเรื่องนี้ให้มีความชัดเจนก่อน ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งใดออกมา 

“คิดว่ามาตรการรองรับในฉากทัศน์เราพูดหลายรอบแล้ว เป็นที่รับรู้ของประชาชนอยู่แล้วว่ามีความเป็นไปได้แบบไหนบ้าง นายณัฐพงษ์ ก็พูดหลายครั้งเมื่อถูกสัมภาษณ์ในเรื่องนี้หลังจากการเลือกเลือก ขอใช้พื้นที่นี้ย้ำอีกรอบว่าสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่อนาคตพรรค แต่คืออนาคตของประเทศ ณ เวลานี้อยากใช้พื้นที่สื่อสารเรื่องนี้เป็นหลัก” นายพริษฐ์ กล่าว

สยบดราม่าผลประโยชน์ทับซ้อน นายกฯ จ่อตั้ง เอกนิติ คุม ศบก.-พลังงาน แทน พิพัฒน์

สยบดราม่าผลประโยชน์ทับซ้อน นายกฯ จ่อตั้ง เอกนิติ คุม ศบก.-พลังงาน แทน พิพัฒน์

สยบดราม่าผลประโยชน์ทับซ้อน นายกฯ จ่อตั้ง เอกนิติ คุม ศบก.-พลังงาน แทน พิพัฒน์

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.58 น.

“นายกฯ”จ่อตั้ง”เอกนิติ”นั่งคุม ศบก.-พลังงาน แทน”พิพัฒน์” หลังดราม่าผลประโยชน์ทับซ้อน ยันฟังเสียงประชาชน เผยเรียก”กรมธุรกิจพลังงาน-กรมเจ้าท่า-เสธ.ทร.”เข้าพรรค ภท.วานนี้ หารือสกัดน้ำมันส่งออก ย้ำทุกหยดที่กลั่นในประเทศ คนไทยต้องได้ใช้ จ่อนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปส่งตรง สปป.ลาว

1 เมษายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวว่าขอไม่คุมกระทรวงพลังงาน ว่า ในส่วนของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.ซึ่งเป็นศูนย์ที่ติดตามสถานการณ์น้ำมัน จะหมดไปกับรัฐบาล “หนู 1” และเมื่อ “หนู 2” มาก็ต้องตั้งใหม่ หลายคนที่อยู่ในตำแหน่ง ก็มีการสลับสับเปลี่ยน พร้อมยอมรับว่า คิดว่าจะให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานแทน เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งกับประชาชน และนายพิพัฒน์ เอง แต่อย่างไรก็ตาม ตนจะต้องระดมความรู้ประสบการณ์ของทุกคนมาแก้ไขปัญหาประชาชน ซึ่งตนก็รับฟังสังคมและประชาชน รวมถึงนักวิชาการและทุกๆ ฝ่าย เพื่อให้เกิดความสบายใจและสามารถทำงานต่อไปได้

เมื่อถามว่า จะมีกุนซือด้านพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ตอนนี้ก็มีอยู่” ขณะที่การแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลกระทรวง จะให้นายเอกนิติ รับผิดชอบกระทรวงพลังงานใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เป็นไปตามนั้น เพื่อให้ประชาชน และนายพิพัฒน์ เกิดความสบายใจด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เขามีผลประโชน์ทับซ้อนทางพลังงาน แต่เป็นเพราะเราฟังเสียงประชาชน

สำหรับกรณีที่เมื่อวานนี้ ในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้มีการเรียก อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน , กรมเจ้าท่า และ พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์ เสนาธิการทหารเรือ เข้าหารือมีประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องพลังงานหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า เป็นการขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้ง ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ ศรชล. , ตำรวจ , กรมเจ้าท่า และ กรมการปกครอง เพื่อควบคุมไม่ให้มีการลักลอบขนน้ำมัน ซึ่งหลักจากนี้ไปน้ำมันจะต้องสำหรับประชาชนคนไทยเท่านั้น ส่วนที่จะส่งไป สปป.ลาว จะจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปและขายตรงไปยัง สปป.ลาว เลย เพราะฉะนั้นน้ำมันทุกหยดที่กลั่นอยู่ในโรงกลั่นประเทศไทยจะต้องเอาไว้สำหรับคนไทยได้ใช้ พร้อมย้ำว่า เราจะต้องให้คนไทยได้ใช้จริงๆ ในภาวะที่น้ำมันของไทยราคาต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนได้มีการหารือกับเสนาธิการทหารเรือ เรื่อง MOU 2544 ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับตนจบแล้ว ก่อนย้ำว่าคำว่าจบของตนคือยกเลิก