วัดกึ๋น ครม. สีน้ำเงิน! อ.อัจฉราวดี เตือนอย่าเล่นการเมืองแบบเดิมๆ ประชาชนสุดเอียนแล้ว

วัดกึ๋น ครม. สีน้ำเงิน! อ.อัจฉราวดี เตือนอย่าเล่นการเมืองแบบเดิมๆ ประชาชนสุดเอียนแล้ว

วัดกึ๋น ครม. สีน้ำเงิน! อ.อัจฉราวดี เตือนอย่าเล่นการเมืองแบบเดิมๆ ประชาชนสุดเอียนแล้ว

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.59 น.

วันที่ 31 มีนาคม 2569 อาจารย์อ้อย อัจฉราวดี วงศ์สกล ประธานมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต และมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ต้องยกให้เป็น อินฟลูเอนเซอร์ ที่ออกมาแสดงจุดยืนแถวหน้าในฝ่ายของผู้รักชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า ขอแสดงความยินดีกับคณะรัฐบาลสีน้ำเงิน มองภาพรวมก็เรียกได้ว่า “Fresh”  มีรุ่นเก๋ากึ๊กหลุดมา 1 นอกนั้นก็หน้าตาใหม่ๆ

การได้ยศถาบรรดาศักดิ์เป็นรัฐมนตรีชุดใหม่ครานี้   จัดว่า “เป็นทุกขลาภ”  คือได้ลาภยศท่ามกลางความเดือดร้อนวุ่นวายของโลกและของประชาชน  หากจริงใจซื่อสัตย์  ไม่เข้ามาเพื่อแสวงประโยชน์และทุจริตคอรัปชั่น  ก็จะเกิดเป็นบุญบารมี  

พวกท่านจะต้องถูกทดสอบอย่างหนักหน่วง ประชาชนทั้งฝ่ายหนุนและฝ่ายค้าน  จะจับจ้องพฤติกรรมของท่าน  ทุกคำพูด ทุกการกระทำ  ท่านจะยึดสไตล์ทำงานการเมืองเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว   ประเภท “ตั้งคณะกรรมการ”  “ยังไม่ได้รับรายงาน”   ประชาชนสุดเอียนกับวิธีการพูดเอาตัวรอด  และขอไปทีแบบนี้ที่สุด ท่านคงรู้ว่า  ก่อนพูดเราเป็นนายของคำพูด  เมื่อพูดแล้วคำพูดนั้นจะเป็นนายเรา

เกียรติภูมิของท่านที่เพิ่งได้หรือสะสมมา  อาจพังได้เพียงคำพูดประโยคเดียว แต่หากรมต.ทุกท่านมีความดีเป็นที่ตั้ง  ต่อให้มีพายุโหมมาปะทะแค่ไหน  ความดีจะเป็นเกราะคุ้มภัยให้ท่านเอง  ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ ยกเว้นทองปลอม โดนไฟลนนิดเดียวสีก็ถลอก

ในฐานะประชาชน   อาจารย์ก็ไม่ได้หวังอะไรจากท่านมากนักหรอก  แค่ขอให้ซื่อสัตย์  ไม่โกง จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์  และโปรดถามตัวเองเสมอก่อนจะตอบว่า “ทำไม่ได้” ว่าท่านพยายามอย่างถึงที่สุดหรือยัง  That’s all I ask for.

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล

31 มีนาคม 2569

พิชาย โดด ป้องส้ม ฟาด ปปช.ยื่นศาลฟัน 44 สส. อำนาจอธิปไตย ถูก พักใช้

พิชาย โดด ป้องส้ม ฟาด ปปช.ยื่นศาลฟัน 44 สส. อำนาจอธิปไตย ถูก พักใช้

พิชาย โดด ป้องส้ม ฟาด ปปช.ยื่นศาลฟัน 44 สส. อำนาจอธิปไตย ถูก พักใช้

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.47 น.

วันนี้ 31 มีนาคม 2569 เกิดเป็นประเด็นร้อนแรงรับลมร้อนฉ่าส่งท้ายเดือนมีนาคม เมื่อนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการด้านการเมืองชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กวิพากษ์วิจารณ์กรณีมีข่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบร่างคำร้องเตรียมยื่นศาลฎีกา เอาผิดอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล คดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “วันนี้มีข่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติเห็นชอบร่างคำร้อง เพื่อยื่นศาลฎีกา กล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ถ้าศาลรับ 10 และไม่มีคำสั่งอย่างอื่น สส.พรรคประชาชนจะถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที

นี่ไม่ใช่เพียง “ข่าวการเมือง” แต่มันคือ “จุดตัดของอำนาจสามเส้า” ระหว่าง องค์กรอิสระ ตุลาการ ผู้แทนประชาชนและสิ่งที่ต้องถามทันที ไม่ใช่แค่ว่า “ใครผิด” แต่คือ “กระบวนการนี้กำลังทำอะไรกับระบอบประชาธิปไตยไทย” หัวใจของคดีนี้อยู่ที่คำว่า “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ปัญหาคือ คำนี้ ไม่ใช่ข้อกฎหมายที่มีความชัดเจนเชิงรูปธรรม แต่มันเป็น “นามธรรมที่ตีความได้กว้าง” ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ นี่เรียกว่า บรรทัดฐานที่ยืดหยุ่นสูง (elastic norm)

พิชาย

ซึ่งมีคุณสมบัติอันตราย 3 ประการ 1. ขยายความหมายได้ตามบริบททางการเมือง 2. เปิดช่องให้ “ผู้ตีความ” มีอำนาจเหนือ “ตัวบท” 3. ทำให้การลงโทษสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีความผิดเชิงรูปธรรมชัดเจน แปลตรงๆ คือ มันสามารถกลายเป็น “กฎหมายที่ไม่มีเส้นแบ่งแน่ชัด” และเมื่อเส้นไม่ชัด อำนาจของผู้ตัดสินจะยิ่งใหญ่ขึ้นทันที คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไม่ได้ทำหน้าที่แค่ปราบโกงในกรณีนี้ แต่กำลังทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมประตูของระบบการเมืองกล่าวคือ ใคร “ควร” หรือ “ไม่ควร” อยู่ในสนามการเมือง และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญจาก “องค์กรตรวจสอบ” กลายเป็น “องค์กรกำหนดชะตาทางการเมือง” นี่คือการทำให้การเมืองถูกดึงเข้าไปอยู่ในกระบวนการกึ่งตุลาการหากคำร้องถูกส่งไปยัง

ศาลฎีกาสิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีคือการเมืองจะถูก “แปลงรูป” เป็นคดีความและมีผลกระทบเชิงโครงสร้างทันที ส.ส. อาจถูก “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ก่อนมีคำตัดสินเสียงของประชาชนในสภาถูก “ลดทอน” โดยกระบวนการทางกฎหมาย อำนาจอธิปไตย ถูก “พักใช้” ชั่วคราว นี่คือปัญหาสำคัญของรัฐธรรมนูญไทยที่ใช้ “กฎหมาย” เพื่อจำกัด “ตัวแทนของประชาชน” กรณีนี้ต้องอ่านในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ “44 ส.ส.” แต่คือ “การจัดระเบียบใหม่ของผู้เล่นในระบบ” สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการลดบทบาทของพรรคที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิม การสร้าง “ต้นทุนความเสี่ยง” ให้กับนักการเมืองแนวปฏิรูป การส่งสัญญาณเชิงอำนาจ ไปยังทั้งสภา ใคร “คิดต่างมากเกินไป” อาจไม่ได้แพ้ในสนามเลือกตั้ง แต่แพ้ใน “สนามกฎหมาย” ปัญหาที่ใหญ่กว่าคดี คือ “ความเชื่อมั่นของระบบ” ถ้าประชาชนรู้สึกว่าผู้แทนที่เลือกมา ถูกถอดหรือหยุดงานผ่านกลไกที่ตีความกว้าง

พิชาย

โดยกระบวนการไม่ได้ยึดโยงกับเจตจำนงประชาชนจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า วิกฤตความชอบธรรม ซึ่งมีผลระยะยาวคือความศรัทธาต่อองค์กรอิสระลดลง ความขัดแย้งทางการเมืองยิ่งรุนแรงและการเมืองย้ายจาก “สภา” ไปสู่ “ถนน” หรือ “โลกออนไลน์” #คำถามที่ต้องถามและสังคมควรถามทันที

“มาตรฐานจริยธรรม” ถูกใช้เป็น หลักการ หรือ เครื่องมือ? การหยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนตัดสิน คือ ความยุติธรรม หรือ การลงโทษล่วงหน้า? ใครเป็นผู้กำหนดเส้นแบ่งของ “จริยธรรมร้ายแรง” และมี ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ แค่ไหน? กระบวนการนี้ “ปกป้องหรือบิดเบือนระบอบประชาธิปไตย” ”? นี่ไม่ใช่คดีจริยธรรมธรรมดา แต่มันคือ “การต่อสู้เพื่อกำหนดว่า ใครมีสิทธิอยู่ในประชาธิปไตยไทย” และคำถามสุดท้ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ถ้าระบอบที่ผู้แทนของประชาชน ถูกหยุดทำหน้าที่ด้วยการตีความขององค์กรที่ประชาชนไม่ได้เลือก ยังเรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยอยู่หรือไม่? #พรรคประชาชน #ปปช #จริยธรรม #การเมือง #ประชาธิปไตย #นิติสงคราม #พิชาย”

พิชาย

หลังจากที่โพสต์ของ นาย พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตแห่กดไลก์กดแชร์ และเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด เช่น

“นับวันพวกโกงกินเข้ามามีอำราจแบบง่ายๆไม่ต้องสนใจกฏกติกานอกกฎของพวกกู.ภาวะวิกฤติน้ำมันจะเห็นๆได้ชัดเจนว่าฝ่ายปกครองไม่จำเปนค้องทำตามปชชผู้ร้องขอแม้นจะมีกฎหมายให้ทำได้. ฉันไม่ทำ..จะทำอะไรฉันได้. ตำแหน่งฉันKมอบให้..ทาแตะเท่ากับต่อต้่นตัวแทนK…”

“หดหู่ใจมากค่ะอาจารย์​มันไม่ยุติธรรมกับพวกเขา”

“องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำไว้กลั่นแกล้งคนที่เห็นต่าง”

“สุดยอดค่ะ ฟังแล้วเข้าใจง่าย ชัดเจน”

“เขาไม่สน องค์กรไม่อิสระ เสื่อมหรอกครับ เงินเดือนแพง สวัสดิการ ต่างๆ เยอะแยะ หน้าที่ ออก แก้ ปรับปรุง กฎหมาย คือนิตืบัญญัติ ใน สภา กฎหมายแก้ได้ทุกข้อ ส่วนแก้ได้ไม่ได้ อีกเรื่องหนึ่ง แต่ ฉาก รัฐธรรมนูญ ง่ายมาก ม 113 แถม ยึดอำนาจ ได้ปกครองประเทศ ยาวนาน จนประเทศพังเสียหาย ลอยนวล”

“กับดักที่สร้างขึ้นมาขัดขวางการพัฒนาประเทศและประชาชนันธุ์ไม่เชื่อง….!”

“อีกซักกี่ปี กีชาติคับอาจารย์ ประเทศไทยเราจะเปลี่ยนไปสู่ ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงซะที เหนื่อยกับระบบยุติธรรม ที่ไม่มีความยุติธรรมเอาเสียเลย เป็นได้แค่เครื่องมือของผู้มีอำนาจ เอาไว้ทำลายฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ติดตามรับฟังอาจารย์มาตลอดคับ..”

พิชาย
พิชาย
พิชาย
พิชาย
พิชาย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือความคาดหมาย

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือความคาดหมาย

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือความคาดหมาย

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.33 น.

หน้าตาเดิม! อภิสิทธิ์ ชี้ครม.ใหม่ไม่เหนือคาดหมาย ลับมีดรอเตรียมใช้เวทีแถลง นโยบายรัฐ จี้แก้ปัญหา พลังงาน-ปากท้อง คาดช่วง9-10เม.ย.นี้ อัดไร้มาตรการช่วยเหลือชัดเจน ติง พิพัฒน์ มักแจงในมุม ผู้ประกอบการ มากกว่ามุมประชาชน เผยคุย พรรคส้ม มีแนวทางรับมือคดี44สส.แล้ว

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่า ไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความคาดหมาย  ส่วนข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลใหม่เชื่อว่าจะใช้ในเวทีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เบื้องต้นทราบว่าจะให้มีการอภิปรายจำนวน 2 วัน แต่ยังไม่ตกลงเป็นที่แน่นอนว่าจะเป็น ช่วงวันที่ 8-9 เม.ย. หรือ 9-10 เม.ย.  ซึ่งฝ่ายค้านจะใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอในแง่ความเป็นไปได้ต่อการปฏิบัติ ซึ่งพรรคฝ่ายค้านต้องหารือกันอีกครั้งถึงการจัดสรรเวลา เบื้องต้นคาดว่าพรรคฝ่ายค้านจะได้รับเวลาอภิปราย 14-15 ชั่วโมง แต่พรรคประชาธิปัตย์อาจได้เวลาอภิปรายเพียง 1 ชั่วโมง  ดังนั้นจึงถือว่าเป็นโอกาสที่จะสอบถามนายกฯ และรัฐบาลใหม่ ถึงแนวทางแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับวันข้างหน้า ทั้งในระยะสั้น กลาง และระยะยาว

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงสภาพปัญหาของประเทศที่เผชิญวิกฤติหลายด้านว่า  ตนขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทำมาตรการหรือแนวทางที่ชัดเจนต่อการแก้ปัญหาของประชาชน เพราะจากการขึ้นราคาน้ำมันพบว่ามีผลกระทบหลายด้าน ทั้งเม็ดพลาสติก ปุ๋ย สินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจนจากรัฐบาล โดยเฉพาะ  ความรับผิดชอบของโรงกลั่นต้องมีส่วนร่วมรับภาระที่เกิดขึ้นประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถวางแผนชีวิตได้ นอกจากนั้นในส่วนของราคารัฐบาลจะช่วยเหลือด้านการเงินการคลังหรือปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด

เมื่อถามว่าดูเหมือนรัฐบาลผลักภาระให้ประชาชน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนแบกรับภาระอยู่มาก แม้จะใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน แต่ข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับคือเป็นภาระของประชาชนในอนาคตแม้ว่าราคาน้ำมันจะถูกลงแต่ยังต้องจ่ายแพง ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งทำแนวทางเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง 

“รัฐบาลมักพูดว่าเป็นช่วงรอยต่อ แต่ตามหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลสามารถทำได้ตลอดเวลา สิ่งสำคัญ คือหน้าตา ครม. ใหม่มีความต่อเนื่องกับรัฐบาล โดยไม่พบปัญหาว่าหากทำวันนี้แล้วรัฐบาลที่เข้ามาจะใช้แนวทางเดียวกันหรือไม่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่าแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันที่ไม่ชัดเจนเพราะเลือกอุ้มผู้ประกอบการมากกว่าหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า ตนกังวลต่อการชี้แจงของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม 
ฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ที่มักชี้แจงในฝั่งผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานมากกว่ามุมของประชาชน เพราะเมื่อถูกตั้งคำถามต่อประเด็นมีผลประโยชน์ทับซ้อน แม้จะบอกว่าได้พยายามลาออก แต่กลับไม่อยู่ในข้อพิจารณาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ยิ่งทำให้สงสัยและเป็นห่วงมากขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีที่ป.ป.ช.มีมติชี้มูล 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล จะมีปัญหาต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้านหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบแนวทางของศาล แต่ที่เคยพูดคุยกันกับตัวแทนพรรคประชาชน ทราบว่าได้เตรียมแนวทางรองรับไว้อยู่แล้ว

ชวน ติวเข้ม สส.รับสภาฯชุดที่ 27 เตือน​ผู้แทนฯอย่าเริ่มต้นด้วยเงิน หวั่นเกิดวงจรอุบาทว์

ชวน ติวเข้ม สส.รับสภาฯชุดที่ 27 เตือน​ผู้แทนฯอย่าเริ่มต้นด้วยเงิน หวั่นเกิดวงจรอุบาทว์

ชวน ติวเข้ม สส.รับสภาฯชุดที่ 27 เตือน​ผู้แทนฯอย่าเริ่มต้นด้วยเงิน หวั่นเกิดวงจรอุบาทว์

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.30 น.

“ชวน”บรรยากาศพิเศษ ติวเข้ม สส.รับสภาฯ ชุดที่ 27 เตือน”ผู้แทนฯ”อย่าเริ่มต้นด้วยเงิน หวั่นเกิด”วงจรอุบาทว์” ลาม”ขรก.-องค์กรอิสระ” ขอยึดประโยชน์ ปชช.เหนือผลประโยชน์การเมือง ลั่นหาก รธน.ดี แต่คนไม่ดี กฎหมายก็มีปัญหา

31 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานรัฐสภา กล่าวบรรยายตอนหนึ่งในงานสัมมนาเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับ สส.ที่ได้รับเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ตอนว่า ตนเป็น สส.เมื่อ 57 ปีมาแล้ว ที่ตนเข้ามาเป็น สส.ไม่ใช่เพราะไม่มีงานทำ หรือไม่มีที่ไป แต่ตั้งใจว่าอยากเป็นนักการเมือง จึงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ และชนะการเลือกตั้งได้เป็น สส.สมัยแรก ต่อมาในรัฐธรรมนูญปี 2540 ระบุให้มี สส.แบบบัญชีรายชื่อ ฉะนั้น จึงอยากบอกทุกท่านว่าสมัยแรกได้มาเป็น สส.ยากแค่ไหน แต่การเป็น สส.สมัยที่ 2 ยากกว่า ทั้งนี้ ตนได้บอกเพื่อนผู้ร่วมพรรคอยู่เสมอว่าอย่าเป็นนักการเมืองที่ใช้เงิน ถือเป็นเรื่องหนึ่งของการการเมืองแบบสุจริต

นายชวน กล่าวต่อว่า การที่พวกเราเป็น สส.ใหม่ในสมัยนี้ หากเริ่มจากการใช้เงินจะไม่มีลดลง มีแต่เพิ่มขึ้น อยากให้ทำการเมืองแบบสุจริต ไม่เช่นนั้นในอนาคตก็จะมีแต่การเตรียมเงิน เพราะถือเป็นการเมืองแบบธุรกิจ เอาเงินส่วนนั้นมาเป็นกำไรซื้อเสียงเพื่อให้กลับมาเป็นรัฐมนตรี และหาเงินกลับไปซื้อเสียงถือเป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมือง จึงอยากบอกว่าวงจรอุบาทว์ทางการเมืองกำลังจะลามไปสู่วงจรอุบาทว์ข้าราชการ ข้าราชการบางกระทรวงที่ถูกแต่งตั้งเพราะนักการเมืองต้องการโกง เพราะข้าราชการที่ดีไม่ยอมหาเงินให้เขา สุดท้ายเราก็จะได้รัฐมนตรีโกง อธิบดีโกง และยังอาจจะลามไปสู่วงจรอุบาทว์ขององค์กรอิสระ

นายชวน กล่าวอีกว่า เราเลือกผู้แทนราษฎรมา 27 สมัย แต่ตอนนี้สภาพเป็นเช่นนี้หรือ เรามีองค์กรที่พร้อมตั้งแต่ยอดลงมาล่าง มีกฎหมายรองรับ มีตำแหน่งประจำกระจายอยู่ทั่วประเทศ แล้วเขาทำหน้าที่หรือไม่ บางคนทำหน้าที่แต่ไม่ครบถ้วน ขอให้ดูตัวอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะทำให้การเลือกตั้งสำเร็จ แต่ยังทำไม่เสร็จเพราะทำแบบตรงไปตรงมาและสุจริตหรือไม่ ซื้อเสียงหรือไม่โกงหรือไม่ กกต.ไม่สามารถพิสูจน์ได้

นายชวน กล่าวอีกว่า สิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับบรรดาเพื่อนใหม่ของเราคือ สภาฯ ปัจจุบันนี้มีเครื่องมือพร้อมมาก ปัจจุบันมีเครื่องมือที่พร้อม ฉะนั้นการใช้เครื่องมือที่พร้อม ที่อยู่ต่อหน้าก็จะทำให้มีปัญหาบางครั้งไมโครโฟนที่อยู่ตรงหน้า บางคนจะพูดต้องก็พูดเลย ไม่ได้ดูกรรมการซึ่งในส่วนนี้เราต้องรักษามารยาท ในการทำงานของพวกเรานั้นแน่นอนที่สุดว่าเราเป็นทั้งฝ่ายค้านหรือรัฐบาลที่มี สส.รุ่นใหม่หรือหน้าใหม่

“ในการทำหน้าที่นั้นแม้จะมาจากการเลือกตั้งแต่หากใช้อำนาจในทางที่มิชอบก็จะทำให้บ้านเมืองเกิดวิกฤต และรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฎิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติรัฐเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม กฎหมายรัฐธรรมนูญจะดี แต่หากคนไม่ดี กฎหมายนั้นจะมีปัญหา จึงพูดอย่างเต็มปากว่ากฎหมายที่ดีและคนที่ดีจะไปด้วยกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะรับพระบรมโชวาทเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ว่ายึดถือความถูกต้องและประโยชน์สุขของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่หากประโยชน์ของประเทศชาติขัดกับประโยชน์ของนักการเมือง พระบรมราโชวาทบอกว่าให้ยึดถือประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด” นายชวน กล่าว

นอกจากนี้ นายชวนยังได้ฝากหนังสือบทบาทหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งได้จัดทำไว้ตั้งแต่สมัยที่ตนเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เราต้องทำให้ดีขึ้นอย่าให้เขาบอกว่านี่คือระบบที่ล้มเหลว เราต้องทำทุกอย่างตามความถูกต้อง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และขณะนี้เกิดวิกฤตราคาน้ำมันสูง หากเราทำถูกต้องไม่กักตุน ยึดประโยชน์ส่วนรวมแม้ชาวบ้านจะกระทบ แต่อย่างน้อยถ้วนหน้าคนที่เป็นเศรษฐีก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน ขอให้พวกเรา มีส่วนร่วมเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน ทั้งประเทศโดยเฉพาะประชาชนที่ประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ให้เบาบางลง อย่าหาผลประโยชน์เพียงเพื่อคืนทุนที่ลงไปอย่างมหาศาล

ทั้งนี้ ช่วงท้าย นายชวน เปิดเผยว่า วันนี้ตนได้ถอดสายน้ำเกลือจากโรงพยาบาล เนื่องจากติดเชื้อตั้งแต่เดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่น และเมื่อกลับมาถึงประเทศไทยก็เข้าโรงพยาบาลเลย แต่งานนี้ได้มีการรับปากไว้ล่วงหน้า จึงต้องมา และหลังจบจากการบรรยายก็ต้องกลับไปที่โรงพยาบาลเพื่อให้ยาฆ่าเชื้อและนอนพักรักษาตัวตามที่หมอสั่ง

นครินทร์ ปัดให้ความเห็นแก้รธน. รับมีข้อบกพร่อง คาดคดีบาร์โค้ด ไม่เกิน 1 ปีเสร็จ

นครินทร์ ปัดให้ความเห็นแก้รธน. รับมีข้อบกพร่อง คาดคดีบาร์โค้ด ไม่เกิน 1 ปีเสร็จ

นครินทร์ ปัดให้ความเห็นแก้รธน. รับมีข้อบกพร่อง คาดคดีบาร์โค้ด ไม่เกิน 1 ปีเสร็จ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

นครินทร์ ปัดให้ความเห็นแก้รธน. ยอมรับมีข้อบกพร่อง โยนเป็นหน้าที่รัฐสภา มองวาระตุลาการไม่ควรต่ำกว่า 9-12 ปี คาด คดีบาร์โค้ด ไม่เกิน 1 ปีเสร็จ

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า จ.กระบี่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจัดโครงการสัมมนาศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชน โดยนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่าโดยส่วนตัวปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น เพราะเป็นเรื่องของรัฐสภา แต่ยอมรับว่ารัฐธรรมนูญปี 60  มีข้อบกพร่องอยู่บ้าง จากเดิมที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคดีเฉพาะคดีที่มีข้อขัดแย้งแต่รัฐธรรมนูญปี 60 อนุญาตให้มีการปรึกษาหารือได้ และยกตัวอย่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ถึงวาระการดำรงตำแหน่งของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ปัจจุบันกำหนดให้มีวาระ 7 ปี ขณะที่ตนเป็นผลพวงจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่กำหนดวาระตุลาการ 9 ปี จึงมองว่า 7 ปี เป็นระยะเวลาที่สั้นเกินไป ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกส่วนใหญ่ กำหนดวาระไว้ 9-12 ปี ซึ่งเป็นมาตรฐานของยุโรป เยอรมัน ออสเตรเลีย

ประเทศไทยมีการลดวาระของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจาก 9 ปีเหลือ 7 ปี ทำให้ องค์กรตุลาการ ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะในช่วงแรกตุลาการจะเสียเวลาไปกับการตั้งหลัก พอเริ่มชำนาญก็หมดวาระ โดยเฉพาะในปีหน้าจะมีตุลาการที่ครบวาระ 7 ปี จำนวน4-5 คน ซึ่งถือว่าระยะเวลาสั้นเกินไป ตรงนี้ตรงพูดในฐานะนักวิชาการไม่ได้พูดถึงผลประโยชน์ส่วนตัว” นายนครินทร์ กล่าว

พร้อมกันนี้ นายนครินทร์ กล่าวถึงกรอบการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งว่า ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้เวลาเท่าไหร่ แต่ตามปกติไม่ควรเกิน 1 ปี และคดีที่ผ่านมา เคยมีการพิจารณายาวที่สุดอยู่ที่ 11 เดือน และไม่ควรจะเกินไปกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ต้องรอพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่าย ที่ได้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ครบถ้วนเสียก่อน

ปลัดมท. เรียกถก ปภ.-ผู้ว่าฯ 17 จังหวัดเหนือ เข้มยกระดับจัดการไฟป่า-หมอกควัน-ฝุ่น PM2.5

ปลัดมท. เรียกถก ปภ.-ผู้ว่าฯ 17 จังหวัดเหนือ เข้มยกระดับจัดการไฟป่า-หมอกควัน-ฝุ่น PM2.5

ปลัดมท. เรียกถก ปภ.-ผู้ว่าฯ 17 จังหวัดเหนือ เข้มยกระดับจัดการไฟป่า-หมอกควัน-ฝุ่น PM2.5

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

ปลัดมท. เรียกถก ปภ.-พ่อเมือง17 จังหวัดเหนือ เข้มยกระดับจัดการปัญหาไฟป่า-หมอกควัน-ฝุ่น PM2.5 กำชับระดมอากาศยานดับไฟป่า ตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้า สแกนคนเข้าป่า ย้ำทุกพื้นที่บูรณาการเร่งแก้วิกฤตด่วน

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยมี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการปกครอง กระทรวงมหาดไทย นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม 

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ มีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นวงกว้าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการให้ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ประชุมติดตามสถานการณ์ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งวานนี้ได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือ ดำเนิน 4 มาตรการยกระดับการลดผลกระทบจากสถานการณ์ PM 2.5 อย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ 

“แม้ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยจะมีมาตรการห้ามเผาที่ได้ผลน่าพอใจ แต่สาเหตุจากฤดูร้อนที่ทำให้มีโอกาสเกิดไฟป่าได้มากขึ้น รวมถึงสะสมของเศษซากการเกษตร ซึ่งอาจมีการลักลอบเผา จึงขอให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้บัญชาการ ปภ. กลาง ประสานระดมเครื่องจักรกลและเฮลิคอปเตอร์จากหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกองทัพบก (ทบ.) ไปประจำจุดสำคัญที่มีค่า PM2.5 หรือ Hotspot สูงในภาคเหนือ เพื่อให้เข้าระงับเหตุได้ทันท่วงที พร้อมทั้งให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการส่วนหน้าในพื้นที่ที่สถานการณ์วิกฤต เช่น อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อความรวดเร็วในบริหารจัดการภัยพิบัติ” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

นายอรรษิษฐ์ กล่าวต่อว่า ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ ติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ดำเนินตาม 4 มาตรการยกระดับการลดผลกระทบจากสถานการณ์ PM 2.5 อย่างจริงจังและต่อเนื่อง หากพื้นที่ใดมีค่าฝุ่น PM2.5 สูง แต่ตรวจไม่พบจุดความร้อนในพื้นที่ เนื่องจากสาเหตุหมอกควันข้ามแดนหรือพัดมาจากพื้นที่ข้างเคียง ให้รายงานมายังผู้บัญชาการทันที พร้อมให้จังหวัดช่วยสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน และให้กำชับนายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เฝ้าระวังผู้ที่เข้าไปในป่าอย่างเข้มงวด เพื่อไม่ให้เกิดจุดความร้อนขึ้นอีก และหากพบว่าเกิดจุดความร้อนที่เกิดในเขตอุทยานแห่งชาติ ให้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหัวหน้าอุทยานฯ เพื่อทราบถึงมาตรการและการแก้ไขปัญหาในพื้นที่นั้นๆ ทั้งนี้ ขอให้ทุกท่านทำงานอย่างเต็มที่ บูรณาการร่วมกันเป็นหูเป็นตา ทั้งฝ่ายปกครอง นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผมเชื่อมั่นว่าหากเราร่วมมือกัน สถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 จะคลี่คลายลงโดยเร็ว” 

ด้านอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ขณะนี้ได้ประจำการในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันมีหมอกควันปกคลุมหนาแน่น โดยเฉพาะที่อำเภอเชียงดาว ตรวจวัดค่า PM2.5 ได้สูงถึง 330 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่ง ได้สั่งการให้เฮลิคอปเตอร์กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (KA-32) ลำที่ 1 ขึ้นบินปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟป่ามาตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา และในวันนี้ได้นำเฮลิคอปเตอร์ลำที่ 2 จากจังหวัดลพบุรี ขึ้นไปสแตนด์บายที่เชียงใหม่เพิ่มเติม เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียนและเพิ่มศักยภาพในการระงับเหตุ นอกจากนี้ในเรื่องการใช้จ่ายเงินทดรองราชการ ได้แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบถึงแนวทางตามระเบียบกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) ซึ่งในกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน จังหวัดสามารถใช้จ่ายเงินทดรองราชการในเชิง “ป้องกันและยับยั้งภัย” ได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งจะช่วยให้จังหวัดมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการภัยได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้ง ได้ชี้แจงให้ทุกจังหวัดในเรื่องการประชาสัมพันธ์มาตรการต่างๆ การดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง

หมอตุลย์ บุกทำเนียบฯ จี้ อนุทิน ล่าไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน-เบรก พิพัฒน์ นั่ง ผอ.ศบก.

หมอตุลย์ บุกทำเนียบฯ จี้ อนุทิน ล่าไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน-เบรก พิพัฒน์ นั่ง ผอ.ศบก.

หมอตุลย์ บุกทำเนียบฯ จี้ อนุทิน ล่าไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน-เบรก พิพัฒน์ นั่ง ผอ.ศบก.

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

“หมอตุลย์”ยื่นหนังสือจี้”อนุทิน” หาตัวไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน หวัง”ครม.-รมว.พลังงานใหม่”ทำหน้าที่เร่งด่วน ชงเปลี่ยนตัว ผอ.ศบก. ระบุ”พิพัฒน์”มีการขัดกันของผลประโยชน์

31 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้มีการตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน และหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษ รวมถึงเสนอมาตรการการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันและราคาสินค้า โดยมีที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นตัวแทนมารับหนังสือ

โดย นพ.ตุลย์ กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับนายอนุทิน และคณะมนตรี (ครม.) ทุกคนที่ได้รับโปรดเกล้าแต่งตั้งให้เป็น ครม.ในวันนี้ ตอนนี้ทุกคนมีภาระหน้าที่ที่จะต้องทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเลือกท่านหรือไม่เลือกท่านก็ตาม ตนเคยประกาศไว้แล้วว่า ตนเองไม่สามารถไว้วางใจนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเก่าได้ และตนเองไม่ได้มาเพื่อไล่รัฐบาล แต่มาเพื่อนำเสนอมาตรการที่ให้ นายกฯ และ ครม.ทำหน้าที่ต่อไปอย่างถูกต้องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

นพ.ตุลย์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 19 มี.ค.หลังจากนายกฯ ประชุม ศบก.และให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีไอโม่งกักตุนน้ำมัน การขาดแคลนน้ำมันเกิดจากการที่ประชาชนมีความกังวลแล้วแห่ไปเติมจนน้ำมันหมดเอง ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวที่ตนไม่อาจไว้วางใจนายกฯ ได้ ตนหวังว่า นายกฯ จะนำข้อเสนอต่างๆ ทั้งจาก สส.ในสภา และของตนเพื่อทำหน้าที่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตนมองว่า การที่นายกฯ ออกมาบอกว่าไม่มีการกักตุนน้ำมัน โดยไม่ได้ตรวจสอบว่าปั๊มน้ำมันต่างๆ ไม่ได้รับโควตาตามปกติ จากที่ได้น้ำมันปั๊มละ 10,000 – 12,000 ลิตรต่อวัน เหลือแค่ 3,000 – 6,000 ลิตรต่อปั๊ม ทำให้เป็นเหตุผลที่ชาวบ้านไม่ได้รับน้ำมันใช้ แต่อีกมุมหนึ่งโรงกลั่นแจ้งนายกฯ บอกกลั่นเต็มที่ไม่ขาดแคลน ดังนั้น ระหว่างทางจึงมองว่ามีการกักตุนน้ำมันอย่างแน่นอน

นพ.ตุลย์ กล่าวว่า จึงขอให้มีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ตั้งแต่ 28 ก.พ.ตั้งแต่มีสงคราม สหรัฐฯ อิสราเอล อิหร่าน ราคาเพิ่มขึ้น แต่ที่รับไม่ได้ เพราะมีการกักตุนน้ำมันแล้วชาวบ้านเดือดร้อน เพราะหลักฐานที่สำคัญที่สุดคือ หลังจากขึ้นราคา 6 บาท ทุกปั๊มมีน้ำมันเติมทันที แสดงว่า มีผู้กักตุนน้ำมันทำกำไร 6 บาททันที และเมื่อวันที่ 30 มี.ค.เส้นทางตั้งแต่ จ.เชียงราย ถึง จ.นราธิวาส หรือ จ.บุรีรัมย์ ถึง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ถ้านายกฯ ไม่ได้ขับรถไฟฟ้าแล้วขับรถไปเติม จะพบว่าไม่มีน้ำมันจำหน่าย เพราะมีการกักตุนน้ำมัน ก่อนที่วันนี้จะมีการขึ้นน้ำมันอีก 1.8 บาท

นพ.ตุลย์ ระบุว่า ตนจึงมีข้อเสนอมาตรการเร่งด่วน ที่รัฐบาลควรเร่งดำเนินการทันที โดยขอให้ตรวจสอบปริมาณน้ำมันทุกขั้นตอน ตั้งแต่โรงกลั่น ปั๊ม และจ๊อบเบอร์ ป้องกันการกักตุน สั่งให้มีการส่งน้ำมันถึงทุกปั๊มตามโควตาเดิมก่อนสงคราม ประชาชนจะได้มีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลน และเป็นการป้องกันการกักตุนไปในตัว เพราะราคาขึ้นยอมรับได้ แต่การขาดแคลนขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาล ดังนั้น ขอให้ตั้งแต่ 1 เม.ย.ปั๊มได้จำนวนน้ำมันเท่าเดิม การทยอยขึ้นราคาน้ำมัน แต่ละครั้งไม่ควรเกิน 2 – 3 บาท เพื่อไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนกปรับตัวได้ทัน และก่อนขึ้นราคา ควรจะต้องตรวจสอบสต็อกก่อนเสมอ ควบคุมราคาน้ำมัน โดยการลดภาษีสรรพสามิต หาแหล่งเงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเพื่อลดราคาน้ำมันให้ต่ำที่สุด และคำนวณราคาต้นทุนที่แท้จริง ควบคุมค่าการกลั่นไม่ให้สูงเกิน พร้อมทั้งหาน้ำมันดิบราคาถูก ขณะที่กระทรวงพาณิชย์และกรมการค้าภายในต้องตรวจสอบราคาสินค้าอย่างเคร่งครัด ไม่มีการกักตุน

นพ.ตุลย์ ยังกล่าวอีกว่า อีกหนึ่งข้อเรียกร้องสำคัญคือ เมื่อมีรัฐบาลใหม่แล้ว ต้องตั้ง ศบก.ใหม่ จึงขอเรียกร้องให้นายกฯ คำนึงถึงการขัดกันของผลประโยชน์ หรือ Conflict of interest ซึ่งใครที่มาทำหน้าที่ ผอ.ศบก.ต้องไม่มีเรื่องนี้ เพราะมองว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม มีเรื่องนี้อยู่ จึงขอให้เริ่มรัฐบาลใหม่อย่างถูกต้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น นพ.ตุลย์ ยังปราศรัยสั้นๆ โดยพูดถึงรัฐบาล ว่า หลังจากได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้ว และมีการเปลี่ยน รมว.พลังงาน หวังว่า นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานคนใหม่ จะมานั่งประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) แล้วหาทางช่วยเหลือประชาชน ตนมองว่า ตอนนี้นโยบายคนละครึ่งพลัส ก็คงไม่พอ แต่ควรเริ่มจากไม่ให้ราคาสินค้าสูงเกินไปก่อน เพราะค่าขนส่งแพงขึ้น สงกรานต์นี้คงเป็นสงกรานต์ที่ไม่ค่อยมีใครแจ่มใสนัก จึงอยากให้นายกฯ ใช้ความเป็นนักบินของท่าน และจำวันที่ท่านเข้าห้องซิมมูเรเตอร์ในภาวะวิกฤต ท่านกำลังปั๊มหัวใจคนไทยทั้งชาติที่กำลังมีราคาน้ำมันบีบคั้นหัวใจ และขอให้ท่านทำหน้าที่โดยด่วน ย้ำว่า ตนเองไม่ได้มาไล่นายกฯ แต่มาเพื่อเสนอมาตรการและให้กำลังใจ ครม.

เปิดขั้นตอน นายกฯ เตรียมนำครม. อนุทิน 2 เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ 6 เม.ย.

เปิดขั้นตอน นายกฯ เตรียมนำครม. อนุทิน 2 เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ 6 เม.ย.

เปิดขั้นตอน นายกฯ เตรียมนำครม. อนุทิน 2 เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ 6 เม.ย.

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

เปิดขั้นตอน นายกฯ เตรียมนำครม. อนุทิน 2 เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ 6 เม.ย. พร้อมถกครม.นัดแรก เตรียมแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่าหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยขั้นตอนหลังจากนี้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ได้แจ้งกำหนดการเบื้องต้นว่านายกรัฐมนตรีเตรียมนำครม.ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ในวันจันทร์ที่ 6 เม.ย.นี้ 

ขณะที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลน.) ได้เตรียมนัดหมายครม.ชุดใหม่ ให้เดินทางมาพร้อมกันที่ตึกสันติไมตรี ในเวลาประมาณ 15.00 น. เพื่อถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวรัฐมนตรี และตรวจคัดกรองโควิด-19 ก่อนจะขึ้นรถยนต์ที่สลน.จัดเตรียมไว้ ออกจากทำเนียบรัฐบาล ในเวลาประมาณ 17.00 น. ไปยังพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เพื่อเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการต่อไป

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี นัดพิเศษ ซึ่งคาดว่าจะเป็นเวลาประมาณ 21.00 น.เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และหารือถึงมาตรการเพื่อรองรับสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ไม่มีทีท่าจะยุติแต่อย่างใด 

ศบก.ยกระดับวิกฤตน้ำมัน เข้าสู่ระยะที่ 2.2 หลัง 2 ช่องแคบหลักเสี่ยงถูกปิดตาย

ศบก.ยกระดับวิกฤตน้ำมัน เข้าสู่ระยะที่ 2.2 หลัง 2 ช่องแคบหลักเสี่ยงถูกปิดตาย

ศบก.ยกระดับวิกฤตน้ำมัน เข้าสู่ระยะที่ 2.2 หลัง 2 ช่องแคบหลักเสี่ยงถูกปิดตาย

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.43 น.

ศบก.ยกระดับวิกฤตน้ำมันเข้าสู่ระยะที่ 2.2 หลัง 2 ช่องแคบหลักเสี่ยงถูกปิดตาย แจงขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก ป้องกันกักตุน-ลักลอบ เผยกองทุนฯ แบกหนี้อ่วม แต่ยังติดล็อกอำนาจอนุมัติในช่วงรัฐบาลรอยต่อ

31 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษกศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวเป็นครั้งแรก หลังได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษก ศบก.เมื่อวันที่ 30 มี.ค.โดยปรับรูปแบบการแถลงข่าวใหม่เป็นแถลงคนเดียว และให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ตอบคำถามของสื่อมวลชน

โดย น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่า ประเทศไทยต้องยืนระยะให้ได้ เปรียบเสมือนการวิ่งมาราธอนที่ต้องบริหารทรัพยากรให้ดี ไม่ทุ่มกำลังจนหมดตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้สามารถพาทุกคนในประเทศผ่านพ้นวิกฤตไปได้พร้อมกัน โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับ กลุ่มเปราะบางหรือผู้ที่มีกำลังน้อย รูปแบบการแถลงข่าวจะเน้นความกระชับ เข้าใจง่าย โปร่งใส และใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง โดยมีการเปิดรับฟังคำถามและความคิดเห็นจากประชาชนผ่านการถ่ายทอดสด (ไลฟ์) ทางช่องยูทูป ส่วนข้อมูลเชิงลึกจะถูกรวบรวมไว้ที่เพจเฟซบุ๊ก ศบก.ที่เพิ่งเปิด

น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและผลกระทบด้านพลังงาน จากที่มีความเสี่ยงด้านการเดินเรือที่ช่องแคบฮอร์มุซ ปัจจุบันมีความเสี่ยงยกระดับขึ้นที่ช่องแคบบาบเอลมันเดบ ในทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ฉากทัศน์และระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกระทรวงพลังงานแบ่งสถานการณ์วิกฤตน้ำมันเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1 มีผลกระทบไม่รุนแรง การเดินเรือชะลอตัว ระดับ 2 ปิดช่องแคบฮอร์มุส เกิน 1 เดือน แต่ยังคงนำเข้าน้ำมันดิบได้ และโรงกลั่นรับมือได้ และระดับ 3 ไม่สามารถนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางได้เลย เกิดปัญหาขาดแคลนและเกินขีดความสามารถของโรงกลั่น โดยสถานการณ์ปัจจุบันของไทย อยู่ในระดับ 2.2 ซึ่งอาจปรับลงหรือรุนแรงขึ้นเป็นระดับ 3 ได้ มาตรการรับมือในขณะนี้คือ การเร่งนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น ให้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง เดินเครื่องเต็มกำลังสูงถึง 109 – 110% เพิ่มการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ , จำกัดการส่งออกเฉพาะที่จำเป็น และส่งเสริมมาตรการ Work from Home รวมทั้งการใช้น้ำมันดีเซล B20 เฉพาะกับรถที่ผู้ผลิตรับรองเท่านั้น

โฆษก ศบก.กล่าวว่า หลายประเทศได้ยกระดับมาตรการรับมือ เช่น เกาหลีใต้ จำกัดการใช้รถยนต์ 5 วัน/สัปดาห์ เหลื่อมเวลาทำงาน ลดเวลาอาบน้ำเพื่อประหยัดไฟฟ้า ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร อุดหนุนราคาพลังงานเฉพาะกลุ่มและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย จอร์แดน ห้ามเปิดแอร์และเครื่องทำน้ำอุ่นในสถานที่ราชการ และ ฟิลิปปินส์ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติจากวิกฤตพลังงาน นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ของไทย มีการลงพื้นที่ตรวจสอบการติดป้ายราคาสินค้า ป้องกันการฉวยโอกาส หากประชาชนพบเห็นสามารถแจ้งสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 และจะมีการเปิดตัวโครงการไทยช่วยไทย ร่วมกับห้างค้าปลีกเอกชน เช่น แม็คโคร โลตัส เพื่อจัดโปรโมชันลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคช่วยเหลือประชาชน ในวันที่ 1 เม.ย.นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า แผนรองรับระดับ 3 ของกระทรวงพลังงาน คืออะไร นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับแผนระดับที่สาม เป็นแผนที่เตรียมไว้ในช่วงวิกฤต หมายความว่า ช่วงนั้นไม่สามารถจัดหาน้ำมันได้ตามที่ต้องการ อย่างเช่น ระดับที่ 1 ยังสามารถจัดหาน้ำมันดิบได้ตามปกติ ระดับที่สอง แหล่งพลังงานเริ่มลดน้อยลง แต่เรายังสามารถจัดหาได้ พอขึ้นไป 2.2 ตอนนี้เรื่องการจัดหามีความยากขึ้น และตอนนี้มีเหตุการณ์ที่จะปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ ที่ทะเลแดง ตรงนั้นกำลังการผลิตที่จะส่งผ่านช่องแคบ อยู่ที่ 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถ้าซัพพลายตรงนั้นหายไปจะกระทบการจัดหา จะทำให้เกิดการแย่งกันในเรื่องการจัดหาน้ำมันดิบ แต่พอมาในระดับ 3 ซึ่งเป็นระยะการจัดหาน้ำมันดิบ ไม่ว่าจะมีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ เพราะไม่มีของ ตอนนั้นต้องมาพิจารณาว่า ถ้าเราขาดแคลนไม่สามารถจัดหาได้ ต้องมามองว่า เราจะมีการบริหารจัดการใช้น้ำมันในประเทศอย่างไร เพื่อให้มันสอดรับกับพลังงานที่หายไป

เมื่อถามต่อว่า แสดงว่า แผนเรายังไม่มีใช่หรือไม่ อยากทราบว่า แผนมีอะไรบ้าง นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า มีแผน จริงๆ ในอดีตมีเรื่องของการจำกัดการใช้พลังงาน เช่น การปันส่วนน้ำมัน ตอนนั้นถึงขั้นมีการปันส่วน เพราะน้ำมันที่เข้ามามีน้อย ซึ่งการปันส่วน คือ การมองว่า น้ำมันควรจะใช้กับใครบ้าง ซึ่งหน่วยงานที่ใช้ก่อนเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญ เช่น รถพยาบาล รถตำรวจ ค่อยมาดูว่า เราจะปันส่วนอย่างไร เรื่องของการปิดไฟ หรือปั๊มเปิด-ปิดกี่โมง เหมือนในอดีตที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งการปิดห้างสรรพสินค้า เป็นการบริหารจัดการพลังงานให้สอดคล้องกับพลังงานที่หายไป

เมื่อถามว่า ที่ยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้ ที่ให้ใช้รถแค่ 5 วันต่อสัปดาห์ ประเทศไทยจะใช้แบบนั้นหรือไม่ น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ ขึ้นกับว่า สถานการณ์ที่ตะวันออกกลางจะอยู่ในระดับไหน เพราะฉะนั้น เราเตรียมสำหรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเอาไว้ ซึ่งสถานการณ์สมมุติที่เลวร้ายที่สุด รัฐบาลต้องเตรียมตรงนั้น แต่ความเห็นส่วนตัวมองว่า ประเทศคู่ขัดแย้งได้รับแรงกดดันทั่วโลก รวมถึงได้รับแรงกดดันจากในประเทศตัวเองด้วย ดังนั้น ทุกคนมีส่วนร่วมที่จะพยายามทำให้สถานการณ์นั้นลดระดับลงมา แต่ประเทศไทยจะเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่แย่ที่สุดเอาไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้ ศบก.เคยบอกว่า จะไม่ขึ้นราคาตอนดึก แต่เมื่อคืนวานกลับประกาศขึ้นราคา อยากทราบเหตุผลและหลักการ และหลังจากนี้ประชาชนจะเจอการประกาศกลางดึกหรือไม่ น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่า ใครเป็นคอนเฟิร์มว่า จะไม่ขึ้นกลางคืน เพราะตามหลักแล้วควรจะขึ้นกลางคืน และตามหลักแล้วไม่ควรประกาศล่วงหน้า เพราะเราไม่ต้องการให้เกิดการกักตุน และไม่ต้องการให้เกิดสถานการณ์น้ำมันขาดหน้าปั๊ม ในอดีตอาจจะมีการบอกล่วงหน้า เพราะไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤติ บอกล่วงหน้าคนก็ไม่ได้รู้สึกว่า จำเป็นอะไรมากมายที่จะต้องไปกักตุน แต่วันนี้พูดกันตามตรงถ้าบอกล่วงหน้า เราจะเจอสถานการณ์แบบที่ผ่านๆ มา วันนี้นิว นอร์มอลอย่างหนึ่งคือ เราอาจจะเจอการขึ้นราคาน้ำมันเรื่อยๆ แบบนี้ และทุกครั้งที่ขึ้นมันจะไปช่วยลดการพยายามการกักตุน และความพยายามลักลอบส่งออกทั้งหลาย

เมื่อถามย้ำว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศบก.เป็นผู้ระบุว่า จะไม่มีการประกาศกลางดึกอีก จะชี้แจงกับประชาชนอย่างไร น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า สถานการณ์เปลี่ยน มาตรการและแนวทางจำเป็นต้องเปลี่ยน ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแล้วมาตรการไม่เปลี่ยนจะมีปัญหา เชื่อว่า ณ เวลาที่นายพิพัฒน์บอกนั้น ซึ่งตนไม่ยืนยันข้อมูล เพราะจำไม่ได้ ท่านก็ไม่ได้โกหก แต่วันนี้สถานการณ์ที่ 2 ช่องแคบ เกิดขึ้นในช่วงเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ทำให้ทุกประเทศยกระดับมาตรการขึ้นหมดเลย ดังนั้น ณ วันนี้เป็นต้นไป ถ้ามีอะไรที่ไม่เหมือนเดิมก็ต้องกราบขออภัยไว้ล่วงหน้า และยืนยันว่า มันจะมี แต่เราจะพยายามสื่อสารถึงเหตุและผลให้ดีที่สุด เพราะ ศบก.เชื่อว่า ประเทศเราขับเคลื่อนด้วยเหตุผลได้ และเราจะใช้สิ่งนั้นเป็นหลักในการทำงาน ข้อเท็จจริง เหตุผล และสื่อสาร แค่นี้เลย จะไม่มีอะไรหลุดจากมาตรฐานนี้นับจากวันนี้

เมื่อถามอีกว่า หลังจากนี้ประชาชนต้องรอไปเติมน้ำมันในช่วงกลางดึก ก่อนจะกลับเข้าบ้านใช่หรือไม่ น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า เป็นทางเลือกของประชาชน พิจารณาว่ารถของตัวเองควรจะเติมน้ำมันในวันนั้นหรือไม่ เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีแนวทางแจ้งเตือนประชาชน ว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มจะปรับสูงขึ้นหรือไม่ เพื่อให้เกิดการเตรียมตัว น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ปัจจัยการขึ้นลงของราคาน้ำมันไม่ได้อยู่ในประเทศ เราไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่าวันไหนราคาจะปรับตัวแรง หากราคาตลาดโลกเหวี่ยงแรง ก็ต้องมีการปรับขึ้นราคาในประเทศ ดังนั้นรัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนออกมา นอกเหนือจากการตรึงราคาน้ำมัน

น.ส.ณัฏฐา กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจที่สถานการณ์เป็นแบบนี้ ตอนสถานการณ์รัสเซียยูเครน เราสามารถติดลบได้มากกว่านี้ เพราะตอนนั้นรัฐบาลมีอำนาจเต็ม สามารถมีมติขยายวงเงินได้ และเข้าใจความเครียดของประชาชน โชคร้ายที่ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ในจังหวะเวลาที่รัฐบาลไม่สามารถใช้อำนาจเต็มทำบางอย่างได้ เช่นการลดภาษีสรรพสามิต รัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการที่ทำได้เลยก่อน

ด้าน นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ชี้แจงถึงการที่ กบน.ประกาศขึ้นราคาน้ำมันช่วงกลางกลางดึกว่า ด้วยสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกช่วงนี้ มีความผันผวนเยอะ เราจึงต้องดูข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะราคา ในอดีตที่ผ่านมาเป็นช่วงปกติ สามารถคำนวณราคาในช่วงเวลากลางวันได้ แต่ปัจจุบันราคาช่วงกลางวันกับช่วงกลางคืนเปรียบเทียบกันไม่ได้  กลางวันติดลบ กลางคืนกลับมาเป็นบวก เช่นเมื่อคืนนี้ ( 30 มี.ค.) ช่วงกลางวันติดลบอยู่ที่ 20 – 30 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่พอช่วงกลางคืน เพิ่มมาอีก 14 ดอลลาร์สหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องปิดตามราคาตลาดโลก นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องดูคือราคาของประเทศเพื่อนบ้าน ฐานะของกองทุนน้ำมันว่าจะมีสภาพคล่องอย่างไร และต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจ รวมถึงภาระที่จะกระทบต่อประชาชน พร้อมยกตัวอย่างว่า เมื่อวานนี้ (30 มี.ค.) เราประกาศขึ้นราคาดีเซล 1.80 บาท หากดูเทียบกับค่าการตลาดในวันนี้ ก็ยังติดลบ แต่กองทุนน้ำมันคิดว่ายังสามารถแบกได้ครึ่งหนึ่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนมากเกินไป

นายพรชัย กล่าวว่า กบน.จึงต้องมีการประชุมในเวลา 20.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ตลาดสิงคโปร์ ปล่อยราคาน้ำมันออกมา และเราต้องมาคำนวณเป็นเงินบาท ทำเป็นโครงสร้างราคา ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร รวมถึงต้องประกาศราคาที่กองทุนน้ำมันชดเชยให้ประชาชนทราบ ในเวลาประมาณ 21.00 น.ดังนั้น ขอให้มั่นใจว่า กบน.ดูทุกด้านอย่างรอบคอบทุกมิติ ยืนยันว่าเราไม่ได้เอื้อผู้ค้า

นายวีรพัฒน์ ยังกล่าวถึงความผันผวนของราคาน้ำมันว่า ไม่สามารถบอกได้ว่า ราคาน้ำมันจะขึ้นลงวันไหน อยู่ที่ตลาดโลก ซึ่งขณะนี้ผันผวนมาก ดังนั้น กบน.ต้องติดตามและใช้ราคาที่ปิดตลาดถึงจะพิจารณาได้ ส่วนประชาชน จะต้องรอลุ้นถึงช่วง 22.00 น.หรือไม่นั้น เป็นอีกประเด็น เพราะแต่ละวัน กบน.ไม่ทราบว่า จะมีการปรับขึ้นราคาหรือไม่ ต้องดูสถานการณ์รายวัน แต่หากมองว่าสามารถดูแลได้ ก็จะทำเต็มที่ หากไม่ไหวก็ต้องปรับราคาไปตามกลไกตลาด

เมื่อถามถึงกรณีค่าการตลาดยังติดลบ แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่แนวโน้มราคาน้ำมัน จะปรับตัวในคืนนี้ หรือพรุ่งนี้ (1 เม.ย.) ใช่หรือไม่ นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า กำลังดูอยู่ เพราะขณะนี้ราคาผันผวน วันนี้อาจจะเห็นว่าราคาขึ้นหรือลงก็ได้ ทั้งนี้ หากราคาลงจนทำให้ค่าการตลาดดีขึ้น อาจมีการพิจารณาว่าจะไม่มีการปรับในวันนี้ แต่หากกองทุนน้ำมันสามารถดูแลได้ และประเมินค่าการตลาดแล้ว ราคาน้ำมันก็มีมีแนวโน้มหยุดนิ่ง อาจจะดูแลไปก่อนอีก 1 – 2 วัน แล้วแต่สถานการณ์ ซึ่งสถานะกองทุนน้ำมันขณะนี้ มีเงินไหลออกวันละประมาณ 1.5 พันล้านบาท เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ติดลบอยู่ 4.2 หมื่นล้านบาท

เมื่อถามย้ำว่า มีความเป็นไปได้มากแค่ไหนว่าประชาชนต้องจ่ายค่าน้ำมันสูงถึงลิตรละ 58 บาท นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับปัจจัยราคา สถานะกองทุน รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการกองทุนนํ้ามัน ต้องดูหลายด้านประกอบการ ซึ่งไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้ว่าราคาจะขึ้นไปถึงเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานพยายามลดภาระให้มากที่สุด ซึ่งกองทุนน้ำมันมีไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพ ตรึงราคาคงไม่ไหว หากไม่มีกองทุนน้ำมัน ราคาก็คงกระชากไปแล้ว

วุฒิสภา ดันอัพเกรดระบบตรวจสอบเข้า-ออกพื้นที่ เชื่อมโยง แอพไทยดี ช่วยสแกนประวัติอาชญากรรม

วุฒิสภา ดันอัพเกรดระบบตรวจสอบเข้า-ออกพื้นที่ เชื่อมโยง แอพไทยดี ช่วยสแกนประวัติอาชญากรรม

วุฒิสภา ดันอัพเกรดระบบตรวจสอบเข้า-ออกพื้นที่ เชื่อมโยง แอพไทยดี ช่วยสแกนประวัติอาชญากรรม

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.40 น.

‘วุฒิสภา’ ดันอัพเกรดระบบตรวจสอบเข้า-ออกพื้นที่ เชื่อมโยง ‘แอพไทยดี’ ช่วยสแกนประวัติอาชญากรรม ยันไม่ก้าวล่วงล้วงข้อมูลส่วนตัว

เมื่อวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิดการใช้งานระบบบันทึกการเข้า-ออก สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเชื่อมโยงกับแอพลิเคชั่น ไทยดี เพื่อเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกในการยืนยันตัวตนของบุคคลก่อนเข้าสู่อาคาร 

นายมงคล กล่าวว่า ในภาวะการที่โลกมีความผันผวนและมีความเสี่ยงในหลายด้าน การรักษาความปลอดภัยในสถานที่ราชการจึงเป็นสิ่งสำคัญ การพัฒนาระบบการรักษาความปลอดภัยด้วยการบันทึกการเข้า-ออก ของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจึงเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นหน่วยงานภาครัฐดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว โดยมีการตรวจสอบจำนวนและข้อมูลของผู้ที่อยู่ภายใต้อาคารได้แบบเรียลไทม์  และมีการแสดงข้อมูลเชิงสถิติจำแนกตามประเภทบุคคล เพศ วัตถุประสงค์ของการเข้าอาคาร นอกจากนี้ยังสามารถนำฐานข้อมูลที่ได้มาวางแผนดำเนินการอพยพบุคคลเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินได้ และที่สำคัญเพื่อลดใช้กระดาษ

ด้านนายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ของวุฒิสภา กล่าวว่า ระบบไทยดีของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยใช้มานานและถูกใช้แพร่หลาย ซึ่งระบบปลอดภัยพอควร วุฒิสภาจึงนำระบบที่พัฒนาแล้วมาเชื่อมโยงกับระบบขอวุฒิสภา และเมื่อพัฒนาแล้วเห็นว่าสามารถเชื่อมโยงได้ชัดเจน ทั้งนี้หากมีปัญหาเกิดขึ้นในอนาคตจะสามารถรู้ได้ว่าใครเข้ามาในพื้นที่เมื่อใด และเมื่อเกิดเหตุจะรู้ได้ว่าใครอยู่ในพื้นที่บ้าง

“ในอนาคตคุยกันว่าจะเชื่อมโยงกับหน่วยงานรักษาความปลอดภัยของประเทศ หรือ ตำรวจสันติบาลด้วย เพื่อให้ทราบว่าคนที่เข้ามามีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ ซึ่งจะช่วยฝ่ายรักษาความปลอดภัยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนที่กังวลว่าข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหล นั้นไม่เป็นห่วง เพราะเป็นระบบปลอดภัย” นายนพดล กล่าว

เมื่อถามว่าเมื่อใช้ระบบไทยดีเชื่อมโยงการเข้า-ออกอาคาร มีข้อกังวลว่าอาจทำให้ข้อมูลที่ไม่จำเป็นต่อการบันทึกเข้า-ออก ถูกเปิดเผยด้วย นายนพดล กล่าวว่า ไม่ไปไกลถึงขนาดนั้น แต่อาจมีเฉพาะคนที่มีปัญหาประวัติอาชญากรรมที่ต้องเจาะลึก แต่คนทั่วไปที่ไม่มีระบบ ก็จะไม่มีเข้าไปใกล้ถึงข้อมูลส่วนตัว และเราจะไม่ก้าวล่วง