กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

กรมที่ดินงัดหลักฐานแจง ปม นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.07 น.

กรมที่ดินแจงข้อเท็จจริง นายชัย ชิดชอบ เช่าที่ดินเขากระโดง

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามที่มีข่าวทางสื่อมวลชนว่า ปรากฏเอกสารบันทึกการประชุม ระบุว่า นายชัย ชิดชอบ ยอมรับว่าที่ดินบริเวณเขากระโดงเป็นที่ดินการรถไฟฯ และทำเรื่องขออาศัยที่ดินจากการรถไฟฯ นั้น ทำให้สื่อมวลชนตลอดจนประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน เกิดผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของกรมที่ดิน จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1. ตามสัญญาอาศัยที่ดิน ซึ่ง นายชัย ชิดชอบ ได้ทำสัญญากับการรถไฟฯ เมื่อปี พ.ศ. 2516 เนื้อที่ 6 – 1 – 98 ไร่ นั้น ตรวจสอบแล้วตำแหน่งที่ดินอยู่ในบริเวณกิโลเมตรที่ 5.6 และอยู่ในแนวเขต รางรถไฟข้างละ 100 เมตร กรมที่ดินยืนยันว่า ไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าว เนื้อที่ตามสัญญาอาศัยมีเพียง 6 – 1 – 98 ไร่ ไม่ได้หมายความรวมถึงที่ดินแปลงอื่นและเนื้อที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ แต่อย่างใด

2. จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่รางรถไฟตอนแยกไปยังที่ย่อยศิลาฯ มีระยะทาง     ยาวประมาณ 6.2 กิโลเมตร โดยมีแนวเขตรางรถไฟ ดังนี้

– กิโลเมตรที่ 1 ถึง 2 แนวเขตรางรถไฟข้างละ 15 เมตร

– กิโลเมตรที่ 2 ถึง 4.54     แนวเขตรางรถไฟข้างละ 20 เมตร

– กิโลเมตรที่ 4.54 ถึง 6.2   แนวเขตรางรถไฟข้างละ 100 เมตร

ซึ่งในบริเวณแนวเขตรางรถไฟดังกล่าวไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับประชาชนแต่อย่างใด หากเกินกว่าระยะแนวเขตรางรถไฟ การรถไฟฯ ได้รับรองแนวเขตที่ดินให้ทุกแปลงที่ออกเอกสารสิทธิโดยไม่เคยหวงกันพื้นที่แต่อย่างใด แสดงให้เห็นว่า การรถไฟฯ ยอมรับสิทธิของตนเฉพาะแนวเขตรางรถไฟ  ตามนัยดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น

กรมที่ดินขอเรียนว่า การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง ตำบลเสม็ด และตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กรมที่ดินได้ดำเนินการไปตามระเบียบกฎหมาย   ที่เกี่ยวข้องทุกประการ ซึ่งข้อพิพาทในบริเวณที่ดินระหว่างการรถไฟฯ และราษฎรในพื้นที่ ปัจจุบันการรถไฟฯ ก็ได้นำข้อพิพาทขึ้นสู่การพิจารณาของศาลแล้ว จึงควรรอผลการพิจารณาของศาล หากศาลมีคำพิพากษา   หรือคำสั่งเป็นประการใดคู่ความทุกฝ่ายย่อมต้องปฏิบัติตามต่อไป

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.30 น.

‘ศิริกัญญา’ ไล่บี้ ‘รัฐบาล’ ทบทวนเกณฑ์ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ทำคนจนถูกกีดกัน ชี้การปล่อยผ่านแค่ปีภาษีนี้ ไม่ใช่ทางออก  

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา(ครม.เงา)พรรคประชาชน ถึงประเด็นหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า แม้ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ออกมาแถลงและยืนยันการทบทวนหลักเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ ของคณะกรรมการกองทุน แต่ไม่ใช่การทบทวนมติครม. ซึ่งในรายละเอียดที่ให้ต่อมา คือ รอบปีภาษีนี้คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ เนื่องจากลูก ๆ ได้ลดหย่อนภาษีไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นพ่อแม่ที่จะยืนยันหรือขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ยังขอได้อยู่แม้ลูกจะเอาชื่อไปลดหย่อนภาษี แต่ในปีภาษีหน้าก็จะกลับไปเป็นตามมติ ครม. เดิม คือถ้าลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษีเมื่อไหร่พ่อแม่ก็จะถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อนั้น เราคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาอยู่ซึ่งเราไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้รวมกันได้ เพราะการที่ลูกอุปการะ ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่อยู่ในสถานะที่ไม่เดือดร้อน 

“ขอเสนอแนะให้รัฐบาล ทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดหย่อนภาษีของลูกและพ่อแม่ รวมถึงเกณฑ์การถือครองที่ดิน 10 ไร่ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่แข็งมาก พบว่ามีเกษตรกรที่อาจมีที่ดินเกิน 10 ไร่แต่ไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ยังอยู่ในภาวะที่เดือดร้อนจำเป็นต้องได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ” น.ส.ศิริกัญญา กล่าว 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ส่วนเกณฑ์เรื่องหนี้สิน 100,000 บาท จะทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่ได้เข้าเกณฑ์นี้ ขณะที่เรื่องของรถยนต์ไม่ว่าจะมีกรรมสิทธิ์ มาเป็นระยะเวลานานแล้วมูลค่ารถยนต์จริงไม่เหลือแล้ว หรือเป็นรถยนต์ที่ใช้การไม่ได้แล้ว ก็จะถูกตัดสิทธิ์เช่นเดียวกัน เรื่องนี้มีปัญหาเยอะมากในหลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ จึงขอเรียกร้องให้มีการทบทวนมติ ครม. อีกครั้งหนึ่ง 

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

‘เท้ง’ ถาม ‘อนุทิน-สุชาติ’ เลือกคนไทย หรือ นายทุนเหมือง หลังทำเฉยไม่แก้ปมสารพิษตกค้างในแม่น้ำ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

‘เท้ง‘ ถามตรง ‘อนุทิน-สุชาติ’ จะเลือก ‘คนไทย’ หรือ ‘นายทุนเหมือง’ หลังทำเฉยเมินแก้ ‘สารพิษ’ ตกค้างใน ’แม่น้ำ6สาย‘ จี้ ‘รัฐบาล’ ตั้งงบฯ ช่วยประชาชนได้รับผลกระทบ เจรจา-วางแผนตรวจสอบคุณภาพน้ำ ดิน สิ่งแวดล้อม สุขภาพคน พ่วงออกกฎหมายลูกสกัดนำเข้าแร่ที่ผลิตไม่ได้คุณภาพ  
 
วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เมื่อเวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) พรรคประชาชนว่า ตนอยากเรียกร้องตรงไปยังรัฐบาลให้เร่งดำเนินการแก้ไขวิกฤตสารพิษในแม่น้ำ 6 สาย คือ กก โขง สาละวิน กระบุรี ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน ระนอง โดยขอส่งคำถามตรงไปยังนาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตกลงแล้วท่านอยู่ข้างประชาชนคนไทย หรือเลือกอยู่ข้างเดียวกับประเทศของคนที่เป็นเจ้าของเหมือง ที่กำลังก่อมลพิษ สร้างผลกระทบต่อคนไทยจำนวนมาก 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ตนกล่าวเช่นนี้ เพราะการกระทำของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องของประชาชน รัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจของตัวเอง ในการออกกฎหมายลำดับรองที่จำเป็น ยังไม่เห็นรัฐบาลใช้อำนาจในการจัดสรรงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างตรงจุด ซึ่งที่ผ่านมาตนและพรรคประชาชนพยายามผลักดันการแก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำสายต่างๆ มาถึง 3 รัฐบาล แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขแต่อย่างใด ทั้งนี้ เรามองว่า มาตรการเร่งด่วนที่ควรทำทันที คือ 1. การใช้คน คือส่งตัวแทนไปเจรจาในเวทีพหุภาคีระหว่าง ไทย จีน เมียนมา และลาว โดยจะต้องมีการออกแผนปฏิบัติการในการตรวจคุณภาพดิน ตรวจคุณภาพน้ำ ตรวจคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสุขภาพของประชาชน อย่างสม่ำเสมอและมีมาตรฐาน ได้รับการยอมรับร่วมกัน ตลอดจนการตรวจสอบผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่เหมือง การขนส่ง การนำเข้าและการส่งออก 

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า 2.ใช้กฎ ซึ่งรัฐบาลยังไม่ได้ใช้อำนาจที่มีอยู่ในการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ. แร่ มาตรา 104 เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยถูกใช้เป็นทางผ่านในการขนแร่พิษ เช่น การประกาศว่า การนำเข้าแร่ต่างๆ เช่น แร่ rare earths พลวง ดีบุก จะต้องขออนุญาตเพื่อจะได้ตรวจสอบต้นตอมาจากเหมืองที่ไม่ได้มีการจัดการสิ่งแวดล้อม อย่างเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่มีหลักฐานมายืนยัน ว่าแร่ที่กำลังจะนำเข้ามามีการจัดการที่ถูกต้อง ก็ต้องห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด และ3. การจัดสรรงบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสารพิษตกค้างเป็นเวลานาน ที่เราอยากเห็นคือในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่กำลังจะเสนอเข้าสู่สภาฯภายในสิ้นเดือนนี้จนถึงต้นเดือนหน้า อย่างน้อยควรมีโครงการที่ใช้ในการปรับปรุง ตรวจสอบคุณภาพและปรับปรุงน้ำประปา การปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การเพิ่มห้องแล็บตรวจวัดคุณภาพน้ำ คุณภาพดิน  และส่วนสุดท้ายคืองบฯ เยียวยาเกษตรกร ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสารพิษดังกล่าว

อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

อนุทิน ร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์ ตอกย้ำมิตรภาพเวียดนาม

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.07 น.

นายกฯ นำคณะร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน–สุสานโฮจิมินห์ สะท้อนความเคารพต่อประวัติศาสตร์ชาติ ตอกย้ำมิตรภาพไทย–เวียดนามบนพื้นฐานแห่งความไว้วางใจ

วันที่ 8 มิถุนายน 69 เวลา 14.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานโฮจิมินห์ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนและบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทในการสร้างชาติของเวียดนาม ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญในการเยือนอย่างเป็นทางการที่สะท้อนถึงการให้เกียรติประเทศเจ้าภาพและความเคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งอนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน เป็นอนุสรณ์สถานสำคัญที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความเสียสละและความกล้าหาญของประชาชนชาวเวียดนามในการต่อสู้เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปยังสุสานโฮจิมินห์ ณ จัตุรัสบาดิ่งห์ เพื่อวางพวงมาลาและแสดงความเคารพต่อประธานโฮจิมินห์ อดีตผู้นำผู้ได้รับการยกย่องในฐานะบิดาแห่งชาติของเวียดนาม และมีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศสู่เอกราช โดยบริเวณจัตุรัสบาดิ่งห์ยังเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่ประธานโฮจิมินห์ได้ประกาศเอกราชของเวียดนามเมื่อปี ค.ศ. 1945

การเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนามที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันเป็นรากฐานสำคัญของความไว้วางใจ ความเข้าใจอันดี และความร่วมมือที่แน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศในทุกระดับ

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการและการหารือเต็มคณะระหว่างสองฝ่าย ณ ทำเนียบรัฐบาลเวียดนาม

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว วิโรจน์ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก.

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

”วิโรจน์“ แจงป้ายปริศนาเขตพระนคร สก. ส้มมีเพียงหนึ่งเดียว

วันที่ 8 มิถุนายน 2569 นายวิโรจน์ ลัคนาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟชบุ๊ก Wiroj Lakkhanaadisorn -วิโรจน์ ลัคคณาดิศร ระบุว่า เนื่องจากมีประชาชนในเขตพระนครสอบถามผมเข้ามามากว่า ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชน นั้นเป็นใครกันแน่ เพราะพบว่า มีผู้สมัคร 2 ท่าน ที่ใช้ป้ายหาเสียงเป็นโทนสีส้ม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้สมัคร ส.ก. ทั้งสองท่าน ตลอดจนประชาชนที่ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ผมขออนุญาตชี้แจง เพื่อให้เกิดความชัดเจนนะครับ ผู้สมัคร ส.ก. ของพรรคประชาชน เราชื่อว่า “อดิเจษฎ์ ประยูรพฤกษ์” เบอร์ 5 สังเกตรูปที่ป้าย และรูปที่ติดบอร์ด จะมีโลโก้พรรค สามเหลี่ยมหัวกลับสีส้ม

วิโรจน์ ลัคนาอดิศร

ส่วนอีกท่านหนึ่ง ที่ชื่อว่า “ศศิธร ประสิทธิ์พรอุดม” ที่ป้ายเขียนว่า “ส.ก.ของประชาชน” นั้นเป็นผู้สมัครอิสระ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคประชาชน จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งให้กับชาวเขตพระนครทราบ 28 มิถุนายน 2569 จะได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง ไม่เผลอจำสลับกันครับ

วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร
วิโรจน์ ลัคนาอดิศร

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

ร้านอาหารเตรียมพร้อม เปิดสมัครไทยช่วยไทย ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย. ผ่านแอปถุงเงิน ลงได้ 1 แพลตฟอร์ม

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.43 น.

รัฐบาลเปิดสมัคร ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี 10 มิ.ย.นี้ ย้ำร้านค้าเลือกได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น เริ่มรับออร์เดอร์ 15 มิ.ย.นี้

8 มิถุนายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินหน้าขยายช่องทางสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี” โดยเปิดให้ร้านค้าที่ผ่านการอนุมัติเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ในประเภทธุรกิจอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม ลงทะเบียนเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ร้านค้าสามารถเลือกผูกบัญชีกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น และต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ร้านค้าใช้งานอยู่แล้ว โดยเมื่อยืนยันการสมัครแล้วจะ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มภายหลังได้ จึงขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมก่อนดำเนินการสมัคร

สำหรับร้านค้าที่ไม่มีสาขา สามารถสมัครได้ผ่านแบนเนอร์ “สมัครใช้งานฟู้ดเดลิเวอรี” ในแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยกดยอมรับเงื่อนไข เลือกแพลตฟอร์มที่ต้องการสมัคร กรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรี ตรวจสอบข้อมูล ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP และรอผลการพิจารณาอนุมัติจากระบบ

ส่วนร้านค้าที่มีหลายสาขา จะมีขั้นตอนเพิ่มเติม โดย สาขาหลักต้องเป็นผู้เลือกแพลตฟอร์มก่อน เนื่องจากทุกสาขาในร้านค้าจะต้องใช้แพลตฟอร์มเดียวกัน หากสาขาหลักประสงค์เข้าร่วมโครงการ จะต้องเลือกเมนู “ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” จากนั้นกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้าจากแพลตฟอร์มที่เลือก ยืนยันข้อมูลและยืนยันตัวตน เมื่อสาขาหลักได้รับการอนุมัติแล้ว สาขาย่อยจะสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านแพลตฟอร์มเดียวกันได้ โดยไม่สามารถเลือกแพลตฟอร์มอื่นแตกต่างจากสาขาหลัก

ในกรณีที่สาขาหลักไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ แต่ต้องการเปิดโอกาสให้สาขาย่อยเข้าร่วม สาขาหลักสามารถเลือกเมนู “ไม่ผูกบัญชีฟู้ดเดลิเวอรีสาขาหลัก” เพื่อกำหนดแพลตฟอร์มกลางสำหรับร้านค้าได้ จากนั้นสาขาย่อยที่ต้องการเข้าร่วมสามารถเข้าไปสมัครผ่านแอปถุงเงิน โดยระบบจะแสดงเฉพาะแพลตฟอร์มที่สาขาหลักเลือกไว้ และดำเนินการกรอกรหัสอ้างอิงร้านค้า ยืนยันข้อมูล และยืนยันตัวตนด้วย OTP ตามขั้นตอนปกติ ทั้งนี้ ร้านค้าที่มีหลายสาขาสามารถเลือกเข้าร่วมเฉพาะบางสาขาได้ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมทุกสาขา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ร้านค้าที่สมัครและเชื่อมต่อระบบสำเร็จจะสามารถเริ่มรับคำสั่งซื้อภายใต้โครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 และรับออร์เดอร์ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เวลา 21.00 น. โดยร้านค้าจะทราบผลการสมัครภายในวันถัดไปผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่าโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี จะช่วยเพิ่มช่องทางการขายให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วประเทศ เพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าในระบบออนไลน์ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว.

นายกฯ นำทัพเอกชนไทยเจาะตลาดเวียดนาม ประเดิม 2 MOU ดันสมาร์ทนิคมฯ-เทคโนโลยี AI

นายกฯ นำทัพเอกชนไทยเจาะตลาดเวียดนาม ประเดิม 2 MOU ดันสมาร์ทนิคมฯ-เทคโนโลยี AI

นายกฯ นำทัพเอกชนไทยเจาะตลาดเวียดนาม ประเดิม 2 MOU ดันสมาร์ทนิคมฯ-เทคโนโลยี AI

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.33 น.

นายกฯพบเอกชนไทยในเวียดนาม ย้ำเติบโตไปด้วยกัน ดันลงทุนข้ามพรมแดน หนุนภาคธุรกิจไทยขยายตลาดอาเซียน

8 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. ณ ห้อง Junior Ballroom โรงแรม Fairmont Hanoi กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เริ่มต้นภารกิจแรกหลังเดินทางถึงกรุงฮานอย ในโอกาสการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยพบหารือกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม (ThaiCham) พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชนไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนในเวียดนาม เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม

ภาคเอกชนที่เข้าร่วมหารือในครั้งนี้มาจากหลากหลายอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ภาคเกษตรและอาหาร ค้าปลีก การเงิน พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้างและการผลิต ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม และมีศักยภาพในการขยายการค้าการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต โดยมีผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมการหารือกว่า 30 คน

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้แทนภาคเอกชนไทยในเวียดนาม พร้อมระบุว่า การเยือนเวียดนามครั้งนี้ถือเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรี และเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายโต เลิม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งเป็นการเยือนครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งเช่นกัน สะท้อนถึงความใกล้ชิดของความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม และส่งสัญญาณว่าทั้งสองประเทศซึ่งเป็นเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาค มีความพร้อมที่จะนำศักยภาพของทั้งสองประเทศมาผสานกันเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวคิดว่า “เติบโตไปด้วยกัน” เนื่องจากการเติบโตของทั้งสองประเทศส่งผลเชิงบวกต่อกัน โดยเวียดนามมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของโลก ขณะที่ไทยมีความเข้มแข็งด้านอุตสาหกรรม การบริการ โลจิสติกส์ และการเชื่อมโยงกับภูมิภาค จึงมีศักยภาพที่จะร่วมกันเป็น “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์” ในการขับเคลื่อนอนาคตทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับเวียดนาม

สำหรับการเยือนเวียดนามครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดเข้าพบหารือกับผู้นำระดับสูงของเวียดนาม ทั้งประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และประธานสภาแห่งชาติเวียดนาม โดยในการหารือจะครอบคลุมเรื่องที่ภาคเอกชนสะท้อนมา และจะโฟกัสการส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น และการสร้างสภาพแวดล้อมและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุน (Ease of Doing Business) รวมทั้งผลักดันการลงทุนระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันในระยะยาว

โอกาสนี้ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการอาวุโสหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม  กล่าวชื่นชม วิสัยทัศน์นายกรัฐมนตรี ที่ได้นำคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงด้านเศรษฐกิจ และฝ่ายความมั่นคง เป็นคณะใหญ่ที่สุดที่เคยเดินทางมาเยือนเวียดนาม   รวมถึงการพบหารือกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในเวียดนามครั้งนี้ ถือเป็น โมเดล “ทีมไทยแลนด์ พลัส”  คือภาครัฐ-เอกชน จับมือร่วมกันทำงานยังเป็นการมุ่งมั่นยกระดับความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจแบบรอบด้านระหว่างไทย-เวียดนาม อย่างเป็นรูปธรรมแบบชัดเจน   

ขณะที่ผู้แทนภาคเอกชนไทย กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่เปิดโอกาสให้พบหารือในวันนี้ พร้อมได้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม รวมทั้งจุดแข็งและแนวปฏิบัติที่ดีของเวียดนามในการส่งเสริมการค้าและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่ไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ ทั้งนี้ แม้จะมีความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ในด้านการค้าและการลงทุน แต่ก็ยังมีโอกาสที่ไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและต่อยอดความร่วมมือกับเวียดนามได้มากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดการหารือว่า การรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนถือเป็นข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการสนับสนุนได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในต่างประเทศ

“รัฐบาลนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกท่าน ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้รัฐบาลไทยสามารถตอบโจทย์ภาคธุรกิจของคนไทยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป” นายกรัฐมนตรีกล่าว

หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้เป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างภาคเอกชนไทยและเวียดนาม จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่

1.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มอมตะกับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate)
2.บันทึกความเข้าใจระหว่างกลุ่มบริษัท CP กับบริษัท FPT Corporation ว่าด้วยความร่วมมือด้านการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)

แสวง เลี่ยงตอบประเด็นร้อน ปมไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อตกเก้าอี้ เลขาฯ

แสวง เลี่ยงตอบประเด็นร้อน ปมไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อตกเก้าอี้ เลขาฯ

แสวง เลี่ยงตอบประเด็นร้อน ปมไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อตกเก้าอี้ เลขาฯ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

แสวง เลี่ยงตอบปมร้อน ไม่ผ่านประเมินกกต. ส่อวืดตำแหน่ง บอกเป็นเพียงผู้รับประเมินไม่มีความเห็น โยน กกต.คณะใหญ่ตอบ ส่วนพิจารณาคดีสว.ยกก้อนหรือไม่ รับเริ่มพิจารณาแล้ว

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ที่โรงแรมเซ็นทาราไลฟ์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีรายงานข่าวได้รับการประเมินจากการทำงานจาก กตต. ต่ำกว่า 60 % ซึ่งให้อาจหลุดจากตำแหน่ง ว่า ตนเป็นผู้รับประเมิน และย้ำว่าไม่มีความเห็น

เมื่อถามย้ำว่ามีรายงานข่าวว่า กกต.มีมติ 4:3 เสียง ไม่ผ่านการประเมินการทำงานนั้น นายแสวง กล่าวว่า ไม่มีความเห็น ซึ่งการประเมินนั้นหมดไปแล้วในการทำหน้า ที่เมื่อปี 2568 ในเดือนกันยายน และย้ำเพียงว่าเป็นเรื่องของคู่สัญญา

เมื่อถามว่ามีแนวโน้มที่จะส่งเรื่องนี้ให้กฤษฎีกาตีความหรือไม่ นายแสวง เลี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยระบุสั้นๆ เพียงว่า มี ตนรู้เท่าที่ควรรู้

เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดี สว.อยู่ในชั้นของกกต.แล้ว จะมีการพิจารณาแบบทยอยที่ละบุคคลหรือทั้งหมด นายแสวง กล่าวว่า การพิจารณาอยู่ที่กกตทั้ง 7 คน ซึ่ง คงจะเป็นการพิจารณาที่รอบคอบและสมบูรณ์ ตนไม่สามารถทราบได้ ก่อนกล่าวว่า หากเป็นข้อมูลในวันนี้ก็คือเริ่มที่จะพิจารณาแล้ว 

สว.ปริญญา จี้ รัฐตัดสัมพันธ์ กัมพูชา โร่ยื่นหนังสือชงงดงบช่วยเหลือทุกมิติ

สว.ปริญญา จี้ รัฐตัดสัมพันธ์ กัมพูชา โร่ยื่นหนังสือชงงดงบช่วยเหลือทุกมิติ

สว.ปริญญา จี้ รัฐตัดสัมพันธ์ กัมพูชา โร่ยื่นหนังสือชงงดงบช่วยเหลือทุกมิติ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.09 น.

’สว.ปริญญา‘ โร่ร้อง ‘รัฐสภาไทย’ ตัดสัมพันธ์ ‘กัมพูชา’ บี้ ‘รัฐบาล’ งดยื่นมือให้การช่วยเหบือจนกว่าสถานการณ์ 2 ประเทศจะกลับสู่ภาวะปกติ เหตุ ‘เขมร’ ไม่เคยจริงใจ-ไร้สำนึกผิด ซ้ำล่าสุด ‘ชายแดน’ ยังตึงเครียดอีก

8มิ.ย.2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงว่า ตนได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ประธานรัฐสภา ตัดความสัมพันธ์กับกัมพูชาระดับรัฐสภา โดยการยกเลิกกลุ่มมิตรภาพไทย-กัมพูชา รัฐสภา เนื่องจากภัยการสู้รบ ตามแนวชายแดน ชะลอ ปรับลด หรืองดงบประมาณช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่กัมพูชาระยะเร่งด่วน ได้แก่ 1.ตัดงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวและค่าใช้จ่ายการดำเนินงานตามโครงการเรียนฟรี 15 ปีสำหรับเด็กกัมพูชาที่เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย 2.ยกเลิกโครงการโรงเรียนชายแดนสำหรับนักเรียนไป- กลับจำนวน 541 คน เฉพาะเด็กกัมพูชา ซึ่งขณะนี้นักเรียนดังกล่าวไม่ได้เดินข้ามมาเรียนในโรงเรียนประเทศไทยอีกแล้ว เพราะปิดด่านชายเเดน 3.ชะลอความช่วยเหลือด้านการศึกษาอื่นๆ เว้นแต่ที่ดำเนินการอยู่แล้วให้ทำต่อไปไม่ส่งนักเรียนทุนกลับ แต่ให้เรียนจนจบตามหลักมนุษยธรรม แต่งดการสนับสนุนโครงการอื่น อาทิ โครงการหลักภายใต้ความร่วมมือตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ TICA (Thailand International Cooperation Agency) คือ (1) การศึกษาเบื้องต้นด้านเทคนิคและการศึกษาด้านกีฬา โครงการเสริมศักยภาพโรงเรียนทั่วไปของกัมพูชา โครงการเสริมศักยภาพโรงเรียนอาชีวศึกษา โครงการพัฒนาบุคลากรด้านกีฬา (2) การอุดมศึกษา การผลิตบัณฑิตให้ตรงกับตลาดแรงงานและพัฒนาเศรษฐกิจสังคม ส่งเสริมการเรียนสอนภาษาไทยที่สถาบัน UCPP ( Royal University of Phnom Penh) /พัฒนาศักยภาพการจัดการในระดับมหาวิทยาลัยเพื่อส่งเสริมงานวิจัย R&D และพัฒนาคุณภาพการวิจัย (3) ยกระดับคุณภาพโรงเรียนและการสอนระดับประถม มัธยม และนอกระบบ

ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ

นายปริญญา กล่าวต่อว่า 4. งดกิจกรรม Thailand Education and Job Fair 5.ยกเลิกโครงการทุนการศึกษา Thailand Scholarship 2025 (CLMV) ซึ่งกระทรวงอุดมศึกษา จัดให้กับนักเรียนจากกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนามเพื่อเรียนระดับปริญญาโท และเอก รวมสังคม 121 ทุนโดย ปรับลดเฉพาะกัมพูชา แล้วนำไปเพิ่มให้กับประเทศอื่น ที่เป็นพันธมิตรกับประเทศไทย 6.ยกเลิกโครงการทุนแลกเปลี่ยนนักศึกษา Exchange Program โดยกระทรวงการอุดมศึกษา ซึ่งเปิดให้นักศึกษาปริญญาตรีปี 2 เข้าศึกษา 4 เดือนในสถานศึกษาของสมาชิกกลุ่มอาเชียน โดยปรับลดเฉพาะประเทศกัมพูชา และนำโควตาไปมอบให้กับประเทศที่เป็นพันธมิตรกับไทย เช่น กลุ่มอาเซียนอื่น ติมอร์-เลสเต ภูฏาน เป็นต้น 7. ยกเลิกโครงการให้ทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยภาครัฐ 8. รณรงค์ ขอความร่วมมือ ให้หน่วยงานที่สนับสนุนทุนการศึกษาแก่ กัมพูชาทั้งภาคเอกชน ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมชะลอการให้ทุนการศึกษาไว้ก่อนจนกว่าความสัมพันธ์กับประเทศไทยจะดีขึ้น ซึ่งรวมทุนทุนทั้งหมดมีกว่า 500 ทุน โดยมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่ง เช่น ม. เกริก -ให้ทุนถึง 40 ทุนเพื่อเป็นเกรยติแก่ผู้นำกัมพูชา ภายใต้ชื่อ Somdech Techo Scholarship นอกจากนี้ ขอให้ชะลอ ลด หรืองดความช่วยเหลือด้านอื่นๆ ผ่าน TICA ในเกือบทุกด้าน อาทิ การศึกษา การสาธารณสุข เทคนิคและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมนุษยธรรมและผู้ลี้ภัยและความร่วมมือด้านการค้าชายแดน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโรงพยาบาลชายแดนเพื่อให้บริการแก่ชาวกัมพูชาที่เจ็บป่วย การควบคุมโรคระบาด มาลาเรีย วัณโรค โควิด-19 การส่งเสริมวัคซีนและอาหารเสริมในพื้นที่ชายแดน การถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการภษตร การอาชีพชุมชน การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กัมพูชาต้านบริหารจัดการพลังการพลังงานสิ่งแวดล้อม การพัฒนาถนน สะพาน ในพื้นที่ชายแดน การขยายระบบไฟฟ้า น้ำประปา ข้ามแดน การจัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กชายแดน การให้ที่พักชั่วคราว หรือกรณีความช่วยเหลือถูกเฉินเกิดกรณีภัยธรรรมชาติ ภัยสงคราม รวมถึงการจัดระเบียบชายแดนการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือการเตรียมการจัดตั้งสถานกงสุลกัมพูชาที่จังหวัดสงขลา เป็นต้น ประเด็นดังกล่าว (ยกเว้นเรื่องที่ควรดำเนินการเพื่อมนุษยธรรม หรือตามหลักสิทธิมนุษยธรรม) ควรชะลอ ลด หรืองดความช่วยเหลือไปก่อนจนกว่าจะเข้าสู่สถานการณ์ปกติ
 
เมื่อถามว่า ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะสวนทางกับความพยายามของรัฐบาลที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาหรือไม่ นายปริญญา กล่าวว่า  ประเด็นเนี้ยมีคนพูดกับตนก่อนจะมาแถลงข่าว แต่วันนี้ในพื้นที่ชายแดนสุรินทร์ก็เริ่มมีปัญหามากยิ่งขึ้น แล้วเราต้องอดทนต่อไปหรือไม่ เวลาที่เราพยายามทำดี พยายามอดทน แต่ประชาชนต้องสูญเสียไปตั้งเท่าไหร่ จากการที่เพื่อนบ้านข้ามรั้วมายิง มาฆ่า วันนี้เราเดือดร้อนแล้วยังบอกว่าจะขอความช่วยเหลืออยู่อีกหรือ แล้วเราควรต้องให้อีกหรือ 

ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ

“ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเห็นการรับผิดอย่างเต็มตัว หรือการแสดงความรับผิดชอบของทางกัมพูชาอย่างจริงใจเลย มีแต่การท้าทายอย่างต่อเนื่อง แล้วทำไมเราต้องคอยดูแลช่วยเหลือต่อไป จริงๆ เราควรเรียกร้องไปถึงนานาชาติหรือประเทศในกลุ่มอาเซียนให้ช่วยกันบอยคอตประเทศกัมพูชา ให้ ให้เขามีจิตสำนึกกว่านี้ด้วยซ้ำไป” นายปริญญา กล่าว

ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ
ปริญญา วงษ์เชิดขวัญ

พันธุ์ใหม่ ซัด TH-AI Passport สูญเปล่า ตั้ง 9 ข้อคาใจ ด้าน รมต.แนน ฉุนลุกโต้เสียดสี ปธ.สภาฯ รีบขอโทษ

พันธุ์ใหม่ ซัด TH-AI Passport สูญเปล่า ตั้ง 9 ข้อคาใจ ด้าน รมต.แนน ฉุนลุกโต้เสียดสี ปธ.สภาฯ รีบขอโทษ

พันธุ์ใหม่ ซัด TH-AI Passport สูญเปล่า ตั้ง 9 ข้อคาใจ ด้าน รมต.แนน ฉุนลุกโต้เสียดสี ปธ.สภาฯ รีบขอโทษ

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.06 น.

เข้าร่องแข้ง! พันธุ์ใหม่ ได้ทีซัด โครงการ TH-AI Passport สูญ1.6 พันล้าน ตั้ง9ข้อคาใจ เหน็บแสบขอบคุณรมช.มาตอบกระทู้แทน เพราะหากเป็น ไชยชนก คงต้องไปเอาภาษาอิงลิชมาคุยด้วย ทำเอา แนน บุณย์ธิดา ถึงกับตกใจ สภาสูง ใช้คำเสียดสี อัดกลับคำนี้ไม่น่าออกมาจาก วุฒิสภา หลังถูกถามมีเงินทอนโครงการหรือไม่ ติง ประธานฯ ไม่ควบคุมการประชุม ยันตอบชัดเจนทุกคำถามแล้ว เผย 11 มิ.ย.นี้ ดีอี เปิดแลกเปลี่ยนความเห็นที่กระทรวง ด้าน บิ๊กเกรียง ชิงรีบขอโทษที่ไม่ตักเตือน 

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดของน.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) เรื่องโครงการ TH-AI Passport ถามนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แต่นายไชยชนกมอบหมายให้ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี มาตอบกระทู้แทน 

โดยน.ส.นันทนา กล่าวว่า ขอบคุณที่น.ส.แนนมาตอบกระทู้เรื่องนี้แทนนายไชยชนก เพราะหากนายไชยชนกมาตอบ ตนคงต้องไปฝึกภาษาทิงลิชมาสนทนากับนายไชยชนก และอาจจะต้องมีคนมาแปลภาษาให้คนอื่นเข้าใจอีกครั้ง ตนขอกระทู้ถามรัฐมนตรีช่วยเป็นภาษาคน อุ้ย ภาษาไทยแล้วกัน โดยโครงการ TH-AI Passport นี้เป็นโครงการที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างล้นหลามหรือเรื่องอื้อฉาวเลยก็ว่าได้ เพราะแทบจะเป็นโครงการที่เหาะมาเลยเร็วกว่าทุกกระทรวง และยังสร้างความตื่นตะลึงให้กับชาวเน็ตเป็นอย่างมาก เมื่อโครงการที่ใช้งบประมาณถึง 1,621 ล้านบาท แต่กลับใช้เวลาในการเขียนทีโออาร์และเสร็จสิ้นการประมูลภายใน 34 วัน ช่างเร็วรวดอย่างน่าตกใจ ปกติการที่รัฐบาลจะเสนอโครงการที่ประชาชนได้ประโยชน์ ผู้คนก็จะแซ่ซ้องสรรเสริญ ยิ่งได้รับประโยชน์อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ประชาชนก็น่าจะยิ่งไชโยโห่ร้อง แต่ทำไมโครงการนี้ตรงกันข้าม มีแต่คำถามมากมาย 

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ตนมีคำถามเรียบง่าย 9 ข้อได้แก่ 1.กระทรววงดีอีฯ คิดอย่างไรจึงออกนโยบาย AI โปรที่จะแจกประชาชน 5 ล้านบัญชี ทำไมต้อง 5 ล้านบัญชี กระทรวงดีอีฯ เอาฐานคิดมาจากไหน และจะใช้เกณฑ์การแจกจ่ายอย่างไร 2.การแจก AI โปร 1 ปีคนไทยและประเทศไทยจะได้อะไรจากการใช้เงินมากมายขนาดนี้ จะเป็นการสูญเปล่าหรือไม่ 3.หากจะแจก AI โปรทำไมจึงไม่ซื้อตรงจากบริษัทปลายทางเลย ไม่ประหยัดกว่าหรือ ทำไมจึงต้องซื้อแบบมีคนกลาง เพราะมีคนสงสัยว่ามีเงินทอนหรือไม่ แต่ตนไม่เชื่อ 4.การจัดทำทีโออาร์อย่างเร่งรีบ ผิดสังเกต และผู้มีส่วนได้เสียได้เข้ามามีส่วนจัดทำทีโออาร์ด้วยหรือไม่ 5.ในเนื้อหานั้นแน่ใจหรือไม่ว่า AI โปรที่แจกนั้นเป็นระดับโปรหรือจริงๆ แล้วเป็นแค่ระดับพื้นฐานที่คนทั่วไปสามารถใช้ได้ฟรี แต่รัฐต้องมาจ่ายเงิน

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า 6.ทำไมทีโออาร์จึงระบุให้โฆษณาผ่านหน้าจอร้านสะดวกซื้อ 1,500 จอ โดยคนไทยทราบดีว่าใครที่ทำธุรกิจนี้บ้าง มีเจ้าเดียวใช่หรือไม่ และทำไมหากเราจะแจก AI โปร ซึ่งเป็นเทคโนโลยีออนไลน์ ทำไมจึงไม่โฆษณาออนไลน์ แต่ทำไมไปโฆษณาผ่านร้านสะดวกซื้อ เพราะมันโบราณและย้อนแย้งกับสิ่งที่ทางกระทรวงกำลังจะแจก 7.ทำไมบริษัทที่ชนะการประมูลเป็นบริษัทที่ทำราคากลางของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กระทรวงสาธารณสุข และยังได้ต่อสัญญาโมโตจีพี ซึ่งถือเป็นความบังเอิญอย่างร้ายกาจ 8.ทำไมเร่งผลักดันโครงการนี้ เพราะมีคนพูดว่าเร่งรีบถอนทุนจากการเลือกตั้ง และ 9.ขณะนี้มีเสียงคัดค้านอย่างอื้ออึง กระทรวงจะทบทวนโครงการนี้หรือไม่ 

ด้านน.ส.แนน กล่าวว่า หากใครติดตามการเมืองจะทราบดีว่าพวกเราเรียกวุฒิสภาว่าสภาสูง ตนค่อนข้างตกใจเล็กน้อยที่เมื่อสักครู่มีคำเสียดสีมาพอสมควร และแปลกใจพอสมควรที่ประธานไม่ได้ทักท้วงอะไรด้วย แต่ไม่เป็นอะไร ตนจะขอตอบคำถามแม้ว่าคำถามทั้ง 9 ข้อนั้น นายไชยชนกเคยตอบไปแล้ว และสัปดาห์ที่ผ่านมาปลัดกระทรวงก็ตอบคำถามไปแล้วทุกคำถามเช่นกัน ตนจึงค่อนข้างไม่ค่อยเข้าใจว่านี่เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ไม่มีใครรับรู้ข้อมูลนี้เลยหรือไม่ คงจะไม่ใช่เพราะทุกคำถามมีคำตอบไปหมดแล้วทุกข้อ และไม่เข้าใจว่าทำไมมาถึงวันนี้แล้วยังติดหล่ม 34 วัน เมื่อมีการชี้แจงไปเรียบร้อยแล้วว่าตั้งแต่เริ่มกระบวนการจนถึงวันที่เซ็นสัญญาไม่ใช่แค่ 34 วันมันมากกว่านั้น ระยะเวลาทั้งหมดเป็นไปตามการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไปเหมือนโครงการอื่นๆ ไม่มีอะไรผิดแปลก

น.ส.แนน กล่าวอีกว่า ส่วนที่ท่านถามว่าทำไมถึงอยากให้ประชาชนคนไทยได้ใช้และเป้าหมายเป็นใครบ้าง เราก็เขียนไว้ชัดอยู่แล้วว่าต้องการให้คนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปมีสิทธิ์เข้าถึงการใช้ AI โปรซึ่งเราก็อยากแจกหมดทั้งประเทศ หลายประเทศทั่วโลกสนับสนุนให้ประชาชนได้ใช้ AI เพื่อพัฒนาตัวเอง ซึ่งถ้ากดเข้าไปดูในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ในแฮทแท็กตัวนึงคือ ครีเอเตอร์มือใหม่ เปิดค่าการมองเห็น คนไทยทั้งนั้นที่ใช้หลายคนใช้เพื่อทำมาหากิน ในโลกออนไลน์ ไม่ได้จำกัดแค่ว่าคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตัวชี้วัดหลังจากนี้จะชี้ชัดว่าประชาชนจะได้อะไร สำหรับคำถามว่าทำไมไม่ซื้อตรง มีเงินทอนหรือไม่ นี่ก็เป็นคำถามที่ไม่น่าจะออกมาจากทางสมาชิกรัฐสภา เพราะคำถามเหล่านี้ถ้าสงสัยจริงต้องส่งเรื่องไปที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว คงไม่มาถามเพื่อเป็นการเสียดสีหรือชี้นำให้สังคมมองไปเองด้านหนึ่ง ทั้งที่ยังไม่เห็นตัวเนื้องานเลยว่าคืออะไร ที่สำคัญเราไม่ได้ใช้เจ้าเดียว โครงการนี้มีทั้งหมด 8 เจ้า 14 แพลตฟอร์ม ถ้าเราต้องไปคุยตรงแยกกัน 8 เจ้าไม่มั่นใจว่าระยะเวลา 1 ปีจะเพียงพอหรือไม่ และขอยืนยันว่าการจัดทำ TOR การจัดทำโครงการรวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบราชการทุกข้อ ซึ่งวันนั้นการทำประชาพิจารณ์ไม่มีใครมีความเห็นอะไรเลย เราก็โฆษณาตามปกติเหมือนโครงการอื่นๆ แต่ไม่มีใครค้านมาทั้งสิ้น ส่วนเป็น AI โปรจริงหรือไม่ ก็ขอให้รอดูแต่ยืนยันว่าโปรแน่นอน

“ขณะที่ทำไมต้องโฆษณาบนจอร้านสะดวกซื้อก็ขอตอบตามปลัดกระทรวงฯ ว่า มีคนเข้าร้านสะดวกซื้อจำนวน 20 ล้านคนต่อวัน เพราะโครงการนี้เราไม่ได้เจาะจงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่อยากให้คนไทยที่อยากใช้ AI เข้ามาลงทะเบียนเพื่อนำโครงการนี้ไปพัฒนา ทั้งในการเรียนและการสร้างอาชีพ ส่วนที่พยายามชี้ว่าเป็นบริษัทเดียวกับที่ได้งานตรงนี้ตรงนั้น ถ้าจะสงสัยแบบนี้คงต้องรื้องบประมาณใหม่ทั้งหมด ในทุกงานของภาครัฐ เพราะว่าหลายๆ งานก็มีวนไม่กี่เจ้าในแต่ละกระทรวงเพราะเขามีความสามารถในการทำงาน ไม่ได้หมายความว่ามีการล็อกให้ใครอย่างใดอย่างหนึ่งทำ ท่านทราบดีว่างานประมวลภาครัฐก็ต้องมีความสามารถตามที่รัฐกำหนดเพื่อที่จะเข้ามาทำงานได้ ในเมื่อถ้าเขามีความสามารถ ไม่ใช่แค่กระทรวง de กระทรวงไหนก็ตามแต่ถ้าเขามีความสามารถเขาก็มีสิทธิ์ประมูลงาน” น.ส.แนน กล่าว

น.ส.แนน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตนยังขอประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมว่าเป็นความใส่ใจของรัฐมนตรีที่เปิดให้รับฟังความเห็นเพิ่มเติมจากผู้ที่มีความเห็นแตกต่างกันไป ซึ่งในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ที่กระทรวงดีอีฯ เปิดเวทีเสวนารับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเราไม่ได้ปิดหรือจิ้มให้ใครไป จึงอยากจะเชิญชวน ว่าใครมีความคิดเห็นอย่างไร เราต้องการเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจังและจริงใจ และต้องขอขอบคุณที่ทำให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับทราบว่ามีโครงการนี้และสามารถเข้าถึงโครงการนี้ได้จริงๆ แล้วจริงๆ อยากจะให้คนทั้งประเทศแต่ในเมื่อได้เท่านี้ก็ต้องให้เป็นโครงการนำร่องไปก่อน เป็นสิ่งหนึ่งที่เราอยากพัฒนาอยากให้คนเรียนรู้ 

ขณะที่พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ตนต้องขอโทษน.ส.แนนด้วยที่ไม่ได้ตักเตือนสมาชิกที่อภิปรายในลักษณะดังกล่าว ตนคิดว่าเป็นสภาสูง วุฒิสมาชิกทั้งหลายเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะ ประชาชนที่ฟังอยู่ย่อมทราบดีว่าความหมายเป็นอย่างไร ก็เป็นเสียงสะท้อนของประชาชนเช่นเดียวกัน ตนก็ต้องขอโทษด้วยเช่นกัน

จากนั้นน.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนอยากถามย้ำถึงคำถามสุดท้ายว่าท่านจะไปต่อกับโครงการนี้หรือทบทวนในรายละเอียดหรือไม่อย่างไร ตนยังต้องการคำตอบ 

น.ส.แนน ชี้แจงว่า ตนคิดว่าตนตอบคำถามชัดเจนแล้วว่าคนไทยตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปซึ่งจะมีการลงทะเบียนพร้อมกัน โดยใช้การยืนยันตัวตนผ่านไทยไอดีแค่นี้ ซึ่งหากจะมีคำถามตามมาว่าทำไมต้องผ่านไทยไอดีก็เพราะเราต้องการให้คนไทยใช้ หากจะใช้อีเมล์เฉยๆ มาลงทะเบียนเราก็ไม่สามารถที่จะทราบได้ว่าเป็นคนไทยจริงๆ หรือไม่ เราจึงบอกว่า 5 ล้านสิทธิ์ให้คนไทย 15 ปีขึ้นไป ใคร 15 ปีขึ้นไปรอลงทะเบียนได้เลย แต่ถามว่าทำไมไม่เจาะจงเป้าหมายตนก็ตอบไปแต่แรกแล้ว จริงๆ อยากได้ทั้งประเทศเลยแต่งบประมาณเมื่อดูแล้วทำได้ประมาณ 5 ล้านคน และได้กำหนดเป้าหมายไปแล้ว 3 กลุ่มใหญ่ๆ ที่ครอบคลุมทั้งหมดทั้งนักเรียนนักศึกษา กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ และภาคราชการ โดยเราได้มีหนังสือไปสอบถามหน่วยงานราชการเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่าหากกระทรวงดีอีจะมีโครงการนี้ หน่วยงานราชการมีความคิดเห็นอย่างไร ซึ่งมีการตอบกลับตัวเลขที่สูง ท่านอย่าคิดว่าการใช้ AI จะเป็นการใช้แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ตอนนี้ AI อยู่ในชีวิตเราทุกส่วนมีการใช้ในทุกด้าน มีการใช้จนกระทั่งผู้ปกครองเป็นห่วงลูก ซึ่งเราได้มองเห็นถึงปัญหานี้เช่นกันจึงได้เพิ่มเรื่องของการเรียนรู้เข้าไป และเมื่อเรียนจบก็จะมีการออกใบรับรองให้ด้วยเช่นกัน 

น.ส.แนน กล่าวต่อว่า ส่วนที่ถามว่าจะไปต่อหรือไม่นั้น ตนขอย้ำว่านายไชยชนกบอกแล้วว่าได้เปิดเวทีรับฟังความผิดเห็น รวมถึงข้อเสนอแนะที่กระทรวงในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ สามารถเข้าไปพูดคุยกันได้ว่าเนื้อหาของโครงการนี้ดีหรือไม่ ที่มาเป็นอย่างไร เราจะสามารถทำอะไรให้ครอบคลุมเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้หรือไม่ และตนเข้าใจว่าตนค่อนข้างตอบได้ชัดเจนแล้วในประเด็นที่มาและแจกให้ใครบ้าง กรอบระยะเวลา คำถามทั้ง 9 ข้อที่น.ส.นันทนาถามนั้น ตนมั่นใจว่าตนตอบครบและครอบคลุม ท่านบอกว่าตนเลี้ยวไปเลี้ยวมา ตนไม่ได้เลี้ยวไปไหนและยืนตอบอยู่ตรงนี้ และตอบชัดเจนทุกข้อด้วย

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ตนยังเหลือเวลาอีก 1 นาทีจึงจะขอสรุปตรงสั้นๆ ทำให้พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า “สั้นๆ นะครับ” น.ส.นันทนา จึงกล่าวว่า “สั้นค่ะ ดิฉันเหลือ 1 นาที รัฐมนตรีใช้เวลาเกินไป 6 นาที 36 วินาที ดิฉันยังไม่หมดเวลานะคะ” และกล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนได้ยิน น.ส.แนนตอบคำถามนั้น หากบอกว่าตอบครอบคลุมแล้ว ตนคงขอสรุปในฐานะที่เป็นผู้ตั้งกระทู้ถามว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ใช้ภาษีของประชาชนอย่างไม่คุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง และเป็นการสูญเปล่าของงบประมาณ 1,621 ล้านบาทที่จะเกิดขึ้นกับกระทรวงแห่งนี้