ศุภชัย จี้ กกต. สอบคณะไต่สวนชุดที่ 26 สำนวนฮั้ว สว. หลุดถึง พริษฐ์ ได้อย่างไร ท้าโชว์ผลสอบชุด 36 เทียบเคียง

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:11 น.

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย แถลงถึงกรณีความคืบหน้าการเผยแพร่เอกสารสำนวนการสอบสวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่หลุดรอดออกมาสู่สาธารณะ ว่า เป็นประเด็นต่อเนื่องจากวานนี้ (25 ส.ค.) ซึ่งตนได้เรียกร้องให้กระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มของ คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ และสื่อออนไลน์ นำสำนวนการสอบสวนซึ่งเป็นเอกสารลับของทางราชการออกมาเผยแพร่ โดยล่าสุดทราบว่า ทาง DSI ได้ดำเนินการร้องทุกข์ต่อกองปราบปรามเพื่อให้สอบสวนกรณีเอกสารสำนวนชุดที่ 26 หลุดออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่าจากการติดตามข่าวในวันนี้พบว่า นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้นำเอกสารรายงานการสอบสวนสำนวนการไต่สวนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและสมัคร สว.มาแสดงต่อสาธารณะ ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีการระบุรายชื่อลำดับและกลุ่มอย่างชัดเจน และจากการตรวจสอบพบว่าเอกสารฉบับนี้เคยอยู่ในความครอบครองของ นายเอกรินทร์ ดอนดง ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่งตั้งขึ้น โดยในขณะนั้นนายเอกรินทร์ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการส่วนวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์พิเศษของคดีเทคโนโลยีและศูนย์ข้อมูลการตรวจสอบ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และเป็นหนึ่งในสามเจ้าหน้าที่จาก DSI ที่เข้าไปเป็นกรรมการในชุดดังกล่าว

นายศุภชัย กล่าวว่า จากการที่ปรากฏชื่อนายเอกรินทร์ในเอกสารที่หลุดไปอยู่ในมือนายพริษฐ์ จึงขอเรียกร้องให้ กกต.เร่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนคณะกรรมการชุดที่ 26 ว่ามีการปล่อยปละละเลยหรือตั้งใจให้เอกสารราชการหลุดรอดไปถึงบุคคลภายนอกหรือไม่ หากพบว่าเป็นความผิดทางอาญาขอให้ กกต.ดำเนินการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทันที นอกจากนี้ ยังขอตั้งคำถามถึง ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดดังกล่าว ว่าเหตุใดจึงไม่ดูแลเอกสารสำคัญให้ดีจนหลุดไปอยู่ในมือบุคคลภายนอกที่นำมาเผยแพร่ในลักษณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ที่นำเอกสารมาเปิดเผยอาจถูกดำเนินคดีในฐานะตัวการร่วมหรือผู้สนับสนุนได้

นายศุภชัย กล่าวว่า เหตุใดจึงมีการหยิบยกเฉพาะข้อมูลจากคณะกรรมการชุดที่ 26 มานำเสนอ แต่กลับไม่นำผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการชุดที่ 36 มาเปรียบเทียบให้ประชาชนเห็น ซึ่งทั้งสองชุดมีมติที่แตกต่างกัน การเลือกหยิบเฉพาะส่วนที่ถูกใจมาโน้มน้าวประชาชนอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ ยืนยันว่าการตั้งคณะกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมานั้นเป็นขั้นตอนปกติของ กกต.ตามกฎหมาย ไม่ใช่คณะพิเศษที่ตั้งขึ้นเพื่อหักล้างผลการสอบสวนเดิมแต่อย่างใด

“เอกสารชุดนี้เป็นเอกสารที่อยู่ในความครอบครองของคุณเอกรินทร์ แล้วมันไปหลุดอยู่ในมือของคุณพริษฐ์ได้อย่างไร ผมได้ไปสืบมาแล้วว่าในสำนวนการไต่สวน สว.เขาแบ่งเป็นเซตว่ากรรมการชุดไหนรับผิดชอบส่วนไหน เอกสารที่นำมาแสดงนี้ไม่ได้อยู่ในมือของท่านอื่น แต่อยู่ที่ตัวคุณเอกรินทร์ เพราะฉะนั้นท่านต้องชี้แจงมาว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงปล่อยให้เอกสารจำนวนมากหลุดออกมา กกต.จะเพิกเฉยไม่ได้ ต้องแสดงให้สังคมเห็นว่าเอกสารที่ควรอยู่ในมือ กกต.กลายมาอยู่ในที่สาธารณะได้อย่างไร”

นายศุภชัย กล่าวถึงกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า ไม่ควรผูกขาดความรักชาติหรืออ้างความชอบธรรมเพียงฝ่ายเดียว เสรีภาพควรมีขอบเขตและไม่ควรละเมิดหรือใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น พร้อมทั้งท้าให้นำข้อมูลชุดที่ 36 มาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา และทิ้งท้ายด้วยการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมทางการเมืองหรือการเสวนาเกี่ยวกับกรณีฮั้ว สว.ในสถานที่ต่างๆ ว่าควรแจ้งให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่าย เพื่อความโปร่งใสต่อสังคม

ศุภชัยใจสมุทร,พรรคภูมิใจไทย,ยิ่งชีพอัชฌานนท์,ยิ่งชีพไอลอว์,iLaw,ฮั้วสว,

นักเขียนซีไรต์เดือด! อย่าหลงประเด็น รอมฎอน จนลืมเหตุป่วนชายแดนใต้ 51 จุด

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:03 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า รอมฎอนคนมหัศจรรย์

“เรื่องหลักและสำคัญที่สุด” คือความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม ที่พวกคนร้ายกระจายกันก่อเหตุบุกปล้น วางระเบิด และเผาสถานที่ต่างๆ มากกว่า 51+ แห่ง ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และยะลา ซึ่งควรจะได้รับความใส่ใจจากสังคมโลกออนไลน์ ที่จะขยายข้อมูลและแสดงความคิดความเห็นให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่เอาจริง ทำงานอย่างมีประสิทธิผล และประณามโจร

แต่กลายเป็นว่าสังคมออนไลน์ส่วนมากแหงนมองตามนิ้วของรอมฎอนที่ชี้ให้ดูเฮลิคอปเตอร์และก่นด่าเขา!

“รอมฎอนคนเดียว” สามารถทำให้รัฐตกเป็นจำเลย และกระชากสายตาคนในโลกออนไลน์ให้พ้นไปจากเรื่องหลักและสำคัญที่สุดได้อย่างมหัศจรรย์!!

นักเขียนรางวัลซีไรต์รอมฎอนวิมล ไทรนิ่มนวลโลกออนไลน์

รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย มอบนโยบาย 7 ข้อ เร่งปรับกองทัพทันสมัย รับมือภัยคุกคาม

26 สิงหาคม 2569 เวลา 15:03 น.

รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยม กองทัพไทย ย้ำ นโยบาย 7 ข้อ ยกเหตุปะทะไทย-กัมพูชา 2 รอบแตกต่างกัน ขอปรับเปลี่ยน ให้ทันสมัยต่อสถานการณ์ รับมือภัยคุกคามทุกมิติ ทั้ง ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยี กำลังพล

ที่กองบัญชาการกองทัพไทยพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมกองทัพไทย เพื่อรับทราบภารกิจ ผลการดำเนินงาน ขีดความสามารถ และความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจ พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติงาน โดยมี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้การต้อนรับ พร้อมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศผสมสามเหล่าทัพ

นอกจากนี้ รมว.กลาโหม ได้รับมอบเครื่องหมายแสดงความสามารถปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย ประเภทกิตติมศักดิ์ จากผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศที่แสดงถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ ความเพียรพยายาม และการอุทิศตน ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ

จากนั้น รมว.กลาโหม รับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ ภารกิจ การปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผลการดำเนินงานของกองบัญชาการกองทัพไทย ในการควบคุม อำนวยการ สั่งการ กำกับดูแลส่วนราชการในกองทัพไทยและบูรณาการการปฏิบัติการร่วมของกองทัพไทย ให้ปฏิบัติงานร่วมกันอย่างประสานสอดคล้อง ทั้งด้านการเตรียมกำลัง การป้องกันราชอาณาจักร การรักษาเอกราช อธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนการสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสำคัญ ของประเทศและช่วยเหลือประชาชน

สำหรับผลการปฏิบัติงานสำคัญในห้วงที่ผ่านมา กองทัพไทยได้พัฒนามุ่งสู่ความเป็นกองทัพที่ทันสมัยเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทัพให้สอดคล้องกับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยครอบคลุมการเสริมสร้างความร่วมมือกับมิตรประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านกลไกความร่วมมือในทุกระดับ ทั้งการทูตฝ่ายทหาร การฝึกร่วมกับมิตรประเทศ และการปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ ความไว้วางใจ และความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาความมั่นคง โดยเฉพาะตามแนวชายแดน ภายใต้การรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ด้านการพัฒนาและดูแลกำลังพล ให้ความสำคัญกับการปรับระบบกำลังพลให้สอดคล้องกับภารกิจในอนาคต การพัฒนาทหารอาสา การเสริมสร้างความรู้และทักษะของกำลังพลทุกระดับ การส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาในสถาบันทหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการขยายบทบาทของทหารหญิงให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น ควบคู่กับการดูแลสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของกำลังพลและครอบครัว โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง

ด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ มุ่งสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์และศักยภาพของผู้ประกอบการภายในประเทศ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับภารกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ในส่วนของการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้บูรณาการการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อสนับสนุนการสร้างความมั่นคงในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ด้านการบรรเทาสาธารณภัย กองทัพไทยเตรียมกำลังพล เครื่องมือ และการฝึกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที พร้อมประสานการปฏิบัติกับส่วนราชการ ภาคประชาสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินจนถึงการฟื้นฟูพื้นที่ภายหลังสถานการณ์คลี่คลาย

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาและปรับปรุงข้อมูลแผนที่และข้อมูลภูมิสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนภารกิจของภาครัฐ ทั้งด้านความมั่นคง การบริหารจัดการพื้นที่ การพัฒนาประเทศ การดำเนินงานด้านเขตแดน และการจัดทำแนวเขตที่ดิน ของรัฐให้มีมาตรฐานและความถูกต้อง รวมถึงเดินหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงต่อประชาชน เพิ่มความปลอดภัยแก่ชุมชน และเปิดโอกาสให้สามารถนำพื้นที่กลับมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนาในระยะยาว

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยได้พัฒนาและเสริมสร้างขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยขับเคลื่อนประเด็นงานเร่งด่วน หรือ Flagship Project จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ การยิงระยะไกลที่มีความแม่นยำสูง การบูรณาการงานด้านการข่าวร่วม การบูรณาการการปฏิบัติการพิเศษร่วม รวมทั้ง การบูรณาการขีดความสามารถร่วมของกองทัพไทย โดยจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม หรือ JCC มีภารกิจในการอำนวยการ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การประสานการปฏิบัติ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ในการรองรับสงครามสมัยใหม่ ให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์และภัยคุกคามที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น

ภายหลังรับฟังการบรรยาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวชื่นชมการปฏิบัติภารกิจของกองทัพไทย ที่ผ่านมา พร้อมมอบแนวทางการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีภายใต้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อดำรงความพร้อมรบในทุกมิติสอดคล้องกับรูปแบบการทำสงครามที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยึดหลักธรรมาภิบาลที่โปร่งใส คุ้มค่า และตรวจสอบได้ ตลอดจนบูรณาการการปฏิบัติภารกิจร่วมกับ ทุกภาคส่วน ควบคู่ไปกับการยกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของกำลังพลและครอบครัวอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะ ที่กรุณาเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายอันเป็นแนวทางสำคัญในการปฏิบัติงาน โดย กองทัพไทยจะมุ่งเสริมสร้างความพร้อมในการอำนวยการด้านการปฏิบัติการร่วมกับเหล่าทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามได้ทุกรูปแบบ ทุกมิติ ด้วยการปฏิบัติที่ทันสมัย ประสานสอดคล้อง และเป็นเอกภาพ พร้อมนำศักยภาพของกองทัพสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ช่วยเหลือประชาชน และสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ เพื่อให้กองทัพไทยเป็นที่เชื่อมั่นและเป็นพึ่งของประชาชนอย่างมั่นคงสืบไป

ต่อมา พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกลาโหม กล่าวว่า รมว.กลาโหม ชื่นชมในเรื่องความพร้อมของกองบัญชาการกองทัพไทย ช่วยเหลือประชาชนประสบอุทกภัยน้ําท่วม จังหวัดน่านที่ผ่านมา และการแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ปัญหาชายแดนที่กองทัพไทยรับผิดชอบในมิติตัวเอง

เนื่องจากภัยคุกคามปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป การปะทะระหว่างไทยกัมพูชาทั้งสองรอบมีความแตกต่างกัน รูปแบบการใช้ยุทโธปกรณ์เทคนิคต่าง ๆ สิ่งสําคัญกองทัพต้องมีความพร้อมในการปรับเปลี่ยน ให้ทันสมัยต่อสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

โดย รมว.กลาโหม มอบนโยบาย 7 ข้อ 1.ต้องมีความพร้อมของหน่วย รองรับภัยคุกคาม ปรับตัวเองให้ทันสมัย ทั้งยุทโธปกรณ์ ระบบการส่งกำลังบำรุง

2.ยกระดับตัวเองให้มีปฏิบัติการร่วม เนื่องจากบทบาทกองทัพไทยก็เป็นบทบาทหน่วยปฏิบัติการร่วมอยู่แล้วตาม พรบ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 ซึ่งมีขอบเขตบทบาทให้เป็นหน่วยบังคับบัญชาการอํานวยการร่วม

3 ข้อมูลเทคโนโลยี นํามาใช้เพื่อการตัดสินใจบริหารจัดการการบังคับบัญชา ต้องเป็นภาพที่สามารถประสานงานเป็นภาพเดียวกัน เพื่อเชื่อมโยงรูปภาพการปฏิบัติการในพื้นที่ตามแนวปฏิบัติการและส่งมายังที่ศูนย์บังคับบัญชา เพื่อให้ผู้บังคับบัญชามีอํานาจตกลงใจด้วยกันท่วงที พร้อมชื่นชมแนวคิดการจัดตั้ง หน่วยขีดความสามารถร่วม เพื่อรองรับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะระบบอํานวยการยุทธร่วมเป็นหัวใจสําคัญ

4. การเตรียมกองทัพให้พร้อมกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เช่น โดรน มิติไซเบอร์ อวกาศ

5. ในเรื่องของกําลังพล ที่เป็นหัวใจสําคัญในการปฏิบัติการของกองทัพ ต้องดูแลกําลังพล เรื่องสวัสดิการ การพัฒนาขีดความสามารถให้มีความพร้อม และรู้เท่าทําภัยคุกคามต่าง ๆ โซเชียลมีเดีย เอไอ

6.การเสริมสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ

7. กองทัพต้องเป็นกําลังของประเทศและประชาชน

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อว่างรมว.กห. อยากเห็นกองทัพคิดล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งก้าวเสมอ ให้มีความพร้อมในภัยคุกคามต่าง ๆ มีการคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจะมีรูปแบบอย่างไร เพื่อเตรียมแผนรองรับด้วยการท่วงที เพื่อตอบโต้ และพร้อมปรับเปลี่ยนการปฏิบัติการกองทัพให้ทันสมัยตามภัยคุกคามให้ได้ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและประชาชน นอกจากนี้ท่านยังพูดถึงว่ากองทัพที่เข้มแข็งไม่ใช่กองทัพที่มีอาวุธและกําลังรบที่ทันสมัยแต่ต้องพร้อมในทุกสถานการณ์เป็นหนึ่งเดียวกันและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ฝากขัง เกษณี คดี ม.112 เหตุโพสต์คลิปวิพากษ์วิจารณ์สังคม-การเมือง ช่วงรัฐบาลบิ๊กตู่

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:49 น.

26 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “วันนี้ (26 ส.ค. 69) ”เกษณี“ ประชาชน จ.นครราชสีมา ถูกแจ้งข้อหา ม.112 เหตุโพสต์วิดีโอในเฟซบุ๊ก ถูกนำตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดนครราชสีมาฝากขังระหว่างสอบสวน อยู่ระหว่างยื่นประกันตัว”

พร้อมยังโพสต์ในคอมเมนต์ ด้วยว่า วันที่ 26 ส.ค. 69 เกษณี (นามสมมติ) ประชาชนชาว จ.นครราชสีมา อายุ 44 ปี ถูกพนักงานสอบสวน สภ.จอหอ แจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 จากกรณีคลิปวิพากษ์วิจารณ์สังคมและการเมืองในช่วงรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยเกษณีให้การปฏิเสธและจะทำคำให้การเป็นหนังสือภายใน 30 วัน ก่อนช่วงบ่ายพนักงานสอบสวนจะพาตัวไปขออำนาจฝากขังระหว่างชั้นสอบสวนที่ศาลจังหวัดนครราชสีมา

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการยื่นประกันตัว

เกษณี,ม112,มาตรา112,รัฐบาลบิ๊กตู่,ศาลจังหวัดนครราชสีมา,

ชัยชนะ ซัดรัฐบาลอย่าต้มปชช.เป็นขาหมู จี้เปิดแผนพลังงาน หวั่นเอื้อประโยชน์กักตุนโซลาร์เซลล์

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:46 น.

‘ชัยชนะ’ ซัด ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’ สร้างภาพฝันพาชาติลงเหว ซัดอย่าต้ม ปชช. เหมือนขาหมู จี้เปิดแผนพลังงาน หวั่นเอื้อประโยชน์กักตุนโซลาร์เซลล์

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 11.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) เป็นผู้เสนอ

โดยนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า จากการรับฟังคำชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่พยายามอธิบายราวกับว่ารัฐบาลกำลังนำพาประชาชนไปสู่ความฝันอันสูงสุด แต่แท้จริงแล้วกลับกำลังนำพาประเทศดิ่งลงเหว โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส ตามที่เคยหาเสียงและแถลงนโยบายไว้ ซึ่งเป็นการช่วยเหลือ 2,000–4,000 บาท แต่กลับไปตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม ทั้งยังไม่บอกความจริงกับประชาชนว่า เม็ดเงินกู้ 400,000 ล้านบาทนี้ จะกลายเป็นภาระผูกพันที่ทำให้เด็กแรกเกิดต้องแบกรับหนี้สินประเทศคนละ 5,970 บาททันที และดันยอดหนี้สาธารณะมวลรวมพุ่งแตะ 13 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 69 ซึ่งเกือบชนเพดานวินัยการเงินการคลังที่ร้อยละ 70 แล้ว

“ผมอยู่สภามา 3 ชุดแล้ว เคยอนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ไป ตอนนั้นประเทศอยู่ในวิกฤตโควิด ต้องมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชน มันล็อกดาวน์ วันนี้รัฐบาลพยายามบอกว่าประเทศกำลังเจอวิกฤตพลังงาน เราต้องมาช่วยเหลือวิกฤตพลังงาน แล้วไหนล่ะ ท่านรองนายกรัฐมนตรียังไม่พูดเลยว่าจะสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือนเหรอ ครัวเรือนละเท่าไหร่ อุดหนุนซื้อรถ EV อย่างไร ทำไมไม่พูด อย่าต้มประชาชน ต้มแล้วต้มอีก ต้มแล้วต้มอีกเหมือนประชาชนเป็นขาหมูเถอะ หรืออย่าพยายามเสกมนต์ขลังทั้งหมดให้ประชาชนหลงกับคำพูดที่มาโอ้อวด ไม่ใช่ครับ” นายชัยชนะ กล่าว

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ส่วนความคุ้มค่าและความชัดเจนของแผนงานปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานในอนาคต ทั้งโครงการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านครัวเรือน และการอุดหนุนยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รัฐบาลอาจไม่ได้มองปัญหาขยะอันตรายในระยะยาวที่จะตกเป็นภาระงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการกำจัดซากแผงโซลาร์เซลล์หลังหมดอายุการใช้งาน 15 ปี รวมถึงยังไม่มีมาตรการรองรับและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนในต่างประเทศ

“ถ้าท่านเดินหน้าใช้แผงโซล่าเซลล์จริงๆ รัฐบาลมีมาตรการและชี้แจงและให้คำมั่นสัญญาต่อสังคมได้อย่างไรว่าคนที่เป็นเอกชนขายแผงโซล่าเซลล์ จะไม่มีความเชื่อมโยงกับบุคคลในคณะรัฐมนตรีอีก มันจะไม่มีการซื้อมากักตุนเหมือนกักตุนน้ำมันที่ผ่านมา กล้ายืนยันมั้ยว่าจะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนอีก เพราะวงเงินมันเยอะเม็ดเงินมันก้อนโต ทราบดีครับการทำมาหากินทำกันได้ แต่อย่ามองประเทศนี้เหมือนหลุมอันหนึ่ง แล้วไปขุดเอา ขุดเอา แล้วทุจริตเอา ทำให้ประชาชนแบกรับหนี้สินต่อไป” นายชัยชนะ กล่าว

นายชัยชนะ กล่าวด้วยว่า ตนขอฝาก3คำถามสำคัญถึงฝ่ายบริหาร ได้แก่ 1.นายกรัฐมนตรีจะสามารถให้คำมั่นสัญญาต่อสังคมได้หรือไม่ว่า จะไม่มีการทุจริตเชิงนโยบาย การกักตุนสินค้า หรือผลประโยชน์ทับซ้อนของบุคคลในรัฐบาลที่เชื่อมโยงกับเอกชนผู้ค้าแผงโซลาร์เซลล์

2.แผนงานเงินกู้ก้อนหลังจำนวน 200,000 ล้านบาท มีความชัดเจนและสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้ประเทศอย่างไร 3.งบประมาณก้อนแรก 200,000 ล้านบาทที่ยังคงเหลืออยู่นั้น รัฐบาลจะมีแนวทางบริหารจัดการและขับเคลื่อนต่ออย่างไร เพื่อให้สังคมได้รับความกระจ่างอย่างตรงไปตรงมา

ชัยชนะ เดชเดโชพ.ร.ก.กู้เงินรัฐบาล

ศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติชี้ขาด คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 28 ก.ย.นี้-อ่านคำวินิจฉัย 14.00 น.

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:36 น.

ศาล รธน.นัดชี้ขาดปมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง 28 ก.ย. หลังไต่สวน 5 พยาน เปิดโอกาสคู่กรณีเดินเผชิญสืบพร้อม2ตุลาการ ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้งพรุ่งนี้

วันที่ 26 สิงหาคม 2569  ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานจำนวน5 ปากในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด และรหัส QR code ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยรับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 โดยการไต่สวนวันนี้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ประธานกกต.ได้มาร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนด้วย

โดยพยานจำนวน 5 ปากเป็นพยานที่ศาลเรียกประกอบด้วย 1. นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมชำนาญการ สำนักงาน กกต. 2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 3. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 4. นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ 5. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.
และอนุญาตให้ทางกกต.โดยว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการการกกต. ได้สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง

ทั้งนี้การไต่สวนศาลได้งดการถ่ายทอดภาพและเสียงรวมถึงได้มีการกำชับห้ามผู้เข้าฟังนำข้อมูลที่ได้จากการไต่สวนวันนี้ไปเผยแพร่สู่บุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด

การไต่สวนใช้เวลานาน 3 ชั่วโมงกว่า นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้แจ้งคู่กรณีว่าศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีมีเหตุจำเป็นที่จะเดินเผชิญสืบพยานหลักฐานนอกที่ทำการศาลตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญ2562 โดยศาลมอบให้นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนพดล เทพพิทักษ์ และหน่วยงานที่รับผิดชอบสำนวน ร่วมตรวจสอบหลักฐาน ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 ก.พ 69 ในกรุงเทพมหานคร ในวันพฤหัสบดี 27 ส.ค.เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป โดยให้คู่กรณีร่วมตรวจสอบ หากฝ่ายใดไม่เข้าร่วมเดินเผชิญสืบตามวันเวลาที่กำหนด ให้ถือ ว่าไม่ติดใจ วันนี้ศาลฯออกนั่งพิจารณาคดีเพื่อไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลเรียกมาให้ถ้อยคำทั้ง 5 ปากซึ่งได้ตอบข้อซักถามของศาล และศาลอนุญาตให้คู่กรณีซักถามเพิ่มเติม ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 60 วรรคสาม เสร็จสิ้นแล้ว โดยศาลฯได้บันทึกการไต่สวนไว้ด้วยเครื่องบันทึกภาพและเสียงแล้ว หากคู่กรณีประสงค์ยื่นคำแถลงปิดคดีให้ยื่นภายในวันศุกร์ที่ 11 ก.ย.หากไม่ยื่นในกำหนดเวลาถือว่าไม่ติดใจ และนัดแถลงด้วยวาจาปรึกษาหารือและลงมติในวันจันทร์ที่ 28 ก.ย 69 เวลา 9:30 น และนัดฟังคำวินิจฉัยวันเดียวกันในเวลา 14:00 น.

บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปม ยิ่งชีพ นำสำนวนคดีมาเปิดเผย มีความผิดอาญา ชี้เบสสัญญาณมือถือยืนยันการกระทำความผิดไม่ได้

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:31 น.

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 กรณีนายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ได้เปิดเผยสำนวนคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษต่อสาธารณะและพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้ว สว.นั้น

ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฎฐ์” นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณและกล่าวว่า การเปิดเผยสำนวนที่อัยการสั่งให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษสอบสวนเพิ่มเติม เป็นกระบวนการในชั้นสอบสวน เป็นสายธารในการอนวยความยุติธรรมในคดีอาญาเริ่มต้น เป็นขั้นตอนรวบรวมพยานหลักฐาน บุคคลใดจะนำความลับในสำนวนนคดัไปเปิดเผยไม่ได้เด็ดขาด หากนำไปเปิดเผย จะเป็นความผิดฐานเปิดเผยความลับราชการ ปอ.164 ,พรบ.ข้อมูลข่าวสารราชการ พ.ศ.2540 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561

ดร.ณัฏฐ์

สำนวนคดีอยู่ในความครอบครองของคณะพนักงานสอบสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเมื่อได้สอบปากคำพยานและรวบรวมพยานหลักฐานแล้ว สำนวนคดีเป็นเอกสารราชการและเป็นความลับ บุคคลใดลักลอกแอบคัดลอกไปส่งให้แก่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการไอลอว์ ย่อมมีความผิดอาญา ส่วนนายยิ่งชีพฯได้นำเปิดเผยต่อสื่อมวลชน นายยิ่งชีพฯไม่ใช่เจ้าพนักงาน แต่เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานในการกระทำความผิด ตาม พรป.ปปช.มาตรา 172 ปอ.มาตรา 164 ประกอบมาตรา 86 ไม่ว่าจะได้สำนวนนั้นด้วยวิธีการอื่นใด ย่อมเป็นความผิดทั้งสิ้น แม้ไม่ทราบว่าเป็นเจ้าพนักงานรายใด ย่อมคาดหมายได้ว่า ผู้เปิดเผยเอกสารราชการ มีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน ตาม ปอ.มาตรา 2 (16) และ พรป.ปปช.มาตรา 4

ต้องเรียนพี่น้องสื่อมวลชนและสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนว่า สำนวนคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษก็ดี สำนวนคดีทุจริตการเลือก พรป.สว.ของ กกต.ก็ดี ตราบคดียังไม่ถึงที่สุดและไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานของรัฐ ตาม พรบ.ข้อมูลข่าวสาร พ.ศ.2540 ย่อมไม่อาจเปิดเผยได้ เพราะกระทบสิทธิข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลการสอบสวนในคดี กระทบกระเทือนต่อมาตรฐานในการอำนวยความยุติธรรม และเป็นช่องทางให้ฝ่ายผู้ต้องหานำข้อเท็จจริงไปต่อสู้คดัได้ โดยคดีนี้ ยังไม่แน่นอนว่า พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนคดีจะสั่งฟ้องหรือไม่ เพราะต้องยึดถือข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ของมติที่ประชุมใหญ่ กกต.ในการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวน คดีฮั้ว สว.เป็นหลัก

ส่วนกรณีกล่างอ้างเรื่องพยานหลักฐานที่เป็นข้อมูลทางโทรศัพท์ หรือภาษาชาวบ้านที่เรียกว่า “เบสสัญญาณโทรศัพท์” ระหว่างนักการเมืองในจังหวัดอ่างทองสังกัดพรรคภูมิใจไทยนั้น ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า เป็นความอ่อนด้อยประสบการณ์กฎหมทมายในภาคปฏิบัติของนายยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ที่ขาดความรู้ความเข้าใจกฎหมายในภาคปฏิบัติ แล้วจะมาทำหน้าที่ผู้จัดการไอลอว์ ที่ไม่มีกฎหมายรองรับองค์กรนี้และไม่ได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย อาจเรียกว่าได้ กลุ่ม NGO เพียงต้องการเงินบริจาคจากต่างประเทศ ไม่ได้กระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่สุดท้ายปลายทาง บ่งชัดว่า เป็นกลุ่มเดียวกับพรรคส้ม ขอตั้งคำถามว่า ประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากไอลอว์ หรือต้องการเพียงเศษเงินเพื่อดำรงชีพเพื่อความอยู่รอด พวกคุณอยากไปตรวจสอบองค์กรอื่น ตัวเองยังไม่สะอาดเลย

ต้องนำเรียนกับต้องเรียนพี่น้องสื่อมวลชนและสื่อสารไปยังพี่น้องประชาชนว่า พยานหลักฐานในคดีร่วมกันทุจริต พรป.สว.มาตรา 77(1) ต้องปรากฏชัดว่า มีพยานหลักฐานยืนยันการกระทำความผิด เช่น มีหลักฐานการให้เงิน สัญญาว่าจะให้เงิน หากเป็นการให้ทรัพย์สิน อาทิ เงิน ต้องมีหลักฐาน คือ การส่งมอบเงิน ระหว่างผู้ให้กับผู้รับ อย่าไปคาดคะเนกันเอง

ส่วน “เบสสัญญาณโทรศัพท์” ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญเพราะไม่ใช่คดีฆ่าคนตาย เพราะคำว่า ตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดในคดี พรป.สว. ต้องเป็นเรื่องระหว่างผู้สมัครกับผู้สมัคร หรือผู้สมัครกับตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนด้วยกัน ส่วน “เบสสัญญาณโทรศัทท์” เพื่อยืนยันว่า ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 นักการเมืองรายดังกล่าวอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ไม่อาจยืนยันการกระทำความผิดได้

เพราะการทุจริตการเลือก สว. จะต้องมีการกระทำก่อน ในวันที่ 9 มิถุนายน 2567 และต่อเนื่องไปจนวันที่ 26 มิถุนายน 2567 และผู้ร้องคัดค้านผลการเลือก สว.ภายใน 3 วัน จึงจะเป็นผู้เสียหาย ตาม พรป.สว.มาตรา 88 แต่ส่วนใหญ สว.สำรอง ไปร้อง กกต.ให้เพิกถอนคุณสมบัติ ตัวจริง เพื่อให้ตนเองเป็นตัวสำรอง เข้ามาเสียบแทน พูดภาษาชาวบ้าน กระสันอยากเป็น สว.ตัวจริง ช่วงใกล้ที่ประชุมมติ กกต.ชี้ขาด จะเห็นปรากฏการณ์บึบ กกต.ทุกช่องทาง เป็นเกมการเมืองเท่านั้น เพราเ สส.ไม่อาจตรวจสอบ กกต.องค์กรอิสระได้ เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ แต่ถือเป็นการแทกรแทรกเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรอื่น ตาม รธน.มาตรา 185 ตรงนี้ เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตนไม่ได้ชี้ช่องนะ แต่แนะนำว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบ เกลือจิ้มเกลือ ให้ไปยื่นคำร้องต่อ ปปช.ตาม รธน.219 มาตรฐานจริงธรรมฯ พ.ศ.2561 และ พรป.ปปช.ให้ไต่สวน หาก ปปช.ชี้มูล ตาม รธน.235 วรรคหนึ่ง(1) วรรคสี่ สส.ที่ไม่รู้หน้าที่ของตนเองและไม่รู้กฎหมาย ผลปลายทาง จะถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดชีพ

เท่าที่ตนติดตามข่าวการเลือก สว. พบข้อเท็จจริงว่า วันที่ 30 เมษายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกประกาศคำสั่งของพรรคห้าม กก.บห.ไปยุ่งเกี่ยวกับการเลือก สว.ในปี 2567 และในวันที่ 21 มิถุนายน 2567 ท่านอนุทิน ได้ประกาศย้ำต่อสาธารณะ ขณะนั้นเป็นรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องถามพี่น้องสื่อว่า ได้เห็นประกาศฉบับนี้เหมือกับตนหรือไม่ หากไม่เคยเห็นไปสืบค้นดูได้

ต้องสื่อสารพี่น้องประชาชนว่า ระบบเลือกไขว้ ระหว่างผู้สมัครกับผู้สมัครด้วยกัน ตาม พรป. สว. เป็นการออกแบบป้องกันการทุจริตระหว่างผู้สมัครด้วยกันไว้อยู่แล้ว อย่าไปหลงเชื่อกับกลุ่มนี้ ส่วนปมรับเงินบริจาคสู้คดี คนได้กล่าวโทษดำเนินคดีอาญากับ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต ผู้ต้องหาที่ 1 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ 2 นายปริญญา เทวนฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ 3 กับพวกรวม 6 คน ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, พรบ.คอมพิวเตอร์ และ พรบ.ควบคุมการเรี่ยยไรเงิน ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ไว้หลายกรรมกระทำความผิด กรณีเปิดรับบริจาค เรี่ยไรเงินจากพี่น้องประชาชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยโดยมีวัตถุประสงค์โดยมีพฤติการณ์แห่งคดี ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 จนถึงวันนี้ เปิดรับบริจาคเรี่ยไร เป็นการหลอกลวงพี่น้องประชาชน จำนวน 2 บัญชี ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจกระทำได้เพราะต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชโปรดระมัดระวังทรัพย์สินของท่าน อย่าหลงตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้ต้องหากลุ่มนี้ เพราะสุดท้ายปลสายทาง่อมถูก ปปง.ยัดทรัพย์สินของกลางทั้งหมดเพราะโอนเงินผ่านบัญชี แตละครั้ง เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แยกแต่ละกรรม

สัปดาห์หน้าตนจะไปยื่นคำร้องต่อ ปปง.ขอให้ยึดทรัพย์จากกลุ่มนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กับพวก ผู้ต้องหากลุ่มนี้

ความผิดอาญาณัฐวุฒิ วงศ์เนียมดร.ณัฏฐ์ยิ่งชีพ อัฌชานนท์

จุติ หนุน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้วิกฤตปี 69 กระทบคนจนก่อน แนะรัฐต้องทำนโยบายเชิงรุก กู้ต่อลมหายใจประชาชน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.

26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

โดย นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย อภิปรายสนับสนุน พ.ร.ก.กู้เงิน ว่า เป็นเครื่องมือจำเป็นในภาวะที่ไทยเผชิญวิกฤตจากภายนอก ควบคุมไม่ได้ และไม่อาจรอให้ปัญหาลุกลามก่อนค่อยแก้ หากไม่มีสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ไทยก็ไม่จำเป็นต้องมี พ.ร.ก.เงินกู้ แต่เมื่อสงครามที่เคยคาดว่าจะจบภายใน 6 สัปดาห์ลากยาวมาถึงเดือนที่ 6 และยังกระทบราคาพลังงานทั่วโลก รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจเชิงรุก กู้เงินเพื่อกันไม่ให้วิกฤตพลังงานลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ การบริหารวิกฤตต้องมองเหมือนการรักษาประเทศที่กำลังป่วย คือทำให้ประเทศรอดก่อน ไม่ให้แผลขยายวง และไม่ให้ติดเชื้อทางเศรษฐกิจ พร้อมให้กำลังใจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเดินยุทธศาสตร์เชิงรุกมาถูกทางแล้ว

นายจุติ กล่าวต่อว่า ไทยเคยผ่านวิกฤตใหญ่หลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2552 วิกฤตโควิด ปี 2563 จนถึงวิกฤตพลังงาน ปี 2569 แต่ละครั้งมีลักษณะไม่เหมือนกัน ปี 2540 เหมือนเศรษฐกิจสะอึกหนัก ปี 2552 เหมือนไข้หวัดใหญ่ ปี 2563 เหมือนประเทศอยู่ห้องไอซียู ส่วนปี 2569 เป็นวิกฤตพลังงานที่เริ่มจากค่าครองชีพและกระทบคนตัวเล็กก่อนใคร

“วิกฤตครั้งก่อนๆ มักเริ่มจากภาคธุรกิจหรือคนมีทุนก่อน แล้วค่อยลามถึงแรงงาน แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะราคาน้ำมัน ค่าไฟ ปุ๋ย และต้นทุนเกษตรกระทบ 29 ล้านครัวเรือนทันที โดยเฉพาะคนจนและเกษตรกร จึงไม่ใช่เวลาจะลังเลว่าควรกู้หรือไม่ แต่ต้องถามว่าหากไม่กู้ ประชาชนจะอยู่รอดได้อย่างไร” นายจุติ กล่าว

นายจุติ กล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่สามารถใช้นโยบายประชานิยมแบบเดิมได้อีก เพราะวันนี้หนี้ครัวเรือนสูงกว่าปี 2552 ถึง 300% และหนี้สาธารณะคงค้างสูงกว่าปี 2552 ถึง 400% ทุกมาตรการจึงต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง และต้องกู้เพื่อใช้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช่กู้มาใช้จ่ายไร้กรอบ สำหรับเงินกู้ส่วนแรก 200,000 ล้านบาท นายจุติ กล่าวว่า เป็นเงินที่ช่วยต่อลมหายใจประชาชน ร้านเล็ก ตลาดนัด และคนที่ถูกค่าครองชีพกดทับโดยตรง ส่วนเงินอีก 200,000 ล้านบาท ต้องใช้เฉพาะโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน หากโครงการไม่เข้าเกณฑ์ก็ไม่ควรอนุมัติ และหากเงินเหลือก็ไม่จำเป็นต้องกู้เพิ่ม

นายจุติ กล่าวว่า ไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เพราะน้ำมัน 100 ลิตรที่ใช้ในประเทศ ต้องนำเข้าถึง 93 ลิตร มีในประเทศเพียง 7 ลิตร เมื่อราคาน้ำมันโลกกระชาก ดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าครองชีพย่อมถูกกระทบซ้ำ การเดินหน้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานสะอาดจึงเป็นทางออกที่ถูกต้อง ยกตัวอย่างโซลาร์รูฟ หากครัวเรือนลดค่าไฟได้เดือนละ 1,500 บาท เท่ากับปีละ 18,000 บาท หากคิดอายุใช้งาน 15 ปี จะประหยัดได้ 270,000 บาท เงินจำนวนนี้อาจไม่มากสำหรับคนมีฐานะ แต่มีค่ามากสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย

นายจุติ กล่าวด้วยว่า พ.ร.ก.นี้ยังช่วยเตรียมแรงงานไทยให้ทันเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมรถยนต์สันดาปและชิ้นส่วนราว 600,000 – 700,000 คน ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจาก EV ดิจิทัล AI และพลังงานสะอาด หากไม่เร่งอัพสกิลและรีสกิล วันนี้แรงงานกลุ่มนี้อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ดังนั้น ขอสนับสนุนให้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่าน เพราะเป็นการกู้เงินเพื่อป้องกันวิกฤต ไม่ใช่เพื่อการเมือง เป็นมาตรการที่ประชาชนได้ประโยชน์ ประเทศได้ประโยชน์ และช่วยให้ไทยเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจเก่าไปสู่เศรษฐกิจใหม่ โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

จุติไกรฤกษ์,พรรคภูมิใจไทย,รัฐบาล,เศรษฐกิจ,

โด่ง-ประสงค์ ไม่รอด! ศาลฎีกาพิพากษายืนคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา คดี ม.112 เหตุแชร์โพสต์เฟซบุ๊กปี 64

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

26 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 306 ศาลอาญาตลิ่งชัน นัดหมายฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกา คดีของ “โด่ง” ประสงค์ โคตรสงคราม ชาวจังหวัดลพบุรี วัย 31 ปี ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีแชร์โพสต์ในเฟซบุ๊กรวม 2 กระทง พร้อมเขียนข้อความประกอบ เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2564

คดีนี้มีประชาชนชื่อ ฐิติวัฒน์ ธนการุณย์ ประชาชนทั่วไปที่เคยได้รับพระราชดำรัสชื่นชมจากรัชกาลที่ 10 ว่า “เก่งมาก กล้ามาก ขอบใจ” ระหว่างการรับเสด็จเมื่อวันที่ 23 ต.ค. 2563 เป็นผู้กล่าวหา

ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และเขาได้รับการประกันตัว จากนั้นจำเลยยื่นฎีกาคำพิพากษาต่อมา ก่อนที่ศาลอาญาตลิ่งชันจะมีนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาดังกล่าว

ล่าสุด ศาลฎีกาพิพากษาคดี ม.112 ของ “โด่ง” ประสงค์ โคตรสงคราม ลงโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษธนบุรี ภายในวันนี้

เกี่ยวกับคดีนี้ ประสงค์ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 ตามหมายจับของศาลอาญาตลิ่งชัน จากบ้านพักในอำเภอเมืองลพบุรี ก่อนถูกนำตัวไปยัง สน.บางพลัด สถานีตำรวจเจ้าของคดี

ต่อมาศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวในชั้นสอบสวน จึงเป็นเหตุให้เขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำชั่วคราวทุ่งน้อย จ.นครปฐม ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 โดยอ้างเหตุผลจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงนั้น

หลังจากถูกขังไป 27 วัน ประสงค์ถูกปล่อยตัวในวันที่ 4 ส.ค. 2564 หลังจากที่ศาลอาญาตลิ่งชันอนุญาตให้ประกันตัว จากการยื่นคำร้องในครั้งที่ 4 โดยศาลกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) และอีกหลายเงื่อนไข ทั้งนี้ เขาได้ถอดกำไล EM เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2566 หลังจากศาลมีคำสั่งอนุญาต รวมระยะเวลาราว 1 ปีครึ่ง (547 วัน) ที่เขาต้องใช้ชีวิตกับอุปกรณ์ดังกล่าว

จากนั้น พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีเมื่อวันที่ 28 ก.ย. 2564 ประสงค์ให้การรับสารภาพ ต่อมาในวันที่ 12 มิ.ย. 2566 ศาลอาญาตลิ่งชันมีคำพิพากษาจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี ก่อนลดเหลือจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา

จากนั้นศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2568 แก้โทษเป็นจำคุก 2 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ทั้งนี้ ประสงค์ได้รับการประกันตัวระหว่างชั้นอุทธรณ์และฎีกา โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศ

เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 จำเลยยื่นฎีกา โดยขอให้ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ มีประเด็นสำคัญดังนี้ จำเลยให้การรับสารภาพ โดยรายงานการสืบเสาะและพินิจระบุว่าภูมิหลังของจำเลยไม่ปรากฏข้อเสียหายร้ายแรง จำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อน มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ซึ่งพนักงานคุมประพฤติมีความเห็นว่าสมควรรอการลงโทษจำเลยและใช้มาตรการคุมประพฤติ

จำเลยประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปและเป็นผู้ดูแลมารดาซึ่งมีอายุมากกว่า 70 ปี มีอาการเจ็บป่วยและต้องดูแลอย่างใกล้ชิด หากจำเลยถูกจำคุกจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและชีวิตของมารดาอย่างมาก

พฤติการณ์ในคดีของจำเลยไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง แต่เกิดตามตามสภาพการณ์การชุมนุมทางการเมืองที่มีความขัดแย้งสูง จำเลยไม่มีเจตนามุ่งร้ายหรืออาฆาตมาดร้ายต่อกษัตริย์ อีกทั้งยังไม่มีอาวุธหรือใช้ความรุนแรงใด ๆ และจำเลยไม่ใช่แกนนำผู้เคลื่อนไหวการชุมนุมทางการเมือง

เมื่อพิจารณาโทษจำคุก 2 ปี 12 เดือน ถือว่าเป็นเวลาระยะสั้น จะทำให้จำเลยเสียประวัติและยากต่อการประกอบอาชีพเมื่อพ้นโทษ การให้โอกาสรอการลงโทษเพื่อปรับปรุงตนเองภายใต้การดูแลของพนักงานคุมประพฤติจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากกว่า

ศาลอาญาตลิ่งชันนัดฟังคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกาในวันที่ 26 ส.ค. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 306 ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถติดตามสถานการณ์คดีของประสงค์ได้ตามวันและเวลานัดหมายดังกล่าว

อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/85814

โด่ง,ประสงค์โคตรสงคราม,ศาลฎีกา,ม112,มาตรา112,ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน,

‘กรวีร์’ โต้เอี่ยวฮั้ว สว. พร้อมรับการตรวจสอบ ชี้อย่าใช้จินตนาการตัดสินความผิด

26 สิงหาคม 2569 เวลา 14:11 น.

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

วันนี้ 26 สิงหาคม 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก สรุปข้อเท็จจริงและจุดยืนของตนอีกครั้งเกี่ยวกับเรื่อง สว. จนถึงไปเรื่องโทรศัพท์และประเด็นที่อยู่ โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสชี้แจงข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับตัวผม ผ่านการให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายสำนัก วันนี้จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ สรุปข้อเท็จจริงและจุดยืนของผมอีกครั้ง เพื่อให้ทุกคนได้รับข้อมูลจากผมโดยตรงครับ

เรื่องแรก — ผมไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก ส.ว. ตามที่ถูกกล่าวหา

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

ผมยืนยันเหมือนที่ยืนยันมาตลอดว่า ผมไม่เคยสั่งการ ไม่เคยเข้าไปมีส่วนรู้เห็นในขั้นตอนหรือกระบวนการ และไม่เคยมีส่วนร่วมในการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่ง ส.ว. ตามที่ถูกกล่าวอ้างแต่อย่างใด
นี่คือสิ่งที่ผมยืนยันได้อย่างชัดเจนตลอดมา

เรื่องที่สอง — ข้อมูลที่กล่าวหาว่าผมอยู่บริเวณเมืองทองในคืนนั้น ไม่เป็นความจริง

มีการนำข้อมูลเรื่องการโทรศัพท์มาเชื่อมโยงกับผม กล่าวว่ามีผู้สมัครโทรศัพท์เข้ามาหาผม และระบุว่าขณะนั้นผมอยู่ในพื้นที่เมืองทอง ใกล้กับสถานที่เลือก ส.ว.
เรื่องนี้ผมขอยืนยัน 100% ว่า ผมไม่ได้อยู่ที่เมืองทองในคืนนั้นอย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องโทรศัพท์ ผมอยากพูดให้ชัดเจนตรงนี้ครับ ในแต่ละวันผมมีโทรศัพท์เข้าออกจำนวนมาก ทั้งเรื่องงาน เรื่องประสานงาน และเรื่องของชาวบ้านในพื้นที่เป็นเรื่องปกติมาก แต่สิ่งที่ผมยืนยันได้ 100% คือ ไม่มีการพูดคุยหรือโทรศัพท์ไม่ว่ากับใคร เมื่อไร ที่ผมใช้เพื่อสั่งการ ประสาน หรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก ส.ว. ตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด

เรื่องที่สาม — เมื่อข้อมูลสำคัญบางส่วนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ยิ่งต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้งหมดอย่างรอบคอบ

เมื่อมีการระบุว่าผมอยู่ที่เมืองทอง ทั้งที่ผมไม่ได้อยู่ที่นั่น ผมจึงคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะตั้งคำถามว่า ข้อมูลทั้งหมดที่นำมาเผยแพร่ ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้วหรือยัง? ใครเป็นผู้ตรวจสอบ?
ใครยืนยันความถูกต้อง? และข้อมูลที่นำมาเผยแพร่มีบริบทครบถ้วนเพียงพอที่จะนำไปสู่ข้อสรุปตามที่กล่าวหาหรือไม่?

ผมไม่เคยปฏิเสธการตรวจสอบ พร้อมให้ตรวจสอบอย่างเต็มที่ และที่ผ่านมาก็ให้ความร่วมมือมโดยตลอด แต่การตรวจสอบก็ควรอยู่บนความถูกต้อง ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกนำมาเปิดเผย ผมเพียงตั้งคำถามว่าได้มาอย่างไร และการได้มา การใช้ หรือการเปิดเผยนั้นเป็นไปตามอำนาจและกรอบของกฎหมายหรือไม่ ในฐานะคนที่ถูกกล่าวหาจนได้รับผลกระทบอย่างามาก ผมคิดว่าผมมีสิทธิถามถึงความถูกต้องและที่มาของข้อมูลเช่นเดียวกัน

เรื่องสุดท้าย — และเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องแยกให้ออก

ตลอดช่วงที่ผ่านมา มีการนำข้อมูลเรื่องหนึ่งมาเชื่อมกับอีกเรื่องหนึ่ง นำหลายเหตุการณ์มาวางต่อกัน จนพยายามสร้างภาพให้เชื่อว่าผมต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก ส.ว.
แต่จนถึงวันนี้ ยังไม่มีหลักฐานใดที่แสดงว่าผมทำผิดกฎหมาย ไม่มีหลักฐานว่าผมไปสั่งการ แทรกแซง หรือกระทำการใดๆในการเลือก ส.ว. ตามที่ถูกกล่าวหา
การมีชื่ออยู่ในข้อมูลบางอย่างหรือการรู้จักใครบางคน** ไม่ควรนำไปสู่ข้อสรุปว่า**

คนนั้นกระทำผิดโดยไม่มีข้อเท็จจริงและหลักฐานที่พิสูจน์ว่าทำผิดกฎหมายข้อใดถ้าจะกล่าวหาว่าคนคนหนึ่งทำผิด สิ่งที่ต้องแสดงให้เห็นคือ เขาทำอะไร เมื่อไร อย่างไร และหลักฐานของการกระทำที่ผิดกฎหมายนั้นคืออะไรไม่ใช่นำข้อมูลหลายชิ้นมาวางต่อกัน แล้วเติมช่องว่างระหว่างข้อมูลเหล่านั้นด้วยความเชื่อ

ผมชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อคิดเห็นและขอให้ตัดสินกันบนความจริง ไม่ใช่ความเชื่อ ผมพร้อมให้ตรวจสอบตามขั้นตอนของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรม ถ้ามีข้อมูล มีข้อเท็จจริง หรือมีหลักฐานว่าผมกระทำผิดกฎหมายอย่างไร เมื่อไร ก็นำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ ผมพร้อมชี้แจงและพร้อมเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
เพราะถ้าเราเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพหลักนิติธรรม เราต้องไม่ลืมหลักง่าย ๆ ว่า

ข้อกล่าวหา ≠ ข้อเท็จจริง

ข้อเท็จจริง ≠ ความผิด

และข้อกล่าวหา ≠ คำตัดสิน

ความเชื่อไม่ใช่ความจริงและการเชื่อมโยงเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้าด้วยกัน ไม่ใช่หลักฐานของการกระทำผิด ผมไม่เคยกลัวการตรวจสอบ และพร้อมเข้าสู่ทุกกระบวนการตามกฎหมาย แต่ขอให้การตรวจสอบตั้งอยู่บน “พยานหลักฐานที่แท้จริง” ไม่ใช่ “กระแสข่าวและการโยงภาพตามความเชื่อ” เพราะความยุติธรรมที่แท้จริง ต้องตัดสินกันด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่จินตนาการครับ”

กรวีร์ ปริศนานันทกุล

หลังจากที่โพสต์ของ กรวีร์ ปริศนานันทกุล เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ถ้า..ไม่คิด ไม่ร่วม ไม่วางแผน ไม่สั่งการ ไม่บงการ ไม่รับรู้ ไม่เป็นใจ ไม่สนับสนุน ไม่อยู่กระบวนการ..ฮั้ว นำมาซึ่งการโกง..อย่ากลัวครับ อย่าหวั่นไหวครับ อย่าตื่น อย่าลุกลี้ลุกลน และอย่าบิดเบือนครับ..สู้ๆครับผมเป็นกำลังใจให้คนทำดี”

“ใครจะยอมรับง่ายล่ะ55”

“สรุปได้โทรไหม”

“ขอให้ความดีที่คุณไม่ร่วมการฮั้ว ไม่ทำเรื่องเลว เป็นเกราะคุ้มครองครับ”

“ความจริงก็คือความจริง”

“เวรกรรมมันมีจริงไม่เร็วก็ช้ามันจะส่งผลผมเชื่อในพระพุทธศาสนา”

“เขาทำทุกรูปแบบเพื่อจะโค่น ภท.ให้ได้ เป็นกำลังใจให้ค่ะ”

“อยู่ดีๆไม่ทำเลว ใครจะกล้าไปโค่นจ๊ะแม่คุณ55”

“เป็นกำลังใจให้ครับ ! “ความจริง ก็คือความจริง” คุณครูปรีชาได้กล่าวไว้ครับ !!!!…..

“ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวครับท่าน ใครไม่รู้แต่ในใจเราย่อมรู้ดีอยู่แล้ว . . .เป็นกำลังใจให้กับความจริงที่มีเพียงหนึ่งเดียวนะครับท่านครับ

“คนดีย์อย่าไปกลัวครับ ทำดีย่อมได้ดีทำชั่วย่อมได้ชั่ว”

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรวีร์ ปริศนานันทกุล Korrawee

กรวีร์ ปริศนานันทกุลการเมืองคดีฮั้ว สว.พรรคภูมิใจไทยสส.