‘แมน การิน’ซุ่มเงียบลงแข่งว่ายน้ำ คว้าอันดับ 3 ระดับประเทศ กำลังใจเต็มเปี่ยมจากครอบครัว

25 สิงหาคม 2569 เวลา 11:38 น.

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่น่าภูมิใจของ “แมน การิน” หลังซุ่มฟิตซ้อมร่างกายและลงแข่งขันว่ายน้ำรายการ Thailand Open Masters Swimming Championships 2026 ที่รวมนักว่ายน้ำฝีมือดีจากทั่วประเทศ ก่อนจะคว้า อันดับ 3 พร้อมเหรียญทองแดง มาครองได้สำเร็จ ท่ามกลางกำลังใจเต็มเปี่ยมจากครอบครัวและสโมสร

โดย แมน การิน เผยถึงเป้าหมายของการลงแข่งขันครั้งนี้ว่า ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ผลการแข่งขัน แต่ยังอยากเอาชนะใจตัวเอง และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก

“เป้าหมายของผม อยากออกกำลังกาย อยากเอาชนะใจตัวเอง และอยากเป็น Inspiration ให้ลูกด้วย ถ้าเราไม่เก่ง เราต้องฝึกฝน เราต้องอดทน เราต้องพยายาม แล้วเราจะสำเร็จนะลูก ”

พร้อมเล่าถึงความโหดของการแข่งขันแบบติดอารมณ์ขันว่า “แมตช์นี้โหดมาก เดินชนไหล่ทีมชาติทั้งนั้นเลย” ก่อนขอบคุณกำลังใจสำคัญจากครอบครัวและสโมสรที่คอยสนับสนุนอยู่เคียงข้างเสมอ แม้จะคว้าอันดับ 3 มาครองแล้ว แต่ดูเหมือนความท้าทายของ แมน การิน จะยังไม่จบ เพราะเจ้าตัวประกาศเดินหน้าซ้อมต่อ เตรียมลุยสนามต่อไปกับการแข่งขัน Ocean Man พร้อมทิ้งท้ายว่า “แมตช์หน้า Ocean Man เจอกัน จะขยันซ้อมนะ” เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งคุณพ่อตัวอย่างที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อมีเป้าหมาย ฝึกฝน และไม่ยอมแพ้ ความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

คุณแหน : 25 สิงหาคม 2569

25 สิงหาคม 2569 เวลา 02:00 น.

ll นับเป็นปรากฏการณ์ที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ชั่วข้ามคืนทีจเอจสาวลูกชาวภูเก็ตไปแสดงเพลงสไตล์เฮวี่สตีลเวที “America’s got talent” ผ่านเนชั่นแนลทีวีเน็ตเวิร์คสหรัฐฯ กลายเป็น Rising Star โด่งดังไปทั่วโลกขนาดมีผู้ติดตามทางโซเชียลแพลตฟอร์มถึง 100 ล้านคน บารอนเนส ขอร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จของ น้อง Ne Ne ด้วย พร้อมทั้งขออวยพรขอให้การเดินทางไปแข่งขันในรอบ Live Show ที่สหรัฐฯบรรลุเป้าหมายด้วยดี อย่างไรก็ดีเราในฐานะผู้มีประสบการณ์ที่เคยเห็นพรสวรรค์ยอดเยี่ยมต้องพลาดพลั้ง เพราะเดินไม่ถูกวิธี…แน่นอน น้อง Ne Ne มาถึงจุดนี้ได้ เพราะความสามารถและความวิริยะอุตสาหะของเธอและคุณพ่อคนเก่ง แต่เมื่อใดเมื่อถึงจุดหมายที่ฝรั่งเรียกว่า Epitome เป็นผู้ชนะเลิศแล้วอย่าลืมหลักการที่นักแสดงฝรั่งมักจะถือปฏิบัติกันคือ แสวงหาความร่วมมือกับบริษัทเอเจนซีชั้นมืออาชีพที่จะมาร่วมวางแผนให้เธอเป็น True Super Star ที่แฟนทั่วโลกถวิลหา… เดินให้ถูกทางแล้ว “Sky is your limit!” …

ll ไหนว่าวงการอนุรักษ์พระเครื่องพระบูชาอยู่ในภาวะซบเซา เพราะสภาพเศรษฐกิจ เฮียมิ้ง จักรวรรดิ์ เซียนใหญ่ระดับปรมาจารย์ยังบริหารงานสบายดี พร้อมทั้งเชิญ “อาซ้อ” และพรรคพวกอีกสิบคนจัดคณะทัวร์เดินเดินทางไปเยือน ประเทศตุรกี (TURKIYE) และปริมณฑลตั้งแต่วันที่ 20/8 เป็นเวลา 10 วัน สำหรับ ประเทศตุรกี นั้นคนไทยทั่วไปยังรู้จักเขาน้อยไป เกริ่นคร่าวๆถึงศักยภาพแล้วต้องปากค้าง เพราะเป็นประเทศขนาดใหญ่จุดเด่นคือเป็นพื้นที่ๆ เป็นจุดเชื่อมระหว่างทวีปยุโรปและเอเชีย จึงเป็นที่ยอมรับว่าเป็นประเทศใหญ่ที่มีพื้นที่มีความหลากหลายทางนิเวศวิทยาและทัศนียภาพสวยที่สุด เมืองไทยได้ทัวร์ลิสปีละ 40 ล้านคนก็เปิดแชมเปญฉลองแล้ว แต่สำหรับตุรกีปี 2025 ปิดบัญชีทัวร์ลิสสบายๆที่ 64 ล้านคน สำหรับคนมีการศึกษาชาวยุโรปถ้าในชีวิตไม่เคยไปเยือนตุรกีแล้วถือว่า “ตกรถ ทีเดียว…บารอนเนส เหลือบไปเห็นใบโปรแกรมทัวร์ของเฮียแล้ว ต้องรีบคอมเมนต์ว่าเราดูรายการแล้วประทับใจ แต่รายการอาหารนี่ซิ เห็นมีแต่อาหารภัตตาคารจีนกับร้านอาหารไทย เป็นงั้นได้ยังไงในเมื่ออาณาจักรตุรกีเขามีชื่อเสียงเรื่องอาหารอร่อยกระฉ่อนโลก เซียนใหญ่ตอบสั้นๆว่า “เฮียไม่ถนัด ชอบแต่อาหารจีน-ไทย” นอกจากนั้นยังมีผู้รู้แอบกระซิบเฮียว่า เมืองนี้ผู้หญิงตุรกีอาจจะจัดได้ว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก โดยมีความเอกอุที่ตาสวยซึ้งเป็นสีมรกตเข้ม…เรียกว่าสวยแบบ 100 เต็ม 100 นั่นเชียว…

ll ควันหลงเมื่อวันแม่แห่งชาติที่ผ่านมา คุณแม่พรรณี วิเชียรพันธ์ุ มารดาวัย 96 ปี ของ ท่านเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ บุญญฤทธิ์ วิเชียรพันธ์ุ ได้เข้ารับพระราชทานเกียรติบัตร แม่ดีเด่นแห่งชาติ ในปีนี้ด้วย…

ll ขอแสดงความยินดีกับ ท่านกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ ชาครีย์นรทิพย์ เสวิกุล ในโอกาสที่ รายการวิทยุ Rise and Shine ซึ่ง ครอบครัวเสวิกุล ได้ร่วมกันจัดขึ้น โดยเคยออกอากาศทางสถานีวิทยุศึกษา FM 92 MHz ได้รับรางวัล รองชนะเลิศ อันดับ 1 THAILAND MORAL AWARDS 2025 จาก ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand…สำหรับรางวัลชนะเลิศ คือ Story สีขาว ดำเนินรายการโดย อัญชลี วงศ์สัมปัน สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ส่วน รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 คือ Untitled Case ตอน Hidden Partner พันธมิตรลับสับเปลี่ยนโลก…ทางด้าน รางวัลชมเชย ได้แก่ สื่อเสียงนิทาน : นิทานเด็กเล็ก , คุณของแผ่นดิน ,Inside รัฐสภา กับ ณรงค์ คิดเห็น ,We Share , เสียงปรับใจให้ผ่อนคลาย พิธีมอบรางวัลจัดในวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย !!…

บารอนเนส

ชาครีย์นรทิพย์เสวิกุลน้องNeNeบุญญฤทธิ์วิเชียรพันธ์ุพรรณีวิเชียรพันธ์ุอัญชลีวงศ์สัมปันเฮียมิ้งจักรวรรดิ์

กลุ่มเซ็นทรัล ชวนวิ่งเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง “เซ็นทรัล กรุ๊ป มินิมาราธอน” ปีที่ 18 ระดมทุนร่วมจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ มอบแก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:34 น.

กลุ่มเซ็นทรัล ชวนนักวิ่งออกสตาร์ตเพื่อสุขภาพ พร้อมร่วมช่วยเหลือสังคมผ่านกิจกรรมเดิน–วิ่งการกุศลครั้งสำคัญแห่งปี “CENTRAL GROUP Mini Marathon 18th by Good Goods” (เซ็นทรัล กรุ๊ป มินิมาราธอน ครั้งที่ 18 โดย กุ๊ด กุ๊ดส์) ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 เปิดเส้นทางให้นักวิ่งร่วมพิชิต 3 ระยะ ได้แก่ มินิมาราธอน 10.5 กิโลเมตร ไมโครมาราธอน 5.5 กิโลเมตร และ ฟันรัน 2.5 กิโลเมตร ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เป็นต้นไป

รายได้จากค่าสมัครทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย จะนำไปสมทบทุนโครงการ “Central Group Women Cancer – ชวนทำดี ช่วยผู้ป่วยมะเร็งสตรี ครั้งที่ 21” เพื่อร่วมจัดซื้อ เครื่องเจาะดูดชิ้นเนื้อเต้านมด้วยระบบสุญญากาศ (Vacuum Breast Biopsy) มอบแก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจวินิจฉัยโรค

ความพิเศษของปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัล ร่วมกับ ARTSTORY by Autistic Thai เปิดโอกาสให้ศิลปินออทิสติก          มีส่วนร่วมออกแบบ เสื้อวิ่ง เหรียญ และถ้วยรางวัล เพื่อถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ พร้อมสะท้อนคุณค่าและศักยภาพของศิลปินเด็กพิเศษ ผ่านคอนเซ็ปต์ “Colorful Mile” โดยคาแรกเตอร์การ์ตูนในอิริยาบถการวิ่งแต่ละตัวเกิดจากจินตนาการที่ศิลปินมองเห็นตนเอง บ้างถือลูกกวาดหรือจานสี บ้างจินตนาการว่าตนเองเป็นรองเท้า ถุงช้อปปิ้ง หรือน้ำหอม ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับสินค้าและสีสันที่พบได้ภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัล พร้อมถ่ายทอด   แนวคิดว่าศูนย์การค้าเซ็นทรัลไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับเลือกซื้อสินค้าที่ถูกใจ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถมาพบปะและร่วมสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ เพื่อสังคม เช่นเดียวกับการรวมพลังในงานวิ่งการกุศลครั้งนี้

พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เปิดเผยว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเป็นกลุ่มธุรกิจค้าปลีกรายแรก ที่ริเริ่มจัดกิจกรรมวิ่งมินิมาราธอนการกุศลมาตั้งแต่ปี 2550 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างสนามวิ่งที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราได้เห็นพลังของนักวิ่งทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่มารวมตัวกันด้วยเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการดูแลสุขภาพของตนเอง ควบคู่กับการส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้อื่น สำหรับปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัลตั้งใจระดมทุนเพื่อร่วมจัดซื้อเครื่องเจาะดูดชิ้นเนื้อเต้านมด้วยระบบสุญญากาศ มอบแก่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อช่วยให้ผู้หญิงในกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ซึ่งจะนำไปสู่การวางแผนรักษาที่เหมาะสมต่อไป

กิจกรรมนี้ เปิดกว้างสำหรับนักวิ่งทุกระดับ ตั้งแต่นักวิ่งหน้าใหม่และนักวิ่งทั่วไป ไปจนถึงผู้ที่กำลังเตรียมความพร้อมเพื่อต่อยอดสู่การแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนและฟูลมาราธอนในอนาคต เราหวังว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะได้รับทั้งสุขภาพที่แข็งแรง มิตรภาพระหว่างทาง และความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคม

หลังเข้าเส้นชัย นักวิ่งยังสามารถผ่อนคลายและเติมความสดชื่นไปกับครั้งแรกของกิจกรรม “After Run Coffee Club – พัก ชิลล์ เติมพลัง” ท่ามกลางเสียงเพลงจากดีเจชื่อดัง JIRA โดยนักวิ่ง 100 ท่านแรกที่เข้าเส้นชัยจะได้รับคูปองแลกรับฟรีเครื่องดื่มจาก Good Goods

กิจกรรม “เซ็นทรัล กรุ๊ป มินิมาราธอน” ครั้งที่ 18 ได้รับการสนับสนุนจาก Good Goods (กุ๊ด กุ๊ดส์)  แบรนด์ไลฟ์สไตล์ไทยภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม พร้อมด้วย OCEAN LIFE ไทยสมุทร ซึ่งมอบความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุแก่นักวิ่งทุกคนตลอดการแข่งขัน ภายในงานยังจัดให้มีการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ประเภทของการวิ่ง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ

  1. มินิมาราธอน (Mini Marathon) ระยะทาง 10.5 กม. (ชาย/หญิง ไม่จำกัดอายุ)
    เส้นทาง : เซ็นทรัลเวิลด์ – ถ.ราชดำริ – ถ.พระราม 1 – ถ.บรรทัดทอง – ถ.พระราม 4 – ถ.อังรีดูนังต์ – ถ.พระราม 4 – ถ.วิทยุ – ถ.เพลินจิต – กลับเข้าสู่เซ็นทรัลเวิลด
  2. ไมโครมาราธอน (Micro Marathon) ระยะทาง 5.5 กม. (ชาย/หญิง ไม่จำกัดอายุ)
    เส้นทาง : เซ็นทรัลเวิลด์ – ถ.ราชดำริ – ถ.พระราม 1 – ถ.พญาไท– ถ.พระราม 4 – ถ.อังรีดูนังต์ – ถ.พระราม 1 – กลับเข้าสู่เซ็นทรัลเวิลด
  3. ฟันรัน (Fun Run) ระยะทาง 2.5 กม. (ไม่จำกัดอายุ, ไม่มีการแข่งขัน)
    เส้นทาง : เซ็นทรัลเวิลด์ – ถ.ราชดำริ – ถ.พระราม 1 – ถ.อังรีดูนังต์ – ถ.พระราม 1 – กลับเข้าสู่
    เซ็นทรัลเวิลด์

ประเภทรางวัล

  1. มินิมาราธอน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร
    – ผู้ชนะเลิศ Overall อันดับ 1 ประเภทชายและหญิง รับถ้วยรางวัล
    – อันดับ 2–3 ประเภทชายและหญิง รับถ้วยรางวัล
  2. ไมโครมาราธอน ระยะทาง 5.5 กิโลเมตร
    – อันดับ 1–3 ประเภทชายและหญิง รับถ้วยรางวัล
  3. รางวัลพิเศษ
    – รางวัล Fancy Run จากผู้เข้าแข่งขันทุกระยะ จำนวน 3 รางวัล
    – รางวัลชมรมวิ่งที่มีสมาชิกเข้าร่วมมากที่สุด จำนวน 3 ชมรม

นอกจากนี้ผู้ชนะการแข่งขันในประเภทมินิมาราธอน ไมโครมาราธอน และ Fancy Run ตามเงื่อนไขที่กำหนดจะได้รับ คะแนน The 1 รวมกว่า 600,000 คะแนน

ค่าสมัครและสิทธิประโยชน์
ค่าสมัคร 650 บาททุกประเภท ผู้สมัครจะได้รับเสื้อวิ่งที่ระลึก หมายเลขประจำตัวนักวิ่ง (BIB) ความคุ้มครองอุบัติเหตุจาก OCEAN LIFE ไทยสมุทร และเหรียญที่ระลึกสำหรับผู้เข้าเส้นชัยทุกคน

กำหนดการแข่งขัน

เวลา 04.00 น. วอร์มอัพร่างกายด้วยกิจกรรมแอโรบิก

เวลา 04.30 น. พิธีกรกล่าวเปิดงาน

เวลา 05.00 น. ปล่อยตัวมินิมาราธอน ระยะทาง 10.5 กิโลเมตร

เวลา 05.10 น. ปล่อยตัวไมโครมาราธอน ระยะทาง 5.5 กิโลเมตร

เวลา 05.15 น. ปล่อยตัวฟันรัน ระยะทาง 2.5 กิโลเมตร

เวลา 07.00 น. พิธีมอบถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขัน

เวลา 09.00 น. กิจกรรม After Run Coffee Club

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรม ผ่านช่องทางดังต่อไปนี้

ผู้สมัครสามารถลงทะเบียนเพื่อรับหมายเลขประจำตัวนักวิ่ง (BIB) ในวันที่ 24-25 กันยายน 2569 เวลา  11.00–19.00 น. ณ บริเวณ Balcony on Third ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

เตรียมพบกับ “CENTRAL GROUP Mini Marathon 18th by Good Goods” ในวันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 ณ ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ตั้งแต่เวลา 04.00 น. เป็นต้นไป แล้วมาร่วมเปลี่ยนทุกก้าวบนเส้นทางวิ่งให้เป็นพลังแห่งการช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็ง ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : Central Group Thailand และเว็บไซต์ www.tham-dee.com

ประธานองคมนตรี ‘พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์’ เปิด นิทรรศการ ‘จิตรกรรมบัวหลวง ครั้งที่ 47’

25 สิงหาคม 2569 เวลา 15:04 น.

มูลนิธิบัวหลวง และหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขอเชิญชมนิทรรศการจิตรกรรมบัวหลวงครั้งที่ 47 จัดแสดงผลงานที่ได้รับรางวัลจากการประกวดจิตรกรรมบัวหลวง 10 ชิ้น และผลงานที่ได้รับการคัดเลือกอีก 77 ชิ้น รวม 87 ชิ้น ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 13 ตุลาคม 2569  ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและเปิดนิทรรศการ ในวันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569 เวลา 14.30 น.

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นำโดยศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ได้พิจารณาคัดเลือกผลงานจิตรกรรมจากผู้ส่งเข้าร่วมประกวดจำนวน 107 ราย รวมผลงาน 140 ชิ้น แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ จิตรกรรมไทยแบบประเพณี จิตรกรรมลักษณะไทยแนวประเพณี และจิตรกรรมร่วมสมัย ปรากฏผลงานที่ได้รับรางวัลดังต่อไปนี้

จิตรกรรมไทยแบบประเพณี

เป็นงานจิตรกรรมที่มีแบบอย่าง กระบวนการสร้างสรรค์ แนวความคิด กลวิธี และเรื่องราวเนื้อหาสาระ ที่ดำรงภาพลักษณ์แบบไทยประเพณี    

รางวัลที่ 1 เหรียญทองบัวหลวง เงินรางวัล 200,000 บาท และทุนทัศนศึกษางานศิลปะในต่างประเทศ

  • ไม่มีผลงานใดได้รับการพิจารณารางวัล –

รางวัลที่ 2 เหรียญเงินบัวหลวง และเงินรางวัล 150,000 บาท

ผลงานชื่อ ศรัทธาวัสสา: กาลสัทธา ของ ภัทรพล กองกูล

และ ผลงานชื่อ มารผจญ-ชนะมาร ของ ภฤศชัย หอมช่วงทรัพย์

รางวัลที่ 3 เหรียญทองแดงบัวหลวง และเงินรางวัล 100,000 บาท

ผลงานชื่อ โลกวิวรณปาฏิหาริย์ ของ ดิษณ์กร สุทธสม

 จิตรกรรมลักษณะไทยแนวประเพณี

เป็นงานจิตรกรรมที่มีกระบวนการสร้างสรรค์ แนวความคิด กลวิถี และเรื่องราวเนื้อหาสาระ ทั้งภาพลักษณ์และเอกลักษณ์ไทยของงานจิตรกรรมไทยแบบประเพณี มาพัฒนาสร้างสรรค์ให้เข้ากับสมัยนิยม 

รางวัลที่ 1 เหรียญทองบัวหลวง เงินรางวัล 200,000 บาท และทุนทัศนศึกษางานศิลปะในต่างประเทศ

ผลงานชื่อ เส้นสาย สัมพันธ์ชีวิต ของ เญอรินดา แก้วสุวรรณ

รางวัลที่ 2 เหรียญเงินบัวหลวง และเงินรางวัล 150,000 บาท

ผลงานชื่อ เช้าวันใหม่ ของ จักรชัย เพ็ชรปานกัน

รางวัลที่ 3 เหรียญทองแดงบัวหลวง และเงินรางวัล 100,000 บาท

ผลงานชื่อ ท่านอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ของ พระมหาสมโชค โรจมณี

จิตรกรรมร่วมสมัย

เป็นงานจิตรกรรมที่มีกระบวนการสร้างสรรค์ แนวความคิด กลวิธี และเรื่องราวเนื้อหาสาระที่มีการแสดงออกอย่างอิสระเสรี        

รางวัลที่ 1 เหรียญทองบัวหลวง เงินรางวัล 200,000 บาท และทุนทัศนศึกษางานศิลปะในต่างประเทศ

– ไม่มีผลงานใดได้รับการพิจารณารางวัล –

รางวัลที่ 2 เหรียญเงินบัวหลวง และเงินรางวัล  150,000 บาท

ผลงานชื่อ ภูมิทัศน์แห่งจินตนาการ ของ  สิทธิพนธ์ เลาะไชยสงค์

รางวัลที่ 3 เหรียญทองแดงบัวหลวง และเงินรางวัล  100,000 บาท

ผลงานชื่อ  พื้นที่ระหว่างการดำรงอยู่ ของ จตุพล สีทา

และ ผลงานชื่อ จักรวาลแห่งการดำรงอยู่ ภายนัยใจ ของ ปาลฉัตร ยอดมณี

และผลงานชื่อ  อวตาลใหม่โลกไตรภูมิ ของ ชมรวี สุขโสม

นิทรรศการจิตรกรรมบัวหลวง ครั้งที่ 47 จัดแสดง ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม – 13 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 – 19.00 น. (ปิดวันพุธ) และขยายโอกาสให้ผู้สนใจศิลปะในส่วนภูมิภาค โดยจะจัดนิทรรศการบัวหลวงสัญจร ณ หอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ในเดือนตุลาคม 2569

จิตรกรรมบัวหลวงครั้งที่47มูลนิธิบัวหลวงหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ

รฟม. เดินหน้าสร้างวัฒนธรรม “Safety First” ผนึกกำลังคนทำงาน มุ่งสู่เป้าหมาย “Zero Fatal Accident”

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:45 น.

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จัดกิจกรรมวันอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (Safety Day) ประจำปีงบประมาณ 2569 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย พร้อมสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยให้แก่บุคลากรของ รฟม. และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมี พัฒนพงษ์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ รองผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (บริหาร) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 9 อาคาร 1 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569

พัฒนพงษ์ พงศ์ศุภสมิทธิ์ กล่าวว่า รฟม. ตระหนักและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงานและผู้ปฏิบัติงานมาโดยตลอด โดยได้กำหนดนโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการด้านความปลอดภัยทั่วทั้งองค์กร พร้อมกำหนดเป้าหมาย “Zero Fatal Accident” หรือการทำงานโดยมุ่งสู่เป้าหมายการไม่เกิดอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิต โดยส่งเสริมให้บุคลากรทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการทำงานอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ รฟม. ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า โดยได้ลงนาม “ปฏิญญาว่าด้วยความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้างโครงการระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน (MRTA Safety Declaration)” เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นและความร่วมมือในการบริหารจัดการโครงการก่อสร้างให้มีความปลอดภัย โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน ผู้ปฏิบัติงาน ทรัพย์สินสาธารณะ และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ ภายใต้หลัก “Safety First”

ภายในงานมีพิธีมอบรางวัลด้านความปลอดภัยในการก่อสร้าง (Safety Award) ประจำปี 2569 เพื่อยกย่องและเชิดชูบุคลากรและหน่วยงานที่มีความมุ่งมั่นและมีผลงานโดดเด่นด้านความปลอดภัย ตลอดจนเป็นแบบอย่างที่ดีในการส่งเสริมและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในการทำงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยแบ่งรางวัลออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. รางวัลด้านการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และ 2. รางวัลด้านเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน ระดับผู้บริหารหน่วยงานความปลอดภัย และระดับวิชาชีพ รวมทั้งสิ้น 50 รางวัล

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้รับความรู้และคำแนะนำด้านสุขภาพและความปลอดภัยจากช่วง Safety Talk Show โดย นพ.วสะ อนุพันธ์ แพทย์ด้านเวชศาสตร์ป้องกัน ประจำศูนย์สุขภาพ จากโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ในหัวข้อ “อาชีวอนามัยใกล้ตัว รู้ทันความเสี่ยง ดูแลสุขภาพให้ปลอดภัยในทุกวันทำงาน ภัยเงียบของมนุษย์เงินเดือน” ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับการสังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกาย การปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับลักษณะงาน ตลอดจนแนวทางการป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดจากการทำงาน เพื่อให้บุคลากรสามารถดูแลสุขภาพของตนเองและปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย “ความสำคัญของอาชีวอนามัยในการดูแลสุขภาพคนทำงานระยะยาว การทำงานในแต่ละอาชีพมีความเสี่ยงแตกต่างกัน ทั้งออฟฟิศ งานกะ ขับรถ งานบริการ รวมถึงงานก่อสร้างและภาคสนาม โรคจากการทำงานมักเกิดจากการสะสมความเสี่ยงทีละน้อย และอาจพัฒนาเป็นโรคเรื้อรังในช่วง 5–10 ปี หากไม่ดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ หัวใจสำคัญคือ รู้ความเสี่ยง ปรับพฤติกรรม ฟังสัญญาณเตือนของร่างกาย และตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดวัยทำงาน” นพ.วสะ กล่าว

การจัดกิจกรรม Safety Day ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ รฟม. ในการส่งเสริมให้อาชีวอนามัยและความปลอดภัยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร และสร้างความร่วมมือจากบุคลากรทุกระดับในการร่วมกันป้องกันอุบัติเหตุ ลดความเสี่ยง การส่งเสริมสุขภาพในการทำงาน และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

‘มูลนิธิสัมมาชีพ’ เปิดอบรมหลักสูตร LFC รุ่นที่ 16 เชื่อมผู้นำ ธุรกิจ ท้องถิ่น และเทคโนโลยี เพื่อเมืองน่าอยู่

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:33 น.

 มูลนิธิสัมมาชีพ เปิดอบรมหลักสูตร ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16  ภายใต้หัวข้อ “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ: Smart & Livable City Leaders for Local Transformation” ตั้งเป้า สร้างผู้นำ นักธุรกิจ นักพัฒนาเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น สร้าง Smart City เมืองสมาร์ทที่ทำได้จริง”  ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ” ชี้เครือข่ายความร่วมมือผู้นำสัมมาชีพ พลังสำคัญ ดันเศรษฐกิจใหม่ท้องถิ่น ขับเคลื่อนประเทศในยุคโลกเปลี่ยน

นายวิเชฐ  ตันติวานิช รองประธานมูลนิธิสัมมาชีพ ประธานสถาบันผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การอบรมหลักสูตรผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 16 ว่า ที่ผ่านมา มูลนิธิสัมมาชีพได้จัดอบรมหลักสูตรผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง (Leadership for Change – LFC) ติดต่อกันมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปี 2568 มีจำนวน 15 รุ่น โดยมีผู้ได้รับการอบรมทั้งสิ้นจำนวน 1,579 คน ภายใต้หัวข้อที่ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องบริบทสังคมที่เปลี่ยนไปในทุกช่วงเวลา เช่นเดียวกับในปี 2569 เป็นการอบรมรุ่นที่ 16 ภายใต้หัวข้อ “ผู้นำท้องถิ่นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ เชิงปฏิบัติ: Smart & Livable City Leaders for Local Transformation” โดยมุ่งสร้างผู้นำ ผู้บริหารเมือง ท้องถิ่น ชุมชน เป็นผู้ผลักดันเมืองให้น่าอยู่โดยอาศัยความกลมกลืนกับเทคโนโลยีสมัยใหม่-นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมกับชุมชนและดูแลสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกระแสโลกในขณะนี้ เพื่อทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นเข้มแข็ง จึงจะเป็นเมืองที่อยู่อย่างแท้จริง  

“วัตถุประสงค์ของการอบรมฯ ต้องการให้ผู้นำเมือง ผู้นำท้องถิ่น ให้เข้าใจปัญหาเมือง นำไปสู่การเป็น Smart City สร้างเสริมสมรรถนะผู้นำ ในการพัฒนาเมืองอย่างบูรณาการ เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจใหม่ท้องถิ่น และเศรษฐกิจฐานราก จากการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สำคัญยังเป็นการปลูกฝังผู้นำสัมมาชีพ โดยเน้นการดำเนินการที่โปร่งใส และพัฒนาเมือง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นายวิเชฐ กล่าว  

รองประธานมูลนิธิสัมมาชีพ ประธานสถาบันผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง ยังกล่าวว่า ผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งเป็นผู้นำ แต่ต้องเป็นผู้ที่มี “ภาวะผู้นำ” จึงจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงชุมชน ท้องถิ่น และการเปลี่ยนแปลงเมือง หรือ Smart City ได้

“ผู้นำ ต้องเริ่มจากตัวเรา ที่ต้องมีภาวะผู้นำ อาจไม่มีตำแหน่งเป็นผู้นำ แต่เมื่อมีภาวะผู้นำในจิตวิญญาณ จะสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน ท้องถิ่น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเมืองในมิติของการเปลี่ยนแปลง คน สถานที่ โอกาส ความยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จึงจะทำให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้” นายวิเชฐ กล่าว

ดร.อุตตม สาวนายน

 ดร.อุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ  เปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “Smart City ผู้นำหัวใจสัมมาชีพ” ว่าหัวข้อการอบรม LFC รุ่นที่ 16 นับเป็นหัวข้อที่น่าสนใจ เนื่องจากโลกกำลังเปลี่ยนแปลงมหาศาล ขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆในโลก จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเห็นว่าโจทย์เรื่อง Smart City  หรือการทำเมืองให้น่าอยู่ นับเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก ไปพร้อมกับการสร้างโอกาสให้กับคนในสังคม คิดต่อยอดทำให้เมือง ท้องถิ่น ชุมชน เป็นพลังในการขับเคลื่อนประเทศ ในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลง

“วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลง จากเดิมพูดถึงการเชื่อมโยงโลกาภิวัฒน์ แต่วันนี้เปลี่ยนไป เป็นโลกของการแตกตัวแยกเป็นส่วนๆ เกิดการชิงอำนาจของขั้วอำนาจใหญ่ๆในโลก เกิดปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ กระทบต่อความมั่นคงของรัฐในหลายประเทศ นอกจากนี้โลกยังเผชิญช่องว่างความเหลื่อมล้ำ และเผชิญผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จากยุคอินเตอร์เน็ต ยุคดิจิทัล มาสู่ AI ประเทศไทยหนีไม่พ้น เพียงแต่เราจะพาประเทศฝ่ากระแสไปอย่างไร”

ดร.อุตตม ยังเห็นว่า “ชุมชนและคนฐานราก” นับเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ ไม่เฉพาะการเปลี่ยนแปลงในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น เนื่องจากเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยชุมชน ท้องถิ่น จะต้อง “เชื่อมโยง” เครือข่ายความร่วมมือจึงจะทำให้ความสำเร็จเกิดขึ้นได้

“เรื่องของการสร้าง Smart City ต้องอาศัยพลังเครือข่าย ภาคประชาชน พลเมือง รัฐ เอกชน และภาคการศึกษา โดยเจ้าของพื้นที่ ผู้นำสัมมาชีพ ต้องเป็นเจ้าของปัญหา ต้องเป็นผู้กำหนดโอกาสและอนาคตของตัวเอง โดยอาศัยองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่าย ระดมพลังจากภาคส่วน นำไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดได้จริง จะเป็นพลังที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ ถ้าชุมชนเข้มแข็ง เมืองก็เปลี่ยนได้ ประเทศก็เปลี่ยนได้” ประธานกรรมการมูลนิธิสัมมาชีพ กล่าว

มูลนิธิสัมมาชีพ

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จับมือ ไทยน้ำทิพย์ ลงนาม MOU ส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพสตรีและครอบครัว

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:30 น.

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จับมือ ไทยน้ำทิพย์ ลงนาม MOU ส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพสตรีและครอบครัว สร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจเรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มสตรีและครอบครัวระหว่างกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กับบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมี   นางจตุพร  โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมกับ ปุณฑริกา สุสัณฐิตพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการองค์กรสัมพันธ์ การสื่อสารและความยั่งยืน บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึก  ความเข้าใจเรื่อง การส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพของกลุ่มสตรีและครอบครัว พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. เข้าร่วมงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การทำงานเพียงลำพังไม่เพียงพออีกต่อไป  ความร่วมมือระหว่างกันคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยแบ่งปันองค์ความรู้ ทรัพยากร และสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ ดิฉันมีความเชื่อมั่นว่า บันทึกความเข้าใจในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติจริงที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างยั่งยืน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ให้คนไทยอย่างเท่าเทียม และขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายนิกร โสมกลาง) ที่ได้มอบนโยบาย สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคนเปลี่ยนจากการให้เป็นการสร้างโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ให้สามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนอยู่ดีมีสุขในสังคมที่มีคุณภาพ เตรียมพร้อมในการเป็นกำลังสำคัญเพื่อการพัฒนาสังคมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

“ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากวิสัยทัศน์ร่วมกันระหว่างกรม สค. กับบริษัทไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิไทยน้ำทิพย์ ซึ่งเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ที่ให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือสำหรับการจัดฝึกอบรมวิชาชีพในศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวมถึงการวางแผนร่วมกันในการต่อยอดเพื่อส่งมอบสิ่งดีดีสู่สังคม โดยมุ่งหวังที่จะร่วมมือกันส่งเสริมและพัฒนาทักษะอาชีพให้กับกลุ่มสตรีและครอบครัว เพื่อสร้างรายได้  และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมการฝึกอบรม การพัฒนาองค์ความรู้ และการสนับสนุนทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง                    

ดิฉันเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญของ บริษัทไทย   น้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และมูลนิธิไทยน้ำทิพย์ ผสานกับความพร้อมของเรา จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดแก่สตรีหรือครอบครัวที่เป็นกลุ่มเปราะบาง ที่ว่างงาน มีรายได้น้อย หรือประสบปัญหาทางสังคม ได้อย่างเป็นรูปธรรม

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอขอบคุณคณะผู้บริหารและทีมงานของบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มูลนิธิไทยน้ำทิพย์ และคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกันจนทำให้เกิดความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ขึ้น” อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กล่าวในที่สุด

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวไทยน้ำทิพย์

‘ชาวมาแตร์เดอีฯ’ รวมพลังแด่ภารกิจ ‘เพื่อคุณครูอาวุโส’ ในงานเดิน-วิ่งการกุศล ‘MD Run Spirit of Serviam 2026’

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:27 น.

Photographer Wichai Kpaisal

นับเป็นปีที่ 10 แล้วที่ครอบครัวชาวโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย นำโดย นนทกานต์ ทัพพะรังสี อึง นายกสมาคมนักเรียนเก่ามาแตร์เดอีวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ ธีริทธิ์ นิธิชวิน นายกสมาคมผู้ปกครองโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย จับมือกันวิ่งเข้าเส้นชัยอย่างสวยงาม ในกิจกรรม “MD Run Spirit of Serviam 2026”  โดยมี อ.ทีนามารี ผลาดิกานนท์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย , ซิสเตอร์ประภัสสร ศรีวรกุล ผู้จัดการโรงเรียนมาแตร์ และบรรดานักเรียนเก่า-นักเรียนปัจจุบัน รวมพลังมากันเป็นทีม บ้างก็จูงมือกันมาทั้งครอบครัวเพื่อร่วมงานอย่างคับคั่ง ท่ามกลางความเพลิดเพลินกับบรรยากาศเส้นทางวิ่งใจกลางเมืองที่สุดบนย่านเพลินจิต หลังสวน ราชดำริและถนนวิทยุ อันร่มรื่น ซึ่งให้บรรยากาศเป็นกันเองและยังเป็นการได้พบปะกับครอบครัวมาแตร์อีกด้วย

กิจกรรม “MD Run Spirit of Serviam 2026”  เป็นการรวมใจนักเรียนมาแตร์ฯ ทุกคนซึ่งมีจิตตารมณ์เซอร์เวียมในหัวใจ โดยนำรายได้ในงานมอบให้มูลนิธิมาแตร์ฯ เพื่อกองทุน แด่คุณครูด้วยดวงใจ ซึ่งเป็นโครงการเพื่อคุณครูอาวุโส ในการสร้างความมั่นคงที่จำเป็นสำหรับคุณครูในช่วงหลังวัยเกษียณอายุ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทิตาแด่คุณครู ที่ท่านได้อบรมสั่งสอนนักเรียนมาแตร์ฯ ให้มีความรู้ ควบคู่ไปกับการอบรมให้เหล่านักเรียนมาแตร์ฯ มีคุณธรรม  ศีลธรรมและจริยธรรม ตลอดจนมีจิตตารมณ์เซอร์เวียมในการรับใช้ผู้อื่นและสังคม ตามศักยภาพที่สามารถทำได้ ซึ่งนักเรียนมาแตร์ฯ จะได้รับการอบรมจากรุ่นสู่รุ่น  โดยการอบรมที่ได้จากคุณครู ทำให้โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย เป็นสถาบันแห่งคุณงามความดีมาอย่างยาวนานนับศตวรรษ

ในปีนี้มีนักวิ่งร่วมสมัครเข้าร่วมกิจกรรมอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเกือบ 3,800 คน และถึงแม้ว่าจะไม่มีการแจกเหรียญและถ้วยรางวัลเหมือนทุกปี แต่นักวิ่งทุกคนที่เข้าเส้นชัยก็สนุกสนานกับการถ่ายรูปที่ระลึกร่วมกันที่ซุ้มถ่ายภาพที่ระลึกที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ และได้รับเกียรติจากคุณณภพภัทร รัชชานนท์กุล ร่วมกับคุณธีระ ธัญไพบูลย์ ผู้ปกครองของนักเรียนมาแตร์ฯ ทำหน้าที่เป็นพิธีกรและสร้างบรรยากาศอย่างสนุกสนาน นอกจากนักวิ่งที่สนุกกับการวิ่งแล้วในงานนี้ ยังมีอาหารมากมายบริการฟรีกว่า 40 ซุ้ม ให้ทุกคนได้เลือกอิ่มหนำสำราญ และยังมีดนตรีเพราะๆ จากนักเรียนปัจจุบันอีกด้วย ซึ่งภายในงานมีนักเรียนเก่า นักเรียนปัจจุบัน ผู้ปกครอง ครู และครูอาวุโส มาร่วมงานกันอย่างอบอุ่น อาทิ  ชาลอต โทณวณิก, กฤษณา อัมพุช, พรพรรณ พรประภา, พฤทธิดา ลีนุตพงษ์, เพชรรัตน์ ศิริรัตนอัสดร, กรณ์วิภา โชติกเสถียร, พญ.นาฏ ฟองสมุทร, เพียงพร สุวรรณประทีป, สินีนารถ เองตระกูล, ลลิตา เบศรภิญโญวงศ์, ดร. โสมไสว กุลดิลก, วีญา โชติรส ฯลฯ

MDRunSpiritofServiam2026มาแตร์เดอีฯ

กรมพลศึกษา – บุรีรัมย์ พร้อมจัด “บุรีรัมย์พาราเกมส์” ส่งเสริมศักยภาพเยาวชนคนพิการ และความเท่าเทียมในสังคม

25 สิงหาคม 2569 เวลา 14:18 น.

นายมงคล วิมลรัตน์ อธิบดีกรมพลศึกษา มอบหมายให้ นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา เป็นประธานการแถลงข่าวการแข่งขันกีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2569 “บุรีรัมย์พาราเกมส์” พร้อมด้วย นางกัญญารัตน์ ท่วมไธสง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ นางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเบญจมาศ แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และนายศรีธรรม ราชแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมแถลงข่าว โดยมีคณะผู้บริหารกรมพลศึกษา สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ หัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ ภาคเอกชนจังหวัดบุรีรัมย์ และผู้แทนสมาคมกีฬาคนพิการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเป็นเกียรติ ณ โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร

            กรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ จังหวัดบุรีรัมย์ จัดการแข่งขันกีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2569 “บุรีรัมย์พาราเกมส์” เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนคนพิการทั่วประเทศได้รับโอกาสในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาอย่างเท่าเทียม อันจะนำไปสู่การพัฒนาสมรรถภาพทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม เสริมสร้างความมีระเบียบวินัย ความอดทน และน้ำใจนักกีฬา ตลอดจนเปิดพื้นที่ให้นักเรียนคนพิการได้แสดงศักยภาพด้านกีฬาอย่างเต็มความสามารถ ภายใต้มาตรฐานการแข่งขันที่มีคุณภาพและเป็นสากล

            นายสุรัตน์ จรณโยธิน รองอธิบดีกรมพลศึกษา กล่าวว่า “การจัดการแข่งขันกีฬานักเรียนคนพิการแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ในครั้งนี้ ถือเป็นเวทีสำคัญในการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่เยาวชนคนพิการจากทั่วประเทศ ได้แสดงศักยภาพทางด้านกีฬาอย่างเต็มความสามารถ ควบคู่ไปกับการพัฒนาร่างกาย จิตใจ และคุณภาพชีวิตให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของกรมพลศึกษาในการส่งเสริมและพัฒนากีฬาคนพิการมาอย่างต่อเนื่องกว่า เพื่อยกระดับมาตรฐานกีฬาคนพิการไทยสู่ความเป็นเลิศและก้าวสู่ระดับสากล เวทีแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสนามแห่งการแข่งขัน แต่เป็นพื้นที่แห่งโอกาส สร้างแรงบันดาลใจ และการพิสูจน์ศักยภาพของเยาวชนคนพิการไทยอย่างแท้จริง”

             “บุรีรัมย์พาราเกมส์” จะจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 4 กันยายน 2569 ณ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีการแข่งขัน 5 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา ว่ายน้ำ แบดมินตัน เปตอง และโกลบอลบอล ภายใต้คำขวัญ “เท่าเทียม หัวใจเดียวกัน รวมพลัง สร้างโอกาส ทุกความสามารถคือพลังของเรา” พร้อมสัญลักษณ์นำโชคประจำการแข่งขัน “น้องพลังใจ” ตัวแทนของนักกีฬาผู้เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค พร้อมส่งต่อพลังบวก โดยรายการนี้มีนักกีฬา ผู้ฝึกสอน และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมการแข่งขันกว่า 2,200 คน จาก 84 โรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งมหกรรมกีฬาสำคัญที่สะท้อนถึงพลังแห่งความมุ่งมั่น ความสามารถ และความเสมอภาคของเยาวชนคนพิการไทย

กรมการพัฒนาชุมชน เปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง มุ่งยกระดับการออกแบบผ้าไทยสู่เวทีสากล

25 สิงหาคม 2569 เวลา 13:55 น.

นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานเปิดการประกวดนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ (Young Designer 2026) ระดับภาคกลาง พร้อมด้วยนางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ตลอดจนคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและดีไซเนอร์ชั้นนำเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง อาทิ อารยา อินทรา ที่ปรึกษาด้านแฟชั่นและสไตลิสต์ ศิริชัย ทหรานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย เจ้าของแบรนด์ THEATRE ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ธนาวุฒิ ธนสารวิมล นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TandT เจนสุดา ปานโต นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Janesuda สรลักษณ์ ติกขะปัญญา นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ Archive 026 และนายภคพรหมณ์ สุขเกษม นักออกแบบเจ้าของแบรนด์ TR Tailor


โครงการนักออกแบบผ้าไทยใส่ให้สนุกรุ่นใหม่ 2569 (Young Designer 2026) เป็นความมุ่งมั่นที่กรมการพัฒนาชุมชนได้น้อมนำแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มาขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไทย โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ด้านการออกแบบให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ตลอดจนนักเรียน นักศึกษา และประชาชนรุ่นใหม่ ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานผ้าไทยให้มีความสวยงาม ทันสมัย สวมใส่ได้จริงทุกเพศทุกวัยและทุกโอกาส และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดสากล โดยในปีนี้มีผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งหมด 652 ราย/ทีม และมีจำนวนผู้ที่ผ่านการประกวดรอบคัดเลือก คงเหลือ 88 ราย/ทีม


สำหรับการประกวดในระดับภาคกลางครั้งนี้ มีผู้ผ่านเข้ารอบมาร่วมประชันฝีมือและนำเสนอผลงานภาพสเก็ตพร้อมสตอรี่บอร์ดหรือมู้ดบอร์ดต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนทั้งสิ้น 39 ราย/ทีม จากทั้งหมด 223 ราย/ทีมที่ส่งเข้าประกวด เพื่อคัดเลือกสุดยอดตัวแทนภาคกลางจำนวนไม่น้อยกว่า 10 ราย/ทีม ไปเป็นตัวแทนในการเข้าร่วมการแข่งขันในระดับประเทศที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ต่อไป

YoungDesigner2026กรมการพัฒนาชุมชน