เหน็บต่อหิวแสง โสภณไม่จบ ดราม่าหมอวรงค์

เหน็บต่อหิวแสง โสภณไม่จบ ดราม่าหมอวรงค์

เหน็บต่อหิวแสง โสภณไม่จบ ดราม่าหมอวรงค์

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.26 น.

“โสภณ”หัวโต๊ะถก ขรก.สภาฯ ย้ำดราม่า”ตลก”ไม่ถูกกาลเทศะ แต่เหน็บลึกๆคือ”หิวแสง” ตั้งเป้าลดการใช้ไฟฟ้าลง 30% ขอเข้มงวดร่วมมือประหยัดไฟฟ้า-น้ำ

17 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมส่วนราชการสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เพื่อหารือถึงมาตรการประหยัดพลังงานในพื้นที่รัฐสภา โดยมีข้าราชการ อาทิ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาฯ นำผู้อำนวยการทุกสำนัก เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

โดย นายโสภณ กล่าวตอนหนึ่งว่า ขอให้ช่วยกันทำงาน ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดอ่อน คือ เมื่อได้รับตำแหน่ง แล้วจะแปลงร่างเป็นผู้วิเศษ ที่รู้หมดทุกเรื่องจนประเทศเสียหาย ดังนั้น ตนหวังว่าข้าราชการสภาฯ จะปกครองโดยระเบียบแบบแผนของข้าราชการ แต่ใจต้องปกครองกันแบบครอบครัว มีน้ำใจ สำหรับการแสดงความยินดี ใครจะแสดงความยินดี มีดอกไม้หรือไม่ มีค่าเท่าเดิม ขอให้เก็บไว้ แต่หากใครมีโอกาสแสดง ขอให้ทำหน้าที่ที่ดี ร่วมกันทำงาน เรื่องปฏิสัมพันธ์ส่วนตัวไม่ต้องห่วง ดีก็ใช้ ไข้ก็รักษา

“ผมจะดำรงความยุติธรามให้ข้าราชการ เหมือนกับต้นไม่ใหญ่ถ้าตรง นกหนูก็อยากอยู่อาศัย ต้นไม่ใหญ่เอน นกหนูไม่กล้าอาศัย เพราะกลัวล้มทับ ผมสำนึกในเรื่องนี้ตลอดเวลา และปกติเป็นคนง่ายๆ สิ่งไม่ชอบคือ พิธีการ ตอนผมเป็นรองนายกฯ มีคนยืนตากแดดร้อนรอต้อนรับ ผมบอกว่า จบ ป.ตรี ทำไมต้องตากแดด ให้เข้าร่ม แต่ได้ยินเสียงว่า ป.ตรี ตากแดดไม่ได้ใช่หรือไม่ ทั้งที่ผมมองข้ามว่า แดดร้อนยืนทำไม ไม่เกิดประโยชน์ ทั้งนี้ มีสิ่งที่ดึงเป็นดราม่า ที่ว่าผมพูดไปว่าตลก แต่คำว่าตลกของผมคือ พูดไม่ถูกกาลเทศะ ลึกๆ คือ หิวแสง ไม่ใช่เนื้อหา ทั้งที่อยากให้เกิดการทำงาน อย่างไรก็ดี อันไหนที่ไม่ดีอย่าทำ อย่าด้อยค่าบ้านตัวเอง ไม่ดีต้องปรับปรุง” นายโสภณ กล่าว

นายโสภณ ยังกล่าวถึงมาตรการการประหยัดพลังงานในอาคารรัฐสภา ว่า ตนงงตั้งแต่การออกแบบ เป็นอาคารที่ยากดูแล ซับซ้อน ดังนั้น จะใช้ห้องที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ คุ้มค่าได้อย่างไร ทั้งนี้ การประหยัดพลังงานมี 2 แนวทาง คือ ประหยัดด้วยจิตวิญญาณ คือ ทำโดยไม่รอให้ใครบอก และใช้มาตรการเพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตนอยากให้สภาฯ ตั้งเป้าลดการใช้พลังงาน 30% เมื่อเทียบกับช่วงที่ค่าไฟของสภาฯ มีราคาสูงสุด เพื่อแสดงให้เห็นผลงาน เช่น จากค่าไฟที่ใช้ 10,000 บาท ให้เหลือ 7,000 บาท หรือมีไฟ 100 ดวง ลดให้เหลือ 70 ดวง ห้องไหนที่สามารถใช้แสวงสว่างจากธรรมชาติได้ ให้ลดการเปิดหลอดไฟ เป็นต้น

นายโสภณ กล่าวด้วยว่า ตนขอให้วางมาตรการและแผนไว้ แม้จะทำไม่ได้ 100% แต่เป็นความพยายามที่จะทำ เพื่อทำให้เห็นเป็นภาพของสภาฯ ยุคใหม่ ทั้งนี้ ตอนที่ผมอยู่กระทรวง มีการกินข้าวกับข้าราชการ 2 เดือนต่อครั้ง มีการเขียนข้อความถึงตน เพื่อสะท้อนการทำงาน โดยตนอยากให้มี เพื่อสะท้อนความคิดเห็น นอกจากนั้นแล้วขอให้พิจารณมาตรการลดการใช้ถุงพลาสติก เพื่อลดปริมาณขยะ รวมถึงลดการใช้น้ำประปาในพื้นที่รัฐสภาด้วย

ทั้งนี้ วานนี้ (16 มี.ค.) ระหว่างที่นายโสภณให้สัมภาษณ์ครั้งแรก ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เสนอในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 15 มี.ค.ขอให้ยกเลิกอาหารกลางวัน สส. , ลดจำนวนผู้ช่วย สส.และกองทุนบำนาญ สส. โดยนายโสภณ หัวเราะก่อนกล่าวว่า “ตลก เรื่องแบบนี้ไม่ต้องมาพูดแบบนี้ เราสามารถหารือกันได้ เมื่อได้ความอย่างไรค่อยแถลง ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ก็มีสิทธิ์แถลง ผมอยู่สภาฯ ตั้งแต่ 2544 เขาก็เลี้ยงข้าวแบบนี้ สมัยก่อนเริ่มประชุมบ่ายโมง เลิกประชุมเที่ยงคืน ดังนั้น ค่อยว่ากัน สมาชิกเอาอย่างไร ผมเอาอย่างนั้น ขอให้เป็นมติของสมาชิก ว่ามาเลย ผมจะเปิดโอกาส” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : โสภณ ตลก หมอวรงค์ ชี้สภาเลี้ยงข้าวสส.มานานแล้ว)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง : งบอาหาร สส.ไม่ใช่เรื่องตลก โสภณแจงแค่เสนอไม่ถูกกาลเทศะ ปัดมาแก้ข่าว

สว.สำรอง จี้ 7 กกต. กล้าตัดสินคดีฮั้วสว. ยึดตามสำนวนชุดสืบฯ 26 อย่ารีบฟอกขาว 13 นักการเมือง

สว.สำรอง จี้ 7 กกต. กล้าตัดสินคดีฮั้วสว. ยึดตามสำนวนชุดสืบฯ 26 อย่ารีบฟอกขาว 13 นักการเมือง

สว.สำรอง จี้ 7 กกต. กล้าตัดสินคดีฮั้วสว. ยึดตามสำนวนชุดสืบฯ 26 อย่ารีบฟอกขาว 13 นักการเมือง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

สว.สำรอง จี้ 7 กกต.กล้าหาญ ยึดหลักฐานตัดสินคดีฮั้ว สว. ตามสำนวนชุดสืบฯ 26 หวั่นลู่ลมเป่าคดีตามอนุฯ ชุดที่ 36 ส่อเร่งรีบฟอกขาว 13 นักการเมือง ก่อนรับตำแหน่ง ครม.ใหม่ 

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะ สว. สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ยื่นหนังสือถึง กกต.เรียกร้องให้คำนึงถึงเกียรติยศชื่อเสียงของตนเอง และสถาบันอันมีเกียรติที่เคยทำงานอยู่ก่อนมาเป็นกกต.ให้มีความกล้าหาญในการพิจารณาตัดสินคดีทุจริตเลือก สว.(ฮั้วสว.)ยึดพยานหลักฐาน และผลการพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ชุดที่ 26

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า การพิจารณาคดีฮั้ว สว.ของกกต.มีความล่าช้า ไม่เป็นไปตามระเบียบที่ว่าต้องพิจารณาคดีให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี ซึ่งตามระเบียบ กกต.ให้อำนาจ กกต.ในการตั้งคณะอนุวินิจฉัย และมีอยู่แล้ว 35 คณะ ล้วนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ที่ผ่านมาเมื่อเรื่องร้องเรียนเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของอนุฯจะใช้วิธีสุ่มจ่ายสำนวน เพื่อไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหารู้ว่าอนุฯเป็นใครบ้าง แล้วไปวิ่งเต้น แต่ในคดีฮั้วสว. แต่สำหรับคดีนี้นอกจากจะมีการตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 และทำงานเกินกรอบเวลา 1 ปีแล้ว ยังมีการเปิดเผยรายชื่ออนุฯ ซึ่งหลายคนที่เป็นอนุฯ มีพฤติกรรมเข้าหาฝ่ายการเมือง เช่น ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พบภาพว่าไปต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีหน้าที่ ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความเป็นกลาง ซึ่งตามระเบียบกกต.ข้อที่ 75 ว่าด้วยการแต่งตั้งอนุวินิจฉัย วรรคสาม ระบุว่าหากปรากฏหลักฐาน หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า อนุวินิจฉัยจะไม่เป็นกลางทางการเมือง ไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้กกต.ดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบกฎหมาย แต่กกต.กลับไม่ทำอะไรเลย การกระทำของกกต.เท่ากับการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตการทำงานของกกต.ในคดีนี้ว่า ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนคดีฟอกเงิน ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้วสว. ให้กับ กกต. แต่กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับสำนวน ขณะเดียวกัน ดีเอสไอก็ได้ทำหนังสือขอสำนวนพยานหลักฐานในคดีนี้เพื่อประกอบการยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 8 ราย ทางกกต.กลับอ้างว่า อยู่ระหว่างการสอบสวน ทั้งที่ 2 หน่วยงาน เป็นหน่วยงานราชการที่ต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งการที่ กกต.สั่งไม่รับ จึงทำให้น่าสงสัยในพฤติกรรมของกกต.

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีการฟอร์มทีมรัฐบาลใหม่ และมี 13 รายชื่อ ในจำนวนผู้ที่ปรากฏชื่อในคดีฮั้วสว. 229 คนนี้ ว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี และกำลังจะถูกพรรคฝ่ายค้านตรวจสอบ อีกทั้งยังมีการโยนหินถามทางของคณะอนุวินิจฉัยฯที่36 ว่ามีมติ 5 ต่อ 2 จะยกคำร้อง ทางกกต.ก็อออกมาชี้แจงแบบไม่รับและไม่ปฏิเสธ เราจึงกังวลใจจากความเป็นมาและพฤติกรรมของ กกต.ว่าจะลู่ลมหรือไหลไปตามคำขอหรือคำสั่งการของผู้มีอำนาจ มีอิทธิพล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องนี้หรือไม่ วันนี้จึงมายื่นหนังสือถึงกกต.ทั้ง 7 คนให้ใช้ความรู้ความสามารถ แม้ว่ากกต.ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ที่ถูกพิจารณารับรองมาจากสว. ชุดปัจจุบันซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาเหมือนกันนั้น ก็อยากให้อนุสติท่านที่เติบเติบโตมาถึงตรงนี้ โตมาด้วยลำแข้งของตัวเอง แม้สว.เป็นผู้เห็นชอบแต่งตั้ง แต่ก็เพราะคุณสมบัติของตัวท่านเอง ท่านจึงต้องธำรงรักษาไว้เพื่อชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล และสถาบันอันสูงส่งที่ท่านเคยทำงานไว้ด้วย ขอให้มั่นใจความรู้ ความสามารถและกล้าหาญวินิจฉัยเรื่องนี้เป็นไปตามหลักฐานข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อสอบสวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26

ทั้งนี้ ถ้ากกต.ตัดสินลุยไฟ กกต.ก็ต้องตอบคำถามว่าที่ดีเอสไอส่งข้อมูลมาให้ ทำไมคุณถึงไม่รับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่คุณอ้างว่าข้อมูลไม่เพียงพอแล้วตัดสินยกคำร้อง ตรงนี้จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ซึ่งจะโยงไปว่ากกต. ใช้อำนาจหน้าที่ของตัวเองในการวินิจฉัย ตรวจสอบทุจริตฮั้วสว.เป็นไปตามกฎหมาย เป็นไปตามพยานหลักฐานมีความสุจริตเที่ยงธรรมตามมาตรา 32 หรือไม่ ซึ่งหากไม่ปฏิบัติแต่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยเวลายืดไปถึงปีกว่าๆ นี้จะมีความผิด ติดคุก 10 ปี ซึ่งกกต. จะรอดได้เว้นแต่ว่ามีการพิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ กระทำการโดยสุจริต เที่ยงธรรม ดังนั้นฝากให้คำนึงถึงเกียรติยศศักดิ์ศรีของตัวเอง

เมื่อถามว่าจะต้องการเปิดชื่อ 13 คน ที่จะได้รับการแต่งตั้งในครม.ชุดนี้หรือไม่ พล.ต.ท. คำรบ กล่าวว่า คนแรกคือนายกรัฐมนตรี ท่านเป็นผู้ถูกกล่าวหาใน 229 คน และคนอื่นๆ รวม 13 คนที่พรรคฝ่ายค้านเตรียมยื่นตรวจสอบจริยธรรม ซึ่งรายชื่อเหล่านี้ปรากฎผ่านสื่อไปหมดแล้ว ส่วนจะผิดหรือไม่อย่างไรนั้นตนไม่สามารถยืนยันได้เพราะทราบข่าวจากสื่อเหมือนกัน จริงๆ แล้วมีผู้รู้หลายคนบอกว่ากระบวนการขนาดนี้ยังไม่ผิด แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากรัฐบาลชุดนี้พยายาม ที่จะทำให้ตัวเองดูดี ว่าจะไม่เอาสีเทาต่างๆ จึงพยายามทำให้ตัวเองขาวสะอาดก่อนเป็นรัฐมนตรีก็ได้ จึงฝากว่ากกต.ถ้าจะรับใช้การเมืองโดยตัดสินเรื่องนี้ภายในวันสองวันนี้จริงๆ ก็ยิ่งเป็นจุดที่เราต้องจับตามองและสงสัยกกต.ทั้ง 7 คน ที่มาเร่งวินิจฉัยคดีนี้ช่วงนี้

“อนุฯ ชุดที่ 36 เพิ่งส่งเรื่องเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และท่านใช้เวลาวันนี้ พรุ่งนี้กับเอกสารเป็นพันหน้านั้น ถือว่าเป็นมนุษย์เทวดา ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เราเรียกร้อง ให้วินิจฉัยโดยเร็วแต่ท่านใช้เวลาเกินเลยมาตลอด แต่ตอนนี้กลับจะวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว ถือว่าเป็นการขานรับการเมืองแน่แท้แน่นอน” พล.ต.ท. คำรบ กล่าว

อัษฎางค์เจาะสูตรลับ โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย

อัษฎางค์เจาะสูตรลับ โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย

อัษฎางค์เจาะสูตรลับ โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.56 น.

วันที่ 17 มีนาคม 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  ”โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย“ มองการเมืองด้วยวิชาบริหารธุรกิจ ตอนที่ 2

บทวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ว่าด้วยเรื่อง “พังเพราะด้อม” ชี้ให้เห็นว่าการสร้าง emotional fanbase ฐานแฟนคลับที่ใช้อารมณ์ที่ร้อนแรงเกินควบคุมนั้น เป็นดาบสองคมที่อาจทำลายแบรนด์การเมืองจากภายใน แต่ถ้าไม่สร้างด้อม ไม่มีกระแสโซเชียล ไม่มียอด engagement สูงๆ แล้วพรรคการเมืองจะเติบโตและชนะการเลือกตั้งได้อย่างไร?
คำตอบอยู่ที่ ภูมิใจไทย

ผลการเลือกตั้งปี 2569 ยืนยันสิ่งที่นักวิเคราะห์การเมืองหลายคนมองข้ามมาตลอด

พรรคที่ “เงียบที่สุด” บนโลกออนไลน์ กลับกลายเป็นพรรคที่ “เสียงดังที่สุด” ในคูหาเลือกตั้ง

นี่คือการถอดรหัสโมเดลธุรกิจการเมืองในประเทศไทยยุคปัจจุบัน

ชัยชนะของภูมิใจไทยในปี 2569 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่ปาฏิหาริย์ มันคือผลลัพธ์ที่คาดเดาได้ล่วงหน้านานแล้ว สำหรับใครก็ตามที่วิเคราะห์ธุรกิจการเมืองผ่าน lens ที่ถูกต้อง

โมเดลธุรกิจของพรรคภูมิใจไทย

หนึ่ง – ระบบ distribution channel ที่แข็งแกร่งชนะ viral marketing ในระยะยาวเสมอ

พรรคภูมิใจ ใช้การเมืองในระบบ “แฟรนไชส์” และ “ตัวแทนจำหน่าย”
ในขณะที่พรรคอื่นใช้กลยุทธ์ Direct-to-Consumer (D2C) ยิงการตลาดตรงหาโหวตเตอร์ผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างด้อม ภูมิใจไทยกลับใช้โมเดล B2B2C ผ่านการสร้างเครือข่าย “บ้านใหญ่” หรือผู้นำท้องถิ่น ซึ่งเปรียบเสมือน Master Franchise หรือ Regional Distributor ที่มีฐานลูกค้า (โหวตเตอร์) ในมือเหนียวแน่น

สอง – จงรู้ว่าตลาดของคุณต้องการ function หรือ emotion

เมื่อ “สินค้าที่ใช้งานได้จริง” ชนะ “ความคลั่งไคล้”
ด้อมการเมืองเกิดจาก Emotional Branding (อุดมการณ์ ความรัก ความโกรธ) แต่แบรนด์ภูมิใจไทยวาง Positioning ตัวเองชัดเจนในฝั่ง Functional Branding ด้วยสโลแกนประเภท “พูดแล้วทำ” เน้นการส่งมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้

สาม – Blue Ocean ไม่ได้หมายถึงตลาดใหม่เสมอไป บางครั้งมันคือการปฏิเสธที่จะลงสนามรบเดิม และรอให้คนอื่นเหนื่อยก่อน

การทำกำไรใน “น่านน้ำสีคราม” ท่ามกลางสงครามสีเสื้อ
พรรคการเมืองใหญ่สองขั้วมักสู้กันใน Red Ocean ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางอุดมการณ์ แต่ภูมิใจไทยเลือกวางตัวเป็น “ผู้เล่นตรงกลาง” หลีกเลี่ยงการปะทะที่สร้างบาดแผลให้กับแบรนด์ ทำให้พวกเขากลายเป็น “พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ” ที่ทุกพรรคต้องวิ่งเข้าหาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล

สี่ – B2B (Business-to-Business)

ชัยชนะทางการเมืองในระบบที่ซับซ้อนอย่างไทยไม่ได้เกิดจากการชนะใจโหวตเตอร์หรือการทำการตลาดกับผู้บริโภครายย่อยเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการเจรจาต่อรองระดับ B2B (Business-to-Business) ที่ยอดเยี่ยมกับพรรคการเมืองอื่น สว. ข้าราชการประจำ และกลุ่มทุน นี่คือศิลปะของการจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ทำให้องค์กรดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่นในทุกสภาวะแวดล้อม

ห้า – Brand Resilience

ภูมิใจไทยมักจะเป็นพรรคที่มียอดไลก์ ยอดแชร์ หรือเทรนด์ในโซเชียลมีเดียต่ำกว่าพรรคอื่น และมักถูกโจมตีในโลกออนไลน์บ่อยครั้ง แต่แบรนด์กลับมี “ความยืดหยุ่นและทนทาน” สูงมากเมื่อถึงวันปิดยอดขาย (วันเลือกตั้ง)

หก – โมเดลนี้จะพังได้อย่างไร?

ภัณฑิล ปชน. ลั่น ผมก็เคยเสนอปมอาหาร สส. ชี้ยังจำเป็น แต่ควรปรับให้เหมาะสม

ภัณฑิล ปชน. ลั่น ผมก็เคยเสนอปมอาหาร สส. ชี้ยังจำเป็น แต่ควรปรับให้เหมาะสม

ภัณฑิล ปชน. ลั่น ผมก็เคยเสนอปมอาหาร สส. ชี้ยังจำเป็น แต่ควรปรับให้เหมาะสม

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.39 น.

ภัณฑิล ปชน. ออกโรงมาเตือนความจำ ลั่น ผมก็เคยเสนอเรื่อง อาหาร สส. ชี้ยังจำเป็น แต่ควรปรับให้เหมาะสม เพราะเหลือเยอะเป็นขยะ แนะ ใช้การ์ด จำกัดวงเงินแทน ขณะที่ ผู้ช่วย สส. ควรมีตัวชี้วัดการทำงาน ป้องข้อครหาดึง ญาติพี่น้อง เอื้อเอาเงินเข้ากระเป๋า ส่วน กองทุนบำนาญ ต้องปรับสัดส่วนใหม่ไม่ให้เป็นภาระหลวง

เมื่อวันที่ 17 มี.ค.2569 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีงบประมาณอาหาร สส. ผู้ช่วย สส. และกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาว่า ในสมัยที่ผ่านมาตนก็ได้อภิปรายเรื่องนี้ในหลายวาระ เรื่องค่าอาหารของ สส. และ สว. เพราะงบประมาณส่วนนี้เป็นเงินภาษีของประชาชนทั้งนั้น ส่วนเรื่องค่าตอบแทนที่มีการวิจารณ์ว่าเงินเดือนเป็นแสนแล้วจะมากินข้าวฟรีอีกหรือ ซึ่งวานนี้ (16มี.ค.) นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่พึ่งรับตำแหน่ง ก็บอกว่ามีเรื่องนี้มานานแล้ว การกินอาหารระหว่างประชุมในสมัยประชุมเป็นเรื่องปกติ คนอยากให้มองว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ประเทศอื่นเขาทำกันอย่างไร เงินเดือนหลักแสนได้สัดส่วนหรือไม่ ที่จำเป็นจะต้องมาออกค่าอาหาร หรือเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการ 

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ถ้าเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำหรือค่าครองชีพต่อเดือน 15,000 – 20,000 บาท เมื่อเทียบกับเงินเดือน 100,000 บาท มากกว่าถึง 7 เท่า ซึ่งประชาชนมองว่า สส. ได้เงินเยอะ แต่อย่าลืมว่ากว่าจะเข้ามาทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรถ้าเป็นการเมืองแบบสมัยดั้งเดิม มีการลงทุนเยอะมากใช้เงินเยอะมาก ค่าภาษีสังคมก็เยอะมากหลายคนยังแซวว่าคุ้มหรือมาเป็นสส. เพราะต้องลงทุนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเพดานอยู่ที่ 1.9 ล้านบาท กี่เดือนกี่ปีถึงจะคุ้ม กับเงินที่ลงทุนไป จึงเป็นคำถามชวนคิดว่าอาชีพนี้จริง ๆ แล้วอยากได้บุคลากรทางการเมืองเป็นคนธรรมดาทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนมีเงินหรือทุน หรือเสี่ยงต่อการเข้ามาหาผลประโยชน์ เพราะไม่สนใจเงินเดือน 100,000 บาท

“ความจริงอาชีพนี้ก็อยากจะเปิดกว้าง แต่คนก็ไม่อยากเข้ามาทำเพราะเป็นอาชีพเฉพาะมีระยะเวลาที่จำกัด ไม่มีความแน่นอน ซึ่งอาชีพนี้มีความเสี่ยงไม่ใช่แค่เชิงกฎหมาย แต่ความมั่นคงในอาชีพการงานก็ไม่มี และความคาดหวังจากประชาชนค่อนข้างสูง ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นข้อถกเถียงกันได้ว่าเงินเดือนเยอะไปหรือไม่ ค่าอาหารกลางวันงบต่อหัวหลักพันคุ้มหรือไม่ และยังมีปัญหาเหลือทิ้งจำนวนมาก จึงควรหาจุดที่พอดี เพราะบางครั้งการประชุมไม่ใช่เสร็จแค่ 1 หรือ 2 ชั่วโมง แต่บางครั้งประชุมเป็นวัน อาหารของว่างเครื่องดื่มก็ยังจำเป็นอยู่ ตัดออกทั้งหมดก็คงไม่สมเหตุสมผล” นายภัณฑิล กล่าว

นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า สำหรับ สส. ที่ประชุมทั้งวันอย่างต่อเนื่อง และมีการจัดสรรสวัสดิการให้อยู่ใกล้ กับสมาชิกเพื่อความสะดวก คนก็มีการวิจารณ์ ว่าจะกินอะไรกันขนาดไหนจะกินกันตลอดเวลาเลยหรือ ซึ่งเรื่องนี้ความสำคัญมันก็มี คนมันต้องกินแต่ก็ตั้งคำถามว่าเท่าไหร่ถึงเหมาะสม ตนเคยเสนอในงบประมาณปี 69 ให้ทำเป็นบัตรเติมเงิน กินภายในงบที่ให้ในแต่ละวัน และไม่สามารถโอนย้ายถ่ายเทเข้ากระเป๋าตัวเองได้ และเมื่อเป็นระบบการ์ดก็จะสามารถคำนวณความต้องการรายวันได้ดีกว่า ไม่ใช่จะต้องจัดลายบุฟเฟ่ต์ อาหารจีน ไทย ญี่ปุ่น นานาชาติจำนวนเยอะ เหมือนจะเป็นความปรารถนาดีแต่พวกเรากินกันไม่ไหว มีแค่ 500 คนจะกินกันสักเท่าไหร่ ดังนั้นไม่ใช่การตัดทั้งหมดแต่ควรจะประหยัด และประหยัดอย่างไรเพื่อให้ได้สัดส่วนและผลตอบแทนและมีความเกรงใจประชาชนที่เป็นคนจ่ายภาษี ซึ่งเป็นเงินเดือนของพวกเรา

นายภัณฑิล ยังกล่าวถึงประเด็นผู้ช่วย สส. 8 คน ที่จะมีการปรับขึ้นเงินเดือนในปีงบประมาณนี้ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ สส. มีผู้ช่วยทำไมถึง 8 คนว่า ในปัจจุบัน มีผู้ช่วยสส.ทำงานด้านต่างๆให้กับสส. และยังมี AI หรือแชต GPT สรุปรายงาน ซึ่งในต่างประเทศให้เป็นวงเงิน สส. ไปบริหารจัดการบุคคล มีภารกิจและตัวชี้วัดชัดเจนแต่ของเรามีปัญหาเมื่อให้ผู้ช่วย สส. ไป 8 คนแล้วไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งคนเหล่านี้ก็ไม่มีความมั่นคงในหน้าที่การงานเช่นเดียวกัน เพราะเป็นงานชั่วคราว ซึ่งยังมีข้อครหาเรื่องการเอาญาติพี่น้องมาเป็นผู้ช่วย สส. ทำให้เกิดภาพจำที่ไม่ดีกับนักการเมือง เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เอาญาติพี่น้องมาใส่ชื่อและรับเงินเอง เรื่องนี้ปัญหาไม่ใช่จำนวน แต่มีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ตรงไปตรงมา จึงอยากเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ และต้องมีตัวชี้วัด ที่เห็นได้ชัดและตรวจสอบได้ 

นายภัณฑิล กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องกองทุนเป็นหลักของการสมทบ เงินเดือน 100,000 บาท หักเข้ากองทุน 3,500 บาท และสุดท้ายนำมาจ่ายเป็นบำเหน็จหรือบำนาญในช่วงเกษียณ นี่คือสวัสดิการเพื่อสร้างเครือข่ายรองรับให้เกิดความมั่นคง ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องความไม่ยั่งยืนของกองทุน จำนวนสมาชิกเยอะขึ้น เงินที่เข้าไปอุดหนุนจากภาษีประชาชน 7-8 ร้อยล้าน เงินที่สมาชิกสมทบ 30 ล้านบาท สัดส่วนคือ 1 ต่อ 20 ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่เกิดข้อครหา ว่ากองทุนนี้ไม่ยั่งยืน และไม่รู้เมื่อไหร่กองทุนจะล้ม และผลตอบแทนจากการลงทุนแทบไม่มี ไม่สามารถเลี้ยงกองทุนได้รายได้ไม่พอก็ต้องเอาเงินหลวงเข้าไปเติมทุกปี ดังนั้นจึงต้องหาสูตรในการคำนวณว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้กองทุนนี้มีความยั่งยืน ที่รัฐอุดหนุนและเราออมเองได้สัดส่วนมากกว่านี้ อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

อดีตรองอธิการฯมธ. ชื่นชม หมอวรงค์ ปฏิรูปสวัสดิการ ส.ส. ลั่นอย่าให้เงียบ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

อดีตรองอธิการฯมธ. ชื่นชม หมอวรงค์ ปฏิรูปสวัสดิการ ส.ส. ลั่นอย่าให้เงียบ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

อดีตรองอธิการฯมธ. ชื่นชม หมอวรงค์ ปฏิรูปสวัสดิการ ส.ส. ลั่นอย่าให้เงียบ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.36 น.

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า แรกทีเดียวที่ได้ฟัง ยังคิดว่าคุณหมอวรงค์ไม่รู้ได้อย่างไรว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกเป็นวาระการเลือกประธานสภาและรองประธานสภาอีก 2 คน ไม่ควรตั้งกระทู้ถามเรื่องอื่นๆ ซึ่งคุณหมอวรงค์ลุกขึ้นอภิปราย 3 เรื่อง หนึ่งคือ ส.ส.มีเงินเดือนสูงแล้ว ควรซื้ออาหารกลางวันรับประทานเองแทนที่จะให้รัฐสภาจัดให้ฟรี สองคือ จำนวนผู้ช่วยส.ส.เงินเดือนคนละ 18,000 บาท ที่ให้ถึง 8 คน ควรลดลงเหลือ 3 คนก็พอ และสาม กองทุนบำนาญส.ส.ที่เป็นส.ส.สมัยเดียว ได้บำนาญไปตลอดชีวิต เหมาะสมแล้วหรือไม่ 

แน่นอน พอเริ่มอภิปราย ก็มีคนประท้วงทันที ต้องขอชื่นชมที่คุณไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ประธานชั่วคราวยอมให้คุณหมอวรงค์อภิปรายจนจบ โดยบอกว่า จะรอให้อภิปรายจนจบ แต่ไม่ได้ให้มีการอภิปรายทั่วไปต่อในสภา ซึ่งการตัดสินใจเช่นนี้ เป็นการเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง คือยอมให้คุณหมอวรงค์พูดจนจบ แต่ไม่ได้อนุญาตให้อภิปรายต่อ

หลังจากมาคิดดูอีกครั้ง จึงได้ถึงบางอ้อว่า คุณหมอวรงค์คงตั้งใจใช้โอกาสการเลือกประธานสภา ซึ่งมีคนดูการถ่ายทอดสดเป็นจำนวนมาก สื่อเรื่องสำคัญที่ควรจะสื่อให้ประชาชนได้ตระหนัก และขอบอกว่า คุณหมอวรงค์ทำสำเร็จแล้ว เพราะมีการนำคลิปการอภิปรายของคุณหมอวรงค์ไปแชร์กันอย่างมากมาย ที่สำคัญคือ เท่าที่ตามดู ไม่มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณหมอวรงค์เลยแม้แต่คนเดียว 

เรามาตามดูกันต่อไปว่า ส.ส.ที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา จะมีใครบ้างจากพรรคใดบ้าง ที่จะช่วยกันดำเนินเรื่องนี้ต่อ อยากดูว่า การที่พวกคุณชอบว่าคนอื่นว่า “สิ้นเปลืองภาษีของประชาชน” จะนำมาใช้กับตัวพวกคุณเองหรือไม่ หรือว่า คิดว่าพวกคุณสมควรได้รับสิทธิ์เช่นนี้ เพราะมาจากการเลือกตั้งของ “ประชาชน” 

เชื่อว่าคุณหมอวรงค์จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ จึงขอเรียกร้องให้ทุกๆคน อย่าได้ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบไปเป็นอันขาด เรามาเรียกร้องกันให้มากที่สุด บ่อยที่สุด จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น 

ดูกันครับ  ว่าบรรดาส.ส.ที่เราเลือกพวกเขาเข้ามา จะยังตีลูกเฉยแบบเนียนๆต่อไปได้อีกนานเท่าใด

งบอาหาร สส.ไม่ใช่เรื่องตลก โสภณแจงแค่เสนอไม่ถูกกาลเทศะ ปัดมาแก้ข่าว

งบอาหาร สส.ไม่ใช่เรื่องตลก โสภณแจงแค่เสนอไม่ถูกกาลเทศะ ปัดมาแก้ข่าว

งบอาหาร สส.ไม่ใช่เรื่องตลก โสภณแจงแค่เสนอไม่ถูกกาลเทศะ ปัดมาแก้ข่าว

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.53 น.

“ประธานสภาฯ”โร่แจงดราม่าตลก”หมอวรงค์”ชงตัดงบอาหาร สส. แค่เสนอไม่ถูกกาลเทศะ ปัดมาแก้ข่าว แต่ขยายความตามข้อเท็จจริง ลั่นยุคตนต้องแก้ไขปัญหาด้วยเหตุผล ยึดเหมาะสม นิ้วไหนไม่ดีก็ตัดทิ้ง เชื่อโหวต”นายกฯ” 19 มี.ค.ไร้วุ่นวาย ทำตามข้อบังคับ

17 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผูัแทนราษฎร กล่าวชี้แจงกรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี เสนอให้ตัดงบประมาณเลี้ยงอาหาร สส.ในสภาฯ เป็นเรื่องตลก จนทำให้เกิดกระแสดราม่า ว่า สิ่งที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ไม่ได้หมายถึงเนื้อหาการตัดงบอาหาร สส.เป็นเรื่องตลก แต่พูดถึงการมาเสนอเรื่องดังกล่าวในเวลาที่ไม่ถูกกาลเทศะ ไม่เหมาะสม กรณีการตัดงบอาหาร สส.พูดมานานแล้ว แต่ไม่เคยได้แก้ไข เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับสมาชิกจะเห็นอย่างไร ก็เอาตามนั้น เรื่องงบอาหาร สส.ไม่ได้มาแก้ข่าว แต่มาขยายความตามข้อเท็จจริง ในยุคตนต้องได้รับการแก้ไขด้วยเหตุผล ความเหมาะสม สิ่งใดที่ประชาชนไม่ชอบ เบื่อ อย่าทำ มิเช่นนั้นจะสร้างศรัทธาไม่ได้ การทำงานต้องสามัคคี ประเทศไทยไม่สามารถใช้ฮีโร่มาแก้ปัญหาได้ นอกจากความร่วมมือของคนในชาติ เรื่องใดทำให้สภาไม่สง่างามต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช้วาทกรรม แต่อยู่ที่การกระทำ

“ขอเวลาเล็กน้อย จะไม่ทำงานแบบไมค์จ่อปาก แต่จะใช้เวทีอธิบายให้ประชาชนรับรู้ เรื่องงบอาหาร สส.ยกเลิกได้ ถ้าไม่เหมาะสม เรื่องงบอาหารเป็นเรื่องที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรของบจัดเป็นสวัสดิการ หากจะแก้ไขคงไม่ถึงขั้นตั้งเป็นคณะกรรมาธิการมาพิจารณา อะไรที่ผมตัดสินใจได้จะตัดสินใจเอง พร้อมรับฟังความเห็นของผู้ร่วมงานอย่างมีเหตุผล” ประธานสภาฯ กล่าว

นายโสภณ กล่าวอีกว่า เหมือนกับจะใช้ทหารไปรบ ทหารบอกขาดอาวุธ แต่แม่ทัพบอกพอแล้วๆ ดังนั้นจะรบชนะอย่างไร เรื่องนี้ต้องพิจารณา โดยเป็นเรื่องสวัสดิการ ที่ยุคนี้เป็นยุคข้าวยากหมากแพง สวัสดิการไหนควรลดหรือคงอยู่ หรือเดือดร้อน เป็นอุปสรรคของการทำงานต้องแก้ไข ต้องรอพิจารณา ไม่ใช่วิจารณ์โดยไม่รู้ข้อเท็จจริง ไม่รู้ความตั้งใจของคนทำงาน

นายโสภณ กล่าวด้วยว่า เสียงวิจารณ์นักการเมืองต่างๆทำให้คนเบื่อการเมือง คนที่สนใจการเมืองจึงไม่อยากเข้ามา ดังนั้นนิ้วไหนไม่ดีก็ตัดทิ้ง ไม่ใช่ฆ่าหนูต้องเผาบ้าน ต้องจับหนู อยากเห็นสังคมมีเหตุผลในการวิจารณ์ ที่ผ่านมาเน้นแต่พูดเอาความรู้สึก เพื่อให้ได้คะแนนนิยม แต่ปฏิบัติไม่ได้ ภาพเหล่านี้ทำให้ฉุดศรัทธา ประชาชนไม่เชื่อมั่น ถ้าอยากเห็นประชาธิปไตยเดินอย่างสง่างาม สภาฯต้องเป็นตัวอย่าง ในฐานะเป็นที่อยู่ของคนมีคุณธรรม

เมื่อถามถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 19 มี.ค.นี้ นายโสภณ กล่าวว่า เชื่อว่าจะไม่เกิดความวุ่นวาย และไม่กังวลการเล่นเกมล่มองค์ประชุม ยืนยันว่า ไม่หนักใจการทำหน้าที่ประธานสภาฯ จะปฏิบัติตัวตามข้อบังคับ

เห็นคาตาทั้งประเทศ! ไอซ์ รักชนก จี้ กกต.เร่งสอบ กปน.สุพรรณบุรี

เห็นคาตาทั้งประเทศ! ไอซ์ รักชนก จี้ กกต.เร่งสอบ กปน.สุพรรณบุรี

เห็นคาตาทั้งประเทศ! ไอซ์ รักชนก จี้ กกต.เร่งสอบ กปน.สุพรรณบุรี

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

“ไอซ์ รักชนก”จี้”กกต.”เร่งสอบ”กปน.สุพรรณบุรี” ชี้ประชาชนเห็นคาตาทั่วประเทศ แล้ว กกต.เมื่อไหร่จะเห็น รู้ดี!นับใหม่ก็ไม่พลิกผลเลือกตั้ง แต่เจตจำนงประชาชนควรถูกสะท้อนอย่างแท้จริง

17 มีนาคม 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงกรณีที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ระหว่างการเลือกตั้ง และกำลังให้มีการเร่งรัดสอบสวนอยู่

น.ส.รักชนก กล่าวว่า จนถึงวันนี้ เขต 2 จ.สุพรรณบุรี เป็นเขตเลือกตั้งเดียวในประเทศไทย ที่ กกต.ยังไม่รับรองผลการเลือกตั้ง และเมื่อวานนี้ (16 มี.ค.) นายแสวง ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของสำนักงาน กกต.ประจำ จ.สุพรรณบุรี และได้เร่งรัดให้เร่งดำเนินการโดยเร็วแล้ว โดยผลการสอบจะเสร็จภายใน 60 วัน

ตนจึงขอถามถึงความคืบหน้าและฝากข้อห่วงกังวลไปถึงสำนักงาน กกต.สุพรรณบุรี อย่าให้ 60 วันผ่านไปอย่างล่าช้า ขอให้เร่งดำเนินการตรวจสอบตามที่พรรคประชาชนได้ยื่นคำร้องต่อประธาน กกต.เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 และตามที่ น.ส.นุศรา ศรีสังข์งาม อดีตผู้สมัคร สส.สุพรรณบุรี เขต 2 พรรคประชาชน ได้ยื่นหนังสือต่อผู้อำนวยการสำนักงาน กกต.สุพรรณบุรี ไปเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569

น.ส.รักชนก กล่าวต่อไปว่า วันนี้ประชาชนเห็นกับตาจนชัดเจนหมดแล้ว กกต.จะเห็นและยอมรับได้หรือยัง ว่าการเลือกตั้งในเขต 2 จ.สุพรรณบุรี มีการทุจริตโดย กปน.เกิดขึ้นจริง คะแนนผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จากเดิม 104 คะแนน เพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 228 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ 427 คะแนน แต่นับใหม่ได้คะแนนลดลงเท่าตัวเหลือเพียง 263 คะแนน

“นี่แค่หน่วยเดียวเท่านั้นที่เจอความผิดปกติ คำถามคือ ถ้านับใหม่อีกจะเจอแบบนี้อีกกี่หน่วย การนับคะแนนที่สุพรรณบุรี มีหน่วยเลือกตั้งจำนวนมากที่นับแบบแปลกๆ ไม่เป็นไปตามหลักปฏิบัติ ดูเอง ขานเอง ขีดเอง ปกปิดไม่ให้ประชาชนเห็นใบลงคะแนน ซึ่งทำให้ไม่รู้ว่าคะแนนที่ขานออกมา ตรงกับในบัตรเลือกตั้งหรือไม่”

น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า จากความผิดพลาดในการนับคะแนนของ กปน.หน่วยเลือกตั้งที่ 1 หมู่ที่ 1 ต.บางตาเถร และ กปน.หน่วยเลือกตั้งที่ 4 หมู่ที่ 4 ต.บ้านช้าง ใน อ.สองพี่น้อง เขต 2 จ.สุพรรณบุรี มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการที่ กปน.จงใจนับ หรือรวมคะแนนผิดไป พรรคประชาชนจึงขอให้เร่งตรวจสอบว่าการนับคะแนนหรือรวมคะแนนในหน่วยเลือกตั้งหน่วยอื่นๆ ของเขต 2 จ.สุพรรณบุรี ผิดพลาดแบบเดียวกันหรือไม่ ซึ่งเป็นเหตุอันสมควรให้ กกต.สั่งให้มีการนับและรวมคะแนนเลือกตั้งใหม่ ในการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของ จ.สุพรรณบุรี เขต 2 ทุกหน่วยเลือกตั้งใหม่ได้

“เราทราบดีและรู้แน่แก่ใจแล้วว่า การนับใหม่จะไม่พลิกผลการเลือกตั้ง แต่เราต้องยืนยันว่าเจตจำนงของประชาชน ควรถูกสะท้อนอย่างตรงไปตรงมาผ่านคูหาเลือกตั้ง เมื่อมีเคสที่พิสูจน์แล้วว่ามีความผิดปกติอยู่จริง กกต.ไม่ควรจะนิ่งเฉย อย่าทำให้ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีให้น้อยอยู่แล้วเหือดแห้งไปมากกว่านี้ ขอให้เร่งดำเนินการโดยไว และขอให้พิจารณานับใหม่เพื่อทำให้ประชาชนสุพรรณบุรีสิ้นสงสัย ผู้ชนะจะได้ชนะอย่างสง่างาม” น.ส.รักชนก กล่าว

โสภณ เข้าสภาฯวันแรก นิมนต์พระ 10 รูปเสริมมงคล ก่อนลุยภารกิจโหวตนายกฯ

โสภณ เข้าสภาฯวันแรก นิมนต์พระ 10 รูปเสริมมงคล ก่อนลุยภารกิจโหวตนายกฯ

โสภณ เข้าสภาฯวันแรก นิมนต์พระ 10 รูปเสริมมงคล ก่อนลุยภารกิจโหวตนายกฯ

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

‘โสภณ’ นิมนต์  ‘10เกจิชื่อดัง’ ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เอาฤกษ์เอาชัยก่อนทำหน้าที่ ‘ประมุขนิติบัญญัติ’ อย่างเป็นทางการ ขอ ‘ขรก.สภาฯ’ ช่วยทำงานลบภาพลักษณ์ไม่ดีออกไป ยันใช้เงินตัวเองเลี้ยงอาหารกลางวันขรก. เพราะเดี๋ยวจะดราม่า 

17 มีนาคม 2569 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นำข้าราชการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ซึ่งได้นิมนต์เกจิชื่อดัง 10 รูป ร่วมพิธี ได้แก่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม พระพรหมวัชรเมธี วัดอรุณราชวราราม พระราชวชิรภาวนาโกศล วัดวีระโชติธรรมาราม พระราชวัชรสิทธิสุนทร วัดใหญ่อินทาราม พระศรีรัตนากร วัดไตรมิตรวิทยาราม พระวีรธรรมมุนี วัดไตรมิตรวิทยาราม พระอุดมวชิรโมลี วัดสำปะซิว พระวชิรรัตนาภรณ์ วัดอรุณราชวรารามพระครูสุตสีตลาธิคุณ วัดห้วยน้ำทรัพย์ และพระมหาเจษฎา วัดไตรมิตรวิทยาราม

ทั้งนี้ ภายหลังเสร็จพิธี นายโสภณ กล่าวให้โอวาท กับข้าราชการสภาฯ ตอนหนึ่งว่า เมื่อได้ทำบุญและจุดเทียนแสดงให้เห็นถึงการเปิดมงคลสูตร ถือเป็นมงคลอย่างยิ่ง และเมื่อได้มงคลกันแล้ว ขอให้ข้าราชการรัฐสภาที่มาอยู่ร่วมเรือลำเดียวกัน ให้ช่วยกันพายช่วยกันทำงานให้ลบภาพลักษณ์ที่ไม่ดีออกไป

“ผมจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเหล่าข้าราชการ พิธีทำบุญวันนี้ ผมก็ใช้งบของตัวเอง เพราะเดี๋ยวเกิดดราม่า ดังนั้นความในอย่าให้ออกความนอกอย่าเอาเข้าจงพึงระวังไว้ มนุษย์ไม่มีใครสมบูรณ์แบบทุกคนแต่อย่าให้เกินเส้นทางสายกลาง ยิ่งขาวเท่าไหร่ยิ่งดี ก็เอาตามสมควรเราคงจะได้พิสูจน์กันตอนทำงาน ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีและพบกับสิ่งที่ดีงามตลอดไป” นายโสภณ กล่าว

จากนั้นประธานสภาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากที่ตนรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานสภาฯ แล้ว วันนี้ (17 มี.ค.) ถือเป็นวันแรกของการทำงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งได้มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เพราะตนเชื่อว่าหากเริ่มต้นดีทุกอย่างจะราบรื่น อีกทั้งตนใช้หลักธรรมนำชีวิตทั้งชีวิตทำงานและชีวิตส่วนตัว นอกจากนั้นได้คุยกับข้าราชการรัฐสภา และกินข้าวร่วมกัน  ซึ่งเป็นงบประมาณของตน และตนมองว่าอยากให้หน่วยงานดี หัวหน้าหน่วยงานต้องดี และต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ

นายโสภณ กล่าวต่อว่าสำหรับการทำงานของตน หลังจากที่ลงนามนัดประชุมสภาฯเพื่อโหวตนายกฯ แล้ว ในช่วงบ่ายวันนี้ (17 มี.ค.) จะหารือถึงมาตรการประหยัดพลังงานในอาคารรัฐสภาด้วย

พลังงานย้ำน้ำมันไม่ขาด สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิต รองรับช่วงสงกรานต์

พลังงานย้ำน้ำมันไม่ขาด สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิต รองรับช่วงสงกรานต์

พลังงานย้ำน้ำมันไม่ขาด สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิต รองรับช่วงสงกรานต์

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 13.21 น.

“รมว.พลังงาน”สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิต รองรับช่วงสงกรานต์ ย้ำน้ำมันดิบต้นทางไม่ขาด ชี้น้ำมันจากรัสเซียช่วยได้ไม่มาก เหตุมีปริมาณจำกัด เผยดีลซื้อเพิ่มจากแองโกลา 2 ล้านบาร์เรล และจากสหรัฐฯ อีกกว่า 6 แสนบาร์เรล

17 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการแก้ปัญหาการใช้พลังงานในประเทศ โดยย้ำว่าน้ำมันดิบจากต้นทางมีเพียงพอ ซึ่งมีกำลังการกลั่น 100% เต็มกำลังการผลิต แต่ติดปัญหาอยู่ที่การขนส่ง

ผู้สื่อข่าวถามถึงแผนสำรองการรับมือการใช้พลังงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ซึ่งจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก จะมีแผนอย่างไร นายอรรถพล กล่าวว่า ได้สั่งให้โรงกลั่นน้ำมันเพิ่มกำลังการผลิต โดยบางแห่งมีกำลังการผลิตเกินกว่า 100% เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ

“สิ่งที่อยากขอร้องประชาชนคือไม่อยากให้แตกตื่นว่าน้ำมันจะหมดจากประเทศไทย เพราะมีปัญหาเพียงแค่การขนส่ง ดังนั้นไม่ควรกักตุนน้ำมันไว้”

นายอรรถพล ยังกล่าวถึงขั้นตอนการเจรจาซื้อน้ำมันดิบจากประเทศรัสเซีย โดยชี้แจงว่า การค้าน้ำมันในประเทศไทยเป็นรูปแบบตลาดเสรี ผู้ค้าสามารถเจรจาขอซื้อได้ โดยจะใช้กลไกของ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ที่เป็นผู้ค้าหลักในประเทศ ซึ่งราคาที่ประเทศรัสเซียขายให้นั้น เป็นราคาตามตลาด ไม่ใช่ราคาพิเศษ

นายอรรถพล กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ทางสหรัฐอเมริกา ยกเว้นให้หลายประเทศซื้อขายน้ำมันกับรัสเซียได้ แต่ได้เฉพาะน้ำมันที่บรรจุใส่เรือบรรทุกน้ำมันแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาเป็นการแอบขายแบบไม่ถูกต้อง ขณะนี้จึงมีการประกาศให้ขายได้และมีกำหนดเพียง 30 วัน รวมถึงต้องดูระบบการโอนเงินซื้อขาย ซึ่งยอมรับว่ายังมีความเสี่ยงอยู่ ซึ่งน้ำมันดิบประเทศไทยสามารถหาได้จากแหล่งอื่นอยู่แล้ว อย่างล่าสุดในวันนี้สามารถตกลงซื้อขายได้เพิ่มจากประเทศแองโกลา เกือบ 2 ล้านบาเรล และจากสหรัฐอเมริกากว่า 6 แสนบาร์เรล ดังนั้นจึงขอย้ำว่าต้นทางน้ำมันดิบ และปริมาณการกลั่นมีเพียงพอ

เมื่อถามว่า ขณะนี้ตามสถานีบริการน้ำมันจำกัดการเติมน้ำมันไม่เกิน 500 บาทต่อครั้ง จะสามารถยกเลิกได้หรือไม่ นายอรรถพล กล่าวว่า ตรงนี้เป็นเรื่องของการบริหารจัดการหน้างานของเจ้าของสถานีบริการน้ำมันนั้นๆ อาจเป็นเพราะรอบการขนส่งน้ำมันอาจจะไม่ทัน ซึ่งทางกระทรวงพลังงานไม่มีการประกาศบังคับว่าต้องจำหน่ายเพียงครั้งละ 500 บาท

เปิดเงินเดือนทีมงาน สส.-สว. เตรียมปรับเพิ่มอื้อ! เริ่มตุลาฯ 69

เปิดเงินเดือนทีมงาน สส.-สว. เตรียมปรับเพิ่มอื้อ! เริ่มตุลาฯ 69

เปิดเงินเดือนทีมงาน สส.-สว. เตรียมปรับเพิ่มอื้อ! เริ่มตุลาฯ 69

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.50 น.

จากกรณีเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ลุกขึ้นหารือต่อประธานชั่วคราวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงสิ่งที่เป็นปัญหาที่ประชาชนกังวลใจ และฝากตนมา 3 ประเด็น โดยหนึ่งในนั้นคือ “การใช้จ่ายงบฯ ฟุ่มเฟือยไปกับตำแหน่งผู้ช่วย สส.ที่มีถึง 8 คน และเพิ่มเงินเดือนเป็น 1.8 หมื่นบาท ควรลดเหลือผู้ช่วย สส. 3 คน จะประหยัดงบฯ ได้ถึงปีละ 540 ล้านบาท” (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : หมอวรงค์ ชงกลางสภาฯสังคายนา 3 เรื่อง โดนแตะเบรก-แนะเอาไปคุยใน กมธ.)

ล่าสุด “แนวหน้าออนไลน์” ได้ค้นหาข้อมูลย้อนหลัง พบว่า เมื่อเดือนเมษายน 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ระเบียบรัฐสภาฉบับใหม่ ปรับเพิ่มอัตราค่าตอบแทนให้กับกลุ่ม “ขุนพลข้างกาย” ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงคณะกรรมาธิการต่างๆ โดยเป็นการปรับฐานเงินเดือนครั้งสำคัญเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

สำหรับตำแหน่งที่ได้รับการปรับอัตราค่าตอบแทน มีรายละเอียด ดังนี้

ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 1 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทน 28,800 บาทต่อเดือน จากเดิม 24,000 บาทต่อเดือน

ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 1 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทน 28,800 บาทต่อเดือน จากเดิม 24,000 บาทต่อเดือน

ผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 2 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน

ผู้ชำนาญการประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 2 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนในอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน

ผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 5 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน

ผู้ช่วยดำเนินงานของสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 5 อัตรา ให้ได้รับค่าตอบแทนอัตราเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน

ที่ปรึกษา ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 24,000 บาท จากเดิม 20,000 บาทต่อเดือน

นักวิชาการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 21,600 บาท จากเดิม 18,000 บาทต่อเดือน

เลขานุการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 18,000 บาท จากเดิม 15,000 บาทต่อเดือน

ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท จากเดิม 10,000 บาทต่อเดือน

ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 10,800 บาท จากเดิม 9,000 บาทต่อเดือน

นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 9,600 บาท จากเดิม 8,000 บาทต่อเดือน

เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 7,200 บาท จากเดิม 6,000 บาทต่อเดือน

ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 9,000 บาท จากเดิม 7,500 บาทต่อเดือน

ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 7,800 บาท จากเดิม 6,500 บาทต่อเดือน

นักวิชาการประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 7,200 บาท จากเดิม 6,000 บาทต่อเดือน

เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ (กรณีเป็นข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ) ได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 5,400 บาท จากเดิม 4,500 บาทต่อเดือน

ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2569 เป็นต้นไป

สรุปแล้วในการทำงานของ สส.และ สว. 1 ท่าน จะมีทีมงานประจำตัวรวม 8 คน