ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

18 พ.ค. 2569 00:25 น.

ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

บริษัทพลังงานของญี่ปุ่นเตรียมหยุดการทำงานของเตาปฏิกรณ์ที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งหนึ่งในจังหวัดมิยางิ หลังตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีภายในอาคารกังหันผลิตไฟฟ้า

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 บริษัท โทโฮคุ อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ “เทปโก” (TEPCO) เปิดเผยว่า พวกเขาเตรียมระงับการทำงานของเตาปฏิกรณ์ที่สถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โอนางาวะ (Onagawa) ในจังหวัดมิยางิ หลังจากตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีภายในอาคารกังหันผลิตไฟฟ้า

ตามรายงานของ เทปโก ไม่มีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม และการสั่งหยุดทำงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการตรวจสอบเท่านั้น

เทปโกบอกอีกว่า ตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารรังสีในปริมาณเล็กน้อยภายในอาคารกังหันของเตาปฏิกรณ์หน่วยที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 17:10 น. พร้อมทั้งปฏิเสธความเชื่อมโยงใด ๆ ระหว่างเหตุการณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้ กับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.4 ที่สั่นสะเทือนภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ การเดินเครื่องของเตาปฏิกรณ์ดังกล่าวถูกระงับไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตามวงรอบปกติ และเพิ่งจะกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 พ.ค.) โดยมีกำหนดการที่จะกลับมาเดินระบบเชิงพาณิชย์ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

17 พ.ค. 2569 23:05 น.

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีดินแดนรัสเซียครั้งใหญ่ รวมถึงที่กรุงมอสโก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็ถูกโจมตีเข้าใส่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 พ.ค. 2569 ว่า ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีแคว้นมอสโก ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศรัสเซียเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย ถือเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของยูเครนในรอบกว่า 1 ปี

นายอันเดรย์ โวโรบิเยฟ ผู้ว่าการแคว้นมอสโกระบุว่า มีผู้หญิงเสียชีวิต 1 รายในเมืองคิมกิ (Khimki) ทางตอนเหนือของมอสโก และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 1 ราย นอกจากนี้ยังมีชาย 1 รายและหญิง 1 รายเสียชีวิตในหมู่บ้านโปโกเรลคิ (Pogorelki)

ส่วนนายเซอร์เก โซเบียนิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย หลังจากโดรนพุ่งชนบริเวณทางเข้าโรงกลั่นน้ำมันของเมือง และมีบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหาย 3 หลัง

ขณะที่กองทัพรัสเซียแถลงว่า สามารถสกัดกั้นโดรนได้ทั้งหมด 556 ลำทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้ประมาณ 130 ลำถูกสกัดกั้นได้ในแคว้นมอสโก และหนึ่งในนั้นตกในพื้นที่ของท่าอากาศยาน “เชเรเมเตียโว” สนามบินที่พลุกพล่านที่สุดของรัสเซีย แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ และสนามบินยังคงให้บริการตามปกติ

ด้านสถานทูตอินเดียประจำกรุงมอสโกเปิดเผยว่า มีพลเมืองชายชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย ทว่ายังไม่แน่ชัดว่า จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าวถูกนับรวมอยู่ในยอดผู้เสียชีวิตที่นายโวโรบิเยฟเปิดเผยหรือไม่ ขณะเดียวกันก็มีผู้เสียชีวิตอีก 1 ศพในแคว้นเบลโกรอด (Belgorod) ซึ่งมีพรมแดนติดกับยูเครน

ทางด้านประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการตอบโต้ที่ “สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง” ต่อการโจมตีอันนองเลือดของรัสเซียในเมืองต่าง ๆ ของยูเครน

ทั้งนี้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่งเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 24 ศพในกรุงเคียฟ

ขณะที่ฝั่งยูเครน เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 รายจากการโจมตีด้วยโดรนและการระดมยิงปืนใหญ่ของรัสเซียในช่วงข้ามคืน ในภูมิภาคดนิโปรเปตรอฟสก์ ตอนกลางของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

17 พ.ค. 2569 22:15 น.

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

(ภาพจาก AFP PHOTO /BARAKAH NUCLEAR POWER PLANT)

ทางการยูเออีเผยว่า โดรนไม่ทราบฝ่ายโจมตีใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ จนเกิดไฟลุกไหม้ แต่เคราะห์ดี ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและการทำงานของโรงไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ในกรุงอาบูดาบีเปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีจนส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ในขณะที่ความพยายามยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงการฟื้นฟูการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย ดูเหมือนจะหยุดชะงักลง

เจ้าหน้าที่ยูเออียังไม่ได้ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของฝ่ายใด และยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบในทันที โดยที่ผ่านมา ยูเออีเคยกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพวกเขามาตลอด ซึ่งยูเออีประณามว่าเป็นการยกระดับความรุนแรงในภูมิภาค

สำนักงานสื่อสารมวลชนอาบูดาบีแถลงว่า โดรนลำดังกล่าวโจมตีโดนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งตั้งอยู่นอกเขตชั้นในของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “บารากาห์” (Barakah) พร้อมยืนยันว่าระดับความปลอดภัยด้านรังสีและกระบวนการทำงานต่าง ๆ ไม่ได้รับผลกระทบ และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ทางด้านทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ผ่านมานานกว่า 5 สัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มมีผลบังคับใช้ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงห่างไกลจากการทำข้อตกลง แม้จะมีความพยายามทางการทูตเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อหาทางยุติสงครามและกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เนื่องจากไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้กัน

สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเตหะรานยุติโครงการนิวเคลียร์และยกเลิกการควบคุมช่องแคบดังกล่าว ขณะที่อิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายจากสงคราม, ยุติการปิดล้อมท่าเรือ และยุติการต่อสู้ในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน ซึ่งเป็นจุดที่อิสราเอลกำลังสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศจีน และเข้าพบปะหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แต่ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกว่า จีนซึ่งเป็นมิตรกับอิหร่าน จะยื่นมือเข้าช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง หนำซ้ำทรัมป์ยังขู่โจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คมนาคม แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ สูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด

คมนาคม แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ สูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด

คมนาคม แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ สูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

พิพัฒน์-สิริพงศ์ แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์มักกะสันสูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด พร้อมงัดมาตรการแก้ปัญหาจุดตัดทั่วกรุงฯ ขีดเส้นตาย 3 เดือนต้องเห็นแผน

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 เวลา 17.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และได้รับบาดเจ็บ 30 ราย พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

โดยนายพิพัฒน์ ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมเปิดเผยมาตรการเยียวยาและแผนยกระดับความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงประเด็นสำคัญครอบคลุมทั้งการเยียวยา การดำเนินคดี และการแก้ปัญหาระยะสั้น-ระยะยาว ดังนี้

มาตรการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมอบเงินชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ กรณีเสียชีวิต (รับเงินเยียวยาเบื้องต้นรวม 2,090,000 บาท/ราย + เงินสมทบเพิ่มเติม)

ขสมก.: จ่ายรวม 1,750,000 บาท (ประกอบด้วย ประกันภัย/พ.ร.บ. 1.5 ล้านบาท จ่ายภายใน 7 วัน, เงินจากภาคีเครือข่าย 50,000 บาท และรับผิดชอบค่าจัดการศพทั้งหมด)

รฟท.: จ่ายรวม 340,000 บาท (เงินช่วยเหลือเบื้องต้นและค่าปลงศพ 80,000 บาท และจ่ายเพิ่มอีก 260,000 บาทหลังพิสูจน์ทายาทแล้ว)

เงินสมทบพิเศษ: รับเพิ่ม 300,000 บาท จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

กรณีบาดเจ็บ ขสมก.รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริง 80,000 – 1,000,000 บาท (หากเกินกำหนด ขสมก. จ่ายส่วนต่างให้ทั้งหมด) พร้อมมอบเงินจากภาคีเครือข่าย 30,000 บาท และกองทุนอุบัติเหตุอีก 20,000 บาท รฟท.: มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาท และจ่ายเยียวยาเพิ่มตามระดับอาการสูงสุด 50,000 บาท (กรณีเข้า ICU)

การดูแลต่อเนื่องและผู้ได้รับผลกระทบ โดย ขสมก. รับผิดชอบค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกทั้งหมด (เช่น รถยนต์/จักรยานยนต์บริเวณรอบข้าง) และจัดทีมลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจผู้บาดเจ็บทุกวันจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล และ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำเงินสมทบจาก กรมการขนส่งทางราง และกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ

นายสิริพงศ์ ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิด โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ส่วน คือ

1.ความผิดทางอาญา ตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดย รฟท. จะเป็นเจ้าทุกข์ฟ้องร้องพนักงานขับรถไฟฐานประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

2.ความผิดทางวินัย: รฟท. และ ขสมก. จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกระดับชั้น หากพบผู้บังคับบัญชาละเลย จะถูกสั่งพักงานและรับโทษทางวินัยทันที

3. ตามที่นายพิพัฒน์ให้ให้นโยบายไว้กับ กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 จะยกระดับความปลอดภัย (พ.ร.บ.ราง) บังคับใช้มาตรฐานเทียบเท่าการบิน (Aviation Standard) ยกเลิกการสุ่มตรวจ เปลี่ยนเป็นปูพรมตรวจสารเสพติด 100% พนักงานขับรถสาธารณะทุกคน (รฟท., ขสมก., บขส.) ต้องตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน ไม่มีข้อยกเว้น

ปัจจุบันจุดตัดทางรถไฟสายเหนือและสายอีสาน (8 จุด) ได้ถูกแก้ไขโดยใช้ทางยกระดับสายสีแดงแล้ว เหลือเพียงสายตะวันออก (16 จุด) และสายตะวันตก/ใต้ (3 จุด) ที่ยังรอการก่อสร้าง Missing Link กระทรวงคมนาคมจึงกำหนดมาตรการแก้ปัญหา 2 มิติ ได้แก่

มิติที่ 1: รถไฟโดยสาร (ขนส่งคน) ระยะเร่งด่วน: ใช้กฎเหล็ก “ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน” พร้อมซิงค์ระบบกับไฟจราจร และขอความร่วมมือประชาชนหยุดรถหลังเส้นเหลือง

ระยะกลาง: ปรับแผนไม่ให้รถไฟทางไกล/ชานเมืองเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน โดยสายตะวันตกและสายใต้ให้หยุดที่ “สถานีตลิ่งชัน” (ต่อสายสีแดง) และสายตะวันออกให้หยุดที่ “สถานีลาดกระบัง” (ต่อแอร์พอร์ตลิงก์) หรือให้ ขสมก. จัดหารถรับส่งเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน โดยรัฐบาลจะใช้ระบบตั๋วร่วมดูแลค่าโดยสารไม่ให้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

ระยะยาว: เร่งสร้างทางรถไฟยกระดับช่วง Missing Link (พญาไท-ยมราช-สถานีกลางฯ) ให้แล้วเสร็จ ดันสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็นสถานีปลายทางหลัก และ “ยกเลิกสถานีหัวลำโพง”

มิติที่ 2: รถไฟสินค้า (ขนส่งสินค้า) ระยะเร่งด่วน ได้สั่งหยุดรถไฟสินค้าเข้าเมือง (ลดได้ 10 ขบวน/วัน) ให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอก (ICD ลาดกระบัง, บ้านภาชี, นครปฐม) แล้วใช้รถบรรทุกขนาดเล็กวิ่งแทน

โดยขบวนรถน้ำมันจะห้ามไม่ให้เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพ ส่วนขบวนรถสินค้าอื่น ที่จำเป็นต้องเข้าเมือง อนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนควบคู่กับการใช้ระบบไม้กั้นบริเวณจุดตัดระดับดิน

ระยะยาว: พัฒนาถนนวงแหวนรอบที่ 3 (MR10) ตามแผน MR-Map ให้รถสินค้าวิ่งเลี่ยงเมือง (Bypass) และสร้างศูนย์เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Multimodal Transport) ไปยังทางถนนและทางน้ำในพื้นที่ปริมณฑล

นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผมได้สั่งการให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำข้อสั่งการนี้ไปปฏิบัติในระยะเร่งด่วนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที และภายใน 3 เดือน ให้ไปศึกษามาตรการต่างๆ ให้ครอบคลุม ตลอดจนแนวทารองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น  และต้องรายงานผลให้ผมทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเร่งรัดติดตามให้เป็นไปตามแผน และสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนว่าเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

สรรเพชญลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

สรรเพชญลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

สรรเพชญลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.53 น.

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ติดตามงานคมนาคม จ.สงขลา และพื้นที่ภาคใต้ เร่งขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำโปร่งใสทุกโครงการ มุ่งยกระดับความปลอดภัยและรองรับการเติบโตด้านขนส่งในอนาคต

วันนี้ (18 พ.ค.) ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ จ.สงขลา โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนุเทพน์ เกษา ขนส่งจังหวัดสงขลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามและผลักดันนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเร่งรัดโครงการสำคัญด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐในอนาคต

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน โดยกำชับให้ยึดหลักธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่า หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเป็นไปตามกฎหมาย กระทรวงคมนาคมพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่หากพบการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีให้เป็นไปตามแผน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการสำรวจและซ่อมแซมถนนที่ชำรุด รวมถึงระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่เสียหาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูมรสุมและสถานการณ์น้ำท่วม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งดำเนินการขุดลอกคูคลองและลำน้ำที่ตื้นเขิน โดยเฉพาะบริเวณจุดคอขวดที่กีดขวางทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ยังได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของจังหวัดสงขลา อาทิ โครงการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โครงการขุดลอกร่องน้ำเดินเรือของกรมเจ้าท่า โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ของกรมทางหลวง รวมถึงโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ของสำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และระบบโลจิสติกส์ในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดเร่งเดินหน้าโครงการด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและรายงานผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระทรวงสามารถผลักดันและสนับสนุนในระดับนโยบายได้อย่างทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกล่าวขอบคุณและให้กำลังใจหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท โดยขอให้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน

จากนั้น ที่ประชุมได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานภาพรวมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวงที่ 18 ศูนย์สร้างทางสงขลา สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 12 (สงขลา) สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 และท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมทั้งเปิดเวทีหารือและรับข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่งของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน

ในตอนท้าย นายสรรเพชญ กล่าวกับผู้เข้าร่วมการประชุมให้เตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าบ้านรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ จ.สงขลา ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย.2569 โดยขอให้หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงคมนาคม ได้เตรียมความพร้อม ทั้งในด้านบุคลากร ข้อมูล ตลอดจนการอำนวยความสะดวก เพื่อให้การประชุม ครม.สัญจร เป็นไปด้วยความราบรื่น

015

อนุทิน ปลื้มสภาพัฒน์ฯ ระบุ GDP ไตรมาสแรก โต 2.8% เตรียมนำข้อเสนอเจ้าสัว หารือ ครม.พรุ่งนี้

อนุทิน ปลื้มสภาพัฒน์ฯ ระบุ GDP ไตรมาสแรก โต 2.8% เตรียมนำข้อเสนอเจ้าสัว หารือ ครม.พรุ่งนี้

อนุทิน ปลื้มสภาพัฒน์ฯ ระบุ GDP ไตรมาสแรก โต 2.8% เตรียมนำข้อเสนอเจ้าสัว หารือ ครม.พรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.52 น.

อนุทิน ปลื้มผลสภาพัฒน์ฯ ระบุ GDP ไตรมาสแรก โต 2.8% สะท้อนรากฐานประเทศมีความมั่งคง พร้อมขอบคุณ ปชช.ต่อสู้แม้สถานการณ์โลกไม่เป็นใจ เผย 19 พ.ค.นี้ เตรียมนำข้อเสนอเจ้าสัว หารือ ครม.

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการนำข้อเสนอของ 38 เจ้าสัวที่ได้หารือร่วมกับรัฐบาลเมื่อ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา จะเข้าสู่วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันเป็นนโยบายต่อไปหรือไม่ ว่า ตนได้จดบันทึกไว้ในบริบทของตน และจะสรุปประมวลให้คณะรัฐมนตรีฟัง ส่วนข้อเสนอของกลุ่มเจ้าสัวจะผลักดันในรูปแบบใดนั้น กล่าวเพียงว่า มีทุกรูปแบบ 

เมื่อถามถึงการที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  หรือ สศช.เปิดเผยว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัวขึ้น 2.8% ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จะเป็นโอกาสที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปอย่างไรนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า เห็นถึงรากฐานที่ประเทศไทยมีความมั่นคงแข็งแกร่ง ขอบคุณพี่น้องชาวไทยที่ร่วมมือกันทั้งที่สถานการณ์เศรษฐกิจของโลกไม่เป็นใจ เรายังช่วยกันร่วมมือค้ำยัน ผลักดันให้มีการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลหวังว่าหากต้องการให้มีความมั่นคงเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน โดยจะใช้เงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4แสนล้านบาทเพื่อทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้

อนุทิน ไฟเขียวเยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ลั่นเคาะวงเงินได้เลย ไม่ต้องเสนอถึงมือนายกฯ

อนุทิน ไฟเขียวเยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ลั่นเคาะวงเงินได้เลย ไม่ต้องเสนอถึงมือนายกฯ

อนุทิน ไฟเขียวเยียวยา เหยื่อรถไฟชนรถเมล์ ลั่นเคาะวงเงินได้เลย ไม่ต้องเสนอถึงมือนายกฯ

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.47 น.

’อนุทิน‘สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชน ตัวเลขเงินไม่ต้องถึงมือนายกฯ ปัดเรียก‘ผู้ว่าฯ รฟท.’ เข้าพบ  เหตุเจอกันมา 2 วันแล้ว

18 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 16.55 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเงินเยียวยาของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุรถไฟชนรถเมล์ บริเวณแยกอโศก-เพชรบุรี ที่ได้กำชับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ว่า ”ได้ให้แนวทางไปดูแลผู้เคราะห์ร้ายที่ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนตัวเลขเงินเยียวยาไม่ต้องเสนอถึงตนเอง“

เมื่อถามต่อวันนี้มีข่าวว่า นายกฯได้เรียกผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)เข้าพบที่ตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล นายกฯ กล่าวว่า  “เจอมา 2 วันแล้ว” ก่อนที่ผู้สื่อข่าวย้ำถามต่อว่าไม่ได้เรียกเข้าพบใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบสั้นๆ ว่า ”ไม่ได้เรียกครับ“.

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ลดกม.ไม่จำเป็น

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ลดกม.ไม่จำเป็น

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ลดกม.ไม่จำเป็น

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.45 น.

นายกฯ เซ็นตั้ง คตท.ระดมหน่วยงานรัฐ-เอกชน เดินหน้าต้านการทุจริต ตอบโจทย์ความโปร่งใส-ปรับลดกฎหมายที่ไม่จำเป็น หนุนเข้า OECD ตามกรอบปี 2571  

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (18 พ.ค.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 174/2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต

โดยมีสาระสำคัญว่าตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2569 ว่าจะดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ กฎหมาย และวิธีการทำงานของระบบราชการของไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development) หรือ “OECD” ให้ทันภายในปี พ.ศ. 2571  ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องผลักดันก็คือการต่อต้านการทุจริตและการสร้างความชื่อตรง (Anti-Corruption and Integrity) ขึ้นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ประกอบกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

โดยคณะทำงานและ Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลยกระดับการต่อต้านการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างภาครัฐและเพื่อร่วมมือกันต่อต้านการทุจริต โดยใช้เทคโนโลยีในการอนุมัติ อนุญาตและการให้บริการประชาชน รวมทั้งแก้ไขกฎหมายลำดับรองเพื่อความโปร่งใส ลดขั้นตอน และดุลพินิจโดยไม่จำเป็นอันเป็นประโยชน์ต่อการปิดกั้นและลดทอนการทุจริต และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งรัฐบาลพิจารณามาแล้วเป็นเรื่องที่ตรงกับนโยบายและความมุ่งหมายของรัฐบาล สมควรให้มีคณะกรรมการดังกล่าวขึ้นเพื่อผลักดันข้อเสนอต่างๆเอกชนให้เป็นรูปธรรมอันจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายในการเข้าเป็นสมาชิก OECD 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

1.ให้มี “คณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริตเรียกโดยย่อว่า “คตท.” ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ  รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรรม เป็นรองประธานกรรมการ 

ส่วนกรรมการประกอบไปด้วย อัยการสูงสุด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใส่ในประเทศไทย ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ข้าราชการสำนักงาน ก.พ.ร. ซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งได้รับมอบหมายคนหนึ่งเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

และให้ คตท. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

1.เสนอแนะแนวทางและมาตรการในการประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย (Corruption Perceptions Index: CPI)

2.ส่งเสริมและสนับสนุนการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของภาครัฐ รวมทั้งการอนุมัติอนุญาต และการให้บริการต่าง ๆ ของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล รวมทั้งเสนอแนะและติดตามการแก้ไขกฎหมายลำดับรองให้ทันสมัย

3.ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจง หรือส่งเอกสารหลักฐานต่อ คตท.เพื่อประกอบการพิจารณา 

4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น

5.ดำเนินการอื่นๆตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

โดยขอให้เจ้าหน้าที่รัฐมาให้ข้อมูล ชี้แจงหรือ ส่งหลักฐานตามที่ คตท. ร้องขอ ส่วนการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของ คตท. และคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของ สำนักงาน ก.พ.ร.  ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อนุทิน ลั่น!ทำให้ดีที่สุด หาช่องซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026

อนุทิน ลั่น!ทำให้ดีที่สุด หาช่องซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026

อนุทิน ลั่น!ทำให้ดีที่สุด หาช่องซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.42 น.

“อนุทิน”ลั่น!พยายามให้ดีที่สุด หาช่องซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ย้ำไม่ได้ใช้เงินแผ่นดิน แจงรัฐบาลแค่ผู้ประสานงาน

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนทุิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมถอยเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างวันที่ 11 มิ.ย. – 19 ก.ค.ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เป็นเจ้าภาพ ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะถอยเพราะค่าลิขสิทธิ์แพง ว่า รัฐบาลประสานงานอย่างสุดความสามารถ และได้พยายามหาหนและทางช่องทางทุกอย่าง

เมื่อถามถึงการนำงบประมาณที่จะไปซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกมาดูแลฟุตบอลไทยแทนตรงนี้นายกฯมองอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้ใช้เงินของแผ่นดิน หรือกรอบงบประมาณ แต่รัฐบาลประสานงานให้ผู้ที่แสดงเจตจำนงค์ที่จะทำให้มันเกิดขึ้น ช่วยอำนวยความสะดวกทุกอย่าง

เมื่อถามย้ำว่า คนไทยยังมีโอกาสได้รับชมฟุตบอลโลกใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “Best Effort” (จะพยายามให้ดีที่สุด) เมื่อถามอีกว่า เห็นตัวเลข 1,700 ล้านบาท มองอย่างไร นายกฯ กล่าว ไม่ได้มองตรงนั้น เป็นผู้ประสานงาน เป็นผู้ประสานงาน

อนุทิน อัปเดตความมั่นคง ปรับทัพทีมเจรจาชายแดน ย้ำสองบิ๊กมีประสบการณ์

อนุทิน อัปเดตความมั่นคง ปรับทัพทีมเจรจาชายแดน ย้ำสองบิ๊กมีประสบการณ์

อนุทิน อัปเดตความมั่นคง ปรับทัพทีมเจรจาชายแดน ย้ำสองบิ๊กมีประสบการณ์

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.41 น.

“อนุทิน”เผยถกหน่วยข่าวกรอง แค่อัปเดตความมั่นคง เผยดึง”ผอ.ข่าวกรอง”นั่งคณะพูดคุยไทย-มาเลเซีย​ โยก”พล.อ.สมศักดิ์”นั่งประธาน JBC ย้ำ 2 คนมีประสบการณ์ เป็นตัวแทนประเทศไทย

18 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมสรุปสถานการณ์ด้านความมั่นคงของประเทศโดยประชาคมข่าวกรอง บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ที่ผ่านมา ได้มีการกำชับอะไรบ้าง ว่า ได้เรียกทีมงานด้านการข่าว ทั้งสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ และกองทัพมา สรุปสถานการณ์ต่างๆ ให้ฟัง โดยเป็นการอัพเดทซึ่งกันและกัน ให้เห็นถึงการข่าว ความมั่นคง สถานการณ์รอบบ้าน สถานการณ์ด้านพลังงาน รวมไปถึงพอดีอาชญากรรมข้ามชาติทั้งหมด ซึ่งตนเองก็ได้อัพเดทให้ฟังด้วยว่า รัฐบาลเดินหน้าอะไรไปแล้วบ้าง

เมื่อถามว่า ตอนนี้มีสถานการณ์อะไรน่าเป็นห่วงหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สำหรับประเด็นที่น่าเป็นห่วง รัฐบาลก็ได้เดินหน้าแก้ไขไปเยอะแล้ว ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง เรื่องของสิทธิ​ทางทะเล การยกเลิก MOU 2544 และใช้แนวทางของอนุสัญญาอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) และยังมีการจัดให้มีทีมงานเจรจาชุดใหม่ โดย นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าทีมเจรจาไทย-มาเลเซีย และสลับ พล.อ.สมศักดิ์​ รุ่งสิตา ไปเป็นประธานคณะเจรจา คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งทั้ง 2 ท่าน ก็มีประสบการณ์ มีความรู้ความสามารถ เป็นตัวแทนให้กับประเทศไทย