ไกด์เชอร์ปาเนปาลพิชิตเอเวอเรสต์ครั้งที่ 32 ส่วน “ราชินีขุนเขา” พิชิตครั้งที่ 11

ไกด์เชอร์ปาเนปาลพิชิตเอเวอเรสต์ครั้งที่ 32 ส่วน "ราชินีขุนเขา" พิชิตครั้งที่ 11

18 พ.ค. 2569 12:08 น.

ไกด์เชอร์ปาเนปาลพิชิตเอเวอเรสต์ครั้งที่ 32 ส่วน “ราชินีขุนเขา” พิชิตครั้งที่ 11

สองสุดยอดไกด์เชอร์ปาชาวเนปาลจับมือทุบสถิติโลกของตัวเองบนยอดเขาเอเวอเรสต์ในวันเดียวกัน โดย “กามี ริตา เชอร์ปา” เจ้าของฉายา “มนุษย์เอเวอเรสต์” วัย 56 ปี นำทีมนักปีนเขาพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกเป็นครั้งที่ 32 ขณะที่ “ลักปา เชอร์ปา” เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งขุนเขา” วัย 52 ปี สามารถปีนขึ้นสู่ยอดเขาได้เป็นครั้งที่ 11

ยอดมัคคุเทศก์ชาวเนปาล 2 ราย ได้ทำการทุบสถิติโลกของตัวเองในการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูง 8,849 เมตร ได้สำเร็จพร้อมกันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (17 พ.ค.)

กามี ริตา เชอร์ปา (Kami Rita Sherpa) วัย 56 ปี หรือที่รู้จักกันในนาม “มนุษย์เอเวอเรสต์” ได้สร้างสถิติโลกครั้งใหม่ด้วยการเดินนำลูกทัวร์ของบริษัท 14 Peaks Expedition ขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์สำเร็จเป็นครั้งที่ 32 ซึ่งเป็นการทำลายสถิติเดิมของตัวเองลงอย่างราบคาบ

กามี ริตา พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ครั้งแรกในปี 1994 ขณะทำงานให้กับการเดินเรือเชิงพาณิชย์ และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็เดินทางขึ้นสู่ยอดเขานี้เกือบทุกปีเพื่อนำทางนักปีนเขาต่างชาติ โดยบางปีเขาเก่งกาจถึงขั้นปีนขึ้นไปถึง 2 ครั้งในฤดูกาลเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเคยครองสถิติร่วมกับเพื่อนนักปีนเขาเชอร์ปาอีก 2 คนที่ 21 ครั้ง ก่อนที่ทั้งสองคนนั้นจะเกษียณตัวเองไป

อย่างไรก็ตาม กามี ริตา เคยกล่าวไว้ในปี 2024 ว่า “ผมแค่ทำงานของผมไปตามปกติ ไม่ได้ตั้งใจจะมาสร้างสถิติต่างๆ เลย”

ในวันเดียวกัน ลักปา เชอร์ปา (Lakpa Sherpa) วัย 52 ปี เจ้าของฉายา “ราชินีแห่งขุนเขา” ก็ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่เช่นกัน โดยเธอสามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นครั้งที่ 11 ซึ่งถือเป็นสถิติการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงที่สุดในโลกในกลุ่มนักปีนเขาฝ่ายหญิง

ย้อนกลับไปในปี 2000 ลักปา ถือเป็นผู้หญิงเนปาลคนแรกที่ประสบความสำเร็จในการปีนขึ้นสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์และเดินทางกลับลงมาได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ เรื่องราวชีวิตการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวควบคู่ไปกับการเป็นนักปีนเขาระดับโลกของเธอยังถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีของเน็ตฟลิกซ์ในชื่อ “Mountain Queen” เมื่อปี 2023 อีกด้วย

หลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ กรมการท่องเที่ยวเนปาลได้ร่วมแสดงความยินดีต่อความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ โดย ฮิมาล เกาตัม โฆษกกรมการท่องเที่ยว ระบุว่า “นี่คืออีกหนึ่งหลักไมล์สำคัญในประวัติศาสตร์การปีนเขาของเนปาล สถิติของพวกเขาจะสร้างความตื่นเต้นและแรงบันดาลใจให้แก่นักปีนเขาคนอื่นๆ และการทำลายสถิติผ่านการแข่งขันที่ดีบนเอเวอเรสต์ จะช่วยให้การปีนเขามีความปลอดภัย มีเกียรติ และมีการจัดการที่ดีขึ้น”

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี บาเลนทรา ชาห์ แห่งเนปาล ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เพื่อยกย่องนักปีนเขาทั้งสองว่า “วันนี้นักปีนเขาชาวเนปาลได้จารึกประวัติศาสตร์บนภูเขาอันรุ่งโรจน์ลูกนี้อีกครั้ง ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีก้าวที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญอันแน่วแน่ วินัยในตนเองที่เข้มงวด และความทุ่มเทอย่างจริงใจต่องานของตนเองเท่านั้น”

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีชาห์ยังได้กล่าวยกย่องชุมชนชาวเชอร์ปาทั้งหมด โดยเรียกพวกเขาว่าเป็น “วีรบุรุษผู้ปิดทองหลังพระแห่งเทือกเขาหิมาลัย” ที่ยอมเผชิญความเสี่ยงอย่างกล้าหาญเพื่อนำทางนักปีนเขาจากทั่วโลกให้เข้าสู่พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์อย่างปลอดภัย

ธุรกิจการปีนเขากลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินมหาศาลนับตั้งแต่ เอ็ดมันด์ ฮิลลารี และ เทนซิง นอร์เก เชอร์ปา พิชิตยอดเขาแห่งนี้ได้เป็นครั้งแรกในปี 1953 โดยในฤดูกาลนี้ ทางการเนปาลได้ออกใบอนุญาตปีนเขาเอเวอเรสต์ให้กับนักปีนเขาต่างชาติสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 492 ใบ จนพื้นที่บริเวณเบสแคมป์ คลาคล่ำไปด้วยเต็นท์ที่พักจำนวนมาก

เนื่องจากนักปีนเขาต่างชาติส่วนใหญ่จะต้องเดินทางร่วมกับมัคคุเทศก์ท้องถิ่นชาวเนปาลอย่างน้อย 1 คน  จึงคาดว่าจะมีนักปีนเขาเกือบ 1,000 คน มุ่งหน้าสู่ยอดเขาพร้อมๆ กันในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ตัวเลขที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหา “การจราจรติดขัด” และความแออัดบนเส้นทางขึ้นยอดเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ เส้นทางจากเบสแคมป์เกิดความล่าช้าเนื่องจากมีก้อนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่เป็นอันตรายตกลงมาขวางเส้นทาง ประกอบกับหากมีสภาพอากาศที่เลวร้ายเข้ามาแทรกแซง ก็อาจทำให้ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปีนเขาสั้นลง และนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของนักปีนเขาทั้งหมดได้.

ที่มา AFP / BBC

แผ่นดินไหว 5.2 ถล่มเมืองหลิ่วโจวของจีน เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหาย 1

แผ่นดินไหว 5.2 ถล่มเมืองหลิ่วโจวของจีน เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหาย 1

18 พ.ค. 2569 11:31 น.

แผ่นดินไหว 5.2 ถล่มเมืองหลิ่วโจวของจีน เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหาย 1

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ที่เมืองหลิ่วโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน ส่งผลให้อาคารพังถล่มหลายแห่ง มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหายอีก 1 คน และบาดเจ็บอีก 4 คน ขณะที่ทางการเร่งค้นหาผู้ติดค้างใต้ซากอาคาร พร้อมอพยพประชาชนกว่า 7,000 คนออกจากพื้นที่เสี่ยง

ศูนย์เครือข่ายแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีน (CENC) ได้ตรวจพบเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.2  เมื่อเวลา 00:21 น. ของวันจันทร์ (18 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่เขตหลิ่วหนาน เมืองหลิ่วโจว ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศจีน และมีความลึกจากพื้นดินเพียง 8 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังรายงานว่า ทั้งก่อนและหลังการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ได้เกิดอาฟเตอร์ช็อคตามมาอีกถึง 5 ครั้ง โดยมีความรุนแรงอยู่ระหว่าง 2.2 ถึง 3.2 

ทางการท้องถิ่นเปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 04:00 น. ของวันจันทร์ระบุว่า แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงส่งผลให้อาคารบ้านเรือนพังถล่มลงมาแล้วอย่างน้อย 13 หลังคาเรือน และเพื่อความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ได้เร่งอพยพผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยออกไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้วมากกว่า 7,000 คน

พื้นที่ที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดคือ หมู่บ้านช่างเติ้ง ในตำบลไท่หยางชุน ของเขตหลิ่วหนาน โดยพบอาคารหลายหลังในชุมชนพังทลายกลายเป็นกองเศษอิฐและหินในพริบตา

ในส่วนของยอดผู้บาดเจ็บและสูญหาย ล่าสุดมีรายงานผู้บาดเจ็บจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลแล้ว 4 ราย ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย สูญหายอีก 1 คน ซึ่งทางการยืนยันแล้วว่ายังคงติดอยู่ภายใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมา ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัย เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และตำรวจ ต้องเร่งระดมกำลังค้นหาอย่างแข่งกับเวลาท่ามกลางเศษซากปรักหักพัง

หลังเกิดเหตุเพียงไม่นาน สำนักงานบรรเทาภัยแผ่นดินไหวส่วนภูมิภาคของกว่างซีได้ประกาศยกระดับมาตรการตอบโต้ฉุกเฉินขึ้นเป็น “ระดับ 3”  เมื่อเวลา 02:00 น. เช่นเดียวกับสำนักงานแผ่นดินไหวแห่งประเทศจีนที่ยกระดับการรับมือเป็นระดับ 3 เช่นกัน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการบรรเทาภัยแผ่นดินไหวแห่งสภาแห่งรัฐ และกระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีน ได้ร่วมกันประกาศเปิดแผนตอบโต้ฉุกเฉินส่วนกลางที่ “ระดับ 4”  พร้อมส่งทีมงานผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในทันทีเพื่อสนับสนุนภารกิจกู้ภัยของท้องถิ่น

นอกจากความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนแล้ว เหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดดินถล่มลงมาปิดทับเส้นทางหลวงสายวงแหวนเมืองหลิ่วโจว ช่วงที่ตัดผ่านตำบลไท่หยางชุน ส่งผลให้การจราจรบนเส้นทางสายหลักดังกล่าวถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง และรถยนต์ทุกชนิดจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางเบี่ยงแทน

ปัจจุบัน ทางการท้องถิ่นเมืองหลิ่วโจวและเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ได้ร่วมกันจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจร่วมจากหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายจัดการเหตุฉุกเฉิน ตำรวจ ดับเพลิง ทรัพยากรธรรมชาติ การคมนาคม การไฟฟ้า และการประปา เพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์

โดยภารกิจหลักในขณะนี้คือการมุ่งเน้นไปที่การระบุตำแหน่งและช่วยเหลือผู้สูญหายทั้ง 3 ราย พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดกั้นพื้นที่อันตราย ปิดถนนช่วงที่เสี่ยงภัย และวางมาตรการป้องกันชั่วคราว เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดภัยพิบัติซ้ำซ้อนจากอาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้นตามมา รวมถึงเร่งสำรวจมูลค่าความเสียหายและจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วนที่สุด.

ที่มา CCTV

คนแห่แย่งซื้อนาฬิกา Swatch x Audemars Piguet วุ่นหลายประเทศ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชน

คนแห่แย่งซื้อนาฬิกา Swatch x Audemars Piguet วุ่นหลายประเทศ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชน

18 พ.ค. 2569 11:10 น.

คนแห่แย่งซื้อนาฬิกา Swatch x Audemars Piguet วุ่นหลายประเทศ ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาควบคุมฝูงชน

การเปิดจำหน่ายนาฬิการุ่นลิมิเต็ด “Royal Pop” จากความร่วมมือระหว่าง Swatch และ Audemars Piguet กลายเป็นเหตุชุลมุนในหลายประเทศทั่วโลก หลังประชาชนจำนวนมากแห่ต่อคิวข้ามคืนเพื่อซื้อไปเก็งกำไร ส่งผลให้หลายสาขาต้องปิดร้านชั่วคราว ขณะที่ตำรวจในหลายเมืองต้องเข้าควบคุมสถานการณ์

การเปิดตัวนาฬิกาคอลเลกชันพิเศษ “Royal Pop” ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์นาฬิกาขวัญใจมหาชนอย่าง Swatch และแบรนด์นาฬิกาหรูระดับลักชัวรี Audemars Piguet เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (16 พ.ค.)  ได้กลายเป็นความโกลาหลครั้งใหญ่ในหลายเมืองทั่วทวีปยุโรปและนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เกิดการทะเลาะวิวาท และตำรวจต้องเข้าระงับเหตุอย่างเร่งด่วน

รายงานระบุว่า มีผู้คนหลายร้อยคนพากันมาปักหลักกางเต็นท์รอข้ามคืน และในบางรายถึงขั้นมานอนรอนานหลายวัน เพื่อให้ได้สิทธิ์ซื้อนาฬิกาสุดพิเศษเรือนนี้

ที่ประเทศฝรั่งเศส ฝูงชนกว่า 300 คนได้เข้าปิดล้อมร้าน Swatch สาขาหนึ่งในแถบชานกรุงปารีส ตั้งแต่ช่วงดึกของคืนวันศุกร์ สถานการณ์เริ่มบานปลายเมื่อร้านเปิดทำการ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตัดสินใจยิงแก๊สน้ำตาเพื่อควบคุมฝูงชนที่พยายามเบียดเสียดเข้าไปในร้าน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประตูม้วนเหล็กและประตูกั้นรักษาความปลอดภัยของร้านได้รับความเสียหาย ซึ่งทางตำรวจระบุว่า ร้านค้าประเมินและจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต่ำเกินไป

ที่สหราชอาณาจักร Swatch จำเป็นต้องสั่งปิดร้านสาขาในกรุงลอนดอน และอีก 6 เมืองใหญ่ อาทิ แมนเชสเตอร์, คาร์ดิฟฟ์, เบอร์มิงแฮม, ลิเวอร์พูล และเชฟฟิลด์ เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย หลังจากฝูงชนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาจนควบคุมไม่ได้

ภาพวิดีโอที่แชร์บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นจังหวะที่ผู้คนพยายามพังฝ่าแนวรั้วรักษาความปลอดภัยที่ห้าง Battersea ในลอนดอน ขณะที่ห้าง Trafford Centre ในเมืองแมนเชสเตอร์เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องนำสุนัขตำรวจเข้ามาระงับเหตุ มีการออกคำสั่งสลายการชุมนุมในเมืองเบอร์มิงแฮม และชายวัย 25 ปีรายหนึ่งถูกจับกุมที่เมืองคาร์ดิฟฟ์ ส่งผลให้ Swatch ต้องประกาศปิดบริการสาขาแมนเชสเตอร์และลิเวอร์พูลต่อเนื่องเป็นวันที่สองในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

สถานการณ์ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน โดยสื่อท้องถิ่นเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ชกต่อยกันหน้าเปิดร้าน ขณะที่ในเนเธอร์แลนด์ ตำรวจต้องเข้าแทรกแซงที่ห้างสรรพสินค้าใกล้กับกรุงเฮก เนื่องจากบรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียดและการโต้เถียงอย่างรุนแรง จนทางร้านตัดสินใจ “ไม่เปิดให้บริการ” และส่งผู้คนกลับบ้าน เช่นเดียวกับสาขาในอัมสเตอร์ดัมและอูเทรชต์ที่ยังคงปิดประตูเงียบ โดยยังไม่มีกำหนดว่าจะกลับมาเปิดบริการอีกครั้งเมื่อใด

ด้านนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ บรรยากาศการเปิดตัวที่สาขาไทม์สแควร์ เต็มไปด้วยการผลักและเบียดเสียด ประชาชนรายหนึ่งซึ่งมารอคิวตั้งแต่พุธ เผยว่า “มันเหมือนอยู่ในหลุม ในคอนเสิร์ตร็อก คนที่เพิ่งมาถึงเมื่อคืนพยายามเบียดไปข้างหน้า ส่วนคนมาตอนเช้าก็พยายามแซงคิว ใครโกงและผลักแรงที่สุดก็ได้อยู่หน้าสุด”

ผู้ซื้ออีกหลายคนยอมรับว่า พวกเขาต้องการซื้อนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งมีราคาหน้าร้านเพียงประมาณ 400 ถึง 420 ดอลลาร์สหรัฐ  เพื่อนำไป “รีเซล” หรือขายต่อในราคาสูงทันที โดยผู้ซื้อรายหนึ่งเผยว่า เขาเข้าคิวนาน 5 วัน และหลังจากซื้อนาฬิกามาได้ในราคา 400 ดอลลาร์ เขาก็ขายต่อได้ทันทีในราคา 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 130,000 บาท) ซึ่งฟันกำไรไปถึง 10 เท่าตัว

จากเหตุความวุ่นวายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ล่าสุด Swatch ได้ออกแถลงการณ์แจ้งเตือนลูกค้า โดยระบุว่า”เพื่อความปลอดภัยของทั้งลูกค้าและพนักงานของเราในร้าน Swatch เราขอความกรุณาทุกท่านอย่าเพิ่งแห่กันมาที่ร้านเป็นจำนวนมากเพื่อซื้อสินค้านี้ นาฬิกาคอลเลกชัน Royal Pop จะยังคงมีวางจำหน่ายต่อไปอีกหลายเดือน และในบางประเทศ เราไม่สามารถรองรับแถวที่ยาวเกิน 50 คนได้ ซึ่งอาจจำเป็นต้องระงับการขายชั่วคราว” อย่างไรก็ตาม ทาง Swatch ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาหรือกำหนดการเปิดร้านใหม่อีกครั้งข้องสาขาที่ปิดไป.

ที่มา AFP / Guardian

เมียนมาสะเทือน! แผ่นดินไหวขนาด 5.2 ใกล้เนครย่างกุ้ง รู้สึกได้หลายพื้นที่ในไทย

เมียนมาสะเทือน! แผ่นดินไหวขนาด 5.2 ใกล้เนครย่างกุ้ง รู้สึกได้หลายพื้นที่ในไทย

18 พ.ค. 2569 09:51 น.

เมียนมาสะเทือน! แผ่นดินไหวขนาด 5.2 ใกล้เนครย่างกุ้ง รู้สึกได้หลายพื้นที่ในไทย

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.2 ในประเทศเมียนมา เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2026 จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองจ๊อกตาน  ใกล้พื้นที่นครย่างกุ้งแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ รวมถึงในไทย

ศูนย์แผ่นดินไหวยุโรป-เมดิเตอร์เรเนียน (European-Mediterranean Seismological Centre: EMSC) รายงานว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.05 น. ตามเวลาท้องถิ่น ที่ระดับความลึกราว 35 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นแผ่นดินไหวระดับตื้นปานกลาง

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานด้านธรณีวิทยาระบุว่า ข้อมูลเกี่ยวกับขนาดแผ่นดินไหว ความลึก และตำแหน่งศูนย์กลาง อาจมีการปรับแก้เพิ่มเติมในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า หลังนักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียดมากขึ้น

ต่อมา เครือข่ายเฝ้าระวังแผ่นดินไหวแห่งชาติของฝรั่งเศส (Réseau National de Surveillance Sismique หรือ RéNaSS) ก็ยืนยันเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้มีขนาด 5.2 เช่นกัน

ขณะที่หน่วยงานอื่น ๆ รายงานค่าความรุนแรงใกล้เคียงกัน โดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยา ภูมิอากาศ และธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซีย ประเมินขนาดไว้ที่ 5.4 ส่วนเครือข่ายตรวจวัดแผ่นดินไหว RaspberryShake และศูนย์วิจัยธรณีศาสตร์เยอรมนี (GFZ) รายงานที่ระดับ 5.2

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงหรือผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว.

ที่มา : USGS , volcanodiscovery.com

ตร.รวบตัว คนส่งพัสดุเดนมนุษย์ ข่มขืนเด็กหญิง 15 ปีในรถส่งของ เหยื่อผวาแจ้งครูที่โรงเรียน

 ตร.รวบตัว คนส่งพัสดุเดนมนุษย์ ข่มขืนเด็กหญิง 15 ปีในรถส่งของ เหยื่อผวาแจ้งครูที่โรงเรียน

18 พ.ค. 2569 08:42 น.

ตร.รวบตัว คนส่งพัสดุเดนมนุษย์ ข่มขืนเด็กหญิง 15 ปีในรถส่งของ เหยื่อผวาแจ้งครูที่โรงเรียน

เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์สหรัฐฯ ในรัฐนิวยอร์ก ถูกตร.รวบตัว หลังก่อเหตุข่มขืนเด็กหญิงวัย 15 ปี ภายในรถส่งพัสดุ ขณะปฏิบัติหน้าที่ส่งของ ช็อกสังคมอเมริกัน

ผู้ต้องหาคือ เจนรี บูเอสแตน กูตามา อายุ 23 ปี จากเมืองมอนทอก รัฐนิวยอร์ก ถูกตำรวจเมืองอีสต์แฮมป์ตัน จับกุมเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมตั้งข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา

รายงานระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ขณะกูตามาปฏิบัติหน้าที่ส่งพัสดุในพื้นที่แฮมป์ตัน โดยผู้ต้องหารู้จักกับเด็กหญิงผู้เสียหายมาก่อน ซึ่งเชื่อว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาสามารถตีสนิทและหลอกให้เด็กขึ้นไปบนรถส่งของได้

หลังเกิดเหตุ เด็กหญิงที่อยู่ในอาการหวาดกลัวได้เข้าแจ้งเรื่องกับครูที่โรงเรียน ก่อนที่ครูจะประสานตำรวจเข้าตรวจสอบทันที

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับสำนักงานผู้ตรวจการไปรษณีย์สหรัฐฯ (USPS Inspector General’s Office) เปิดการสอบสวนร่วมกัน ก่อนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหา

นอกจากข้อหาข่มขืนเด็กอายุต่ำกว่าเกณฑ์แล้ว กูตามายังถูกตั้งข้อหากระทำการที่เป็นอันตรายต่อสวัสดิภาพเด็ก เพิ่มเติมอีกด้วย

ตามกฎหมายรัฐนิวยอร์ก หากถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานข่มขืนผู้เยาว์ในระดับแรก ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาร้ายแรงผู้ต้องหาอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี และกฎหมายกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี ส่วนข้อหากระทำอันตรายต่อสวัสดิภาพเด็ก มีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี

ด้านสื่อสหรัฐฯ รายงานว่า ได้ติดต่อไปยังไปรษณีย์สหรัฐฯ หรือ USPS และตำรวจท้องถิ่นเพื่อสอบถามสถานะการควบคุมตัวของผู้ต้องหา รวมถึงการให้การรับสารภาพ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม

คดีดังกล่าวยังทำให้หลายคนนึกถึงเหตุสะเทือนขวัญในปี 2022 ของเอเธนา สแตรนด์ เด็กหญิงวัย 7 ขวบในสหรัฐฯ ที่ถูกคนขับรถส่งพัสดุ FedEx ลวงขึ้นรถก่อนสังหารระหว่างนำพัสดุคริสต์มาสไปส่ง โดยแทนเนอร์ ฮอร์เนอร์ คนขับรถส่งพัสดุวัย 34 ปี ผู้ก่อเหตุในคดีดังกล่าว เพิ่งถูกศาลตัดสินประหารชีวิตด้วยการฉีดยาพิษเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา.

ที่มา : THE SUN

เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

 เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

18 พ.ค. 2569 07:13 น.

เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

ตำรวจสิงคโปร์เผยคลิปวิดีโอการประชุมผ่าน Zoom ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี “ดีปเฟก” หลังแก๊งมิจฉาชีพนำมาใช้แอบอ้างเป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อหลอกเหยื่อโอนเงิน สูญเงินไปราว 120 ล้านบาท

สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ แจ้งเตือนประชาชน ระวังภัยรูปแบบใหม่จาก มิจฉาชีพซึ่งใช้เทคโนโลยี AI สร้างการประชุมออนไลน์ปลอม โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือด้านเงินทุนจากสถานการณ์ใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” 

รูปแบบการหลอกลวงเริ่มจากผู้เสียหายได้รับข้อความผ่าน WhatsApp จากคนร้ายที่แอบอ้างเป็นเลขานุการคณะรัฐมนตรี พร้อมเชิญเข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง 

จากนั้น เหยื่อจะถูกเชิญเข้าสู่การประชุมผ่าน Zoom ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Deepfake AI ให้ดูเหมือนมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสิงคโปร์และต่างประเทศเข้าร่วมประชุมจริง

คลิปที่ตำรวจนำมาเปิดเผยแสดงให้เห็นการประชุมปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีภาพของนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ประธานาธิบดีธาร์มัน ชันมูการัตนัม รัฐมนตรีอินดรานี ราจาห์  รวมถึงตัวแทนจากธนาคารกลางสิงคโปร์ 

นอกจากนี้ ยังมีการแอบอ้างเจ้าหน้าที่ต่างประเทศ เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา ที่ปรึกษาทางการทูตอาวุโสของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงภาคเอกชนอย่าง BlackRock และ Dubai International Financial Centre เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการประชุมปลอมดังกล่าว

ตำรวจระบุว่า เหยื่อจะถูกแนะนำตัวในฐานะตัวแทนภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุม ก่อนที่ผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะกล่าวสรุปสถานการณ์ และปิดท้ายด้วยคลิป Deepfake ของนายกรัฐมนตรีที่กล่าวขอบคุณผู้เสียหายที่เข้าร่วมประชุม

หลังจากนั้น มิจฉาชีพอีกคนจะติดต่อเหยื่อในคราบทนายความ เพื่อโน้มน้าวให้โอนเงินเข้าร่วมโครงการหรือช่วยเหลือด้านการเงิน

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า กลุ่มมิจฉาชีพมักเลือกเป้าหมายเป็นนักธุรกิจหรือบุคคลที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยงานรัฐบาลมาก่อน ทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น

ตำรวจสิงคโปร์ยังอธิบายถึงจุดสังเกตที่บ่งชี้ว่าคลิปดังกล่าวถูกสร้างด้วย AI เช่น เสียงพูดไม่ตรงกับการขยับริมฝีปากของผู้พูด แสดงให้เห็นว่ามีการใส่เสียงปลอมทับลงบนวิดีโอที่อัดไว้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ เสียงพูดทั้งหมดในห้องประชุมยังถูกส่งผ่านบัญชีผู้ใช้เพียงบัญชีเดียว แทนที่จะออกมาจากผู้เข้าร่วมแต่ละคนตามปกติของ Zoom

อีกจุดผิดสังเกตคือ พื้นหลังของวิดีโอมีลักษณะบิดเบี้ยว และโลโก้ Zoom ถูกบดบังบางส่วนโดยไม่สอดคล้องกับภาพด้านหน้า ซึ่งเป็นหลักฐานว่ามีการใช้ AI ดัดแปลงวิดีโอ

ตำรวจสิงคโปร์เตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์หรือวิดีโอคอล เนื่องจากเทคโนโลยี Deepfake ในปัจจุบันมีความสมจริงสูงและแยกได้ยากว่าเป็นของจริงหรือของปลอม

ทั้งนี้ทางตำรวจได้เน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลสิงคโปร์จะไม่มีการกระทำต่อไปนี้ผ่านอีเมล โทรศัพท์ หรือวิดีโอคอล ได้แก่ ขอให้โอนเงิน ,ขอข้อมูลเข้าสู่ระบบธนาคาร, ขอให้ติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่เป็นทางการ หรือโอนสายไปยังตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่น

หากประชาชนพบเห็นการหลอกลวง ข่าวปลอม หรือโฆษณาต้องสงสัยบนโซเชียลมีเดีย สามารถแจ้งผู้ดูแลแพลตฟอร์มหรือแจ้งตำรวจได้ทันที พร้อมสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมผ่านสายด่วน ScamShield ของสิงคโปร์ หมายเลข 1799.

ที่มา : channelnewsasia

ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

18 พ.ค. 2569 06:18 น.

ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

เกิดเหตุระทึกกลางงานแอร์โชว์ในสหรัฐฯ เมื่อเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ 2 ลำ ชนกันกลางอากาศ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นในอากาศ เคราะห์ดีที่ลูกเรือทั้ง 4 คนดีดตัวออกมาทัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างงาน “Gunfighter Skies Air Show” ที่จัดขึ้นบริเวณฐานทัพอากาศเมาน์เทนโฮม ทางตะวันตกของรัฐไอดาโฮ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้เร่งเข้าตรวจสอบพื้นที่ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ

คิม ไซกส์  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของกลุ่ม “Silver Wings of Idaho” ซึ่งร่วมวางแผนจัดงาน เปิดเผยว่า ลูกเรือทั้ง 4 คนจากเครื่องบินทั้ง 2 ลำ สามารถดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย โดยจุดที่เครื่องบินตกอยู่นอกเขตฐานทัพ

ไซกส์ระบุว่า เธอไม่ได้เห็นช่วงที่เครื่องบินชนกันโดยตรง แต่สังเกตเห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่หลังเกิดเหตุไม่นาน

ด้านฐานทัพอากาศเมาน์เทนโฮมโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ฐานทัพถูกสั่งล็อกดาวน์ชั่วคราวภายหลังเกิดเหตุเครื่องบินชนกันระหว่างงานแอร์โชว์ พร้อมยืนยันว่าทีมกู้ภัยเข้าถึงพื้นที่แล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุ

พยานหลายรายเปิดเผยว่า เห็นเครื่องบินสองลำชนกันกลางอากาศก่อนตกลงสู่พื้น ขณะที่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นร่มชูชีพ 4 ชุดกางออกบนท้องฟ้า ขณะเครื่องบินดิ่งตกลงใกล้ฐานทัพ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองบอยซี ไปทางใต้ราว 80 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ยังเกิดไฟลุกไหม้บริเวณพื้นที่เกิดเหตุจากแรงปะทะของเครื่องบิน และเพลิงยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ

สำหรับงาน Gunfighter Skies Air Show ถือเป็นงานแสดงการบินยอดนิยมที่รวบรวมทั้งการบินผาดแผลง การกระโดดร่ม และการจัดแสดงศักยภาพทางการทหารสมัยใหม่ โดยในปีนี้มีทีมบินผาดแผลงชื่อดังของกองทัพอากาศสหรัฐฯ อย่างThunderbirds ร่วมแสดงเป็นไฮไลต์สำคัญของงานทั้งสองวัน

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ รายงานว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ สภาพอากาศมีทัศนวิสัยค่อนข้างดี แต่มีลมกระโชกแรงสูงสุดประมาณ 47 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เจ้าหน้าที่นำไปตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป.

ที่มา : LosAngelestimes

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

18 พ.ค. 2569 04:07 น.

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

(ภาพจาก Maldives President’s Media Division via AP)

นักประดาน้ำจากนานาชาติเดินทางไปยังเกาะมัลดีฟส์ เพื่อเข้าร่วมในปฏิบัติการกู้ร่างของชาวอิตาลี 5 คนที่หายตัวไปในถ้ำใต้น้ำเมื่อหลายวันก่อน ซึ่งทั้งหมดได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 “เครือข่ายเตือนภัยนักดำน้ำ” หรือ DAN (Divers Alert Network) ส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังเกาะมัลดีฟส์ในวันอาทิตย์ เพื่อเข้าร่วมในความพยายามกู้ภัยร่วมกับนานาชาติ หลังจากชาวอิตาลี 5 คน และนักดำน้ำกู้ภัยอีก 1 คน เสียชีวิต ในอุบัติเหตุขณะดำน้ำครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมัลดีฟส์

ชาวอิตาลีทั้ง 5 รายจมน้ำเสียชีวิตขณะอยู่ในถ้ำใต้น้ำลึกในน่านน้ำห่างไกลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 พ.ค.) โดยทางการมัลดีฟส์สามารถกู้ร่างขึ้นมาได้ 1 ศพในวันเดียวกัน ถูกพบอยู่ภายในถ้ำที่ระดับความลึกประมาณ 60 เมตร

นอกจากนี้ สิบเอก โมฮาเหม็ด มาฮุดดี นักดำน้ำกู้ภัยจากกองกำลังป้องกันประเทศมัลดีฟส์ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเมื่อวันเสาร์ (16 พ.ค.) หลังจากเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการลดลงของความกดอากาศ หรือ โรคน้ำหนีบ ซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการค้นหาต้องถูกระงับไปชั่วคราวในเวลาต่อมา

โมฮาเหม็ด ฮุสเซน ชารีฟ โฆษกรัฐบาลมัลดีฟส์เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ว่า อิตาลี สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ได้ให้ความช่วยเหลือในการค้นหาชาวอิตาลีอีก 4 รายที่เหลือ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและอันตราย

“ผู้เชี่ยวชาญชาวฟินแลนด์ 3 คนจากเครือข่ายเตือนภัยนักดำน้ำ ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอิตาลี ได้เดินทางมาถึงในวันนี้ และจะเข้าร่วมในการค้นหา ซึ่งน่าจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้” ชารีฟกล่าว และเสริมว่า สหรัฐอเมริกาก็เสนอตัวที่จะให้ความช่วยเหลือเช่นกัน

นายชารีฟระบุอีกว่า ความช่วยเหลือจากต่างประเทศในภารกิจกู้ภัยครั้งนี้ได้รับการประสานงานโดยเครือข่าย DAN และกองทัพเรือมัลดีฟส์ ซึ่งได้ส่งเรือลำใหญ่ที่สุดไปยังพื้นที่เกิดเหตุแล้ว

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเจนัวเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตในกลุ่มนี้รวมถึงศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเล บุตรสาวของเธอ และนักวิจัยรุ่นเยาว์อีกสองคน โดยกระทรวงการต่างประเทศของอิตาลีได้ยืนยันการเสียชีวิตของทั้ง 5 รายแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

18 พ.ค. 2569 03:01 น.

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

นักเรียนประมาณ 200 คนจากทั่วเมืองสุราบายา จังหวัดชวาตะวันออก มีอาการอาหารเป็นพิษหลังจากรับประทานอาหารภายใต้โครงการอาหารฟรีซึ่งจัดโดยรัฐบาล

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 2569 นักเรียนกว่า 200 คน จากโรงเรียนอนุบาล, ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น รวม 12 แห่งในแขวง “เตมบก ดูคุห์” (Tembok Dukuh) ล้มป่วยหลังจากรับประทานอาหารกลางวันฟรีจากโครงการของรัฐบาลเมื่อ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา

นักเรียนส่วนใหญ่บ่นว่ามีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน โดยส่วนใหญ่เข้ารับการตรวจร่างกายเบื้องต้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม มีนักเรียนบางส่วนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลแม่และเด็ก IBI ในเมืองสุราบายา

นางติยัส ปรานาดานี หัวหน้าศูนย์บริการสาธารณสุขชุมชน เตมบก ดูคุห์ ยืนยันว่า เหตุสงสัยอาหารเป็นพิษครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับอาหารฟรีที่แจกจ่ายโดยหน่วยบริการจัดหาโภชนาการ (SPPG) เพียงหน่วยเดียว

“มีโรงเรียนหลายแห่งที่ได้รับอาหารจาก SPPG แห่งเดียวกันนี้ และเกือบทุกแห่งต่างร้องเรียนเข้ามา โดยเกือบทุกคนรายงานว่ามีอาการป่วย” ติยัสกล่าวที่บริเวณโถงทางเข้าโรงพยาบาล IBI ตามที่สื่อรายงานเมื่อวันอาทิตย์

“จากการติดตามตรวจสอบของเราและรายงานจากคุณครู ปกติแล้วอาหารมักจะไม่มีเนื้อสัตว์” เธอระบุ “ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมาจากเนื้อสัตว์ เพราะที่ผ่านมานักเรียนไม่เคยได้รับประทานเนื้อสัตว์เลย”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างอาหารและส่งไปยังศูนย์ห้องปฏิบัติการสุขภาพ (BBLK) เพื่อทำการตรวจสอบแล้ว โดยมีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขเมืองสุราบายา เพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริงของอาการป่วยในเด็กกลุ่มนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

18 พ.ค. 2569 01:56 น.

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเตือนอิหร่านอีก ว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังจากการเจรจาหยุดชะงัก และกระตุ้นให้อิหร่านรีบเคลื่อนไหวก่อนจะไม่เหลืออะไรเลย

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เพื่อเตือนอิหร่านว่า “เวลาเหลือน้อยลงทุกที” ในขณะที่กระบวนการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อหาทางยุติสงคราม อยู่ในภาวะชะงักงัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะดำเนินต่อ

“สำหรับอิหร่าน เวลาเหลือน้อยลงทุกที และพวกเขาควรจะรีบเคลื่อนไหว และเร็วด้วย ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไม่เหลืออะไรเลย เวลาคือสิ่งสำคัญ” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

ข้อความดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดการหารือกับ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ในวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน สื่อของอิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ ล้มเหลวในการยอมโอนอ่อนผ่อนตามอย่างเป็นรูปธรรม ในการตอบกลับข้อเสนอล่าสุดของเตหะรานเพื่อยุติความขัดแย้ง และย้ำว่า การขาดการประนีประนอมจากรัฐบาลวอชิงตันจะนำการเจรจาไปสู่ “ทางตัน”

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์สะท้อนถึงคำขู่ก่อนหน้านี้ของเขาที่ว่า “อารยธรรมทั้งหมด” จะต้องดับสูญ หากอิหร่านไม่ยอมตกลงในข้อเสนอเพื่อยุติสงคราม ซึ่งเป็นคำขู่ที่เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่จะมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงเมื่อต้นเดือนเมษายน

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งเตือนว่าข้อตกลงหยุดยิงกำลังอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องพยุงชีพอย่างหนัก” หลังจากที่เขาปฏิเสธข้อเรียกร้องของเตหะราน โดยตราหน้าข้อเรียกร้องเหล่านั้นว่า “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

ด้านนาย เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยืนกรานว่าข้อเสนอของพวกตนนั้น “มีความรับผิดชอบ” และ “ใจกว้าง” แล้ว

สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน ระบุว่า ข้อเสนอเหล่านั้นรวมถึงการยุติสงครามในทุกแนวรบทันที รวมถึงในเลบานอนที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการยุติการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน และการรับประกันว่าจะไม่มีการโจมตีอิหร่านอีกในอนาคต

ข้อเสนอดังกล่าวยังรวมถึงการเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายจากสงคราม และการเน้นย้ำถึงอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc