รุ่งอรุณผนึกกำลังศิลปินชั้นครู ถ่ายทอดวิจิตรศิลป์ดนตรี-นาฏศิลป์ไทย ในคอนเสิร์ต ‘กลางใจไทยนิรันดร์’

รุ่งอรุณผนึกกำลังศิลปินชั้นครู ถ่ายทอดวิจิตรศิลป์ดนตรี-นาฏศิลป์ไทย ในคอนเสิร์ต 'กลางใจไทยนิรันดร์'

รุ่งอรุณผนึกกำลังศิลปินชั้นครู ถ่ายทอดวิจิตรศิลป์ดนตรี-นาฏศิลป์ไทย ในคอนเสิร์ต ‘กลางใจไทยนิรันดร์’

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

“กลางใจไทยนิรันดร์” คอนเสิร์ตที่มากกว่าดนตรี แต่คือบทเรียนชีวิตบนเวทีแห่งความกตัญญู

ภาพความงดงามของท่วงท่าร่ายรำที่อ่อนช้อย ผสานกับเสียงบรรเลงวงออร์เคสตราและดนตรีไทยที่ดังกึกก้องไปทั่วหอประชุม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา คือบทสรุปอันน่าประทับใจของคอนเสิร์ตเทิดพระเกียรติ “กลางใจไทยนิรันดร์” โดยโรงเรียนรุ่งอรุณ งานที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงความสามารถ แต่คือการหลอมรวมหัวใจของชุมชนโรงเรียนเพื่อแสดงความจงรักภักดี

หัวใจสำคัญของคอนเสิร์ตครั้งนี้ คือการสะท้อนถึง “สมรรถนะการเรียนรู้” ของนักเรียน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในตำรา แต่เกิดจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องผ่านดนตรี นาฏศิลป์ และการทำงานเบื้องหลังอย่างเป็นระบบ

บนเวทีเราได้เห็นความกลมเกลียวของคนหลายวัย ตั้งแต่การแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอน “ยกรบ” โดยนักเรียนชั้น ป.6 ไปจนถึงวง R.A. POP Orchestra และวงดนตรีไทย ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักเรียนรุ่นพี่รุ่นน้องและศิษย์เก่า

งานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากศิลปินระดับแนวหน้าของเมืองไทยมาร่วมสร้างประวัติศาสตร์บนเวที

คุณดวงพร พงศ์ผาสุก (อาจารย์ปุ้ย) ถ่ายทอดบทเพลง “ลาวดวงเดือน” ได้อย่างละเมียดละไมจนผู้ชมตกอยู่ในภวังค์

คุณตรัย ภูมิรัตน (คุณบอย) สร้างความอบอุ่นผ่านบทเพลง “เหมือนเคย” และ “ในดวงใจนิรันดร์” โดยมีเหล่านักเรียนและคณะครูร่วมขับร้องเคียงข้าง เป็นภาพที่สะท้อนถึงความผูกพันได้อย่างงดงาม

คอนเสิร์ตครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย

“เวทีแห่งนี้คือพื้นที่ถ่ายทอดความรักและความกตัญญู แด่พระองค์ผู้ทรงสถิตอยู่กลางใจไทยนิรันดร์” ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการสนับสนุนจาก ดร.สิริชัยชาญ ฟักจํารูญ ศิลปินแห่งชาติ และคณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทุกท่าน รวมถึง รองศาสตราจารย์ ประภาภัทร นิยม ผู้ก่อตั้งโรงเรียนรุ่งอรุณ ที่มุ่งมั่นผลักดันให้ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของการบ่มเพาะความเป็นมนุษย์

ความราบรื่นตลอด 2 ชั่วโมงของการแสดง คือผลลัพธ์ของการร่วมแรงร่วมใจจาก “ผู้ปกครองอาสา” ทีมงานเบื้องหลัง และฝ่ายเทคนิค แสง สี เสียง ที่ทำงานสอดประสานกันอย่างมืออาชีพ เสียงปรบมือที่ดังกึกก้องในช่วงท้าย จึงไม่ได้เป็นเพียงการชื่นชมการแสดง แต่คือการมอบพลังให้แก่ความพยายามของเด็ก ๆ ทุกคน

ท้ายที่สุดแล้ว คอนเสิร์ต “กลางใจไทยนิรันดร์” ได้ฝากบทเรียนอันล้ำค่าไว้ให้นักเรียนรุ่งอรุณทุกคน นั่นคือ “บทเรียนชีวิต” ที่สอนให้พวกเขารู้จักวินัย ความอดทน และความรับผิดชอบร่วมกัน เป็นความทรงจำที่จะจดจำไว้ตลอดไปในฐานะเวทีแห่งศิลปะ…และเวทีแห่งการเติบโตของหัวใจ

ขอบคุณภาพจาก โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school และ ผู้ปกครองอาสา

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

ขอบคุณภาพ : โรงเรียนรุ่งอรุณ Roong Aroon school

​มมส เปิดนิทรรศการ ‘ARTแฮง’ โชว์ศักยภาพนิสิตสื่อนฤมิตสู่มืออาชีพ

​มมส เปิดนิทรรศการ ‘ARTแฮง’ โชว์ศักยภาพนิสิตสื่อนฤมิตสู่มืออาชีพ

​มมส เปิดนิทรรศการ ‘ARTแฮง’ โชว์ศักยภาพนิสิตสื่อนฤมิตสู่มืออาชีพ

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงานนิทรรศการและสัมมนาวิชาการครั้งใหญ่ “ARTแฮง” ประจำปี 2569 ขนทัพผลงานนิสิตสาขาสื่อนฤมิตจัดแสดงสู่สาธารณะ มุ่งยกระดับทักษะวิชาชีพและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านสื่อสร้างสรรค์ร่วมสมัย

รศ.ดร.จันทิมา พลพินิจ คณบดีคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาวิชาการ นิทรรศการ ประกวดแข่งขัน และเผยแพร่ผลงานนิสิตสาขาวิชาสื่อนฤมิต (Creative Media) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.สืบศิริ แซ่ลี้ ผู้รับผิดชอบโครงการ พร้อมด้วยคณาจารย์ และนิสิตผู้สนใจเข้าร่วมงาน ณ ห้องฉายภาพยนตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

รศ.ดร.สืบศิริ แซ่ลี้ เปิดเผยว่า กิจกรรม “ARTแฮง” ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นพื้นที่ปลดปล่อยศักยภาพของนิสิต ผ่านกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์และการออกแบบที่เป็นระบบ เรามุ่งเน้นให้นิสิตสร้างสรรค์ผลงานที่ไม่ได้มีเพียงความสวยงาม แต่ต้องมีความแปลกใหม่ สามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาในสังคมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสื่อในมิติต่างๆ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานกราฟิกดีไซน์และสื่อสร้างสรรค์ในยุคปัจจุบัน

ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้รอบด้าน ได้แก่ การสัมมนาเชิงวิชาการ ซึ่งได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้า อาทิ อาจารย์วิชิต วัฒนานนท์ จากสาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ ผศ.ดร.ปรีชา สาคร จากภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ มมส มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และเทรนด์การออกแบบสื่อระดับสากล

นิทรรศการผลงานนิสิต ที่ครอบคลุมหลากหลายแขนง เช่น Interactive Media, Graphic Design, และ Multimedia Content ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจ ระหว่างรุ่นพี่ รุ่นน้อง และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม จัดแสดงผลงานให้ชมที่ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และนำนิทรรศการออกเคลื่อนที่ไปจัดแสดงที่ ศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ อ.เมือง จ.มหาสารคาม ระหว่างวันที่ 28 -29 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเผยแพร่ผลงาน แต่ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้นิสิตมีความพร้อมก้าวสู่โลกการทำงานอย่างมืออาชีพ โดยเน้นการพัฒนาทักษะ Soft Skills และ Hard Skills ควบคู่กันไป เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัล” รศ.ดร.สืบศิริ กล่าว

‘เสียง’ จากสถานศึกษาขนาดเล็ก ประเมินออนไลน์ ลดภาระด้านเอกสารจริง

‘เสียง’ จากสถานศึกษาขนาดเล็ก ประเมินออนไลน์ ลดภาระด้านเอกสารจริง

‘เสียง’ จากสถานศึกษาขนาดเล็ก ประเมินออนไลน์ ลดภาระด้านเอกสารจริง

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. เดินหน้าประกันคุณภาพภายนอกในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ให้กับสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวนกว่า 2,945 แห่ง ทั่วประเทศ  ในรูปแบบการประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริง Virtual Visit ซึ่งเป็นการตรวจเยี่ยมและประเมินผ่านระบบออนไลน์ เพื่อปรับวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ลดภาระและค่าใช้จ่ายให้กับสถานศึกษา แต่ยังคงเน้นหลักการในการตรวจสอบความสอดคล้องกับระบบประกันคุณภาพภายในและการนำไปสู่การพัฒนาอย่างแท้จริง

โดยการประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริงนี้จะมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการตรวจสอบและเก็บรวบรวมหลักฐาน โดยมีกระบวนการที่เน้นการลดภาระของสถานศึกษา แต่ยังคงรักษามาตรฐานและคุณภาพของการประเมินคุณภาพภายนอกด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบัน ซึ่งก่อนการลงพื้นที่ประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริง คณะผู้ประเมินภายนอกจะนัดประชุมกับสถานศึกษาผ่านระบบประชุมทางไกล เพื่อกำหนดวันลงพื้นที่แบบเสมือนจริง และข้อมูลที่ผู้ประเมินภายนอกต้องการในวันลงพื้นที่เสมือนจริง เช่น การสัมภาษณ์ผู้บริหาร ครูผู้สอน และผู้เรียน ตลอดจนการเยี่ยมชมห้องเรียน สถานที่ต่างๆ ภายในสถานศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมจากการตรวจสอบเอกสารดิจิทัล

น.ส.จิรสุดา สำเลิศรัมย์ ครูชำนาญการพิเศษ หัวหน้างานวิชาการ โรงเรียนบ้านตลาดโพธิ์ “ศรีตลาดโพธิ์” จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า โรงเรียนบ้านตลาดโพธิ์ “ศรีตลาดโพธิ์” เป็นสถานศึกษาขนาดเล็กเปิดสอนตั้งแต่อนุบาลชั้นปีที่ 2 ถึงประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 โดยสถานศึกษาเข้ารับการประเมินคุณภาพภายนอกจาก สมศ. เมื่อกลางเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ในรูปแบบการประเมินเสมือนจริง Virtual Visit สามารถลดภาระการจัดเตรียมเอกสารได้จริง โดยครูผู้สอนเพียงอัปโหลดไฟล์แผนและผลการดำเนินงานต่างๆ เข้าในกูเกิลไดรฟ์ เพื่อให้ผู้ประเมินภายนอกได้ศึกษาก่อนการประเมินเสมือนจริง

สิ่งที่ประทับใจอย่างหนึ่งในการประเมินคุณภาพภายนอกครั้งนี้ คือการสัมภาษณ์ผู้เรียน ซึ่งเป็นตัวแทนจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 โดยมีตัวอย่างคำถาม เช่น ผู้เรียนชอบเรียนวิชาอะไร ครูผู้สอนสอนสนุกหรือไม่ ครูผู้สอนมีการใช้สื่ออะไรบ้าง ผู้เรียนชอบมาโรงเรียนหรือไม่ เคยได้ไปทัศนศึกษาที่ไหนบ้าง โตขึ้นอยากทำอาชีพอะไร แล้วผู้เรียนแต่ละคนมีแนวทางการเรียนอย่างไรถึงจะไปสู่เป้าหมายตามอาชีพในฝันได้ และอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ประเมินภายนอกให้ความสนใจมากคือเรื่องความปลอดภัย ผู้ประเมินภายนอกได้มีการสอบถามเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษา ทั้งแผนเผชิญเหตุ การซักซ้อมรับมือเหตุการณ์ต่างๆ การจัดเตรียมห้องพยาบาล หรือมุมพยาบาลของผู้เรียน

โดยภายหลังการประเมินฯเสร็จสิ้น สถานศึกษาได้ประชุมเพื่อพิจารณานำผลการประเมินฯมาปรับใช้ โดยแบ่งเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ กับสิ่งที่สามารถปรับได้ทันที เช่น การจัดมุมพยาบาลของผู้เรียนด้านการศึกษาปฐมวัย จากเดิมที่ใช้ร่วมกันกับผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นต้น ดังนั้นตนจึงมองว่าการประเมินคุณภาพภายนอกแบบ Virtual visit มีประโยชน์กับสถานศึกษาและครูผู้สอนเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ต้องมีการจัดเตรียมเอกสารและสถานที่ ถือเป็นการลดภาระสถานศึกษาได้แท้จริง

น.ส.ณฬรรฐภรณ์ ปัญญางาม ครูโรงเรียนศรียาภัย 2 จ.ชุมพร กล่าวว่า โรงเรียนศรียาภัย 2 เป็นสถานศึกษาขนาดเล็ก เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ดังนั้น ทางสถานศึกษาจึงได้มีการประสานไปยังสถานศึกษาขนาดใหญ่ที่เป็นพันธมิตรในพื้นที่ เพื่อขอยืมอุปกรณ์สารสนเทศมารองรับการประเมินคุณภาพภายนอกแบบเสมือนจริง Virtual Visit โดยในวันลงพื้นที่ประเมินฯ ทางสถานศึกษาใช้เพียงโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่องในการเปิดกล้องให้ผู้ประเมินภายนอกได้ตรวจประเมินแบบเสมือนจริง

สิ่งที่ประทับใจในการประเมินคุณภาพภายนอกครั้งนี้คือ ผู้ประเมินภายนอกให้ความสนใจกับการดำเนินงานของสถานศึกษาในทุกมิติ เช่น ครูผู้สอนมีการใช้สื่อการเรียนการสอนอะไรบ้าง ผู้เรียนมีการตอบสนองต่อสื่อการเรียนการสอนแต่ละรูปแบบอย่างไร ตลอดจนแผนการจัดการเรียนการสอน พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะ การสัมภาษณ์ผู้ปกครอง เช่น ผู้ปกครองเคยเห็นบุตรหลานทำกิจกรรมอะไรบ้าง หรือครูผู้สอนได้เคยพูดถึงปัญหาของบุตรหลานให้ผู้ปกครองฟังหรือไม่

ดังนั้น ตนจึงมองว่าการประเมินคุณภาพภายนอกในรูปแบบเสมือนจริง Virtual Visit ของ สมศ. ในครั้งนี้มีประโยชน์และเหมาะสมกับสถานศึกษา โดยเฉพาะสถานศึกษาขนาดเล็กอย่างเป็นรูปธรรม เพราะ 1.ช่วยให้การดำเนินงานมีความเรียบง่ายและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 2.ลดภาระในการจัดทำเอกสารจำนวนมาก ด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการส่งผ่านข้อมูล 3.เป็นกระบวนการที่เน้นการประเมินเพื่อพัฒนา มากกว่าการเน้นการตัดสินผล 4.กระตุ้นและส่งเสริมให้สถานศึกษามีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและประกันคุณภาพภายในอย่างต่อเนื่อง และ 5.สะท้อนข้อมูลจุดแข็งและจุดอ่อนเพื่อให้สถานศึกษาเป็นแนวทางไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาแนวปฏิบัติที่ดี และนวัตกรรม

​‘BlueSalt+’ นวัตกรรมจากนิสิต ป.เอก CUTIP จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวทีนวัตกรรมโลกที่สมาพันธรัฐสวิส

​‘BlueSalt+’ นวัตกรรมจากนิสิต ป.เอก CUTIP จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวทีนวัตกรรมโลกที่สมาพันธรัฐสวิส

​‘BlueSalt+’ นวัตกรรมจากนิสิต ป.เอก CUTIP จุฬาฯ คว้าเหรียญทองจากเวทีนวัตกรรมโลกที่สมาพันธรัฐสวิส

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพัศพงศ์ ชมเชย นิสิตเก่าหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA Executive) และนิสิตปริญญาเอก หลักสูตรวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมผู้ประกอบการ (สหสาขาวิชา) หรือ CUTIP สร้างชื่อเสียงบนเวทีนวัตกรรมระดับโลก The 51st  International Exhibition of Inventions Geneva ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส จากผลงานนวัตกรรม BlueSalt+” ซึ่งเข้าร่วมการประกวดในหมวด Class Q (Paramedical, Health, Nutrition and Personal Care) สามารถคว้ารางวัลใหญ่ได้ถึง 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลเหรียญทองเกียรติยศสูงสุด (Gold Medal with the Congratulations of the Jury) ซึ่งเป็นการตัดสินและยกย่องอย่างเป็นเอกฉันท์จากคณะกรรมการนานาชาติ และรางวัลประกาศเกียรติคุณพิเศษ (NRCT Honorable Mention Award) จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

นายพัศพงศ์ เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นของการพัฒนานวัตกรรมในครั้งนี้ว่า เกิดจากการต่อยอดความสำเร็จของ “SmartSalt” (นวัตกรรมเครื่องปรุงรสสำหรับน้ำซุปชาบูลดโซเดียม) ที่เคยคว้ารางวัลเหรียญทองและรางวัล Special Awards จากเวที Silicon Valley ในปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นแก้ปัญหาวิกฤตสุขภาพจากการบริโภคโซเดียมเกินมาตรฐานโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ลึกลงไปถึงความต้องการที่แท้จริงของตลาด พบว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมอาหารไม่สามารถลดโซเดียมได้สำเร็จ คือ “Taste Trade-off” หรือการสูญเสียรสชาติความอร่อย

“เราเปลี่ยนโจทย์ใหม่ทั้งหมด แทนที่จะหาสารทดแทนความเค็มที่มักทิ้งรสขมเฝื่อน เราเลือกที่จะผสานเทคโนโลยีขั้นลึก (Deep Tech) เข้ากับศาสตร์ด้านระบบประสาทสัมผัส (Neuro-sensory) เพื่อปรับเปลี่ยนการรับรู้รสชาติของสมองมนุษย์โดยตรง” นายพัศพงศ์ กล่าว

ความโดดเด่นที่ทำให้ BlueSalt+ นวัตกรรมผลึกเกลือไฮบริดแห่งอนาคต คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุดจากเวทีเจนีวา คือการผสานองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมระดับจุลภาค (Precision Nano-engineering) เพื่อออกแบบ “ผลึกเกลือโซเดียมต่ำไฮบริด” รูปแบบใหม่ ที่ทำงานร่วมกับฐานทรัพยากรชีวภาพ (Bio-based Material) เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำงานร่วมกับระบบประสาทสัมผัสโดยตรง ด้วยกลไกการนำส่งรสชาติที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะ นวัตกรรมนี้สามารถกระตุ้นการรับรู้รสเค็มและรสอูมามิบนตัวรับรสของลิ้นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริโภคยังคงสัมผัสได้ถึงรสชาติอาหารที่อร่อยกลมกล่อมตามธรรมชาติ แม้จะลดปริมาณโซเดียมลงได้สูงถึง 40-50% ก็ตาม

นวัตกรรมนี้ตอบโจทย์ธุรกิจ B2B และความยั่งยืนระดับสากล ในมิติของการต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดย BlueSalt+ ถูกออกแบบมาให้มีความพร้อมในการขยายผลระดับอุตสาหกรรม สามารถนำไปใช้แทนเกลือทั่วไปได้ในอัตราส่วน 1:1 โดยไม่ต้องปรับสูตรอาหารเดิม ตอบโจทย์กลุ่มผลิตภัณฑ์ Clean-Label อาหารสำหรับผู้สูงอายุ และโภชนาการสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นอกจากนี้ การใช้วัตถุดิบฐานชีวภาพยังช่วยลดการพึ่งพาทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

 “ความตั้งใจสูงสุดของการเดินทางมาร่วมแข่งขันบนเวทีโลกในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเป้าหมายในการคว้าเหรียญทอง แต่คือการท้าทายและก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง เพื่อพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์ที่สุด ผมเชื่อมั่นว่านวัตกรรมที่ดีไม่ได้วัดคุณค่าแค่ในห้องปฏิบัติการ แต่ต้องสามารถยกระดับคุณค่าชีวิตของผู้คน และเป็นเครื่องมือที่ใช้แก้ไขปัญหาจริงของสังคมได้อย่างยั่งยืน ขอขอบคุณหลักสูตร CUTIP และ หลักสูตร MBA จุฬาฯ ที่เป็นแรงผลักดันอันยิ่งใหญ่ ทั้งในการบ่มเพาะวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรม และการติดอาวุธด้านกลยุทธ์ทางธุรกิจ จนทำให้ BlueSalt+ สามารถเปลี่ยนแนวคิดเชิงวิจัย ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่พร้อมแข่งขันบนเวทีโลกและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างแท้จริง” นายพัศพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์’เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1

'ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์'เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1

‘ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์’เป็นประธานการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

องค์กรสีเขียว – ดร.อาภา สธนเสาวภาคย์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน ครั้งที่ 1/2569 เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและวางรากฐานการอนุรักษ์พลังงานในอนาคต วาระสำคัญในครั้งนี้ประกอบด้วยการรายงานผลการตรวจสอบและรับรองรายงานการจัดการพลังงาน ประจำปี 2567 และปี 2568 รวมถึงการตรวจประเมินภายในองค์กร เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์จุดแข็งและข้อบกพร่องในการดำเนินงานที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมกองอาคารสถานที่และบริการ

วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม ‘จิบกาแฟ’ แลการศึกษา สร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัด

วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม 'จิบกาแฟ' แลการศึกษา สร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัด

วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม ‘จิบกาแฟ’ แลการศึกษา สร้างเครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาของจังหวัด

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชมผลงาน – ดร.ปรีชา ภู่สมบัติขจร ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์ พร้อมคณะผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษาและตัวแทนสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ จัดกิจกรรม “จิบกาแฟ” แลการศึกษา จ.อุตรดิตถ์ โดยได้รับเกียรติจากนายสันติ รังษิรุจิ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นประธานพร้อมเยี่ยมชมผลงานของนักเรียน นักศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ที่นำมาจัดแสดงผลงาน ณ โดมเสาธง วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิตถ์

มช. ชวนเด็ก ม.ปลาย อัปสกิลช่วงปิดเทอม เสริมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย

มช. ชวนเด็ก ม.ปลาย อัปสกิลช่วงปิดเทอม เสริมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย

มช. ชวนเด็ก ม.ปลาย อัปสกิลช่วงปิดเทอม เสริมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัย

วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.37 น.

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชวนชวนน้อง ๆ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ใช้เวลาช่วงปิดเทอมให้คุ้มค่า กับ “คอร์สออนไลน์ยอดฮิต” ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมทักษะรอบด้าน ทั้งวิชาการ ภาษา อาชีพ และทักษะชีวิต เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา แบบ Self-Paced พร้อมรับประกาศนียบัตร (ตามเกณฑ์ที่กำหนด) เพื่อใช้ต่อยอด Portfolio และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

หลักสูตรเด่นที่เปิดให้เรียน ครอบคลุมหลากหลายความสนใจ โดยเริ่มจาก คณิตศาสตร์ทั่วไป (General Mathematics 1) ที่เน้นการปูพื้นฐานสำคัญสำหรับสายวิทย์-คณิต ผู้เรียนจะได้ฝึกแก้ระบบสมการเชิงเส้นด้วยเมทริกซ์ เรียนรู้การสร้างแบบจำลองกำหนดการเชิงเส้น วิเคราะห์และร่างกราฟของฟังก์ชัน รวมถึงเข้าใจแนวคิดเรื่องลิมิต ความต่อเนื่อง และการหาอนุพันธ์ทั้งในเชิงทฤษฎีและการประยุกต์ เช่น การประมาณค่าเชิงเส้นและการหาค่าสูงสุด-ต่ำสุด โดยใช้เวลาเรียนรวม 30 ชั่วโมง (เฉลี่ย 6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์)

ด้านภาษา Real World English A1 มุ่งพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษพื้นฐานทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียน ผ่านการเรียนรู้แบบ Interactive ที่เน้นการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เช่น การแนะนำตัว การสอบถามข้อมูล การสั่งอาหาร และการสนทนาทั่วไป พร้อมเสริมโครงสร้างไวยากรณ์และคำศัพท์ที่จำเป็น ช่วยให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารได้อย่างมั่นใจและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจสายสุขภาพ หลักสูตร “ใครอยากเรียนทันตแพทย์…ยกมือขึ้น!” จะช่วยเปิดมุมมองสู่โลกของวิชาชีพทันตแพทย์อย่างรอบด้าน ครอบคลุมทั้งการทำงานจริงของทันตแพทย์ในหลากหลายบริบท การเรียนการสอนในคณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงการทดลองเรียนเนื้อหาพื้นฐานและการเรียนรู้เกี่ยวกับจรรยาบรรณในวิชาชีพ ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจตนเองมากขึ้น และสามารถวางแผนการศึกษาต่อได้อย่างเหมาะสม (แนะนำให้มีพื้นฐานชีววิทยาระดับมัธยมปลาย)

ขณะเดียวกัน หลักสูตร รู้ทันกลโกง ป้องกันภัยออนไลน์ ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมทักษะสำคัญในยุคดิจิทัล โดยผู้เรียนจะได้ทำความเข้าใจรูปแบบภัยคุกคามออนไลน์ เช่น การหลอกให้โอนเงิน การปลอมแปลงตัวตน และการแอบอ้างหน่วยงาน พร้อมเรียนรู้วิธีตรวจสอบข้อมูล การรับมือเมื่อเผชิญเหตุ และบทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถปกป้องตนเองและผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกหนึ่งหลักสูตรที่น่าสนใจคือ ชีวิตสมัยใหม่กับแอนิเมชัน ซึ่งจะพาผู้เรียนสำรวจบทบาทของแอนิเมชันในโลกปัจจุบัน ทั้งในด้านการสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การเรียนรู้ และการแสดงออกทางอัตลักษณ์ พร้อมเชื่อมโยงกับเส้นทางสายวิชาการและอาชีพในอนาคต เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจสายครีเอทีฟ สื่อดิจิทัล และการพัฒนาทักษะเชิงสร้างสรรค์

ทุกหลักสูตรเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป สามารถเรียนรู้ได้อย่างยืดหยุ่นตามเวลาของตนเอง ไม่เพียงช่วยเพิ่มพูนความรู้ แต่ยังเป็นโอกาสในการค้นหาความสนใจและเตรียมความพร้อมสู่การเรียนในระดับอุดมศึกษาได้อย่างมั่นใจ

ผู้สนใจสามารถสมัครเรียนและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยการศึกษาตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือเว็บไซต์ [https://www.lifelong.cmu.ac.th](https://www.lifelong.cmu.ac.th)

ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง

ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง

30 มี.ค. 2569 16:58 น.

ออสเตรเลียจ่อลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่ง หวังบรรเทาผลกระทบหลังราคาพุ่งสูงจากพิษสงครามตะวันออกกลาง

แอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย แถลงว่ารัฐบาลจะปรับลดภาษีน้ำมันลงครึ่งหนึ่งเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเผชิญกับปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียประกาศมาตรการดังกล่าวภายหลังการหารือร่วมกับมุขมนตรีจากรัฐและเขตปกครองต่าง ๆ ทั่วประเทศ ในวันนี้ (30 มี.ค.) เพื่อวางแผนรับมือปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น 

โดยออสเตรเลียประกาศจะปรับลดภาษีการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการ จากอัตราเดิมคือ 52 เซนต์ต่อลิตร (ราว 11.75 บาท) ให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งเป็นระยะเวลา 3 เดือน 

เจ้าหน้าที่ระบุว่ามาตรการนี้จะทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระงบประมาณราว 1,750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.7 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้นายอัลบาเนซียังเผยว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการให้ราคาน้ำมันถูกลง เพราะรัฐบาลตระหนักดีว่าชาวออสเตรเลียกำลังมีความกังวลอย่างหนักกับสถานการณ์ในปัจจุบันนี้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ได้พยายามสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถ โดยแถลงยืนยันว่ายังคงมีการขนส่งน้ำมันเข้ามาถึงออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง และปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในแถบชนบทนั้นมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของผู้คนที่แห่กันไปซื้อน้ำมันด้วยความตื่นตระหนก รวมไปจนถึงปัญหาในระบบการกระจายน้ำมัน จนทำให้การส่งน้ำมันขาดระยะ

ขณะที่รัฐวิกตอเรียและรัฐแทสเมเนียได้เปิดให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะฟรี พร้อมกับที่นายกรัฐมนตรีได้ขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถทั่วประเทศให้ช่วยกันลดการขับขี่เพื่อประหยัดน้ำมัน โดยเขาได้กล่าวว่า ยิ่งเราใช้น้ำมันในเมืองน้อยลงเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสามารถแบ่งน้ำมันที่มีไปยังพื้นที่ชนบทที่กำลังประสบปัญหาได้มากขึ้นเท่านั้น

ทางด้านนายคริส มินน์ส มุขมนตรีรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุว่าขณะนี้ในรัฐมีสถานีบริการน้ำมันหลายสิบแห่งที่ไม่มีน้ำมันเหลืออยู่เลย โดยรัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเมืองในพื้นที่ห่างไกลเป็นอันดับแรก พร้อมยืนยันว่าหากสถานการณ์เลวร้ายลงก็จะมีการประกาศใช้มาตรการเพิ่มเติมในทันที 

รัฐสภาออสเตรเลียยังได้เสนอร่างกฎหมายเพื่อให้อำนาจรัฐบาลในการค้ำประกันคำสั่งซื้อน้ำมันลอตใหญ่ผ่านทางเรือ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองภายในประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยข้อมูลจากรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันออสเตรเลียมีน้ำมันดีเซลสำรองไว้เพียงพอสำหรับ 30 วัน ส่วนน้ำมันเบนซินมีสำรองเพียงพอไว้ใช้ได้ 39 วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสัปดาห์ก่อน 

นอกเหนือจากผู้ใช้รถทั่วไปแล้ว รัฐบาลยังมีมาตรการจะปรับลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับรถบรรทุกด้วยการลดค่าธรรมเนียมการใช้ถนนสำหรับรถบรรทุกอีกด้วย

สำหรับข้อมูลจากระบบตรวจสอบราคาน้ำมัน (Fuel Check) เผยให้เห็นตัวเลขที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาราว 1 เดือน โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยในรัฐนิวเซาท์เวลส์พุ่งจาก 1.82 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 40.98 บาท) ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 2.48 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 55.84 บาท) ในวันนี้ (30 มี.ค.) ส่วนราคาน้ำมันดีเซลพุ่งแตะระดับ 3 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 67.55 บาท) ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.

ที่มา: France24

สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน

สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน

30 มี.ค. 2569 16:54 น.

สเปนสั่งปิดน่านฟ้าห้ามเครื่องบินรบสหรัฐฯ ผ่านไปโจมตีอิหร่าน

รายงานจากสื่อสเปนระบุว่า รัฐบาลสเปนได้สั่งปิดน่านฟ้าสำหรับเครื่องบินทหารสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการ “Epic Fury” ในสงครามอิหร่าน ส่งผลให้เครื่องบินต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางผ่านประเทศสมาชิกนาโตแห่งนี้ ระหว่างเดินทางไปยังตะวันออกกลาง

หนังสือพิมพ์ El Pais รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวทางทหารว่า รัฐบาลสเปนได้ตัดสินใจสั่งปิดน่านฟ้าไม่ให้เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการ “Epic Fury” เพื่อโจมตีอิหร่านบินผ่าน ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางการทหารที่รุนแรงขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้สเปนได้ปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพร่วมในการทำสงครามครั้งนี้มาแล้ว

คำสั่งดังกล่าวจะบีบให้เครื่องบินรบของสหรัฐฯ ต้องบินอ้อมน่านฟ้าของสเปนซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกนาโต เพื่อไปยังเป้าหมายในตะวันออกกลาง ยกเว้นเพียงกรณีฉุกเฉินเท่านั้น นอกจากนั้น ตามรายงานของแหล่งข่าวทางทหาร สเปนยังปฏิเสธการเข้าถึงน่านฟ้าสำหรับเครื่องบินของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในประเทศที่สาม เช่น สหราชอาณาจักรหรือฝรั่งเศส 

ด้านนายคาร์ลอส กูเอร์โป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของสเปน ยืนยันว่าการตัดสินใจนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะไม่สนับสนุนสงครามที่เกิดขึ้นฝ่ายเดียวและขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ฐานทัพอากาศโรตา และฐานทัพอากาศโมรอน เด ลา ฟรอนเตรา จะยังคงถูกใช้งานโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) เนื่องจากภารกิจทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีกับสหรัฐฯ ยังคงมีผลบังคับใช้ เช่น การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์สำหรับกองกำลังสหรัฐฯ ที่ประจำการในยุโรป ซึ่งมีจำนวนประมาณ 80,000 นาย และยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ

นอกจากนี้ ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศเซบีญา ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ENAIRE  ยังคงให้การสนับสนุนด้านการนำทางเครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 Spirit ที่ออกเดินทางจากฐานทัพที่ไวท์แมน รัฐมิสซูรี เพื่อโจมตีอิหร่าน แล้วบินกลับมาโดยไม่หยุดพักเป็นเวลานานกว่า 30 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เครื่องบินทิ้งระเบิดเหล่านี้ไม่ได้เข้าสู่น่านฟ้าของสเปน แต่จะบินผ่านช่องแคบยิบรอลตาร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สเปนไม่สามารถป้องกันได้

นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ ผู้นำแนวคิดเสรีนิยมของสเปน กลายเป็นหนึ่งในผู้นำยุโรปที่ออกมาวิจารณ์การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลอย่างรุนแรงที่สุด โดยเขาประณามว่าเป็นการกระทำที่ “บ้าบิ่นและผิดกฎหมาย” พร้อมใช้สโลแกน “No to the war” (ไม่เอาสงคราม) ในการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศ

นายซานเชซกล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า “เราจะไม่ยอมเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในสิ่งที่เป็นผลเสียต่อโลก และขัดต่อคุณค่ารวมถึงผลประโยชน์ของเรา เพียงเพราะกลัวการถูกตอบโต้อย่างรุนแรงจากใครบางคน” 

ทางด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความไม่พอใจอย่างมากต่อท่าทีของสเปน โดยได้ข่มขู่ว่าจะ “ตัดความสัมพันธ์ทางการค้าทั้งหมด” กับสเปน เพื่อตอบโต้ที่ไม่ยอมให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศโรตา และฐานทัพอากาศโมรอน เด ลา ฟรอนเตรา ซึ่งเป็นฐานทัพที่ทั้งสองประเทศใช้ร่วมกันมาตั้งแต่ยุคเผด็จการนายพลฟรังโก

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้น เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของสเปนออกมาปฏิเสธคำกล่าวของโฆษกทำเนียบขาวที่อ้างว่าสเปนได้รับทราบสารจากทรัมป์ “ชัดแจ้งแล้ว” และกำลังให้ความร่วมมือกับกองทัพสหรัฐฯ โดยทางสเปนยืนยันว่า แม้จะประณามรัฐบาลอิหร่านแต่สเปนจะไม่สนับสนุนการโจมตีที่มองว่าเป็น “การรุกรานที่ไร้เหตุผล”

ความขัดแย้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวลึกระหว่างรัฐบาลฝ่ายซ้ายของสเปนที่ยึดถือระเบียบโลกบนพื้นฐานของกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กับขบวนการ MAGA ของทรัมป์ที่เน้นการใช้กำลังทหารและนโยบายเศรษฐกิจแบบตอบโต้.

ที่มา El Pais / Reuters

เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ “สลับวันวิ่งรถ” ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์

เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ "สลับวันวิ่งรถ" ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์

30 มี.ค. 2569 16:06 น.

เกาหลีใต้จ่อบังคับใช้มาตรการ “สลับวันวิ่งรถ” ทั่วประเทศ หากน้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์

กระทรวงการคลังเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาขยายมาตรการ “สลับวันใช้รถยนต์” ไปยังภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นถึง 120–130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ท่ามกลางแรงกดดันด้านพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

นายคู ยุนชอล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลอาจจำเป็นต้องประกาศใช้ “ระบบสลับวันใช้รถ 5 วัน” (Five-day vehicle rotation system) ภาคบังคับกับประชาชนทั่วไป หากราคาน้ำมันดิบขยับขึ้นไปแตะระดับ 120-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้ระดับการเฝ้าระวังวิกฤตความมั่นคงด้านทรัพยากรถูกยกระดับขึ้นสู่ระดับ “เตือนภัย” หรือ “ระดับ 3” จากทั้งหมด 4 ระดับ จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 2

นายคูกล่าวว่า “หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเลวร้ายลง เราจำเป็นต้องขยับระดับการแจ้งเตือนวิกฤต และถึงจุดนั้นเราจำเป็นต้องควบคุมการบริโภคพลังงานอย่างจริงจัง” 

มาตรการ “สลับวันใช้รถ” จะจำกัดให้รถยนต์แต่ละคันหยุดวิ่ง 1 วันในทุกๆ 5 วันทำการ โดยพิจารณาจากเลขท้ายของป้ายทะเบียนรถ ซึ่งปัจจุบันเริ่มบังคับใช้กับหน่วยงานภาครัฐแล้ว และขอความร่วมมือจากภาคเอกชนโดยสมัครใจ แต่หากราคาน้ำมันพุ่งถึงเกณฑ์ที่กำหนด มาตรการนี้จะกลายเป็นข้อบังคับทั่วประเทศ

นอกจากมาตรการคุมเข้มการใช้รถ รัฐบาลยังเตรียมมาตรการเยียวยาควบคู่กันไป เช่นงบประมาณเพิ่มเติม 25 ล้านล้านวอน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันพุ่งสูง รวมถึงการพิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ปัจจุบัน เกาหลีใต้นำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางสูงถึง 70% ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการหยุดชะงักของอุปทาน ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung Electronics และ SK Group ได้เริ่มขานรับนโยบายโดยรณรงค์ให้พนักงานลดการใช้รถส่วนตัว ส่วนเหล่านักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงต่างเริ่มโพสต์ภาพการใช้ระบบขนส่งสาธารณะและจักรยานผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังระบุเพิ่มเติมว่า การบังคับใช้กับภาคเอกชนยังไม่มีการตัดสินใจขั้นเด็ดขาดในขณะนี้ โดยเจ้าหน้าที่จะประเมินสภาวะการจัดหาพลังงานและปัจจัยทางเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างรอบคอบก่อนดำเนินมาตรการใดๆ.

ที่มา Yonhap / Reuters