ไอติม ลั่น ครม.ใหม่ ไม่มีเวลาทดลองงาน บี้ เร่งแก้วิกฤตพลังงาน-เปิดข้อมูลน้ำมัน

ไอติม ลั่น ครม.ใหม่ ไม่มีเวลาทดลองงาน บี้ เร่งแก้วิกฤตพลังงาน-เปิดข้อมูลน้ำมัน

ไอติม ลั่น ครม.ใหม่ ไม่มีเวลาทดลองงาน บี้ เร่งแก้วิกฤตพลังงาน-เปิดข้อมูลน้ำมัน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.56 น.

ไอติม ลั่น ครม.ใหม่ ไม่มีเวลาทดลองงาน บี้ เร่งแก้ วิกฤตพลังงาน ให้ประชาชน จี้เปิดข้อมูลน้ำมัน-อำนวยความสะดวก ปชช.ช่วงสงกรานต์

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า พอมี ครม.ใหม่เป็นที่ชัดเจนแล้ว และจะมีการแถลงนโยบายเพื่อเริ่มปฎิบัติหน้าที่ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือให้ ครม.ใหม่ ทำงานเลย เพราะนอกเหนือจากปัญหาต่างๆ ที่เรื้อรังมานาน ทั้งปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปัญหาเรื่องการศึกษา เรื่องการทุจริต ซึ่งถูกพูดถึงเยอะในการนำเสนอนโยบายช่วงเลือกตั้ง แต่ตอนนี้มีวิกฤติเฉพาะหน้าคือเรื่องพลังงาน กระทบต่อปากท้องของประชาชน 

“โดยคิดว่าสิ่งที่ประชาชนคาดหวังที่สุด ก็คือ ครม.ชุดใหม่ ต้องเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชนทันที คงไม่มีเวลาทดลองงาน” นายพริษฐ์  กล่าว 

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพราะเป็นเทศกาลที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ และสภาพจิตใจของประชาชน หวังว่ารัฐบาลจะมีความชัดเจนที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ยกตัวอย่างเช่น ให้มีการจัดระบบข้อมูลที่มีการเปิดเผยอย่างโปร่งใส ให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่ขัดแคลนน้ำมัน และความชัดเจนว่าจะสามารถเติมที่ไหนได้บ้าง หรืออำนวยความสะดวกเรื่องขนส่งสาธารณะ ที่ประชาชนต้องการเดินทางกลับต่างจังหวัด รวมไปถึงการดูแลเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน 

เช็กบิลความจองหองพรรคส้ม! 10 แกนนำพรรคลุ้นชะตา เซ่นลายเซ็นแก้ ม.112

เช็กบิลความจองหองพรรคส้ม! 10 แกนนำพรรคลุ้นชะตา เซ่นลายเซ็นแก้ ม.112

เช็กบิลความจองหองพรรคส้ม! 10 แกนนำพรรคลุ้นชะตา เซ่นลายเซ็นแก้ ม.112

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.53 น.

คดีอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล เดินมาถึงช่วงชี้ชะตา หลัง ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา กรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในข้อกล่าวหาฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง

กฎหมายมาตรานี้อยู่ในลักษณะความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ไม่ใช่กฎหมายทั่วไปที่จะหยิบมาปรับเล่นตามอารมณ์ทางการเมือง การเข้าไปแก้เท่ากับแตะโครงหลักของรัฐโดยตรง

ในจำนวนผู้ร่วมลงชื่อ มี 10 คนที่วันนี้ยังเป็น สส. พรรคประชาชน ประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ซึ่งล้วนเป็นตัวหลักของพรรคในวันนี้

หากศาลรับคำร้อง สส.ทั้ง 10 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และหากศาลวินิจฉัยว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง โทษตามกฎหมายอาจไปถึงขั้นเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

ลายเซ็นที่เคยเอาไว้โชว์จุดยืน วันนี้ถูกหยิบขึ้นมาสู่ชั้นศาลโดยตรง และเปิดให้เห็นชัดว่าการตัดสินใจในวันนั้นกำลังส่งผลถึงสถานะทางการเมืองในวันนี้

ตอนเสนอแก้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พรรคก้าวไกลวางตัวเป็นพรรคคนรุ่นใหม่ ฝ่ายก้าวหน้า และอธิบายว่ากฎหมายลักษณะนี้ไม่สอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่

สาระของข้อเสนอไม่ได้จำกัดอยู่แค่การปรับลดโทษ แต่ยังมุ่งปรับระดับของความผิดให้เข้าใกล้คดีหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา รวมถึงการกำหนดให้สำนักพระราชวังต้องเข้ามาเป็นผู้ร้องทุกข์เอง ซึ่งเท่ากับดึงสถาบันลงมาอยู่ในกระบวนการคดีโดยตรง

ประเด็นนี้จึงไม่ใช่เพียงรายละเอียดทางกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะของกฎหมายที่ใช้คุ้มครองประมุขของรัฐ ไปสู่กรอบเดียวกับข้อพิพาทระหว่างบุคคลทั่วไป ทั้งที่ในหลายประเทศก็มีกฎหมายลักษณะคุ้มครองประมุขของรัฐในรูปแบบของตนเอง

การตีความว่ากฎหมายเดิมล้าหลัง และต้องถูกปรับให้ทันสมัย เป็นการวางตัวเองเหนือโครงสร้างเดิมของประเทศอย่างชัดเจน

วิธีคิดแบบนี้เป็นการอวดดีทางแนวคิด เชื่อว่ามาตรฐานของตัวเองสูงกว่า และสามารถกำหนดทิศทางใหม่ได้โดยไม่ต้องยึดโยงกับบริบทของประเทศ

โพสต์ของ รักชนก ศรีนอก แสดงให้เห็นชัดถึงวิธีอธิบายแบบเข้าข้างตัวเอง ไล่รายชื่อ สส. พรรคเดียวกันขึ้นมายกย่อง พร้อมระบุว่าคนกลุ่มนี้คือกำลังสำคัญของประเทศ

ในขณะเดียวกัน มีการพาดพิงนักการเมืองจากพรรคอื่นโดยระบุชื่อเปรียบเทียบในเชิงลดค่า ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นก็ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนตามกติกาเดียวกัน

ลักษณะการสื่อสารแบบนี้ไม่ใช่แค่การปกป้องพวกเดียวกัน แต่เป็นการตั้งตัวเองเหนือกว่าคนอื่นอย่างชัดเจน พร้อมกับกดคนอื่นให้ต่ำลงไปพร้อมกัน

ข้อเท็จจริงอีกด้านคือ รักชนก ศรีนอก เคยถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 6 ปี จากการโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

เมื่อมีข้อเท็จจริงลักษณะนี้อยู่ แต่ยังเลือกอธิบายเฉพาะด้านที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง และยกตัวเองเหนือผู้อื่น ภาพที่ออกมาจึงเป็นความจองหองและอวดดีที่เห็นได้ชัดจากการกระทำของตัวเอง

แนวคิดที่ปรากฏในสภาไม่ได้เกิดขึ้นแยกส่วน แต่มีความต่อเนื่องจากการเคลื่อนไหวก่อนหน้านั้น ทั้งม็อบบนท้องถนน การสื่อสาร และการพาดพิงสถาบันอย่างต่อเนื่อง

จากบริบทดังกล่าว แนวทางเหล่านี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่พื้นที่นอกสภา แต่ถูกยกเข้ามาอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ และเปลี่ยนรูปเป็นข้อเสนอแก้กฎหมาย

เมื่อรวมเข้ากับการวางตัวเป็นฝ่ายก้าวหน้า เป็นคนรุ่นใหม่ และการตีความกฎหมายเดิมว่าเป็นของล้าหลัง ภาพทั้งหมดจึงเชื่อมต่อกันเป็นแนวทางเดียว

การยืนอยู่เหนือกติกา พร้อมลดค่าคนอื่นลง เป็นวิธีคิดที่สะสมมา และสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในพฤติกรรมทางการเมือง

คดีของอดีต 44 สส. จึงเป็นผลต่อเนื่องจากการตัดสินใจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแยกขาดออกจากกัน และในจุดนี้ แกนนำ 10 คนที่ยังดำรงตำแหน่ง สส. อยู่ในปัจจุบัน ต่างผูกสถานะของตัวเองไว้กับลายเซ็นในครั้งนั้นโดยตรง

เมื่อศาลรับคำร้อง ผลในชั้นต้นคือการหยุดปฏิบัติหน้าที่ และในขั้นต่อไป หากศาลวินิจฉัยว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง โทษตามกฎหมายอาจไปถึงขั้นเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่กระทบต่อสถานะทางการเมืองโดยตรง

ลายเซ็นที่เคยใช้โชว์จุดยืนทางการเมือง วันนี้เข้าสู่การพิจารณาของศาลอย่างเต็มรูปแบบ และกำลังเป็นตัวกำหนดชะตาทางการเมืองของเจ้าของลายเซ็นเองโดยตรง

เมื่อกระบวนการเดินมาถึงจุดนี้ สิ่งที่ตามมาจะไม่ใช่คำอธิบายหรือการยกเหตุผลเข้าข้างตัวเองอีกต่อไป แต่เป็นผลทางกฎหมายที่จะตัดสินสถานะทางการเมืองของคนที่ลงชื่อในวันนั้น

ความจองหองที่เคยใช้ขับเคลื่อนการเมือง กำลังถูกคิดบัญชีผ่านกระบวนการศาล และผลลัพธ์ที่จะออกมา จะเป็นคำตอบสุดท้ายของลายเซ็นชุดนั้น

– ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

‘สันติ ปิยะทัต’ ขนเฟอร์นิเจอร์พ้นตึกบัญชาการ เปิดทางรับรัฐมนตรีใหม่

‘สันติ ปิยะทัต’ ขนเฟอร์นิเจอร์พ้นตึกบัญชาการ เปิดทางรับรัฐมนตรีใหม่

‘สันติ ปิยะทัต’ ขนเฟอร์นิเจอร์พ้นตึกบัญชาการ เปิดทางรับรัฐมนตรีใหม่

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.47 น.

สันติ ปิยะทัต เก็บของออกจากห้องทำงานทำเนียบฯ จนท.เตรียมเคลียร์ห้อง รอรับ ‘รองนายกฯ-รมต.สำนักนายกฯ’ ป้ายแดง

1 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง “ครม.อนุทิน 2” ทำให้รัฐมนตรีใน “ครม.อนุทิน 1” ที่ไม่ได้ไปต่อ ทยอยเก็บของออกจากห้องทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล

โดยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ นายสันติ ปิยะทัต อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้เจ้าหน้าที่มาเก็บของที่ชั้น 4 ตึกบัญชาการ 1 โดยมีรถบรรทุกคันเล็กจำนวน 2 คัน และรถกระบะ 1 คัน มาขนของออกไป โดยของที่ย้ายออกไป ส่วนหนึ่งจะไว้ที่บ้าน และไว้ที่ออฟฟิศของนายสันติ ซึ่งในส่วนของรถกระบะเป็นโต๊ะหมู่บูชาและรูปภาพบางส่วน ขณะที่รถบรรทุกคันเล็กขนตู้ไม้ ชุดเฟอร์นิเจอร์โต๊ะทำงาน เก้าอี้ต่างๆ รวมถึงจานชาม

ขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น อดีตรองนายกฯ ซึ่งใน “ครม.อนุทิน 2” ดำรงตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพียงตำแหน่งเดียว ได้ให้เจ้าหน้าที่ขนของออกจากห้องทำงานชั้น 1 ไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่นเดียวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อดีตรองนายกฯ และรมว.เกษตรและสหกรณ์ และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ได้ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาขนของออกจากตึกบัญชาการ 1 ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา 

โดยหลังจากนี้ เจ้าหน้าที่จะมีการเตรียมห้องทำงานเพื่อรองรับ รองนายกฯ และรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ประกอบด้วย ห้องทำงานของนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์, นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ, นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม และนางสุขสำรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 

ขณะที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง, น.ส.ศุภมาศ อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะใช้ห้องทำงานเดิม 

อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมิน หากไม่เข้าเป้าต้องปรับ

อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมิน หากไม่เข้าเป้าต้องปรับ

อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอประเมิน หากไม่เข้าเป้าต้องปรับ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.41 น.

อนุทิน ชี้เก้าอี้รมต.ไม่ใช่ที่ทดลองงาน ตั้งเคพีไอ ประเมินผลงาน ไม่เข้าเป้าขอทรงสิทธิ์พิจารณาปรับปรุง อุบตั้ง ครม. เพียง 35 ตำแหน่ง บางเรื่องขอถือเคล็ดเก็บไว้กับตัวเอง หลังสื่อถามมีนัยการเมืองหรือไม่ ปัดตอบเหตุสุชาติไม่ได้นั่งรองนายกฯ นัด เชน-หนิม กินข้าวกลางวันเชิญพรุ่งนี้ทำเนียบฯ ถกการทำงานร่วมกัน

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงเบื้องหลังการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 ที่ 3 เทคโนแครต ประกอบด้วย (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ไม่มีรัฐมนตรีช่วย และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพราะเหตุใด นายอนุทินยิ้มก่อนจะตอบว่า ทำงานแบบนี้ ก็มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

เมื่อถามว่า กรณีที่ไม่ให้รัฐมนตรี 3 แม่ครัว (มืออาชีพ) ทำงานอย่างเต็มที่ และไม่ให้การเมืองมาแทรกแซงหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเมืองไม่เคยแทรกอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสามแม่ครัวหรือสามพ่อครัว ซึ่งคำดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนบัญญัติขึ้น เราทำงานกันในนามคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่ละท่านมีอิสระสำหรับการทำงาน ตนได้คัดเลือกคณะรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถ มาทำหน้าที่ ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็มอบนโยบายและให้การสนับสนุนภารกิจที่รัฐมนตรีต้องการทำ หากเป็นประโยชน์กับส่วนรวม บ้านเมืองกับประชาชน ตนก็พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ซึ่งตนทำมาโดยตลอด เป็นเพราะต้องการให้เจ้ากระทรวงทำงานอย่างมีวันสต็อป

เมื่อถามว่า เดิมนั้นพรรคภูมิใจไทยไม่เคยปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี แต่รัฐบาลครั้งนี้จะมีการวัดเคพีไอรัฐมนตรีรายบุคคลหรือไม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นได้เข้ามาทำหน้าที่ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อพรรคใหญ่ขึ้นทุกคนก็ต้องแข่งกัน และต้องประเมินการทำงาน เพราะบ้านเมืองไม่ใช่ที่ทดลองงาน คณะรัฐมนตรีไม่ใช่ที่ตอบแทนของใคร เราตอบแทนบุญคุณของพี่น้องประชาชนเท่านั้น การตัดสินใจวางคนในตำแหน่งต่าง ๆ ทุกคนต้องพิสูจน์การทำงานของตนเอง หากทำงานไม่เข้าเป้า ทำไม่ได้ ทำไม่สำเร็จ ตนก็จะทรงสิทธิ์ไว้พิจารณาปรับปรุง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อถามว่า มีเงื่อนไขเวลาในการปรับคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ต้องถามคนที่รู้จักผมดี”

เมื่อถามว่า เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงตั้งคณะรัฐมนตรีเพียง 35 คนเท่านั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ถือเคล็ด เมื่อถามย้ำว่า ถือเคล็ดหมายความว่าอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า ก็อย่าให้ล้น

เมื่อถามว่า มีนัยทางการเมืองหรือไม่ เช่น รอใครมานั่ง หรือดึงฝ่ายค้านมาร่วมรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ของบางอย่าง ขอให้เก็บไว้ที่ตัวเอง

เมื่อถามว่า รอใครเกษียณเพื่อมารับตำแหน่งหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีอะไรที่จะกระทบกับการทำงานของรัฐบาลหนู 2

เมื่อถามถึงการทานอาหารอีสานร่วมกันกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ว่ามีการมอบคำแนะนำอะไรหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า เมื่อวานไปกินลาบ ไม่ได้มีคำแนะนำอะไร

เมื่อถามว่า การร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย มีข้อตกลงหรือทำเอ็มโอยูในการล็อกเก้าอี้รัฐมนตรีไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เราเชื่อใจ เชื่อถือกัน โดยในวันพรุ่งนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยสาเหตุที่จะร่วมรับประทานอาหารครั้งนี้เพื่อพูดคุยหารือถึงการทำงานที่นายยศชนัน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีจะต้องมากำกับดูแลกระทรวงในโควตาของพรรคเพื่อไทย

เมื่อถามย้ำว่า นายยศชนันจะได้กำกับดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “รวมด้วยสิ” 

เกษตรกรช้ำระทม! ปชป.บี้รัฐเร่งสางแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ-ต้นทุนพุ่ง

เกษตรกรช้ำระทม! ปชป.บี้รัฐเร่งสางแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ-ต้นทุนพุ่ง

เกษตรกรช้ำระทม! ปชป.บี้รัฐเร่งสางแก้วิกฤตราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ-ต้นทุนพุ่ง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.01 น.

1 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงเปิดให้สมาชิกหารือเพื่อนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระ นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นหารือถึงปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนักทั่วประเทศ ว่า ปัจจุบันราคาพืชผลหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น พริกขี้หนูสวน ฟัก ฟักทอง ข้าว มะพร้าว และ แตงโม ต่างประสบปัญหาราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับต้นทุนการผลิตที่ขยับสูงขึ้นรอบด้าน ที่ประกอบด้วย เคมีภัณฑ์และปุ๋ย มีราคาพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ค่าน้ำมันที่ใช้ในกระบวนการเกษตรสูงขึ้น อุปกรณ์การเกษตรต่างๆ ล้วนมีราคาสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรขาดทุนซ้ำซาก

“ขอฝากถึงท่านผู้ที่เคยตื่นตัวและเบิกบานในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ให้เลิกมองฟ้าแล้วหันมาก้มมองดิน มองหน้าพี่น้องเกษตรกรรากหญ้าบ้าง ขอให้เร่งออกมาตรการเยียวยาและแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรเป็นการเร่งด่วน ก่อนที่กระดูกสันหลังของชาติจะอยู่ไม่รอด เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ เพราะส่งผลกระทบต่อปากท้องและความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหามากกว่าที่ผ่านมา” นายพิทักษ์เดช กล่าว

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ 5 เดือนยังไร้วี่แวว

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ 5 เดือนยังไร้วี่แวว

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ 5 เดือนยังไร้วี่แวว

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.31 น.

จูรี ทวงเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ จี้รัฐบาลเลิกปล่อยให้ชาวบ้านรอเก้อ ย้ำ 5 เดือนแล้วยังไร้วี่แวว

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ประธานได้เปิดให้สมาชิกได้หารือถึงปัญหาความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ โดยนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้หารือว่า ณ วันนี้ผ่านมา 5 เดือนแล้วที่พี่น้องชาวหาดใหญ่รอคอยเงินเยียวยาซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เขาฝากให้ตนมาช่วยทวงเงินให้เขา จึงขอให้สภาฯ แห่งนี้ ส่งต่อความเดือนร้อนผ่านประธานสภาฯ ไปยังนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายจูรี กล่าวว่า เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อช่วงปลายปี 2568 ถือเป็นวิกฤตที่หนักที่สุดเท่าที่ตนและชาวหาดใหญ่เคยประสบมา บ้านเรือนราษฎรเสียหายเกือบทุกหลังคาเรือน ปัจจุบันเกษตรกรและชาวบ้านยังคงรอคอยเงินเยียวยาเพื่อมาซ่อมแซมบ้านเรือน

“คนที่พอมีเงินเขาก็ซ่อมไปก่อน บางคนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาซ่อม แต่ยังมีอีกจำนวนมากที่ 5 เดือนผ่านมาแล้วยังไม่ได้ซ่อมบ้านเลย เพราะเขาไม่มีเงิน และกำลังรอคอยเงินก้อนนี้ที่เป็นความหวังเดียวของเขาตามกฎหมาย” นายจูรี กล่าว

นายจูรี กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีความล่าช้าในเรื่องการตรวจสอบเอกสาร มีการเรียกขอเอกสารซ้ำซ้อนหลายรอบ จนกลายเป็นอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบประมาณเยียวยา ดังนั้นจึงได้ฝากผ่านประธานสภาฯ ไปยังนายกรัฐมนตรีในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทยโดยตรง ให้เร่งรัดสั่งการเป็นกรณีพิเศษ

“อยากให้ท่านนายกฯ เข้าใจถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานของการรอคอย อย่าปล่อยให้ความล่าช้าของระบบราชการไปซ้ำเติมบาดแผลของพี่น้องชาวหาดใหญ่ที่ผ่านมรสุมชีวิตมาหนักหนาแล้ว ขอให้เร่งจ่ายเงินก้อนนี้ให้ถึงมือประชาชนโดยด่วนที่สุด” นายจูรี กล่าว

อนุทิน ควง เนวิน กินมื้อค่ำอาหารอีสานร้านประจำย่านดุสิต หลังโปรดเกล้าฯ ครม. ใหม่

อนุทิน ควง เนวิน กินมื้อค่ำอาหารอีสานร้านประจำย่านดุสิต หลังโปรดเกล้าฯ ครม. ใหม่

อนุทิน ควง เนวิน กินมื้อค่ำอาหารอีสานร้านประจำย่านดุสิต หลังโปรดเกล้าฯ ครม. ใหม่

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.18 น.

อนุทิน ควง เนวิน กินมื้อค่ำอาหารอีสานร้านประจำย่านดุสิต หลังโปรดเกล้าฯ ครม. ใหม่แล้ว คาดเข้าเฝ้า 6 เม.ย. แถลงนโยบาย 9-10 เม.ย.

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงค่ำเมื่อวานนี้ (31 มี.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปรับประทานอาหารอีสานที่ร้านมลอีสาน ย่านดุสิต ซึ่งเป็นร้านประจำ แต่ครั้งนี้มีแขกพิเศษร่วมโต๊ะด้วยคือนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง ซึ่งเป็นที่สังเกตว่า นายอนุทิน มีสีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายกับคนในร้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าช่วงเช้าวันที่ 31 มี.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการให้ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี 35 คน ขณะที่คาดการณ์ว่านายอนุทินจะนำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าฯ 6 เม.ย. โดยมีรายงานว่า สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เตรียมนัดหมาย ครม. ชุดใหม่ เวลาประมาณ 15.00 น. เพื่อถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรีและตรวจคัดกรองโควิด-19 ก่อน จากนั้นจะขึ้นรถยนต์ที่จัดเตรียมไว้ ออกจากทำเนียบรัฐบาลในเวลาประมาณ 17.00 น. ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนปฏิบัติหน้าที่

นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่าช่วงค่ำ ของวันที่ 6 เม.ย.หลังจากเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ที่จะมีขึ้นวันที่ 9-10 เม.ย.

รัฐบาลเตือนระวัง April Fool’s Day ชี้โพสต์สร้างความเสียหาย-ตื่นตระหนก มีโทษทั้งจำ-ปรับ

รัฐบาลเตือนระวัง April Fool’s Day ชี้โพสต์สร้างความเสียหาย-ตื่นตระหนก มีโทษทั้งจำ-ปรับ

รัฐบาลเตือนระวัง April Fool’s Day ชี้โพสต์สร้างความเสียหาย-ตื่นตระหนก มีโทษทั้งจำ-ปรับ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.11 น.

รัฐบาลเตือนปชช.ระมัดระวัง April Fool’s Day หากโพสต์สร้างความเสียหาย-สร้างความตื่นตระหนก มีความผิดตามกฎหมาย โทษทั้งจำและปรับ แนะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงก่อนแชร์

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 1 เม.ย. ของทุกปี ตรงกับ April Fool’s Day หรือ วันแห่งการโกหก ซึ่งมักจะมีการสร้างเรื่องโกหกเพื่อความสนุกสนาน หรือเพื่อหยอกล้อซึ่งกันและกันในหมู่เพื่อนฝูง โดยหลายๆ คนมักจะใช้เป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์และคลายความเครียด แต่บางครั้งการล้อเล่นหรือการโกหกก็อาจส่งผลกระทบต่อผู้อื่น หรืออาจสร้างความตื่นตระหนกในสังคมได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการโพสต์เรื่องโกหกผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจมีการเผยแพร่ ส่งต่อ หรือแชร์ ทำให้เรื่องโกหกกระจายไปในวงกว้าง 

รัฐบาล โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้ระมัดระวังในการสร้างเรื่องโกหกเพื่อความสนุกสนานหรือหยอกล้อบุคคลอื่น เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย หรือเกิดความตื่นตระหนกในสังคม ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมาย เช่น

1. การเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ร่วมแชร์ ร่วมด่า หรือแสดงความคิดเห็นหยาบคาย ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

2. การนำเข้า หรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่ส่งผลกระทบต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะของประเทศ หรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 (1) (2) (15) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ท่ามกลางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ส่งผลต่อวิกฤตพลังงาน รัฐบาลขอความร่วมมือส่งต่อข้อมูลที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และก้าวผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน ก่อนที่จะแชร์ข่าว หรือข้อมูลใดๆ ให้กับบุคคลอื่น ขอให้ตรวจสอบก่อนว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความจริงหรือไม่ หากได้รับความเสียหาย หรือพบเห็นบุคคลใดสร้างข่าวปลอมจนทำให้เกิดความสับสนในสังคม สามารถแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีได้ที่สถานีตำรวจใกล้บ้านท่าน หรือแจ้งเบาะแสไปยังสายด่วน 191 และสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง” น.ส.อัยรินทร์ ระบุ

นายกฯ ส่งสารวันข้าราชการพลเรือน ย้ำต้องเป็นที่พึ่งประชาชน ขับเคลื่อนนโยบายสู่ผลสำเร็จ

นายกฯ ส่งสารวันข้าราชการพลเรือน ย้ำต้องเป็นที่พึ่งประชาชน ขับเคลื่อนนโยบายสู่ผลสำเร็จ

นายกฯ ส่งสารวันข้าราชการพลเรือน ย้ำต้องเป็นที่พึ่งประชาชน ขับเคลื่อนนโยบายสู่ผลสำเร็จ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.09 น.

นายกรัฐมนตรี กล่าวสารเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปีพุทธศักราช 2569 ให้ข้าราชการพัฒนาตนเองเสมอ เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชน ช่วยขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

1 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวสารเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน ประจำปีพุทธศักราช 2569 ว่า ในนามของรัฐบาล ในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน วันที่ 1 เมษายน ขอส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดี ตลอดจนกำลังใจมายังข้าราชการพลเรือน พร้อมทั้งขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2568

“การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและความอยู่ดีมีสุขของพี่น้องประชาชน ตลอดจนการสร้าง ความเจริญก้าวหน้าของชาติบ้านเมือง เป็นหน้าที่อันสำคัญยิ่งของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ข้าราชการ” เพราะข้าราชการ คือผู้เป็นที่พึ่งของประชาชน ข้าราชการทุกคนจึงต้องตระหนักถึงคุณค่าและเกียรติภูมิของคำว่าข้าราชการ โดยดำรงตนให้เป็นผู้ที่ได้รับความน่าเชื่อถือ ศรัทธา และไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน”

ข้าราชการทุกคนล้วนมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและขับเคลื่อนนโยบายของรัฐไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ข้าราชการจึงต้องพัฒนาตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้มีความพร้อม ทั้งความรู้ ความสามารถ ควบคู่กับการมีคุณธรรม จริยธรรม และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ

รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น เป็นรางวัลที่ยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการผู้มีความประพฤติดี และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งเป็นการสร้างขวัญและเพิ่มพูนกำลังใจแก่ข้าราชการผู้มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ อุตสาหะ เสียสละ และอุทิศตนในการปฏิบัติราชการให้เกิดความเรียบร้อยและบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้ข้าราชการพลเรือนทุกท่าน ธำรงรักษาคุณงามความดีที่ได้กระทำไว้ ให้ปรากฏเป็นเกียรติยศอันสง่างามแก่ตนเอง ครอบครัว และองค์กรสืบไป

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย อีกทั้งพระบารมีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี โปรดดลบันดาลประทานพรให้ข้าราชการพลเรือน และข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปีพุทธศักราช 2568 พร้อมทั้งครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ มีกำลังกาย กำลังใจที่เข้มแข็ง มีความก้าวหน้าในหน้าที่ราชการและมีความสมปรารถนาในสิ่งที่มุ่งหมายไว้ทุกประการโดยทั่วกัน

ไอซ์โกรธจัด! ถาม 44 สส.ก้าวไกลผิดอะไร ชี้แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว

ไอซ์โกรธจัด! ถาม 44 สส.ก้าวไกลผิดอะไร ชี้แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว

ไอซ์โกรธจัด! ถาม 44 สส.ก้าวไกลผิดอะไร ชี้แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.56 น.

ไอซ์โกรธจัด! ถาม 44 สส.ก้าวไกลผิดอะไร ชี้แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว

เมื่อวันที่ 1 เม.ย.2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อช่วงค่ำวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “44 สส. พรรคก้าวไกล ความผิดของพวกเค้าคืออะไร?” ระบุว่า “พิมพ์ด้วยความ หงุดหงิด โมโห โกรธ หดหู่และสังเวทในอนาคต ประเทศเรากำลังจะตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตคนอย่าง เช่น

คนที่ 1 รังสิมันต์ โรม – ผู้ที่ทำให้ประชาชนคนไทย ได้รู้ว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่ความผิดพลาดส่วนบุคคล แต่คือการบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาด ไปจนถึงความจงใจในการปล่อยปะละเลย เพราะคนในรัฐบาลเป็นเพื่อนกับ สแกเมอมอร์และนักฟอกเงินระดับโลก โรมทำให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้รู้จักกับผู้ชายที่ชื่อ “เบน สมิธ” ถ้าไม่มีเค้าผู้ชายคนนี้ก็คงเป็นแค่คนสนิทยอดฮิตของนักการเมืองที่ไม่มีใครรู้เบื้องหลัง

คนที่ 2 กาย ณัฐชา – รถถังฝั่งธน แกเป็น สส.กรุงเทพ แต่เป็นขวัญใจเกษตรกรทั่วประเทศ เพราะการระบาดของปลาหมอคางดำ หนักจนทำให้เกษตรกรหมดตัวกันถ้วนหน้า สส.ทั้งสภามีแค่พวกเราพรรคประชาชน นำโดย กาย ณัฐชา ที่กล้าพูดเรื่องหมอคางดำและพิสูจน์ให้เห็นว่ามันคือความผิดพลาดและหน้าด้านของกลุ่มทุนใหญ่ ที่ทำลายทั้งชีวิตเกษตรกรและระบบนิเวศทั่วทั้งประเทศ

คนที่ 3 เอิท ปกรณ์วุฒิ – ชื่อนี้ไม่โดนเด่นเท่าไหร่ แต่พี่เอิทคือคนที่ทำให้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ น้องชายในไส้ ของ เนวิน ชิดชอบ หลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรีคมนาคม จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จากกรณีถือหุ้นและเป็นเจ้าของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ผ่านนอมินี


คนที่ 4 ธี ธีชัยชัย – “มันคือแป้ง” คนอาจจะลืมไปแล้วว่ามาจากไหน ดิฉันจะย้ำให้ฟังอีกครั้งว่าเป็นผลงานของ ธีรัจชัย พันธุมาศ เพื่อนของดิฉัน ที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ นายธรรมนัส พรหมเผ่า ไม่ต้องบอกมั้งว่าเรื่องอะไร คนที่ทำให้ซะให้นายธรรมนัสนั่งไม่ติดต้องลุกขึ้นโต้ จนเกิดวลีที่คนยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้ มันคือแป้ง!

คนที่ 5 อาจารย์สุรเชษฐ์ – ผู้ที่แหกงบประมาณกระทรวงคมนาคมทุกปีแล้วก็เจอทุกปี ผู้ที่ทำให้คนทั้งประเทศได้รู้ว่า ประเทศไทยในรัฐบาลที่ภูมิใจไทยคุมกระทรวงคมนาคม จัดงบซ่อมถนน “บุรีรัมย์นำโด่ง” ถนนที่บุรีรัมย์ต้องทุบแล้วทำใหม่ซ่อมแล้วซ่อมอีกอยู่จังหวัดเดียว ไม่รู้เป็นห่าไร

และตอนนี้เพื่อนๆทุกคนของไอซ์ ถูก ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบร่างคำร้องเตรียมยื่นต่อศาลฎีกา กรณีเสนอแก้กฏหมาย คำถามคือความผิดของพวกเค้าคืออะไรพูดให้ชัดๆหน่อย ?

ราวกับว่าประชาชนทั้งประเทศเชื่อไปแล้ว ว่าพวกเค้าจะต้องถูกตัดสิทธิ์แน่นอน โดยลืมไปแล้วว่าต้นเหตุมาจากอะไร

ทุกคนตั้งสตินะคะ เรากำลังจะเสียบุคลากรคุณภาพจำนวนมากไป แค่เพียงเพราะพวกเค้าตั้งใจทำงานและทำหน้าที่ตาม job description ที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ คือ ต ร า ก ฏ ห ม า ย !

คนกลุ่มนี้เค้ากำลังจะโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต เพราะพวกเค้ายื่นแก้กฏหมาย ทั้งๆกฏหมายแม่งยังไม่ได้เข้าสภาด้วยซ้ำ!

ประเทศนี้มันจะบิดเบี้ยวไปถึงไหน

สส. ที่ขาดประชุมสภาเป็นว่าเล่น ไม่เข้าสภา ไม่มาโหวต บางคนตลอดสมัยโผล่มาสภา 2ครั้ง บางคนลงมติ ไม่โดนลงโทษอะไร เช่น สุชาติชมกลิ่น สส. พรรคภูมิใจไทย ในสมัยที่แล้ว ลา/ขาดลงมติในการลงมติ 138 มติ จากทั้งหมด 183 มติ คิดเป็น 75.41% จากการขาดการลงมติทั้งหมดในสภา! ไม่โดนอะไรเลย ยังลอยหน้าลอยตาลงรับสมัครและเป็น สส. อยู่ได้เรื่อยๆ

แต่คนที่ตั้งใจทำงาน เป็นเดือดเป็นร้อนไปกับทุกข์ของประชาชน ขยันเสนอแก้กฏหมาย เอาใจใส่หน้าที่ตัวเองมาประชุมสภาทุกวัน ไม่ขาดลงมติน้อยมาก กำลังจะโดนตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต

ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน..

ใจคอผู้มีอำนาจในประเทศนี้ จะตัดตอนองคาพยพสีส้มให้เหี้ยนเตียน ตัดแขนตัดขาให้เดินไม่ได้กันไปเรื่อยๆใช่ไหม ท่านคิดบ้างหรือป่าวว่าทำแบบนี้ไปเรื่องๆในสภา หรือ ประเทศเรามันจะเหลืออะไร

ท่านจะตัดสิทธิ์ตลอดชีวิตคนอย่าง พิธา วิโรจน์ ศิริกัญญา ณัฐพงษ์ วรภพ วาโย เท่าภิภพ รังสิมัน แล้วในสภาและในการเมืองไทยก็จะมีแต่คนอย่าง สุชาติ ชมกลิ่น , ธรรมนัส พรหมเผ่า , สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ , ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว , ไผ่ ลิกค์ , ชาดา ไทยเศรษฐ์ และอื่นๆอีกมากมาย ประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้หรอ ?

ท่านเกลียดเรา หวาดกลัวพวกเรา ใช้ทุกวิธีการไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร ทำให้พวกเราค่อยๆหายไป แล้วเคยคิดไหมว่าพวกเราหายไปแล้ว คนแบบไหนที่จะเรืองอำนาจขึ้นมาปกครองประเทศนี้ เราจะอยู่กันแบบนี้หรอ ? “