‘ชัชชาติ’ ลุยคลองพระโขนง หลังพบคอนกรีตก่อสร้างถูกเทลงคลอง ลั่นเอาผิดตามกฎหมายเต็มที่

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:37 น.

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

26 ส.ค. 69 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจติดตามสถานการณ์คลองพระโขนง หลังได้รับแจ้งจากประชาชนว่าพบการเทเศษคอนกรีตจากงานก่อสร้างลงในคลอง โดยกล่าวว่า ขอบคุณประชาชนที่ช่วยเป็นหูเป็นตาและแจ้งข้อมูลเข้ามา โดยกรณีการนำเศษคอนกรีตหรือวัสดุก่อสร้างเทลงคลองเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้ เพราะทำให้คลองตื้นเขิน กระทบต่อการระบายน้ำและสิ่งแวดล้อม เศษวัสดุจากการก่อสร้างต้องนำไปกำจัดในสถานที่ที่ถูกต้อง

จากการลงพื้นที่พบว่า บริเวณดังกล่าวมีโครงการก่อสร้าง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการปรับปรุงสถานีสูบน้ำพระโขนง และโครงการก่อสร้างทางเดินริมคลองพระโขนง ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินงาน โดย กทม. จะเร่งตรวจสอบว่าเศษคอนกรีตที่พบถูกเทลงคลองจากโครงการใด และติดตามผู้รับผิดชอบมาดำเนินการให้ชัดเจน

เทเศษคอนกรีตจากงานก่อสร้างลงในคลอง

“ถ้ามีการเทคอนกรีตลงน้ำจริง ต้องดำเนินการตามกฎหมายเต็มที่ ทั้งผู้รับเหมาและผู้เกี่ยวข้อง ทุกโครงการที่เข้ามาก่อสร้างในพื้นที่ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม กทม. จะกำชับทั้งสำนักการระบายน้ำและสำนักงานเขตให้เข้มงวดมากขึ้น” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

สำหรับคลองพระโขนงถือเป็นเส้นทางระบายน้ำสำคัญของกรุงเทพฯ เชื่อมต่อกับคลองประเวศ คลองตัน และคลองสายต่าง ๆ ก่อนระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาผ่านสถานีสูบน้ำพระโขนง การดูแลคลองให้มีความจุและสภาพพร้อมรองรับน้ำจึงมีความสำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ

เทเศษคอนกรีตจากงานก่อสร้างลงในคลอง

ทั้งนี้หากประชาชนพบการทิ้งขยะ เศษปูน เศษหิน หรือวัสดุก่อสร้างลงคลองและท่อระบายน้ำ สามารถแจ้ง กทม. ผ่าน Traffy Fondue หรือสายด่วน กทม. โทร.1555 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการต่อไป

เทเศษคอนกรีตจากงานก่อสร้างลงในคลอง

กทม.คลองคลองพระโขนงชัชชาติ สิทธิพันธุ์

เลือกตั้งนายก อบจ. นนท์เดือด นายก บางกร่าง โต้เพจไอโอป้ายสี ยันไม่ได้ซื้อเก้าอี้แพง ‘ดร.เดชรัต’ไม่เคยยุ่งกับงบ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:35 น.

เลือกตั้งนายก อบจ. นนท์เดือด นายก บางกร่าง โต้เพจไอโอป้ายสี ยันไม่ได้ซื้อเก้าอี้แพง ‘ดร.เดชรัต’ไม่เคยยุ่งกับงบ

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 จากกรณีที่มีเพจเฟซบุ๊กนำเสนอข่าวสารในลักษณะโจมตีการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องใช้สำนักงานของเทศบาลเมืองบางกร่าง จังหวัดนนทบุรี พร้อมเชื่อมโยงถึง ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี (อบจ.นนทบุรี) เบอร์ 4 จากพรรคประชาชน

ล่าสุด นายวราธ์ โมรัฐเสถียร นายกเทศมนตรีเมืองบางกร่าง ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อยืนยันความโปร่งใสและปกป้องความบริสุทธิ์ในการบริหารงาน

นายวราธ์ เปิดเผยว่า ประเด็นกระแสข่าวเรื่องงบประมาณจัดซื้อชุดทำงานส่วนตัว ขอชี้แจงข้อเท็จจริงใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

1) ใช้โต๊ะของนายกฯ คนก่อน ใช้เงินส่วนตัวซื้อเก้าอี้: ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ไม่เคยเบิกจ่ายเงินงบประมาณของเทศบาลมาใช้จัดซื้อชุดโต๊ะและเก้าอี้ทำงานส่วนตัวเลยแม้แต่บาทเดียว โดยโต๊ะทำงานยังคงใช้ของเดิมจากอดีตนายกฯ ส่วนเก้าอี้เป็นการใช้เงินส่วนตัวจัดซื้อเองทั้งสิ้น

2) การตั้งกรอบงบไม่ใช่ราคาจัดซื้อจริง: ในขั้นตอนทางราชการ เจ้าหน้าที่ต้องตั้ง ‘เพดานงบประมาณ’ โดยอ้างอิงจากราคาห้างสรรพสินค้าทั่วไป เพื่อใส่ไว้ในร่างเอกสารตามระเบียบ แต่การอนุมัติจัดซื้อจริงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของฝ่ายบริหาร ซึ่งตนมีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่มีการอนุมัติซื้อเก้าอี้หรือครุภัณฑ์ราคาแพงเด็ดขาด สิ่งใดที่ไม่จำเป็นและไม่คุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนจะไม่อนุมัติอย่างแน่นอน

3) ‘ดร.เดชรัต’ ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อพัสดุ: กรณีที่มีการดึงชื่อ ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ.นนทบุรี เข้ามาเกี่ยวข้อง ขอชี้แจงว่า ดร.เดชรัต เข้ามาช่วยงานในฐานะที่ปรึกษาด้าน ‘ยุทธศาสตร์การพัฒนาเมือง’ เท่านั้น ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกระบวนการงบประมาณหรือการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุใดๆ ของเทศบาล และได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเตรียมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี

นายวราธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอบคุณทุกภาคส่วนและประชาชนที่ช่วยกันตรวจสอบ โดยยืนยันว่าการทำงานที่ผ่านมายึดมั่นในการดูแลรักษาเงินภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์อย่างคุ้มค่า และพร้อมให้ตรวจสอบความโปร่งใสได้เสมอ

นายก อบจ.นนทบุรี

‘เท้ง’มอง แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ มท. หวังช่วยระบอบน้ำเงิน ย้ำฝ่ายค้านจับตา ขู่ใช้เวทีซักฟอก

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:16 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทย ว่า อาจจะมีการวิเคราะห์ว่าการแต่งตั้งโยกย้ายในช่วงเวลานี้อาจจะเกี่ยวข้องกับบริบทการมือง เช่น กำลังจะเข้าสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งตนพูดชัดว่าจะอยู่ในช่วงสมัยประชุมนี้แน่นอน อย่างไรก็ตาม ตนให้ความเห็นแทนรัฐบาลไม่ได้

เมื่อถามว่า หลายคนมองว่าเป็นการวางอำนาจทางการเมือง และต้องการจะเคลียร์คดี เช่น คดีเขากระโดง และโกงสอบท้องถิ่น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกการแต่งตั้งโยกย้ายต้องเป็นไปตามวิธีการที่ถูกต้อง และคัดเลือกคนที่มีความสามารถมาดำรงตำแหน่ง หากเทียบเคียงกรณีเคยมีแชทข้อความว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” หรือช่วงที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยช่วงก่อนการเลือกตั้ง ก็จะเห็นว่า การแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งสำคัญต่างๆ นำมาซึ่งการช่วยเหลือรัฐบาลระบอบสีน้ำเงิน ดังนั้นเรื่องนี้ฝ่ายค้านจับตาดูอยู่ หากมีการทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง เราก็ยังมีเวทีใหญ่เช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ.

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิพรรคประชาชนรัฐสภาโยกย้ายข้าราชการ

นายกฯ มั่นใจรัฐบาลแจง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาทได้ ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

26 สิงหาคม 2569 เวลา 10:07 น.

“นายกฯ”มั่นใจรัฐบาลแจง พ.ร.ก.เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาทได้ ชี้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวก่อนร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า รัฐบาลกำลังจะเสนอในการเปิดประชุมวันนี้ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ โดยตนจะเป็นผู้แถลงนำเสนอรายละเอียดของพระราชกำหนดนี้ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังจากนั้นจะเป็นการอภิปรายของสมาชิก ส่วนไหนที่เป็นข้อสงสัยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะชี้แจงจนคลายข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา พร้อมเชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีจะเดินขึ้นห้องประชุม ได้แวะทักทาย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร โดยนายกรัฐมนตรีได้หันมารับไหว้และกล่าวทักทายกัน

นายกอนุทิน ชาญวีรกูล

ปราชญ์ สามสี วิเคราะห์ วิถีกระสุน ปมยิงจาก ฮ. เป็นไปได้จริงหรือ? ชี้เปลี่ยนชนิดปืน ยิ่งต้องพิสูจน์ให้ตรงหลักฐาน

26 สิงหาคม 2569 เวลา 09:57 น.

ปราชญ์ สามสี วิเคราะห์ วิถีกระสุน ปมยิงจาก ฮ. เป็นไปได้จริงหรือ? ชี้เปลี่ยนชนิดปืน ยิ่งต้องพิสูจน์ให้ตรงหลักฐาน

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 จากกรณีมีสถานการณ์ความไม่สงบ เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค.69 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ป่วนใหญ่นับร้อยจุดใน 27 อำเภอ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วปรากฏเหตุการณ์ซ้อนทับที่กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เมื่อ นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยอ้างรายงานจากประชาชนในพื้นที่อำเภอจะแนะว่า มีกลุ่มวัยรุ่นได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนที่ยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้น


ล่าสุดจากเรื่องนี้ เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี ได้ออกมาวิเคราะห์ ว่า จากแรงลมถึงบาดแผล — ยิ่งเปลี่ยนชนิดปืน ยิ่งต้องพิสูจน์ให้ตรงหลักฐาน

เรื่องนี้ผมยังไม่อยากฟันธงว่าใครยิงใคร แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ กระแสเรื่องชนิดของอาวุธเปลี่ยนไปตามข้อโต้แย้งตลอดเวลา จากปืนกลบนเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งก็คือ m60d ใช้ลูก 7.62 mm พอถูกตั้งคำถามเรื่องบาดแผลที่เบาเดินไปกว่าที่จะยิงด้วยอาวุธหนักเช่นนั้น..ก็ขยับไปหาปืนพก และเมื่อปืนพกถูกถามเรื่องความแม่นยำจากอากาศยานเพราะมันมีแรงกดอากาศจากใบพัดที่ทำให้ตัวเครื่องเฮลิคอปเตอร์ยกขึ้นได้เนี่ยย่อมสามารถเบี่ยงกระสุนแรงดันต่ำประเภท 9 มม.ได้ไม่ยากเพราะเกิดการท้วงนี้ ก็เริ่มมีการพูดถึง M16A2 ขนาด 5.56 มม. แทน

ประเด็นแรกคือ เรื่องแรงลมและการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ผมไม่ได้บอกว่าปืนพกหรือ M16 ยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไม่ได้ เพราะในทางเทคนิคมันมีความเป็นไปได้ แต่คำถามคือจะยิงให้หวังผลได้มากน้อยแค่ไหน ภายใต้การสั่น การเคลื่อนที่ของตัวเครื่อง กระแสลมจากใบพัด ระยะยิง และการเคลื่อนที่ของเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวแปรที่ต้องคิด ไม่ใช่เพียงบอกว่า “ปืนยิงได้” แล้วจบ
กระสุนแรงขับดันต่ำ ..ประเภท 9 มม.ทนแรงลมระดับที่ยกเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไม่น่าได้หรอกครับแล้วมันจะส่งผลทำให้เกิดการเอียงเบี่ยงเบนไปตามกระแสอารมณ์ที่ผันผวนมากดังนั้นปืนพกจึงไม่เหมาะกับการใช้ยิงแบบหวังผลบนเฮลิคอปเตอร์เลยครับ … ส่วนกรณีปืน m16 ยังพอมีลุ้นเพราะเป็นกระสุนประเภทแรงขับดันสูง…แต่ก็ยิงไม่ง่ายที่จะยิงจบภายในนัดเดียว

โดยเฉพาะถ้าคำบอกเล่าคือมีเสียงยิงเพียงหนึ่งหรือไม่กี่นัด แล้วกระสุนเข้าเป้าหมาย นั่นยิ่งต้องอธิบายให้ได้ว่าการยิงลักษณะนั้นเกิดขึ้นภายใต้สภาพการบินอย่างไร เพราะ ความเป็นไปได้ทางเทคนิคไม่เท่ากับความเป็นไปได้ในเหตุการณ์จริง

ประเด็นที่สองคือ ballistics และรูปแบบบาดแผล ถ้าจะเสนอว่าเป็น M16A2 ก็ต้องยอมรับด้วยว่าเรากำลังพูดถึงกระสุน 5.56 มม. ซึ่งเป็นกระสุนไรเฟิลความเร็วสูง มีพลังงานจลน์สูง และเมื่อเข้าสู่เนื้อเยื่อสามารถเกิดทั้งการถ่ายเทพลังงาน การเสียเสถียรของหัวกระสุนหรือ yaw(การเบี่ยงเบนของกระสุน) และการเกิด temporary cavity (ช่องอากาศชั่วคราว)ได้

ในประเด็นนี้เนี่ยหากยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงจริง( M16)จะทำให้อวัยวะภายในของผู้ถูกยิงเนี่ยเสียหายรุนแรง อวัยวะภายในจะฉีกขาดอย่างรุนแรง… ซึ่งในเรื่องนี้ “ไม่ตรง” กับลักษณะบาดแผลที่เกิดขึ้นตามที่ฝ่ายแพทย์ได้ชี้แจงเอาไว้ เพราะว่าแผลที่เคยระบุไว้นั้นเป็นบาดแผลที่มีความเสียหายอวัยวะภายในน้อยแพทย์จึงระบุว่าเป็นอาวุธที่ไม่ได้มีอำนาจทำลายล้างสูงนั่นเอง มันจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นปืนพกจะมากกว่า

ผมมีภาพและตัวอย่างการยิงในวัสดุจำลองทาง ballistics อยู่ ซึ่งช่วยให้เห็นภาพได้ดีว่า กระสุนความเร็วสูงไม่ได้ทำงานเหมือนเอาแท่งเหล็กขนาด 5.56 มม. แทงผ่านร่างกายตรง ๆ แต่เนื้อเยื่อรอบแนวกระสุนสามารถถูกผลักและฉีกออกจากแนววิถีได้มากกว่าขนาดหัวกระสุนจริง

อย่างไรก็ตาม ตรงนี้ก็ต้องไม่พูดเกินหลักฐานเช่นกัน เพราะ บาดแผลจาก 5.56 ไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกันทุกนัด ผลขึ้นอยู่กับระยะ ความเร็วขณะกระทบ ชนิดหัวกระสุน มุมที่กระสุนเข้า การ yaw หรือแตกตัว รวมถึงว่ากระสุนผ่านกล้ามเนื้อ อวัยวะ หรือกระดูกส่วนใด ดังนั้นจะดูรูเข้า–รูออกแล้วฟันธงว่าเป็นหรือไม่เป็น M16 ทันทีไม่ได้เสียทีเดียว

แต่ในอีกทางหนึ่ง ถ้าจะยืนยันสมมติฐาน M16 ก็ต้องเอาเรื่องนี้มาพิสูจน์ ไม่ใช่หลบมัน ต้องเอา ลักษณะบาดแผล ทางเดินกระสุน ความเสียหายภายใน หัวกระสุนหรือเศษกระสุน และปลอกที่พบ มาวางเทียบกันว่ามันสอดคล้องกันจริงหรือไม่

เพราะว่าการพบปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุเพียงอย่างเดียวไม่สามารถชี้อาวุธได้เพราะปลอกกระสุนเป็นหนึ่งในหลักฐานประกอบที่สามารถนำเข้าหรือนำออกจากพื้นที่ได้.

นี่จึงเป็นสิ่งที่ผมจับตาอยู่มากกว่าเรื่องว่าใครพูดเสียงดังกว่าใคร เพราะทุกครั้งที่ข้อโต้แย้งหนึ่งเกิดขึ้น ชนิดของปืนที่ถูกเสนอเหมือนจะเปลี่ยนตามไปด้วย จาก M60D ไปปืนพก แล้วมาถึง M16A2

ถ้าจะตรวจสอบกันจริง หลักฐานควรเป็นฝ่าย บีบตัวเลือกให้แคบลง ไม่ใช่พอปืนชนิดหนึ่งอธิบายไม่ได้ ก็เปลี่ยนไปหาปืนอีกชนิดเพื่อให้ข้อสรุปเดิมยังคงอยู่

เพราะสุดท้ายมีสองเรื่องที่ต้องตอบให้ได้พร้อมกัน คือ ถ้ายิงจากเฮลิคอปเตอร์ กลศาสตร์ของการยิงสอดคล้องหรือไม่ และถ้าเป็นกระสุน 5.56 จริง ballistics กับบาดแผลที่เกิดขึ้นสอดคล้องกันหรือไม่

สองอย่างนี้พิสูจน์ได้ และควรพิสูจน์ก่อนที่จะรีบสรุปว่า “เป็นปืนอะไร” หรือ “ใครเป็นคนยิง”

ด้วยความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว บาดแผลที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดขึ้นจากกระสุนประเภท .22 .45 หรือ 9 มม. เสียมากกว่ากระสุนประเภท 5.56 ของปืนประเภทไรเฟิล

ที่สำคัญยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีเฮลิคอปเตอร์เดินทางไปณที่แห่งนั้นชัดเจน…มีเพียงหลักฐานที่เป็นคลิปเสียงซึ่งไม่สามารถใช้ยืนยันได้

พยานในที่เกิดเหตุล้วนเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายทั้งสิ้นเรื่องนี้ก็ทำให้ข้อมูลยังไม่มีความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ปราศจากหลักฐานเชิงประจักษ์เช่นกล้องวีดีโอเพราะถูกขโมยหรือถูกทำลายจากเหตุการณ์ ซึ่งจุดนี้เป็นส่วนที่ทำให้น้ำหนักในการกล่าวหาฝ่ายรัฐทำได้ยากขึ้นมาก

อย่าลืมนะครับว่าวันนั้นมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นถึง 51 แห่ง การใช้เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนจึงเป็นสิ่งที่ทำได้และควรทำ…วันนั้นจะได้ยินเฮลิคอปเตอร์บินผ่านไปผ่านมาโดยตลอดเวลา… ในทุกๆพื้นที่ที่มีความขัดแย้งหรือมีเหตุเพราะเป็นเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนนั่นเอง

สำหรับผมแล้วหลักฐานประเภทคลิปเสียงเฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถใช้ยืนยันอะไรได้เลยเพราะไม่ได้เห็นอะไรเลยนอกจากเสียงเฮลิคอปเตอร์ และผมยังมีข้อสงสัยสำคัญมากเลยก็คือมีเฮลิคอปเตอร์ในเหตุการณ์นั้นจริงๆหรือไม่

3จังหวัดชายแดนใต้ชายแดนใต้ปราชญ์ สามสี

‘ศุภชัย’บี้ iLaw–คณะก้าวหน้า ตอบที่มาเอกสารสำนวนฮั้ว สว. ใครนำออกมา ใครรับรองความถูกต้อง ข้องใจทำไมเสนอเฉพาะชุด 26 แต่ไม่พูดชุด 36

26 สิงหาคม 2569 เวลา 08:48 น.

‘ศุภชัย’ บี้ ‘iLaw–คณะก้าวหน้า’ ตอบที่มา ‘เอกสารสำนวน ฮั้ว สว.’ ใครนำออกมา ใครรับรองความถูกต้อง ข้องใจเหตุใดเสนอเฉพาะชุด 26 แต่ไม่พูดชุด 36 ย้ำอย่าทำให้ ‘ข้อกล่าวหา’ กลายเป็น ‘คำพิพากษา’

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามกรณี iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน นำข้อมูลที่อ้างเป็นส่วนหนึ่งของสำนวน DSI และ กกต. มาเผยแพร่ ชี้ต้องตอบให้ชัดเอกสารมาจากไหน ใครรับรองความถูกต้อง เหตุใดให้น้ำหนักสำนวนชุดที่ 26 แต่ไม่พูดถึงความเห็นชุดที่ 36 พร้อมย้ำ “ข้อกล่าวหาไม่ใช่คำพิพากษา” ต้องใช้พยานหลักฐานและมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย โดยมีเนื้อหาดังนี้

” คดีฮั้ว สว. : เปิดสำนวนด้านเดียว แล้วให้สังคมพิพากษาได้หรือ? ขณะนี้ iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน ได้นำข้อมูลที่อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของ สำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนวนคณะพนักงานสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. มาเผยแพร่และใช้ประกอบการกล่าวหาบุคคลจำนวนมาก รวมถึง ส.ส. และบุคคลในพรรคภูมิใจไทย ผมเห็นว่ามีคำถามสำคัญที่สังคมควรได้รับคำตอบ

ประการแรก เอกสารเหล่านี้มาจากไหน?

หากเป็นเอกสารจากสำนวนจริง ต้องตอบให้ได้ว่า ใครเป็นผู้นำออกมา เปิดเผยโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเอกสารครบถ้วนหรือเพียงบางส่วน และใครเป็นผู้รับรองความถูกต้องยิ่งมีกรณีที่ DSI เข้าแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับการนำเอกสารลับในสำนวนออกมาเปิดเผย ยิ่งทำให้คำถามเรื่อง “ที่มาของเอกสาร” ไม่ใช่เรื่องเล็ก

ประการที่สอง สำนวนสอบสวนไม่ใช่คำพิพากษา

มีการนำข้อมูลจากสำนวนมาสร้างภาพเสมือนว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 229 คน กระทำความผิดร่วมกัน ทั้งที่บุคคลเหล่านั้นมีข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แตกต่างกัน หลายคนไม่ได้รู้จักหรือทำกิจกรรมร่วมกัน โดยเฉพาะในส่วนของ ส.ส. และบุคคลในพรรคภูมิใจไทย ต้องถามตรง ๆ ว่า มีพยานหลักฐานเฉพาะตัวอะไรที่พิสูจน์ว่าบุคคลแต่ละคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.?

DSI สอบสวนเรื่องนี้มาเป็นเวลาหลายเดือน ทั้งประเด็นฟอกเงิน อั้งยี่ และซ่องโจร มีการตรวจสอบพยานบุคคล ข้อมูลการติดต่อและเส้นทางการเงิน แต่เมื่อส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ DSI ไม่ได้เสนอให้ดำเนินคดีกับบุคคลทั้ง 229 คน และตามข้อมูลที่ปรากฏ ไม่มี ส.ส. พรรคภูมิใจไทยถูกเสนอส่งฟ้องในส่วนดังกล่าว ต่อมาสำนักงานอัยการสูงสุดได้ส่งสำนวนกลับมายัง DSI โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการต้องรอผลการวินิจฉัยของ กกต. ในความผิดเกี่ยวกับการเลือก สว. ดังนั้น สิ่งที่ชัดเจนอย่างน้อยคือ กระบวนการยังไม่ได้จบลงด้วยคำสั่งฟ้องหรือคำพิพากษาว่าบุคคลทั้ง 229 คนกระทำความผิด

ประการที่สาม ทำไมพูดถึงชุดที่ 26 แต่ไม่พูดถึงชุดที่ 36 ให้ครบถ้วน?

มีการหยิบความเห็นของ คณะพนักงานสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต. และ DSI ร่วมกันทำงาน มาเผยแพร่อย่างกว้างขวาง โดยเน้นข้อเสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกร้องจำนวนมาก แต่หลังจากนั้น กกต. ยังมี คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ทำหน้าที่กลั่นกรองสำนวนและพยานหลักฐานที่มีรายงานว่ามีเกือบ 80,000 แผ่น

และมีข้อมูลว่าคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 มีความเห็นเสียงข้างมาก แตกต่างจากชุดที่ 26 ในสาระสำคัญบางประการ โดยเห็นว่าต้องพิจารณาความรับผิดของผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด

ถ้าเช่นนั้น คำถามคือ ทำไม iLaw คณะก้าวหน้า และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน จึงให้น้ำหนักกับสำนวนชุดที่ 26 แต่ไม่เสนอเหตุผลและความเห็นของชุดที่ 36 ให้ประชาชนได้รับรู้อย่างรอบด้าน? และมีอีกประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม กลุ่มบุคคลบางส่วนที่ออกมา กล่าวหาผู้อื่นในวันนี้ เคยมีบทบาทรณรงค์เกี่ยวกับการเลือก สว. และจัดกิจกรรมที่มีผู้สมัครหรือผู้สนใจสมัคร สว. เข้าร่วมด้วย

การจัดกิจกรรมดังกล่าวไม่ได้แปลว่าเป็นความผิดโดยตัวมันเอง แต่เมื่อกำลังกล่าวหากิจกรรมของผู้อื่นว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดตั้งหรือฮั้วเลือก สว. ก็ย่อมต้องตอบว่า กิจกรรมของตนแตกต่างจากกิจกรรมที่กำลังกล่าวหาผู้อื่นอย่างไร? ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย และต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานว่า ใครทำอะไร กับใคร เมื่อใด มีการตกลงเรื่องการลงคะแนนหรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างไร ไม่ใช่อาศัยเพียงความสัมพันธ์ทางการเมืองแล้วสรุปว่าทุกคนร่วมกระทำผิด

ผมจึงมีคำถามถึง iLaw คณะก้าวหน้า และพรรคประชาชน ว่าเอกสารที่นำมาเปิดเผยมาจากไหน? ใครรับรองว่าเป็นเอกสารจริงและครบถ้วน? เหตุใดจึงนำเสนอความเห็นของชุดที่ 26 แต่ไม่เสนอความเห็นของชุดที่ 36 อย่างเท่าเทียม? และเหตุใดจึงนำข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนมาสร้างภาพเสมือนเป็นข้อยุติว่าบุคคลเหล่านั้นกระทำความผิดแล้ว?

การตรวจสอบเป็นสิทธิและเป็นเรื่องสำคัญในระบอบประชาธิปไตย แต่ การตรวจสอบต้องอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วน และต้องใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายอย่าเลือกเฉพาะสำนวนที่สนับสนุนข้อกล่าวหาของตน อย่าทำให้ “ข้อกล่าวหา” กลายเป็น “คำพิพากษา”

และอย่าเรียกร้องความโปร่งใสจากคนอื่น หากตนเองยังตอบไม่ได้ว่า เอกสารลับจากสำนวนของรัฐที่นำมาเปิดเผยนั้น ได้มาอย่างไรและจากใครหลักนิติธรรมไม่ได้เลือกข้าง และความยุติธรรมไม่ควรเกิดจากการเปิดสำนวนเพียงด้านเดียวแล้วให้สังคมพิพากษาแทนองค์กรที่กฎหมายให้อำนาจ”

iLawคณะก้าวหน้าศุภชัยฮั้ว สว.

เบรกได้…แต่หยุดผมไม่ได้! ทนายอั๋น โต้ รมว.ยธ. หลังโดนขุดประวัติครอบครัว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 08:21 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 จากกรณี พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีภัทรพงค์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ถึงตอนหนึ่งว่า เมื่อถามว่าทนายอั๋นมีความขัดแย้งอะไรกับรัฐมนตรีหรือไม่ พล.ต.ท. รุทธพล กล่าวว่า ไม่มี แต่หากเป็นในอดีตเมื่อนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ตนรับราชการตำรวจ เคยจับพ่อทนายอั๋นและเพื่อนครูเกี่ยวกับยาเสพติด ตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และก็ทราบว่าแม่ทนายอั๋นถูกจับในพื้นที่อื่น จำคุก 25 ปี ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีเรื่องส่วนตัวเลย ซึ่งขณะนั้นตนเป็นตำรวจอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ และไม่ทราบว่าเหตุใดทนายอั๋นจึงมาพูดทำร้ายตนว่าไม่รู้เรื่องและไม่สนใจเรื่องคดีเขากระโดง ดังนั้นขอยืนยันว่า งานในกระทรวงทำตามระบบ หากมีการเร่งรัดมาที่ตัว ก็จะดำเนินการอยู่แล้ว

“ระหว่างที่ทนายอั๋นไปยื่นเรื่องคดีเขากระโดงที่ดีเอสไอ มีการพูดจาที่ไม่เหมาะสม จะพูดถึงใครก็จะต้องมี #ไอ้หอกหัก ผมคิดว่าไม่สุภาพ ผมยกตัวอย่าง ถ้าทนายอั๋นทำ มีคน #ทนายอั๋นลูกไอ้ขี้คุก อย่างนี้ ผมก็คิดว่าเขาก็คงไม่สบายใจ ซึ่งผมไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น กลัวว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน ซึ่งผมไม่สนับสนุนเลย จึงอยากให้สื่อสารกันดี ๆ หากทวงถาม ผมก็ดำเนินการให้ตามกฎหมายอยู่แล้ว จะให้พูดอีกกี่ครั้ง ก็จะบอกว่าหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่”(รุทธพล ย้อนอดีตเคยจับพ่อ ทนายอั๋น คดีค้ายา ลั่นทำไปตามหน้าที่ ติงเลิกใช้คำไม่สุภาพ)

ล่าสุด นาย ภัทรพงค์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ ได้โพสต์ข้อความถึงเรื่องนี้ว่า ถึง : พี่น้องประชาชนทุกคนที่ส่งกำลังใจมาให้ผม

“ทนายอั๋น บุรีรัมย์”

ผมขอขอบคุณจากหัวใจครับ สำหรับทุกข้อความ ทุกกำลังใจ และทุกความห่วงใยที่ส่งมาให้ผมใน ตลอดทั้งวันนี้ ที่ผ่านมา

ผมยอมรับตรง ๆ ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูก “แตะเบรก” มันทำให้ผมต้องหยุดตั้งหลัก หยุดคิด และทบทวนอยู่พักหนึ่ง

แต่ผมหยุดไปเพียงไม่กี่นาที ไม่กี่ชั่วโมง…

วันนี้ผมกลับมาแล้วครับ

เพราะเมื่อผมถามตัวเองว่า สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นั้นผิดหรือไม่? คำตอบของผมยังเหมือนเดิม…

การที่ประชาชนคนหนึ่งออกมาตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ไม่ใช่เรื่องผิด ???

ผมเป็นเพียงประชาชนคนหนึ่ง เป็นเพียงทนายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ที่เชื่อว่าอำนาจรัฐต้องสามารถถูกตรวจสอบได้ และประชาชนต้องมีสิทธิที่จะถามว่า การใช้อำนาจนั้นถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อประชาชนหรือไม่
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผม คือการถูกขุดคุ้ยไปถึงประวัติของพ่อแม่และครอบครัว

ผมยอมรับว่าเรื่องนี้กระทบความรู้สึกครับ เพราะคนในครอบครัวไม่ได้เป็นคนออกมาตรวจสอบใคร

แต่ผมจะไม่เอาความรู้สึกนั้นมาเป็นความแค้น

ผมจะเปลี่ยนมันให้เป็น แรงผลักดัน

และผมอยากถามด้วยความเคารพว่า…

ถ้าการตรวจสอบอำนาจรัฐของประชาชนคนหนึ่ง ต้องแลกมาด้วยการถูกขุดคุ้ยไปถึงครอบครัว แล้วประชาชนธรรมดาคนอื่น ๆ จะกล้าลุกขึ้นมาตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างไร?

ผมไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษให้ตัวเอง

ผมเพียงต้องการใช้สิทธิในฐานะ “ประชาชนคนหนึ่ง” ที่มีสิทธิในการตั้งคำถาม ตรวจสอบ และเรียกร้องความถูกต้องจากผู้มีอำนาจ

เหตุการณ์ครั้งนี้อาจทำให้ผมชะงักไปบ้าง

แต่จำไว้นะครับ…

เบรกได้ แต่หยุดผมไม่ได้

รถที่มีจุดหมาย อาจชะลอความเร็วได้

อาจหยุดตั้งหลักได้

แต่เมื่อพร้อมแล้ว…

ก็ต้องเดินหน้าต่อ

วันนี้ผมกลับมาแล้วครับ

กลับมาพร้อมกำลังใจจากพี่น้องประชาชน

กลับมาพร้อมความมุ่งมั่นที่มากกว่าเดิม

และกลับมาพร้อมความตั้งใจเดิมที่จะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป

ผมอาจเป็นเพียงคนตัวเล็ก ๆ

แต่ผมเชื่อว่าเสียงเล็ก ๆ ของประชาชน ถ้าพูดความจริงและยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้

ขอบคุณทุกคนที่ยืนอยู่ข้างผมและครอบครัวครับ

ผมไม่ท้อ

ผมไม่หยุด

และผมจะเดินหน้าต่อไป

เพื่อประชาชน

เพื่อความถูกต้อง

และเพื่อประเทศชาติครับ

เบรกได้…แต่หยุดผมไม่ได้”

25 สิงหาคม 69

คดีเขากระโดงทนายอั๋นระบบราชการรัฐมนตรีรุทธพล เนาวรัตน์

ยิ่งชีพ ขอร้องเลิกเรียก พลีชีพ คล้ายเอาชีวิตไปทิ้ง ยันการเปิดโปงเรื่องฮั้วสว. ต้องไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

26 สิงหาคม 2569 เวลา 07:18 น.

วันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw หรือ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

นั่งทบทวนอยู่สักพักแล้ว หลังถูกเรียกมาเดือนเศษๆ ผมไม่ชอบฉายา ที่เรียกผมว่า พลีชีพ

ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นคำเชิงลบ โดยปกติแล้วชื่อของผมสามารถถูกเอามาล้อเลียนได้ ไม่ใช่ปัญหา แต่จังหวะนึ้ในทางการเมือง เห็นว่า มันเริ่มไม่ค่อยดี

1) ผมยังไม่ตาย ชีวิตผมยังอยู่ แล้วยังไงเสียก็จะอยู่ไปต่อ ไม่ตายหรือไม่เสียหายเพราะเรื่องสว. ยังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ต้องทำครับ การเรียกแบบนี้มันทำให้ดูเหมือนผมเป็นฮีโร่ ที่เสียสละเกินจริง ถึงขั้นเสียสละชีวิต ซึ่งไม่ใช่

2) คำนี้ทำให้การกระทำของผมดูน่ากลัวเกินไป คล้ายเป็นการเอาชีวิตไปทิ้ง ทั้งที่การออกมาเปิดโปงเรื่องการทุจริต การโกงการเลือกส.ว. ใครก็ตามในประเทศนี้ที่มีข้อมูลจะมากจะน้อยก็ควรจะนำมาเสนอต่อสาธารณะได้ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ไม่ต้องโดนคดีความ ไม่ต้องโดนกดดันข่มขู่ใดๆ ซึ่งตอนนี้ผมก็ยังไม่โดนอะไรแต่คำนี้ทำให้สิ่งที่ทำไปแล้ว ถูกจดจำว่ามันน่ากลัว

3) ในการต่อสู้เรื่องการเลือกส.ว. มีผู้คนที่เสียสละ และตกอยู่ในความเสี่ยงมากกว่าตัวผมมาก เช่น พยานที่เคยอยู่ในขบวนการแล้วนำข้อมูลออกมาให้การไว้ในคดี หรือออกมาเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่นำข้อมูลจากภายในออกมาสู่สายตาคนภายนอก พวกเขามีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อตัวเอง ต่อความปลอดภัย ต่อทางทำมาหากินได้ในอนาคต มากกว่าผมมาก 

การเรียกผมว่า “พลีชีพ” ในทำนองล้อเล่น ผมไม่ถือสา แต่ในทางการเมืองผมคิดว่าไม่ดี มันทำให้เรื่องที่ควรจะไม่น่ากลัวดูน่ากลัวเกินไป และทำให้คนที่ควรจะถูกยกย่องจริง ถูกมองข้าม แสงมาตกใส่แต่ผมเพราะชื่อเล่นนี้ครับ ขอความกรุณาทุกคนหลีกเลี่ยงและเลิกเรียกคำนี้ครับ

iLawยิ่งชีพยิ่งชีพ อัชฌานนท์ฮั้วสว.

ครม.เด้งเลขาฯสมช. สังเวยไฟใต้ นั่งปลัดสำนักนายกฯ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ครม.เด้งเลขาฯสมช. สังเวยไฟใต้ นั่งปลัดสำนักนายกฯ นายกฯยาหอมทำงานดี ทาบเสธ.ทบ.ดูแลแทน เหตุร้ายในพื้นที่ยังแรง

ครม.มีมติ โยก ฉัตรชัย” จากเลขาฯสมช. ไปนั่งปลัดสปน. ดึง พล.อ.ชัยพฤกษ์” ทำหน้าที่แทนอนุทินแจงเลือกคนเหมาะกับงาน เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ขณะที่กิติภณ” ขยับเป็น ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ คนใหม่ส่วนสถานการณ์ใต้ยังไม่สงบ คนร้ายลอบวางระเบิดและวางเพลิงร้านสะดวกซื้อใน อ.มายอ จ.ปัตตานี มีการยิงปะทะ เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 2 ราย ส่งศูนย์ซักถาม ฉก.ทพ.43 “นายกฯ” เรียกหน่วยงานความมั่นคงหารือสถานการณ์ใต้ต่อเนื่อง วันนอร์ลั่นทุกฝ่ายควรไว้เนื้อเชื่อใจ ยอมรับการข่าวต้องปรับปรุง ผบ.ตร.สั่งปรับแผนยุทธวิธีเชิงรุก ยืนยันหน่วยข่าวกรองเจ้าหน้าที่ไม่ได้บกพร่อง

จากกรณีเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลาประมาณ 20.00 น. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนลอบวางระเบิดแสวงเครื่องและวางเพลิงร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) สาขาตาแบ๊ะ หมู่ที่ 3 ตำบลลางา อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าระงับเหตุและตรวจสอบพื้นที่ ก่อนเกิดการปะทะกับกลุ่มคนร้าย เมื่อเหตุการณ์สงบ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุพบหยดเลือดและปลอกกระสุน ตกอยู่ในบริเวณดังกล่าว

ส่วนเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 ได้ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ โดยตั้งจุดตรวจและจุดสกัดกั้นในพื้นที่ สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้จำนวน 2 ราย ได้แก่ นายอัฟดอล (สงวนนามสกุล) และ นายอาริส (สงวนนามสกุล) ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

คุมตัว2ผู้ต้องสงสัยส่งศูนย์ซักถาม

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 ราย ส่งไปยังศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 43 เพื่อเข้าสู่กระบวนการซักถาม ตรวจสอบข้อเท็จจริง และขยายผลถึงผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การคุ้มครองสิทธิ และหลักสิทธิมนุษยชน ผู้ถูกควบคุมตัวยังคงได้รับสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม และยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการตรวจสอบพยานหลักฐานและขยายผล เพื่อคลี่คลายเหตุการณ์และนำผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป พร้อมเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้ประชาชน

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หากพบบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัย หรือพบความเคลื่อนไหวผิดปกติในพื้นที่ สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน กอ.รมน.ภาค 4 สน.หมายเลข1341 หรือแจ้งหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ได้ตลอด 24ชั่วโมง เพื่อร่วมกันเฝ้าระวังและสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกฯเรียกถกหน่วยความมั่นคง

เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 25ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนเรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อติดตามและประเมินสถานการณ์หลังมีการก่อเหตุความไม่สงบในหลายพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการประชุมต่อเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่นายกฯเรียกประชุมติดตามสถานการณ์ฝ่ายความมั่นคงแล้ว

โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายฐนัตถ์สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายปิยะศิริวัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายอรรษิษฐ์สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชาโฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าร่วม

ประชุมครม.สัญจรสงขลาปกติ

นางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนในการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ที่ จ.สงขลาในวันที่ 31 ส.ค.- 1 ก.ย. ภายหลังเกิดเหตุเหตุความสงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ต่อเนื่องว่า ยังปกติ ยังไม่เลื่อนเมื่อถามว่า เหตุการณ์ในพื้นที่เกิดถี่ ทาง ครม.มีความกังวลหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า ต้องรอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งตอนนี้ยังไม่เลื่อนเมื่อถามอีกว่า การประชุม ครม.วันนี้มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นางณัฐฏ์จารี กล่าวว่า เรื่องนี้ตนยังไม่เห็นเดี๋ยวขึ้นประชุมครม.ก็น่าจะมีความชัดเจน

วันนอร์ระบุทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้แทนพิเศษรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวถึงการหารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อทบทวนสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ และหามาตรการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาให้ดียิ่งขึ้น ในช่วงเช้าก่อนการประชุมครม. ว่า ได้ข้อสรุปว่าต้องมีความร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายความมั่นคงกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และภาคประชาชน โดยเฉพาะภาคราชการในพื้นที่คือกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งวิธีการป้องกันเดิมของเราอาจจะใช้ได้ แต่ควรหามาตรการใหม่ๆ รวมถึงเครื่องมือมาเป็นตัวช่วย

โดยที่ผ่านมาการบูรณาการยังไม่แน่นพอ ต่างคนต่างทำ และประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไปบ้าง เช่น กำลังของผู้ก่อความไม่สงบมีไม่มาก แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเราไม่ควรประมาท ควรประเมินสถานการณ์ให้ตรงกับความเป็นจริง พร้อมย้ำว่าต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ถ้าหากความมั่นคงไม่เกิดขึ้น การลงทุนและการท่องเที่ยวก็ไม่เกิดเช่นกัน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็จะแย่ ดังนั้นต้องช่วยกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่าจะเน้นเรื่องการบูรณาการการทำงาน เรื่องความปลอดภัยของประชาชนสูงสุด

ชี้เกิดจากหลายสาเหตุ

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกฯ ได้สอบถามหรือไม่ว่าเกิดจากปัญหาอะไร นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เกิดจากหลายสาเหตุ เดากันไปถูกบ้างผิดบ้าง เช่น เดาว่าเกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้งระดับชาติมีความขัดแย้งกัน ทำให้เกิดปัญหาในระดับพื้นที่ ซึ่งตนมองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะนักการเมืองทุกคนต้องดูแลประชาชน อะไรที่กระทบกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชน หรือ อบต.ถูกเผา ใครไปทำเรื่องนี้ถือว่าทุบหม้อข้าวตัวเอง เพราะทุกคนอยากได้รับการเลือกตั้งในครั้งต่อไป ดังนั้นเขาก็ต้องดูแลประชาชนอย่างดี จึงเป็นการเดาผิดเดาถูกกันบ้าง จึงมองว่าควรตรวจสอบให้ครบถ้วน

เมื่อถามย้ำว่าไม่เกี่ยวกับการเมืองเลยใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า จะบอกว่าไม่เกี่ยวเลยก็ไม่ได้ เพียงแต่ให้ตรวจสอบให้ถูกต้อง ไม่ควรคิดเอาเอง นักการเมืองก็ไม่กล้าที่จะให้ข้อมูลหรือให้ความเห็น และมองว่าเราต้องให้ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ตอนนี้ประชาชนไม่กล้าพูดแล้ว เพราะถ้าพูดในทางตรงกันข้ามกับฝ่ายความมั่นคงก็จะกลายเป็นผู้ร้าย เป็นฝ่ายสนับสนุนผู้ก่อความไม่สงบ

ควรใช้หลักเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา

นายวันมูหะมัดนอร์ ยังย้ำว่า ควรใช้หลักการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาแก้ปัญหาในพื้นที่ เราไม่ดำเนินการตามนี้ก็จะไม่เกิดการพัฒนา เนื่องจากไม่ปลอดภัย และควรเข้าถึงปัญหาจริงๆ ไม่ใช่คาดเดา เพราะสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เหมือนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะเป็นลักษณะการสู้รบกับองค์กรลับ สถานการณ์ไม่เหมือนกันหากเราเอาคนที่ไม่เข้าใจและไม่เข้าถึงปัญหา จะแก้ปัญหาลำบากพร้อมกันนี้ ยอมรับว่า สถานการณ์ใต้ในขณะนี้ การข่าวบกพร่องก็ถือว่ามีส่วน แต่ต้องเห็นใจคนทำงานเพราะคนจ้องจะก่อเหตุ ทำเมื่อเราเผลอ คนป้องกันก็ต้องมีเวลาเผลอบ้าง เช่น การเผา อบต. ไม่ได้มีการปิดสถานที่ ไม่มีคนเฝ้า บางแห่งไม่มีกล้องวงจรปิด ผู้ก่อเหตุก็จะดูว่ามีจุดบอดตรงไหนก็จะทำตรงนั้น ตนเห็นใจทุกฝ่าย แต่เราไม่ควรทะเลาะกันเอง มองฝ่ายต่างๆเป็นฝ่ายตรงข้าม อยากให้ร่วมมือกันทำงาน และขอย้ำว่าต้องไว้ใจกัน

เปิดโอกาสบีอาร์เอ็นเจรจา

เมื่อถามว่าการกระทำของกลุ่มบีอาร์เอ็นใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า แน่นอน เป็นงานของเขา แต่หากเขาอยากคุยเราก็ต้องเปิดโอกาส ซึ่งต้องพูดคุยบนพื้นฐานรัฐธรรมนูญไทย หากมีความมุ่งมั่นที่จะให้พื้นที่สงบสุขสามารถพูดคุยได้

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเป็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์ หลังเจ้าหน้าที่รัฐใช้มาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น มองว่าจะทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้ดีขึ้นหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า อาจจะมีส่วน ซึ่งเราต้องทำให้ตัวเองมั่นคงและแข็งแรง ในการป้องกันพื้นที่และดูแลประชาชน รวมถึงจับกุมผู้ทำผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้าย ค้าของเถื่อน ยาเสพติด อยากให้เดินอย่างเต็มที่แต่ขณะเดียวกันก็ต้องขอความร่วมมือจากภาคประชาชน การเมืองท้องถิ่น การเมืองระดับชาติ รวมถึงนักวิชาการ และที่สำคัญกระทรวงมหาดไทยต้องทำงานเต็มที่ในเรื่องความมั่นคง เพราะมีกำลังประจำถิ่น ถึงเวลาต้องมาผนึกกำลังกัน อย่าไปคิดว่าฉันหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเก่งคนเดียว ถ้าร่วมมือกันก็จะมีพลัง

บางส่วนหนีไปมาเลเซีย

นายวันมูหะมัดนอร์ ยอมรับว่า มีผู้ก่อเหตุบางส่วนหนีไปฝั่งมาเลเซีย ซึ่งทางมาเลเซียพร้อมให้ความร่วมมือ ขอให้เราส่งข้อมูลไป เพราะทางเขาก็อยากให้เกิดความสงบ เนื่องจากหากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่สงบก็กระทบมาเลเซียด้วย และไม่อยากให้สถานการณ์รุนแรงจนมีภัยแทรกซ้อนจากภายนอก เพราะปัจจุบันก็วุ่นวายเรื่องสงครามภูมิภาคเข้ามาแทรกแซง ถ้าเราไม่แข็งแรงเมื่อไหร่ ประเทศที่สามก็จะเข้ามาแทรกแซง ดังนั้นเราต้องทำให้ประเทศแข็งแรงและมีภูมิต้านทาน

นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ นายกฯ ยังย้ำถึงความร่วมมือ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ประเมินให้ถูกต้อง ไปหาวิธีแก้ปัญหาโดยร่วมมือกันทุกฝ่าย ซึ่งตนมองว่าแนวโน้มน่าจะไปในทางที่ดี และการประชุม ครม. สัญจรในรอบนี้ ก็จะหารือสถานการณ์ชายแดนใต้ด้วย ทุกคนต้องร่วมมือกันไม่มีใครเป็นพระเอก ซึ่งตนมองว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่ เหตุเกิดครั้งเดียวกว่า 50 จุด ส่วนกองทัพก็ให้ทำหน้าที่ไปแต่ต้องฟังคนอื่นด้วย เพราะทำงานด้วยกัน

คาดคุยสันติสุขปลายก.ย.

สำหรับการพูดคุยสันติสุขนั้น ทางนายฐนัตถ์สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แจ้งว่า อาจจะพูดคุยให้เร็วขึ้น แต่ก่อนการพูดคุยบนโต๊ะ ควรมีการพูดคุยระดับเทคนิคก่อน 1-2 รอบ คาดว่าจะเป็นปลายเดือน ก.ย. หรือต้นเดือน ต.ค.นี้ เพื่อให้รู้สาเหตุการก่อเหตุ เพราะเรื่องนี้จะใกล้ความเป็นจริงมากขึ้น ส่วนจะแก้ได้อย่างไร ก็มาพิจารณากัน

เมื่อถามว่านายกฯ ได้พูดถึงการประเมินการวัดผลการทำงานโดยใช้ KPI กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่หรือไม่ เพื่อทำให้การขับเคลื่อนงานเป็นรูปธรรมเร็ว นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็แน่นอน ไม่ว่าจะไปวัด KPI ตรงไหนก็มีปัญหา แต่ต่อไป KPI ต้องดีขึ้น

เมื่อถามว่าหากสถานการณ์ไม่คืบหน้าไม่ดีขึ้นจะส่งผลอะไรหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า นายกฯ ก็ต้องพิจารณา เนื่องจากเป็นหัวหน้ารัฐบาล ว่าเกิดจากอะไรแน่ ส่วนใครจะเกียร์ว่างหรือไม่นั้น ตนไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ แต่อยากพูดถึงเรื่องที่จะเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เกิดความสำเร็จให้ได้

ผบ.ตร,ย้ำทุกฝ่ายร่วมมือเข้มข้น

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าหน่วยงานความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และประชาคมข่าวกรอง ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตามทางกลุ่มผู้ก่อเหตุก็มีการข่าวของตนเองเช่นกัน และมักอาศัยช่องโหว่ด้านเวลาและโอกาสในการลงมือเพื่อแสดงศักยภาพ

ผู้สื่อข่าวถามว่าที่มีรายงานว่ารัฐบาลได้รับข้อมูลด้านการข่าวล่วงหน้ามากว่า 2 เดือนนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่มีข้อมูลชุดเดียวกันและมีการประชุมแลกเปลี่ยนกันอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ก่อเหตุมักเลือกใช้ช่วงเวลาที่คาดไม่ถึงในการลงมือ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใย พร้อมกำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งยับยั้งและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่

ยันประสิทธิภาพการข่าวไม่ได้ลดลง

ผบ.ตร.กล่าวอีกว่า ประสิทธิภาพด้านการข่าวของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ลดลง แต่การทำงานในพื้นที่มีความท้าทายสูง โดยหลังจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเน้นการปฏิบัติการเชิงรุก มากกว่าการเดินตามเกมของผู้ก่อเหตุ โดยมีมาตรการสำคัญ บูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านค้าและสถานีบริการน้ำมัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัยล่วงหน้าอุดช่องโหว่ช่วงสับเปลี่ยนกำลังนำเทคโนโลยีและกล้องวงจรปิดเข้ามาช่วยเสริมการเฝ้าระวัง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าด้านคดี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือพิเศษในการพิสูจน์ทราบตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งหลักฐานทางชีวภาพ ภาพถ่าย และประวัติอาชญากรรม เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ผู้ก่อเหตุจะพยายามปกปิดตัวตนหรือหาช่องทางหลบหนีข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่ฝ่ายความมั่นคงได้มีการประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศอย่างใกล้ชิดแล้ว

กิติภณนั่งผอ.ข่าวกรอง

ผู้สื่อข่าวรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุม ครม. มีมติแต่งตั้ง นายกิติภณ รื่นสัมฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) เป็นผู้อำนวยการสขช.คนใหม่ แทนนาย ฐนัตถ์สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการ สขช.ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ นายฐนัตถ์ แม้จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่จะยังทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป

ฉัตรชัยรู้ล่วงหน้าพ้นเก้าอี้

รายงานข่าวจากที่ประชุม ครม. แจ้งว่า ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายวันนี้ มีการอนุมัติเห็นชอบตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง โดยเฉพาะการโยกย้าย นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งเหลืออายุราชการอีก 1 ปี ไปดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี แทนนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกฯ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. นี้นั้น ซึ่งปกติแล้วเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าส่วนราชการ ที่จะต้องเข้าประชุม ครม. ทุกครั้ง เช่นเดียวกับปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงกลาโหม แต่ครั้งนี้นายฉัตรชัย ไม่ได้เข้าประชุม และได้ยื่นใบลาประชุมไว้ก่อนแล้ว

ขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกัน นายฉัตรชัย เพิ่งเข้าร่วมประชุมหน่วยงานความมั่นคงกับนายกฯ บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ มีรายงานว่า การโยกย้ายครั้งนี้ ได้มีการแจ้งนายฉัตรชัยล่วงหน้าแล้วว่า จะให้ไปเป็นปลัดสำนักนายกฯ

พล.อ.ชัยพฤกษ์ยินดีตำแหน่งใหม่

รายงานข่าวแจ้งว่า บุคคลที่ได้รับการทาบทามจากนายกฯ ให้มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.คนใหม่แทนนายฉัตรชัย คือ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์เสนาธิการทหารบก โดยมีการพูดคุยผ่าน พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ซึ่งเจ้าตัวยินดี และน้อมรับที่จะย้ายมาดำรงตำแหน่งนี้โดยไม่ขัดข้องแต่อย่างใด

หลังจากนี้ จะมีการประชุม สมช. เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเลขาธิการ สมช.คนใหม่ หลังจากที่ประชุมเห็นชอบแล้ว จึงจะนำมติที่ประชุม สมช. เสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป

อนุทินแจงเลือกคนเหมาะกับงาน

นายอนุทิน ตอบคำถามกรณีการทาบทามพล.อ. ชัยพฤกษ์ ให้มานั่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมช. แทนนายฉัตรชัย เพื่อมาดูเรื่องสถานการณ์ภาคใต้โดยเฉพาะใช่หรือไม่ ว่า ทุกอย่างอยู่ในฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายคนไหนที่เหมาะสมกับงานตรงไหน เราก็พยายามให้ไปอยู่ในงานที่เขาเหมาะสมและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด เรื่องนี้ไม่มีอะไร

เมื่อถามว่าได้ทาบทามขอตัวพล.อ. ชัยพฤกษ์ จากพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้มาช่วยงานใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถาม

เมื่อถามถึงกรณีบางฝ่ายเรียกร้องให้ตรวจสอบการใช้เฮลิคอปเตอร์ยิงใส่ประชาชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่มีครับ ไม่มี ” พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ยืนยันว่าไม่มี

ครมสังเวยไฟใต้เลขาฯสมช.

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ผงาดสถ. หนูเขย่ามท. ย้ายใหญ่20ตำแหน่ง

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ผงาดสถ. หนูเขย่ามท. ย้ายใหญ่20ตำแหน่ง ‘นิรัตน์’นง‘อธิบดีปภ.’ ‘ธีรพัฒน์’ดูแลโยธาฯ โยกธีรุตม์เป็นผู้ตรวจ

ครม.ไฟเขียวโยกย้ายบิ๊กมหาดไทยลอตใหญ่ 20 ตำแหน่ง เซมเบ้นั่งอธิบดีปภ.ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ผงาดอธิบดีสถ. ผู้ว่าฯเมืองคอนขึ้นอธิบดีกรมที่ดิน”-โยกธีรพัฒน์นั่งอธิบดีโยธาฯ-ธีรุตม์ไปนั่งผู้ตรวจราชการฯอนุทินยันโยกย้าย มท.ยึดหลักคุณธรรม แจงผวจ.บุรีรัมย์ขึ้นอธิบดีตามความเหมาะสม นิรัตน์น้อมรับคำสั่งย้ายนั่งอธิบดีปภ.นายกฯยันปมฮั้วสว.เชื่อความเห็นใครไม่ได้ต้องพิสูจน์ ตามกระบวนการ ด้านดีเอสไอเข้าแจ้งความกองปราบฯลุยเอาผิดกลุ่มคนเผยแพร่สำนวนคดีฮั้วสว.ชี้สร้างความเสียหายต่อการสอบสวนคดีพิเศษ ขณะที่กกต.โร่แจง ยันศุกร์ 28ส.ค.ยังไม่ลงมติคดีฮั้วสว.ชี้อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวนขอปชช.มั่นใจ ดำเนินการรอบคอบยึดหลักกม.

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง สังกัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 20 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและทดแทนตำแหน่งที่ว่าง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ ครอบคลุมตำแหน่งระดับ รองปลัดกระทรวง, อธิบดีกรม,ผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ว่าราชการจังหวัด

โดยมีรายชื่อสำคัญ ดังนี้1. ระดับรองปลัดกระทรวงมหาดไทย (4 ราย) นายจำเริญ แหวนเพ็ชร จาก ผวจ.สุรินทร์ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนัฐพล นราดิศร จาก ผวจ.เชียงใหม่ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ จาก ผวจ.นครราชสีมา ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงมหาดไทย น.ส.อโรชา นันทมนตรี จาก ผวจ.นครปฐม ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย

ผวจ.บุรีรัมย์ผงาดนั่งอธิบดีสถ.

  1. ระดับอธิบดีกรมและผู้ตรวจราชการกระทรวง(5 ราย)นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล จาก อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายสมชาย ลีหล้าน้อย จาก ผวจ.นครศรีธรรมราช ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ จาก อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายปิยะ ปิจนำ จาก ผวจ.บุรีรัมย์ ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

โยกย้าย ผู้ว่าราชการฯ11จังหวัด

  1. ระดับผู้ว่าราชการจังหวัด (11 ราย) นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ จาก ผวจ.จันทบุรี ย้ายไปเป็น ผวจ.ฉะเชิงเทรา นายทศพล เผื่อนอุดม จาก ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.เชียงใหม่ น.ส.ฉัตรประอร นิยม จาก ผวจ.ฉะเชิงเทรา ย้ายไปเป็น ผวจ.ตราด นายภาสกร บุญญลักษม์ จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.ตาก นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร จาก ผวจ.สุพรรณบุรี ย้ายไปเป็น ผวจ.นครราชสีมา

นายชุมพิชญ์ เดชะรัฐ จาก ผวจ.มหาสารคาม ย้ายไปเป็น ผวจ.นครสวรรค์ นายเอกวิทย์ มีเพียร จาก ผวจ.ปทุมธานี ย้ายไปเป็น ผวจ.บุรีรัมย์ น.ส.ธนียา นัยพินิจ จาก ผวจ.พิจิตร ย้ายไปเป็น ผวจ.ปทุมธานี นายชาธิป รุจนเสรี จาก ผวจ.กำแพงเพชร ย้ายไปเป็น ผวจ.สระแก้ว นายพิริยะ ฉันทดิลก จาก ผวจ.ตราด ย้ายไปเป็น ผวจ.สุพรรณบุรี และนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม จาก รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ไปดำรงตำแหน่ง ผวจ.อุดรธานี

อนุทินยันโยกย้ายยึดหลักคุณธรรม

เวลา 13.45น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยว่าเป็นไปตามวาระปกติมีคนเกษียณอายุราชการก็มีการแต่งตั้งโยกย้ายตามฤดูกาลปกติ ส่วนกรณีที่โยกย้ายนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มาเป็นอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ได้พูดคุยอะไรกันบ้างนั้นท่านก็จะมาเป็นอธิบดีปภ.ตอนเป็นผวจ.เชียงใหม่ก็มีประสบการณ์ในการป้องกันอุทกภัย ก็ต้องหาคนที่มีความเหมาะสมที่สุดสามารถดำเนินการป้องกันภัยได้เลย ตนได้หารือกับปลัดกระทรวงมหาดไทยเห็นพ้องต้องกันว่านายนิรัตน์เหมาะสมด้านนี้

เมื่อถามว่าการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยครั้งนี้ยึดหลักอะไรเพราะก่อนหน้านี้ต้องการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่ายึดหลักคุณธรรมความเหมาะสม และยึดหลักว่าคนที่เราแต่งตั้งมาทำหน้าที่แต่ละตำแหน่งต้องยึดถือประโยชน์ประชาชนเป็นเป้าหมายแรก

แจงปมโยกผวจ.บุรีรัมย์ขึ้นอธิบดี

เมื่อถามถึงกรณีโยกย้ายนายปิยะ ปิจนำ ผวจ.บุรีรัมย์ มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายอนุทิน ยืนยันว่า เป็นไปตามการหมุนเวียนโยกย้าย และความเหมาะสมในหน้าที่ของการทำงาน ผวจ.แต่ละจังหวัดมีองค์ความรู้วิธีการร่วมกันกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราก็ดำเนินการตามความเหมาะสมและอาวุโส

นิรัตน์น้อมรับคำสั่งนั่งอธิบดีปภ.

ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทยรักษาการอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.)กล่าวภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)ว่า ไม่ได้รับทราบมาก่อนล่วงหน้า แต่ตนเคารพการตัดสินใจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะรมว.มหาดไทยและปลัดกระทรวงมหาดไทยก่อนย้ำว่าพร้อมทำงาน ส่วนภารกิจของปภ.ค่อนข้างหนักพอสมควร ในการบรรเทาสาธารณภัย มีการเตรียมความพร้อมอย่างไร นายนิรัตน์ กล่าวว่า ต้องพร้อมเสมอ

นายกฯชี้ฮั้วสว.พิสูจน์ตามกระบวนการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.)ให้สัมภาษณ์กรณีโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน(iLaw)เปิดข้อมูลคดีฮั้วสว.เชื่อมโยงกับรัฐมนตรีและสส.พรรคภูมิใจไทยอย่างต่อเนื่องว่า“ครับก็เตรียมไปสู้กันในศาล วันนี้ก็มีการแจ้งความผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไปแจ้งความดำเนินคดีกันต่อไป ทุกอย่างมีกระบวนการยุติธรรม เราไม่สามารถไปเชื่อความเห็นคนใดคนหนึ่งได้ มีการพิสูจน์ดำเนินการสืบสวนสอบสวนทุกอย่างเราต้องเคารพกระบวนการนั้นเราทำอะไรไม่ได้นอกจากให้ความร่วมมือในทุกอย่าง เมื่อถามว่ากรณีที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องฮั้วสว.รัฐบาลจะตอบคำถามนี้หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า“ผมยืนยันว่าอะไรที่เรารู้เราก็ตอบอะไรเราไม่รู้เราไม่เกี่ยวก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาตอบ”

รุทธพลรับเอกสารฮั้วสว.DSIของจริง

ที่ทำเนียบรัฐบาลพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)เปิดข้อมูลคดีฮั้วสว.ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารจริงและได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ว่าเท่าที่ติดตามข่าว เอกสารดังกล่าวเป็นสำนวนของกองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงินซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะทางในสังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)โดยตนก็มีข้อสงสัยว่าเอกสารดังกล่าวได้มาอย่างไร

ลุยเอาผิดมือปล่อย-เผยแพร่สำนวน

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่าขณะนี้ปลัดกระทรวงยุติธรรมได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าบุคคลใดทำให้เอกสารหลุดออกไป หรือมีใครเกี่ยวข้องบ้าง เมื่อการตรวจสอบแล้วเสร็จจะให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษชี้แจงต่อตนว่าข้อมูลหลุดไปยังบุคคลภายนอกได้อย่างไร ตนยังทราบว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดและดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องหมายถึงผู้ที่นำเอกสารและสำนวนไปใช้ในการตรวจสอบ ซึ่งอาจมีความผิดทั้งในคดีอาญาและตามกฎหมายพิเศษ

เมื่อถามว่าการแจ้งความครั้งนี้จะเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่เปิดเผยข้อมูลรวมถึงบุคคลภายนอกที่นำข้อมูลมาเผยแพร่ด้วยหรือไม่พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้พิจารณาตามพยานหลักฐานว่า ผู้ที่นำเอกสารไปและนำมาเผยแพร่จะมีความผิดอย่างไรซึ่งเอกสารที่หลุดออกมาเกิดขึ้นจากการตรวจสอบในสมัย รมว.ยุติธรรมคนก่อน ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่งรมว.ยุติธรรม

DSIแจ้งเอาผิดคนเผยแพร่สำนวนฮั้วสว.

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ยอมรับว่าวันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายของดีเอสไอไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับคณะบุคคลที่ได้มีการนำเอาเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ คดีฮั้วสว.อั้งยี่-ฟอกเงินสว.นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะซึ่งกระทบต่อการสอบสวนคดีพิเศษ

ขณะที่พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่กองกฎหมายกรมสอบสวนคดีพิเศษเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบังคับการปราบปราม เนื่องด้วยก่อนหน้านี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบว่าภาพเนื้อหาเอกสารที่ปรากฏในช่องทางสื่อสารสาธารณะในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นภาพเนื้อหาเอกสารที่อยู่ภายในสำนวนของดีเอสไอจริงหรือไม่เมื่อดำเนินการตรวจสอบแล้วก็พบข้อเท็จจริงว่าเป็นเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอจริงๆจึงเล็งเห็นว่ากรณีที่กลุ่มคณะบุคคลมีการนำเอาเนื้อหาและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษมาเปิดเผยสู่สาธารณะส่งผลกระทบเสียหายต่อหลักการสอบสวนคดีอาญาเพราะตามหลักการแล้วการจะเปิดเผยเนื้อหาการสอบสวนได้นั้นคดีอาญาดังกล่าวจะต้องขึ้นสู่การพิสูจน์ในชั้นศาลเท่านั้นซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องถูกพิจารณาเปิดเผยต่อหน้าจำเลย

ชี้สร้างความเสียหายสอบสวนคดีพิเศษ

พ.ต.ต.วรณันระบุว่าแต่เมื่อมีการนำเอาข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะเช่นนี้ก็เป็นการส่งผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรมจึงมอบหมายให้กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษไปดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันนำเอาเอกสารและข้อมูลภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอมาเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยระบุพฤติการณ์ให้กับพนักงานสอบสวนตำรวจเพื่อไปตรวจสอบฐานความผิดที่เข้าข่าย ส่วนหากมีพฤติกรรมอื่นใดที่เข้าข่ายฐานความผิดอื่นเพิ่มเติมก็จะเป็นหน้าที่ขยายผลตรวจสอบของพนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามที่จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป อนึ่ง หากมีประเด็นรายละเอียดอื่นใดเพิ่มเติมที่พนักงานสอบสวนตำรวจต้องการ ทางดีเอสไอก็พร้อมให้ความร่วมมือ

ขอกองปราบฯขยายผลหาต้นตอ

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษแจงอีกว่าเรายึดหลักความโปร่งใสโดยเฉพาะการแจ้งความดำเนินคดีเพื่อให้พนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดูรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่ได้มีการนำเอาข้อมูลและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษของดีเอสไอมาเปิดเผยต่อสาธารณะและมีการนำไปเผยแพร่ในช่องทางใดอีก อย่างไรก็ตาม หลักการสอบสวนที่ตำรวจจะดูข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ มี 2 ส่วนคือ1.เป็นเอกสารจริงหรือไม่และ2.หากเป็นเอกสารจริง เอกสารนั้นไปอยู่ในมือของกลุ่มบุคคลได้อย่างไร และการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานใดบ้าง หรือมีเจ้าหน้าที่ไปเอื้อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

เมื่อถามว่าสังคมจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่ดีเอสไอไปแจ้งความดำเนินคดีนั้นเป็นการดำเนินคดีเพื่อเตะตัดขาของกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างเปิดโปงพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้วสว.หรือไม่เพราะใกล้วันที่ 28ส.ค.69ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จะต้องมีการประชุมลงมติในคดีดังกล่าวแล้วนั้นโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงว่า เรื่องการเปิดเผยสำนวนการสอบสวนไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด เมื่อไรมันถือเป็นเรื่องเสียหายและส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น และเราไม่สามารถเพิกเฉยได้ อีกทั้งเรายังยึดความโปร่งใส โดยให้หน่วยงานอื่นอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแทน

แจงพฤติการณ์ความผิดหลายมาตรา

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ความผิดเบื้องต้นที่กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการแจ้งความเอาผิด ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 “ผู้ใดเปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใด ๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไป เพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมายโทรเลขหรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ,มาตรา 323“ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา นางผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช หมอความ ทนายความ หรือผู้สอบบัญชีหรือโดยเหตุที่เป็นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้นแล้วเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรคแรกเปิดเผยความลับของผู้อื่น อันตนได้ล่วงรู้หรือได้มาในการศึกษาอบรมนั้น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน” และมาตรา 164 “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ“

กกต.ยัน28ส.ค.ยังไม่ลงมติคดีฮั้วสว.

วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ชี้แจงกรณีกระแสข่าวกกต.เตรียมลงมติคดีฮั้ว สว.ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง กกต.อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวนสว.และลงมติสำนวนดังกล่าวต่อไป โดยสำนักงานกกต.ยังขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการพิจารณาสำนวน สว.ดังกล่าว ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใสและยึดหลักกฎหมาย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง และคุ้มครองเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างสูงสุด

ครม.เงากระทุ้งจี้กกต.สั่งฟ้องคดีสว.

เวลา08.45 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชน ครั้งที่ 11/2569 โดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก ครม.เงาแถลงข่าวเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เร่งสร้างความชัดเจนเรื่องวันลงมติกรณีคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา(สว.)โดยเน้นย้ำว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่เรื่องวันลงมติ แต่คือทิศทางของมติ กกต.โดยตาม พ.ร.ป.การเลือกสว.มาตรา 62 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าหากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นกกต.มีหน้าที่ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาไม่ใช่มาทำหน้าที่เป็น”เทรนเนอร์”วินิจฉัยจนสิ้นข้อสงสัยเสียเอง พร้อมเตือนกกต.อย่าใช้วิธีตัดตอนเพื่อช่วยเหลือเครือข่ายนักการเมือง หรือพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง เพราะกฎหมายครอบคลุมถึง “ผู้ใดก็ตาม”ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่ได้บังคับใช้แค่ผู้สมัคร สว. เท่านั้น

เปิดหลักฐานโทรคุย19สว.62ครั้ง80วัน

นายพริษฐ์ได้เปิดเผยข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ระหว่างนางรัตนา บ่อถ้ำ (1ใน229คนที่ถูกคณะไต่สวนชุดที่ 16ชี้มูลความผิด)กับสว.จำนวนอย่างน้อย 19 คน รวมกัน 62 ครั้ง ภายในระยะเวลา 80 วัน (ระหว่างวันที่ 21 มิถุนายน – 9 กันยายน 2567) ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงการเลือก สว. ระดับประเทศและการปฐมนิเทศ สว. จากการตรวจสอบพบว่า นางรัตนา เคยได้รับการแต่งตั้งจาก นายชรัตน์ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. ในช่วงปี 2566–2568

จี้ ภท.แจงสัมพันธ์ผู้ช่วยงานสส.โยงฮั้ว

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนจึงขอฝาก 5 คำถามไปยัง นายชรัตน์ รัชกิจประการ เพื่อให้ออกมาชี้แจงต่อสังคมได้แก่นางรัตนา มาช่วยงาน สส.ชรัตน์ หรือพรรคภูมิใจไทยในเรื่องใดบ้าง เหตุใดผู้เชี่ยวชาญประจำตัวจึงมีการโทรศัพท์คุยกับ สว. จำนวนมากในช่วงคาบเกี่ยวการเลือก สว. จริงหรือไม่ ที่นางรัตนาเป็นผู้ประสานงานหลักให้ สว. มาประชุมร่วมกันที่โรงแรมพูลแมน จริงหรือไม่ ที่นายชรัตน์เคยเดินทางไปร่วมประชุมกับ สว. ที่โรงแรมพูลแมน หากจริง การไปประชุมดังกล่าว ไปในนามส่วนตัว หรือในฐานะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และมีผู้บริหารหรือ สส. พรรคภูมิใจไทยคนอื่นร่วมด้วยหรือไม่

เมื่อถามว่าสำหรับกรณีที่ สส. พรรคภูมิใจไทย ออกมาแย้งเรื่องที่มาของข้อมูลการโทรนั้นนายพริษฐ์ระบุว่า ได้นำข้อมูลมากลั่นกรองในระดับหนึ่งแล้ว และมองว่าหลักฐานประวัติการโทรเป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่ง เมื่อนำมาประกอบกับพยานบุคคล เส้นทางการเงิน คลิปเสียง และโพยลงคะแนน จะเห็นภาพความเกี่ยวโยงที่ชัดเจนพอให้ กกต. สั่งฟ้องได้

ดักคอกกต.ยกคำร้องเจอฟ้องม.157

“ทั้งนี้ หาก กกต.มีมติยกคำร้องจริง ฝ่ายค้านได้เตรียมแผนรองรับไว้ 3 แนวทาง คือ 1.ดำเนินคดี กกต.: ฟ้องร้อง กกต. ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ (มาตรา 157) 2.หาช่องทางส่งศาล แสวงหากลไกทางกฎหมายเพื่อส่งหลักฐานตรงไปยังศาลฎีกา 3. แก้ไขกฎหมาย ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.ป.การเลือก สว. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เสียหาย (ผู้สมัคร สว. หรือ สว.สำรอง) สามารถยื่นฟ้องตรงต่อศาลฎีกาได้เอง”นายพริษฐ์ กล่าวย้ำ

ปชน.จี้ถกพรก.เงินกู้4แสนล.ไร้แผน

ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เงา พรรคประชาชน ถึงวาระการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้4แสนล้านบาท ในช่วงเปิดประชุมสภาฯวันที่ 26ส.ค.นี้ว่าพ.ร.ก.เงินกู้กำลังจะเข้าสู่สภาฯ เพื่อให้ความเห็นชอบเราติดตามเรื่องนี้หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมา ตุลาการเสียงข้างมากเห็นว่าคำร้องของพรรคฝ่ายค้านที่ได้ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เงิน 2 แสนล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่สามารถที่จะออกเป็น พ.ร.ก.ได้ เป็นการออก พ.ร.ก.โดยไม่ชอบ ซึ่งหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งพบว่ามีความน่าสนใจหลายอย่าง โดยมีการระบุคำชี้แจงพยานที่เป็นผู้เชียวชาญด้านกฎหมายการคลัง 3 คน และผู้เชียวชาญด้านการคลัง 1 คน ซึ่งหลายคนเห็นตรงกันในหลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานใน 2 แสนล้านบาทหลังไม่ปรากฎแผนงานที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้เชื่อได้ว่าจะสามารถลดผลกระทบวิกฤตพลังงานนี้ได้

น.ส.ศิริกัญญากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในเรื่องของนิยามคำว่าความมั่นคงด้านเศรษฐกิจว่าได้สัดส่วนหรือไม่ อย่างไรกับความจำเป็นที่จะต้องออกเป็นพ.ร.ก.และทำเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นการเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างที่ต้องอาศัยระยะเวลากลางและระยะยาว รวมถึงมีการพูดเรื่องวินัยการเงินการคลัง เพราะการกู้ในครั้งนี้จะไปกระทบกับหนี้สาธารณะที่กำลังจะไปชนกับกรอบวินัยการเงินการคลังที่ได้กำหนดไว้ จากคำชี้แจงของผู้เชิญชาญเป็นไปในทิศทางเดียวกับคำร้องของพรรครวมฝ่ายค้าน และเป็นไปในทางเดียวกับคำวินิจฉัยส่วนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย

ทั้งนี้ หลังจากที่เราได้ติดตาม การคิดเรื่องแผนงานของโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานของรัฐบาลเราพบความไม่ชอบมาพากลในหลายเรื่อง เช่นกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการให้แคตตาล็อกและอาจจะมีการล็อกรหัส สินค้าในบางประเภทเพื่อให้เกิดการจัดซื้อจัดจ้างแบบล็อกสเปกไปที่เจ้าใดเจ้าหนึ่ง

ศุภโชติแฉไม่ตรงปก-หวั่นมีช่องทุจริต

ด้านนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากการที่เราติดตามกันมา มองว่ามีปัญหาตั้งแต่กระบวนการทำคำของบเงินกู้ก้อนนี้แล้ว เพราะเป็นการให้หน่วยงานต่างๆ ทำโครงการขอเข้ามา และโครงการเหล่านั้นจะเข้ามาสู่การกลั่นกรองของคณะกรรมการกลั่นกรอง แทนที่จะมีแผนลงมาก่อนว่าเราจะเดินการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปในทิศทางไหน ที่สำคัญที่สุดคือการกำหนดตัวชี้วัด 2 แสนล้านบาท ที่เราไม่รู้เลยว่าเป็นอย่างไร และอนาคตของประเทศหลังจากที่ใช้เงินหมดแล้วจะเป็นอย่างไร เราสามารถประหยัดพลังงานและใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพได้มากขึ้นแค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้ตอบคำถามให้กับพี่น้องประชาชนรู้เลย ทำให้ที่ผ่านมาเราเห็นโครงการที่ไม่ตรงปกและโครงการที่ไม่มีเนื้อ

“จะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวค่อนข้างจะไม่ตรงปก ที่ตอนแรกมีการเสนอไว้อย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันหลายหลายอย่างติดข้อจำกัดมากมาย เหมือนรัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมและทำการบ้านไม่มากเพียงพอ ตั้งโครงการมา โฆษณาไปก่อนแล้วค่อยมาหาวิธีการกันเรากังวลว่ามีการทุจริตผ่านการจัดซื้อจัดจ้างในอนาคตไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ไม่ตรงปกหรือไม่มีเนื้อสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นและเป็นกระบวนการที่ที่อาจจะเป็นกลไกผันเงิน2แสนล้านบาทนี้ไปสู่กระบวนการทุจริตคอร์รัปชั่น”นายศุภโชติ กล่าว

ไอซ์ตั้งข้อสังเกตล็อกสเปกโซลาร์เซลล์

ขณะที่น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในฐานะกมธ.วิสามัญติดตามการใช้จ่ายตามพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กล่าวว่าในพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่วนของ 2 แสนล้านหลังมีคีย์เวิร์ดโซลาร์เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน จึงตั้งข้อสังเกตว่า เป็นคีย์เวิร์ดแห่งยุคสมัยนี้ ขณะเดียวกันเรื่องงบกลางที่อนุมัติให้กรมน้ำบาดาลดำเนินการ 6.5 พันล้านบาท ก็มีคีย์เวิร์ดโซลาร์ปั๊มเช่นเดียวกัน ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่าจะต้องมีการจัดซื้อจัดจ้างและมีผู้รับเหมา

“หากสมมติว่าของจัดซื้อจัดจ้างมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท หรือ 1 แสนล้าน หากไม่ได้เตรียมเอาไว้ก่อน ผู้รับเหมาหรือคนที่ขายของที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าประเภทนี้ไม่รู้ก่อน จะเตรียมทันได้อย่างไร ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้เป็นเรือโนอาห์ที่จะพาผู้รับเหมาของเครือข่ายสีน้ำเงินหรือสส.เครือข่ายสีน้ำเงินแบ่งกันกินแบ่งกันใช้หรือไม่”น.สรักชนก กล่าว

ดักคอหวั่นเอื้อผู้รับเหมารายเก่า

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่าสิ่งที่รับทราบจากข้าราชการซึ่งมีความกังวลว่าจะต้องติดร่างแหรับผิดชอบหากเกิดปัญหาหรือไม่ และแจ้งมาว่าเริ่มมีการของบประมาณในโครงการเข้ามาแล้วจากท้องถิ่น แม้หน้าตาโครงการมาแล้ว แต่หลักเกณฑ์ยังไม่มีความชัดเจนส่วนเงินส่วนใหญ่ที่นำไปจัดซื้อจัดจ้างแผงโซลาร์เซลล์หรือโซลาร์ปั๊ม ทางกมธ.ติดตามงบฯ ได้ขอหนังสือไปยังหน่วยงานเพื่อนำมาพิจารณาว่ามอก.เดิมมีกี่เจ้าและช่วงที่มีงบพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน มีหน่วยงานยื่นขออุปกรณ์โซลาร์เซลล์กี่เจ้า

น.ส.รักชนกตั้งข้อสังเกตว่าหากไม่มีเจ้าใหม่มาขอในช่วงระยะเวลานี้ อาจหมายความว่าคนที่เป็นเจ้าเก่าที่ได้มอก.อยู่ รับเละหรือหมายถึงรับประโยชน์มหาศาล ซึ่งอาจทำให้เชื่อว่าเป็นการล็อกสเป็กให้เจ้าเก่า หากมี 2-3 เจ้าได้รับมอก.ใหม่ ในช่วงเหล่านี้หรือฟาสต์แทรกกระบวนการต่างๆ อย่างรวดเร็วก็เป็นที่สังเกตได้ว่า อาจจะเป็นเจ้าใหม่ที่เข้ามารับทรัพย์หรือไม่ อย่างไร โดยทำเรื่องขอข้อมูลไปแล้วรอข้อมูลที่จะส่งกลับมา

ผู้ว่าฯบุรีรัมย์ย้าย20ตำแหน่ง