เพิ่ม1ล้านสิทธิ ลุยไทยเที่ยวไทยพลัส เริ่มลงทะเบียน1ต.ค.นี้

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

เพิ่ม1ล้านสิทธิ ลุยไทยเที่ยวไทยพลัส เริ่มลงทะเบียน1ต.ค.นี้

รมว.การท่องเที่ยวฯ เผยคุย เอกนิติ”-ปลัดกระทรวงการคลัง เคาะโครงการ ไทยเที่ยวไทยพลัส” ขยายจาก 5 แสนเป็น 1 ล้านสิทธิ์ โดย 1 คนลงทะเบียนได้ 5 สิทธิ์ ใช้งบ พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 พันล้านบาท หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ แย้ม ททท.จัดแคมเปญเที่ยวฤดูหนาวที่น่าน-ภาคเหนือ ฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสถานการณ์อุทกภัย

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงความชัดเจนในโครงการ ‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ว่าจะเริ่มลงทะเบียนในวันที่1 ตุลาคมนี้ โดยจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งขณะนี้ระบบหลังบ้านพร้อมแล้ว เหลือเพียงแค่เคาะเกณฑ์เงื่อนไข โดยจะใช้แอปพลิเคชั่นเป๋าตังค์ และจากการหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็ยืนยันว่าจะพร้อมใช้ในเดือนธันวาคมนี้

ขณะเดียวกัน จะมีการขยายสิทธิ์จากเดิมที่ตั้งไว้ 500,000 สิทธิ์ เป็น 1,000,000 สิทธิ์ โดยจะใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 3,500 ล้านบาท เพราะเดิมที่ประเมินไว้ 500,000 สิทธิ์นั้นจะต้องใช้วงเงิน1,750 ล้านบาท โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการให้ใช้สิทธิ์เป็นจำนวนมาก จึงได้เปิด1,000,000 สิทธิ์ในรอบเดียว โดย1คนจะสามารถลงทะเบียนได้ 5 สิทธิ์

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเพื่อต้องการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์พลังงานในช่วงที่ผ่านมา

นายสุรศักดิ์ กล่าวถึงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยว จ.น่าน หลังจากผ่านพ้นสถานการณ์น้ำท่วม ว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับว่าภายหลังฟื้นฟู จ.น่านจะต้องมีการทำกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ เพราะถ้าหมดฝนก็จะเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงอากาศดีของ จ.น่าน ขณะนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำลังเตรียมจัดแคมเปญเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว จ.น่านและภาคเหนือ

เพิ่ม1ล้านสิทธิไทยเที่ยวไทยพลัส

คุก3ปี‘ปริญญ์’ คดีพรากผู้เยาว์ กระทำอนาจาร ไม่รอลงอาญา

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

คุก3ปี‘ปริญญ์’ คดีพรากผู้เยาว์ กระทำอนาจาร ไม่รอลงอาญา

ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นจากยกฟ้อง “ปริญญ์ พานิชภักดิ์”อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญาคดีอนาจาร-พรากผู้เยาว์ เหยื่อสาววัย 17 ปี และยังมีคดีค้างอีก 5-6 คดี

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ ที่ อ.1849/2565ซึ่งอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อการอนาจาร

โจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 เวลากลางวัน จำเลยได้พรากหญิงสาวรายหนึ่ง อายุ 17 ปีเศษ ผู้เสียหาย ไปจากบิดา มารดา หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจาร โดยหญิงนั้นเต็มใจ ด้วยการที่จำเลยใช้มือขวาจับมือซ้ายในลักษณะกุมมือ และใช้มือซ้ายจับบริเวณต้นขาของผู้เสียหาย ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยโจทก์ระบุว่าการกระทำอนาจารดังกล่าวมีลักษณะเปิดเผย เกิดต่อหน้าธารกำนัล เหตุเกิดในพื้นที่แขวงและเขตดินแดง กทม.โดยจำเลยให้การปฏิเสธ

ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เหตุเกิดภายในรถตู้ส่วนตัวซึ่งมีผ้าม่านและฟิล์มดำปิดบัง รวมทั้งมีม่านกั้นระหว่างคนขับรถกับผู้โดยสาร ทำให้บุคคลภายนอกไม่สามารถรับรู้เหตุการณ์ได้ และเป็นคดีอนาจารที่ยอมความได้ ซึ่งมีอายุความ 3 เดือนนับตั้งแต่วันเกิดเหตุ ขณะที่เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2561 จึงเห็นว่าคดีส่วนดังกล่าวขาดอายุความ

ส่วนข้อหาพรากผู้เยาว์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยอาสาจะไปส่งผู้เสียหายที่คอนโดมิเนียม ระหว่างการเดินทางไม่มีการออกนอกเส้นทาง แต่เมื่อจำเลยลูบขาผู้เสียหายระหว่างทาง ผู้เสียหายจึงขอลงจากรถเพื่อเดินทางกลับบ้านเอง และจำเลยยินยอมให้ลงจากรถ พฤติการณ์จึงไม่เข้าลักษณะพรากผู้เยาว์ไปจากบิดามารดา พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลย

สำหรับการฟังคำพิพากษาในวันเดียวกันนี้ ศาลได้เบิกตัวนายปริญญ์ ซึ่งสวมชุดผู้ต้องโทษมาจากเรือนจำ เนื่องจากถูกศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุกในคดีความผิดทางเพศอื่น ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือโดยรอบคอบแล้วเห็นว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561เวลากลางวัน เมื่อนับระยะเวลาจนถึงวันฟ้อง คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนข้อหาพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำว่า “พราก” หมายถึงการพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากอำนาจปกครองของบิดามารดา ซึ่งส่งผลกระทบต่ออำนาจปกครองโดยไม่ได้รับความยินยอม แม้จำเลยกับผู้เสียหายจะอยู่ภายในรถตู้ก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ โดยอุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับ ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจาร จำคุก 1 ปี และฐานพรากผู้เยาว์เพื่อการอนาจาร จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3ปี โดยไม่รอการลงโทษ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปริญญ์ ถูกอัยการและผู้เสียหายยื่นฟ้องในคดีอื่นอีกหลายคดี โดยคดีส่วนใหญ่อยู่ระหว่างดำเนินกระบวนพิจารณาที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ประมาณ 5-6 คดี

กระทำอนาจารคดีพรากผู้เยาว์ปริญญ์ พานิชภักดิ์

สหรัฐบีบโลก ตัดเส้นเลือด‘อิหร่าน’ ห้ามทุกปท.ช่วยเหลือ

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

สหรัฐบีบโลก ตัดเส้นเลือด‘อิหร่าน’ ห้ามทุกปท.ช่วยเหลือ

สหรัฐฯประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อศัตรู มุ่งตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนอิหร่าน ขู่ทั่วโลกห้ามทำธุรกิจกับอิหร่าน ไม่เว้น จีน’ ฮึ่มใครท้าทายจะถูกตัดออกจากระบบการเงินสกุลดอลลาร์ ด้านรบ.เตหะรานโต้เดือด หยามวอชิงตันไร้ศักยภาพ มั่นใจปท.คู่ค้าสำคัญจะต่อต้าน โดยเฉพาะจีน-รัสเซียไม่ยอมรับแน่

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 25 สิงหาคมว่า นายสกอตต์ เบสเซนต์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) ให้คำมั่นจะเปิดเผยมาตรการที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้นต่อประเทศที่เผชิญการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อเนื่องนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 1979 ว่ารุ่งอรุณเริ่มต้นวันดีเดย์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการโจมตีทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่อศัตรู

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แถลงว่า สหรัฐฯขอออกประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่านขั้นทุติยภูมิ (Secondary Sanctions) โดยหวังให้มาตรการนี้ตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ที่ค้ำจุนเหนือประเทศอิหร่าน เบสเซนต์ออกแถลงการณ์มาตรการที่เขาอธิบายว่าเป็นการ ดีเดย์ ทางเศรษฐกิจ หรือ economic D-Day ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อมอบคำเตือนครั้งสุดท้ายแก่ประเทศต่างๆ ให้ตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน มิเช่นนั้น บริษัทและองค์กรสำคัญของพวกเขาอาจถูกตัดขาดจากระบบการเงินที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์

“เรากำลังเปิดฉากบุกโจมตีทางเศรษฐกิจต่อเครือข่ายทางการเงินของอิหร่านทั่วโลก เป้าหมายของเราคือการตัดทุกเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ค้ำจุนระบอบทรราชนี้ จนกว่ารัฐบาลเตหะรานจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว”รมว.คลังสหรัฐกล่าว และว่า กระทรวงการคลังสหรัฐฯแกะรอยเครือข่ายผู้ให้การสนับสนุน และช่องทางการเงินที่อิหร่านใช้ลักลอบขนส่งน้ำมันและหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรไว้หมดแล้ว และวอชิงตันจะทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อเล่นงานทุกแหล่งที่มาของรายได้ที่ผิดกฎหมายของอิหร่าน

เบสเซนต์ปฏิเสธระบุประเทศเป้าหมาย และไม่ได้เปิดเผยว่ามาตรการลงโทษจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด กระทรวงการคลังประกาศมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อบุคคล นิติบุคคลและเรือ 60 ราย แต่ไม่มีสถาบันการเงินของจีนที่ต้องสงสัยว่าอำนวยความสะดวกในการค้าขายน้ำมันของอิหร่าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของสหรัฐฯที่จะกดดันให้อิหร่านยุติการโจมตีเรือสินค้าในอ่าวเปอร์เซีย และทะเลแดงผ่านกองกำลังตัวแทนอย่างกลุ่มฮูตี หลังเตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯกับอิสราเอล ทำให้สงครามในตะวันออกกลางเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ อิหร่านอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรหลายชั้นจากสหรัฐฯและนานาชาติมาหลายทศวรรษ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ แต่ยังไม่สามารถยับยั้งผู้นำอิหร่านได้ และอิหร่านออกมายืนยันว่า มาตรการล่าสุดของสหรัฐฯนี้จะให้ผลตรงกันข้าม

หลังการออกแถลงการณ์ของรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯประกาศดีเดย์มาตรการตัดเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจทุกเส้นที่ค้ำจุนอิหร่าน เป้าหมายเพื่อมอบคำเตือนครั้งสุดท้ายแก่ประเทศต่างๆ ให้ตัดความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน มิเช่นนั้น บริษัทและองค์กรสำคัญของพวกเขาอาจถูกตัดขาดจากระบบการเงินที่ใช้สกุลเงินดอลลาร์นั้น สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า อิหร่านออกมาให้คำมั่นว่าจะตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯแบบขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งรัฐบาลเตหะรานมั่นใจว่าคู่ค้าสำคัญจะต่อต้านแรงกดดันจากสหรัฐฯ

ด้านอาลี มาดานิซาเดห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่านกล่าวว่า เราพร้อมรับมือมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯอย่างเต็มที่ สหรัฐฯตั้งใจโจมตีอิหร่านด้วยการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ แต่เราก็มีเครื่องมือของเราและรู้วิธีรับมือ รัฐบาลวอชิงตันไม่ควรคาดหวังว่า อิหร่านจะเป็นฝ่ายตั้งรับและป้องกันตนเองเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต อีกทั้งทั้งจีนและรัสเซียต่างไม่ยอมรับมาตรการของสหรัฐฯ และคาดการณ์ว่าประเทศอื่นจะต่อต้านมาตรการเหล่านั้นด้วย

ขณะที่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟประธานรัฐสภาอิหร่าน และเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจากับสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐไม่ได้มีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากพอ ที่จะจำกัดความสัมพันธ์กับประเทศอื่นเพิ่มเติมในเรื่องนี้

ด้านพลจัตวา ฮอสเซน โมเฮบบี โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ประกาศจะโจมตีอย่างหนักต่อผลประโยชน์ที่สำคัญของสหรัฐฯ และจุดยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน หากโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่านถูกคุกคาม

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ กำลังดิ้นรนเพื่อยุติสงครามที่ไม่เป็นที่นิยมซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานสูงขึ้น และดูเหมือนว่ากำลังหวังว่าจะใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม แม้ว่าอิหร่านจะอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และนานาชาติมานานหลายทศวรรษ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้นำของอิหร่านย่อท้อ

แฉ‘ทีโออาร์’ล็อกสเปก ปูทางโกงสอบ ปปช.ไต่สวน6,012ราย

26 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

แฉ‘ทีโออาร์’ล็อกสเปก

ปูทางโกงสอบ

ปปช.ไต่สวน6,012ราย

อนุทินโต้คนใกล้ชิดเอี่ยว

ป.ป.ช.แถลงเปิดหลักฐานเด็ดคดีโกงสอบท้องถิ่น ล็อกสเปก e-bidding ทำเป็นขบวนการโยงถึงปี’64 ฟัน 6,012 ราย ขณะที่ นายกฯมั่นใจคนใกล้ตัวไม่มีเอี่ยว แต่ถ้ามีหลักฐานดำเนินคดีไม่มีเว้น แต่อย่ามาพูดลอยๆ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะรองโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช.แถลงข่าวถึงความคืบหน้าในการไต่สวนคดีทุจริตการจัดสอบท้องถิ่น พ.ศ.2568 ว่า ความคืบหน้าดำเนินการไต่สวน กรณีทุจริตการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 หรือที่เรียกว่า “โกงสอบท้องถิ่น” ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.)

โดย ป.ป.ช.รับเป็นคดีพิเศษ รับไว้ไต่สวน 2 ประเด็นหลักคือ กรณีมีการกล่าวหา เจ้าหน้าที่และผู้บริหารของกรม สถ.เข้าไปทุจริตในการสอบแข่งขันข้าราชการในปี 2568 กรณีแรกเรื่องการล็อคสเปก กำหนด TOR เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เสนอราคาเข้าไปดำเนินการรายหนึ่งรายใด โดยมุ่งหมายมิให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม หรือที่เรียกว่า ล็อคสเปก เป็นความผิดฐานฮั้ว

ประการที่สอง การทุจริตแอบอ้างและเรียกรับกรณีมีการสอบบรรจุบุคคลเข้าเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.สืบเนื่องจากเรื่องนี้ หลังรับไว้เป็นคดีพิเศษ ปรากฏว่า มีการไต่สวนพยานสำคัญพาดพิงถึงกลุ่มบุคคลที่เป็นเครือข่าย และที่สำคัญคือได้ตรวจสอบทางเทคนิคในส่วนของพยานวัตถุที่ยึดได้ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จากการตรวจสอบ และลงไต่สวน ขณะนี้ทาง ป.ป.ช.ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วย โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน เราได้ประสานทาง ปปง. และธนาคาร เพื่อขอข้อมูลในส่วนของเส้นทางการเงินของผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกทั้งระบบ

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการลงพื้นที่ขณะนี้ ได้แบ่งเจ้าหน้าที่ไต่สวนลงไปดำเนินการในส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะประเด็นดำเนินการช่วงนี้คือ เราต้องดำเนินการเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงว่า บุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง บุคคลใดเป็นเหยื่อ บุคคลใดเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดชัดเจน เพื่อการวินิจฉัยในอนาคต ในส่วนนี้ค่อนข้างใช้เวลามากเสียหน่อย เพราะผู้เกี่ยวข้องมีมากกว่า 6 พันราย

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ระหว่างดำเนินการ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพิสูจน์หลักฐานทางดิจิทัล เราได้วิเคราะห์หลักฐานในคอมพิวเตอร์ที่ยึดได้ครั้งก่อน ในไฟล์เอกสารมีบัญชีรายชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ บัญชีเครือข่ายที่ตรงกับปี 2568 โดยเฉพาะรายชื่อและเครือข่ายเหล่านี้ เกี่ยวข้องกับการสรรหาพนักงานเทศบาลข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด และพนักงานเมืองพัทยา ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร ประจำปี 2564 จากหลักฐานที่บ่งชี้ว่า เครือข่ายนี้ทำงานเป็นขบวนการหลายปีต่อเนื่องกัน คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติให้ไต่สวน และรับคดีปี 2564 เป็นคดีพิเศษ และรับไว้ดำเนินการเช่นเดียวกัน

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.)สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่ามีเส้นเงิน กว่า 9,000 ล้านบาทในคดีนี้ เรื่องนี้ทาง ป.ป.ช. ยังไม่ได้ข้อมูลจาก ปปง. จึงยังตอบไม่ได้ ตนได้ยินแค่ตามข่าว แต่ไม่ขอยืนยัน แต่จะมีการขยายผลเรื่องเส้นเงินไปจนสิ้นสุดว่าถึงใครบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมกังวลว่าสุดท้ายแล้ว จะมีแค่ระดับข้าราชการที่ถูกดำเนินคดี แต่จะไปไม่ถึงระดับฝ่ายการเมือง หรืออดีตอธิบดีที่ตกเป็นข่าว นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ขอให้อดใจรอนิดนึง ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่มีการตัดตอนแน่นอน และไม่ใช่ว่าไม่มีเส้นเงินแล้วจะไม่มีความผิด

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องกรอบเวลาการไต่สวนคดีนี้ วางกรอบไว้ 6 เดือน จะสรุปว่าใครที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาบ้าง โดย ป.ป.ช.จะรวบรวมหลักฐานแต่ละกลุ่ม ว่าใครทำผิดอะไรบ้าง เพื่อเป็นสารตั้งต้น ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ชี้มูลความผิด และยืนยันว่า ป.ป.ช.จะไม่ยื้อคดี และจะทำให้เสร็จเร็วที่สุด ขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานอยู่ว่าไปถึงใครบ้าง ดังนั้นต้องรอดูหลักฐานก่อน เพื่อแยกให้ออกว่าใครเป็นคนทำผิดหรือเป็นเหยื่อ ซึ่งคนที่ทำผิด คือคนที่จ่ายเงินเพื่อให้ผ่านการสอบเพื่อให้ได้รับการบรรจุ ส่วนเหยื่อคือผู้ที่ไม่รู้เห็นกับการแก้ไขข้อสอบ แต่มีชื่อติดอยู่ในรายชื่อ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตรวจกระดาษคำตอบทั้ง 860,000 แผ่น นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่เสร็จ การตรวจจะใช้เวลาดำเนินการ 10 วันหลังจากที่เราได้เครื่องตรวจกระดาษคำตอบมา แต่ขณะนี้ยังไม่ได้เครื่องมา เพราะอยู่ระหว่างการหาเครื่องตรวจที่มีความแม่นยำ

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบการทุจริตการสอบท้องถิ่นที่มีการขยายผลย้อนหลังไปถึงปี 2564 ที่เกี่ยวข้องกับเทศบาลเมืองพัทยา ป.ป.ช.พบว่า มีผู้เกี่ยวข้อง 10 คน สูงสุดเป็นระดับอธิบดี สถ.ในขณะนั้น มีพฤติกรรมกระทำความผิดแก้ไขคะแนนสอบเหมือนกับปี 2568 และเป็นกลุ่มคนเดียวกัน

เมื่อถามว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรม การไต่สวนข้าราชการระดับอธิบดีไปแล้ว 2 คน คือนายนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดี สถ. กับอดีตอธิบดี สถ.เมื่อปี 2564 ใช่หรือไม่ นายเกียรติศักดิ์ กล่าวว่าใช่ และจะมีการสอบขยายผลไปถึงอธิบดีที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 64-68 ต้องมีการตรวจสอบและขยายผลว่ามีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องหรือไม่

นายเกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า หลักฐานขณะนี้สามารถเอาผิดบุคคลได้สูงสุดอยู่ที่ระดับอธิบดี ยังไม่ถึงฝ่ายการเมือง แต่ยืนยันว่า ป.ป.ช.จะสอบไปให้ได้สุดทาง เพื่อให้ไปถึงตัวการ ซึ่งขณะนี้ได้แค่ตัวการระดับหนึ่ง แต่จะไปถึงระดับที่เป็นข่าวหรือไม่ ขอดูหลักฐานก่อน สำหรับข้อมูลสถิติการจัดสอบและการบรรจุ วันประกาศรับสมัคร : 17 กุมภาพันธ์ 2568 (เปิดรับสมัคร 7–28 มีนาคม 2568) ตำแหน่งและอัตราที่รับ : สอบแข่งขันแยกเป็น 10 เขต รวม 105 ตำแหน่ง 8,548 อัตรา (ประเภททั่วไป 3,817 อัตรา / ประเภทวิชาการ 3,058 อัตรา / ครูผู้ช่วย 1,673อัตรา) ผู้มีสิทธิสอบ 438,277คน ผู้สอบแข่งขันได้ (ขึ้นบัญชี) 55,194ราย

การบรรจุแต่งตั้ง เรียกบรรจุแล้ว 3 ครั้ง รวม 15,520 ราย (นับรวมรอบที่จะบรรจุในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569) คงเหลือผู้ขึ้นบัญชี 39,674 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2569)

พฤติการณ์ความผิดปกติที่ชัดเจน เช่น กรณีของ นาย พ. และ นาย ก. อดีตลูกจ้างกองช่าง เทศบาลเมืองแห่งหนึ่ง ที่สมัครสอบตำแหน่งวิศวกรโยธา ศูนย์สอบภาคกลาง เขต 1 โดยสอบได้ลำดับที่ 1 (ได้คะแนนสูงผิดปกติมากกว่า 90 จาก 100 คะแนน) และลำดับที่ 3 ตามลำดับ ซึ่งปัจจุบันทั้งสองได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับเรื่องไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ โดยแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนผู้ถูกกล่าวหารวม 6,012 ราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างลงพื้นที่สอบปากคำผู้เข้าสอบ ขยายผลไปยังกลุ่มนายหน้า ประสานธนาคารพาณิชย์และ ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินเชิงลึก รวมถึงส่งเจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล โดยจัดแบ่งกลุ่มผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ 1. กลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งระดับนโยบาย 2. กลุ่มผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่รัฐ 3. กลุ่มคณะกรรมการจัดทำระบบและประเมินผล 4. กลุ่มนายหน้าและผู้ได้รับประโยชน์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งมีชื่อ นายทองเจือ ชาติกิจเจริญ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เกี่ยวข้องข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรบ้าง ว่า ข้อเท็จจริงไม่มีการโยง เมื่อถามว่า นายเรืองเดช ศิริกิจ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มศว ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธานฯ ว่า ได้รับการติดต่อนายทองเจือ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่มี ผมไม่ทราบในรายละเอียด ผมมั่นใจว่าคนใกล้ตัว ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ แต่หากวันไหนมีส่วนเกี่ยวข้อง มีหลักฐานก็จะถูกดำเนินคดีทุกราย ไม่เว้นแม้ใคร แต่ต้องมีหลักฐาน อย่ามาพูดลอยๆ แบบนี้ไม่ได้” นายกฯ ระบุ

ทีโออาร์ปปช.ล็อกสเปกโกงสอบ

ฉก.นราธิวาส โต้ข่าวบิดเบือน ยันเฮลิคอปเตอร์บินลาดตระเวนไร้อาวุธ ไม่มีทหารยศ จ่า ร่วมภารกิจ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 21:38 น.

25 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส” โพสต์ข้อความระบุว่า แถลงการณ์หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เรื่อง ชี้แจงกรณีการบิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่องการใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่ อ.จะแนะ

จากกรณีที่มีสื่อมวลชนบางสำนักนำเสนอข่าวว่า มีนายทหารยศ “จ่า” ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นจากอากาศยาน ในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส นั้น หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวโดยสิ้นเชิง และขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชนในการรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง และยึดถือข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

#หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส
#ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว
#ต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง

โดย แถลงการณ์หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส มีรายละเอียดดังนี้

แถลงการณ์หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส เรื่อง ชี้แจงกรณีการบิดเบือนข้อเท็จจริงเรื่องการใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์ในพื้นที่ อ.จะแนะ

ตามที่สื่อมวลชนหลายสำนักได้นำเสนอข่าว โดยระบุว่ามีนายทหารยศ “จ่า” ใช้อาวุธปืนเล็กยาว M16 A2 ยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นจากอากาศยานในพื้นที่ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส โดยอ้างอิงร่องรอยบนพื้นถนนลาดยางนั้น หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง และขอชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ดังนี้

1. ภารกิจทางอากาศเป็นการลาดตระเวนและตรวจการณ์เท่านั้น

ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ได้เกิดเหตุสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วทั้ง จ.นราธิวาส หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสจึงได้จัดอากาศยาน (เฮลิคอปเตอร์) ขึ้นบินปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและตรวจการณ์ทางอากาศ เพื่อสนับสนุนและประสานการปฏิบัติกับกำลังภาคพื้นดินเท่านั้น โดยไม่มีการนำอาวุธขึ้นบนอากาศยานเพื่อปฏิบัติการยิงแต่อย่างใด

2. กำลังพลบนอากาศยานไม่มีนายทหารยศ “จ่า” ปฏิบัติหน้าที่ใดๆ บนอากาศยาน

ในภารกิจคืนดังกล่าว มีกำลังพลปฏิบัติหน้าที่บนอากาศยานจำนวน 4 นาย ซึ่งไม่มีใครได้นำอาวุธประจำกายขึ้นไปด้วยตามคำสั่งของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่ระบุไว้ว่า ห้ามนำอาวุธประจำกายขึ้นบนอากาศยานโดยเด็ดขาด โดยมี นักบิน, นักบินผู้ช่วย และ ฝ่ายอำนวยการ ซึ่งทั้ง 3 นายเป็นนายทหารสัญญาบัตร ทั้งนี้ นายทหารสัญญาบัตร (ฝ่ายอำนวยการ) 1 นาย : ทำหน้าที่ตรวจการณ์ทางอากาศและรายงานประสานงานกับหน่วยภาคพื้นดิน สำหรับนายทหารประทวน (ช่างเครื่อง) 1 นาย : ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของอากาศยานตามภารกิจปกติ

หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอยืนยันว่า ไม่มีนายทหารยศ “จ่า” บนอากาศยานทำการยิงใส่กลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อ.จะแนะ ตามที่ถูกกล่าวหาอย่างแน่นอน

3. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาพถ่ายร่องรอยบนพื้นถนน

สำหรับภาพร่องรอยบนพื้นถนนลาดยางที่ปรากฏในสื่อต่างๆ เป็นภาพที่ถ่ายก่อนที่เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานตำรวจเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างทางการ การเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องก่อนการตรวจพิสูจน์อาจส่งผลให้เกิดความยุ่งเหยิง และกระทบต่อพยานหลักฐานในทางคดีตามกฎหมาย

หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ขอความร่วมมือจากสื่อมวลชนและประชาชนในการรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง และยึดถือข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบด้าน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

ศาลอาญาสั่งยุติคดีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ของ 3 นักกิจกรรม หลังเข้าข่าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 20:16 น.

25 สิงหาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลอาญาสั่งยุติคดีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ของ 3 นักกิจกรรม หลังเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ พร้อมให้ถอด EM

วันที่ 25 ส.ค. 2569 ศาลอาญานัดสืบพยานในคดีของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์ และพวกรวม 3 คน ในข้อหาหลักฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และ 216 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564

ศาลได้มีคำสั่งยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบทความ ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ทำให้วันนี้ทรงพลและ “ไดโน่” นวพล ต้นงาม ได้ถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) ทันที

#ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช

การชุมนุมใน #ม็อบ16สิงหา ของกลุ่มทะลุฟ้า เป็นการเคลื่อนขบวนไปยังบ้านพักของประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนเส้นทางเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถไปถึงจุดหมายได้ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่ คฝ. เข้าสกัดกั้นการชุมนุมไว้ หลังการชุมนุม ยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนแยกย้ายไปจนเกิดเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และการจับกุมผู้ชุมนุมตามมาด้วย โดยการชุมนุมสองส่วนไม่ได้เกี่ยวข้องกัน

ในชั้นตำรวจ เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2564 นักกิจกรรมสี่คนได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.นางเลิ้ง โดยให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวน ต่อมาคดีค้างอยู่ที่ชั้นตำรวจเกือบ 3 ปี พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้กับอัยการเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2567

ต่อมา เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2568 อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีแก่ทรงพลและพวก รวม 4 คน โดย เจษฏาภรณ์ โพธิ์เพชร หนึ่งในจำเลยเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง (ศาลพิพากษาปรับ 10,000 บาท และรอการลงโทษไว้ 2 ปี) ส่วนจำเลยที่เหลือ ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและให้ฟ้องเข้ามาใหม่

ในระหว่างที่รออัยการสั่งฟ้องเข้ามาใหม่ เงื่อนไขการประกันตัวที่ถูกกำหนดไว้ในการฟ้องครั้งแรกที่ให้ติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) กลับไม่ได้สิ้นผลตามคำสั่งที่ศาลจำหน่ายคดีชั่วคราว เพื่อให้มีการสั่งฟ้องเข้ามาใหม่และกำหนดเงื่อนไขในการประกันตัวใหม่อีกครั้งแต่อย่างใด

ต่อมา เมื่อวันที่ 7 ก.ค.​ 2568 จำเลยทั้งสามถูกสั่งฟ้องใหม่ ศาลอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสามระหว่างพิจารณาคดี โดยให้วางหลักประกันคนละ 50,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ และได้กำหนดเงื่อนไขให้ติดกำไล EM เช่นเดียวกันกับก่อนหน้านี้ (16 พ.ค. 2568)

ศาลได้กำหนดนัดตรวจพยานหลักฐานคดีในวันที่ 18 ส.ค. 2568 และต่อมาได้กำหนดนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยระหว่างวันที่ 25-27 ส.ค. 2569

ศาลสั่งยุติคดี ตามมาตรา 8 แห่งพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ

วันที่ 25 ส.ค. 2569 เวลา 09.42 น. ที่ห้องพิจารณาที่ 912 ฝ่ายอัยการโจทก์และฝ่ายจำเลยมาพร้อมก่อนที่ผู้พิพากษาจะออกนั่งพิจารณาและเรียกคดีนี้

ทางทนายจำเลยแถลงว่า ในวันนี้ได้ยื่นคำร้องขอศาลสั่งจำหน่ายคดี เนื่องจากมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ซึ่งคดีนี้เข้าเกณฑ์ได้รับการนิรโทษกรรมตามกฎหมาย

ศาลแจ้งว่า ไม่จำเป็นต้องยื่นคำร้องก็ได้ เพราะ พ.ร.บ. ดังกล่าว ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2569 และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 2569 ข้อหาตามท้าย พ.ร.บ. ซึ่งเป็นการกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2548 ถึง 16 ก.ค. 2568 ทำให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดและให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดและไม่ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำความผิด

ศาลเห็นว่า ในคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องจำเลยทั้งสามในฐานความผิด ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ตามมาตรา 215, เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกมั่วสุมแล้วไม่เลิก ตามมาตรา 216, ร่วมกันฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยร่วมกันชุมนุม หรือทำกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในสถานที่แออัด ภายในเขตพื้นที่มีคำสั่งกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด และกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ข้อหาตามฟ้องของโจทก์เป็นการกระทำตามท้าย พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ ตามมาตรา 7 บัญญัติให้การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด จึงมีคำสั่งยุติการพิจารณาคดี ตามมาตรา 8 ยกเลิกการสืบพยานในคดี

หลังศาลอ่านคำสั่งเสร็จ จำเลยทั้งหมดได้ปรึกษาทนายต่อเกี่ยวกับเรื่องของการถอดกำไล EM โดยทนายความได้ยื่นคำร้องขอถอดกำไล EM ทันที

ต่อมา ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM ทำให้จำเลยสองราย ได้แก่ ทรงพลและนวพล ได้ปลดกำไล EM หลังใส่มากว่า 1 ปี 4 เดือนเศษ แต่จำเลยอีกหนึ่งรายยังต้องติดกำไล EM ตามคำสั่งศาลในอีกคดีหนึ่งอยู่

อ่านบนเว็บไซต์ที่: https://tlhr2014.com/archives/85812

กลุ่มทะลุฟ้าคดีชุมนุมม็อบ16สิงหาม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช

ทัพเรือ ชี้แจง เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีของสหรัฐฯ แวะพักประเทศไทย หลังเสร็จภารกิจ ฟื้นฟูกำลังพล ย้ำไม่ใช่ร่วมฝึก หรือเชื่อมโยงสถานการณ์ใด

25 สิงหาคม 2569 เวลา 19:41 น.

25 สิงหาคม 2569 พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เรือ จำนวน 3 ลำ จากหมู่เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา (Carrier Strike Group: CSG) มีกำหนดแวะพักเป็นระยะเวลาสั้นๆ ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย ภายหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจ

การแวะพักดังกล่าวเป็นการเยือนเมืองท่าตามแผนปกติ เพื่อให้กำลังพลได้พักผ่อนและฟื้นฟูสภาพร่างกาย (Rest and Recreation: R&R) รวมถึงรับการส่งกำลังบำรุงและบริการที่จำเป็น โดยเป็นไปภายใต้กรอบข้อตกลงและความร่วมมือด้านกลาโหมระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาที่ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

การแวะพักครั้งนี้ไม่ใช่การฝึกหรือการปฏิบัติการทางทหารร่วมกับกองทัพเรือไทย และไม่ได้มุ่งหมายหรือเชื่อมโยงกับสถานการณ์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ทั้งนี้ การดำเนินการทุกขั้นตอนจะเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการรักษาความปลอดภัยของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อเรือ ตำบลที่จอดเรือ และกำหนดการโดยละเอียด กองทัพเรือขอสงวนการเปิดเผย เนื่องจากเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับเรือที่จะเดินทางมายังประเทศไทย นั้นคือ เรือ USS Abraham Lincoln (CVN-72)

กองทัพเรือ,เรือบรรทุกเครื่องบิน,สหรัฐฯ,

ภท.-ครม.โวลั่น! พร้อมรับมือศึกซักฟอก ไม่ต้องพึ่งองครักษ์ แต่หากฝ่ายค้านจ้อเกินขอบเขต พร้อมงัดข้อบังคับสู้

25 สิงหาคม 2569 เวลา 19:15 น.

25 สิงหาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณาวาระสำคัญหลังเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ ว่า พรรคภูมิใจไทยเราพร้อมสำหรับการประชุมสภาฯ ในเทอมนี้ ซึ่งสัปดาห์แรกที่ประชุมจะมีการพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท พ.ศ.2569 จากนั้นจะเป็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ในวาระ 2 และวาระ 3 และเราก็รู้ว่าฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ว่าจะเป็มาตรา 151 และ 152 ซึ่งสมาชิกพรรคพร้อมอภิปรายและทำงานสภาฯ ในทุกสัปดาห์อย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า ในส่วนของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรคภูมิใจไทยต้องเตรียมองครักษ์เพื่อดูแลรัฐมนตรีหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เราจะไม่ใช้คำว่าองครักษ์ แต่หากเป็นการอภิปรายที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตของข้อบังคับการประชุม หรือเนื้อหาในญัตติ สมาชิกก็มีสิทธิทักท้วงได้อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า ได้มีการเก็งข้อสอบไว้หรือไม่ฝ่ายค้านจะอภิปรายเรื่องอะไร โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เบื้องต้นได้มีการพูดคุย แต่ไม่ว่าจะมีการอภิอปรายประเด็นอะไร ทางพรรคและ ครม.ก็พร้อมที่จะชี้แจง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอะไรในช่วงที่ผ่านมา หลังจากนี้การทำงานของ สส.พรรคภูมิใจไทยก็จะเข้มข้นขึ้น เราทำงานในพื้นที่หนักแน่น และจะทำงานในสภาฯ ให้หนักแแน่นกว่าเดิม

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อว่า ขณะที่การยื่นกฎหมายในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ขณะนี้มีกฎหมายหลายฉบับที่อยู่ในระหว่างรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 และมีในส่วนที่เตรียมยื่นเข้าสภาฯ รวมถึงในส่วนที่อยู่ระหว่างเสนอเข้า ครม.ซึ่งกฎหมายที่ค้างวาระหนึ่งของสภาฯ ขณะนี้ก็เป็นกฎหมายพรรคภูมิใจไทยเป็นส่วนใหญ่

พรรคภูมิใจไทย,อภิปรายไม่ไว้วางใจ,รัฐบาล,ฝ่ายค้าน,

โสภณ เข้มตรวจความพร้อมระบบประตูอัตโนมัติ เสริมความปลอดภัย ก่อนเปิดประชุมสภาฯพรุ่งนี้

25 สิงหาคม 2569 เวลา 17:57 น.

เมื่อเวลา 15.40 น. นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ตรวจทางเข้าห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา เพื่อตรวจความพร้อมและทดลองใช้งานระบบประตูอัตโนมัติ (SWING GATE) สำหรับตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้พื้นที่ห้องประชุม เพื่อเสริมมาตรการด้านความปลอดภัยและควบคุมการเข้า-ออกพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก่อนเปิดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ในวันที่ 26 ส.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้านายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ได้ตรวจความพร้อมระบบประตูอัตโนมัติ (SWING GATE) สำหรับตรวจสอบสิทธิ์การเข้าใช้พื้นที่ห้องประชุม เพื่อเสริมมาตรการด้านความปลอดภัยและควบคุมการเข้า-ออกให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก่อนเปิดการประชุมสภาฯ

สำหรับระบบดังกล่าว ใช้การตรวจสอบสิทธิ์ผ่านบัตร RFID และการตรวจสอบใบหน้า เพื่อยืนยันตัวบุคคลและอนุญาตให้เฉพาะผู้มีสิทธิ์เข้าพื้นที่เท่านั้น สามารถผ่านประตูเข้าสู่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้

ประชุมสภาฯประตูอัตโนมัติโสภณ ซารัมย์

ปชป.จัดทัพ 3 ขุนพล ชำแหละ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ย้ำไม่วิกฤตจริง พร้อมยื่นญัตติแก้ปัญหาไฟใต้ จี้ อนุทิน มาตอบคำถามเอง

25 สิงหาคม 2569 เวลา 17:41 น.

25 สิงหาคม 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มีการประชุม สส.นัดแรก หลังเปิดสมัยประชุมสภา ก่อนที่จะมีการประชุมสภาวันแรกในวันที่ 26 ส.ค.นี้ โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานที่ประชุม และมี สส.เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพียง

ต่อมา นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ที่ประชุมได้มีการวางตัวผู้อภิปรายในการอภิปราย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาในวันที่ 26 ส.ค.นี้ โดยจะชี้ให้เห็นปัญหาว่า ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่มีเหตุวิกฤต ทำให้มีเหตุเพียงพอที่จะใช้การกู้เงิน แต่พรรคก็น้อมรับคำวินิจฉัยของศาลที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลมีอำนาจกู้เงินได้ แต่เราจะใช้หน้าที่ สส.ในการอภิปรายเรื่องนี้ว่าจะใช้เงินแก้ปัญหา โดยได้เตรียมผู้อภิปลาย 3 คน คือ นายอภิสิทธิ์ , นายกรณ์ จาติกวณิช , นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค

นายพงศกร กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้พิจารณาเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องมีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน ทั้งนั้นทางพรรคจะมีการยื่นญัติติทั่วไปในสัปดาห์หน้า และต้องการให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มาตอบคำถามด้วยตัวเอง ไม่ใช่ส่งบุคคลอื่น เช่น รมว.กลาโหม หรือ ผอ.กอ.รมน.มาตอบคำถามแทน อย่างไรก็ตาม ทางพรรคยังเตรียมยื่นกระทู้ถามสดเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยกำลังประสานพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าจะสามารถยื่นได้หรือไม่ ซึ่งต้องการให้นายกฯ มาตอบด้วยตัวเองเช่นกัน เพราะในคำแถลงนโยบายมีเพียงคำว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” จึงอยากให้มาขยายความว่าจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร

พรรคประชาธิปัตย์,พรกกู้เงิน,กู้เงิน4แสนล้าน,ไฟใต้,อนุทิน,