นับถอยหลัง ยกเสาเอก! ซาบีดา เช็กความพร้อมพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง

นับถอยหลัง ยกเสาเอก! ซาบีดา เช็กความพร้อมพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง

นับถอยหลัง ยกเสาเอก! ซาบีดา เช็กความพร้อมพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.51 น.

“ซาบีดา” ตรวจความพร้อม เตรียมการรับเสด็จพระราชดำเนิน (ยกเสาเอก) พระเมรุมาศ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ยึดหลักออกแบบสมพระเกียรติสูงสุด  ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี สะท้อนพระราชจริยวัตร และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

1 เมษายน 2569 เวลา 14.30 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และเตรียมความพร้อม ในพิธีเตรียมการรับเสด็จพระราชดำเนิน (ยกเสาเอก) พระเมรุมาศ และตรวจงานสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ เพื่อเตรียมการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยยึดหลักการออกแบบ ที่ถูกต้องตามโบราณราชประเพณี ผสานความงดงามทางศิลปกรรมไทยที่สะท้อนถึงพระราชจริยวัตรและพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย

โดยมี นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมศิลปากร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามความคืบหน้า ณ พื้นที่ท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ การตรวจเยี่ยมมีเป้าหมาย เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยพื้นที่สำหรับเตรียมพิธียกเสาเอก และการรับเสด็จฯ ทางกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มีความพร้อมเพื่อให้ทุกขั้นตอนของการจัดสร้างพระเมรุมาศดำเนินไปอย่างประณีต งดงาม และสมพระเกียรติสูงสุด เพื่อความสมบูรณ์พร้อม ของพระราชพิธีที่จะเกิดขึ้นอย่างสมพระเกียรติสูงสุด และการดำเนินงานตามหลักโบราณราชประเพณี

ม.รังสิต โต้ อ.โต้ง ไม่ได้เลิกจ้างเพราะปราบโกง แต่ใช้ข้อมูลเท็จทำให้เสียหาย

ม.รังสิต โต้ อ.โต้ง ไม่ได้เลิกจ้างเพราะปราบโกง แต่ใช้ข้อมูลเท็จทำให้เสียหาย

ม.รังสิต โต้ อ.โต้ง ไม่ได้เลิกจ้างเพราะปราบโกง แต่ใช้ข้อมูลเท็จทำให้เสียหาย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.23 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 จากกรณี รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “หลังจากผมออกรายการ #โหนกระแส #เปิดปากกับภาคภูมิ #พี่อาร์ท วันนี้ (31 มี.ค.69) มหาวิทยาลัยมีคำสั่งให้ผมออกจากงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชยครับ มีผล 1 เม.ย.69 #ธรรมาภิบาล #กระทรวงอว #ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว”

ต่อมามีคนเข้ามาให้กำลังใจเป็นจำนวนมา พร้อมกับสอบถามที่มาที่ไป และบางส่วนอยากให้ทางมหาวิทยาลัย ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว

ล่าสุด มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แถลงการณ์ถึงเรื่องนี้ว่า  สืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการให้สัมภาษณ์ของ รองศาสตราจารย์พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ที่กล่าวว่าถูกลงโทษทางวินัยและพ้นสภาพบุคลากร โดยไม่ได้รับเงินชดเชยมหาวิทยาลัยรังสิตรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากการให้ข้อมูลของ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล อดีตบุคลากรของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงสาเหตุการพ้นจากตำแหน่งบริหารว่าตนเองได้เข้าไปปราบปรามการทุจริต

เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องบนบรรทัดฐานของความจริง มหาวิทยาลัยรังสิตใคร่ขอชี้แจง ดังต่อไปนี้

1. ประเด็นการพ้นตำแหน่งบริหาร

ข้อกล่าวอ้างที่ว่า “ถูกปลดจากตำแหน่งรองอธิการบดีเนื่องจากการปราบปรามทุจริต” นั้น ไม่เป็นความจริงเนื่องจากในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 มหาวิทยาลัยรังสิต ได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารและวางยุทธศาสตร์ใหม่ โดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่อมีการแต่งตั้งอธิการบดีใหม่แล้ว การพ้นจากตำแหน่งของรองอธิการบดีชุดเดิมจึงเป็นไปโดยปริยาย ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 มาตรา 39 ซึ่งกำหนดให้เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่งรองอธิการบดีทุกคนต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมาย มิใช่การถูกสั่งปลดจากความผิดส่วนบุคคลหรือผลจากการตรวจสอบทุจริตตามที่กล่าวอ้าง

2. ประเด็นการลักทรัพย์ของมหาวิทยาลัย (ขโมยดิน)

เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างแท้จริง เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยรังสิตมีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ จึง ต้องมีการปรับปรุงพื้นที่และดำเนินการขนย้ายขยะ (ที่กองอยู่บนดิน) รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมรูปถ่ายการเคลื่อนย้ายดังกล่าวว่า มีการขนดินออกไปด้วย

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า ข้อมูลที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นำไปสื่อสารต่อสาธารณะในลักษณะที่ว่ามีการขโมยดิน จำนวน 140 คันรถ เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง โดยมีหลักฐานยืนยัน ดังนี้

ในรายงานการสอบสวนภายในมหาวิทยาลัยที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เป็นประธานสอบสวน ด้วยตนเองในขณะนั้น ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า “ไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอว่ากระทำผิดอาญาตามข้อกล่าวหา” (ข้อหาลักทรัพย์)

อีกทั้งในชั้นต่อมา คณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกและผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ก็ได้พิจารณาร่วมกันและเห็นพ้องกับกรรมการใน ชั้นต้นว่า ไม่ปรากฏพฤติการณ์การสักทรัพย์ตามที่กล่าวหา

3. ประเด็นการพิจารณาโทษทางวินัย

มหาวิทยาลัยรังสิตได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน โดยกรรมการชุดนี้ได้เรียกเอกสารทั้งหมดจากผู้เกี่ยวข้องและพยานบุคคลในด้าน ต่าง ๆ รวมถึงเอกสารชี้แจงจาก รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล

คณะกรรมการได้วินิจฉัยเสนอต่อมหาวิทยาลัยว่าการที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นำประเด็นไป ป่าวประกาศว่าเป็นการ “ปราบทุจริต” นั้น เป็นการสร้างเรื่องเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจผิดการกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับมหาวิทยาลัยรังสิต ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2550เป็นการจงใจทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณอย่างร้ายแรง คณะกรรมการสอบสวน จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษทางวินัยสถานหนัก คือ “เลิกจ้าง” โดยให้พ้นสภาพการเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย และไม่มีการจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มหาวิทยาลัยรังสิตจึงได้มีคำสั่งหมายเลข 325/2569 เรื่อง เลิกจ้างบุคลากร ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตได้ส่งมอบผลการสอบสวนให้แก่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เรียบร้อยแล้ว คำสั่งนี้มีความยาว 12 หน้า (A4)อธิบายพฤติการณ์แห่งคดีและข้อวินิจฉัยทางกฎหมายอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยรังสิต ไม่สามารถเผยแพร่คำสั่งดังกล่าวโดยปราศจากการยินยอม รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เนื่องด้วยเป็นข้อมูลส่วนบุคคลมหาวิทยาลัยรังสิตถือพันธกิจสร้างสรรค์สังคมธรรมาธิปไตย ยึดถือธรรมาภิบาลและความโปร่งใสมาโดยตลอด และพร้อมปกป้องเกียรติภูมิของสถาบัน มีให้บุคคลใดนำข้อมูลอันเป็นเท็จไปสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม 

ทั้งนี้ ข้อร้องเรียนอื่นใดที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ได้กล่าวอ้าง เกี่ยวข้องกับกระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มหาวิทยาลัยรังสิตขอชี้แจงว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุในการเลิกจ้างทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยรังสิตขอให้สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้านเพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อในการร่วมสร้างสถานการณ์ที่เพิ่มเติมข้อมูลเท็จแก่สังคมต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปลัด อว. แจงแล้ว! ปม อาจารย์โต้ง ถูกให้ออกจากมหา’ลัย พร้อมตรวจสอบ-ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ปลัด อว. แจงแล้ว! ปม อาจารย์โต้ง ถูกให้ออกจากมหา’ลัย พร้อมตรวจสอบ-ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

ปลัด อว. แจงแล้ว! ปม อาจารย์โต้ง ถูกให้ออกจากมหา’ลัย พร้อมตรวจสอบ-ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.20 น.

วันที่ 1 เมษายน 2569 จากกรณี รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “หลังจากผมออกรายการ #โหนกระแส #เปิดปากกับภาคภูมิ #พี่อาร์ท วันนี้ (31 มี.ค.69) มหาวิทยาลัยมีคำสั่งให้ผมออกจากงานโดยไม่จ่ายค่าชดเชยครับ มีผล 1 เม.ย.69 #ธรรมาภิบาล #กระทรวงอว #ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว”

ต่อมามีคนเข้ามาให้กำลังใจเป็นจำนวนมา พร้อมกับสอบถามที่มาที่ไป และบางส่วนอยากให้ทางมหาวิทยาลัย ออกมาชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว 

ล่าสุด ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว  แต่ไม่รู้รายละเอียด ว่าเกิดจากเรื่องใด ในส่วนของความขัดแย้งภายในมหาวิทยาลัย อว. พอทราบเรื่อง แต่ก็ถือเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัยในการดำเนินการ ยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ส่วนกรณีที่ให้ออกจากงาน นั้นถือเป็น เรื่องใหม่ หากมีการร้องเรียนมาที่ อว.ก็ต้องตรวจสอบว่า เป็นการดำเนินการที่ถูกต้อง ตามแนวปฏิบัติเพื่อให้การจัดการอุดมศึกษาเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ของอว. ที่เพิ่งประกาศใช้หรือไม่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เกิดอะไรขึ้น! อาจารย์โต้ง โพสต์ถูกมหาวิทยาลัยให้ออกจากงาน โดยไม่จ่ายค่าชดเชย มีผลพรุ่งนี้

‘ประเสริฐ’ เสมา1 ป้ายแดง ร่วมแสดงความยินดี ครบรอบ 134 กระทรวงศึกษาธิการ

'ประเสริฐ' เสมา1 ป้ายแดง ร่วมแสดงความยินดี ครบรอบ 134 กระทรวงศึกษาธิการ

‘ประเสริฐ’ เสมา1 ป้ายแดง ร่วมแสดงความยินดี ครบรอบ 134 กระทรวงศึกษาธิการ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.23 น.

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 06.40 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางมาเป็นประธานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 134 ปี ที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. พร้อมด้วยผู้บริหารองค์กรหลัก ข้าราชการ และบุคลากรทางศึกษา เข้าร่วมงาน 

จากนั้น เวลา 07.09 น. ประธานพิธีและคณะไปสักการะพระพุทธประจำกระทรวงศึกษาธิการ สักการะพระภูมิเจ้าที่ สักการะพระพุทธรูปหน้าสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สักการะศาลปู่เจียม  บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6) 

จากนั้น ประธานพิธีร่วมในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และพิธีบังสุกุลอุทิศส่วนกุศล แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการที่ล่วงลับไปแล้ว  โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ ภายในพิพิธภัณฑ์การศึกษาไทย

ต่อจากนั้น ประธานพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมตักบาตรพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 135 รูป บริเวณหน้าอาคารราชวัลลภ เป็นอันเสร็จพิธี

นายประเสริฐ กล่าวว่า วันนี้ไม่ถือว่าเป็นการเข้าศธ.อย่างเป็นทางการ แต่มาร่วมแสดงความยินดีในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 134 ปี กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งบรรยากาศก็เป็นไปด้วยความอบอุ่น โดยมีปลัดศธ. และเลขาธิการฯ ผู้บริหารศธ. มาต้อนรับอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอบอุ่นมาก

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ในวันนี้ยังไม่ได้มอบนโยบายอย่างเป็นทางการ รอให้รัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน หลังจากนั้นก็จะมาปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มตัว  ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกระทรวงสำคัญเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศเลย เพราะเป็นการสร้างบุคคลที่มีคุณภาพให้กับประเทศ พรรคเพื่อไทยเองก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ก็ให้ความสำคัญต่อกระทรวงศึกษาธิการ 

“หลักๆที่มีความตั้งใจไว้มี 3-4 เรื่อง แต่ถือว่ายังไม่ได้เป็นการมอบนโยบาย เป็นเพียงแนวคิด เช่น เรื่ององการลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา เรื่องการลดภาระครู เพราะจากการที่เราได้ทำงานล่วงหน้าไปแล้วพบว่ามีภาระหลายอย่างถ้าเราเอาออกก็จะทำให้ครูทำงานการสอนได้เต็มที่ขึ้น  เรื่องหลักสูตร และเรื่องการดูแลนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงนี้เป็นเรื่องสำคัญคือการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม เนื่องจากน้ำมันราคาแพง และเรื่องปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะโรงเรียนในเขตพื้นที่ภาคเหนือที่ประสบปัญหาและได้รับผลกระทบอยู่ในขณะนี้ ศธ.ถือเป็นเรืาองจำเป็นที่จะต้องเร่งแก้ไขปัญหา และเรื่องการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการศึกษา ซึ่งรัฐบาลนี้ก็ให้ความสำคัญ เพราะเทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ใช้แทนที่ แต่เป็นการมาเป็นผู้ช่วย เพื่อให้การทำงานต่างๆมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และลดเวลา“ รมว.ศธ. กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า สำหรับการเรียนออนไลน์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ตนตั้งใจเอาไว้ว่าอาจจะนำกลับมาใช้ใน เพื่อเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียน แต่ทั้งนี้ ก็ขอรอประเมินดูสถานการณ์ก่อนตามความเหมาะสมก่อน

“ผมมองว่ากระทรวงศึกษาฯ เป็นกระทรวงที่มีความท้าทาย เป็นกระทรวงสำคัญ และผมเชื่อว่าด้วยศักยภาพของผู้บริหารศธ. และการทำงานร่วมกันด้วยความมีเอกภาพ จะสามารถขับเคลื่อนไปสู่ภาระกิจที่เราคิดว่าจะเป็นการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในอนาคต และไม่รู้สึกกดดัน  ส่วนโครงการ Anywhere Anytime เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ก็จะยังคงมีอยู่ อะไรที่ดีอยู่แล้วก็ทำต่อ อะไรที่จำเป็น ถ้าต้องมีการปรับเปลี่ยนบ้าง ก็พร้อมปรับเปลี่ยน ส่วนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเดิมให้เขตพื้นที่ฯดำเนินการ ตรงนี้ผมต้องขอดูจุดอ่อนจุดแข็งในเรื่องนี้ก่อน ก็คงต้องรับฟังข้อมูล และอะไรที่เป็นประโยชน์สูงสุดก็จะทำ“ รมว.ศธ.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันที่นายประเสริฐ เดินทางมาถึงศธ. ผู้บริหารก็เชิญเดินทางขึ้นไปยังชั้น2 ของอาคารราชวัลลภ เพื่อตรวจดูห้องทำงาน แต่นายประเสริฐยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้ห้องไหนเป็นห้องทำงาน และมีการถามหยอกล้อกับผู้สื่อข่าวว่า จำเป็นต้องดูฮวงจุ้ยหรือไม่ สร้างเสียงหัวเราะให้กับข้าราชการอย่างคึกคัก ก่อนเดินทางกลับ

​นักวิจัย ค้นพบ ‘สาหร่ายทะเล’4 ชนิดใหม่ของโลก ยืนยันความสมบูรณ์น่านน้ำไทย

​นักวิจัย ค้นพบ ‘สาหร่ายทะเล’4 ชนิดใหม่ของโลก ยืนยันความสมบูรณ์น่านน้ำไทย

​นักวิจัย ค้นพบ ‘สาหร่ายทะเล’4 ชนิดใหม่ของโลก ยืนยันความสมบูรณ์น่านน้ำไทย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทีมนักวิจัยจากภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันชั้นนำในประเทศและต่างประเทศ ประสบความสำเร็จในการค้นพบ สาหร่ายสีน้ำตาลสกุล Lobophora ชนิดใหม่ของโลกถึง 4 ชนิด จากการสำรวจแนวชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของประเทศไทย นับเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่ยืนยันว่าน่านน้ำไทยยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลที่รอการศึกษาอีกมาก ผลงานนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Algae (SCIE, Q1) แล้ว

สาหร่ายสีน้ำตาลสกุล Lobophora มีบทบาทนิเวศวิทยาสูงในระบบนิเวศแนวปะการังและชายฝั่ง สามารถพบได้ตั้งแต่เขตร้อนจนถึงเขตอบอุ่น ในช่วงระดับน้ำทะเลตั้งแต่บริเวณน้ำลงต่ำสุดไปจนถึงความลึกกว่า 120 เมตรแม้ในอดีตจะรู้จักกันเพียง 6 ชนิดจากลักษณะทางสัณฐานวิทยา แต่จากการวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลทางพันธุกรรมในปัจจุบันเผยให้เห็นความหลากหลายที่แท้จริงกว่า 97 ชนิด ทั่วโลก

ทีมวิจัยนำโดย นายอนิรุจน์ กล่อมจิตร นิสิตปริญญาเอก ภายใต้การกำกับดูแลของ รศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เมืองใหม่  คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก และ รศ.ดร.จันทนา ไพรบูรณ์ รวมถึง Dr. Stefano Draisma มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมด้วย น.ส.นาราภัทร เจือจาน นักวิชาการจากกรมปศุสัตว์ และ ดร.สุทธิกาญจน์ สุทธิ นักวิจัยจากองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ Dr. Christophe Vieira, Jeju National University, South Korea และ Associate Professor Dr. Sun Zhongmin, Institute of Oceanology, Chinese Academy of Sciences, China ได้ลงพื้นที่สำรวจความหลากหลายของสาหร่ายสกุล Lobophora ตามแนวชายฝั่งทะเลของอ่าวไทย และวิเคราะห์ชนิดของสาหร่ายดังกล่าวโดยใช้การวิเคราะห์ลักษณะสัณฐานวิทยาร่วมกับเทคนิคพันธุกรรมระดับโมเลกุล

สาหร่ายชนิดใหม่ของโลก 4 ชนิด ได้แก่ Lobophora lewmanomontiae สาหร่ายชนิดนี้มีลักษณะตั้งตรงเป็นกระจุกคล้ายดอกกุหลาบ สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม ขนาด 7 – 8 ซม. ขอบแผ่นของสาหร่ายเรียบ ผิวสม่ำเสมอ ไม่มีลายหรือจุด พบในระดับความลึก 3 – 12 เมตร บริเวณเกาะมันนอก จ.ระยอง, หาดนางรอง และหาดยาว จ.ชลบุรี ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.กาญจนภาชน์ ลิ่วมโนมนต์ ผู้บุกเบิกวิชาสาหร่ายวิทยาของประเทศไทย

Lobophora ogawae สาหร่ายชนิดนี้มีขนาดเล็ก (3 – 4 ซม.) เป็นแผ่นแบนราบและบาง สีน้ำตาลอ่อนถึงเข้มสม่ำเสมอ พบในระดับความลึก 2 – 5 เมตร บริเวณเกาะมันนอก จ.ระยอง, เกาะหมาก และเกาะกระดาด จ.ตราด ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Professor Hisao Ogawa นักสาหร่ายวิทยาชาวญี่ปุ่น ผู้ร่วมสร้างองค์ความรู้สาหร่ายทะเลไทยมาหลายทศวรรษ

Lobophora thiemmedhii สาหร่ายชนิดนี้มีสีเหลืองทองหรือส้มเหลือง มีจุดสีเข้มและเส้นลายสีเทาบริเวณขอบเป็นเอกลักษณ์ ขนาด 5.5 – 6.5 ซม. มีลักษณะเป็นแผ่นแบบราบ พบในระดับความลึก 4 – 14 เมตร บริเวณเกาะนางยวน อ่าวหินวง และหาดแม่หาด จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.จินดา เทียมเมธ ผู้จุดประกายการศึกษาสาหร่ายทะเลในไทย และผู้เขียนบทความการค้นพบสาหร่ายทะเลสกุล Porphyra เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

Lobophora velasquezii สาหร่ายชนิดนี้มีขนาดเล็ก (2 – 3 ซม.) ลักษณะแผ่นแบนราบและหนา สีน้ำตาลเหลืองถึงทองเหลือง มีจุดสีเข้มกระจายประปราย พบที่ระดับความลึก 2 – 6 เมตร บริเวณเกาะนางยวน เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Professor Gregorio T. Velasquez นักสาหร่ายวิทยาชาวฟิลิปปินส์ ผู้ริเริ่มสร้างรายงานรายชื่อสาหร่ายทะเลชุดแรกของไทย

นอกจากการค้นพบสาหร่ายชนิดใหม่ทั้ง 4 ชนิดแล้ว การสำรวจครั้งนี้ยังพบสาหร่ายที่รายงานเป็นครั้งแรกในน่านน้ำไทยอีก 3 ชนิด ได้แก่ Lobophora abscondita, Lobophora henae และ Lobophora quangtriensis ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีสาหร่ายสกุล Lobophora รวม 21 ชนิด ส่วนในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีทั้งหมด 30 ชนิด โดย 12 ชนิดเป็นชนิดเฉพาะถิ่น ยืนยันว่าภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพของสาหร่ายทะเลในระดับโลก

การค้นพบครั้งนี้ไม่เพียงเพิ่มพูนองค์ความรู้ทางอนุกรมวิธานของสาหร่ายทะเล แต่ยังมีนัยสำคัญต่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเลของไทย การจำแนกชนิดสาหร่ายได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนเป็นพื้นฐานสำคัญในการติดตามความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลและแนวปะการัง ซึ่งปัจจุบันเผชิญกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษทางน้ำ และการท่องเที่ยวเชิงทะเลที่เพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้ สาหร่ายในสกุล Lobophora ยังมีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพที่น่าสนใจ ทั้งในด้านต้านเชื้อโรค ต้านมะเร็ง และคุณสมบัติที่อาจเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเภสัชกรรมและเครื่องสำอางในอนาคต

อ้างอิง Klomjit A., Draisma S.G.A., Praiboon J., Jurejan N., Sutti S., Sun Z., Vieira C., and Muangmai N. 2026. A survey along the east coast of Thailand reveals high diversity in the genus Lobophora (Dictyotales, Phaeophyceae); with the description of four new species. Algae. 41(1): 77–94. https://doi.org/10.4490/algae.2026.41.2.2

สถานีวิจัยฯ สะแกราช เชิญชวนน้องๆ เข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน ‘Summer Science camp’ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ – วิทยาศาสตร์

สถานีวิจัยฯ สะแกราช เชิญชวนน้องๆ เข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน ‘Summer Science camp’ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ – วิทยาศาสตร์

สถานีวิจัยฯ สะแกราช เชิญชวนน้องๆ เข้าค่ายปิดเทอมฤดูร้อน ‘Summer Science camp’ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติ – วิทยาศาสตร์

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  เชิญชวนผู้ปกครอง และน้องๆ ร่วมกิจกรรม “ค่ายปิดเทอมฤดูร้อน” ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ พร้อมสนุกกับกิจกรรมสุดมันส์ เพื่อร่วมสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับโลกของเรา โดยพิเศษสุดๆ เฉพาะช่วงปิดเทอมเดือนเมษายนนี้เท่านั้นกับค่ายวิทยาศาสตร์ช่วงปิดเทอม (Summer Science camp) @พื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช #SakaeratBiosphereReserve ณ สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา โดย วว. จะมอบ “เกียรติบัตร” ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกโปรแกรม

สามารถเลือกโปรแกรมค่ายและวันเวลาตามตารางจัดกิจกรรม และสามารถเลือกแพ็กเกจที่สนใจ อาทิ 1-Day Trip (ระดับมัธยมศึกษา 360 บ./ระดับประถมศึกษา 340 บ.) , 2-Day/1-Night Trip (ระดับมัธยมศึกษา 924 บ./ระดับประถมศึกษา 860 บ.) และ 3-Day/2-Night Trip (ระดับมัธยมศึกษา 1,515 บ./ระดับประถมศึกษา 1,405 บ.) โดยมีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ เดินป่าสำรวจธรรมชาติ , เฝ้าดูดาวสุดอลังการ , ส่องนก , ชมไก่ฟ้าพญาลอนกประจำชาติไทย , เข้าฐานวิทยาศาสตร์แบบลงมือทำจริง สนุก ได้ความรู้ และได้เพื่อนใหม่!!

ติดต่อสอบถาม /จองกิจกรรม ได้ที่  โทร. 090-242-9632 (น้องเบนซ์ พราววิไล) 085-774-3935 (พี่ตุ่น พงษ์ศักดิ์)

สลช.เตรียมจัดสอบเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดทั่วประเทศ

สลช.เตรียมจัดสอบเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดทั่วประเทศ

สลช.เตรียมจัดสอบเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.วรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบให้มีตำแหน่งเจ้าหน้าที่ลูกเสือในทุกจังหวัดทั่วประเทศยกเว้นกรุงเทพมหานคร จังหวัดละ 1 ตำแหน่ง เพื่อปฎิบัติทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานลูกเสือในสำนักงานลูกเสือประจำจังหวัดนั้น เพื่อผลักดันในเรื่องดังกล่าวขณะนี้ สลช.อยู่ระหว่างการเร่งประกาศกำหนดกรอบและแผนอัตรากำลัง ซึ่งบอร์ด สลช.ได้เสนอแนะให้ทำกรอบในระยะ 3 ปี และ 5 ปี เพื่อบริหารอัตรากำลังให้เป็นไปตามเป้าหมายในอนาคตที่ต่อไปสำนักงานลูกเสือประจำจังหวัดจะมีโครงสร้างภายในเป็น 2-3 ฝ่าย ดังนั้นทุกฝ่ายจะต้องมีเจ้าหน้าที่เพื่อขับเคลื่อนภารกิจ เพียงแต่ในระยะเริ่มต้นนี้ทางคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติได้เห็นชอบกรอบอัตรากำลังจังหวัดละ 1 คนก่อน โดยรูปแบบจะคล้ายกันกับคุรุสภาจังหวัด ที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เขต 1 ของแต่ละจังหวัดจะได้รับการมอบหมายจากเลขาธิการ สลช.ให้บริหารงานสำนักงานลูกเสือจังหวัด แต่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดจะขึ้นตรงกับ สลช. ในตำแหน่งพนักงานราชการ ที่ได้รับสวัสดิการ และมีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ

“ที่ผ่านมาน้องๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ใน สลจ. เป็นเพียงตำแหน่งลูกจ้าง ภาระงานค่อนข้างเยอะมาก ที่สำคัญไม่มีสวัสดิการและความก้าวหน้าในอาชีพ ทำให้หลายคนเกิดความท้อแท้ และหันไปสมัครสอบในอาชีพ หรือตำแหน่งงานที่มีความมั่นคง และเจริญก้าวหน้าในอาชีพมากกว่า ดังนั้นการที่บอร์ดบริหาร สลช.เห็นชอบกรอบอัตรากำลังในครั้งนี้จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดอย่างมาก ทั้งนี้คาดว่าภายในเดือน เม.ย.นี้ สลช.จะสามารถประกาศรับสมัครสอบคัดเลือกเพื่อสรรหาเป็นเจ้าหน้าที่ลูกเสือจังหวัดได้  โดยอย่างช้าภายในเดือน พ.ค.นี้ จะมีการรายงานตัวผู้ที่ได้รับการคัดเลือกและไปปฎิบัติหน้าที่ได้ครบทุกจังหวัด การสอบคัดเลือกในครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มี พ.ร.บ.ลูกเสือ พ.ศ.2551 เลขาธิการ สลช. กล่าว

สกร. เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน

สกร. เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน

สกร. เปิด ‘ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ’ พลิกการเรียนรู้สู่การลงมือทำจริง สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ตลาดนัดเรียนรู้ คู่เกษตรธรรมชาติ By สกร. & MOA & สสส. (Learn & Earn Health Market) ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA Thai Foundation) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมี ที่ปรึกษาอธิบดี ดร.รุ่งอรุณ ไสยโสภณ ดร.วัชรีวรรณ กันเดช และนายโยฑิน สมโนนนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย พลเอก ศรุต นาควัชระ, ดร.กล้า สมตระกูล นายสมชัย ไหลสุพรรณวงศ์ นายสุชาญ ศีลอำนวย ผู้จัดการโครงการและเลขานุการมูลนิธิฯ นางนิรมล ราศี ผู้อำนวยการสำนักงานสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ (สสส.) และทันตแพทย์หญิง จันทนา อึ้งชูศักดิ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ สสส. เข้าร่วมงาน ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ.  กล่าวว่า บทบาทของ สกร. ในวันนี้เปรียบเสมือน ผู้จัดตลาดแห่งการเรียนรู้ ที่รวบรวมองค์ความรู้และทักษะอาชีพที่หลากหลายมาให้ประชาชนได้เลือกเรียนรู้ตามความสนใจ เปลี่ยนจากการศึกษาในกรอบเดิม สู่การเรียนรู้ที่ กินได้ ใช้ได้ และต่อยอดได้จริง พร้อมเน้นย้ำว่า เกษตรธรรมชาติ” ไม่ใช่เพียงทางเลือกของเกษตรกร แต่คือทางรอดด้านสุขภาพของคนทั้งประเทศ

ขณะที่ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า สกร. มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาทักษะอาชีพ การสร้างรายได้ และการเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวม โดยใช้กลไกเครือข่าย สกร.ทั่วประเทศ ตั้งแต่ระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล รวมถึงศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) เป็นฐานในการขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่ชุมชน

หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้ คือการสร้าง คลังอาหารปลอดภัยในครัวเรือน’ ควบคู่กับการพัฒนา ตลาดสีเขียว’ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีรายได้เสริม และมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน อธิบดี สกร. กล่าว

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง สกร. มูลนิธิเอ็มโอเอไทย และ สสส. ถือเป็นต้นแบบสำคัญของการบูรณาการ การศึกษาอาชีพสุขภาวะ ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณค่า และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

เพราะ การเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการเรียนรู้ที่เปลี่ยนชีวิตได้จริง” สกร. เดินหน้าสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคน

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

วช. นำวิจัยและนวัตกรรม รับมือวิกฤติพลังงาน หนุน “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” สู่ความมั่นคงในหลากหลายพื้นที่

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวรับมือวิกฤติพลังงานด้วยวิจัยและนวัตกรรม “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม วช.ให้ความสำคัญกับการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและตอบโจทย์เชิงพื้นที่

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ วช. ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศโดยเฉพาะพลังงานชุมชนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานชีวมวล การทดแทนดีเซล และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ภายในงาน มีการเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ก๊าซชีวมวลกับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน” พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ 

– นวัตกรรม “ชุดผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ” โดย นางพัทธนันท์ นาถพินิจ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งทวี ผดากาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบปรับปรุงก๊าซชีวภาพสำหรับเป็นพลังงานทดแทน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิมผกา โพธิลังกา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 

– นวัตกรรม “เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในการจัดการขยะ” โดย นายโกศล แสงทอง จากศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ จังหวัดเพชรบุรี

การเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ทดแทนดีเซลด้วยนวัตกรรม” โดยนำเสนอผลงานวิจัย ได้แก่ 

– นวัตกรรม “เครื่องผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว” โดย นางชนากานต์ เพิ่มฉลาด จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 

– นวัตกรรม “เครื่องต้นแบบไพโรไลซิสสำหรับผลิตพลังงานทางเลือกทดแทนดีเซล” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา เพ็ชร์ยิ้ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และการเสวนาเรื่อง “พลังงานแสงอาทิตย์ สู่ความมั่นคงทางพลังงานแห่งอนาคต” ได้แก่ 

–  “นวัตกรรมเครื่องสูบน้ำพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก้องภพ ชาอามาตย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และ รองศาสตราจารย์ ดร.กันต์ อินทุวงศ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 

– นวัตกรรม “ระบบส่งน้ำและสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ มูลตรี จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

– นวัตกรรมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดย นางอารยา นุ่มนิ่ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 

–  นวัตกรรม “ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ดร.สุชัจจ์ ศรีแก้ว จากสมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของวช. ในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนและประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

วช. นำวิจัยและนวัตกรรม รับมือวิกฤติพลังงาน หนุน “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” สู่ความมั่นคงในหลากหลายพื้นที่

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวรับมือวิกฤติพลังงานด้วยวิจัยและนวัตกรรม “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม วช.ให้ความสำคัญกับการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและตอบโจทย์เชิงพื้นที่

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ วช. ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศโดยเฉพาะพลังงานชุมชนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานชีวมวล การทดแทนดีเซล และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ภายในงาน มีการเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ก๊าซชีวมวลกับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน” พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ 

– นวัตกรรม “ชุดผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ” โดย นางพัทธนันท์ นาถพินิจ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งทวี ผดากาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบปรับปรุงก๊าซชีวภาพสำหรับเป็นพลังงานทดแทน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิมผกา โพธิลังกา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 

– นวัตกรรม “เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในการจัดการขยะ” โดย นายโกศล แสงทอง จากศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ จังหวัดเพชรบุรี

การเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ทดแทนดีเซลด้วยนวัตกรรม” โดยนำเสนอผลงานวิจัย ได้แก่ 

– นวัตกรรม “เครื่องผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว” โดย นางชนากานต์ เพิ่มฉลาด จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 

– นวัตกรรม “เครื่องต้นแบบไพโรไลซิสสำหรับผลิตพลังงานทางเลือกทดแทนดีเซล” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา เพ็ชร์ยิ้ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และการเสวนาเรื่อง “พลังงานแสงอาทิตย์ สู่ความมั่นคงทางพลังงานแห่งอนาคต” ได้แก่ 

–  “นวัตกรรมเครื่องสูบน้ำพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก้องภพ ชาอามาตย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และ รองศาสตราจารย์ ดร.กันต์ อินทุวงศ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 

– นวัตกรรม “ระบบส่งน้ำและสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ มูลตรี จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

– นวัตกรรมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดย นางอารยา นุ่มนิ่ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 

–  นวัตกรรม “ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ดร.สุชัจจ์ ศรีแก้ว จากสมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของวช. ในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนและประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วิจัยไทยใช้ได้จริง! วช. เปิดตัวนวัตกรรมพลังงานทางเลือก กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.00 น.

วช. นำวิจัยและนวัตกรรม รับมือวิกฤติพลังงาน หนุน “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” สู่ความมั่นคงในหลากหลายพื้นที่

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการแถลงข่าวรับมือวิกฤติพลังงานด้วยวิจัยและนวัตกรรม “พลังงานชุมชน พลังงานทางเลือก” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิด ณ ศูนย์ส่งเสริมการวิจัยเพื่อมรดกทางวัฒนธรรม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสํานักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติพลังงานที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคม วช.ให้ความสำคัญกับการใช้ “งานวิจัยและนวัตกรรม” เป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงและตอบโจทย์เชิงพื้นที่

การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ วช. ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านพลังงานของประเทศโดยเฉพาะพลังงานชุมชนและพลังงานทางเลือก เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพลังงานชีวมวล การทดแทนดีเซล และพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ภายในงาน มีการเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ก๊าซชีวมวลกับการสร้างเศรษฐกิจชุมชนยั่งยืน” พร้อมนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ 

– นวัตกรรม “ชุดผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ” โดย นางพัทธนันท์ นาถพินิจ จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบผลิตไฟฟ้าโดยใช้เซลล์แสงอาทิตย์สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งทวี ผดากาล จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

– นวัตกรรม “ต้นแบบระบบปรับปรุงก๊าซชีวภาพสำหรับเป็นพลังงานทดแทน” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พิมผกา โพธิลังกา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 

– นวัตกรรม “เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในการจัดการขยะ” โดย นายโกศล แสงทอง จากศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายรวมใจตามรอยพ่อ จังหวัดเพชรบุรี

การเสวนาเรื่อง “พลังงานชุมชน ทดแทนดีเซลด้วยนวัตกรรม” โดยนำเสนอผลงานวิจัย ได้แก่ 

– นวัตกรรม “เครื่องผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชใช้แล้ว” โดย นางชนากานต์ เพิ่มฉลาด จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 

– นวัตกรรม “เครื่องต้นแบบไพโรไลซิสสำหรับผลิตพลังงานทางเลือกทดแทนดีเซล” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา เพ็ชร์ยิ้ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และการเสวนาเรื่อง “พลังงานแสงอาทิตย์ สู่ความมั่นคงทางพลังงานแห่งอนาคต” ได้แก่ 

–  “นวัตกรรมเครื่องสูบน้ำพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ก้องภพ ชาอามาตย์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และ รองศาสตราจารย์ ดร.กันต์ อินทุวงศ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 

– นวัตกรรม “ระบบส่งน้ำและสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ มูลตรี จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

– นวัตกรรมระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ โดย นางอารยา นุ่มนิ่ม จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 

–  นวัตกรรม “ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยเซลล์แสงอาทิตย์” โดย ดร.สุชัจจ์ ศรีแก้ว จากสมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้เป็นความมุ่งมั่นของวช. ในการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านพลังงานสู่การใช้ประโยชน์จริงในระดับชุมชนและประเทศ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน

คุรุสภาเปิดคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเข้าชิง 8 รางวัล ประจำปี 2569

คุรุสภาเปิดคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเข้าชิง 8 รางวัล ประจำปี 2569

คุรุสภาเปิดคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเข้าชิง 8 รางวัล ประจำปี 2569

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.06 น.

“อมลวรรณ” ย้ำ มุ่งสร้างขวัญและกำลังใจ พร้อมส่งเสริม สนับสนุน และยกย่องผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เกิดการพัฒนาตนเอง ต่อยอดขยายผลพัฒนาการศึกษาไทย

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภามีหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพ สนับสนุน ยกย่องและผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีผลงานดีเด่นให้เป็นที่ประจักษณ์ต่อสังคม จึงได้ดำเนินการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบวิชาชีพและสถานศึกษาทุกสังกัดเสนอผลงานเข้ารับการคัดเลือกรางวัลของคุรุสภา ประจำปี 2569 จำนวน 8 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลคุรุสภา เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ปฏิบัติงานที่มีผลงานดีเด่น เพื่อส่งเสริมและยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เกิดการพัฒนาตนเอง และมีคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ 2.รางวัลครูภาษาฝรั่งเศสดีเด่น เพื่อเทิดพระเกียรติและสืบสานพระปณิธานด้านการศึกษาภาษาฝรั่งเศสของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในการพัฒนาศักยภาพ และยกย่องครูภาษาฝรั่งเศสที่มีผลงานดีเด่น 3.รางวัลครูภาษาไทยดีเด่น ที่จะคัดเลือกครูภาษาไทยในสถาบันการศึกษาระดับต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชนที่มีผลงานดีเด่น4.รางวัลครูผู้สอนดีเด่น จะคัดเลือกครูในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ทั้งภาครัฐและเอกชน ที่มีนวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน 5. รางวัลคุรุสดุดี จะคัดเลือกผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เพื่อรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ “คุรุสดุดี” เป็นการยกย่องครูผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครูที่มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพ 6. รางวัล Next Generation Teacher Award 2026 หรือ “รางวัลครูแห่งอนาคต” เพื่อยกย่องครูผู้สอนระดับขั้นพื้นฐาน/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่มีความคิดสร้างสรรค์นำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาการสอน 7. รางวัลผลงานวิจัยของคุรุสภา ประจำปี 2569เพื่อยกย่องงานวิจัยที่พัฒนาการจัดการเรียนการสอน และ 8.รางวัลหนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม ประจำปี 2569 เป็นรางวัลที่ส่งเสริมนวัตกรรมของสถานศึกษา

ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวต่อไปว่า การมอบรางวัลดังกล่าว เป็นการส่งเสริมและยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่มีมาตรฐานและจรรยาบรรณของวิชาชีพดีเด่น ให้เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา สร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานให้เกิดการพัฒนาตนเองและมีคุณภาพในการจัดการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบมาตรฐานวิชาชีพด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับรางวัลเป็นต้นแบบให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และถ่ายทอดประสบการณ์ทางวิชาชีพ โดยถือเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งของคุรุสภาในการเสริมสร้างขวัญกำลังใจ ความภาคภูมิใจ คุณค่า และความศรัทธาแก่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกประเภท ได้แก่ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ รวมถึงสถานศึกษาทุกแห่ง ซึ่งคุรุสภามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและยกย่องผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ จนสามารถเป็นแบบอย่างและเป็นที่เคารพยกย่องอย่างสูงของศิษย์และบุคคลทั่วไปสมกับเป็นปูชนียบุคคล และมุ่งหวังให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเกิดการพัฒนาตนแอง ซึ่งจะส่งผลในการต่อยอดขยายผลเพื่อพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

“คุรุสภาขอเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกท่านและสถานศึกษาทุกสังกัด ร่วมส่งผลงานเข้ารับการคัดเลือกรางวัลของคุรุสภา ประจำปี 2569 ทั้ง 8 รางวัล ซึ่งมีกำหนดเปิดให้เสนอผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 สำหรับรายละเอียด คุณสมบัติ และวิธีการเสนอผลงานในแต่ละรางวัลนั้นจะมีความแตกต่างกันไป จึงขอให้ผู้ประสงค์ส่งผลงานหรือผู้ที่สนใจทุกท่านเข้าศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนเสนอผลงาน โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ กลุ่มยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ โทร. 0- 2281- 4843 และ งานคุรุสภาในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกแห่ง” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.