กบน. มติขึ้นขึ้นอีก 1.80 บาท ดัน ดีเซลทะลุ 40 บาท

กบน. มติขึ้นขึ้นอีก 1.80 บาท ดัน ดีเซลทะลุ 40 บาท

กบน. มติขึ้นขึ้นอีก 1.80 บาท ดัน ดีเซลทะลุ 40 บาท

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

วันนี้ 30 มี.ค.2569 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 18.76 บาทหลังจากราคาตลาดโลกสูงถึง 238 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาขายปลีกขยับตัวขึ้นอีก 1.80 บาทต่อลิตร 

ทั้งนี้ กบน. ได้เห็นชอบให้เพิ่มการชดเชยน้ำมันดีเซล 2.09 บาทต่อลิตร จากเดิม 16.67 บาทต่อลิตร เป็น 18.76 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 1.80 บาท/ลิตร จากราคาขายปลีก 38.94 บาทต่อลิตร ปรับเป็น 40.74  บาทต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป 

ดีเซล

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

ซึ่งสาเหตุหลักของการปรับราคาครั้งนี้ มาจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีความผันผวนรุนแรงในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าราคาน้ำมันดีเซล (Gas Oil) มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยวันที่ 27 มีนาคม 2569 ราคาปิดอยู่ที่ประมาณ 238 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากภาวะปกติก่อนเกิดสงครามราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 92-95 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันตลาดโลกมีความผันผวนรุนแรง กบน. มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับข้อมูลรอบด้าน ทั้งราคาตลาดโลก ราคาเพื่อนบ้าน ฐานะกองทุน ตลอดจนคำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาระที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน จึงทำให้ กบน. ต้องประชุมในช่วงหัวค่ำ ประมาณ 19.00-20.00น และสามารถประกาศอัตราการชดเชย ได้ในช่วงประมาณ 20.00-20.30น ของวัน

การเพิ่มการชดเชยในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 170 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายวันละ 1,335 ล้านบาท เป็นมีรายจ่ายวันละ 1,505 ล้านบท ฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 29 มีนาคม 2569 ติดลบ 42,148 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 4,833 ล้านบาท บัญชี LPG ติดลบ 37,315 ล้านบาท

โปรดเกล้าฯ นาวาอากาศเอก ธนาศักดิ์ สีขาว เป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ นาวาอากาศเอก ธนาศักดิ์ สีขาว เป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

โปรดเกล้าฯ นาวาอากาศเอก ธนาศักดิ์ สีขาว เป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.59 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศให้นายทหารสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็น นายทหารราชองครักษ์ประจำพระองค์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการถวายความปลอดภัย พ.ศ.2560 มาตรา 6 มาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติราชองครักษ์ พุทธศักราช 2580

และข้อ 4 ของระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการแต่งตั้งราชองครักษ์ พ.ศ.2559 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นาวาอากาศเอก ธนาศักดิ์ สีขาว ตำแหน่ง นายทหารปฏิบัติการพิเศษแต่งตั้งเป็นนายทหารราซองครักษ์ประจำพระองค์

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม พุทธศักราช 2569

ประกาศ ณ วันที่ 27 มีนาคม พุทธศักราช 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน

นายกฯ ร่วมรำลึก 100 ปี ชาตกาล ครูประชุม รัตนเพียร ยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบผู้สร้างมรดกทางปัญญา

นายกฯ ร่วมรำลึก 100 ปี ชาตกาล ครูประชุม รัตนเพียร ยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบผู้สร้างมรดกทางปัญญา

นายกฯ ร่วมรำลึก 100 ปี ชาตกาล ครูประชุม รัตนเพียร ยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบผู้สร้างมรดกทางปัญญา

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.32 น.

นายกฯ ร่วมรำลึก 100 ปี ชาตกาล “ครูประชุม รัตนเพียร” ยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบผู้สร้างมรดกทางปัญญา เพื่อเป็นกุญแจเปิดประตูแห่งอนาคตให้แผ่นดิน 

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 18.00 น. ที่อาคาร RBAC ARENA HALL A มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ซอยลาดพร้าว 107 ถนนลาดพร้าว เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงาน “100 ปี ครูชุม เรืองแสงรักและศรัทธา” เพื่อรำลึกถึงเกียรติประวัติและคุณูปการของนายประชุม รัตนเพียร หรือ “ครูชุม” ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยและบุคคลต้นแบบด้านการสร้างคนผ่านการศึกษา 

นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวรำลึกถึง “คุณครูประชุม รัตนเพียร” หรือที่ลูกศิษย์เรียกด้วยความรักว่า “ครูชุม” บุคคลผู้มีคุณูปการกับการศึกษาไทย ผู้ได้อุทิศตนกับการ “สร้างคน” หรือการสร้างต้นทุนทางปัญญาให้ลูกศิษย์เพื่อไปสร้างความเจริญ และพัฒนาประเทศชาติ

นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความผูกพันที่มีต่อครอบครัวรัตนเพียรมายาวนานกว่า 30 ปี โดยระบุว่ามีความใกล้ชิดกับ ดร.ประวิช รัตนเพียร มาตั้งแต่ก่อนเข้าสู่เส้นทางการเมือง และมีโอกาสได้ร่วมแสดงความยินดีในวาระสำคัญของครอบครัวมาโดยตลอด โดยเฉพาะในวันก่อตั้งมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC) 

“ผมเห็นชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงแผนงานหรือการลงทุน แต่เกิดขึ้นจากความเชื่อของครูชุมที่ว่า การศึกษาคือ กุญแจเปิดประตูแห่งอนาคต ครูชุมไม่ได้เพียงสร้างสถานที่เรียน แต่ท่านได้สร้างโอกาสให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้ก้าวไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าเดิม” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของครูชุมว่า การเปลี่ยนชีวิตนักศึกษาหนึ่งคน คือการเปลี่ยนอนาคตของคนทั้งครอบครัว ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศไทยในภาพรวม ชื่อเสียงและรากฐานที่ครูชุมได้วางไว้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งผ่านสถาบันการศึกษาในเครือ และประทับอยู่ในใจของลูกศิษย์ทั่วประเทศ

ในวาระครบรอบ 100 ปี ชาตกาลนี้ นายกรัฐมนตรียกย่องสิ่งที่ครูชุมสร้างไว้เป็น “มรดกทางปัญญา” ที่ถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น และเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังอุทิศตนเพื่อสังคม พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิตภายใต้การนำของครอบครัวรัตนเพียรและคณะผู้บริหาร จะยังคงทำหน้าที่สร้าง “คน” เพื่อสร้างอนาคตของประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.ประเวช รัตนเพียร อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน สมาชิกครอบครัวรัตนเพียร และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมงาน “100 ปี ครูชุม เรืองแสงรักและศรัทธา” อย่างคับคั่ง เพื่อแสดงมุทิตาจิตในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาลของครูชุม

ห่วงคนไทยแบกค่าไฟพุ่ง กรณ์ ปลุกคนไทยส่งเสียงค้านก่อนหมดเวลา

ห่วงคนไทยแบกค่าไฟพุ่ง กรณ์ ปลุกคนไทยส่งเสียงค้านก่อนหมดเวลา

ห่วงคนไทยแบกค่าไฟพุ่ง กรณ์ ปลุกคนไทยส่งเสียงค้านก่อนหมดเวลา

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.31 น.

วันนี้ 30 มีนาคม 2569 กรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แจ้งเตือนพี่น้องประชาชนเรื่องการปรับขึ้นค่าไฟ (ค่า Ft) รอบเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยระบุข้อความว่า “ค่าไฟกำลังจะขึ้น! ชวนคนไทยไปแสดงความเห็นกันครับ นอกจากเรื่องน้ำมันที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ตอนนี้ อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันและกระทบทุกครัวเรือนโดยตรง คือ “ค่าไฟฟ้า” แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ประชาชนจำนวนมากอาจยังไม่ทราบว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) สำหรับรอบเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 และจะปิดรับฟังในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวในการประชุมล่าสุด กกพ. ได้เสนอ 3 แนวทางที่มีผลต่อค่าไฟอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ แนวทางที่หนึ่ง คิดต้นทุนเต็มและชำระหนี้คงค้างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จำนวน 35,928 ล้านบาท ส่งผลให้ค่าไฟขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 4.59 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นราว 18% จากระดับปัจจุบัน แนวทางที่สอง คิดเฉพาะต้นทุนปัจจุบันโดยเลื่อนภาระหนี้ออกไป ทำให้ค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 4.08 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 5% และแนวทางที่สาม ใช้กลไกเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) มาช่วยลดภาระ ทำให้ค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้นราว 2% จากระดับปัจจุบันที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

ตัวเลขเหล่านี้อาจดูต่างกันไม่มาก แต่ในความเป็นจริง ทุก ๆ การปรับขึ้นประมาณ 7 สตางค์ต่อหน่วย คิดเป็นภาระเฉลี่ยราว 200 บาทต่อครัวเรือน และหากจะตรึงค่าไฟไว้ที่ระดับเดิม รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 4,600–5,000 ล้านบาทเข้ามาช่วยพยุงราคา

กรณ์ จาติกวณิช

สิ่งสำคัญคือ หลังจากปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว กกพ. จะนำข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อสรุปมติ และมีแนวโน้มจะประกาศค่าไฟรอบใหม่ในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งจะกลายเป็นค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายจริงในรอบถัดไป ขณะเดียวกัน ในช่วงฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง การใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมการใช้งานและโครงสร้างอัตราก้าวหน้า ทำให้ค่าไฟในบิลมีแนวโน้มสูงขึ้นอยู่แล้ว

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคของหน่วยงานรัฐ แต่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่กระทบค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง และเป็นหนึ่งในไม่กี่ช่วงเวลาที่เสียงของประชาชนสามารถเข้าไปมีผลก่อนการตัดสินใจจริง

ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่าน ใช้สิทธิของตนในช่วงเวลาสุดท้ายนี้ เข้าไปศึกษาและแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่ตัดสินใจในวันนี้ จะมีผลต่อค่าไฟที่เราทุกคนต้องจ่ายในวันข้างหน้า”

กรณ์ จาติกวณิช

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย ทั้งเห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวครั้งนี้และตัดพ้อถึงค่าใช้จ่ายที่กำลังจะเพิ่มขึ้น เช่น

“เรียบร้อยค่ะคุณกรณ์”

“สนับสนุนท่านครับลุยเลย”

“สนับสนุนคุณกรณ์ครับ คิดไม่พลาดอยู่แล้ว”

“ปล่อยตามกลไกเลยได้ไหมครับพี่ ปชชก็ต้องปรับตัว”

“มันยังจะตามมาอีกเพียบคับท่าน รอเลย1เมษายน69นี้”

“ตอนนี้ต้องรอรัฐบาล ใหม่ ถึงจะออกความเห็นได้ว่า รัฐบาลใหม่นี้จะแก้ไขปัญหายังไง ถ้าแก้ไขไม่ตรงจุดเรามาช่วยกันดันรัฐบาลให้ถูกทิศถูกทาง”

“รัฐบาลนี้คิดจะช่วยเหลือประชาชนเลยหรอ ได้ข่าวว่ายุโรปตอนนี้รัฐบาลออกมาช่วยลดค่าใช้จ่าย”

“ต่างชาติถือหุ้นใหญ่ในการไฟฟ้า ใช้นอมินี..อยากครอบครองประเทศไทย”

“ค่ารถโดยสารไปทำงานก็ขึ้นแล้วค่ะ”

“อยากให้คุณกรณ์ลองอธิบายเงื่อนไขของคนเป็นรบ.ว่ามันมีข้อจำกัดอะไรบ้างในการดำเนินนโยบายพลังงานที่บางอย่างทำได้ไม่ง่ายและไม่ได้ทันที เพื่อให้คนไทยช่วยกันผลักดันกระแสสังคมให้รบ.สามารถทำงานได้เร็วขึ้จ”

กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ จาติกวณิช

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก กรณ์ จาติกวณิช – Korn Chatikavanij 

เพื่อไทย ห่วงวิกฤตไฟป่า ฝุ่นพิษภาคเหนือ จี้รัฐบาลยกระดับรับมือ-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

เพื่อไทย ห่วงวิกฤตไฟป่า ฝุ่นพิษภาคเหนือ จี้รัฐบาลยกระดับรับมือ-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

เพื่อไทย ห่วงวิกฤตไฟป่า ฝุ่นพิษภาคเหนือ จี้รัฐบาลยกระดับรับมือ-ดูแลกลุ่มเปราะบาง

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

“เพื่อไทย” ห่วงวิกฤตไฟป่า–ฝุ่นพิษภาคเหนือ เร่งรัฐยกระดับรับมือด่วน พร้อมเคียงข้างประชาชนทุกพื้นที่

วันที่ 30 มีนาคม 2569 พรรคเพื่อไทยโพสต์ผ่านสื่อของพรรค ระบุได้ติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และไฟป่าภาคเหนืออย่างใกล้ชิด แสดงความห่วงใยต่อผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนทั้งเชิงรุก ระดมกำลัง ดูแลกลุ่มเปราะบาง และวางแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว พร้อมยืนยันยืนเคียงข้างประชาชนฝ่าวิกฤตร่วมกัน โดยมีข้อความดังนี้

พรรคเพื่อไทยห่วงใยสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นควันภาคเหนือ พร้อมเคียงข้างประชาชนผ่านวิกฤต

พรรคเพื่อไทยติดตามสถานการณ์จุดความร้อน (Hotspot) และวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างใกล้ชิดด้วยความห่วงใยยิ่ง ต่อผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 

โดยพรรคขอแสดงจุดยืนและข้อเสนอแนะเพื่อให้รัฐบาลเร่งดำเนินการจัดการปัญหาอย่างเร่งด่วน ดังนี้:

1. ยกระดับการบริหารจัดการเชิงรุก (Proactive Management)
ขอให้รัฐบาลเร่งระดมเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครลงพื้นที่ทำแนวกันไฟในจุดเสี่ยง เพื่อสกัดกั้นและลดการขยายตัวของจุด Hotspot โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อระบุพิกัดที่แม่นยำ พร้อมทั้งประสานงานกับส่วนท้องถิ่นในการเฝ้าระวังพื้นที่ป่าอย่างเข้มข้นตลอด 24 ชั่วโมง

2. ระดมสรรพกำลังและดูแลสวัสดิการเจ้าหน้าที่
ขอให้รัฐบาลเร่งระดมเครื่องมือ อุปกรณ์ดับไฟป่า และอากาศยานสนับสนุนการดับเพลิงจากทั่วประเทศเข้าสู่พื้นที่วิกฤตโดยเร็วที่สุด เพื่อจำกัดผลกระทบทั้งในด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ และขอให้มีการจัดสวัสดิการและค่าตอบแทน ให้กับเจ้าหน้าที่ด่านหน้าและอาสาสมัครอย่างเหมาะสมและทั่วถึง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความเสี่ยง

3. ดูแลกลุ่มเปราะบาง
ขอให้รัฐบาลดูแลกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ เร่งนำส่งอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นให้กับกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

4.การแก้ไขปัญหาระยะยาว
ขอให้รัฐบาลบรรจุแนวทางการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันทั้งในประเทศและข้ามชายแดนลงในคำแถลงนโยบายเพื่อยืนยันถึงความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน

ทีมพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ภาคเหนือและองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานช่วยเหลือเบื้องต้น อาทิ การแจกหน้ากากอนามัย N95 และอุปกรณ์ยังชีพอื่นๆ 

ปัญหาสิ่งแวดล้อมและฝุ่นควันไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือวิกฤตของคนทั้งชาติ พรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานเคียงข้างและสนับสนุนการดำเนินงานของรัฐบาล เพื่อให้พี่น้องชาวเหนือกลับมาหายใจได้เต็มปอดอีกครั้ง เพราะชีวิตและสุขภาพของประชาชน คือสิ่งที่เรายอมให้เสียเวลาไปมากกว่านี้ไม่ได้

สู้คดีเหนื่อย! ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดี 44 สส.ก้าวไกล สะเทือนถึงเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน

สู้คดีเหนื่อย! ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดี 44 สส.ก้าวไกล สะเทือนถึงเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน

สู้คดีเหนื่อย! ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดี 44 สส.ก้าวไกล สะเทือนถึงเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้าน

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.43 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2569 ภายหลังจากจะมีการเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ปปช. ให้มีมติรับรองคำร้องที่จะยื่นคำร้องให้เชือด อดีต 44 สส.พรรคก้าวไกลต่อศาลฎีกาโดยหนึ่งในนั้น มี 10 สส.พรรคประชาชนรวมอยู่ด้วยโดย ปปช.ขอให้ศาลฎีกาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ด้วยนั้น (ป.ป.ช.ได้ฤกษ์! จ่อชงคำร้องฟัน 44 สส.ก้าวไกล เข้าที่ประชุมชุดใหญ่ก่อนส่งศาลฎีกา)

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า ผลการเลือกตั้ง สส.พรรคประชาชนได้ จำนวน สส. 120 คน และเป็นฝ่ายค้าน โดยในฝ่ายนิติบัญญัติกรณีฝ่ายค้าน รัฐธรรมนูญกำหนดกลไกให้มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องดำเนินการแต่งตั้งหลังฝ่ายบริหารเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว โดยปรากฏชัดในรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 บัญญัติว่า “…ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็น “ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร…”

อธิบายได้ว่า ให้ดูว่า ผู้นำฝ่ายค้านมี สส.มากที่สุดและตัวแทนพรรคไม่ได้ไปดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารหรือนั่งตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติหรือรองประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ถึงพรรคจะเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้

พรรคประชาชนมีจำนวน สส.ฝ่ายค้านมากสุด นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นหัวหน้าพรรคและ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ย่อมถูกคาดหมายว่าจะได้นั่งตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านอย่างแน่นอน
         
แต่มีปัญหาว่า นายณัฐพงษ์ฯ หัวหน้าพรรคประชาชน ถูก ปปช.ชี้มูลความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง หาก ปปช.ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาต้องมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจไว้เป็นอย่างอื่น มีผลกระทบต่อการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเว้นแต่เปลี่ยนหัวหน้าพรรคคนใหม่

หากพิจารณาถึงอัตราโทษความผิดฐานฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบวรรคสี่หากแพ้คดีและศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ย่อมตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป

พูดภาษาชาวบ้าน คือ หากแพ้คดีจริยธรรม นายเท้ง ณัฐพงษ์ฯกับพวก ถูกประหารชีวิตทางการเมือง  โดย หลุดจากตำแหน่ง สส., หลุดจากตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้าน และหลุดจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาชน โทษรุนแรง โดยไม่สามารถเล่นการเมืองได้อีก ต้องเปลี่ยนอาชีพอื่น  

หากย้อนดูรายชื่อ พบว่า มี สส.พรรคประชาชน ทั้งแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 10 คน เป็นส่วนหนึ่งของอดีต สส.พรรคก้าวไกล ผลกระทบเป็นห่วงโซ เพราะบุคคลดังกล่าว ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคบ้าง รองหัวหน้าพรรคบ้างหรือแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน

การแก้ไขมาตรา 112 เป็นนโยบายพรรคก้าวไกลที่ถูกพ่นพิษ โดยศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยที่ 3/2567 ในคดียุบพรรคก้าวไกล ระบุชัดว่า นโยบายแก้ไข ปอ.มาตรา 112 เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้อ่อนแอ หรือเสื่อมทรามลง แม้ผลไม่ได้เกิดขึ้นในทันที ทันใด แต่มีเจตนาเล็งเห็นได้ว่า ผลนั้นย่อมเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ในคดีที่ ปปช.ชี้มูลเป็นการหยิบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมาเชือด หากพิจารณาแง่กฎหมายมหาชนผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมเสร็จเด็ดขาดและมีผลผูกพันทุกองค์กร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 211 วรรคสี่
       
ในการต่อสู้คดี จะต้องนำสืบหักล้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและพฤติการณ์การกระทำ ส่งผลให้ผู้ถูกร้องต่อสู้คดีเป็นอันว่า ค่อนข้างเหนื่อยแน่นอน

หนุ่มเมืองจันทร์แซวเจ็บ พีระพันธุ์มนุษย์ Future Tense มีแต่เรื่องที่

หนุ่มเมืองจันทร์แซวเจ็บ พีระพันธุ์มนุษย์ Future Tense มีแต่เรื่องที่

หนุ่มเมืองจันทร์แซวเจ็บ พีระพันธุ์มนุษย์ Future Tense มีแต่เรื่องที่

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.43 น.

วันนี้ 30 มีนาคม 2569 กลายเป็นโพสต์ไวรัลที่ทำเอาชาวเน็ตต้องอ่านซ้ำหลายรอบ สรกล อดุลยานนท์ หรือ หนุ่มเมืองจันท์ นักคิด-นักเขียน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หลังเห็นการแสดงวิสัยทัศน์เรื่องวิกฤตน้ำมันในรายการของ สรยุทธ เมื่อเช้านี้ โดยระบุว่า “เห็น “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค“ ออกมาแสดงความเห็นเรื่องวิกฤตน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งในรายการของ ”สรยุทธ“ เมื่อเช้านี้ ต้องยอมรับว่า ”พีระพันธุ์“ เป็นรัฐมนตรีพลังงานที่เก่งมาก …เมื่อไม่ได้เป็นรัฐมนตรี เพื่อนผมคนหนึ่งชมว่า ”พีระพันธุ์“ เหมือนกับเป็นผู้นำที่มาจากอนาคตกาล เพราะช่วง 2 ปีกว่าที่เป็นรัฐมนตรี มีแต่เรื่องที่ ”จะทำ“ มากกว่าเรื่องที่ ”ทำแล้ว“= เป็นมนุษย์ Future Tense อย่างแท้จริง”

สรกล อดุลยานนท์

งานนี้ทำเอาคอมเมนต์ใต้โพสต์ของ สรกล อดุลยานนท์ ระเบิดอย่างรวดเร็ว ชาวเน็ตแห่เข้ามาตีความคำว่า มนุษย์ Future Tense กันอย่างคึกคัก เช่น

“เรียกว่าชม ไหม??? จริ้งๆ จริงๆ”

“จิงๆแล้ว ทุกท่านเก่งทุกคน มีความสามารถเยอะด้วย (ตอนไม่มีตำแหน่ง)”

“คนรักลุงพีบอกท่านทำมากกว่าพูด ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้วเลยพูดแทนค่ะ”

“ลิตรละ100 ก็ได้ เป็นคนดีรักชาติต้องมาก่อน”

“โชคดีที่เปนคนอ่านหนังสือเกินแปดบรรทัด”

“นายกมาร์ค คือ ต้นแบบผู้มาก่อนกาล”

“ลุง คุยให้คิด ยังชม”

“ต้องช่วงนี้ละ เผื่อจะได้สักตำแหน่ง”

“สาบานว่าชมครับ 55555555”

“เกือบจะดีแล้วค่ะ555”

“555555555 เห็นภาพเลยค่ะ”

“ชมแบบจริงใจมาก 5555”

สรกล อดุลยานนท์
สรกล อดุลยานนท์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก หนุ่มเมืองจันท์ 

ดร.นิว ซูฮก หมอวรงค์ ทำสำเร็จ จี้เลิกข้าวฟรี สส. หลังสงกรานต์ต้องควักเงินจ่ายเอง

ดร.นิว ซูฮก หมอวรงค์ ทำสำเร็จ  จี้เลิกข้าวฟรี สส. หลังสงกรานต์ต้องควักเงินจ่ายเอง

ดร.นิว ซูฮก หมอวรงค์ ทำสำเร็จ จี้เลิกข้าวฟรี สส. หลังสงกรานต์ต้องควักเงินจ่ายเอง

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2569 ดร.ศุภณัฐ อภิญญาณ หรือ “ดร.นิว” นักวิจัยภายใต้สถาบันวิจัย MAST Center และ คณะวิศวกรรมชีวการแพทย์ University of Arkansas ประเทศสหรัฐอเมริกา โพสต์เฟซบุ๊ก Suphanat Aphinyan ระบุว่า หมอวรงค์สุดยอดมากๆ ประธานสภาและตัวแทนพรรคการเมืองหารือกันเรียบร้อย หลังสงกรานต์ สส. ต้องซื้อข้าวกินเองแล้วนะครับ

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี  ได้โพสต์ว่า  “การหารือระหว่างประธานสภาและตัวแทนพรรคการเมือง สรุปให้สส.ซื้ออาหารทานเอง เริ่มต้นได้หลังสงกรานต์” 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ดีเดย์หลังสงกรานต์! หมอวรงค์ เผยสภาฯเคาะงดเลี้ยงข้าว ส.ส. ให้ควักกระเป๋าจ่ายเอง

หมอวรงค์ แจงยิบเลิกงบข้าวฟรี สส. ประหยัดเงินแผ่นดินคืนให้ประชาชน ชมคลิป

หมอวรงค์ แจงยิบเลิกงบข้าวฟรี สส. ประหยัดเงินแผ่นดินคืนให้ประชาชน ชมคลิป

หมอวรงค์ แจงยิบเลิกงบข้าวฟรี สส. ประหยัดเงินแผ่นดินคืนให้ประชาชน ชมคลิป

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

วันนี้ 30 มีนาคม 2569 บนโลกโซเชียลกำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก เมื่อ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงประเด็นที่หลายคนสงสัยเรื่องการปรับเปลี่ยนสวัสดิการอาหารของ ส.ส. โดยระบุว่า “หลายคนสงสัยว่า เมื่อส.ส.ต้องซื้ออาหารทานเอง สัญญาที่ทำไปแล้ว จะสร้างความเสียหายต่อสภาไหม จะมีอาหารเหลือในแต่ละวันไหม ได้รับคำชี้แจงว่า ไม่เสียหายเพราะเป็นสัญญาที่บอกเลิกได้ทันที ประเทศจะประหยัดงบส่วนที่เหลือ และส่งคืนแผ่นดินเพื่อไปทำประโยชน์อย่างอื่นได้ เท่ากับว่า หลังสงกรานต์ ส.ส.ซื้อข้าวทานเอง เราก็ประหยัดงบได้ทันทีครับ”

วรงค์ เดชกิจวิกรม

ภายหลังจากโพสต์ของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ถูกเผยแพร่ออกไป บรรดาชาวเน็ตและแฟนคลับต่างหลั่งไหลเข้ามาคอมเมนต์แสดงความชื่นชมและสนับสนุนแนวคิดนี้กันอย่างล้นหลาม เช่น

“ยอดเยี่ยมครับท่าน”

ADVERTISEMENT

“ดีมากทำเพื่อประชาชนครับหมอ”

“หมอครับพูดเรื่องน้ำมันสักทีไร่อนุทินออกไปที”

“ขอบพระคุณครับ”

“คุณหมอผู้มาก่อนกาลเสมอ สุดยอดจริงๆ”

วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม
วรงค์ เดชกิจวิกรม

>>> ชมคลิป คลิกที่นี่ <<<

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom

พลังงาน เผย ยอดใช้ดีเซลพุ่ง 87.5 ล้านลิตรต่อวัน เบนซินยอดใช้สู่สภาวะปกติ

พลังงาน เผย ยอดใช้ดีเซลพุ่ง 87.5 ล้านลิตรต่อวัน เบนซินยอดใช้สู่สภาวะปกติ

พลังงาน เผย ยอดใช้ดีเซลพุ่ง 87.5 ล้านลิตรต่อวัน เบนซินยอดใช้สู่สภาวะปกติ

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.50 น.

ก.พลังงาน เผย ยอดใช้ดีเซลพุ่ง 87.5 ล้านลิตรต่อวัน เบนซินยอดใช้สู่สภาวะปกติ ระบุ ประชุม ศบก.ไม่ได้หารือเรื่องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เวลา 17.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน แถลงภายหลังการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า ในวันนี้ (30 มี.ค.) ศบก.ได้รับทราบรายงานสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุดของประเทศ ณ วันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 87.5 ล้านลิตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ 83 ล้านลิตรต่อวัน โดยแบ่งเป็นการจำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมัน 69.5 ล้านลิตร และกลุ่มขนส่ง อุตสาหกรรม รวมถึงส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจ อีกประมาณ 18 ล้านลิตร ในขณะที่น้ำมันเบนซินมียอดจำหน่ายอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตร เริ่มปรับตัวลดลงมาใกล้เคียงกับยอดขายเฉลี่ยในช่วงเดือน ม.ค.

นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการรองรับความต้องการใช้ของประชาชน กระทรวงพลังงานได้ดำเนิน มาตรการผ่อนผันการสำรองน้ำมันตามกฎหมาย โดยมีการระบายน้ำมันออกมาเสริมในระบบแล้วรวมทั้งสิ้น 120 ล้านลิตร  นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุน น้ำมัน B20 ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมัน B7 ประมาณ 5 บาท เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม น้ำมัน  B20 จะไม่มีจำหน่ายทั่วไปตามสถานีบริการน้ำมัน แต่จะเป็นการซื้อผ่านคลังน้ำมันเท่านั้น เพื่อจำหน่ายให้เฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มเรือประมง หรือรถยนต์บางรุ่นที่รองรับ เพื่อป้องกันปัญหาด้านการรับประกันและเครื่องยนต์ โดยปัจจุบันสามารถสั่งซื้อได้ที่คลังพระโขนง (OR), คลังน้ำมันสงขลา และคลังน้ำมันสังขละบุรี ส่วนคลังของเชลล์ (Shell) คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายได้ในช่วงต้นเดือน เม.ย.นี้

เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่องการใช้งาน แอปพลิเคชัน “App Fuel now” ที่สถานะยังไม่อัพเดท นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเร่งพัฒนาและนำเข้าข้อมูลสถานีบริการทั่วประเทศจากพลังงานจังหวัด คาดว่าจะสามารถ ใช้งานได้ดีขึ้นภายใน 1-2 วันนี้ เมื่อถามว่า ในวันนี้ที่ประชุมมีการหารือเรื่องประเด็นเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตดีเซลหรือไม่ นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ในที่ประชุมครั้งนี้ยังไม่ได้มีการหยิบยกขึ้นมาหารือหรือรายงานแต่อย่างไร