วัน อยู่บำรุง แจ้งข่าวเศร้า คุณแม่ลำเนา ถึงแก่กรรมแล้ว ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้ครอบครัว

วัน อยู่บำรุง แจ้งข่าวเศร้า คุณแม่ลำเนา ถึงแก่กรรมแล้ว ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้ครอบครัว

วัน อยู่บำรุง แจ้งข่าวเศร้า คุณแม่ลำเนา ถึงแก่กรรมแล้ว ขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งให้ครอบครัว

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

วันนี้ 30 มีนาคม 2569 วัน อยู่บำรุง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แจ้งข่าวการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวอยู่บำรุง โดยระบุข้อความว่า“ครอบครัวอยู่บำรุง ขอแจ้งให้ทุกท่านทราบโดยทั่วกันว่า คุณแม่ลำเนา อยู่บำรุง ได้ถึงแก่กรรมโดยสงบแล้วทั้งนี้ กำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศลและสวดพระอภิธรรม ทางครอบครัวจะเรียนแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และขอขอบพระคุณทุกท่านสำหรับความห่วงใยและกำลังใจ”

วัน อยู่บำรุง

ภายหลังการโพสต์แจ้งข่าวเศร้าของ วัน อยู่บำรุง ชาวเน็ตจำนวนมาก เข้ามาร่วมแสดงความเสียใจและไว้อาลัยต่อการจากไปของคุณแม่ลำเนากันอย่างล้นหลาม เช่น

“ผมขอแสดงความเสียใจกับครอบครัว (อยู่บำรุง) ด้วยครับ ต่อการจากไปของ คุณแม่ ลำเนา อยู่บำรุง”

“ขอแสดงความเสียใจแก่ครอบครัวอยู่บำรุงด้วยนะครับพี่หนุ่ม”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับป๋า”

“ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งครับพี่หนุ่ม”

“ขอแสดงความเสียใจทอย่างสุดซึ้งครับ”

“ขอแสดงความเสียใจมา ณ โอกาสนี้นะคะ”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะพี่หนุ่ม”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ พี่หนุ่ม”

“ขอแสดงความเสียใจครับพี่”

“ขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างสูงด้วยนะคะพี่หนุ่ม”

“ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของท่านด้วยครับผม”

“ขอแสดงความอาลัย และเสียใจด้วยครับ”

วัน อยู่บำรุง
วัน อยู่บำรุง

สำหรับประวัติของ นางลำเนา อยู่บำรุง ท่านมีชื่อเล่นที่รู้จักกันในครอบครัวว่า แป้น เป็นบุตรของนายประเสริฐ คำสุภาพ ในด้านประวัติการศึกษานั้น ท่านสำเร็จการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนย่านบางขุนเทียน และระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสิงหราชพิทยาคม ก่อนจะเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูสวนดุสิต และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางเขน

ในส่วนของชีวิตครอบครัว นางลำเนา ได้เข้าพิธีสมรสกับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อปี พ.ศ. 2512 ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา ทั้งคู่เพิ่งจะจัดงานฉลองครบรอบวันแต่งงานปีที่ 56 ไปอย่างอบอุ่น โดยนางลำเนา และ ร.ต.อ.เฉลิม มีบุตรชายด้วยกันทั้งหมด 3 คน ได้แก่ ร.ต.ต.อาจหาญ อยู่บำรุง, ร.ต.ต.วัน อยู่บำรุง (หนุ่ม),  พ.ต.ต.ดวง อยู่บำรุง

วัน อยู่บำรุง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัน อยู่บำรุง, เฟซบุ๊ก Bell Tong Love Ella

สุชาติ ฟ้องอาญา หมอของขวัญ จงใจมุ่งให้ร้ายโจมตีทางการเมือง หากกระทำซ้ำอีกฟ้องเพิ่ม

สุชาติ ฟ้องอาญา หมอของขวัญ จงใจมุ่งให้ร้ายโจมตีทางการเมือง หากกระทำซ้ำอีกฟ้องเพิ่ม

สุชาติ ฟ้องอาญา หมอของขวัญ จงใจมุ่งให้ร้ายโจมตีทางการเมือง หากกระทำซ้ำอีกฟ้องเพิ่ม

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“สุชาติ”ฟ้องอาญา “หมอของขวัญ”จงใจมุ่งให้ร้ายโจมตีทางการเมือง หากกระทำซ้ำอีกฟ้องเพิ่ม ส่วน “โกวิท”ไม่ได้ทำหน้าที่สื่อแท้จริง ไม่ถอนฟ้องให้

วันที่ 30 มีนาคม 2569 สืบเนื่องจากหมอของขวัญหรือ นางสาวของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ ได้โพสต์ทำนองว่าได้รับหมายศาลถูกนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ฟ้องคดีอาญาและเรียกค่าเสียหายนั้น

ล่าสุด ดร.ณัฏฐ์ หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ในฐานะที่ปรึกษากฎหมาย นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การวิจารณ์การเมืองโดยสุจริต สามารถกระทำได้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย แต่หากเป็นการมุ่งใฟห้ร้ายโจมตีทางการเมือง เพราะมีแรงจูงใจทางการเมือง รุกล้ำสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีกฎหมายให้อำนาจกระทำได้ แบบนี้ไม่เรียกว่า “เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง” แต่เป็นการ “มุ่งทำลาย” หรือ “มุ่งให้ร้าย หรือใส่ร้ายทางการเมือง”ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในคะแนนนิยมของนายสุชาติในขณะแข่งขันการเลือกตั้งและเป็นผลสืบเนื่องหลังเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนได้รับฟังข้อมูลคลาดเคลื่อน เป็นการจงใจทำลายชื่อเสียงเกียรติยศของนายสุชาติฯ

มิใช่ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์ในการทำงานได้ แต่ต้องอยู่บนข้อเท็จจริงที่วิจารณ์ได้โดยสุจริต แต่การกล่าวหาใส่ร้ายเรื่องประวัติในการทำงานโดยไม่เป็นจริง ในลักษณะคดโกง ทุจริต แบบนี้ ยอมไม่ได้ เพราะมีกลไกกฎหมาย พรป.ปปช. กำกับควบคุมนักการเมือง เจ้านหน้าที่ของรัฐอยู่ มิใช่กล่าวหาตามอำเภอใจผ่านโซเชี่ยล แล้วจะมาเรียกร้องผ่านโซเชี่ยลว่า ไล่ฟ้องประชาชนปิดปาก ซึ่งมันไม่ใช่เพราะประชาชนทั่วไปไม่ได้ทำสันดานแบบนี้ คุณทำตัวเองมากกว่า   การกล่าวหา ทำให้บุคคลอื่นเสียหาย แล้วจะมาบอกภายหลังว่า ฟ้องปิดปากประชาชน หรือปิดปากสื่อไม่ได้

นายสุชาติฯฟ้องเรียกค่าเสียหายสูงถึง 50 ล้านบาทด้วย ต้องไปพิสูจน์ในกระบวนยุติธรรมว่า เป็นการกระทำโดยสุจริตหรือไม่ แต่เท่าที่ดู เป็นการกล่าวหาทำให้นายสุชาติเสียหายมากกว่า หากไปโพสต์ทำให้เกิดความเสียหายซ้ำอีก ต้องเจอฟ้องซ้ำแยกเป็นกรรมๆไป  

ดร.ณัฏฐ์ กล่าวว่า กรณีนางสาวของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ ที่ถูกนายสุชาติฟ้อง เป็นการกล่าวหาใส่ร้ายนายสุชาติฯ หลายเรื่อง โดยไม่มีมูลความจริง โพสต์กล่าวหาไปเรื่อย ต้องดำเนินคดีอาญามิให้เป็นเยี่ยงอย่าง  ต้องเรียนกับพี่น้องประชาชนและสื่อสารไปถึงนางสาวของขวัญ ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับส่วนหนึ่งส่วนใดในกระบวนการตัดสินใจการลงทุนของคณะกรรมการกองทุนประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็น กรณีซื้อขาย ตีก อาคาร SKKY 9 หรือทรัพย์สินประเภทอื่น เพราะการลงทุนซื้ออาคารหรือทรัพย์สินประเภทอื่น เป็นเรื่องของความคุ้มค่าและนำเม็ดเงินที่ฝากธนาคารไว้มาลงทุนให้ได้มากกว่าดอกเบี้ยธนาคาร โดยการลงทุนหรือไม่ ผ่านการพิจารณาโดยคณะกรรมการกองทุนประกันสังคมและผ่านการนำเสนอของบอร์ดความเสี่ยง อำนาจในการลงทุนไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น ทั้งนายสุชาติฯไม่ได้เกี่ยวข้องกับการนำลูกจ้างไปเก็บเบอรี่ป่าที่ประเทศฟินแลนด์และไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีค้ามนุษย์ ทั้งไม่ได้เกี่ยวข้องกับกล่าวอ้างว่า พัวพันสินบน 36 ล้าน  โดยข้อกล่าวหาทั้งหมด ดีเอสไอส่งให้ ปปช. พิจารณา โดยปปช.ได้วินิจฉัยชี้ขาด โดยยกคำร้องนายสุชาติทั้งหมดแล้ว  ข้อกล่าวหาที่นางสาวของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ กล่าวหา โดยมีมลเหตุจูงใจทางการเมือง อันสืบเนื่องจากกรณีร้องขอให้นับคะแนนใหม่ ไม่มีมูลความจริง กรณีถูกนายสุชาติฟ้องต้องไปว่ากันตามพยานหลักฐานในกระบวนการยุติธรรม ยืนยัน ไม่ได้ฟ้องปิดปากประชาชน   

ส่วนกรณีนายโกวิท โฑธิสาร  บก.The lsaan Record  อ้างว่า “ฟ้องปิดปากสื่อ” ตนยืนยันว่า ไม่ได้ฟ้องปิดปากสื่อ ก่อนหน้านี้ นายสุชาติได้ยื่นฟ้องนางสาวหทัยรัตน์ พหลทัพ แล้วถอนฟ้องไปแล้ว แต่กรณีของนายโกวิท ฯ ไม่อาจถอนฟ้องให้ได้ ไม่ควรเรียกว่า “สื่อ” เพราะสื่อที่ดีต้องมีจรรยาบรรณสื่อมวลชน ต้องตรวจสอบข้อมูลรอบด้าน จะอ้างว่า เป็นรายงานสืบสวนหรือว่าไปรับงานใครมาใส่ร้ายนายสุชาติกันแน่ แต่การแชร์ข่าวเท็จโดยไม่ตรวจสอบ ต้องถูกดำเนินคดี โดยเฉพาะอยู่ในสำนักข่าวเดียวกัน ควรจะรู้อยู่แล้วว่าจริงหรือเท็จ เพราะการแชรข้อมูลและแปะข้อความ เป็นการประจานบุคคลอื่น จะไม่มีการถอนฟ้องให้เด็ดขาด เพราะนายสุชาติถอนฟ้องให้เฉพาะนางสาวหทัยรัตน์ พหลทัพ แต่พอถอนฟ้องให้ กลับไม่สำนึก โดยสำคัญผิดในตัวเอง

ส่วนที่นางสาวหทัยรัตน์ พหลทัพ ได้ใช้สถานที่รัฐสภาแถลงข่าว และยื่นหนังสือต่อ สส.และ สว. เท่าที่ติดตามการแถลง ไม่ได้สาระอะไร เป็นการหาแสงมากกว่า จะมาตั้งคำถามถึงนายสุชาติและนายอนุทิน นายกรัฐมนตรี ยังพูดตะกุกตะกัก ไร้สาระ ไม่รู้จริง ให้ไปทำการบ้านมาก่อน หากกระทำซ้ำอีก เจอฟ้องกลับอีกแน่ ครั้งนี้ ไม่ถอนให้แล้ว จะหาว่า ถอนฟ้อง กลัวอะไร  ทั้งการยื่นหนังสือต่อนายสหัสวัส คุ้มคง สส.พรรคประชาชนที่ตกเป็นจำเลยในคดีที่นายสุชาติฯฟ้องคดีอาญา เป็นคู่ขัดแย้ง กำลังให้ฝ่ายกฎหมายถอดเทป หากกระทำซ้ำอีก อย่ามาหาว่า ฟ้องปิดปากสื่อแล้วกัน เพราะกระทำตัวเองล้วนๆ และไม่ได้กระทำในนามสื่อมวลชนแท้จริงเพราะสื่อมวลชนที่ดีต้องมีจรรยาบรรณสื่อ ไม่รับงานใครมาเพื่อโจมตีทำลายล้างทางการเมือง

เคาะแล้วมติ สส. จ่ายค่าข้าวเอง เริ่มหลังสงกรานต์ พร้อมเล็งตั้งผู้ช่วยยุคประหยัด

เคาะแล้วมติ สส. จ่ายค่าข้าวเอง  เริ่มหลังสงกรานต์ พร้อมเล็งตั้งผู้ช่วยยุคประหยัด

เคาะแล้วมติ สส. จ่ายค่าข้าวเอง เริ่มหลังสงกรานต์ พร้อมเล็งตั้งผู้ช่วยยุคประหยัด

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

30 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมหารือร่วมกับหัวหน้าพรรคการเมือง และตัวแทนพรรคการเมือง กรณีสวัสดิการสส. และการดำเนินงานในสภาฯว่า วันนี้มีการหารือในประเด็นหลัก เรื่องแรกคือการจัดอาหารสส. ในวันประชุมสภาฯ ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่าสมาชิกจะจ่ายกันเองโดยฝ่ายเลขาสภาฯจะจัดอาหารบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกที่ห้องอาหารเดิม แต่ต้องจ่ายเงินกันเอง ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป เรื่องที่ 2.การแต่งตั้งผู้ช่วยสส. และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ที่ประชุมมีความเห็นว่าในยุคที่ทั่วโลกมีวิกฤตการณ์น้ำมันแพง เราจะหาวิธีการประหยัดงบประมาณได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เกิดจากระเบียบสภา ออกโดยกรรมการรัฐสภา(กร.) ที่ประชุมจึงมีมติให้นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ กร. ซึ่งในวันที่ 23 เม.ย.นี้ จะมีการเลือก กร. ครบทั้งฝ่ายวุฒิสภาและฝ่ายสภาฯ จากนั้นในวันที่ 28 เม.ย. ตนจะนัดประชุม กร. เพื่อสรุปในเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง และประเด็นที่ 3.กองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา หรือเบี้ยเลี้ยงชีพ สืบเนื่องจากเรื่องนี้เป็นพ.ร.บ และออกเป็นระเบียบโดยคณะกรรมาธิการ(กมธ.)กิจการสภาผู้แทนราษฎรในอดีตที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อมีกมธ.กิจการสภาฯ ก็จะมอบให้ กมธ. ไปพิจารณาว่าเบี้ยเลี้ยงชีพจะมากมากน้อยเพียงใด

นายโสภณ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับความสง่างามของสภาฯ ระเบียบกฎหมายที่ล้าสมัยไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ เราให้การบ้านแต่ละพรรคการเมือง ไปดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายตามนโยบายประหยัดพลังงาน ที่ตนในฐานะประธานสภาฯอาศัยอำนาจตามข้อบังคับ ให้งดเว้นการสวมสูทผูกเนคไท โดยสามารถสวมเสื้อเชิ๊ตมีปก ที่ไม่ต้องเป็นคอพระราชทาน แต่ต้องเป็นผ้าไทย ขณะเดียวกันการทำงานในสภาฯเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การหารือของสมาชิกก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม จะเสนอให้เพิ่มการหารือเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วประธานฯจะนำมาแจ้งต่อที่ประชุมว่ามีเรื่องหารือใดบ้าง ส่วนการเสนอญัตติที่เป็นเรื่องค้างเก่ามาตั้งแต่อดีต หรือญัตติซ้ำซาก ที่ประชุมไม่ขัดข้องหากจะมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง แต่จะมีการประหยัดเวลาขึ้นด้วยการต่อยอดจากรายงานของกมธ.ชุดเก่าๆ ไม่ใช่ศึกษาเป็นปีแล้วไม่ได้รายงาน นอกจากนี้จะมีการลดขั้นตอนการอภิปรายในวาระรับทราบรายงานอีกด้วย

โสภณ ซารัมย์

“ในสภาฯชุดนี้เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงการทำงาน ผมได้หารือกับผู้แทนทุกท่านว่า เวลาที่จะทำงาน ผมจะขอไปหารือกับรองประธานสภาฯทั้ง2ท่านว่าจะเปิดการประชุมก่อนเวลา09.00น.ได้หรือไม่ ปรับเป็นเวลา08.45น.ได้หรือไม่ เพื่อใช้เวลาให้เร็วที่สุด นอกจากนี้ในการทำงานต่อไปเราจะใช้วทีในการปรึกษาหารือนอกรูปแบบ เช่น วิปนอกรูปแบบ เมื่อได้ข้อตกลง ก็ขอให้แต่ละฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล เคารพข้อตกลงที่ได้หารือ เพื่อที่สภาฯจะไม่ได้เป็นที่เบื่อหน่ายของประชาชน” ประธานสภาฯ กล่าว

เมื่อถามกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสส.ลงไปซื้ออาหารรับประทานบริเวณศูนย์อาหารรัฐสภา ชั้นB2 ทำให้สิ้นเปลืองงบฯในการจัดทำอาหารไว้แล้ว นายโสภณ กล่าวว่า เกิดจากความเข้าใจผิด ผู้ที่วิจารณ์ไม่รู้ข้อมูล ภายหลังเรามีสภาฯชุดนี้ ตนให้ทำอาหารตามความเป็นจริง ประมาณ 200-300 ที่ ไม่ใช่ตัวเลข 500 ที่ ตามจำนวนสมาชิกมาคูณกับงบประมาณ บางทีเรื่องดีๆ ประชาชนอาจไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้ ซึ่งเรายังขาดการสื่อสาร ฉะนั้นฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสภาฯ ต้องชี้แจงให้ประชาชนได้รู้ ไม่ใช่จัดเต็มงบประมาณ ซึ่งการดำเนินการจะทำให้ลดงบประมาณได้วันละ 200,000 บาท ขณะเดียวกันเรื่องเงินกองทุนยังมีการหักจากสมาชิก และอีกส่วนหนึ่งที่สมทบจากรัฐบาล ซึ่งตนให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสภาฯ 

โสภณ ซารัมย์

นายโสภณ ยังกล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ และเข้าเฝ้าถวายสัตย์เรียบร้อยแล้ว และมีการแจ้งกำหนดการแถลงนโยบายรัฐบาล มายังรัฐสภา สภาฯจะแจ้งให้สมาชิกรับทราบภายใน 3 วัน แต่ขณะนี้นายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้มีการประสานงานมา เนื่องจากยังไม่ทราบว่าจะมีการโปรดเกล้าฯรายชื่อคณะรัฐมนตรีเมื่อใด ยอมรับว่าเราอยากเห็นการแถลงนโยบายฯก่อนสงกรานต์ เนื่องจากมีวิกฤตประเทศ ก่อนช่วงสงกรานต์จึงควรมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการมาบริหารจัดการทั้ง วิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตจากสงคราม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสวัสดิการอาหารเลี้ยง สส. ช่วงวันประชุมสภา พบว่าปัจจุบันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างหาผู้รับเหมารายใหม่ หลังจากที่ผู้ค้ารายเดิมได้หมดสัญญาลงด้วยเหตุยุบสภา เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.68 ดังนั้นการหารือกับตัวแทนพรรคการเมืองจึงต้องการสอบถามความคิดเห็นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะที่งบประมาณเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันของ สส.ในวันประชุมยังมีงบประมาณเหลืออยู่ ตามกฎหมายงบประมาณประจำปี 2569 อย่างไรก็ดีมีข้อหารือว่าหากไม่ใช้งบประมาณตามที่จัดสรร สามารถนำไปใช้ในกิจการอื่นของสภาฯ ตามภารกิจที่เกี่ยวข้องได้ 

โสภณ ซารัมย์

พีระพันธุ์ ชี้ช่องพาณิชย์ใช้อำนาจควบคุมราคาน้ำมัน อย่าอ้างคำพิพากษาศาลปกครองมาปิดปากตัวเอง

พีระพันธุ์ ชี้ช่องพาณิชย์ใช้อำนาจควบคุมราคาน้ำมัน อย่าอ้างคำพิพากษาศาลปกครองมาปิดปากตัวเอง

พีระพันธุ์ ชี้ช่องพาณิชย์ใช้อำนาจควบคุมราคาน้ำมัน อย่าอ้างคำพิพากษาศาลปกครองมาปิดปากตัวเอง

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

“พีระพันธุ์” ชี้ช่องกฎหมายหนุนพาณิชย์ดูแลราคาน้ำมัน ยัน กกร. มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน แนะนายกฯ ใช้อำนาจ พ.ร.ก. ช่วยเหลือประชาชนฝ่าวิกฤตเร่งด่วน

วันที่ 30 มีนาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรมว.พลังงาน โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ถึงแนวทางการแก้ไขวิกฤตราคาน้ำมัน โดยระบุว่า จะหาทางออกเรื่องน้ำมันให้ประเทศให้ประชาชนนี่มันเหนื่อยยากจริงๆ ในขณะที่ตนพยายามหาช่องทางทั้งทางด้านการบริหารและกฎหมายเพื่อจะช่วยบอกรัฐบาลว่ามีอำนาจทำอะไรได้บ้าง แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายกลับพยายามหาช่องทางบอกว่าทำไม่ได้ ไม่มีอำนาจ 

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า การเป็นหน่วยงานของรัฐหรือการเป็นรัฐบาลนั้นอะไรที่ไม่มีอำนาจ ง่ายนิดเดียวก็ทำให้ตัวเองมีอำนาจ ไม่มีกฎหมายก็ออกกฎหมาย ซึ่งทำได้ในทันทีโดยออกเป็นพระราชกำหนด ไม่มีระเบียบก็ออกระเบียบ มีระเบียบแต่ไม่เอื้ออำนวยก็แก้ระเบียบ ก็เท่านั้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผู้มีอำนาจหน้าที่สูงสุดในแต่ละตำแหน่งแต่ละหน่วยงานต้องมีความรู้เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้เองว่าอะไรใช่อะไรไม่ใช่ ไม่ใช่ฟังเขาว่าหรือฟังรายงานแล้วเชื่อตามโดยไม่วิเคราะห์ต่อ นั่นคือสิ่งที่จะพาเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน สุดท้ายแม้แต่ท่านนายกฯ ยังต้องออกมาขอโทษรับผิดที่บริหารจัดการเรื่องน้ำมันจนสับสนไปหมด แบบนี้ทำให้ท่านนายกฯ และรัฐบาลเสียหายหรือไม่
 
“ผมไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้รัฐบาลโดนต่อว่าเท่านั้น แต่เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าจะเกิดกับรัฐบาลเท่านั้น แต่มันจะเดือดร้อนเสียหายกันทั้งแผ่นดิน” นายพีระพันธุ์ กล่าว


 
นายพีระพันธุ์ ยังระบุอีกว่า ผู้มีอำนาจบอกว่ามีอะไรแนะนำก็บอกมาไม่ใช่เอาแต่วิจารณ์ แต่พอเสนอไปก็บอกว่าทำไม่ได้บ้าง ไม่ถูกบ้าง โต้แย้งเสียดสีบ้าง บางเรื่องกว่าจะทำคิดได้แล้วลงมือทำก็ล่าช้าเกินเหตุบ้าง เช่นที่ตนเสนอมาตั้งนานแล้วว่าให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันมากว่าสองสัปดาห์แล้ว สุดท้ายก็เพิ่งมาประกาศว่าจะลดแล้ว ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองสัปดาห์หลังจากที่เสนอไป ช้าไปไหม และล่าสุดตนบอกว่ากระทรวงพาณิชย์มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการที่จะช่วยรัฐบาลกำกับดูแลแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทำไมไม่ทำ แทนที่จะไปดูไปวิเคราะห์กันว่าจะทำได้ด้วยวิธีใดหรือติดขัดอะไร จะแก้อย่างไร กลับไปค้นหาเหตุผลมาโต้แย้งเพื่อจะบอกว่าฉันไม่มีอำนาจ ฉันทำไม่ได้ ซ้ำยังดั้นด้นไปงัดเอาคำพิพากษาศาลปกครองมาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการทำไม่ได้อีก แล้วก็รับลูกกันใหญ่ อย่างนี้จะไปรอดกันได้อย่างไร 

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ก่อนที่จะอธิบายให้ผู้รู้ทั้งหลายได้รู้มากขึ้นเกี่ยวกับสถานะและผลบังคับของคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 นั้น ก็ต้องบอกว่า แทนที่ผู้มีอำนาจหน้าที่พยายามยกคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวมาอ้างอิงเพื่อทำให้ตนเองหรือหน่วยงานของตนไม่มีอำนาจเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนกันอยู่ในขณะนี้นั้น ผู้มีอำนาจหน้าที่และหน่วยงานนั้นควรจะคิดให้ออกว่าแท้จริงแล้วกรณีในปัจจุบันกับกรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวมันแตกต่างกันอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ตนมีอำนาจช่วยเหลือประชาชนได้ จะดีกว่าหรือไม่ 


 
นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ต้องบอกให้เข้าใจก่อนว่าคำพิพากษาศาลปกครองคดีใดจะมีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณีในคดีให้ต้องถือปฏิบัติ เว้นแต่จะต้องด้วยมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ถึงจะมีผลต่อบุคคลภายนอก ดังนั้น คำพิพากษาศาลปกครองย่อมไม่อาจยึดถือหรือนำมาใช้บังคับกับคดีหรือกรณีอื่นได้ในทันทีโดยปริยายเสมอไป เพราะอาจมีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่แตกต่างกัน และขอยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. มีอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่จะเสนอให้ ครม. มีมติกำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดขัดมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 และไม่ติดขัดกับคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวแต่อย่างใดทั้งสิ้น และเมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริหารนั้นแล้ว กกร. ก็มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างเต็มที่ เพราะมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534ที่ให้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว โดยสภาพที่มีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ดังนั้น คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 จึงไม่อาจนำมาใช้กับสถานการณ์และข้อเท็จจริงในปัจจุบันได้
 
ขณะที่ประเด็นเรื่องคำพิพากษาศาลปกครอง นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นคำพิพากษาศาลปกครองหรือคำพิพากษาศาลอะไรก็แล้วแต่ การทำคำพิพากษาจะถูกกำหนดตามประเด็นแห่งคดี โดยใช้ข้อเท็จจริงที่มีการรับฟังหรือแสวงหามาในสำนวนแห่งคดีเท่านั้น แต่คำพิพากษาศาลปกครองที่หยิบมาอ้างกัน คือ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 นั้น ไม่มีประเด็นต่อสู้กันว่า ณ วันที่ต่อสู้คดีกันนั้น มติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 (ที่ให้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง) นั้น ได้สิ้นผลการใช้บังคับแล้วหรือไม่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว 

ตามหลักเกณฑ์การสิ้นผลการใช้บังคับมติ ครม.ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ถือปฏิบัติกันตลอดมา ในหัวข้อที่ว่า “มติคณะรัฐมนตรีจะสิ้นผลการใช้บังคับเมื่อใด” คำตอบคือ “เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีในภายหลัง ขัดหรือแย้งกับมติคณะรัฐมนตรีเดิม (มติคณะรัฐมนตรีเดิมก็ถูกยกเลิกโดยปริยาย)” ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎต่อมาภายหลังจากวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้เสนอ ครม. ให้มีมติให้น้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หลายครั้ง โดยครั้งหลังสุดกระทรวงพาณิชย์เสนอ ครม. ให้มีมติให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 จึงต้องถือว่า มติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม 2534 ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันเป็นอันขัดหรือแย้งกับมติ ครม. ในภายหลังในแต่ละครั้งดังกล่าว มติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 จึงเป็นอันถูกยกเลิกโดยปริยายตามหลักเกณฑ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งแม้ประเด็นนี้จะไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงและตามหลักเกณฑ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ต้องถือว่ามติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ถูกยกเลิกไปโดยปริยายแล้ว

นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ตามคำพิพากษาศาลปกครอง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 ที่ยกมาอ้างอิง ได้สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว และข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันแล้วจึงจะนำมาเทียบเคียงกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามแม้จะพยายามอ้างคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าว แต่ศาลปกครองก็ยอมรับในคำพิพากษานั้นว่า กกร. มีอำนาจควบคุมสินค้าและกำหนดสินค้าที่ต้องควบคุมได้ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพียงแต่ไม่มีหน้าที่กำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเพียงอำนาจหน้าที่หนึ่งใน 12 ข้อที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกร. ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลปกครองไม่ได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่อื่นของ กกร. ในอีก 11 ข้อที่เหลือ และน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้ ครม. พิจารณามีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ดังนั้น กกร. จึงมีอำนาจหน้าที่ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

นายพีระพันธุ์ ยังระบุถึงข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า 1) หากกระทรวงพาณิชย์มีความตั้งใจที่จะช่วยรัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง แต่อ้างว่าติดขัดมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ที่ใช้อ้างในคำพิพากษาศาลปกครองแล้ว กระทรวงพาณิชย์์ก็แก้ไขปัญหานี้ได้ง่ายๆ เพียงเสนอ ครม. ให้ยกเลิกมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 เสีย ก็เท่านั้น 

2) คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่หยิบมาอ้างนั้นกำหนดเพียงว่า กกร. ไม่มีอำนาจกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น ทั้งนี้ แม้จะอ้างว่ามีคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ก็ตาม แต่ กกร. ก็ยังคงมีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการอีกหลายประการที่จะดำเนินการช่วยรัฐบาลและประชาชนในการแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ทำไมถึงไม่ทำ https://law.dit.go.th/Upload/Document/76047cb8-06ff-459e-8d71-7ee1d63ee507.pdf

3) ในคำพิพากษาศาลปกครองและคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ถูกหยิบยกมาอ้างนั้นระบุว่ากระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่นมีอำนาจตามกฎหมายในเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งเท่าที่ตรวจค้นดูหน่วยงานอื่นที่พอจะถือว่ามีอำนาจตามกฎหมายได้ก็คือ นายกรัฐมนตรีตาม พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 https://www.offo.or.th/sites/default/files/files/regulations/add/royal_act_2516_0.pdf  ในกรณีเช่นนี้จึงเท่ากับว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังโยนเรื่องดังกล่าวกลับไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่

4)หากกระทรวงพาณิชย์ยึดมั่นในคำพิพากษาศาลปกครองที่ยกมาอ้างว่าทำให้กระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงจริงแล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ควรเสนอ ครม. ให้มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็น “สินค้าควบคุม” แต่กระทรวงพาณิชย์กลับเสนอ ครม.ให้มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตลอดมา โดยล่าสุดเพิ่งเสนอให้ ครม.เห็นชอบอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ตามที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นหากกระทรวงพาณิชย์อ้างคำพิพากษาศาลปกครองว่าทำให้กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วทำไมไม่เสนอ ครม.ให้ยกเลิกมติ ครม.วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิงเสีย

ยศชนัน ดัน ไทย สู่ AI-driven ผ่านโครงการ AI for All หนุนรับมือภัยพิบัติ

ยศชนัน ดัน ไทย สู่ AI-driven ผ่านโครงการ AI for All หนุนรับมือภัยพิบัติ

ยศชนัน ดัน ไทย สู่ AI-driven ผ่านโครงการ AI for All หนุนรับมือภัยพิบัติ

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.34 น.

วันที่ 30 มีนาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ว่า ขอบคุณที่เชิญมาร่วมงาน “AI Skills Jam” เวิร์กชอปที่รวมตัวผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติจาก 12 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ภายใต้ความร่วมมือของ ADPC, OpenAI และ มูลนิธิเกตส์ (Gates Foundation) เพื่อนำเทคโนโลยี Generative AI อย่าง ChatGPT มาปรับใช้กับการรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ในฐานะอดีตนักวิจัยที่ได้รับเชิญ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนในหัวข้อ “Harnessing Technology and AI for Disaster Management in Thailand” (การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติในประเทศไทย) มี 3 ประเด็นที่อยากแชร์ให้ทุกคนฟัง

ยศชนัน

1. AI ต้องเข้าถึงได้ ประสบการณ์ 20 ปีในฐานะนักวิจัยวิศวกรรมชีวการแพทย์ สอนผมว่าเทคโนโลยีจะไร้ค่าถ้าคนที่จำเป็นที่สุดเข้าถึงมันไม่ได้ เราต้องการระบบที่ให้ข้อมูลแม่นยำและเข้าถึงง่ายระดับพื้นที่ เพื่อให้ AI ที่เราสร้างใช้งานได้จริงบนสมาร์ทโฟนทั่วไป แม้ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้คนไทยทุกอาชีพสามารถวางแผนชีวิตและรับมือกับความเสี่ยงหรือความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำครับ

2. “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” ของประเทศไทย เราจะไม่เป็นเพียงผู้ซื้อหรือผู้บริโภคเทคโนโลยีจากต่างประเทศเท่านั้น แต่เราต้องสร้างศักยภาพให้นักวิจัยและสถาบันของไทยพัฒนา AI ขึ้นเอง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เรามีข้อมูลที่ดีที่สุด เช่น โรคเขตร้อน การเกษตร อาหาร สุขภาพ สิ่งแวดล้อม) เพราะไม่มีใครเข้าใจข้อมูลภูมิศาสตร์และชุมชนของเราได้ดีเท่าคนไทยแล้วครับ การพึ่งพาตัวเองได้ในด้านเทคโนโลยีคือ “หนึ่งในความมั่นคงที่จริงที่สุด” ในโลกยุคใหม่ (ในขั้นตอนแรกการร่วมกับผู้ที่เข้มแข็งทางเทคโนโลยีจะทำให้เราบรรลุในเป้าหมายได้เร็วขึ้น)

ยศชนัน

3. จากงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ งานวิจัยดี ๆ สามารถเป็นที่พึ่งในการแก้ปัญหาจริงของประเทศได้ หากเราเริ่มต้นที่การตั้งโจทย์ที่เกิดจากความเดือดร้อนและความต้องการ เรากำลังเปลี่ยนผ่านนโยบายที่สัมผัสกับปัญหาจริงในพื้นที่ และหน้างานในทุกมิติ เพื่อให้งานวิจัยจากห้องแล็บกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกสาขาอาชีพได้จริง

เป้าหมายของ “อธิปไตยทางเทคโนโลยี” และ “จากงานวิจัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์” คือการ Synergy งานวิจัยคนไทยเข้ากับเทคโนโลยีระดับโลก ประชาคมโลก เพื่อให้เกิดผลจริงครับ เราเชื่อว่า AI ที่ทรงพลังที่สุดคือ AI ที่ทุกคนเข้าถึงและใช้งานได้จริงในฐานะเครื่องมืออำนวยความสะดวก เพื่อให้เทคโนโลยีเกิดคุณค่าสูงสุดต่อผู้ใช้ 

ยศชนัน

“เรากำลังมุ่งสู่การเป็น AI-driven country ผ่านการผลักดันโครงการที่ชื่อว่า “AI for All” เพื่อสร้างพื้นฐานเพื่อให้คนไทยทุกระดับและทุกอาชีพเข้าถึง AI ทั้งเพื่อการจัดการภัยพิบัติ และอำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงบริการภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมครับ” ขอบคุณทุกภาคส่วนที่เชิญมาแชร์ไอเดียมาร่วมกันขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในระดับภูมิภาค

ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน
ยศชนัน

รัชดา สยบข่าว นายกฯอนุทิน ถอยรถไฟฟ้าใหม่อีกคัน ยันชัดเป็นของลูกชาย

รัชดา สยบข่าว นายกฯอนุทิน ถอยรถไฟฟ้าใหม่อีกคัน ยันชัดเป็นของลูกชาย

รัชดา สยบข่าว นายกฯอนุทิน ถอยรถไฟฟ้าใหม่อีกคัน ยันชัดเป็นของลูกชาย

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.30 น.

“รัชดา” สยบข่าว “นายกฯอนุทิน” ถอยรถไฟฟ้าใหม่อีกคัน แจงเป็นของลูกชาย หลังถูกโซเชียลวิจารณ์

วันที่ 30 มีนาคม 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊ก กรณีมีข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่เพิ่มอีกหนึ่งคัน ยี่ห้อ Toyota BZ4X AWD ว่า 

“เรื่องบ้านเมืองวิจารณ์ได้เลยจ้า เข้าใจในความกังวลของประชาชนอยู่แล้ว แต่บางเรื่องก็ใจเย็นแป๊บ ตอนนี้มีความเข้าใจผิดกันว่านายกฯอนุทิน ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่เพิ่มอีกแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และกำลังเตรียมขับมาทำเนียบ !!! จะซื้ออะไรนักหนา !!!

คือมันไม่ใช่นะ รถไฟฟ้าคันใหม่ค่ายญี่ปุ่นที่กล่าวถึงกันอยู่เป็นของลูกชายค่ะ นายกฯไม่ได้ซื้อเพิ่ม มีแต่คันที่ขับมาทำเนียบ”

‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร

‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร

‘วทจ. รุ่น 8’ บุกปักกิ่ง เจาะรหัสความสำเร็จแดนมังกร

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทบาทของผู้นำยุคใหม่จำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ ความเข้าใจในภูมิรัฐศาสตร์ และความสามารถในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ทางการค้าไทย–จีน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ สถาบันวิทยาการผู้นำไทย-จีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ (วทจ.) นำโดย นายอรัญ เอี่ยมสุรีย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิทยาการผู้นำไทย–จีน ได้นำคณะผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน รุ่นที่ 8  เดินทางศึกษาดูงาน ณ กรุงปักกิ่ง เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านการเมือง เศรษฐกิจ นวัตกรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ควบคู่การสร้างเครือข่ายผู้นำไทย–จีนในระดับนโยบายและภาคธุรกิจ

กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของ หลักสูตรวิทยาการผู้นำไทย–จีน (วทจ.) รุ่นที่ 8 ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการ “ยกระดับเวทีผู้นำ” เพื่อเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะบทบาทของจีน ซึ่งยังคงเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับต้นๆของโลก และเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก

การศึกษาดูงานครั้งนี้ ทางคณะได้เข้าพบกระทรวงกิจการแนวร่วมกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน (United Front Work Department) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือระหว่างประเทศและการเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย–จีนในมิติต่างๆ รวมถึงเข้าพบคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาการเมืองประชาชนจีน (CPPCC) และสหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านบทบาทของจีนในเวทีโลก

ส่วนด้านวิชาการ ทางคณะฯ ได้รับฟังการบรรยายจากคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิในมหาวิทยาลัยปักกิ่งหลายหัวข้อ ได้แก่ การพัฒนาเมืองรูปแบบใหม่ โดย ศ.เซว่ หลิง (Prof. Xue Ling), การพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้กลยุทธ์การหมุนเวียนแบบคู่ขนาน โดย ศ.เย่ จิ่งอี้ (Prof. Ye Jing Yi), สถานการณ์ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน โดย ศ.เจ้า กัง (Prof. Zhao Gang) สภาพแวดล้อมการเมืองระหว่างประเทศของจีนในปัจจุบัน โดย ศ.หวัง หย่ง (Prof. Wang Yong) ซึ่งช่วยเปิดมุมมองเชิงลึกต่อบทบาทของจีนในระบบเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในทุกด้าน

นอกจากนี้ ยังได้ศึกษาดูงานในองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้แก่ ByteDance ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล TikTok และ Douyin เพื่อเรียนรู้โมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วโลก รวมถึงการเยี่ยมชม Alibaba Cloud ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบคลาวด์ของจีน

ทั้งนี้ ตลอดการเดินทาง ผู้เข้ารับการอบรมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญของจีนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเรียนรู้วัฒนธรรมและบริบททางสังคมควบคู่กัน อันเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ

นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาศักยภาพผู้นำไทยให้มีมุมมองระดับสากล เข้าใจพลวัตของจีนในศตวรรษที่ 21 และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือไทย–จีนในอนาคตอย่างยั่งยืน

เปิดไทม์ไลน์ ‘วัน – เวลา’ ‘ดวงอาทิตย์’ ตั้งฉาก 77 จังหวัด ของประเทศไทย ทั้ง 2 ครั้งในปี 69

เปิดไทม์ไลน์ ‘วัน – เวลา’ ‘ดวงอาทิตย์’ ตั้งฉาก 77 จังหวัด ของประเทศไทย ทั้ง 2 ครั้งในปี 69

เปิดไทม์ไลน์ ‘วัน – เวลา’ ‘ดวงอาทิตย์’ ตั้งฉาก 77 จังหวัด ของประเทศไทย ทั้ง 2 ครั้งในปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) เผยไทม์ไลน์การเกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉาก 77 จังหวัดของประเทศไทยปี 2569 ทั้ง 2 ครั้งของปี เริ่มตั้งฉากครั้งแรกทางใต้สุดในวันที่ 4 เมษายน 2569 ณ อ.เบตง จ.ยะลา ช่วงที่เกิดดวงอาทิตย์ตั้งฉาก หากอยู่กลางแจ้ง หรือสังเกตวัตถุที่ตั้งกลางแดดจะดูเสมือน “ไร้เงา” เนื่องจากเงาของเรา หรือวัตถุนั้นๆ จะตกอยู่ด้านใต้พอดี ทั้งนี้ อาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุดของปี ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สดร. เปิดเผยว่า ในทุกๆ ปีดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่ตั้งฉากกับพื้นต่างๆในประเทศไทย ปีละ 2 ครั้ง ส่งผลให้ในช่วงวัน-เวลาที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากของแต่ละพื้นที่ จะสังเกตเห็นวัตถุที่อยู่กลางแจ้งเสมือนไร้เงา เนื่องจากเงาของวัตถุจะตกอยู่ด้านใต้พอดี ครั้งแรกของปี จะเริ่มจากทางใต้สุดที่ อ.เบตง จ.ยะลา ในวันที่ 4 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 12:19 น. จากนั้นดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับพื้นที่ต่างๆของไทย ไล่ลำดับขึ้นไปทางเหนือเรื่อยๆ จนสิ้นสุดที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 12:17 น. และครั้งที่สอง จะเริ่มจากพื้นที่ทางเหนือ แล้วไล่ลำดับลงมาทางใต้ จนสิ้นสุดที่ทางใต้สุดของประเทศ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับพื้นโลกส่งผลให้ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ แต่อุณหภูมิจะสูงที่สุดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณฝน เมฆ อิทธิพลจากมรสุม ความร้อนสะสม ฯลฯ ที่อาจส่งผลต่ออุณหภูมิ ดังนั้นจึงอาจไม่ใช่วันที่ร้อนที่สุดของปี

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกมีลักษณะเป็นทรงกลม และมีแกนหมุนเอียงทำมุมประมาณ 23.5 องศากับแกนตั้งฉากระนาบวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ ทำให้มุมในการรับแสงของดวงอาทิตย์ในแต่ละพื้นที่ของโลกแตกต่างกัน ส่งผลให้ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกพื้นที่ของโลก แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะประเทศบริเวณเขตร้อน ซึ่งอยู่ระหว่างละติจูด 23.5 องศาเหนือ หรือเส้นทรอปิกออฟแคนเซอร์ (Tropic of Cancer) ขอบเขตเหนือสุดที่ดวงอาทิตย์สามารถตั้งฉากเหนือศีรษะได้ ไปจนถึงละติจูด 23.5 องศาใต้ หรือเส้นทรอปิกออฟแคปริคอร์น (Tropic of Capricorn) ขอบเขตใต้สุดที่ดวงอาทิตย์สามารถตั้งฉากเหนือศีรษะ โดยตำแหน่งที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากจะเปลี่ยนแปลงไปตามการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกในรอบ 1 ปี บริเวณพื้นที่ดังกล่าว

สำหรับประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนระหว่างแนวละติจูด 5-20 องศาเหนือ ส่งผลให้ในหนึ่งปี ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนผ่านใกล้จุดเหนือศีรษะ หรือตั้งฉากกับพื้นที่ดังกล่าวถึง 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม และครั้งที่ 2 ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ซึ่งวันและเวลาที่เกิดปรากฏการณ์จะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของผู้สังเกตบนโลก ทำให้แต่ละจังหวัดของประเทศไทยมีช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ตั้งฉากไม่พร้อมกัน ข้อมูลการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งฉากทั้ง 77 จังหวัดในประเทศไทยได้ที่  https://www.narit.or.th/th/Sun-Overhead-TH-2026

‘ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์’ นักเทควันโดหนุ่มจาก ม.สยาม คว้าแชมป์เทควันโดชิงแชมป์ประเทศไทย 2026 รุ่น 54 กก.

‘ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์’ นักเทควันโดหนุ่มจาก ม.สยาม คว้าแชมป์เทควันโดชิงแชมป์ประเทศไทย 2026 รุ่น 54 กก.

‘ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์’ นักเทควันโดหนุ่มจาก ม.สยาม คว้าแชมป์เทควันโดชิงแชมป์ประเทศไทย 2026 รุ่น 54 กก.

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

การแข่งขันเทควันโดรายการใหญ่ของประเทศ “GH Bank 2026 Taekwondo Thailand Championships (Kyorugi)” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 – 30 มีนาคม 2569 ณ จ.นนทบุรี ที่ผ่านมา ปิดฉากลงอย่างเข้มข้น โดยไฮไลต์อยู่ที่รุ่นน้ำหนักไม่เกิน 54 กิโลกรัม ประชาชนชาย ซึ่งนักกีฬาจากมหาวิทยาลัยสยามทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

ผลการแข่งขันปรากฏว่า ธนัช เตชะรัตนวิบูลย์ นักเทควันโดหนุ่มจากมหาวิทยาลัยสยาม และดีกรีทีมชาติไทย โชว์ฟอร์มสมราคาตัวเต็ง ใช้ประสบการณ์และชั้นเชิงการเตะที่เหนือชั้น เอาชนะคู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ คว้าเหรียญทองไปครองได้สำเร็จ

ส่วนเหรียญเงินตกเป็นของ นิติภูมิ ไชย โยธา ที่ทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งตลอดทัวร์นาเมนต์ ขณะที่เหรียญทองแดงร่วม ได้แก่ สรชัช สวาศรี และ ญาณพัชร โสมาบุตร

การแข่งขันในรุ่นนี้ถือว่ามีความเข้มข้นสูง เนื่องจากเป็นการรวมตัวของนักกีฬาฝีมือดีจากทั่วประเทศ รวมถึงนักกีฬาระดับทีมชาติ ทำให้ทุกแมตช์เต็มไปด้วยความดุเดือดและเทคนิคที่หลากหลาย

ชัยชนะของ “ธนัช” ในครั้งนี้ ไม่เพียงตอกย้ำศักยภาพของตัวนักกีฬาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความแข็งแกร่งของระบบพัฒนานักกีฬาของมหาวิทยาลัยสยาม ที่สามารถผลิตนักกีฬาระดับแชมป์ประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รายการดังกล่าวจัดโดยสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อคัดเลือกและพัฒนานักกีฬาเข้าสู่ระดับนานาชาติในอนาคต

GISTDA บูรณาการยุทธศาสตร์ร่วมกับ NASA เดินหน้าภารกิจนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์

GISTDA บูรณาการยุทธศาสตร์ร่วมกับ NASA เดินหน้าภารกิจนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์

GISTDA บูรณาการยุทธศาสตร์ร่วมกับ NASA เดินหน้าภารกิจนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เดินหน้าเร่งบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ในโครงการ Artemis ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) อย่างเป็นรูปธรรม โดยตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา และในสัปดาห์หน้าผ่านการประชุมทั้งเชิงนโยบายและเทคนิคระดับสูงในกรุงเทพฯ และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งประเทศไทยกำลังเปลี่ยนบทบาทจากประเทศผู้ลงนามในข้อตกลง Artemis Accords สู่การเป็น “พันธมิตรเชิงปฏิบัติ” ในภารกิจนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ และการสร้างฐานถาวรบนดวงจันทร์

ระยะที่ 1: การระดมความร่วมมือผ่านเวิร์กช็อปในกรุงเทพฯ

เริ่มต้นด้วยการจัดเวิร์กช็อปครั้งสำคัญใน กทม. โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 120 คน จากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ศูนย์วิจัย และภาคเอกชนกว่า 40 แห่ง งานนี้จัดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 GISTDA ได้จัดเวที “ความร่วมมือเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อการสำรวจอวกาศผ่านโครงการ Artemis” ณ โรงแรม Pullman Bangkok King Power โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ดร.ดำรงค์ฤทธิ์ เนียมหมวด รองผู้อำนวยการ GISTDA เป็นผู้นำการประชุม

ภายในงานมีตัวแทนจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเข้าร่วม พร้อมเปิดเวทีระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา เพื่อสำรวจแนวทางความร่วมมือระหว่าง GISTDA และ NASA ภายใต้โครงการ Artemis ที่จะช่วยสร้าง “ระบบนิเวศเศรษฐกิจอวกาศใหม่” ของไทย รวมถึงการแสวงหาโอกาสที่ไทยสามารถมีส่วนร่วมด้านเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม พร้อมรักษาและต่อยอดศักยภาพของอุตสาหกรรมอวกาศไทย

ระยะที่ 2: การหารือระดับสูง ณ สำนักงานใหญ่ NASA

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธ์ ผู้อำนวยการ GISTDA ได้เดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อเข้าพบผู้บริหาร NASA คนใหม่ พร้อมนำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมงาน NASA Ignition Event” ระหว่างวันที่ 24–25 มีนาคม 2569

การประชุมดังกล่าวถือเป็นเวทีสำคัญที่ NASA เปิดเผยแผนเร่งรัดการนำมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ภายในปี 2028 และการก่อสร้างฐานถาวรบนดวงจันทร์ โดยประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิก Artemis Accords เพียงประเทศเดียวในอาเซียนที่ส่งหัวหน้าหน่วยงานอวกาศเข้าร่วม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างยิ่งต่อความร่วมมือครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีการหารือทวิภาคี ณ สำนักงานใหญ่ NASA โดยมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เข้าร่วม เพื่อเร่งผลักดันการนำศักยภาพ (จุดแข็ง) ของไทยสนับสนุนโครงการ Artemis ให้สอดคล้องกับทิศทางและความก้าวหน้าของโครงการในยุคใหม่

ระยะที่ 3: ร่วมเป็นสักขีพยานประวัติศาสตร์ภารกิจ Artemis II

GISTDA เตรียมเข้าร่วมชมการปล่อยภารกิจ Artemis II ณ ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดา ซึ่งมีกำหนดในช่วงวันที่ 1–6 เมษายน 2569 ซึ่งภารกิจนี้จะเป็นการนำมนุษย์โคจรรอบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1972 และเป็นการกลับเข้าสู่ห้วงอวกาศระหว่างโลกกับดวงจันทร์ (cislunar space) อีกครั้งในรอบกว่า 50 ปี โดยครั้งนี้ประเทศไทยในฐานะประเทศพันธมิตร Artemis จะได้มีส่วนร่วมในหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญนี้

“ไม่ใช่ทุกยุคสมัยที่จะได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาประวัติศาสตร์อย่างการกลับไปสู่ดวงจันทร์ของมนุษยชาติ ประเทศไทยไม่ได้เข้าร่วมในฐานะผู้ชม แต่เป็นพันธมิตรเชิงรุก เป้าหมายของเราคือการได้เห็นธงชาติไทยและเทคโนโลยีของไทยปรากฏในภารกิจ Artemis พร้อมทั้งสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยจากกิจกรรมอวกาศ” ดร.ปกรณ์ กล่าวว่า