กรณ์ ชี้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน ไม่เร่งด่วนจริง กู้มากอง-มาแจก แก้เศรษฐกิจชั่ววูบ กระทบเพดานหนี้สาธารณะ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 13:18 น.

‘กรณ์’ ย้ำ ‘ปชป.-พรรคร่วมฝ่ายค้าน’คว่ำ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านแน่ ชี้ แก้โจทย์ผิดไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง ยกเป้าหมายรัฐหนุนติด’โซลาร์รูฟท็อป‘ 1ล้านครัวเรือนทำไม่ได้จริงในปีเดียว แต่กลับกู้เงินมากอง-มาแจก กระทบเพดานหนี้สาธารณะ เมื่อบวกกับที่ก็อีก 8 แสนล้านในงบฯปี70 ทำหนี้สาธารณะประเทศ ชนเพดาน ที่70% แถมแบกรับภาระดอกเบี้ย

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.20น. ที่รัฐสภาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วนพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

โดยนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายตอนหนึ่งว่า ปัญหาหลักของประเทศมี 4 เรื่อง คือ เศรษฐกิจประเทศโตช้า ,มีปัญหาโครงสร้าง เพราะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น ,รายได้ประชาชนลดลง และข้าวของสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้นต่อเนื่อง ตนเห็นด้วยที่รัฐบาลอธิบายว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาคือ จากราคาน้ำมัน แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า รัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ แต่คำถามสำคัญคือ การใช้เงินตาม พ.ร.ก.นี้ จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้จริงหรือไม่ ซึ่งตนมองว่า การกู้เงินมาแจกที่มีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ ไม่สามารถแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนได้ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานจากฟอสซิลไปใช้พลังงานทดแทน อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์หรือ โซลาร์ เซล ผ่านกองทุนเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ตามข่าวที่รัฐบาลพูดถึงเป้าหมายว่าตั้งเป้าให้ติดตั้ง 5แสน-1ล้านครัวเรือน ด้วยเงินกู้จากพ.ร.ก.นี้ ขอถามว่ารัฐบาลทำได้จริงหรือไม่ เพราะปี2568 พบว่า ทั้งประเทศติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพียง 1แสนครัว ส่วนปี2569 ที่คาดว่า จะมีการติดตั้งเพิ่มได้ 1.4แสนครัวเรืน ดังนั้นในปี2570 ตนเหมาให้เป็น 2 แสนครัว แต่ไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายขั้นต่ำที่รัฐบาลตั้งไว้ เมื่อเทียบกับเป้าหมายขั้นสูงของรัฐบาลที่ 1 ล้านครัวเรือน เพราะได้แค่ 1 ใน5 ดังนั้นรัฐบาลต้องใช้เวลา 5 ปี เพื่อที่จะทำตามเป้าหมายที่ประกาศจะสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ครบ 1 ล้านครัวเรือน

“สิ่งเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นว่า ต้องใช้เวลา มันจึงไม่จำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบกู้ บวกกับเงื่อนไข พ.ร.ก. ที่ต้องกู้ให้แล้วเสร็จ ในวันที่ 30 กันยายน 2570 หรือ 1ปีเศษ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลไม่ควรทำ และทำไม่ได้ คือ การกู้เงินมากองไว้ เพราะจะทำให้เกิดภาระของต้นทุน คือดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องแบกเพิ่มเติม สะท้อนให้เห็นความจริงว่า ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องกู้ทั้งก้อนนี้ ” นายกรณ์กล่าว

นายกรณ์ กล่าวอภิปรายต่อว่า นอกจากนั้นแล้วการกู้เงินครั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลังและการรักษาสถานะทางการคลังของประเทศ รวมถึงเป็นภาระหนี้ของพี่น้องประชาชน ซึ่งปัจจุบันพบว่า หนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ที่ 67% และยังต้องกู้จากการขาดดุลงบประมาณปี69 ส่วนที่เหลือ และเงินที่ต้องกู้อีก 8 แสนล้านบาทในงบประมาณปี2570 และเมื่อรวมกับ พ.ร.ก. อีก4 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะของประเทศไทย แค่ช่วง 1 ปีนี้ มีแนวโน้มเพิ่ม 1.8-1.9 ล้านล้านบาท หรือ 10% ของจีดีพี จึงทำให้เพดานหนี้สาธารณะของเราที่กำหนดไว้ว่า ต้องไม่เกิน 70% จะเอาไม่อยู่ คือเต็มเพดานการกู้ที่กำหนด และเชื่อว่า ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีปี2571 ก็จะเจอปัญหาอีก คือ ไม่มีเงินกู้ตามงบประมาณเพียงพอต่อการลงทุน 20% ตามกฎหมายกำหนด เมื่อถึงเวลานั้น รัฐบาลก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เมื่อถึงเวลาแต่รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงินไม่ได้ เพราะหนี้เต็มเพดาน 70% แล้ว

“ดังนั้นไม่ว่าเหตุผลทางสถานะทางการคลังใด สิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ใช่ว่า ทำตามรัฐบาลเสนอ หรือ ทำเพราะไม่ผิดกฎมาย แต่เราต้องทำหน้าที่พิจารณาตามความเหมาะสมที่ดีที่สุด เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพของประชาชน เศรษฐกิจประเทศที่เติบโตล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านทุกประเทศ คำตอบของตน คือต้องย้ำให้ชัดเจนว่า พ.ร.ก.นี้ ไม่ใช่คำตอบ ตนและสส.พรรคประชาธิปัตย์ รวมถึง สส.ฝ่ายค้านจึงไม่เห็นด้วยออก พ.ร.ก.กู้เงิน4 แสนล้านครั้งนี้” นายกรณ์ กล่าว

กรณ์ จาติกวณิชประชุมสภาพ.ร.ก.เงินกู้

หัวหน้าเท้ง ขู่ไม่โหวต พ.ร.ก.กู้เงิน หากรัฐบาลไม่เคลียร์ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน เหตุยัดไส้ไร้แผน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 13:10 น.

‘ณัฐพงษ์‘ ขู่หากรัฐบาลไม่เคลียร์ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน ‘ฝ่ายค้าน’ไม่ลงมติให้ เหตุยัดไส้ไร้แผน แนะแผนพลังงาน 12 ปี ฉบับ ปชน.ไม่ต้องกู้สักบาท

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วนพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท


โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายเปิดว่า สิ่งที่ตนเองอยากได้ยินจากการชี้แจงของนายกฯ คือ ความชัดเจนแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพราะจากคำชี้แจงของนายกฯ พูดในหลายประเด็น ทั้งสาเหตุความจำเป็นที่ต้องมีการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทที่มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบถึงค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และการดำเนินชีวิตของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการแก้ปัญหา ยกตัวอย่าง มาตรการเยียวยา เราได้แสดงความเห็นหลายครั้งว่าแผนงานที่จะใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก เพื่อเยียวยาประชาชน เราไม่ได้ติดใจเรื่องความชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลมีเหตุจำเป็นรีบด่วนที่ต้องเร่งเยียวยาประชาชน อาจจะมีข้อคิดเห็นบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น วิธีการในการส่งเงินเยียวยาไปถึงมือประชาชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า แต่เงินก้อน 2 แสนล้านบาทหลังที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน นายกฯ ให้ความเห็นที่ชัดเจนอีกสาเหตุ นอกเหนือจากวิกฤติความขัดแย้งตะวันออกกลางคือ รัฐบาลมีตัวเลือกในการใช้แหล่งเงินงบประมาณประจำปีที่ค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องตรา พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ หากดูในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีการงบประมาณ และวินัยการเงินการคลังการที่จะขยายการกู้เพื่อชดเชยความขาดดุลได้หรือเบ่งกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้เท่าไร ยิ่งรัฐบาลมีรายได้เข้ารัฐเยอะก็ยิ่งตั้งกรอบวงเงินงบประมาณประจำปี และกู้เพื่อขยายชดเชยการขาดดุลได้มากยิ่งขึ้น

“เราเข้าใจข้อจำกัดว่า วันนี้ประเทศเรามีปัญหาเรื่อง พื้นที่ทางการคลังสัดส่วนรายได้ของรัฐต่อ GDP มีแนวโน้มลดต่ำลง จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลอาจจะเหลือทางเลือกไม่มากนักคือ จะต้องตราเป็น พ.ร.ก.เงินกู้จากเหตุผลที่นายกฯ ให้กับเราทำให้เพื่อนสมาชิกต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า สุดท้ายแหล่งเงินงบประมาณพิเศษที่มาจากการกู้ที่ไม่ได้มาจากแหล่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีความเหมาะสมถูกต้องหรือไม่”นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้นายกฯ ยังมีการอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ตนอยากทำให้เกิดความชัดเจนเพิ่มขึ้น หากอ่านในคำวินิจฉัยฉบับเต็มศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นไว้ชัดเจนว่าที่วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ขัดเฉพาะมาตรา 172 วรรคหนึ่งอย่างเดียว เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยวรรคสอง นั่นคือเหตุแห่งความจำเป็นรีบด่วนหรือไม่ ดังนั้นในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรามีอำนาจเต็มในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารที่วันนี้เลือกใช้ช่องทางพิเศษ โดยการอ้างสถานการณ์ความขัดแย้งชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสอง หรือไม่ อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดเจนว่า พ.ร.ก.เป็นช่องทางพิเศษของฝ่ายบริหารที่เมื่อใช้แล้วต้องให้สภาฯ พิจารณาว่ามีความชอบธรรม ถูกต้อง เหมาะสมในการใช้ช่องทางพิเศษนี้หรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2475 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารตรา พ.ร.ก.ใช้ก่อนในกรณีที่สภาฯไม่สามารถตอบสนองได้ทัน หรือกรณีที่อยู่นอกสมัยประชุม แต่ด้วยวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปรัฐธรรมนูญฉบับหลังจึงมีการเปลี่ยนบทบัญญัติใหม่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการตราพ.ร.ก.ได้ ถ้าเห็นว่ากระบวนการในสภาฯ จะล่าช้า แม้จะอยู่ในสมัยประชุม แล้วค่อยให้สภาฯ อนุมัติในภายหลัง ดังนั้นการใช้อำนาจในการตราพ.ร.ก.ต้องมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สำหรับเงิน 200,000 ล้านบาทหลังที่รัฐบาลอ้าง เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ต้องพิจารณาใน 2 ประเด็น
ประเด็นแรกคือปัญหาความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ประเด็นที่สองคือ วิธีการใช้เงินและแผนในการใช้เงินการใช้เงินเพื่อจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ มีคำว่าพลังงานสะอาดหรือโซลาร์รูฟท็อปห้อยท้ายเพียงพอหรือไม่ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน หรือเราอยากเห็นการลงทุนอย่างไรในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างได้จริง
ทั้งนี้เราไม่สามารถที่จะแยกพิจารณากันได้ เพราะพรรคประชาชนมองว่าแผนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานจำเป็นที่จะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปและลงทุนอย่างถูกจุด รัฐบาลไม่จำเป็นต้องต้องใช้การกู้เงินเสมอไป เรายังมีแหล่งเงินทุนจากเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เช่น 3 การไฟฟ้า และกองทุนต่าง ๆ ที่ช่วยกันลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศได้อยู่แล้ว

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนเคยมีแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานอย่างชัดเจน แบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 ปี รวม 12 ปี ลงทุนรวมกัน 4 แสนล้านบาท เงินส่วนมากหรืออาจจะทั้งหมดรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เองสักบาท จึงตั้งคำถามถึง ครม.ว่าแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเป็นอย่างไร หากแผนไม่ชัดเจนไม่สามารถตอบได้ ตนเองก็ไม่สามารถ อนุมัติพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทได้ อย่างไรก็ตามเรามีพยานผู้เชี่ยวชาญ 4 คนที่ให้ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ตั้งคำถามถึงความชัดเจนแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของรัฐบาล ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงที่จะต้องพูดถึงแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานให้ชัดเจน ยกตัวอย่าง โครงการการเปลี่ยนรถโดยสารเป็นรถ EV ตัวแทนรัฐบาลเคยให้ความเห็นว่าจะจะใช้เงิน 2 แสนล้านบาทหลังในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเพื่อเปลี่ยนรถโดยสารเป็นรถ EV พวกเราไม่ได้คัดค้านแต่คำถามที่สำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานมันมากกว่าการเปลี่ยนลดน้ำมันเป็นรถ EV ต้องพูดถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ ห่วงโซ่อุปทานในประเทศที่ใช้พลังงานสะอาด และโครงสร้างพลังงานของประเทศที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลลดน้อยลง

“เราอยากเห็นความชัดเจนของรัฐบาลว่าการใช้เงิน 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยต่อจิ๊กซอว์ในภาพใหญ่ 5-10 ปีต่อจากนี้ สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างไร เราไม่อยากเห็นการทำงานที่รัฐบาลหาข้ออ้างใช้อำนาจพิเศษในการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หาเรื่องใช้เงิน ยัดไส้ ใช้เงินเยียวยาของประชาชนตัวประกัน แล้วค่อยหาโครงการมาทำทีหลัง แบบนี้เรียกว่า “ไม่มีแผน”หากมีแผนท่านต้องตอบพวกเราได้ชัดเจนว่ามีเป้าหมายอย่างไร”นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำว่า พวกเราไม่ต้องการแหล่งเงินกู้หรือแหล่งงบประมาณมาเพื่อซื้อของหรือแจกเงินเยียวยาอย่างเดียว เราอยากเห็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ชัดเจน อยากเห็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง แผนที่ที่พรรคประชาชนอยากนำเสนอต่อรัฐบาล ตนเองยินดีที่จะแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน 12 ปี

เฟสแรก 2670-2573 เริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เฉพาะพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานสูงก่อน เช่นกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออก ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 75% ของประเทศ

เฟสที่สอง 2574-2577 ขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อรองรับการเปิดตลาดพลังงานไฟฟ้าและใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาดในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจบปี 2577 จะครอบคลุมการใช้พลังงานไฟฟ้า 87% ของทั้งประเทศ หรือคิดเป็นจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า 53% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

เฟสที่สาม 2578-2581 ขยายการลงทุนทั่วทั้งประเทศยกระดับโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์และการสร้างอำนาจต่อรองของประเทศไทย รองรับการเปิดเสรีพลังงาน พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยต้องเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ถูกสะอาด เป็นธรรม เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าสะอาดในภูมิภาคอาเซียนได้

“ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราอยากเห็นความชัดเจนจากรัฐบาล แม้การอภิปรายในสภาฯ จะไม่เห็นรายละเอียดมาก แต่อยากให้ตัวแทนจากรัฐบาลอธิบายเป้าหมายให้ได้ยินชัด ๆ ถึงความชัดเจนเรื่องแหล่งที่มาของเงิน ในมุมของผมหากท่านไม่มีความชัดเจนในแผน ไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าทำไมต้องใช้แหล่งเงินกู้ จากการกู้เงินในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน พวกผมคงไม่สามารถที่จะอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ได้จริง ๆ ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

///

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิพ.ร.ก.กู้เงินพรรคประชาชน

‘อนุทิน’ ร้อง ‘โอ้โห’ หลังโดนถามดึง ‘วุฒิไกร’ เล่นการเมือง ลั่นเป็นเพื่อนตั้งแต่อนุบาล

26 สิงหาคม 2569 เวลา 12:16 น.

“อนุทิน” บอกเป็นเพื่อน “วุฒิไกร” ตั้งแต่อนุบาล หลังปรากฎภาพกินข้าวร่วมกัน ร้อง โอโห้! หลังถูกถามชวนเล่นการเมืองต่อหรือไม่

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่วานนี้ (25 ส.ค.) ปรากฎภาพรับประทานอาหารร่วมกับ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธ์ุ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนก.ย.นี้ จะชวนมาทำงานการเมืองต่อหรือไม่ โดย นายกรัฐมนตรี ร้อง โอ้โห! ก่อนกล่าวว่า “คุณรู้หรือเปล่า ผมคบกับเขามากี่ปี ตั้งแต่อนุบาล เป็นเพื่อนสนิท เหมือนเป็นพี่เป็นน้อง เป็นญาติกัน“ นายอนุทิน กล่าว

วุฒิไกรอนุทิน ชาญวีรกูล

‘อนุทิน’ ร่ายยาว! การันตี ‘กู้เงิน 4 แสนล้าน’ใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้

26 สิงหาคม 2569 เวลา 11:58 น.

’นายกฯ‘ การันตี ‘กู้เงิน 4 แสนล้าน’ ใช้อย่างคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ขอมั่นใจ ‘รัฐบาล’ สามารถบริหารจัดการหนี้ ไม่ให้เกินเพดาน 70% หาแหล่งเงินกู้ในประเทศ แจงใช้หนี้ ‘ก.คลัง’ วางระบบ-กระจายความเสี่ยง
 
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญครั้งที่สอง โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงต่อที่ประชุมว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 เห็นชอบให้มีการตราพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังฯ ซึ่งพ.ร.ก.ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 ที่กำหนดให้การตรา พ.ร.ก.กระทำได้เฉพาะครม.เห็นว่า เพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนแซงอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า เหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.ก.ฯ กำหนดวงเงินกู้ไว้ไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ดังนี้ 1. สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและต่างจากวิกฤติการณ์ในอดีตที่ผ่านมาที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือโอเปคห้ามส่งออกน้ำมันและจำกัดการผลิตและการส่งออกน้ำมัน จึงทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลน แต่ไม่มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อแก๊ส โรงกลั่นน้ำมัน โรงแยกแก๊ส ระบบท่อส่งน้ำมัน หรือท่อแก๊ส ไม่มีการทำลายคลังน้ำมันแก๊ส ท่าเรือขนส่งน้ำมัน ขนส่งแก๊ส ไม่มีการปิดเส้นทางเดินเรือ ซึ่งแตกต่างจากกรณีน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้นผิดปกติ เมื่อเกิดความขัดกันด้วยอาวุธระหว่างรัสเซียและยูเครน และการขัดกันด้วยอาวุธในตะวันออกกลาง ที่มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อแก๊ส โรงกลั่นน้ำมัน ท่อส่งน้ำมัน คลังน้ำมัน ท่าเรือขนส่งน้ำมัน รวมทั้งเส้นทางการเดินเรือ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซทำให้ตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันของโลกต้องหยุดการผลิตและการขนส่ง ขณะที่ปริมาณความต้องการการใช้น้ำมันในโลกยังคงเท่าเดิม ทำให้ราคาน้ำมันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นต้นทุนการผลิตสำคัญของโลก น้ำมันจากแหล่งอื่นก็ไม่สามารถผลิตมาทดแทนปริมาณที่ขาดหายไปได้ จนกระทั่งปัจจุบันสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน

นายอนุทิน กล่าวว่า 2. ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลาง ร้อยละ 50 เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวประเทศไทย จึงต้องประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และโดยที่โครงสร้างการผลิตสินค้าและบริการ การคมนาคม และการเกษตรของไทย ยังเป็นปิโตรเลียมเบส ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานหลักในกระบวนการผลิต การปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนยังอยู่ในระดับต่ำ เมื่อพลังงานฟอสซิลขาดแคลนจึงส่งผลกระทบ ต่อราคาสินค้า การบริการ ขนส่ง ต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโดยตรง ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญ

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วิกฤติปากท้องที่ไม่ได้มาเพียงรอบเดียวแต่จะมีผล กระทบต่อเนื่องอีกหลายระลอกทั้งจากตื่นตระหนก ,ราคาพลังงานฟอสซิล ที่ปรับสูงขึ้น ,ต้นทุนอาหารสินค้าและบริการต่างๆที่เพิ่มสูงขึ้น ,คือค่าของชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้น และ กำลังซื้อของประชาชนลดลง จากรายได้เท่าเดิมและรถน้อยลง ขณะที่ต้นทุนของภาคธุรกิจสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการผลิตและการจ้างงานส่งผลกระทบในลักษณะแรงบีบสองด้านต่อภาคธุรกิจ ภาคประชาชนที่รายได้ลดลง ต้นทุนสูงขึ้น. กำลังซื้อของประชาชนและเพิ่มความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะชะลอตัวภายใต้เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจตกต่ำในระยะถัดไป ปล่อยให้เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงและยากต่อการแก้ไข

นายกฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใดแต่น่าจะใช้เวลาอีกหลายปีและกว่าการผลิตและการส่งออกน้ำมันกลับสู่สภาพเดิมหรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ว่าจะกลับไปเหมือนเดิม ดังนั้นประเทศไทยยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิล จากต่างประเทศถึงเกือบร้อยละ 50 อย่างเช่นที่ผ่านมา หากเราไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้ เราก็ยังอาจจะต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องนี้ต่อไป และห่วงโซ่อุปทาน ราคาพลังงานก็จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงต่อไปด้วย”นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนกันหลายระลอกที่ต้องรับมืออย่างเร่งด่วน และการรับมือวิกฤติในอนาคตและต้องจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวไปวงกว้างและยืดหยุ่นจึงมีความจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก.เนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นดังกล่าวได้ เนื่องจากงบประมาณที่สามารถนำมาใช้แก้ปัญหามีจำกัด ไม่สามารถดำเนินการได้ทัน ถ้าเราใช้จ่ายงบประมาณปกติและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งงบประมาณที่เหลืออยู่มีไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ

 
นายอนุทิน กล่าวต่อว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเป็นงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเราได้คำตอบไว้ที่ 9.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติเห็นชอบให้ใช้งบกลางดังกล่าวในการแก้ไขเยียวยา และบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติที่รุนแรงในหลายพื้นที่ รวมทั้งสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย กัมพูชา ค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐและค่าใช้จ่ายตามกฎหมายและภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นระหว่างปีงบประมาณส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 กลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นมีจำนวนไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายดังกล่าวประกอบกับปัจจุบันยังคงมีความต้องการใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วนเพิ่มเติมอีกประมาณ 1.4 แสนล้านบาท

“แม้งบกลางที่เหลืออยู่ เมื่อรวมกับเงินทุนสำรองจ่ายจำนวน 5 หมื่นล้านบาท ยังไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่าย งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายไปแล้ว 2ไตรมาส ปัจจุบันใช้ไปแล้วร้อยละ 27 และยังมีส่วนที่ต้องใช้ในไตรมาสสามและไตรมาสสี่ตามแผนอีก ดังนั้นคาดว่ามีงบประมาณคงเหลือที่จำกัดที่สามารถจะนำมาจากทำพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนเงินงบประมาณรายจ่ายได้ และไม่เพียงพอต่อความต้องการ การแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ประกอบกับการจัดทำ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายมีกระบวนการและระยะเวลาในการดำเนินการซึ่งอาจไม่ทันต่อการแก้ไขวิกฤต การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม 2569 มีกระบวนการและระยะเวลาดำเนินการไม่ต่ำกว่า 2 เดือน การจัดเก็บรายได้ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ไม่สามารถจัดทำพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2569 ได้ และตามพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ คงเหลือกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพียง 1.7 พันล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์พลังงาน” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวว่า การใช้แหล่งเงินงบประมาณปี2570 ไม่สามารถทำได้ทันต่อวิกฤติพลังงานและสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะกว่าจะได้ใช้ คือมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้ ขณะที่งบบประมาณที่จัดทำมีวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ถูกจัดสรรตามสิทธิกฎหมาย รองรับภารกิจพื้นฐานเพื่อพัฒนาประเทศ และการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้คำขอตามรายจ่ายด้านพลังงานของหน่วยงานเป็นค่าดำเนินการตามภารกิจ ไม่รองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ทั้งระดับผู้ประกอบการและครัวเรือนได้ แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการการคลังรูปแบบอื่นไม่สามารถแก้ไขได้ครบถ้วน และอาจก่อให้เกิดความเสียหายยากต่อการแก้ไขภายหลัง หาก พ.ร.ก.เงินกู้ไม่ถูกตราขึ้นได้ทันสถานการณ์ อาจส่งผลให้วิกฤติยืดเยื้อ ส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอื่นตามมา

“ช่วงต้นปี69 รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทาง แต่การออกเงินกู้เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล ทั้งนี้ผมขอย้ำให้สภาและประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการหนี้ ไม่ให้เกินเพดาน 70% ส่วนแนวทางกู้เงินเบื้องต้น คือ หาแหล่งเงินกู้ในประเทศ ส่วนการชำระหนี้ กระทรวงการคลัง วางแผนเป็นระบบ กระจายความเสี่ยงและต้นทุนกู้เงินที่เหมาะสม ต่อการบริหารชำระหนี้ได้ทั้งต้นและดอก โดยคำนึงถึงกรอบวินัยการเงินการคลัง

รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการใช้เงินกู้ที่คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยการทำโครงการต้องผ่านกลไกกลั่นกรองของคณะกรรมการ ที่ยึดความเหมาะสม คุ้มค่าตามความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณแหล่งอื่น พร้อมกับกำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ 5 ด้าน คือ ตรงจุด เร่งรัดเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โปร่งใสตรวจสอบได้ และ ขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วนเพื่อเงินสร้างคุณค่าสูงสุดกับประเทศ ทั้งนี้ยืนยันว่าสถานการณ์วิกฤติพลังงานเป็นวิกฤติร้ายแรง จึงต้องกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศ อย่างจำเป็นเร่งด่วน“ นายอนุทิน กล่าว

กู้เงิน 4 แสนล้านนายกรัฐมนตรีรัฐสภาอนุทิน ชาญวีรกูล

ศาลรธน.เริ่มไต่สวนพยาน 5 ปากคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สั่งห้ามเผยแพร่ข้อมูลเด็ดขาด

26 สิงหาคม 2569 เวลา 11:49 น.


ศาลรธน.เริ่มไต่สวนพยาน 5 ปากคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สั่งงดถ่ายทอดทางภาพและเสียงตามคำขอกกต. กำชับห้ามเผยแพร่ข้อมูลไต่สวนโดยเด็ดขาด ด้าน ปธ.กกต.ร่วมสังเกตการณ์

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานจำนวน 5 ปากในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการทั่วไป เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือบาร์โค้ด และรหัส QR code ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยรับเป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50(7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 โดยการไต่สวนวันนี้ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ประธานกกต.ได้มาร่วมสังเกตการณ์ไต่สวนด้วย

ทั้งนี้ พยานจำนวน 5 ปากเป็นพยานที่ศาลเรียกประกอบด้วย 1. นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมชำนาญการ สำนักงาน กกต. 2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 3. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโล ยี จำกัด (มหาชน) 4. นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด และ 5. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.

นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้ทางกกต.โดยว่าที่ร้อยตรีภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการการกกต. ได้สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง และก่อนเริ่มการไต่สวนนายวิรุฬห์แสงเทียน ตุลาการซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ไต่สวน ได้แจ้งว่าคู่กรณีว่า เนื่องจากได้รับการร้องขอจากประธานกกต.และบริษัทผู้พิมพ์บัตรเลือกตั้งสส.ขอไม่ให้พิจารณาคดีโดยเปิดเผย ซึ่งศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าบัตรเลือกตั้งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเลือกตั้งสส. ซึ่งในบัตรเลือกตั้งส.สทั้ง 2 แบบประกอบด้วยมาตรการป้องกันปลอมแปลงการทุจริตบัตรเลือกตั้งมีอยู่หลายวิธีซึ่งหากเปิดเผยต่อสาธารณะ อาจส่งผลกระทบต่อมาตรการความปลอดภัยในการจัดทำบัตรเลือกตั้ง ที่จะต้องป้องกันการปลอมแปลง และทำให้มาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้งเสื่อมประสิทธิภาพ อันกระทบต่อความมั่นคงเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้การเลือกตั้งอาจไม่เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ฉะนั้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ศาลฯจึงเห็นสมควรให้งดการถ่ายทอดสดทั้งภาพและเสียงในการไต่สวนพยานในวันนี้และเห็นควรกำหนดให้บุคคลที่อยู่ในห้องพิจารณาตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 59 วรรคหนึ่ง และให้ผู้ที่อยู่ในห้องพิจารณาเป็นบุคคลที่ศาลอนุญาตเท่านั้น รวมทั้งขอให้ผู้ที่อยู่ในห้องพิจารณาไม่เผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการไต่สวนวันนี้สู่บุคคลภายนอกโดยเด็ดขาด

บัตรเลือกตั้งบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งศาลรัฐธรรมูญ

‘อนุทิน’ชี้คนปล่อยเอกสารสำนวนคดีฮั้ว สว. เจตนาไม่ดีกับรัฐบาล ไม่ทราบ รมต. คนก่อนเอี่ยวหรือไม่

26 สิงหาคม 2569 เวลา 11:36 น.

“นายกฯ” ชี้ คนปล่อยเอกสารสำนวนคดีฮั้วสว. เจตนาไม่ดีกับรัฐบาล ไม่ทราบ “รมต.” คนก่อนเอี่ยวหรือไม่ บอก แจ้งความแล้ว ก็หาตัวไม่ยาก พร้อมดำเนินคดีอย่างเต็มที่

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น.ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ยอมรับว่าสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีฮั้ว สว.หลุด ว่า มันมีกฎหมายอยู่แล้วว่า ใครเอาเอกสารทางราชการออกมา ก็มีการระบุความผิดไว้อยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับตน อยู่ที่หน่วยงานจะดำเนินการตามกฏหมายอย่างไร

เมื่อถามว่า ข้อมูลดังกล่าวหลุดมาจากรัฐมนตรีคนก่อนใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนจะไปรู้ได้อย่างไร ซึ่งกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เขาต้องทำ เพราะถ้าเขาไม่ทำ เขาจะโดนกล่าวหาว่าทำเอกสารรั่วออกไป ตรงนี้ก็ดีอย่าง เพราะเมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดีแล้วทุกคนก็จะได้มีช่องที่จะบอกได้ว่าเอกสารมันรั่วออกไปได้อย่างไร

“มันไม่ควรนะ มันเป็นเอกสารทางราชการ ใครเอาออกไปมันหาไม่ยากหรอก เราก็จะดำเนินคดีอย่างเต็มที่เท่านั้นเอง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

เมื่อถามว่ามองเจตนาของคนปล่อยข้อมูลนี้อย่างไร เป็นการหวังทำลายรัฐบาลใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่ใช่เจตนาดีแน่นอน ไม่เห็นต้องถามเลย”

รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูลฮั้วสว.

อนุทิน เล็งชวน รมต.-สส.พรรคร่วม ล้อมวงก่อนซักฟอก ชมเปราะ รุทธพล รับหน้าเสื่อโดนสื่อจี้ถาม

26 สิงหาคม 2569 เวลา 11:25 น.

“อนุทิน” เล็งชวน รมต.-สส.พรรคร่วมล้อมวงก่อนซักฟอก บอกไม่ได้ตรวจการบ้าน แค่กระชับสัมพันธ์ ชมเปราะ “รุทธพล“ รับหน้าเสื่อโดนสื่อจี้ถาม

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ จะเรียกรัฐมนตรีทั้งหมดมาพูดคุยกันก่อนหรือไม่ว่า มีการคุยกันอยู่ เมื่อวาน( 25 ส.ค.)ก็คุยกันอยู่ว่าก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ คณะรัฐมนตรีก็จะพบกันสักรอบ หลังจากนั้นจะเชิญ สส.พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคพบปะหารือกัน โดยแบ่งการพูดคุยเป็น 2 วง วงแรกเป็นคณะรัฐมนตรี วงที่ 2 เป็นสส. ซึ่งก็ดีเพราะทำงานมาแล้ว 6 เดือนแล้ว ยังไม่มีเวลานั่งทานข้าวด้วยกันเลย นอกจากเจอกันในห้องประชุมคณะรัฐมนตรี ถือเป็นการสร้างความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น ให้มีความร่วมมือกันให้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ถือว่าดีขึ้นมาโดยตลอด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้กำชับให้รัฐมนตรีทำการบ้านสำหรับรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “โอ่ ไม่ต้องกำชับ รัฐมนตรีในรัฐบาลผมทุกคนทำทุกอย่าง ทำการบ้าน วางแผนล่วงหน้าไปข้างหน้าอยู่ตลอด”

เมื่อถามว่าการทานข้าวร่วมกันถือเป็นการตรวจการบ้านรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าไม่ถึงขนาดนั้นก็พบปะพูดคุยในเรื่องการทำงานเราพบกันทุกวันอังคารอยู่แล้วและบางสัปดาห์รัฐมนตรีหลายคนก็นัดกันมาพบตนที่ทำเนียบรัฐบาล มาทานข้าวกลางวัน มาหารือกันเรื่องการทำงานต่อเนื่องอยู่แล้ว ซึ่งการพบปะกันก็เหมือนเป็นการสร้างความคุ้นเคยให้มากขึ้นกว่าเดิมเพราะเราต้องทำงานร่วมกัน 35 คน

เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้นายกฯเคยบอกว่าจะวัด KPI รัฐมนตรีรวมถึงการให้ประชาสัมพันธ์ผลงานด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อวาน( 25 ส.ค.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ก็พูดผ่านสื่อ เลยรับหน้าเสื่อคนเดียวเพราะสื่อถามทุกวัน

เมื่อถามว่า รัฐบาลถูกวิจารณ์หลายเรื่องนายกฯต้องตอบอยู่คนเดียวจำเป็นต้องตั้งทีมมาชี้แจงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันก็เฉียดไปเฉียดมาไม่เป็นไรหรอก เมื่อถามอีกว่ารับมือไหวใช่หรือไม่สำหรับตอบคำถาม นายอนุทิน กล่าวว่า “ก็ถามผมอยู่ทุกวัน เขาคงเห็นว่าผมชอบมั้ง”

ซักฟอกอนุทิน ชาญวีรกูลอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ครม.สัญจรสงขลา ชงแผนพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ เกือบ 200 โครงการ วงเงิน 5.7 หมื่นล้าน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 11:01 น.

ครม.สัญจร สงขลา เตรียมถกข้อเสนอพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้เกือบ 200 โครงการ วงเงินกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท “พิพัฒน์” ย้ำกลั่นกรอง เลือกโครงการที่มีความพร้อม คุ้มค่า เป็นประโยชน์ต่อพื้นที่

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ในการประชุมเตรียมความพร้อมการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่มี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม เป็นประธาน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอโครงการจาก 5 จังหวัดภาคใต้ ประกอบด้วยสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จำนวนทั้งสิ้น 199 โครงการ รวมวงเงินเบื้องต้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท โดยข้อเสนอทั้งหมดนี้จะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม.สัญจร จังหวัดสงขลา ในวันที่ 1 กันยายน 2569 นี้

สำหรับข้อเสนอทั้งหมด แยกเป็นรายจังหวัด คือ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เสนอ 5 โครงการเตรียมความพร้อมการประชุม ครม. วงเงินรวม 50 ล้านบาท ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว วัฒนธรรม คมนาคม และการป้องกันภัยพิบัติ พร้อมเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 26 โครงการ วงเงินรวม 35,061.056 ล้านบาท ของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทย คมนาคม พลังงาน สาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การคลัง เกษตรและสหกรณ์ ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แรงงาน และสำนักงบประมาณ

ขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการเชื่อมโยง 2 ทะเล ในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวล่องเรือชมโลมาอิรวดี ว่าอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของโลมาอิรวดีในวงกว้าง จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนความเหมาะสมและนำข้อสังเกตดังกล่าวไปศึกษาเพิ่มเติมอีกครั้ง

นอกจากนี้ แขวงทางหลวงจังหวัดสงขลา ยังรายงานว่ามีโครงการเร่งด่วนทั้งสิ้น 133 โครงการ ดำเนินการแล้วเสร็จบางส่วน เหลืออีก 106 โครงการที่ยังไม่แล้วเสร็จ จึงขอรับการสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก 1,941 ล้านบาท เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เสนอโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจำนวน 17 โครงการ ครอบคลุมด้านการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจ คมนาคม และการป้องกันภัยพิบัติ พร้อมเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 11 โครงการ แต่ไม่ได้ระบุวงเงิน ซึ่งทั้งหมดสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยนายพิพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตให้ขยายขอบเขตโครงการไปยังพื้นที่อำเภอมะนังและอำเภอทุ่งหว้าเพิ่มเติมด้วย

ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 10 โครงการ วงเงิน 338.145 ล้านบาท พร้อมเสนอโครงการที่ขอรับการสนับสนุนงบประมาณอีก 4 โครงการ วงเงินรวม 4,308 ล้านบาท และมีข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคเอกชนที่ไม่ใช้งบประมาณอีก 1 โครงการรวมอยู่ด้วย

ส่วนผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 6 โครงการ วงเงิน 50 ล้านบาท เน้นการติดตามและเฝ้าระวังภัยพิบัติเชิงรุก การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ การบรรเทาความเดือดร้อนด้านอุปโภคบริโภค การป้องกันน้ำท่วมขังในชุมชน และการพัฒนาแหล่งน้ำสาธารณะบริเวณสระที่ 5, 6, 7 และ 8

นายพิพัฒน์ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการขุดลอกร่องน้ำปัตตานี วงเงิน 400 ล้านบาท โดยมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีหารือร่วมกับกรมเจ้าท่าเพื่อหาข้อสรุปโดยเร็ว พร้อมขอให้จังหวัดจัดลำดับความสำคัญของโครงการต่าง ๆ เป็นภารกิจสำคัญลำดับแรกก่อนดำเนินการขั้นต่อไป

ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้เสนอโครงการที่พร้อมดำเนินการจำนวน 6 โครงการ วงเงิน 404.790 ล้านบาท และเสนอโครงการเชิงนโยบายที่ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอีก 8 โครงการ วงเงินสูงถึง 15,055.640 ล้านบาท ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบตามที่จังหวัดเสนอทั้งหมด

อย่างไรก็ตามนอกจากวาระข้อเสนอโครงการของ 5 จังหวัดแล้ว ที่ประชุมยังเห็นชอบการขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นของจังหวัดสงขลา ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเดิมมีจำนวน 9 โครงการ งบประมาณ 99,500,000 ล้านบาท แต่ปัจจุบันคงเหลือ 6 โครงการ วงเงินงบประมาณ 88,182,800 ล้านบาท โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงบประมาณดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

รวมทั้งเห็นชอบการขอโครงการเพิ่มเติมจากเทศบาลนครหาดใหญ่ วงเงิน 25,900,000 ล้านบาท และเทศบาลเมืองควนลัง วงเงิน 21,133,800 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 47,033,800 ล้านบาท

นอกจากนี้ที่ประชุมยังรับทราบข้อเสนอขอเสนอโครงการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน จังหวัดสงขลา 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันท่าเรือสงขลา และลดต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ส่งออก-นำเข้า และข้อเสนอแผนงานพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่แบบครบวงจร จังหวัดสงขลา ตามแนวทางการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA)

นายพิพัฒน์ เปิดเผยว่า ข้อเสนอทั้งหมดนั้น ยังเป็นเพียงข้อเสนอเบื้องต้น และต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนที่จะหารือกันในสัปดาห์หน้า จากนั้นจึงเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม.สัญจร จังหวัดสงขลา โดยนายกรัฐมนตรีที่จะพิจารณารายละเอียดแต่ละโครงการ ก่อนมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามขั้นต่อไป

“แม้จะมีข้อเสนอโครงการเข้ามาหลายโครงการ แต่รัฐบาลจะกลั่นกรองอย่างรอบคอบ จะเห็นชอบเฉพาะโครงการที่มีความพร้อม มีความคุ้มค่า ไม่ส่งผลต่องบประมาณ และต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่ ดังนั้นบางโครงการอาจจะแค่เห็นชอบในหลักการเอาไว้ก่อน ส่วนโครงการเร่งด่วนที่น่าจะเห็นชอบนั่นคือ โครงการที่เกี่ยวข้องกับการแก้น้ำท่วม ซึ่งจะมีการพิจารณารายละเอียดกันอีกครั้ง ก่อนเสนอเข้าครม.สัญจร” นายพิพัฒน์ กล่าว

ครม.สัญจรสงขลาจังหวัดชายแดนใต้

เท้งรับไม่ได้ ดีเอสไอฟ้องปิดปากคนเปิดข้อมูลฮั้วสว. ฮึ่ม กกต. ระวังของเข้าตัว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:50 น.

‘เท้ง’ ซัดดีเอสไอ ฟ้องปิดปากคนเปิดข้อมูลฮั้ว สว. เตือน กกต.ใช้อำนาจให้ถูกต้อง ระวังของเข้าตัว ย้ำต้องส่งศาลเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ชี้ถูก – ผิด จับตาสังเวยแค่บางคน ตัดตอนพรรคการเมือง-รมต.

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ระบุว่าจะมีการฟ้องร้องผู้นำเอกสารผลการสอบสวนคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาเปิดเผย ถือเป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ ว่า สังคมอยากรับรู้ความจริง ไม่ว่าแหล่งข้อมูลนั้นจะได้มาจากที่ใด หากเป็นความจริง สังคมก็ควรได้รับรู้อย่างตรงกัน หากมองกลับกัน การแสดงความเห็นแบบนี้ รัฐบาลอาจอ้างเรื่องชั้นความลับ หรืออำนาจทางกฎหมาย เพื่อพยายามปิดปากคนที่ตีแผ่ความจริงหรือไม่ ดังนั้นหากรัฐบาลบริสุทธิ์ใจ พร้อมที่จะเปิดเผยความจริงเรื่องนี้เอง ก็ไม่ควรแสดงความเห็นแบบนี้ ทำให้พวกเราไม่กล้าส่งเสียงเรียกร้อง

เมื่อถามว่า ขณะนี้ยังไม่มีท่าทีจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งที่ใกล้ถึงเวลาต้องสรุปว่าจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า วันที่ 28 ส.ค.นี้ก็น่าจะทราบว่า มติของกกต.จะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า มีสัญญาณว่า จะมีการสังเวยสว.บางคน แต่ไม่ไปถึงระดับตัวการใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมือง หรือรัฐมนตรี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ก็ให้กำลังใจกกต.อย่างเต็มที่ เพราะหลักฐานที่เปิดมาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็ควรเชื่อได้ว่ามีการโกงเลือกสว.เกิดขึ้นจริง และกฎหมายก็ให้อำนาจ กกต.ว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อก็ต้องส่งเรื่องให้ศาล กกต.ไม่ได้มีอำนาจชี้ถูกชี้ผิดจนสิ้นข้อสงสัย ดังนั้นขอเป็นกำลังใจให้กกต.ทำหน้าที่ตามกฎหมาย หากกกต.ใช้อำนาจไม่ถูกต้อง คนได้รับผลกระทบที่ตามมาอาจจะเป็นกกต.เอง และเราก็จับตาดูเรื่องนี้อยู่ หากเกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบก็คงมีคนเตรียมยื่นเรื่องดำเนินคดีกับกกต. แต่ย้ำว่า รอดูความชัดเจนในวันที่ 28 ส.ค.นี้.

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิพรรคประชาชนฮั้ว สว.

หัวหน้าเท้ง นำทีมฝ่ายค้านชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน หวั่นงบกระจายเข้าผู้รับเหมา-เพิ่มภาระลูกหลาน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:40 น.

‘ณัฐพงษ์’ นำทีมฝ่ายค้านชำแหละพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ช่องงบ 2 แสนล้านหลัง หวั่นงบกระจายเข้าผู้รับเหมา-เสี่ยงเพิ่มภาระลูกหลาน เตือนกระทบวินัยการคลัง ยันสภามีอำนาจเต็มซักฟอก

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 26 ส.ค. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการพิจารณาอนุมัติพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและ สร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ว่า โดยประเด็นแรกจะพูดถึงความคุ้มค่าของโครงการ และแผนการใช้เงินของคณะรัฐมนตรีว่าจะนำเงินไปใช้ในโครงการใดบ้าง ส่วนอีกประเด็นสำคัญ คือการพิจารณาอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน ซึ่งรัฐสภายังมีอำนาจเต็มในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งในส่วนที่ว่าการตรา พ.ร.ก.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือไม่ และมีเหตุการณ์จำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า หากอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม จะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยอยู่ในส่วนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เมื่อ พ.ร.ก.กู้เงินกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภา จึงอยากให้สมาชิกทุกคนใช้อำนาจของรัฐสภาพิจารณาทั้ง 2 ส่วน และไม่อยากให้มีการตีความว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะทำให้รัฐสภาไม่สามารถอภิปรายได้อย่างเต็มที่ โดยยืนยันว่า สภายังมีอำนาจพิจารณาว่ารัฐบาลมีความจำเป็นหรือไม่ โดยเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาทในเรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการอภิปรายแล้วหากรัฐบาลยังเดินหน้าต่อ และจะไม่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้องดูความเป็นไปได้ทางการเมือง เนื่องจากรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา และ พ.ร.ก.ฉบับนี้ก็น่าจะได้รับการอนุมัติจากสภาอยู่แล้ว แต่ในฐานะฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นก้อนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพลังงาน เพราะการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานต้องใช้เวลาหลายปี และแหล่งเงินทุนสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเงินจากภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ 3 การไฟฟ้า รวมถึงกองทุนต่าง ๆ ที่สามารถเข้ามาช่วยลงทุนได้

“เงินกู้ทุกบาทที่รัฐบาลกู้ สุดท้ายจะเป็นภาระของลูกหลานในอนาคต จึงต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมของแหล่งเงินว่า รัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไร และมีความเหมาะสมหรือไม่ที่จะใช้ข้ออ้างเรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานมาออกเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะวงเงิน 2 แสนล้านบาท” นายณัฐพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า มีข้อสังเกตจากการแถลงของ ครม.เงา ว่าจะมีโครงการเอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมาบางราย มีข้อมูลหลักฐานชัดเจนหรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ ขอให้ติดตามการอภิปรายของสมาชิกในวันนี้ เพราะได้เห็นเนื้อหาบางส่วนแล้ว และจะมีการตรวจสอบว่าโครงการที่เตรียมใช้งบ 2 แสนล้านบาท จะสามารถเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงการนำโครงการต่าง ๆ เช่น โซลาร์เซลล์ตามพื้นที่ข้างทาง หรือโซลาร์เซลล์ในภาคการเกษตร มารวมไว้ในโครงการ ทั้งนี้ ยอมรับว่าโซลาร์เซลล์ภาคการเกษตรเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในการลดค่าไฟ แต่ยังมีเงินกองทุนและช่องทางงบประมาณอื่นที่สามารถนำมาใช้ได้ จึงอาจไม่จำเป็นต้องตราเป็น พ.ร.ก.กู้เงิน

เมื่อถามว่า การอภิปรายในวันนี้จะเป็นการจัดหนักหรือเป็นการซ้อมย่อยอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจขอให้รอวันจริง ส่วนวันนี้เป็นการเตรียมอภิปรายในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศมีเรื่องวินัยการเงินการคลัง และพรรคต้องการเห็นการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ปรากฏว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางมาถึงอาคารรัฐสภาพอดี นายณัฐพงษ์ จึงพัการให้สัมภาษณ์เป็นเวลาสั้นๆ ระหว่างที่นายกฯ เดินทางมาถึง และทำความเคารพเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร จากนั้นจึงได้มีการสวัสดี และทักทายกัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิพ.ร.ก.กู้เงินพลังงานหัวหน้าเท้ง