วัส ติงสมิตร เจาะลึกวิบากกรรม ทำไม 44 สส.ส้ม ถึงเสี่ยงถูกประหารชีวิตทางการเมือง

วัส ติงสมิตร เจาะลึกวิบากกรรม ทำไม 44 สส.ส้ม ถึงเสี่ยงถูกประหารชีวิตทางการเมือง

วัส ติงสมิตร เจาะลึกวิบากกรรม ทำไม 44 สส.ส้ม ถึงเสี่ยงถูกประหารชีวิตทางการเมือง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.40 น.

1 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า วิบากกรรม “จริยธรรม” จาก “อนาคตใหม่” สู่ “ก้าวไกล”: บทวิเคราะห์นิติสงครามและบรรทัดฐานใหม่

เส้นทางการเมืองของกลุ่ม “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ได้สู้กันเพียงแค่ในคูหาเลือกตั้ง แต่เป็นการต่อสู้บนบรรทัดฐานทางกฎหมายที่เข้มงวด โดยมีศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดชะตากรรมของเหล่าขุนพลการเมือง

1. ปฐมบท: อนาคตใหม่กับการสิ้นสภาพ “รายบุคคล” และ “รายพรรค”

ในช่วงปี 2562-2563 บทเรียนแรกเริ่มจากความบกพร่องในคุณสมบัติและระเบียบพรรคการเมือง:

• คดีหุ้นสื่อ (วี-ลัค มีเดีย): ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พ้นจาก สส. เพราะถือครองหุ้นสื่อในวันสมัคร ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

• คดีเงินกู้ 191.2 ล้าน: นำไปสู่การ ยุบพรรคอนาคตใหม่ โดยศาลมองว่าเงินกู้จากหัวหน้าพรรคเป็นรายได้ที่ไม่ชอบตาม พ.ร.ป. พรรคการเมือง ส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคหลายคนต้องออกจากสภาทันที

2. ก้าวไกลกับ “บรรทัดฐานล้มล้างการปกครอง”

เมื่อมาถึงยุคพรรคก้าวไกล ประเด็นขยับจากการทำผิดระเบียบ ไปสู่เรื่อง “อุดมการณ์และการปกครอง”:

• คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (7 ส.ค. 2567): สั่งยุบพรรคก้าวไกลและตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค 10 ปี (รวมถึง นายพิธา และ นายชัยธวัช)

• จุดชี้ขาด: ศาลมองว่าการเสนอแก้ไข ม.112 ไม่ใช่เพียงการใช้อำนาจนิติบัญญัติตามปกติ แต่มีพฤติการณ์รณรงค์ “นอกสภา” ที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ รวมถึงการใช้ประเด็นนี้เป็นนโยบายหาเสียง ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

• โดยที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันศาลอื่นๆ ในคดีเกี่ยวเนื่องกันนี้ตามมาตรา 211 วรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ 2560 จึงเป็นการยากที่ศาลอื่นๆ รวมทั้งศาลยุติธรรม จะวินิจฉัยคดีเกี่ยวเนื่องกันนี้ให้แตกต่างจากผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ได้

3. พรรคประชาชน กับ “ดาบสอง” คดีจริยธรรม 44 สส.

สถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ป.ป.ช. ได้รุกคืบยื่นคำร้องต่อ ศาลฎีกา เอาผิดอดีต 44 สส. ก้าวไกล (ซึ่งปัจจุบันบางส่วนสังกัดพรรคประชาชน) ในข้อหา “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” โดยมีประเด็นวิเคราะห์เชิงลึกที่น่าสนใจดังนี้:

ประเด็นที่ 1: พฤติกรรม “นอกสภา” คือหัวใจหลัก

ในการพิจารณาคดีจริยธรรม ศาลอาจไม่มองเพียงแค่การลงชื่อยื่นกฎหมายในสภา (ซึ่งเป็นสิทธิของ สส.) แต่จะดู “พฤติการณ์แวดล้อม” ประกอบ เช่น:

• การแสดงความเห็นผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียในลักษณะลดทอนคุณค่าสถาบันฯ

• การเข้าร่วมมวลชนรณรงค์ที่มีลักษณะดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทตาม ม.112

• พฤติกรรมเหล่านี้ถูกนำมาใช้พิสูจน์ “เจตนาที่แท้จริง” ว่ามุ่งหมายปรับปรุงกฎหมายหรือมุ่งสั่นคลอนสถาบันฯ กันแน่

ประเด็นที่ 2: ความย้อนแย้งระหว่าง ม.112 และ ม.134

ข้อสังเกตทางกฎหมายอีกระดับหนึ่งคือ “เจตจำนงในการคุ้มครองประมุข”:

• ผู้ถูกร้องมุ่งแก้ไข ม.112 (ซึ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์ไทย) โดยอ้างหลักสากล

• แต่กลับเพิกเฉยต่อ ม.134 (ที่คุ้มครองผู้แทนรัฐต่างประเทศซึ่งได้รับแต่งตั้งให้มาสู่พระราชสำนักในลักษณะคล้ายกัน)

• ความลักลั่นนี้อาจถูก ป.ป.ช. หยิบยกมาโต้แย้งในศาลว่า ผู้ถูกร้องไม่ได้มุ่งแก้ไขกฎหมายให้เป็นสากลอย่างจริงใจ แต่เป็นการ “มุ่งเป้ากระทำการต่อสถาบันหลักของไทยเพียงแห่งเดียว” ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมข้อ 5 และ 6 ว่าด้วยการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

บทสรุปและทางแยกทางการเมือง

หากศาลฎีการับคำร้อง สส. 10 คนที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่อาจต้อง หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และหากผลการวินิจฉัยออกมาว่าผิดจริง ทั้ง 44 คนจะถูก “ประหารชีวิตทางการเมือง” โดยถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต

นี่คือบทเรียนสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ในบริบทการเมืองไทย “เอกสิทธิ์ของสภา” อาจไม่เพียงพอที่จะคุ้มครอง สส. หากการกระทำนั้นถูกมองว่าขัดต่อบรรทัดฐานจริยธรรมและระบอบการปกครองขั้นพื้นฐานของรัฐครับ

วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
1/4/69

โผตรงปก แต่คำถามเพียบ! ส่อง 6 ข้อสังเกต เทพไท ชำแหละ ครม.อนุทิน 2

โผตรงปก แต่คำถามเพียบ! ส่อง 6 ข้อสังเกต เทพไท ชำแหละ ครม.อนุทิน 2

โผตรงปก แต่คำถามเพียบ! ส่อง 6 ข้อสังเกต เทพไท ชำแหละ ครม.อนุทิน 2

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.09 น.

1 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า 6 ข้อสังเกตุ รัฐบาลอนุทิน 2

หลังจากได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน 2 และได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รายชื่อคณะรัฐมนตรีส่วนใหญ่เป็นรายชื่อ ซึ่งได้เผยแพร่ และมีการวิเคราะห์กันทางหน้าสื่อมวลชน ไม่ได้เกินความคาดหมายใดๆ ทั้งสิ้น นับว่าเป็นคณะรัฐมนตรีชุดแรก ที่มีรายชื่อจากโผ ครม.ตรงกับรายชื่อคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการทุกคน

ในจำนวนรายชื่อคณะรัฐมนตรี 35 คน ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ในฐานะที่เป็นนักวิเคราะห์การเมือง อยากจะตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรายชื่อและโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี ชุดอนุทิน 2 ดังนี้ คือ

1.คณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน 2 มีรัฐมนตรีหน้าเก่าที่เคยดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน 1 จำนวน 16 คน มีรัฐมนตรีหน้าใหม่ เป็นรัฐมนตรีครั้งแรกจำนวน 10 คน มีหน้าเก่าที่เคยเป็นรัฐมนตรีมาแล้ว 21 คน เป็นบุคคลภายนอกที่ถูกเชิญมาเป็นรัฐมนตรีจำนวน 6 คน

2.กระทรวงสำคัญๆ กระทรวงหลักๆ ที่เป็นกระทรวงใหญ่ ไม่มีรัฐมนตรีช่วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้และในอดีตที่ผ่านมา เคยมีรัฐมนตรีช่วยกระทรวงละ 1 – 3 คนเป็นอย่างน้อย เช่นกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข แต่ในขณะเดียวกันกระทรวงเล็กที่ไม่เคยมีรัฐมนตรีช่วยมาก่อน กลับมีรัฐมนตรีช่วยในครั้งนี้ คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือกระทรวงดีอี

3.รัฐมนตรีที่เป็นบุคคลภายนอก หรือเทคโนแครต จะไม่ใช้รัฐมนตรีช่วยในกระทรวงที่ตนเองเป็นรัฐมนตรีว่าการ โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยที่เป็นนักการเมือง หรือมาจาก สส.จะไม่มีในกระทรวงเหล่านี้ จะรัฐมนตรีว่าการเพียงคนเดียว เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม หลีกเลี่ยงการมีรัฐมนตรีช่วย แต่จะใช้วิธีการแต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรี มาช่วยงานในกระทรวงแทนรัฐมนตรีช่วย

4.มีการจัดหวางรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 4 คน และรองนายกรัฐมนตรีอีก 7 คน รวมเป็น 11 คน ทั้งที่หน่วยงานในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีมีน้อย จึงตั้งสังเกตว่าทำไมไม่กระจายรัฐมนตรีเหล่านี้ ไปเป็นรัฐมนตรีช่วยในกระทรวงต่างๆ ที่ไม่มีรัฐมนตรีช่วยเลย

5.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา จะใช้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มียศระดับพลเอก ถ้าหากว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่ไม่มียศ ก็จะเป็นพลเรือน แต่ ครม.ชุดนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มียศเพียงพลโทเท่านั้น

6.คณะรัฐมนตรีชุดนี้ มีบุคคลใดเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เพราะรองนายกรัฐมนตรีมีหลายคน เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ซึ่งทั้ง 3 คน ล้วนเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่ควบกระทรวงเกี่ยวกับเศรษฐกิจทั้งนั้น จึงไม่ทราบว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 คือใคร

ต้องยอมรับความจริงว่าในสถานการณ์ปัจจุบันปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาสำคัญ ที่รัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเผชิญอยู่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาวิกฤติพลังงาน ราคาน้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ซึ่งจะลุกลามไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน สินค้าขึ้นราคา ประชาชนมีรายได้น้อย ไม่มีกำลังซื้อ และประชาชนตกงาน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นความท้าทายความสามารถของรัฐบาลอนุทิน 2 ทั้งสิ้น

จึงต้องจับตาดูว่า ผลงานของรัฐบาลอนุทิน 2 จะฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคไปตลอดรอดฝั่งครบเทอมหรือไม่

ปลัดมท.ถกด่วน สั่ง17ผู้ว่าฯเหนือ แก้ไฟป่า-ฝุ่นพิษ

ปลัดมท.ถกด่วน  สั่ง17ผู้ว่าฯเหนือ  แก้ไฟป่า-ฝุ่นพิษ

ปลัดมท.ถกด่วน สั่ง17ผู้ว่าฯเหนือ แก้ไฟป่า-ฝุ่นพิษ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปลัดมท.ถกด่วน สั่ง17ผู้ว่าฯเหนือ แก้ไฟป่า-ฝุ่นพิษ เชียงใหม่ยังอ่วม

นายกฯมอบ“สุชาติ”-ปลัดมท.ลงพื้นที่แก้ปัญหาไฟป่าภาคเหนือ ลั่นต้องเฉียบขาด ชี้วัด KPI ผู้ว่าฯ ด้านปลัด มท.ถกผู้ว่าฯ 17 จังหวัดภาคเหนือดำเนิน 4 มาตรการ รายงานสถานการณ์ต่อเนื่อง ส่วนนักวิชาการ ชี้ฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่-ปาย พุ่งเกิน 300 มคก./ลบ.ม.เฉลี่ย 24 ชั่วโมง เป็นหายนะทางสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ว่าได้มอบหมายให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปลัดกระทรวงมหาดไทย จะกำกับดูแลในพื้นที่ 3-4 จังหวัดภาคเหนือ ที่จะต้องเข้มงวดเรื่องการเผาวัชพืชต่างๆ ส่วนการพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน เราก็ร่วมมืออยู่ตลอด แล้วก็พยายามบริหารจัดการในส่วนที่เราควบคุมได้ ก็สามารถลดความรุนแรงได้ระดับหนึ่ง และได้ย้ำไปว่าต้องทำงานอย่างเฉียบขาด เต็มที่เหมือนกับปีที่แล้ว เพราะเราไม่อยากมานั่งทำเหมือนจับปูใส่กระด้ง แต่พอทำเต็มที่ก็หาว่าไปแกล้งเกษตรกรอีก หรือทำให้เขาเดือดร้อน แล้วจะทำอย่างไร ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้รับคำสั่งชัดเจน ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด ถือเป็นส่วนหนึ่งของการวัดประสิทธิภาพ (KPI) ผู้ว่าฯด้วย

ด้านนายอรรษิษฐ์  สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมีนายธีรพัฒน์คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมทั้งผู้ว่าราชการ 17 จังหวัดภาคเหนือ ร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยนายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีความรุนแรงต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นวงกว้าง นายกฯ ได้สั่งการให้ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ประชุมติดตามสถานการณ์ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ดำเนิน 4 มาตรการยกระดับการลดผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นPM 2.5 อย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ

“แม้ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยจะมีมาตรการห้ามเผาที่ได้ผล แต่สาเหตุจากฤดูร้อนทำให้มีโอกาสเกิดไฟป่ามากขึ้น รวมถึงสะสมของเศษซากการเกษตร ซึ่งอาจมีการลักลอบเผา จึงขอให้อธิบดีปภ.ในฐานะผู้บัญชาการปภ.กลาง ประสานระดมเครื่องจักรกลและเฮลิคอปเตอร์จากหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกองทัพบก (ทบ.) ไปประจำจุดที่มีค่าฝุ่นPM2.5 หรือ Hotspot สูงเพื่อให้เข้าระงับเหตุได้ทันท่วงที พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้าในพื้นที่ซึ่งสถานการณ์วิกฤต เช่น อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อความรวดเร็วในบริหารจัดการภัยพิบัติ” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ ติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ดำเนินตาม 4 มาตรการยกระดับการลดผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นPM 2.5 อย่างจริงจังและต่อเนื่อง หากพื้นที่ใดมีค่าฝุ่น PM2.5 สูง แต่ตรวจไม่พบจุดความร้อนในพื้นที่ เนื่องจากสาเหตุหมอกควันข้ามแดนหรือพัดมาจากพื้นที่ข้างเคียง ให้รายงานมายังผู้บัญชาการทันที พร้อมให้จังหวัดช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน และให้กำชับนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เฝ้าระวังผู้ที่เข้าไปในป่าอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดจุดความร้อนขึ้นอีก และหากพบว่าเกิดจุดความร้อนที่เกิดในเขตอุทยานแห่งชาติ ให้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหัวหน้าอุทยานฯ เพื่อทราบถึงมาตรการและการแก้ไขปัญหาในพื้นที่นั้นๆ ทั้งนี้ ขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ บูรณาการร่วมกันเป็นหูเป็นตา ทั้งฝ่ายปกครอง นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เชื่อว่าสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 จะคลี่คลายลงโดยเร็ว

ส่วนอธิบดีปภ.กล่าวว่าได้ประจำการในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันมีหมอกควันปกคลุมหนาแน่น โดยเฉพาะ อ.เชียงดาว ตรวจวัดค่าฝุ่นPM2.5 สูงถึง 330 ไมโครกรัม (มคก.)/ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ได้สั่งการให้เฮลิคอปเตอร์ปภ.(KA-32) ลำที่ 1 ขึ้นบินปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟป่าตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา และวันเดียวกันนี้ได้นำเฮลิคอปเตอร์ลำที่ 2 จาก จ.ลพบุรี ไปสแตนด์บายที่ จ.เชียงใหม่เพิ่มเติม เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและเพิ่มศักยภาพในการระงับเหตุ นอกจากนี้ในเรื่องการใช้จ่ายเงินทดรองราชการ ได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบถึงแนวทางตามระเบียบกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) ซึ่งในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน จังหวัดสามารถใช้จ่ายเงินทดรองราชการในเชิงป้องกันและยับยั้งภัย ได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้จังหวัดมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการภัยได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้ง ได้ชี้แจงให้ทุกจังหวัดในเรื่องการประชาสัมพันธ์มาตรการต่างๆ การดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง

ขณะที่นายสนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเผยว่า จากข้อมูลAir4Thai ระบุค่าฝุ่น PM2.5 ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ สูงถึง 332 มคก./ลบ.ม.และที่ อ.ปายจ.แม่ฮ่องสอน สูงถึง 309 มคก./ลบ.ม.อยู่ในเขตอันตรายสูงสุด ถือเป็นหายนะทางด้านสิ่งแวดล้อม (environmental disaster)

นายสนธิ เปิดเผยด้วยว่า ข้อมูลองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (US. EPA) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าหากฝุ่น PM2.5 ที่มีค่าสูงกว่า 300 มคก./ลบ.ม.ในรอบ 24 ชั่วโมงจัดอยู่ในระดับที่อันตรายมาก (Hazardous) โดยตามเกณฑ์ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ระดับนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรงต่อทุกคน ไม่ใช่แค่กลุ่มเสี่ยงเท่านั้น

ศบก.เตรียมยกระดับรับมือ สู้วิกฤตน้ำมัน จ่อคุมเวลาเปิดปิดห้าง-ปั๊ม

ศบก.เตรียมยกระดับรับมือ  สู้วิกฤตน้ำมัน  จ่อคุมเวลาเปิดปิดห้าง-ปั๊ม

ศบก.เตรียมยกระดับรับมือ สู้วิกฤตน้ำมัน จ่อคุมเวลาเปิดปิดห้าง-ปั๊ม

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศบก.เตรียมยกระดับรับมือ สู้วิกฤตน้ำมัน จ่อคุมเวลาเปิดปิดห้าง-ปั๊ม ยก3ฉากทัศน์ถึงขั้นเลวร้าย ถึงตอนนั้นมีเงินก็ซื้อไม่ได้ ขนส่ง-เรือข้ามฟากขึ้นราคา

ศบก.จัดระดับวิกฤตน้ำมันของไทยเข้าสู่ระดับ 2.2 หลัง 2 ช่องแคบหลักเสี่ยงถูกปิดตาย แจงขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก ป้องกันกักตุน-ลักลอบ เผยกองทุนฯ แบกหนี้อ่วม แต่ยังติดล็อกอำนาจอนุมัติในช่วงรัฐบาลรอยต่อ กระทรวงพลังงานเปิดแผนรับมือวิกฤตระยะที่ 3 กรณีน้ำมันดิบขาดแคลน ปันส่วนน้ำมันให้รถฉุกเฉิน-จำกัดเวลาเปิดปิดปั๊มและห้างสรรพสินค้า 3 ค่ายขนส่งพัสดุรายใหญ่ ประกาศขึ้นราคาค่าส่งเพิ่ม 3 บาท มีผล 1 เมษายน เป็นต้นไป ท่าเรือข้ามฟากหลักของจังหวัดสมุทรปราการ ขอปรับราคาค่าบริการเพิ่ม 2 บาท

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวเป็นครั้งแรก หลังได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษก ศบก.เมื่อวันที่ 30 มี.ค.โดยปรับรูปแบบการแถลงข่าวใหม่เป็นแถลงคนเดียว และให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตอบคำถามของสื่อมวลชนโดย น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่า ประเทศไทยต้องยืนระยะให้ได้ เปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องบริหารทรัพยากรให้ดี ไม่ทุ่มกำลังจนหมดตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้สามารถพาทุกคนในประเทศผ่านพ้นวิกฤตไปได้พร้อมกัน โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับ กลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่มีกำลังน้อย รูปแบบการแถลงข่าวจะเน้นความกระชับ เข้าใจง่าย โปร่งใส และใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง โดยมีการเปิดรับฟังคำถามและความคิดเห็นจากประชาชนผ่านการถ่ายทอดสด (ไลฟ์) ทางช่องยูทูป ส่วนข้อมูลเชิงลึกจะถูกรวบรวมไว้ที่เพจเฟซบุ๊ก ศบก.ที่เพิ่งเปิด

วิกฤตน้ำมัน3ระดับ-ไทย2.2

น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบด้านพลังงาน จากที่มีความเสี่ยงด้านการเดินเรือที่ช่องแคบฮอร์มุซ ปัจจุบันมีความเสี่ยงยกระดับขึ้นที่ช่องแคบบาบเอลมันเดบ ในทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ฉากทัศน์และระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกระทรวงพลังงานแบ่งสถานการณ์วิกฤตน้ำมันเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1 มีผลกระทบไม่รุนแรง การเดินเรือชะลอตัว ระดับ 2 ปิดช่องแคบฮอร์มุส เกิน 1 เดือน แต่ยังคงนำเข้าน้ำมันดิบได้ และโรงกลั่นรับมือได้ และระดับ 3 ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางได้เลย เกิดปัญหาขาดแคลนและเกินขีดความสามารถของโรงกลั่น

โดยสถานการณ์ปัจจุบันของไทย อยู่ในระดับ 2.2 ซึ่งอาจปรับลงหรือรุนแรงขึ้นเป็นระดับ 3 ได้ มาตรการรับมือในขณะนี้คือ การเร่งนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น ให้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง เดินเครื่องเต็มกำลังสูงถึง 109 – 110% เพิ่มการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ , จำกัดการส่งออกเฉพาะที่จำเป็น และส่งเสริมมาตรการ Work from Home รวมทั้งการใช้น้ำมันดีเซล B20 เฉพาะกับรถที่ผู้ผลิตรับรองเท่านั้น

หลายปท.ยกระดับมาตรการรับมือ

โฆษก ศบก. กล่าวว่า หลายประเทศได้ยกระดับมาตรการรับมือ เช่น เกาหลีใต้ จำกัดการใช้รถยนต์ 5 วัน/สัปดาห์ เหลื่อมเวลาทำงาน ลดเวลาอาบน้ำเพื่อประหยัดไฟฟ้า ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร อุดหนุนราคาพลังงานเฉพาะกลุ่มและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จอร์แดน ห้ามเปิดแอร์และเครื่องทำน้ำอุ่นในสถานที่ราชการ และ ฟิลิปปินส์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติจากวิกฤตพลังงาน ส่วนกระทรวงพาณิชย์ของไทย มีการลงพื้นที่ตรวจสอบการติดป้ายราคาสินค้า ป้องกันการฉวยโอกาส หากพบเห็นสามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และจะมีการเปิดตัวโครงการไทยช่วยไทย ร่วมกับห้างค้าปลีกเอกชน เช่น แม็คโคร โลตัส เพื่อจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคช่วยเหลือประชาชน ในวันที่ 1 เม.ย.นี้

ก.พลังงานเปิดแผนสู้วิกฤตระยะที่3

ผู้สื่อข่าวถามว่า แผนรองรับระดับ 3 ของกระทรวงพลังงาน คืออะไร นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับแผนระดับที่ 3 เป็นแผนที่เตรียมไว้ในช่วงวิกฤต หมายความว่า ช่วงนั้นไม่สามารถจัดหาน้ำมันได้ตามที่ต้องการ อย่างเช่น ระดับที่ 1 ยังสามารถจัดหาน้ำมันดิบได้ตามปกติ ระดับที่สอง แหล่งพลังงานเริ่มลดน้อยลง แต่เรายังสามารถจัดหาได้ พอขึ้นไป 2.2 ตอนนี้เรื่องการจัดหามีความยากขึ้น และตอนนี้มีเหตุการณ์ที่จะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ที่ทะเลแดง ตรงนั้นกำลังการผลิตที่จะส่งผ่านช่องแคบ อยู่ที่ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถ้าซัพพลายตรงนั้นหายไปจะกระทบการจัดหา จะทำให้เกิดการแย่งกันในเรื่องการจัดหาน้ำมันดิบ แต่พอมาในระดับ 3 ซึ่งเป็นระยะการจัดหาน้ำมันดิบ ไม่ว่าจะมีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ เพราะไม่มีของ ตอนนั้นต้องมาพิจารณาว่า ถ้าเราขาดแคลนไม่สามารถจัดหาได้ ต้องมามองว่า เราจะมีการบริหารจัดการใช้น้ำมันในประเทศอย่างไร เพื่อให้มันสอดรับกับพลังงานที่หายไป

จัดให้สอดคล้องกับพลังงานที่หายไป

เมื่อถามต่อว่า แสดงว่า แผนเรายังไม่มีใช่หรือไม่ อยากทราบว่า แผนมีอะไรบ้าง นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า มีแผน จริงๆ ในอดีตมีเรื่องของการจำกัดการใช้พลังงาน เช่น การปันส่วนน้ำมัน ตอนนั้นถึงขั้นมีการปันส่วน เพราะน้ำมันที่เข้ามามีน้อย ซึ่งการปันส่วน คือ การมองว่า น้ำมันควรจะใช้กับใครบ้าง ซึ่งหน่วยงานที่ใช้ก่อนเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ เช่น รถพยาบาล รถตำรวจ ค่อยมาดูว่า เราจะปันส่วนอย่างไร เรื่องของการปิดไฟ หรือปั๊มเปิด-ปิดกี่โมง เหมือนในอดีตที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งการปิดห้างสรรพสินค้า เป็นการบริหารจัดการพลังงานให้สอดคล้องกับพลังงานที่หายไป

ทุกมาตรการล้วนเป็นไปได้

เมื่อถามว่า ที่ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ที่ให้ใช้รถแค่ 5 วันต่อสัปดาห์ ประเทศไทยจะใช้แบบนั้นหรือไม่ น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ ขึ้นกับว่า สถานการณ์ที่ตะวันออกกลางจะอยู่ในระดับไหน เพราะฉะนั้น เราเตรียมสำหรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเอาไว้ ซึ่งสถานการณ์สมมุติที่เลวร้ายที่สุด รัฐบาลต้องเตรียมตรงนั้น แต่ความเห็นส่วนตัวมองว่า ประเทศคู่ขัดแย้งได้รับแรงกดดันทั่วโลก รวมถึงได้รับแรงกดดันจากในประเทศตัวเองด้วย ดังนั้น ทุกคนมีส่วนร่วมที่จะพยายามทำให้สถานการณ์นั้นลดระดับลงมา แต่ประเทศไทยจะเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่แย่ที่สุดเอาไว้

คนไทยอาจเจอการขึ้นน้ำมันเรื่อยๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ ศบก.เคยบอกว่า จะไม่ขึ้นราคาตอนดึก แต่เมื่อคืนวานกลับประกาศขึ้นราคา อยากทราบเหตุผลและหลักการ และหลังจากนี้ประชาชนจะเจอการประกาศกลางดึกหรือไม่ น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่า ใครเป็นคอนเฟิร์มว่า จะไม่ขึ้นกลางคืน เพราะตามหลักแล้วควรจะขึ้นกลางคืน และตามหลักแล้วไม่ควรประกาศล่วงหน้า เพราะเราไม่ต้องการให้เกิดการกักตุน และไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดหน้าปั๊ม ในอดีตอาจจะมีการบอกล่วงหน้า เพราะไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติ บอกล่วงหน้าคนก็ไม่ได้รู้สึกว่า จำเป็นอะไรมากมายที่จะต้องไปกักตุน แต่วันนี้พูดกันตามตรงถ้าบอกล่วงหน้า เราจะเจอสถานการณ์แบบที่ผ่านๆ มา วันนี้นิว นอร์มอลอย่างหนึ่งคือ เราอาจจะเจอการขึ้นราคาน้ำมันเรื่อยๆ แบบนี้ และทุกครั้งที่ขึ้นมันจะไปช่วยลดการพยายามการกักตุน และความพยายามลักลอบส่งออกทั้งหลาย

เชื่อประเทศขับเคลื่อนด้วยเหตุผลได้

เมื่อถามย้ำว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก.เป็นผู้ระบุว่า จะไม่มีการประกาศกลางดึกอีก จะชี้แจงกับประชาชนอย่างไร น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า สถานการณ์เปลี่ยน มาตรการและแนวทางจำเป็นต้องเปลี่ยน ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแล้วมาตรการไม่เปลี่ยนจะมีปัญหา เชื่อว่า ณ เวลาที่นายพิพัฒน์บอกนั้น ซึ่งตนไม่ยืนยันข้อมูล เพราะจำไม่ได้ ท่านก็ไม่ได้โกหก แต่วันนี้สถานการณ์ที่ 2 ช่องแคบ เกิดขึ้นในช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้ทุกประเทศยกระดับมาตรการขึ้นหมดเลย

“ดังนั้น ณ วันนี้เป็นต้นไป ถ้ามีอะไรที่ไม่เหมือนเดิมก็ต้องกราบขออภัยไว้ล่วงหน้า และยืนยันว่า มันจะมี แต่เราจะพยายามสื่อสารถึงเหตุและผลให้ดีที่สุด เพราะ ศบก.เชื่อว่า ประเทศเราขับเคลื่อนด้วยเหตุผลได้ และเราจะใช้สิ่งนั้นเป็นหลักในการทำงาน ข้อเท็จจริง เหตุผล และสื่อสาร แค่นี้เลย จะไม่มีอะไรหลุดจากมาตรฐานนี้นับจากวันนี้” น.ส.ณัฏฐา กล่าว

ต้องมีมาตรการช่วยเหลือ ปชช.

เมื่อถามว่า หลังจากนี้ประชาชนต้องรอไปเติมน้ำมันในช่วงกลางดึก ก่อนจะกลับเข้าบ้านใช่หรือไม่ น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า เป็นทางเลือกของประชาชน พิจารณาว่ารถของตัวเองควรจะเติมน้ำมันในวันนั้นหรือไม่

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีแนวทางแจ้งเตือนประชาชน ว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นหรือไม่ เพื่อให้เกิดการเตรียมตัว น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ปัจจัยการขึ้นลงของราคาน้ำมันไม่ได้อยู่ในประเทศ เราไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่าวันไหนราคาจะปรับตัวแรง หากราคาตลาดโลกเหวี่ยงแรง ก็ต้องมีการปรับขึ้นราคาในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนออกมา นอกเหนือจากการตรึงราคาน้ำมัน

น.ส.ณัฏฐา กล่าวอีกว่า ขอแสดงความเสียใจที่สถานการณ์เป็นแบบนี้ ตอนสถานการณ์รัสเซียยูเครน เราสามารถติดลบได้มากกว่านี้ เพราะตอนนั้นรัฐบาลมีอำนาจเต็ม สามารถมีมติขยายวงเงินได้ และเข้าใจความเครียดของประชาชน โชคร้ายที่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ในจังหวะเวลาที่รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจเต็มทำบางอย่างได้ เช่นการลดภาษีสรรพสามิต รัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการที่ทำได้เลยก่อน

แจงเหตุผลขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก

นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชี้แจงถึงการที่ กบน.ประกาศขึ้นราคาน้ำมันช่วงกลางกลางดึกว่า ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกช่วงนี้ มีความผันผวนเยอะ เราจึงต้องดูข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะราคา ในอดีตที่ผ่านมาเป็นช่วงปกติ สามารถคำนวณราคาในช่วงเวลากลางวันได้ แต่ปัจจุบันราคาช่วงกลางวันกับช่วงกลางคืนเปรียบเทียบกันไม่ได้ กลางวันติดลบ กลางคืนกลับมาเป็นบวก เช่นเมื่อคืนวันที่ 30 มี.ค. ช่วงกลางวันติดลบอยู่ที่ 20-30 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่พอช่วงกลางคืน เพิ่มมาอีก 14 ดอลลาร์สหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องปิดตามราคาตลาดโลก

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องดูคือราคาของประเทศเพื่อนบ้าน ฐานะของกองทุนน้ำมันว่าจะมีสภาพคล่องอย่างไร และต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ รวมถึงภาระที่จะกระทบต่อประชาชน พร้อมยกตัวอย่างว่า เมื่อวันที่ 30 มี.ค. เราประกาศขึ้นราคาดีเซล 1.80 บาท หากดูเทียบกับค่าการตลาดในวันนี้ ก็ยังติดลบ แต่กองทุนน้ำมันคิดว่ายังสามารถแบกได้ครึ่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนมากเกินไป กบน.จึงต้องมีการประชุมในเวลา 20.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ตลาดสิงคโปร์ ปล่อยราคาน้ำมันออกมา และเราต้องมาคำนวณเป็นเงินบาท ทำเป็นโครงสร้างราคา ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร รวมถึงต้องประกาศราคาที่กองทุนน้ำมันชดเชยให้ประชาชนทราบ ในเวลาประมาณ 21.00 น.ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่า กบน.ดูทุกด้านอย่างรอบคอบทุกมิติ ยืนยันว่าเราไม่ได้เอื้อผู้ค้า

ราคาน้ำมันผันผวน บอกล่วงหน้าไม่ได้

นายวีรพัฒน์ ยังกล่าวถึงความผันผวนของราคาน้ำมันว่า ไม่สามารถบอกได้ว่า ราคาน้ำมันจะขึ้นลงวันไหน อยู่ที่ตลาดโลก ซึ่งขณะนี้ผันผวนมาก ดังนั้น กบน.ต้องติดตามและใช้ราคาที่ปิดตลาดถึงจะพิจารณาได้ ส่วนประชาชน จะต้องรอลุ้นถึงช่วง 22.00 น. หรือไม่นั้น เป็นอีกประเด็น เพราะแต่ละวัน กบน.ไม่ทราบว่า จะมีการปรับขึ้นราคาหรือไม่ ต้องดูสถานการณ์รายวัน แต่หากมองว่าสามารถดูแลได้ ก็จะทำเต็มที่ หากไม่ไหวก็ต้องปรับราคาไปตามกลไกตลาด

3บิ๊กขนส่งพัสดุขึ้นราคาชิ้นละ3บ.

ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุรายใหญ่ในประเทศไทย ได้แก่ KEX Thailand, J&T ExpressและFlash Express ออกประกาศแจ้งปรับอัตราค่าบริการขนส่งเพิ่มขึ้นชั่วคราว โดยให้เหตุผลตรงกันว่าเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งโดยตรง ทั้ง 3บริษัทระบุว่า การปรับราคาครั้งนี้จะเพิ่มขึ้นในอัตรา 3 บาทต่อชิ้น หรือทุกช่องทางการให้บริการ และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการและความต่อเนื่องของธุรกิจ ท่ามกลางภาวะต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเป็นการปรับขึ้นในลักษณะ “ชั่วคราว” และผ่านการพิจารณาร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการทุกรายย้ำว่าเข้าใจถึงผลกระทบต่อผู้ใช้บริการและภาคธุรกิจ พร้อมยืนยันจะพยายามบริหารต้นทุนอย่างเต็มที่ และหากสถานการณ์ราคาน้ำมันกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะพิจารณาปรับลดหรือยกเลิกค่าธรรมเนียมดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

ท่าเรือข้ามฟากสมุทรปราการขยับ2บ.

เมื่อเวลา 11.30 น. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังท่าเรือข้ามฟากของ จ.สมุทรปราการ คือ ท่าเรือพระสมุทรเจดีย์-ตลาดวิบูลย์ศรี ซึ่งเป็นท่าเรือข้ามฝากหลักของ จ.สมุทรปราการ ที่มีมายาวนานกว่าหลาย 10 ปี เป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมระหว่างฝั่งตัวเมือง จ.สมุทรปราการและฝั่ง อ.พระสมุทรเจดีย์และใกล้เคียง โดยท่าเรือข้ามฟากได้รับผลกระทบอย่างหนักในสถานการณ์น้ำมันขึ้นแต่ยังคงราคาค่าบริการคงเดิมไว้ก่อน

นางสาว อรทัย. จันทร์ธำรง ผู้จัดการท่าเรือพระสมุทรเจดีย์ เปิดเผยว่า ท่าเรือข้ามฝากได้รับผลกระทบเยอะมาก อย่างแรกเรือวิ่งบริการประชาชนในแต่ละวันนั้นใช้น้ำมันเยอะประมาณ 400-500 ลิตรต่อวัน ต้องวิ่งหาซื้อน้ำมันเองเพื่อนำมาเติมเรือ บางปั๊มมีไม่เพียงพออีกทั้งน้ำมันยังมาปรับราคาขึ้น อีกทั้งผู้โดยสารที่มาใช้บริการมีจำนวนที่ลดลง ทั้งนี้ หลังจากคืนวันที่ 30 มี.ค. ราคาน้ำมันในประประเทศได้ปรับตัวขึ้นอีกโดยเฉพาะน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 1.80 บาท เท่ากับปัจจุบันนี้นำมันดีเซลยังอยู่ในราคา 40.74 บาท ซึ่งมีผลกระทบกับการให้บริการเป็นอย่างมากจึงขอขยับราคาค่าบริการเพิ่มขึ้นจากเดิมในราคาประชาชน 6 บาทเป็น 8 บาท ในส่วนนักเรียนและข้าราการในเครื่องแบบจากเดิม 3 บาทเป็น 4 บาท โดยเริ่มในเวลา 04.30 น.ของวันที่ 1 เม.ย.69 นี้ ซึ่งเป็นเรือเที่ยวแรกที่เปิดให้บริการ

โปรดเกล้าฯครม.อนุทิน2 ถวายสัตย์6เมษา เรียกประชุมนัดแรกทันที

โปรดเกล้าฯครม.อนุทิน2  ถวายสัตย์6เมษา  เรียกประชุมนัดแรกทันที

โปรดเกล้าฯครม.อนุทิน2 ถวายสัตย์6เมษา เรียกประชุมนัดแรกทันที

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

โปรดเกล้าฯครม.อนุทิน2 ถวายสัตย์6เมษา เรียกประชุมนัดแรกทันที แถลงนโยบาย9-10เม.ย. มติปปช.ส่งคำร้องศาลฯ ฟัน44สส.ส้มคดีแก้ม.112

โปรดเกล้าฯ “ครม.อนุทิน 2”35 รัฐมนตรี นายกฯควบมท.1 “ปกรณ์”ผงาดรองนายกฯ” พิพัฒน์-เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” รองนายกฯ“ยศชนัน”รองนายกฯ ควบรมว.การอุดมศึกษาฯ“บิ๊กดุลย์”รมว.กลาโหม “เอกนัฏ” รมว.พลังงาน “จุลพันธ์” รมว.แรงงาน  “ประเสริฐ”รมว.ศึกษาฯ“สุริยะ”รมว.เกษตรฯนายกฯเตรียมนำครม.ใหม่เข้าถวายสัตย์ฯ 6เม.ย.เรียกประชุมนัดแรกทันทีเตรียมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาด้านป.ป.ช.มีมติส่งคำร้องศาลฎีกาฟัน44อดีตสส.ก้าวไกลคดีเสนอแก้ม.112จับตาศาลรับคำร้องจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ แต่งตั้งรัฐมนตรี ความว่าพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มีนาคมพุทธศักราช 2569 แล้ว นั้น

โปรดเกล้าฯครม.‘อนุทิน2’

บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

7รองนายกฯ-4รมต.สำนักฯ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรองนายกรัฐมนตรีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

นางสุขสมรวย วันทนียกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

‘บิ๊กดุลย์’รมว.กห.-สุริยะนั่งกษ.

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานายนิกร โสมกลาง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นายวัชระพล ขาวขำ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมนายสรรเพชญ บุญญามณี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

หนูควบมท.1-‘เอกนัฏ’พลังงาน

นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกตำแหน่งหนึ่ง นายพลพีร์ สุวรรณฉวี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

‘รุทธพล’รมว.ยธ.-ประเสริฐศธ.

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

นายวราวุธศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาสปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอนุทีน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

นายกฯเข้าทำเนียบฯหลังโปรดเกล้าฯ

เมื่อเวลา09.20น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เข้าปฎิบัติหน้าที่ภายหลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการให้ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรีผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่าจะนำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณวันไหน นายกฯหันมายิ้มให้สื่อมวลชนไม่ได้ตอบคำถามก่อนจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าจากนั้นเวลา10.30 น.นายกฯเดินทางเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการการบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก ภายใต้โครงการขับเคลื่อนระบบเฝ้าระวังการทุจริตเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายกฯย้ำเป็นพระมหากรุณาธิคุณ

ต่อมาเวลา11.20น.ที่เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณ พวกเราทุกคนก็ยังทำงานอย่างเต็มความสามารถรับใช้ที่น้องประชาชน

เตรียมนโยบายแถลงต่อรัฐสภา

เมื่อถามถึงร่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า เตรียมในสาระสำคัญก็เกือบจะครบถ้วนแล้ว เรายังมีเวลาอีกประมาณ 1สัปดาห์ ถ้าจะเพิ่มหรือทำให้มันมีความสมบูรณ์มากกว่านี้ ส่วนสาระสำคัญของร่างแถลงนโยบายฯรวมของพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรารวมข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน

เมื่อถามว่าจะต้องมีการเชิญพรรคร่วมรัฐบาลมาพูดคุยก่อนแถลงนโยบายใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คุยแล้วระหว่างการจัดทำร่างเราก็มีการเชิญมาพูดคุยกันแล้ว เดี๋ยวจะส่งให้พรรคร่วมรัฐบาล ถ้าไม่มีอะไรแก้ไขในสาระสำคัญก็จะส่งให้สภาด้วย เพื่อให้สส.ได้ไปอ่านและไปศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมในการอภิปรายซึ่งตนเชื่อว่าในการอภิปรายจะต้องมีข้อแนะนำและข้อเสนอแนะดีๆนอกเหนือจากการวิพากษ์วิจารณ์ซึ่งรัฐบาลก็จะรับมาดำเนินการ รัฐบาลนี้ฟังประชาชนอยู่แล้ว

เชื่อได้รับข้อเสนอแนะแนวทางดีๆ

เมื่อถามว่า จะมีการตั้งทีมเพื่อรับฟังการอภิปรายหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่ เมื่อถามว่าคำแถลงนโยบายจะมีการเพิ่มอะไรเป็นพิเศษอีกหรือไม่นอกจาก4ด้านสาระสำคัญที่เขียนไว้ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็นำเสนอเข้าไปและรับฟังการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาเพราะเราแถลงต่อสมาชิกรัฐสภา ไม่ใช่สภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียว ฉะนั้นเชื่อว่าเราจะได้รับข้อเสนอแนะ แนวคิด แนวทางดีๆ จากคนที่เป็นตัวแทนของประชาชน

เมื่อถามย้ำว่ามีอะไรที่เพิ่มมาเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปจากเดิมที่เราหาเสียงไว้ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องของพลังงาน เรื่องของสิ่งแวดล้อม ในเรื่องของการที่ไทยจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการปราบปราม การทุจริตคอรัปชั่น การปราบปรามยาเสพติด เป็นสิ่งที่เราต้องทำเพราะเราจะเข้าไปเป็นสมาชิกของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) เพื่อบอกชาวโลกว่าเราเป็นประเทศที่เชื่อถือได้ เป็นประเทศที่มีธรรมาภิบาล มีคุณธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน เราก็ต้องมีความสะอาด ไม่ใช่เข้าไปเปื้อนไปหมดแบบนี้ แบบเปื้อนไปหมดแบบนี้เข้าไปก็เท่ากับเป็นการประจานตัวเอง ไม่ได้หรอก

คาดเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ6เมษา

เมื่อถามว่าได้วันเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณแล้วหรือยัง นายกฯ กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากเลขาธิการคณะรัฐมนตรี อย่างไม่เป็นทางการว่าน่าจะเป็นวันที่ 6 เมษายน อันนี้สุดแล้วแต่ทางสำนักพระราชวังแจ้งมา ตรงนี้เรากำหนดไม่ได้ ก็รอแจ้งอย่างเป็นทางการมา แต่เบื้องต้นได้รับการประสานมาว่าให้เตรียมตัวไว้ตั้งแต่จากนี้เป็นต้นไป คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนก็ได้รับการแจ้งว่าต้องมีความพร้อมตลอดเวลาที่จะไปเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่ว่าวันไหนเวลาไหน ที่แน่นอน เดี๋ยวจะประสาน เรากำหนดไม่ได้ เมื่อถามว่าภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณเสร็จจะเรียกประชุม ครม.เลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทันทีครับ และจากนั้นก็เป็นการแถลงนโยบาย

นายกฯนำครม.ถวายสัตย์ฯ6เม.ย.

มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่าหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยขั้นตอนหลังจากนี้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.)ได้แจ้งกำหนดการเบื้องต้นว่านายกรัฐมนตรีเตรียมนำครม.ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ในวันจันทร์ที่ 6 เม.ย.นี้

ขณะที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี(สลน.)ได้เตรียมนัดหมายครม.ชุดใหม่ ให้เดินทางมาพร้อมกันที่ตึกสันติไมตรี ในเวลาประมาณ15.00น. เพื่อถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรีและตรวจคัดกรองโควิด-19 ก่อนจะขึ้นรถยนต์ที่สลน.จัดเตรียมไว้ออกจากทำเนียบรัฐบาล ในเวลาประมาณ17.00 น.ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการต่อไป

เรียกถกครม.นัดแรก3ทุ่มทันที

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษซึ่งคาดว่าจะเป็นเวลาประมาณ21.00น.เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาและหารือถึงมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ไม่มีทีท่าจะยุติแต่อย่างใด

ยศชนันพร้อมทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

ที่รัฐสภา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ว่า ดีใจที่คนไว้วางใจ และจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตำแหน่งในการทำงานต่างๆมาพร้อมกับหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด รวมถึงต้องควบคู่กับการแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนเช่นวิกฤติพลังงาน การหาพลังงานทดแทน รวมถึงปัญหาฝุ่นพีเอ็ม2.5ที่พื้นที่ภาคเหนือเดือดร้อนพอสมควร ตรงนี้เราได้มีการเตรียมความพร้อมเอาไว้แล้ว การที่เราจะให้ความรู้ต่างๆเกี่ยวกับเรื่องอยู่อย่างปลอดภัย จากปัญหาฝุ่น PM 2.5

โดยเฉพาะกระทรวงเกี่ยวกับด้านสังคมพรรคเพื่อไทยดูแล เราดูแลตั้งแต่เรื่องคน ที่อาจจะเป็นกลุ่มเปราะบาง เด็ก จนถึงเรื่องการศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มคนผู้สูงอายุ ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยได้วางแผนล่วงหน้าไว้พอสมควรและพร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในหนึ่งเดือนแรกมีเรื่องจำเป็นที่ต้องทำเร่งด่วนและมีแนวทางที่จะวางแผนให้กับประชาชนได้รับทราบว่าอะไรจะเป็นแนวทางที่ทำในระยะประมาณ 6 เดือนถึง 1ปีซึ่งจะเป็นสิ่งที่เป็นความหวัง ที่จะทำในระยะเวลา 2 ปี 4 ปี ต้องมีการสื่อสารให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีเรื่องการรับมือสิ่งที่ไม่คาดฝัน

‘ประเสริฐ’รอแถลงนโยบาย-ก่อนลุยศธ.

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังมีประกาศโปรดเกล้าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่า ตนได้รับรายงานจากผุู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)แล้วว่า ในวันที่ 1 เม.ย. 2569เป็นวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 134 ปีและพิธีมอบรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2569ซึ่งในโอกาสดังกล่าวนั้น ถือเป็นวันครบรอบที่สำคัญ แต่การกำหนดทิศทางนโยบายด้านการศึกษาจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการก่อนจึงจะสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆได้อย่างครบถ้วนและมีเอกภาพ

นายประเสริฐย้ำว่าขอให้เชื่อมั่นว่าทีมนโยบายจะดำเนินการอย่างรอบคอบ ยึดประโยชน์ของผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของครู ซึ่งขอให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนมั่นใจว่านโยบายที่จะออกมา จะเป็นนโยบายที่ดี มีความต่อเนื่อง และสามารถยกระดับระบบการศึกษาไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม

ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือคาดหมาย

ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่าไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความคาดหมาย ส่วนข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่ เชื่อว่าจะใช้ในเวทีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เบื้องต้นทราบว่าจะให้มีการอภิปรายจำนวน 2 วันแต่ยังไม่ตกลงเป็นที่แน่นอนว่าจะเป็นช่วงวันที่ 8-9 เม.ย. หรือ 9-10 เม.ย.

ลับมีดรอใช้เวทีแถลงนโยบาย

โดยฝ่ายค้านจะใช้เวทีดังกล่าว นำเสนอในแง่ความเป็นไปได้ต่อการปฏิบัติ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านต้องหารือกันอีกครั้งถึงการจัดสรรเวลา เบื้องต้นคาดว่าพรรคฝ่ายค้านจะได้รับเวลาอภิปราย 14-15 ชั่วโมง แต่พรรคประชาธิปัตย์อาจได้เวลาอภิปรายเพียง 1 ชั่วโมงดังนั้นจึงถือว่าเป็นโอกาสที่จะสอบถามนายกฯ และรัฐบาลใหม่ ถึงแนวทางแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับวันข้างหน้า ทั้งในระยะสั้น กลาง และระยะยาว

ปปช.ส่งศาลฎีกาฟัน44สส.คดีแก้112

วันเดียวกัน นายสุรพงษ์อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติเห็นชอบให้ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกากรณี44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112ในข้อหาผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงซึ่งจากนี้ก็จะเป็นขั้นตอนทางธุรการในการจัดเตรียมเอกสารพร้อมคำร้องเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยในทางธุรการจะต้องมีการประสานงานกับทางศาลว่ามีความพร้อมเมื่อไหร่เนื่องจากเอกสารประกอบคำร้องมีจำนวน56 ชุด อีกทั้งจะต้องมีการสำเนาเอกสารให้กับคู่ความด้วย ดังนั้นจะต้องดูความพร้อมของสำนักงานว่าจะสามารถยื่นคำร้องได้เมื่อไหร่ ยืนยันว่าจะต้องดำเนินการโดยเร็ว

ลุ้นศาลรับคำร้อง/สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

ส่วน สส.ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในนามพรรคประชาชนจะต้องมีการหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะมองเรื่องนี้อย่างไรเนื่องจากในขณะถูกร้อง สส.ดังกล่าวเป็น สส.อยู่ในสมัยเดิม แต่ปัจจุบันได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่จำนวน 10 คนซึ่งอยู่ในรายชื่อ 44สส.ด้วย จึงต้องดูว่าศาลฎีกาจะสั่งรับคำร้องและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่ หากเป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานกฤษฎีกาตีความไว้ หากสส.ดำรงตำแหน่งอยู่ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย้ำว่าจะต้องรอดูคำสั่งของศาลฎีกา ซึ่งป.ป.ช.คงไปก้าวล่วงไม่ได้ แต่ในส่วนของการจัดทำคำร้องหรือคำขอของสำนักงานป.ป.ช.ก็ต้องเสนอให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยอยู่แล้วซึ่งกระบวนการจะไปจบที่ศาลอยู่แล้ว

สำหรับรายชื่อของ44สส.พรรคก้าวไกล ที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ในนามพรรคประชาชน ที่มีความเสี่ยงถูกศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีจำนวน 10 คน แบ่งเป็นสส.บัญชีรายชื่อ 8 คน ประกอบด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ และอีก 2 คนที่เป็น สส.แบ่งเขต ประกอบด้วยนายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

สว.พร้อมเดินตามสภาฯเลิกอาหารฟรี

ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีผลหารือของตัวแทนพรรคการเมืองเสียงเอกฉันท์ให้เลิกเลี้ยงอาหารกลางวัน สส.ตั้งแต่ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไปว่า สว.พร้อมให้ความร่วมมือ ในภาวะที่ประเทศตกในภาวะวิกฤติพลังงาน สว.ได้คุยกันว่าพร้อมให้ความร่วมมือประหยัดงบประมาณของราชการให้มากที่สุด เช่นมีมติชัดเจนให้งดเดินทางไปต่างประเทศโดยไม่จำเป็น ขณะที่มาตรการประหยัดค่าใช้จ่ายเช่นค่าอาหารทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือประหยัดงบ เรื่องอาหารกลางวัน หรืออาหารระหว่างประชุมพร้อมจะจ่ายกันเอง โดยไม่ให้เป็นปัญหาของสว. ทั้งนี้ ตนจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา(วิปวุฒิสภา)ในวันที่1เม.ย.เพื่อให้รับทราบร่วมกัน เมื่อสภาฯมีมติออกมาสว.ต้องดำเนินการตามแบบอย่างเพื่อบ้านเมืองของเรา อย่างน้อยเพื่อประหยัดงบประมาณ หากทำได้ถือเป็นสิ่งที่ดี

ยังอุบลดผู้ช่วยฯ- ตัดบำนาญ

นายมงคลกล่าวถึงข้อเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วยทำงานประจำตัว สว.ว่า ขอรอฟังทางสภาฯ หากมีอะไรต้องปรึกษาหารือกัน วุฒิสภาพร้อมให้ความร่วมมือ โดยได้ศึกษา วางแนวทางทำให้ประหยัดงบประมาณให้มากที่สุด ส่วนข้อเสนอให้ยกเลิกทุนเลี้ยงชีพอดีตสมาชิกรัฐสภานั้น ต้องดูตามความจำเป็น ฐานะกรรมการกองทุนฯทราบว่ามีอดีตสมาชิกรัฐสภา ที่ช่วยตัวเองไม่ได้อยู่จำนวนหนึ่ง บางคนไม่มีรายได้ บางคนอยู่ในภาวะเจ็บป่วย โดยสรุปทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เหตุผล และความจำเป็นไม่มีการใช้เกินกว่าความจำเป็น

ปธ.ศาลรธน.ปัดพูดแก้รธน.60

ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า จ.กระบี่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ2560ว่าส่วนตัวปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเพราะเป็นเรื่องของรัฐสภา แต่ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 60 มีข้อบกพร่องอยู่บ้าง จากเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีเฉพาะคดีที่มีข้อขัดแย้ง แต่รัฐธรรมนูญปี 60 อนุญาตให้มีการปรึกษาหารือได้และยกตัวอย่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญถึงวาระการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปัจจุบันกำหนดให้มีวาระ 7 ปี ขณะที่ตนเป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญปี2550ที่กำหนดวาระตุลาการ 9 ปีจึงมองว่า7ปีเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกส่วนใหญ่ กำหนดวาระไว้ 9-12 ปีซึ่งเป็นมาตรฐานของยุโรป เยอรมัน ออสเตรเลีย

คาดคดีบาร์โค้ดไม่เกิน1ปีเสร็จ

นายนครินทร์กล่าวถึงกรอบการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่ายังไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่แต่ตามปกติไม่ควรเกิน 1 ปี คดีที่ผ่านมาเคยมีการพิจารณายาวที่สุดอยู่ที่ 11เดือนและไม่ควรจะเกินไปกว่านั้นอย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ต้องรอพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ที่ได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วนเสียก่อน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ณ วันนี้เป็นต้นไป ถ้ามีอะไรที่ไม่เหมือนเดิมก็ต้องกราบขออภัยไว้ล่วงหน้า และยืนยันว่า มันจะมี แต่เราจะพยายามสื่อสารถึงเหตุและผลให้ดีที่สุด เพราะ ศบก.เชื่อว่า ประเทศเราขับเคลื่อนด้วยเหตุผลได้ และเราจะใช้สิ่งนั้นเป็นหลักในการทำงาน ข้อเท็จจริง เหตุผล และสื่อสาร แค่นี้เลย”

น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา

โฆษก ศบก.

ทร.เด้งฟ้าผ่า ผบ.นาวิกโยธินตราด สะพัดปมวิวาทะเขมร

ทร.เด้งฟ้าผ่า  ผบ.นาวิกโยธินตราด  สะพัดปมวิวาทะเขมร

ทร.เด้งฟ้าผ่า ผบ.นาวิกโยธินตราด สะพัดปมวิวาทะเขมร

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เด้งฟ้าผ่า! น.อ.ธรรมนูญ พ้น ผบ.ฉก.นย.ตราด คุม“ผู้กองโทนี่”เคยมีวิวาทะทหารเขมร ด้านกองทัพเรือ อ้างไม่ได้กลั่นแกล้งหรือลงโทษ แต่เป็นการโยกย้ายตามวาระกลางปี ชาวบ้านแห่ให้กำลังใจ

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม พล.ร.ท.อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน มีคำสั่งพ้นหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่ราชการชายแดนนายทหารในสังกัด 17 นาย โดยหนึ่งในนั้นมี น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ผบ.ฉก.นย.ตราด) โดยให้ย้ายไปหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ สำหรับคำสั่งดังกล่าวได้สร้างความแปลกใจให้สังคมอย่างมาก เนื่องจาก น.อ. ธรรมนูญ ถือเป็น ผบ.หน่วยรบคนสำคัญ มีผลงานตั้งแต่ไฟใต้จนถึงการสู้รบกับกัมพูชารอบที่ 2 ที่นำทัพบุกเข้ายึดแผ่นดินไทยคืนจากกัมพูชาบริเวณบ้าน 3 หลัง และกาสิโนทมอดา จ.ตราด

ผู้สื่อข่าวสอบถามน.อ.ธรรมนูญ เกี่ยวกับสาเหตุที่ถูกสั่งย้าย ซึ่งน.อ.ธรรมนูญ กล่าวยอมรับว่ามีคำสั่งย้ายจริง โดยคำสั่งส่งมาเมื่อคืนที่ผ่านมาซึ่งตนไม่ทราบมาก่อน ขณะนี้อยู่ระหว่างเก็บของและจะรับส่งการทำหน้าที่ในวันที่ 1เมษายนนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะมีคำสั่งย้ายดังกล่าวน.อ.ธรรมนูญ ได้ลงพื้นที่บริเวณตู้คอนเทนเนอร์แนวชายแดนบ้านทมอดา เมื่อวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการเผชิญหน้ากับทหารกัมพูชา โดยผู้กองโทนี่ ผบ.ร้อยสนาม นาวิกโยธินสายบู๊ ซึ่งเป็นทหารคนสนิท น.อ.ธรรมนูญ ได้ไล่นายพลจัตวากึมโกะซอล ที่มาโวยวายใส่ ‘กัน จอมพลัง’ เพราะเข้าใจว่าจะมาขยับแนวรั้วตู้คอนเทนเนอร์ โดยตามข้อเท็จจริง ได้มาติดธงชาติไทย และธงราชนาวีไทย ทำให้เกิดวาทกรรม ‘ดูหน้ากูไว้’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากคำสั่งย้ายดังกล่าวเป็นที่รับรู้ของชาวบ้านในพื้นที่ ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ และพร้อมจะรวมตัวกันออกมาให้กำลังใจ น.อ.ธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กWassanaNanuamของ น.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร อ้างแหล่งข่าวจากกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ว่าการย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายตามวงรอบการแต่งตั้งโยกย้ายของกองทัพเรือ ในวาระกลางปี เดือนเมษายน 2569 โดยตำแหน่งผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราดนี้ เป็นตำแหน่งสนาม ไม่ใช่ตำแหน่งปกติ แต่การไปเป็นผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ เป็นตำแหน่งที่มีขั้นให้สูงกว่า มีสวัสดิการที่ดีกว่า เพื่อเป็นการตอบแทนผลงานของ น.อ.ธรรมนูญ ที่ได้สู้รบยึดดินแดนอธิปไตยของไทยกลับคืนมา แต่ยังคงดูแลเรื่องการเก็บกู้ทุนระเบิดของกองทัพเรือ ที่มีกำลังไปปฏิบัติหน้าที่ในกองกำลังต่างๆ รวมถึงไปสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 กองทัพบก และมาทำในบทบาทที่กว้างขึ้น ในการประสานและประชุมร่วมกับต่างประเทศ ในเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมถึงงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับทุ่นระเบิด หลังจากที่ น.อ.ธรรมนูญได้มีประสบการณ์ทำงานที่ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงก่อนหน้านี้ก็อยู่ชายแดนภาคใต้มาแล้ว

“ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้ง หรือลงโทษใดๆ ไม่ได้ถือว่ามีความผิด แต่เป็นการตอบแทนความเสียสละในการปฏิบัติหน้าที่ช่วงที่ผ่านมา และเป็นตำแหน่งที่มีความก้าวหน้า รับผิดชอบภาพรวมทั้งประเทศ รวมถึงความร่วมมือกับต่างประเทศด้วย” แหล่งข่าวกล่าวกับ น.ส.วาสนา

ขณะเดียวกันยังเป็นการเลือกบุคคลให้เหมาะสมกับภารกิจและสถานการณ์ เพราะจากนี้คาดว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ของกองทัพเรือ ที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จะยังไม่มีการสู้รบ แต่จะเป็นห้วงของการเจรจา จึงทำให้ น.อ.ปรัชญา โพธิ์ย้อย หัวหน้าหน่วยประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา มาเป็น ผบ.ฉก.นย.ตราด แทน โดยเคยทำงานใน ฉก.นย.ตราด มาก่อน เคยเป็น เสธ.ฉก.นย.ตราด และอดีต ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี มีความสามารถในการเจรจา แต่ก็เป็นนักรบที่พร้อมชนหากคุยไม่รู้เรื่อง แต่จากการประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดน จ.ตราด ทางฝ่ายกัมพูชายังไม่พร้อมรบ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การสู้รบครั้งใหญ่ และต้องมองภาพรวมพื้นที่ในส่วนของกองทัพบก ด้วย

สีหศักดิ์ หารือทูตอิหร่าน ให้ช่วย ติดตาม 3 ลูกเรือไทยบนเรือ มยุรี นารี

สีหศักดิ์ หารือทูตอิหร่าน ให้ช่วย ติดตาม 3 ลูกเรือไทยบนเรือ มยุรี นารี

สีหศักดิ์ หารือทูตอิหร่าน ให้ช่วย ติดตาม 3 ลูกเรือไทยบนเรือ มยุรี นารี

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.53 น.

“สีหศักดิ์” หารือทูต อิหร่าน ให้ช่วยติดตามสถานภาพ 3 ลูกเรือไทย บนเรือ “มยุรี นารี” พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

วันที่ 31 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนายนอเศเรดดีน ฮัยแดรี เอกอัครราชทูต อิหร่าน ประจำไทย ย้ำคำขอให้ฝ่ายอิหร่านช่วยติดตามสถานภาพของลูกเรือไทย 3 ราย บนเรือ “มยุรี นารี” ทั้งสองฝ่ายยังแลกเปลี่ยนความเห็นต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 

ขณะที่ รมว.กต. ย้ำความสำคัญของความพยายามร่วมกันเพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ภูมิภาคโดยเร็วด้วยการเจรจาและการทูต
 

ด้วยความหวังดี! ดร.เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายเปิดผนึก จี้ ครม.ใหม่ ฝ่าวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

ด้วยความหวังดี! ดร.เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายเปิดผนึก จี้ ครม.ใหม่ ฝ่าวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

ด้วยความหวังดี! ดร.เจิมศักดิ์ ร่อนจดหมายเปิดผนึก จี้ ครม.ใหม่ ฝ่าวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.39 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า หนังสือเปิดผนึก

เรื่อง: ภารกิจที่ต้องตระหนักในภาวะวิกฤตของประเทศ และโจทย์สำคัญที่คณะรัฐมนตรีใหม่ต้องพิจารณา

เรียน: นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่

ท่ามกลางสถานการณ์ที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่กำลังจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินในอีกไม่กี่วันข้างหน้า 

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ารัฐบาลชุดนี้กำเนิดขึ้นภายใต้ข้อครหาเรื่องการทุจริตเลือกตั้งและการใช้เงินซื้อเสียงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์  อีกทั้งยังเป็นการรวมตัวของกลุ่ม “บ้านใหญ่” และระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกในพื้นที่ต่างๆ การรีบเร่งรับรองผลและจัดตั้งรัฐบาลถูกมองว่าเป็นการสร้าง “ต้นทุนทางการเมือง” ให้สูงขึ้น เพื่อบีบคั้นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นไปด้วยความยากลำบาก หากพิจารณาให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ 

อย่างไรก็ตาม เมื่อท่านก้าวเข้ามารับตำแหน่งแล้ว คณะรัฐมนตรีควรต้อง “สำเหนียก” ถึงวิกฤตการณ์ของบ้านเมืองให้มากกว่าครั้งใดๆ  การบริหารราชการแผ่นดินหลังจากนี้ต้องกระทำอย่างใคร่ครวญในฐานะทีมเดียวกัน มิใช่เพียงเพื่อเกียรติยศหรือชื่อเสียงในฐานะ “มนตรีแห่งรัฐ” เท่านั้น

ในวาระที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต จึงขอเสนอข้อคิดและโจทย์สำคัญที่ ครม. อนุทิน ต้องหาคำตอบให้แก่ประชาชนดังนี้:

๑. โจทย์เร่งด่วนท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซีย
สถานการณ์ในตะวันออกกลางช่วงต้นปี ๒๕๖๙ นี้ คือบททดสอบที่อาจฉุดรั้ง GDP ของไทยให้เหลือเพียง ๑.๐% – ๑.๓%  และหากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงเกิน $120 ต่อบาร์เรล รัฐบาลต้องตอบโจทย์ ๓ ด้านหลัก:

• การบริหารสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง: รัฐบาลจะหาแหล่งเงินกู้จากไหนมาอุดหนุน และจะตัดสินใจลดภาษีสรรพสามิตลงเท่าใดเพื่อช่วยประชาชน? 
รัฐบาลควรต้องยอมลดรายจ่ายของตนเองลงเมื่อรายรับน้อยลง ไม่ใช่อุดหนุนผ่านกองทุนฯและผลักภาระให้ประชาชนฝ่ายเดียว 
ต้องกำหนด “มาตรการขั้นบันได” ที่ชัดเจนและโปร่งใสในการแทรกแซงราคา ว่าในสถานการณ์ราคาปิโตรเลียมเป็นอย่างไรรัฐจะนำเงินกองทุนหรือลดภาษีสรรพสามิตในอัตราเท่าใด   ประกาศเป็นตารางให้สาธารณะได้รับรู้ชัดเจน  จะได้ป้องกันการการทุจริตล่วงรู้ข้อมูลเพื่อเก็งกำไรของบางคน

• ความมั่นคงทางอาหารและต้นทุนเกษตรกรรม: 
เมื่อปุ๋ยเคมีนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซียมีราคาสูงขึ้น ๑๐% – ๑๕% รัฐบาลมีแนวทางอย่างไรในการลดต้นทุนให้เกษตรกร เพื่อป้องกันภาวะเงินเฟ้อด้านอาหาร (Food Inflation) และสร้างความมั่นคงในปริมาณอาหาร

• การจัดการพลังงานสำรองและการประหยัดระดับชาติ: 
หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนานกว่า ๓ เดือน รัฐบาลต้องเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่ (Diversification) และต้องบังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐอย่างเข้มงวด ทั้งการ Work from Home เต็มรูปแบบ การใช้รถราชการ และการระงับงบดูงานต่างประเทศของทุกฝ่าย ไม่เว้นทั้งนิติบัญญัติและตุลาการ

๒. การใช้ “วิกฤต” เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (Reinvent Thailand)
รัฐบาลต้องใช้โอกาสนี้ปฏิรูปโครงสร้างประเทศเพื่อหลุดพ้นจากวงจรความอ่อนไหวตามราคาน้ำมันโลก:

• ปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน (Energy Transition): ปลดล็อก “โซลาร์เสรี” และ Direct PPA ให้ครัวเรือนผลิตและขายไฟฟ้าได้จริง 
ปรับปรุงแผน PDP 2026 เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเกิน ๕๐% และพิจารณาเทคโนโลยี SMR (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก) เพื่อความมั่นคงระยะยาว

• ยกระดับภาคการผลิตและเศรษฐกิจฐานชีวภาพ: 
สนับสนุน Smart Manufacturing ใน SMEs เพื่อลดต้นทุนพลังงาน และใช้จุดแข็งด้านเกษตรกรรมต่อยอดเป็นพลังงานทดแทนและเคมีภัณฑ์ชีวภาพ เพื่อลดการนำเข้า

• ปฏิรูปโครงสร้างการขนส่ง (Logistics Shift): 
เปลี่ยนงบประมาณจากการ “สร้างถนน” มาเป็นการ “สร้างระบบขนส่งมวลชน” อย่างจริงจัง 
เพราะการสร้างถนนคือการส่งเสริมการใช้น้ำมัน พร้อมทั้งเร่งเปลี่ยนผ่านรถขนส่งและรถบรรทุกให้เป็นระบบไฟฟ้า (EV) เพื่อลดต้นทุนขนส่งอย่างยั่งยืน
????ภารกิจทั้งหมดนี้ คณะรัฐมนตรีต้องใส่ใจตั้งโจทย์และหาคำตอบที่เหมาะสมกับศักยภาพของประเทศ 
มิใช่ปล่อยให้เกิดความผิดพลาดในการบริหารจัดการพลังงานดังเช่นที่ผ่านมา 
ประชาชนกำลังจับตาดูว่าท่านจะเข้ามาเพื่อแก้วิกฤตของชาติ หรือเข้ามาเพื่อตักตวงผลประโยชน์ในยามวิกฤต
ด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติ

ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง 

นักวิชาการ สื่อมวลชนอาวุโส

๓๑ มีนาคม ๒๕๖๙

อัษฎางค์ โนสนทัวร์ลง ปมพีระพันธุ์ ถามกลับเลิกติดตามเพราะ ผมบิดเบือน หรือ รับความจริงไม่ได้

อัษฎางค์ โนสนทัวร์ลง ปมพีระพันธุ์ ถามกลับเลิกติดตามเพราะ ผมบิดเบือน หรือ รับความจริงไม่ได้

อัษฎางค์ โนสนทัวร์ลง ปมพีระพันธุ์ ถามกลับเลิกติดตามเพราะ ผมบิดเบือน หรือ รับความจริงไม่ได้

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.24 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า บทความของผมบิดเบือน? จริงหรือ?

#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ

ก่อนเข้าเรื่อง ขอออกตัวก่อนว่า อย่าคิดว่า การทำแบบนี้คือการเอามาแขวน ผมเพียงต้องการทำคอมเมนต์ที่คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิด มาโพสต์เพื่อให้เข้าใจข้อเท็จจริงให้ตรงกับความเป็นจริงโดยทั่วกัน

สำหรับประเด็นรายการ “ยิ่งคุยยิ่งลึก” ที่คุณกล่าวถึง ขออนุญาตแลกเปลี่ยนข้อเท็จจริงแบบนี้นะครับ

สิ่งที่คุณบอกว่าท่านพีระพันธุ์พูดถึงเรื่อง “ไฟฟ้าและ กกพ.” นั้น “ถูกต้องครับ” ในรายการวันนั้น (ออกอากาศช่วง เม.ย. 2568) ท่านได้วิจารณ์โครงสร้างอำนาจของ กกพ. อย่างดุเดือดจริง

แต่… ข้อมูลที่คุณอาจจะตกหล่นไป (หรือจำได้ไม่ครบถ้วน) คือในรายการเดียวกันนั้น ท่านได้ยกตัวอย่างเรื่อง “อำนาจในการจัดการน้ำมัน” ควบคู่ไปด้วย

คุณพีระพันธุ์ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงข้อจำกัดของ รมว.พลังงาน ในเรื่องการกำหนดโครงสร้างน้ำมัน โดยยกตัวอย่างเรื่อง “สูตรน้ำมัน” ว่า

“จะผสมน้ำมันยังไง สูตรยังไง เท่าไร รัฐมนตรีไม่มีอำนาจ เป็นอำนาจอธิบดี เขาจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ไม่ต้องขอรัฐมนตรี ทำได้เลย…” และสรุปรวมถึงโครงสร้างกฎหมายพลังงานทั้งหมดว่า

“บ้านเราวางระบบกฎหมายไว้ผิดพลาด ในกฎหมาย ผมไม่มีอำนาจอะไรสักอย่างเลย รัฐมนตรีไม่มีอำนาจอะไรเลย”

ประเด็นสำคัญที่บทความนี้ต้องการสื่อสาร จึงไม่ใช่การจับผิดคำพูดคำต่อคำ แต่คือ “ตรรกะและมาตรฐานการตรวจสอบ”

แก่นของเรื่องคือ คุณพีระพันธุ์เป็นผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งที่สุด ว่าการบริหารงานระดับกระทรวงนั้น “ติดล็อกทางกฎหมาย” (ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย กกพ. เรื่องไฟฟ้า หรืออำนาจอธิบดีเรื่องสูตรน้ำมัน) จนรัฐมนตรีไม่สามารถใช้อำนาจทุบโต๊ะสั่งการได้ตามใจนึก

คำถามคือ ในเมื่อท่านเข้าใจโครงสร้างที่ว่า “รัฐมนตรีถูกจำกัดอำนาจโดยกฎหมาย” เป็นอย่างดี…

เหตุใดท่านจึงเลือกใช้ถ้อยคำรุนแรงเพื่อโจมตีรัฐมนตรีพาณิชย์ (คุณศุภจี) ว่าทำไมไม่ใช้อำนาจ ทั้งที่กระทรวงพาณิชย์เองก็มีกรอบกฎหมายที่จำกัดอำนาจไว้แค่การดูแลปลายทางหน้าปั๊ม ตามที่ศาลปกครองเคยมีคำพิพากษาไว้เช่นเดียวกัน?

ผมนำเสนอเรื่องนี้เพื่อสะท้อนความย้อนแย้งทางการเมืองครับ ไม่ได้มีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น

แต่การโพสต์พาดพิงถึงคุณพีระพันธ์มักจะจบลงด้วยทัวร์ชุดใหญ่ และจะมีคนมาบอกว่า ขอเลิกติดตาม

คำถามคือ เลิกติดตามผมเพราะ

1. ผมบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือ

2. ยอมรับความจริงเกี่ยวกับคุณพีระพันธ์ไม่ได้