วันวิชิต ชี้แจงเป็นข้อๆ ปมย้าย ผู้การธรรมนูญ ยันเป็นวงรอบปกติ ไม่ได้เพลี่ยงพล้ำเขมร

วันวิชิต ชี้แจงเป็นข้อๆ ปมย้าย ผู้การธรรมนูญ ยันเป็นวงรอบปกติ ไม่ได้เพลี่ยงพล้ำเขมร

วันวิชิต ชี้แจงเป็นข้อๆ ปมย้าย ผู้การธรรมนูญ ยันเป็นวงรอบปกติ ไม่ได้เพลี่ยงพล้ำเขมร

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.51 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  เห็นดราม่าถล่มกองทัพเรืออย่างหนักขออนุญาตชี้แจง ทุกท่านที่ห่วงใยผู้การธรรมนูญ กลัวจะเพลี่ยงพล้ำฝ่ายเขมร ขออย่าได้ปริวิตกจนเกินไปนะครับ และกองทัพเรือจะทำอะไรย่อมมีแบบแผนยุทธวิธีเฉพาะของตัวเอง ผมขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ชี้แจงเป็นข้อๆ ครับ 

1. การโยกย้ายของกองทัพเรือ เป็นลักษณะวงรอบประจำปีอยู่แล้วครับ ปีละ 2 ครั้งเพื่อรองรับ และจัดทัพให้นายทหารได้หมุนเวียนไปตำแหน่งสำคัญต่างๆ ตำแหน่งที่ผู้การธรรมนูญ ย้ายไป นั้น ไปแทนตำแหน่งรุ่นพี่ ซึ่งย้ายไปรับตำแหน่งตำแหน่ง “รองนายพล” (ตำแหน่งถัดไปก็ขึ้นนายพล)  ซึ่งมีปรับย้ายครั้งนี้หลายตำแหน่งครับ ไม่ได้เจาะจงตำแหน่งของผู้การธรรมนูญ 
ผมจะขออธิบายว่า ตำแหน่ง ผบ.ฉก.นย.ตราด จะใช้นายทหาร ประจำ นายทหารระดับนาวาเอกพิเศษ ที่ประจำสำนักงานผู้บังคับบัญชา ของ กองบัญชาการนาวิกโยธิน มาดำรงตำแหน่ง ผบ.“ ภาคสนาม” ไม่ใช่ตำแหน่งหลัก ในที่ตั้งปกติ ซึ่งจะแตกต่างจากกองทัพบก  อย่างกองทัพบก จะทำหน้าที่หมวก 2 ใบ ตัวอย่างเช่น ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ (คือตำแหน่งภาคสนาม) แต่ตำแหน่งที่ตั้งในยามปกติ ก็คือ ผู้บังคับการกรมทหราราบที่ 19 อย่างนี้เป็นต้น

1.1 เพราะกองทัพเรือ ไม่ต้องการให้มีผลกระทบต่อการตัดสินใจ หาก “ผู้บังคับการ” จะมีหมวก 2 ใบ 2 หน้าที่ อาจจะทำหน้าที่ด้านใดด้านหนึ่งไม่สมบูรณ์ หรือละที่ตั้งหน่วยปกติของตน เพราะกองทัพเรือ กำลังพลน้อยกว่า กองทัพบกมาก

1.2 ตำแหน่งผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ ของนาวิกโยธิน จึงมาจากตำแหน่งนายทหารประจำระดับ นาวาเอก (พิเศษ)  ที่ต้องผลัดสลับหมุนเวียนการทำหน้าที่อยู่แล้ว คือ ใช้สอยกำลังพล ที่ยังไม่มีตำแหน่งหลักลง ไปสร้างผลงานภาคสนามให้เข้าตาผู้บังคับบัญชาเสียก่อน

2. การที่สื่อมวลชนรายงานข่าวว่า เป็นการย้ายแบบเจ้าตัวไม่รู้ตัวนั้น ถือเป็นเรื่อง “ปกติวิสัย” ของธรรมเนียมการแต่งตั้งโยกย้ายทหารอยู่แล้ว โดยทั่วไปเขาไม่บอกกันหรอกครับ ว่าเจ้าตัว หรือบุคคลที่ถูกคาดการณ์ว่าจะถูกปรับย้ายไปตำแหน่งไหน  การย้ายกำลังพลในหน่วยเป็นดุลยพินิจของหัวหน้างานนั้นๆ เป็นการปรับให้เหมาะสม อย่างเต็มที่อาจจะมี พี่ๆ มาแหย่ว่า “เดี๋ยวมีข่าวดี” ถือว่าเป็นที่รู้กันว่าจะมีการโยกย้าย อาจจะสูงขึ้น หรือในระนาบเท่าเดิม หลายๆคนกำลังเก็บของเตรียมย้าย แต่คำสั่งออกมาไม่มีชื่อ ก็ต้องอยู่ที่เดิม อย่างนี้เป็นเรื่องปกติของวิถีรับราชการทหาร ครับ

3. นายทหารที่มาดำรงตำแหน่งหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ท่านใหม่ เป็นนายทหารรุ่นพี่ของ ผู้การธรรมนูญ คือ นอ.ปรัชญา โพธิ์ย้อย เตรียมทหาร 32 ส่วนผู้การธรรมนูญ เป็นเตรียมทหาร 34 เอาเข้าจริง ตำแหน่งที่ผู้การธรรมนูญจะไปนั่งก็คือ ผบ.หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม กองทัพเรือ ถือว่ามีความสำคัญมาก 

4. เขมร ปรับย้ายนายทหาร โดยเฉพาะนายพลจัตวาคนใหม่ ไม่ใช่ทหารในพื้นที่ แต่เคยทำงานประสานงานกับ ผู้การ คนใหม่ อย่าง นอ.ปรัชญา มาก่อนหน้านี้แล้ว สมัยที่ ผู้การปรัชญา เป็นหัวหน้า หน่วยประสานงานชายแดนไทย/กพช. กองกำลังป้องกันชายแดน เลยรู้จักนายทหารกัมพูชาคนนี้ คือกองทัพเรือ เขาคิดแผนขั้นตอนละเอียด เพื่อ “รู้เขา” ว่าคนใหม่มามีวิธีคิดอย่างไร

5. ผู้การปรัชญา ผบ.ฉก.นย.ตราด คนใหม่ เคยผบ.ฉก.นย. เคยมีประสบการณ์ราชการสนาม ดังนี้
– เสธ.ฉก.นย.ตราด
– รอง ผบ.ฉก.นย.ตราด
– ผบ.ฉก.นย.จันทบุรี
อาจจะถือว่า ท่านเสียสละด้วยซ้ำที่ความจริงอาจต้องสไลด์ขึ้นตำแหน่งระดับ ริงนายพลได้ เพราะต้องเอาคนมีประสบการณ์มารับมือการปรับทัพใหม่ของฝั่งเขมร เพราะทางโน้นเขาก็วางกำลังนายทหารชายแดนทางบ้านทมอดา เกือบยกแผง  ดังนั้นประสบการณ์ในพื้นที่ครบเครื่องแบบนี้ จะไม่ใช้งานได้อย่างไรครับ รอดูผลงานผู้การปรัชญาดีกว่าครับ

7. ตำแหน่งใหม่ของ ผู้การธรรมนูญ ถือว่าผู้บังคับบัญชาให้ความไว้วางใจ ให้ไปทำงานสำคัญมาก เพราะการเก็บทุ่นระเบิด หากปฏิบัติการต่อเนื่อง และมีตัวเลขจำนวนทุ่นที่เก็บได้ เป็นหลักฐาน จะถูกใช้เป็นข้อมูลประกอบที่ไทยจะใช้เก็บรวบรวม เวลาท่านรองนายกแบะ รมว.ต่างประเทศ สีหศักดิ์ ใช้ไปตบหน้าเขมรที่ประชุมภาคีอนุสัญญาออตตาว่า ว่าไทยทำอย่างจริงจัง เรายิ่งมีความชอบธรรมดูดีในสายตาโลกมากขี้น งานปิดทองหลังพระนี้สำคัญมากนะครับ

ครับ ขอให้เชื่อมั่นในกองทัพเรือครับ ผมเชื่อว่าบางเรื่องเขาไม่อยู่ในวิสัยที่ออกมาชี้แจงอะไรได้ เพราะฝั่งโน้นติดตามความเคลื่อนไหวเราตลอดเวลา รู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ทุกคนห่วงใยใส่ใจคนทำงาน ผมเชื่อว่าพี่ธรรมนูญได้เติบโตไปไกลกว่านี้แน่???????????? เพราะการทำงานทั้งบู๊ และบุ๋น จะกลายเป็นคุณสมบัติที่ได้เปรียบ ว่าท่าน “ครบเครื่อง” แล้ว ขอบคุณผู้การธรรมนูญ ที่ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ครับ
ป.ล. นายพลจัตวา ของฝั่งเขมร ไม่ได้ใหญ่มาจากไหนหรอกครับ ก็เทียบเท่าระดับ พันเอก (พิเศษ), นาวเอก (พิเศษ) บ้านเรานี่แหละครับ อย่าไปให้ค่าเขมรมาก ครับ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของแก่ครอบครัว อส.ทพ. ที่เสียชีวิต ณ จ.นราธิวาส

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของแก่ครอบครัว อส.ทพ. ที่เสียชีวิต ณ จ.นราธิวาส

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานสิ่งของแก่ครอบครัว อส.ทพ. ที่เสียชีวิต ณ จ.นราธิวาส

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.25 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 เวลา 10.30 น. ที่บ้านเลขที่ 109/10 หมู่ที่ 5 ตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ครอบครัวอาสาสมัครทหารพราน ดรุณ ดารอเฮง ที่เสียชีวิตจากเหตุคนร้ายลอบยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพราน 4813 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 48 ที่บริเวณบ้านเลขที่  34/9 หมู่ที่ 5 ตำบลโต๊ะเด็ง อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลี้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวอาสาสมัครทหารพราน ดรุณ ฯ อย่างหาที่สุดมิได้

ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง

สหัสวัต สับรัฐจัดการล้มเหลว แรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงผิดกฎหมาย

สหัสวัต สับรัฐจัดการล้มเหลว แรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงผิดกฎหมาย

สหัสวัต สับรัฐจัดการล้มเหลว แรงงานข้ามชาตินับล้านเสี่ยงผิดกฎหมาย

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.14 น.

วันที่ 31 มี.ค.2569 นายสหัสวัต คุ้มคง สส.เขต 7 ชลบุรี โพสต์เฟชบุ๊ก สหัสวัต คุ้มคง ระบุว่า “วันพรุ่งนี้ (1 เมษายน )แรงงานข้ามชาตินับล้านกำลังจะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย” เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ใช่แค่เรื่องของ “นายจ้างกับลูกจ้างต่างด้าว” แต่มันคือ “ระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจ” ที่กำลังจะกระทบพวกเราทุกคนครับ ลองนึกภาพตามครับ ว่าชีวิตเราตั้งแต่เช้าจนเข้านอน เราล้วนแต่พึ่งพาแรงงานข้ามชาติในแทบทุกมิติของชีวิต

อาหารทะเลที่เรากิน กุ้ง หอย ปู ปลา มากกว่า 98% มาจากแรงงานข้ามชาติ ผลไม้ไทยที่เราภูมิใจไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มะม่วง มะยงชิด  ถ้าไม่มีคนเก็บ ก็เน่าคาสวน ส่งออกไปขายไม่ได้ เงินไม่เข้าประเทศ โดยเฉพาะน้ำตาล น้ำมันปาล์ม ที่ถ้าแพงขึ้น อาหารทุกอย่างที่เราบริโภคก็จะขึ้นไปด้วย สินค้าทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแต่ผูกอยู่กับแรงงานข้ามชาติทั้งสิ้นครับ

สหัสวัต

หากเราขับรถออกไปแล้วมองไปยังถนนที่กำลังสร้าง ตึกที่กำลังขึ้นโครง คอนโดที่เรารอจะโอน ไปจนถึงบ้านที่เราจอง คนที่สร้างตึกรามบ้านช่องทั้งหมดนี้ทั้งหมดนี้ คือแรงงานข้ามชาติทั้งสิ้น คราวนี้ครับ ถ้าแรงงานหายไปจะทำให้งานเหล่านี้ล่าช้า 3–6 เดือนทันที บ้านที่รอจะโอนก็ช้า ค่าเช่าที่ดราต้องจ่ายเพือรอย้ายเข้าบ้านใหม่ก็เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็สะดุด

แล้วทำไมแรงงานถึงกำลังจะหายไปเป็นล้านคน? คำตอบคือระบบราชการที่ล้มเหลวครับ เพราะขั้นตอนที่ยุ่งยาก เอกสารจำนวนมาก ต้องเดินทางไปหลายที่ไม่มี one stop service ครับ

สหัสวัต

ถ้าถามว่ายุ่งยากขนาดไหน และเรื่องนี้สำคัญขนาดไหนผมอยากให้ทุกคนลองจินตนาการดูครับว่าวันนี้ เราเป็นเจ้าของร้านอาหารเล็กๆสักร้าน มีลูกจ้างข้ามชาติอยู่ 2-3 คนที่กำลังจะหมดอายุและต้องต่ออายุตามกฎหมาย เราจะต้องเจอต้องทำอะไรบ้าง

อันดับแรกเราต้องยื่นขอต่ออายุครับ โดยมีระยะเวลาให้ยื่นล่วงหน้าเพียงประมาณ 30-45 วันเท่านั้น กับจำนวนแรงงานนับล้านคน ยื่นเอกสารเสร็จแล้วก็ไปชำระเงินที่ร้านสะดวกซื้อ รอคิว บางคนชำระแล้วก็ไม่ได้คิว ระบบล่มเวียนหัวเพิ่มไปอีก ต่อมาก็ต้องพาแรงงานไปตรวจสุขภาพครับ ซึ่งโรงพยาบาลที่ให้บริการก็มีน้อยอีก คิวยาวเหยียด และก็ต้องเสียเงินเพิ่มอีกหนึ่งจุด จากนั้นก็ต้องพาไปตรวจลงตรา ต่อวีซ่า ชำระค่าธรรมเนียมอีก ซึ่งปัญหาระหว่างนี้เยอะมากครับ เช่นไม่มีคิว ไม่ได้คิว ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นมากมายเกิดขึ้นในช่วงนี้แหล่ะครับ แล้วเสร็จจากตรงนี้ถึงจะจ่ายเงินอีกรอบเป็นค่าธรรมเนียม รวมๆแล้วพี่น้องลองนับดูครับว่าต้องไปกี่ที่ เดินทางกี่รอบถึงจะได้ นี่ยังไม่รวมเวลารอเอกสารรอการดำเนินงานแต่ละรอบที่ช้าสุดๆแบบที่ไม่มีทางทำทันใน 30 วันครับ

สหัสวัต

ปัญหานี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมาแต่มันสะสมมานับสิบปี ทุกรัฐบาลที่เข้ามาไม่เคยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แต่แก้แบบเดิมคือพอเกิดวิกฤตก็ออก มติครมขยายเวลาผ่อนผันเป็นมาทุกรัฐบาล และที่มันหนักคือคนจำนวนมากที่หมดอายุวันนี้ไม่มีมจิครม.ออกมาผ่อนผัน ทำให้พรุ่งนี้จะมีคนกลายเป็นแรงงานเถื่อนทันทีนับล้านคนครับ และนั่นจะตามมาด้วยการเก็บส่วยและเรียกรับผลประโยชน์อีกมหาศาล

ถ้าเรายังปล่อยให้สถานการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วส้งผลให้แรงงานหายไปประมาณ 10%จะทำให้ราคาอาหารทะเลอาจพุ่งขึ้นเกือบเท่าตัว ภาพรวมเศรษฐกิจ GDP จะหดตัวทันทีเพราะแรงงานข้ามชาติสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศถึง 4–6% ถ้าหายไปเพียงประมาณ 10% ของแรงงานอาจกระทบมูลค่าเกือบแสนล้านบาทต่อปี

สหัสวัต

เรื่องนี้ไม่ใช่วิกฤตจากภายนอกครับ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเช่นการขาดแคลนและข้าวของแพง ๆม่ได้มาจากสงครามเพียงอย่างเดียว แต่ส่วนหนึ่งนั้นมาจากแต่วิกฤตที่รัฐสร้างขึ้นเอง แล้วปล่อยให้นายจ้างและแรงงานที่ไม่ได้ทำอะไรผิด กำลังจะกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายเพราะระบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ

และบทสรุปของเรื่องนี้คือคนที่ต้องจ่ายราคาค่าเสียหายคือประชาชนทุกคนที่ต้องแบกรับค่าครองชีพที่แพงขึ้น ของกินที่แพงขึ้นและ เศรษฐกิจที่ชะลอตัว เราลองจินตนาการดูครับว่าถ้าวันหนึ่ง ไม่มีคนหาอาหาร ไม่มีคนเก็บผลไม้ ไม่มีคนสร้างบ้าน สร้างถนนประเทศนี้จะเดินต่อไปอย่างไร คำถามคือรัฐบาลจะยังบอกว่าปัญหาเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ เป็นเพราะสงครามและโทษสงครามต่อไป หรือจะหันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
ที่ตัวเองปล่อยให้สะสมจนกลายเป็นวิกฤตกันแน่ครับ

สหัสวัต

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก สหัสวัต คุ้มคง

เรือนจำคลองเปรม ไฟเขียว ทักษิณ ติดโผ 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ

เรือนจำคลองเปรม ไฟเขียว ทักษิณ ติดโผ 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ

เรือนจำคลองเปรม ไฟเขียว ทักษิณ ติดโผ 1 ใน 10 รายชื่อ คุณสมบัติผ่านเกณฑ์พักโทษ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.30 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ระหว่างการคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรม จากคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนายทักษิณได้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำฯ เป็นระยะเวลา 6 เดือน กับอีก 22 วัน และเตรียมจะได้รับการปล่อยตัวพักโทษเพื่อคุมประพฤติ เนื่องด้วยจะครบกำหนดการรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี หรือ 8 เดือน โดยนายทักษิณ จะได้รับการพักโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการคุมประพฤติในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 เพื่อคุมประพฤติต่ออีก 4 เดือน จากนั้นจะครบกำหนดโทษ 1 ปี พ้นโทษและเป็นอิสรภาพ ตามที่มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า วันนี้เรือนจำกลางคลองเปรมได้ดำเนินการนำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำเรือนจำ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำฯ เป็นประธาน ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้ง จำนวน 2 คน เป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ

ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาด ซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมวันนี้ คณะกรรมการฯ เห็นชอบมีมติให้ 10 รายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักโทษเรียบร้อยแล้ว และคณะกรรมการฯ ได้ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเรือนจำกลางคลองเปรม เสนอรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษทั้ง 10 รายไปยังกรมราชทัณฑ์ ทั้งนี้ นายทักษิณ ชินวัตร คือ 1 ใน 10 รายชื่อที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไป

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยอีกว่า ส่วนในขั้นตอนถัดไป คณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์จะได้พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของเอกสารตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อจะได้เสนอรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ซึ่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม

ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ที่กำกับดูแลกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการ และมีผู้อำนวยการกองทัณฑปฏิบัติ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพักการลงโทษ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษ สั่งเพิกถอนพักการลงโทษ กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ และพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษ ให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52

แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยต่อว่า โดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาด โดยการนำเหตุปัจจัยมาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี

ผลกระทบด้านความปลอดภัยของสังคม และผ่านการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟู และพัฒนาพฤตินิสัยภายในเรือนจำ ตามข้อ 44 แห่ง กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ. 2562 นำมาพิจารณาประกอบด้วย และเมื่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ หรือรัฐมนตรีอนุมัติพักการลงโทษและให้ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับพักการลงโทษ ก็ให้แจ้งผลการอนุมัติให้ผู้บัญชาการเรือนจำทราบ และมีหนังสือแจ้งพนักงานคุมประพฤติและพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในท้องที่ที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวเข้าไปพักอาศัยทราบภายในเวลาอันสมควร

นักโทษเด็ดขาดต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติในที่ที่ไปพักอาศัยภายในระยะเวลาที่กำหนด และจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในหมวด 9 (เงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนครบกำหนดโทษต้องปฏิบัติ) แห่งกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ. 2562 ต่อไป

กรณีสำคัญเรื่องการติดหรือไม่ติดกำไล EM ของนายทักษิณ หากได้รับการพักโทษปล่อยตัวคุมประพฤติในวันที่ 11 พ.ค.69 นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ในแต่ละลำดับชั้นที่จะพิจารณาจากปัญหาเรื่องสุขภาพและอายุของผู้ต้องขังที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี รวมถึงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของสถานที่คุมประพฤติและชุมชนโดยรอบด้วย ว่ามีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำหรือน่าห่วงกังวลอย่างใดหรือไม่

เท้ง ลั่นสู้ไม่ถอย! หลัง ป.ป.ช. ชงศาลฟัน 44 อดีต สส. ก้าวไกล

เท้ง ลั่นสู้ไม่ถอย! หลัง ป.ป.ช. ชงศาลฟัน 44 อดีต สส. ก้าวไกล

เท้ง ลั่นสู้ไม่ถอย! หลัง ป.ป.ช. ชงศาลฟัน 44 อดีต สส. ก้าวไกล

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.08 น.

“เท้ง ณัฐพงษ์” โพสต์ หลัง ปปช.มีมติยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในคดีที่เกี่ยวกับอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล เข้าชื่อเสนอแก้ไข ม. 112  ย้ำการเสนอแก้กฎหมายเป็นอำนาจของผู้แทนราษฎร 

 วันที่ 31 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน  โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ -Natthaphong Ruengpanyawut  ระบุว่า 

จากรายงานข่าวที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีต 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันนี้

ขอยืนยันอีกครั้งว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจโดยแท้ของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ – ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับร่างกฎหมายหรือไม่ – การทำหน้าที่ของพวกเราอย่างการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ คือ สิ่งบ่งชี้ว่ากลุ่มชนชั้นนำที่ยึดกุมอำนาจในประเทศนี้อยู่ พร้อมใช้กลไกของรัฐทุกอย่างเพื่อรักษาฐานอำนาจและผลประโยชน์ของตนให้คงอยู่ต่อไปผ่านกระบวนการนิติสงคราม

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามแช่แข็งและฉุดรั้งไม่ให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปแค่ไหน ผมและเพื่อนร่วมพรรคจะยังคงเดินหน้าต่อไป ปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราอย่างเต็มที่และสุดกำลังความสามารถ ไม่ว่าในอนาคตศาลฎีกาจะมีคำสั่งหรือมีคำตัดสินเป็นแบบใด 

เวทีที่สำคัญต่อจากนี้ คือ การอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาล และญัตติสำคัญเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษในพื้นที่ภาคเหนือและใกล้พื้นที่เคียง ที่พวกเราเตรียมเสนอในสภาในวันพรุ่งนี้

ผมหวังว่าประชาชนคนไทยทุกคน จะช่วยกันเรียกร้องระบบนิติรัฐ-นิติธรรม ที่กฎหมายถูกนำมาบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกันทางการเมืองโดยละเว้นพวกพ้อง มีระบบการถ่วงดุลตรวจสอบที่เข้มแข็ง และยึดโยงกับประชาชน เพื่อทำให้การเมืองเป็นของประชาชนไปด้วยกันครับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มติ!ป.ป.ช.เห็นชอบคำร้อง ยื่นศาลฎีกา ฟันคดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล คดีเสนอแก้ ม.112

เสธ.ทร.โผล่ พรรค ภท. คาดหารือ​ MOU 44 ‘บิ๊กดุลย์’ยันย้าย น.อ.ธรรมนูญ ไปในที่ที่ดีกว่า

เสธ.ทร.โผล่ พรรค ภท. คาดหารือ​ MOU 44 'บิ๊กดุลย์'ยันย้าย น.อ.ธรรมนูญ ไปในที่ที่ดีกว่า

เสธ.ทร.โผล่ พรรค ภท. คาดหารือ​ MOU 44 ‘บิ๊กดุลย์’ยันย้าย น.อ.ธรรมนูญ ไปในที่ที่ดีกว่า

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.58 น.

’พล.ท.อดุลย์‘ เข้าพรรคภูมิใจไทย คาดหารือ​ ปม​ MOU 44 – สถานการณ์ชายแดน​กับ นายกฯ ปัดตอบ ปม​ย้าย​ ‘น.อ.​ธรรมนูญ’​ บอกแค่ ’ไม่มีอะไรไปในที่ที่ดีกว่า ขณะที่‘เสธ.ทร.โผล่เข้ามาด้วย

เมื่อเวลา 16.15. น. วันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย พล.ท.อดุลย์​ บุญธรรมเจริญ​  รมว.กลาโหม เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการโยกย้าย น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด  (ผบ.ฉก.นย.ตราด) ไปดำรงตำแหน่ง ผู้บังคับหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ​ โดยระบุสั้นๆ ว่า “ไม่มี​อะไร ไปในที่ที่ดีกว่า”

จากนั้นเวลา 16.25 น.​ พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ได้เดินทางเข้าที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยคาดว่าจะมีการการหารือถึง MOU 44 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทับซ่อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งบริเวณดังกล่าว​เป็นแหล่งน้ำมัน​ และการยกเลิก MOU 44 ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลภูมิใจไทยใช้หาเสียงมาโดยตลอด​ รวมไปถึงอาจจะมีการหารือถึงสถานการณ์ชายแดนด้วย

อนุทิน เตรียมนำครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้

อนุทิน เตรียมนำครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้

อนุทิน เตรียมนำครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 9-10 เม.ย. นี้

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา จะมีขึ้นในวันที่ 9-10 เมษายน ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ ในวันที่ 6 เมษายน ซึ่งจะต้องเว้นระยะ 3 วัน เพื่อประสานส่งร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้สมาชิกรัฐสภา ได้ไปศึกษาก่อน โดยร่างคำแถลงนโยบายดังกล่าว มีเนื้อหากว่า 20 หน้า

นพดล จ่อนั่งเลขาธิการกฤษฎีกาแทน ปกรณ์ หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

นพดล จ่อนั่งเลขาธิการกฤษฎีกาแทน ปกรณ์ หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

นพดล จ่อนั่งเลขาธิการกฤษฎีกาแทน ปกรณ์ หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.42 น.

“นพดล” จ่อขึ้นเลขาธิการกฤษฎีกาแทน “ปกรณ์” หลังนั่งรองนายกฯ ครม.อนุทิน 2

วันที่ 31 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ภายหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 จำนวน 35 คน ซึ่ง 1 ในนั้น มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีด้วย ทำให้เก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาว่างลง โดยมีนายนพดล เภรีฤกษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่มีความอาวุโสสูงสุด รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ โดยมีรายงานว่า หลังจาก ครม.ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ฯ และมีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น มีอำนาจเต็ม จะมีการแต่งตั้งนายนพดล ขึ้นมาเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไป
 
ทั้งนี้  นายนพดล เคยดำรงตำแหน่งกรรมการร่างกฎหมายประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก่อนขยับขึ้นรองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อปี 64 โดยยังทำหน้าที่โฆษกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกหน้าที่หนึ่งด้วย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี นิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และระดับปริญญาโท นิติศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

เปิดประวัติ โฮม ปิยะรัฐชย์ รมช.เกษตรฯป้ายแดง ทายาท ยงยุทธ ติยะไพรัช

เปิดประวัติ โฮม ปิยะรัฐชย์ รมช.เกษตรฯป้ายแดง ทายาท ยงยุทธ ติยะไพรัช

เปิดประวัติ โฮม ปิยะรัฐชย์ รมช.เกษตรฯป้ายแดง ทายาท ยงยุทธ ติยะไพรัช

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.30 น.

รัฐมนตรีป้ายแดง “ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช” ลูกสาว “ยงยุทธ ติยะไพรัช” นักการเมืองชื่อดัง จ.เชียงราย  อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร

“ยงยุทธ” กับ “สลักจฤฎดิ์ ติยะไพรัช” อดีตนายกอบจ.เชียงราย มีบุตร 3 คน “มิตติ ติยะไพรัช” ประธานสโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด ,”ปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช” ประธานสโมสรสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด , “โฮม ปิยะรัฐชย์ ” เป็นลูกสาวคนเดียว และเป็นคนกลาง

“โฮม ปิยะรัฐชย์” อายุ 39 ปี เกิดวันที่ 11 ตุลาคม 2530 การศึกษาจบปริญญาตรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (อาชญาวิทยาและงานยุติธรรม) มหาวิทยาลัยมหิดล

ถนนเส้นการเมือง เริ่มปี 2562 เป็น สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อชาติ ปี 2566 เป็น สส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย ปี 2569 เป็นสส.เชียงรายพรรคเพื่อไทย และได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในโควต้าพรรคเพื่อไทยของรัฐบาล “อนุทิน2”

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กับภารกิจกู้วิกฤตพลังงาน… จะ สุดซอย หรือ ลอยตามน้ำ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กับภารกิจกู้วิกฤตพลังงาน... จะ สุดซอย หรือ ลอยตามน้ำ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กับภารกิจกู้วิกฤตพลังงาน… จะ สุดซอย หรือ ลอยตามน้ำ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

ท่ามกลางกระแสลมทางการเมืองที่พัดผ่านทำเนียบรัฐบาล จนนำมาสู่การโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รายชื่อหนึ่งที่ถูกสปอตไลท์จับจ้องมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “ขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ที่ข้ามห้วยจากกระทรวงอุตสาหกรรม มานั่งคุมบังเหียน “กระทรวงพลังงาน” กระทรวงเกรดเอที่เป็นเสมือนเผือกร้อนในมือรัฐบาลขณะนี้

ดีเอ็นเอการเมืองและโปรไฟล์ “หนุ่มอ็อกซ์ฟอร์ด”

เส้นทางของเอกนัฏไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะมีดีกรีการศึกษาขั้นเทพพ่วงท้ายด้วยปริญญาตรี-โท ด้าน Engineering, Economics and Management (EEM) จาก University of Oxford   ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างยิ่งสำหรับงานพลังงานที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจด้านวิศวกรรมและการคำนวณโครงสร้างราคาระดับเศรษฐศาสตร์ แต่เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เติบโตมาใต้ร่มเงาของตระกูลการเมืองใหญ่ ทั้งฐานรากจาก “เตชะไพบูลย์” และความใกล้ชิดกับลุงกำนัน  “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประสบการณ์ทั้งในฐานะ สส. ที่อายุน้อยที่สุด และบทบาทนอกสภาในฐานะ โฆษก กปปส. ในช่วงวิกฤตความขัดแย้ง หล่อหลอมให้เขามีบุคลิก “กล้าชน” และสื่อสารได้อย่างมีพลัง

บทเรียน “มือปราบทุนเทา” สู่โจทย์ใหญ่ “โครงสร้างพลังงาน”

ภาพจำที่เอกนัฏสร้างไว้ในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม คือภาพของรัฐมนตรีสายลุยที่จัดตั้ง “ทีมสุดซอย” ออกไล่ล่าตรวจจับโรงงานอุตสาหกรรมทุนเทาที่สร้างมลพิษและทำผิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัวอิทธิพล จนมีข่าวลือถึงการถูก “ตั้งค่าหัว” หลักร้อยล้านบาท ความสำเร็จนี้กลายเป็นความหวังที่ประชาชนมีต่อเขาเมื่อย้ายมาคุมพลังงาน

โจทย์ใหญ่ที่รออยู่ไม่ใช่แค่เรื่องมลพิษ แต่คือ “วิกฤตปากท้อง” จากราคาพลังงานโลกที่ผันผวนรุนแรง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปี 2569 ทำให้ราคาน้ำมันและค่าก๊าซกลายเป็นระเบิดเวลา คำถามคือเขาจะใช้ความ “สุดซอย” แบบที่เคยทำกับโรงงานทุนเทา มาใช้กับการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่ผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ได้มากน้อยเพียงใด

เงาอดีตและรอยร้าวที่ต้องก้าวข้าม

อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ คือการก้าวเข้ามาแทนที่ในตำแหน่งสำคัญที่เดิมเป็นของ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” อดีต รมว.แรงงาน (และอดีตเจ้ากระทรวงพลังงานยุคก่อนหน้า) ความไม่ลงรอยระหว่างเอกนัฏกับพีระพันธุ์ในเชิงการบริหารงานภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเรื่องที่คอการเมืองต่างรู้กันดี การเปลี่ยนตัวผู้เล่นในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับทัพตามความเหมาะสม แต่เป็นการวัดรอยเท้าและพิสูจน์ว่าแนวทางของคนรุ่นใหม่อย่างเอกนัฏ จะทำสิ่งที่คนรุ่นเก่าทำไม่สำเร็จได้จริงหรือไม่

บทสรุป: เดิมพันศรัทธารัฐบาลอนุทิน

สุดท้ายแล้ว กระทรวงพลังงานในยุค “เอกนัฏ 1” จะกลายเป็นจุดชี้ขาดสำคัญของรัฐบาลอนุทิน การเริ่มต้นที่ดูทุลักทุเลท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลก ทำให้รัฐบาลต้องออกแรงอย่างมาก ให้การกอบกู้สถานการณ์  ฝีมือการทำงานของเอกนัฏต่อจากนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า เขาจะสามารถกู้ศรัทธาประชาชนกลับคืนมาด้วยการลงมือบริหารจัดการจัดการสถานการณ์พลังงานให้พ้นวิกฤต  รวมถึงการจัดการโครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย   และใช้กลไกอำนาจที่มีอยู่ในมือเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รุดไปข้างหน้า ได้แค่ไหน

เส้นทางสายพลังงานสายนี้… จะไปได้สุดซอยอย่างที่ได้เคยสร้างชื่อไว้ที่กระทรวงอุตสาหกรรม หรือจะเอาชื่อมาทิ้งไว้ แล้วทำตัว ลอยตามน้ำ เฉกเช่นนักการเมืองธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่มาแล้วก็ไป  ยังไม่อาจสรุปได้ แต่ผลงานนับจากนี้ไปจะเป็นเครื่องพิสูจน์

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์