ทุกภาคส่วนน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ รับพระราชทานเทียนพรรษา ทูลกระหม่อมฯ ประจำปี 2569

ทุกภาคส่วนน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ รับพระราชทานเทียนพรรษา ทูลกระหม่อมฯ ประจำปี 2569

ทุกภาคส่วนน้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณ รับพระราชทานเทียนพรรษา ทูลกระหม่อมฯ ประจำปี 2569

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.55 น.

เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปีพุทธศักราช 2569 ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จไปทรงเป็นประธานในพิธีทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายเทียนพรรษาพระราชทาน ณ วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร การนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเทียนพรรษาและสิ่งของบริวารพรรษาแก่วัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่ออัญเชิญไปจุดบูชาพระรัตนตรัยตลอดไตรมาส ซึ่งพระกรณียกิจด้านศาสนูปถัมภ์นี้สะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะองค์อัครศาสนูปถัมภก และพระบรมราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชภารกิจในการทำนุบำรุงและสืบทอดพระพุทธศาสนาให้สถิตสถาพรในแผ่นดินไทยอย่างมั่นคง

ในการนี้ มูลนิธิโพธิฆเนสโร ร่วมกับ สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงในพระบรมราชินูปถัมภ์ นำโดย คุณสุพิชชญา สาคร กรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายกสมาคมฯ ในฐานะประธานฝ่ายฆราวาส ได้เข้าร่วมพิธีรับพระราชทานเทียนพรรษาร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชนอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งนับเป็นภารกิจมหากุศลและมรดกทางวัฒนธรรมที่ทั้งสององค์กรได้ร่วมสืบสานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นประจำต่อเนื่องทุกปี

สำหรับปีพุทธศักราช 2569 นี้ ทั้งสองหน่วยงานได้ดำเนินโครงการอัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทานไปประดิษฐานถวายยังวัดในพื้นที่ภูมิภาคต่าง ๆ จำนวน 3 แห่ง ตลอดเดือนกรกฎาคม 2569 โดยมีรายละเอียดการจัดพิธีการรับมอบ ดังนี้

วันที่ 16-17 กรกฎาคม 2569 อัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทานไปถวาย ณ วัดพระธาตุน้ำแพร่หลวงพระบาง ตั้งอยู่ ณ พื้นที่ตำบลยางฮอม อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย โดยมี พระอธิการชนะพร อคฺคธมฺโม เจ้าอาวาสวัดพระธาตุน้ำแพร่หลวงพระบาง เมตตาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพื้นที่ในการรับมอบ พร้อมด้วย พระพิฆเนศร์ โพธิฆเนสโร และ คุณสุพิชชญา สาคร นำพุทธศาสนิกชนและส่วนราชการท้องถิ่นเจริญพระพุทธมนต์สมโภชอย่างสมพระเกียรติ

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569: อัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทานไปถวาย ณ วัดพันเสด็จใน เลขที่ 9/9 หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยมี พระครูสุภัทรธรรมธาดา เจ้าอาวาสวัดพันเสด็จใน เมตตาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์รับมอบเทียนพระราชทาน โดยได้รับความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อวินและประชาชนในพื้นที่ร่วมตั้งขบวนแห่อัญเชิญอย่างยิ่งใหญ่

วันที่ 23-24 กรกฎาคม 2569: อัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทานไปถวาย ณ วัดถ้ำเขารังไก่ หมู่ที่ 3 ตำบลสะพานหิน อำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท โดยมี พระธนเมศฐ์ ปัญญาวโร เจ้าอาวาสวัดถ้ำเขารังไก่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์รับมอบ เพื่อส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนในภูมิภาคห่างไกลได้น้อมจิตตั้งมั่นสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาร่วมกัน

การร่วมมือกันระหว่าง มูลนิธิโพธิฆเนสโร สมาคมสโมสรวัฒนธรรมหญิงฯ หน่วยงานราชการ อปท. และภาคประชาชนในครั้งนี้ จึงมิใช่เพียงการรักษาโบราณราชประเพณีอันดีงามไว้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสืบสานพระกรณียกิจของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในการหลอมรวมดวงใจของคนไทยทุกภูมิภาคให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสืบทอดอารยธรรมวิถีพุทธและศาสนสถานให้มั่นคงยั่งยืนสืบไป ทั้งนี้ สามารถติดตาม          กิจกรรมและภาพบรรยากาศ หรือข่าวสารต่าง ๆ เพิ่มเติมผ่านทาง Facebook: kamphaengbhun byสุพิชชญา  https://www.facebook.com/share/1BLCLrEMfs/?mibextid=wwXIfr

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis หรือ RA) คือโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำลายเนื้อเยื่อของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดการอักเสบในบริเวณ “ข้อเล็ก” เช่น ข้อมือ นิ้วมือ และนิ้วเท้า และอาจเกิดการบวม แดง ร้อน เกิดอาการเจ็บปวด และมักมีความฝืดของข้อในช่วงเช้า เป็นเวลานานกว่า 30 นาทีและเนื้อเยื่อรอบข้อ อาจส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย หากผู้ป่วยปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้บริเวณข้อเสียหายหรือผิดรูป และส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ปอด หัวใจ หรือหลอดเลือดได้

นพ. เกรียงศักดิ์ เล็กเครือสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ โรงพยาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลว่า สาเหตุของการเกิดโรครูมาตอยด์  ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึง  พันธุกรรม  สิ่งแวดล้อม  ฮอร์โมน  โดย ผู้ป่วยที่มีโรครูมาตอยด์มักมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดข้อเรื้อรัง บริเวณ ข้อ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเข่า ข้อบวมและอักเสบ บวม แดง ร้อน และกดเจ็บ, อาการข้อติดในตอนเช้า ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าข้อแข็ง ขยับลำบาก อาการอาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงกว่าจะดีขึ้น รวมทั้งอากาอาจรเกิดในหลายข้อพร้อมกัน มักเกิดในข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ โดยมีลักษณะอาการสมมาตร (ทั้งสองข้างของร่างกาย)

ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ห้ามกินอะไรบ้าง?  อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น ขนมกรุบกรอบ เบเกอรีที่มีเนยขาว หรืออาหารแปรรูป ไขมันทรานส์สามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, น้ำตาลและอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ลูกอม หรืออาหารที่มีการเติมน้ำตาลมาก เพราะน้ำตาลสามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มระดับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย, เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน หรือแฮม เนื้อแดงมีกรดอะแรคิโดนิก (Arachidonic acid) ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบ, อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย มาการีน ชีส หรือผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันเต็มส่วน โดยไขมันอิ่มตัวอาจกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ

อาหารที่มีเกลือสูง อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง เกลืออาจกระตุ้นการอักเสบและส่งผลเสียต่อสุขภาพกระดูกและข้อ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจกระตุ้นการอักเสบและลดประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยา, กลูเตน (สำหรับผู้ป่วยบางราย) ผู้ป่วยบางคนอาจไวต่อกลูเตน (พบในแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์) ซึ่งอาจกระตุ้นอาการอักเสบในบางกรณี, อาหารทอดหรือปิ้งย่างที่มีการไหม้เกรียม สารที่เกิดจากการไหม้หรือทอดน้ำมันท่วม เช่น อะคริลาไมด์ (Acrylamide) อาจเพิ่มการอักเสบในร่างกาย

อาหารที่ควรรับประทานแทน มีดังนี้ ผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ ส้ม ผักใบเขียว, ปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล (โอเมก้า-3 ลดการอักเสบ), ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัท, ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวโอ๊ต ควินัว,เครื่องเทศ เช่น ขมิ้นและขิง (มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ)

การรักษา เริ่มจากการใช้ ยา เช่น ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs), ยากลุ่มสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน,กายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, การผ่าตัด (ในกรณีรุนแรง) เช่น การเปลี่ยนข้อ

แม้โรครูมาตอยด์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และแม้ว่าโรคจะสงบแล้วก็อาจกลับมาเป็นได้อีก  แต่การรักษาในปัจจุบันสามารถช่วยควบคุมโรค ลดอาการ และป้องกันความเสียหายของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลตัวเองและการรักษาอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดผลกระทบจากโรคในระยะยาว

หากมีข้อสงสัยเกี้ยวกับอาหารของโรค สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ ได้ที่โทร 02-836-9999 ต่อ *2621

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

LIFE & HEALTH : ร่วมเปิดโอกาสทางการศึกษาเพื่อผู้พิการด้วยเทคโนโลยีสร้างอาชีพ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายครอบครัวที่อาจมีบุตร หลาน หรือญาติที่เป็นผู้พิการทางร่างกายและกำลังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงการศึกษาและการประกอบอาชีพ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้พิการจำนวนมากมีความสามารถไม่แตกต่างจากคนทั่วไป หากได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม และได้รับการส่งเสริมด้านอาชีพอย่างถูกต้อง ผู้พิการก็สามารถสร้างอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองได้อย่างยั่งยืน ไม่เป็นภาระต่อครอบครัว และสังคม

ผู้พิการทางร่างกายสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความสามารถ การศึกษา และลักษณะความพิการ ยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้พิการสามารถทำงานได้หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานด้านคอมพิวเตอร์และดิจิทัล เช่น เจ้าหน้าที่คีย์ข้อมูล แอดมินเพจ เจ้าหน้าที่บริการลูกค้าออนไลน์ นักออกแบบกราฟิก นักตัดต่อวิดีโอ โปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาเว็บไซต์ นักเขียนคอนเทนต์ หรือผู้ดูแลสื่อออนไลน์ รวมถึงการประกอบอาชีพอิสระ อาทิ การขายสินค้าออนไลน์ งานฝีมือ งานประดิษฐ์ ตลอดจนงานช่างเฉพาะทาง เช่น ช่างคอมพิวเตอร์ ช่างซ่อมโทรศัพท์มือถือ ช่างซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบาริสต้า เป็นต้น

ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่มุ่งพัฒนาศักยภาพและสร้างโอกาสทางอาชีพให้แก่ผู้พิการ โดยหนึ่งในนั้นคือ วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายได้เข้าถึงการศึกษาและการฝึกอาชีพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ข้อมูลจาก นายชิด สุขหนู ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคายฯ เปิดเผยว่า วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เปิดเผยว่า วิทยาลัยฯ เป็นสถานศึกษาสำหรับคนพิการแห่งแรกของภาคอีสาน ก่อตั้งขึ้นปี 2560 มุ่งจัดการศึกษาและฝึกอาชีพให้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกาย ให้ดูแลตนเองและครอบครัวได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับวิทยาลัย ไว้ในพระราชูปถัมภ์ตั้งแต่ 16 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมาวิทยาลัยฯ สามารถผลิตบุคลากรคนพิการเข้าสู่ตลาดแรงงานระดับมืออาชีพเพื่อทำงานรับใช้สังคมมาแล้วกว่า 628 คน 

ปัจจุบันวิทยาลัยฯ เปิดการเรียนการสอนให้คนพิการได้เรียนในหลักสูตรต่างๆทั้งปวช.-ปวส. และชั้นเตรียมการศึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเล่าเรียน ที่พัก และอาหาร เพื่อให้ผู้พิการเข้าถึงการศึกษาแบบเรียนโรงเรียนประจำจนจบระดับ ปวช. – ปวส. และช่วยให้มีงานทำ ช่วยเหลือตัวเอง-ครอบครัวได้อย่างยั่งยืน โดยการพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้มีความเหมาะสมด้านอาชีพของคนพิการ และตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ เพื่อทำให้ผู้เรียนมีความสามารถระดับมืออาชีพในอนาคต มีหลักสูตรการเรียนการสอน 3 หลักสูตร คือ (1) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.3 หรือเทียบเท่า) (2) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล (ผู้จบ ม.6)  มุ่งเน้นการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรม การออกแบบกราฟิก และการพัฒนาเว็บไซต์  ฯลฯ และ (3) หลักสูตรขั้นเตรียมการศึกษา สำหรับคนพิการที่ไม่มีวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นอายุ 15 ปี ขึ้นไป

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2569 วิทยาลัยฯ ยังจัดได้ โครงการ “นวัตกรรมอาชีพเพื่อคนพิการ : สร้างงาน สร้างรายได้ สู่คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้พิการให้มีทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยการฝึกอบรม 7 หลักสูตรอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ได้แก่

  • นวัตกรรมการพิมพ์ 3 มิติ: ฝึกออกแบบและผลิตชิ้นงาน 3 มิติเพื่อพัฒนาสินค้าต้นแบบและจำหน่ายออนไลน์
  • บาริสต้ายุคใหม่ สู่ธุรกิจร้านกาแฟขนาดย่อม : ฝึกทักษะการชงเครื่องดื่มและบริหารจัดการร้านกาแฟ
  • บริหารจัดการธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจร : เรียนรู้ระบบหลังร้านและการบริหารต้นทุน
  • ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์และฉลากสินค้าดิจิทัล : ฝึกผลิตป้ายโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ และฉลากสินค้า
  • นวัตกรรมงานพิมพ์สู่ธุรกิจสินค้าพรีเมียม: ฝึกพิมพ์ลวดลายบนวัสดุหลากหลายเพื่อสร้างสินค้าสั่งทำพิเศษ
  • ศิลปะตกแต่งเล็บเจล สู่ธุรกิจความงาม : ฝึกทักษะช่างทำเล็บเจลเพื่อประกอบอาชีพอิสระ
  • พัฒนาทักษะช่างเทคนิค สู่ศูนย์บริการซ่อมบำรุง : ฝึกซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

โครงการฯดังกล่าว ไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างทักษะวิชาชีพให้แก่คนพิการเท่านั้น แต่ยังเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง โดยเปิดโอกาสให้คนพิการได้เข้าถึงอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย พร้อมการจัดการเรียนการสอนเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ภายในศูนย์ฝึกอาชีพ รวมถึงการสร้างโมเดลธุรกิจจำลอง เพื่อให้คนพิการได้ฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการ การผลิตและการให้บริการในสถานการณ์จริง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะเฉพาะทางสามารถนำความรู้ไปต่อยอดสู่อาชีพที่ยั่งยืนได้  ช่วยยกระดับทักษะวิชาชีพของคนพิการให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน

ปัจจุบัน วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ไม่แสวงหาผลกำไร มีนักเรียนและบุคลากรรวมกว่า 80 คน และคาดว่าในปีหน้าจะมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเป็น 100 คน โดยวิทยาลัยฯ เชื่อว่าการมอบการศึกษาและทักษะอาชีพไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่คือการมอบ “โอกาส” ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้พิการ ให้สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง มีศักดิ์ศรี มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

อีกหนึ่งภาคเอกชนที่ร่วมส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้พิการ คือ บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด นำโดย นายสันทวัฒน์ สินาเจริญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอนี่เพย์ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจให้บริการฟินเทค (Fintech) ด้านระบบรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐานความปลอดภัยสูง ซึ่งได้มอบเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนผู้พิการ โดยมี นายชิด สุขหนู ผอ.วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นผู้รับมอบ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน เปิดโอกาสทางการศึกษา และส่งเสริมการพัฒนาทักษะวิชาชีพ อันจะนำไปสู่การมีอาชีพ มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ วิทยาลัยฯ ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ภาคธุรกิจ องค์กร และประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้แก่เยาวชนผู้พิการ ผ่านการบริจาคเงินหรือสิ่งของจำเป็น ได้ที่บัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่ หนองคาย ธนาคารกรุงไทย สาขาหนองคาย เลขที่บัญชี 295-6-00370-4 หรือบริจาคผ่านระบบ e-Donation ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0-4246-5645 เพราะทุกการให้ คือการร่วมสร้างโอกาสให้ผู้พิการก้าวสู่การมีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 22 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 22 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 22 กรกฎาคม 2569

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • สมเด็จพระราชาธิบดีฟิลิเป ที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลติเซีย แห่งสเปน เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบชิงชนะเลิศ ณ สนามในมลรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ในการนี้ เจ้าหญิงเลโอนอร์ และเจ้าหญิงโซเฟีย โดยเสด็จด้วย ทุกพระองค์พระราชทานกำลังใจแก่นักฟุตบอลทีมชาติสเปน จนสามารถเอาชนะทีมอาร์เจนตินาได้ 1-0 แฟนพันธุ์แท้บอลโลกบอกตรงกันว่าทีมสเปนเหนือกว่าทีมอาร์เจนตินาทุกรูปแบบ
  • คุณหญิงน้อง ม.ร.ว. ปรียนันทนา รังสิต ผู้ดูแลวังวิทยุ วังของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ฝากบอกว่า หนังสือเกิดวังไม้ ฉบับปรับปรุงล่าสุด พิมพ์ครั้งที่ 4 เสร็จเรียบร้อย พร้อมจำหน่ายแล้ว ราคาเล่มละ 500 บาท หาซื้อได้ที่ร้านริมขอบฟ้า ร้าน Museum Book Shop ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และร้านอาหารกัลปพฤกษ์ ถนนประมวล และสามารถสั่งซื้อโดยตรงได้ที่มูลนิธิวิภาวดีรังสิต โทรฯ 02-6514480-85
  • คุณชายแจ๊ค ม.ร.ว. โสรัจจ์ วิสุทธิ เจ้าของร้านอาหารท่านหญิง ร้านอาหารไทยชาววังตำรับวังศุโขทัย โดย ม.จ. หญิง สุลัภวัลเลง วิสุทธิ ร้านอยู่ที่ถนนประมวญ สีลม แจ้งข่าวว่าร้านท่านหญิงปิดปรับปรุงกิจการชั่วคราว ไม่ได้ปิดถาวรตามข่าวลือต่าง ๆ งานนี้คุณชายแจ็คบอกว่าหากใครคิดถึงรสชาติอาหารไทยตำรับวังศุโขทัยโปรดอดใจรอสักหน่อย แล้วจะกลับมาพบกันในเร็ว ๆ นี้
  • ลิซา ลลิษา มโนบาล ซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ไปร่วมแสดงความยินดีกับ ญาญา อุรัสยา สเปอร์บันด์ กับ ณเดชน์ คูกิมิยะ ในงานแต่งงานซึ่งจัดที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อค่ำวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 งานนี้นอกจากจะมีคนเด่นโด่งดังไปร่วมแล้ว ยังเป็นที่สนอกสนใจว่าเจ้าสาวและลิซาเลือกสวมใส่ชุดจากแบรนด์ดังชื่ออะไร ปรากฏว่าเจ้าสาวเลือกชุดจากแบรนด์ Georges Hobeika แฟชันระดับโอต์กูตูร์ (Haute Couture) ที่มีจุดเด่นคืองานปักดอกไม้และผ้าลูกไม้สุดอลังการทั้งชุด ส่วนชุดของลิซา เป็นไหมซาติน จากแบรนด์ VVon Sugunnasil ออกแบบโดย วร-ทัตวร สุกัณศีล พร้อมเครื่องประดับสุดหรูจาก BVLGARI
  • วร-ทัตวร สุกัณศีล ดีไซเนอร์เจ้าของแบรนด์หรูไทยแท้ จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร สาขาการแสดง เอกการออกแบบเพื่อการแสดง ปัจจุบันทำเสื้อผ้าให้ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ด้วยความสุดเนี้ยบ สุดเฉียบของผลงาน ทำให้แบรนด์ VVON Sugunnasil เป็นที่ยอมรับในวงการแฟชันชั้นสูงนานาชาติ 

Victor Lee

วธ. เปิดนิทรรศการ สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ เชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

วธ. เปิดนิทรรศการ สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ เชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

วธ. เปิดนิทรรศการ สิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ และศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ เชิดชูเกียรติผู้สร้างสรรค์มรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.47 น.

วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๓๐ น. ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยนางสาวสรัสนันท์ อรรณนพพร เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นประธานในพิธีเปิดนิทรรศการเผยแพร่พระประวัติ ผลงานของสิริศิลปิน ศิลปินแห่งชาติ และประวัติ ผลงานของศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ เนื่องในวันศิลปินแห่งชาติ โดยมีผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ศิลปินแห่งชาติ และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง การจัดนิทรรศการในครั้งนี้

จัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ผู้ทรงเป็นพระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พร้อมทั้งเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในฐานะ “อัครศิลปิน”และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะ “อัคราภิรักษศิลปิน” ผู้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในการธำรงรักษา สืบสาน และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทยให้ดำรงอยู่สืบมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังเป็นการถวายพระเกียรติแด่ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เนื่องในโอกาสได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายการยกย่องเชิดชูพระเกียรติเป็นองค์ “สิริศิลปิน” จำนวน ๑ พระองค์ พร้อมทั้งยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ จำนวน ๑๐ ท่าน ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า และอุทิศตนพัฒนางานศิลปวัฒนธรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง ภายในนิทรรศการได้รวบรวมพระประวัติ ผลงาน และคุณูปการของสิริศิลปิน ๑ พระองค์ และประวัติ ผลงานของศิลปินแห่งชาติพุทธศักราช ๒๕๖๗ จำนวน ๑๐ ท่าน ครอบคลุม ๓ สาขา ได้แก่ สาขาทัศนศิลป์ จำนวน ๔ ท่าน สาขาวรรณศิลป์ จำนวน ๑ ท่าน และสาขาศิลปะการแสดง จำนวน ๖ ท่าน ผ่านรูปแบบการจัดแสดงที่ร่วมสมัย ถ่ายทอดเรื่องราว และผลงานอันทรงคุณค่า เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม และสร้างแรงบันดาลใจแก่เยาวชน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชนทั่วไป ตลอดจนร่วมกันสืบสานและต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

ภายหลังพิธีเปิดในช่วงเช้า ผู้ร่วมงานได้เยี่ยมชมนิทรรศการและร่วมแสดงความยินดีกับศิลปินแห่งชาติก่อนที่ในช่วงบ่ายจะมีงานเลี้ยงแสดงความยินดีแก่ศิลปินแห่งชาติ พร้อมการแสดงศิลปวัฒนธรรมอันงดงาม ประกอบด้วยการแสดงดนตรีไทยจากคณะการแสดงดนตรีไทย สมาคมศิลปะเพื่อเยาวชน กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและการแสดงจากคณะศิลปินแห่งชาติ สาขาการศิลปะการแสดง จำนวน ๖ ชุด สะท้อนคุณค่าความหลากหลายของศิลปวัฒนธรรมไทย และตอกย้ำบทบาทของศิลปินแห่งชาติในการสืบสาน ถ่ายทอด และสร้างสรรค์มรดกทางศิลปะอันทรงคุณค่าของประเทศให้ดำรงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืนกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมเยี่ยมชมนิทรรศการ เพื่อร่วมแสดงความภาคภูมิใจและเชิดชูเกียรติศิลปินผู้สร้างคุณูปการแก่ประเทศ ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนและประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้ซาบซึ้งในคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย และร่วมสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป ผู้สนใจสามารถเข้าชม โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ ๒๑ – ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. (เฉพาะวันที่ ๒๒ และ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๐๙.๐๐ – ๒๐.๐๐ น.) ณ อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โทรศัพท์ ๐ ๒๒๔๗ ๐๐๑๓ ต่อ ๑๓๑๑ และ ๑๓๒๐

Week of Possibilities 2026 ร่วมสร้างสื่อการเรียนรู้และมอบโอกาสแก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น

Week of Possibilities 2026 ร่วมสร้างสื่อการเรียนรู้และมอบโอกาสแก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น

Week of Possibilities 2026 ร่วมสร้างสื่อการเรียนรู้และมอบโอกาสแก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.56 น.

แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ ประเทศไทย (Allergan Aesthetics Thailand) ภายใต้ บริษัท แอ๊บวี่ ฟาร์มาซูติคอลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (AbbVie Pharmaceuticals (Thailand) Ltd.) นำคณะผู้บริหารและบุคลากร ในประเทศไทยร่วมจัดกิจกรรม ‘Week of Possibilities 2026’ ภายใต้แนวคิด ‘Together for Brighter Days – ร่วมสร้างวันที่สดใสไปด้วยกัน’ ตอกย้ำความเชื่อที่ว่า ‘ความงามแท้จริงที่สัมผัสได้มากกว่าการมองเห็น’ ณ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยมุ่งสร้างสื่อการเรียนรู้และมอบโอกาส ในการเข้าถึงการรับรู้ให้แก่เด็กและผู้บกพร่องทางการมองเห็น นับเป็นการจัดกิจกรรมที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 11 ในระดับโลกและภูมิภาคเอเชีย ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งมาอย่างต่อเนื่อง

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่ขบวนการจิตอาสาระดับโลก กิจกรรม Week of Possibilities ริเริ่มขึ้นโดย มูลนิธิแอ๊บวี่ (AbbVie Foundation) ในฐานะโครงการจิตอาสาระดับโลกประจำปีที่เริ่มต้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกใน พ.ศ. 2557 ก่อนจะเติบโตขึ้นเป็นวัฒนธรรมองค์กรหลักที่ดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 11 ในปีนี้ โดยในแต่ละปีมีพนักงานหลายพันคน ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลกมารวมตัวกันร่วมกับองค์กรพันธมิตรที่ไม่แสวงหากำไร ลงมือทำกิจกรรมที่ตอบโจทย์ ความต้องการ ของชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท พนักงานทั่วโลกได้อุทิศเวลาเพื่อกิจกรรมอาสาสมัคร ในชุมชนไปแล้วกว่า 428,000 ชั่วโมง

กิจกรรมอาสาสมัครเหล่านี้สอดคล้องกับพันธกิจขององค์กรในการยกระดับความเท่าเทียมทางสุขภาพ ผ่าน 3 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ 1. การขจัดอุปสรรคและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ชุมชนที่ขาดแคลนและกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย 2. การสนับสนุนชุมชนที่พนักงานอาศัยอยู่ด้วยการลงมือทำจริง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและตรงกับความต้องการของท้องถิ่น และ 3. การปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรแห่งการแบ่งปัน ที่ส่งเสริมความสามัคคีและสร้างความสุขทางใจให้แก่พนักงานผ่านกระบวนการทำงานจิตอาสา

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Week of Possibilities ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกในหลากมิติทั่วโลก ทั้งการปรับปรุงและซ่อมแซมอาคารเรียน การพัฒนาห้องสมุดและห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ การสร้างสนามเด็กเล่น การทำความสะอาดชายหาดและสวนสาธารณะ ตลอดจนการคัดแยกและส่งมอบสิ่งของบริจาคแก่ผู้ขาดแคลน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียเมื่อปีที่ผ่านมา มีพนักงานกว่า 880 คนที่ร่วมอุทิศเวลากว่า 3,000 ชั่วโมง ผ่าน 24 โครงการอาสาสมัครร่วมกับองค์กรชุมชน 17 แห่ง ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้รับมอบกว่า 650 คน

สำหรับประเทศไทย แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ ประเทศไทย (Allergan Aesthetics Thailand) ซึ่งอยู่ภายใต้ แอ๊บวี่ ฟาร์มาซูติคอลส์ ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการศึกษาและพัฒนาชุมชน เช่น การลงพื้นที่ปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียนที่ชำรุด ดูแลสนามเด็กเล่นในโรงเรียนชนบทที่ขาดแคลน จัดเลี้ยงอาหารกลางวันแก่เด็กนักเรียน ตลอดจนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การร่วมใจปลูกป่าชายเลน การพัฒนาพื้นที่สีเขียว และการร่วมเก็บขยะทำความสะอาดแม่น้ำลำคลอง เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศที่ยั่งยืน

กิจกรรมในปีนี้ประกอบด้วยกิจกรรมหลักเป็นการประดิษฐ์สมุดอักษรเบรลล์จากกระดาษรีไซเคิล พนักงานได้ร่วมกันจัดทำสมุดเพื่อส่งมอบให้แก่นักเรียน ช่วยเติมเต็มอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็นและสนับสนุนการฝึกทักษะ ของเด็กผู้บกพร่องทางการมองเห็น และกิจกรรมการบันทึกเสียงเพื่อจัดทำสื่อการเรียนการสอนและหนังสือเสียง ซึ่งพนักงานได้อาสาเป็นผู้บันทึกเสียงอ่านเนื้อหาความรู้ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มคลังความรู้สู่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น โดยคาดว่าจะช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างอิสระและต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ที่ได้รับจากกิจกรรมครอบคลุมหลายมิติ นักเรียนและมูลนิธิฯ จะได้รับสื่อการเรียนรู้และทรัพยากร ที่ตอบโจทย์ ตามความต้องการจริง ขณะที่พนักงานได้รับประสบการณ์การทำงาน เพื่อสังคม ที่เสริมสร้าง ความเข้าอกเข้าใจและความสุขทางใจและในภาพรวมสังคมจะได้เห็นต้นแบบของการมีส่วนร่วมระหว่างภาคธุรกิจกับภาคประชาสังคมในการสร้างความเท่าเทียมอย่างเป็นรูปธรรม

“แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ เราเชื่อเสมอว่าความงามที่แท้จริงนั้นสัมผัสได้มากกว่าการมองเห็น เพราะความงาม ที่ลึกซึ้งที่สุดไม่ได้อยู่ที่ภาพตรงหน้า แต่คือความมั่นใจ การได้รับโอกาส และการที่ทุกคนรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า กิจกรรมในวันนี้จึงเป็นมากกว่าการส่งมอบสื่อการเรียนรู้ แต่คือการส่งต่อความมั่นใจและโอกาสให้น้องๆ ได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ในโอกาสนี้ ขอขอบพระคุณมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยฯ เป็นอย่างสูง ที่เปิดโอกาสให้เราได้เข้ามาเรียนรู้ พร้อมแบ่งปันสิ่งดีๆ คืนสู่สังคม และขอขอบคุณเพื่อนพนักงานทุกคนที่สละเวลา มาร่วมสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆ ร่วมกัน อยากให้ทุกคนใช้ช่วงเวลานี้ช่วยกันส่งต่อความสุขผ่านเสียงและผ่านตัวหนังสือ ถึงน้องๆ ทุกคนอย่างเต็มที่ ขอให้เป็นช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ความอิ่มเอมใจ และเป็นความทรงจำที่งดงาม ของพวกเราทุกคนทั้งในฐานะผู้ให้และผู้รับค่ะ” — คุณรัชนา ดังโกสินทร์ ผู้จัดการทั่วไป แอลเลอร์แกน เอสเธติกส์ ประเทศไทย

ปัจจุบันความบกพร่องทางการมองเห็นยังคงเป็นความท้าทายด้านสุขภาพระดับโลก โดยองค์การอนามัยโลก ประเมินว่ามีประชากรอย่างน้อย 2,200 ล้านคนทั่วโลกที่มีภาวะบกพร่องทางการมองเห็น และเกือบครึ่งหนึ่ง หรือราว 1,000 ล้านคน เป็นภาวะที่สามารถป้องกันได้หรือยังไม่ได้รับการดูแลรักษา สำหรับในประเทศไทย แม้มีความก้าวหน้า ในการส่งเสริมสิทธิและคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้มีความบกพร่อง แต่ผู้บกพร่องทางการมองเห็นยังคงเผชิญความเหลื่อมล้ำ ในการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้และโอกาสในการพัฒนาตนเอง โดยผลสำรวจระดับประเทศของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่ทำร่วมกับองค์การยูนิเซฟ พ.ศ. 2565 ชี้ว่า แม้กลุ่มผู้มีความบกพร่องจะเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของรัฐได้อย่างทั่วถึง แต่ยังคงน่ากังวลในด้านการศึกษา การมีงานทำ และการเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องช่วย สะท้อนว่าการเพิ่มคลังสื่อการเรียนรู้ และเปิดประตูสู่การศึกษาให้แก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็น คือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะช่วยลดช่องว่าง ทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

การร่วมงานกับ มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ในปีนี้การต่อยอดพันธกิจ ขององค์กร ทั้งยังสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญด้านการดูแลดวงตาซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่ม การรักษาหลักของ แอ๊บวี่ ฟาร์มาซูติคอลส์

นอกเหนือจากกิจกรรม Week of Possibilities ยังดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมและความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการ Employee Giving Campaign ที่มูลนิธิจะบริจาคเงินสมทบทุนแบบ 1:1 เท่ากับจำนวนเงินที่พนักงานบริจาค ให้แก่องค์กรการกุศลต่างๆ ทั่วโลก ขณะที่ แอ๊บวี่ ฟาร์มาซูติคอลส์ ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรม ความเท่าเทียม และดูแลพนักงานอย่างครอบคลุมภายใต้แนวคิด ‘A Culture of Care’ จนได้รับรางวัล ‘Most Caring Company’ จากเวที HR Asia รวมถึงการจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตและการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันในชุมชน อย่างสม่ำเสมอ

กิจกรรม ‘Together for Brighter Days – ร่วมสร้างวันที่สดใสไปด้วยกัน’ ในครั้งนี้สะท้อนความเชื่อพื้นฐานที่ว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากการลงมือทำในระดับชุมชน และเมื่อความงามไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงสิ่งที่ตามองเห็น ทุกคนย่อมมีสิทธิ์เข้าถึงความมั่นใจ โอกาส และคุณค่าในตนเองได้อย่างเท่าเทียม การส่งมอบสื่อการเรียนรู้ และการเปิดพื้นที่ แห่งความเข้าใจระหว่างกัน จึงไม่เพียงสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้บกพร่องทางการมองเห็นเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานของสังคมที่โอบรับความหลากหลาย ที่ซึ่งทุกคนไม่ว่าจะมองเห็นหรือไม่ ต่างมีสิทธิ และมีเสียง และมีโอกาสในการเรียนรู้ แอ๊บวี่ ฟาร์มาซูติคอลส์ เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ องค์กรการกุศล และชุมชน จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยส่งต่อ ‘วันที่สดใส’ ให้แก่สังคมไทยได้อย่างยั่งยืน

‘SPACECRAFT’ เบียร์ดำไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก คว้าเหรียญเงิน World Beer Cup 2026

‘SPACECRAFT’ เบียร์ดำไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก คว้าเหรียญเงิน World Beer Cup 2026

‘SPACECRAFT’ เบียร์ดำไทยสร้างชื่อบนเวทีโลก คว้าเหรียญเงิน World Beer Cup 2026

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

วงการคราฟต์เบียร์ไทยได้รับการยอมรับบนเวทีนานาชาติอีกครั้ง เมื่อ “อีเวนท์ โฮไรซอน” (Event Horizon) เบียร์ดำสไตล์ โอ้ตมีล สเต้าท์ (Oatmeal Stout) จาก SPACECRAFT Brewing Co. แบรนด์คราฟต์เบียร์สัญชาติไทย คว้ารางวัลเหรียญเงินจากการประกวด World Beer Cup 2026 หนึ่งในเวทีการแข่งขันเบียร์และไซเดอร์ระดับโลกที่ได้รับการยอมรับสูงสุดในอุตสาหกรรม ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่เมืองฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา

World Beer Cup จัดขึ้นโดย Brewers Association (BA) สมาคมการค้าของผู้ผลิตคราฟต์เบียร์อิสระในสหรัฐอเมริกา โดยการแข่งขันในปี 2026 ถือเป็นปีที่ 30 ของเวทีนี้ มีผลงานเบียร์และไซเดอร์เข้าร่วมประกวดทั้งหมด 8,166 รายการ จาก 1,644 โรงเบียร์ใน 50 ประเทศทั่วโลก ตัดสินโดยคณะกรรมการนานาชาติ 255 คน จาก 50 ประเทศ ผ่านกระบวนการ blind-tasting ที่เข้มงวด ครอบคลุมการแข่งขันทั้งหมด 118 ประเภท

สำหรับในปีนี้ Event Horizon” ได้รับรางวัลในประเภท Oatmeal Stout ซึ่งเป็นเบียร์ดำเฉพาะทางที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน โดยเป็นเบียร์สไตล์ สเต้าท์ (Stout) ที่มีการใส่ข้าวโอ๊ตลงไปในกระบวนการผลิต ทำให้เนื้อเบียร์มีความนุ่ม เนียน และให้สัมผัสคล้ายครีมมากกว่าเบียร์ดำทั่วไป ขณะที่รสชาติยังคงมีความเข้มข้นในโทนกาแฟ ช็อกโกแลต และมอลต์คั่ว แต่ไม่ขมแห้งหรือหนักจนเกินไป

กาญจน์ เสาวพุทธสุเวช ผู้ก่อตั้ง SPACECRAFT Brewing Co. กล่าวว่า “สำหรับเรา รางวัลนี้เป็นรางวัลที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมาก เพราะ World Beer Cup ถือเป็นรายการโอลิมปิกในอุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์ เป็นเวทีที่ตัดสินด้วยมาตรฐานสากล ผ่านการชิมแบบ blind-tasting โดยกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ การที่ผลงานของเราสามารถเข้าไปยืนอยู่ในกลุ่มผู้ชนะของประเภท Oatmeal Stout ได้ แปลว่าเรากำลังถูกวัดด้วยมาตรฐานเดียวกับผู้ผลิตจากประเทศที่มีอุตสาหกรรมคราฟต์เบียร์ที่เข้มแข็ง และพิสูจน์ได้ว่าคุณภาพของงานจากผู้ผลิตไทยไม่ได้น้อยหน้าใครนี่ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่ SPACECRAFT Brewing Co. หลังจากที่เคยได้รับการยอมรับจากเวทีนี้มาแล้วในปี 2023 จาก เบียร์ “อีเวนท์ โฮไรซอน” (Event Horizon) ตอกย้ำความต่อเนื่องของคุณภาพ และสะท้อนศักยภาพของผู้ผลิตคราฟต์รายเล็กที่สามารถยืนอยู่บนสนามแข่งขันระดับโลกได้อย่างต่อเนื่อง”

สำหรับในปีนี้ รางวัลประเภท Oatmeal Stout เหรียญทองตกเป็นของ “Voided” จาก Counter Weight Brewing Co. สหรัฐอเมริกา รางวัลเหรียญเงินเป็นของ “Event Horizon” จาก SPACECRAFT Brewing Co. ประเทศไทย และรางวัลเหรียญทองแดงเป็นของ “Oats” จาก Pizza Port Solana Beach สหรัฐอเมริกา

สิ่งที่ทำให้รางวัลครั้งนี้มีความสำคัญ คือการสะท้อนพัฒนาการของวงการคราฟต์ไทยที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงความคิดสร้างสรรค์ แต่เริ่มขยับเข้าสู่มาตรฐานด้านเทคนิค คุณภาพ และความต่อเนื่องในการผลิต  ความสำเร็จของผู้ผลิตไทยบนเวทีระดับนานาชาติสามารถต่อยอดไปสู่ภาพใหญ่ของอุตสาหกรรม craft beverage ไทยได้ หากทุกฝ่ายร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนายกาญจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นผู้ผลิตไทยจำนวนมากพัฒนาตัวเองอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ความเข้าใจในสไตล์ และการควบคุมคุณภาพ รางวัลครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ความสำเร็จของ SPACECRAFT เท่านั้น แต่เป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้ผลิตรายเล็กจากประเทศไทยสามารถสร้างงานที่มีมาตรฐานพอจะเข้าไปแข่งขันในเวทีโลกได้ หากมีความตั้งใจ มีวินัยในการผลิต และมีระบบนิเวศที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างถูกต้อง”

CEA เปิดตลาดภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”

CEA เปิดตลาดภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ  ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”

CEA เปิดตลาดภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดงาน Bangkok International Content Market 2026 (BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของไทย ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) เปิดเวทีเจรจาธุรกิจ B2B ดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ของไทยสู่ตลาดสากล  พร้อมดึงผู้ประกอบการ สตูดิโอ ผู้จัดจำหน่าย และสตรีมมิงแพลตฟอร์มทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 300 ราย คาดเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจกว่า 700 คู่ ยกระดับคอนเทนต์ไทยขึ้นแท่น “Content Hub of Asia” ในระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

Bangkok International Content Market 2026 เกิดจากความร่วมมือระหว่าง CEA และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ภายใต้งาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) จากการที่คอนเทนต์ของประเทศไทยมีความพร้อมในหลายมิติ ทั้งบุคลากรและผลงานที่มีคุณภาพ แต่ยังขาด “ตลาด” ที่เป็นพื้นที่ซื้อขายและขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง BICM2026 จึงถูกออกแบบมาเพื่อเติมเต็ม ในฐานะตลาดกลางที่จะปลดล็อกศักยภาพของ “ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทย”  พร้อมสร้างการซื้อขายและการลงทุนได้อย่างเป็นระบบและมีทิศทาง โดยมูลค่าของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ เมื่อรวมกับอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อ (Entertainment & Media) มีมูลค่าสูงถึงกว่า 600,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้การลงทุนด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ โดยเฉพาะสาขาภาพยนตร์ (Film) และการแพร่ภาพและกระจายเสียง (Broadcasting) สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้สูงกว่ามูลค่าการลงทุน โดยทุก 1 บาทที่ลงทุน จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 1.8 บาท ซึ่งสะท้อนว่าอุตสาหกรรมคอนเทนต์จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ศักยภาพของคอนเทนต์ไทยปรากฏชัดในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 3 – 5 ปีที่ผ่านมา คอนเทนต์ไทยได้รับการรับชมผ่านแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-Top) ทั่วโลกราว 750 ล้านครั้ง ขณะที่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การเข้ามาถ่ายทำของโปรดักชันต่างชาติได้สร้างรายได้ให้กับเศรษฐกิจไทย สูงถึง 20,000 ล้านบาท นอกจากนี้ความสำเร็จของคอนเทนต์ไทย ยังส่งผลต่อลักษณ์ประเทศและการลงทุนกลับสู่ประเทศ เช่นของภาพยนตร์ “หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies)” (2567) ที่โด่งดังข้ามพรมแดนและจุดกระแสการท่องเที่ยวตามรอยในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯ สะท้อนว่าคอนเทนต์ที่โดดเด่นเพียงหนึ่งเรื่องสามารถสร้าง spillover ทางเศรษฐกิจได้ทั้งการท่องเที่ยวและภาคบริการ

ขณะที่ซีรีส์ “ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer)” (2569) ที่พัฒนาจากโครงการ CEA Content Lab (ปี 2023) จนได้รับการต่อยอด พัฒนา และลงทุนจาก Netflix จนกลายเป็นซีรีส์ที่ได้รับความนิยมในระดับสากล ติดอันดับบนชาร์ต Top 10 ซีรีส์ภาษาต่างประเทศ (Non – English) ที่มีผู้ชมสูงสุดทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม ยาวนานถึง 2 สัปดาห์ รวมถึงครองตำแหน่งซีรีส์อันดับ 1 ในประเทศไทย และยังติดอันดับ Top 10 ในอีก 15 ประเทศ แสดงให้ว่า “คอนเทนต์ไทย” หากได้รับการพัฒนาอย่างมีกลยุทธ์และได้รับการสนับสนุนต่อเนื่อง คอนเทนต์ไทย จะไม่ได้เป็นเพียงสื่อบันเทิง แต่เป็นสินค้าทางวัฒนธรรมสร้างสรรค์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขยายโอกาสทางธุรกิจ และส่งต่ออัตลักษณ์ของประเทศไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วโลกได้อย่างทรงพลัง 

ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความพร้อมทั้งบุคลากรและผลงานที่มีคุณภาพ แต่สิ่งที่ยังขาดคือ ‘ตลาด’ ที่เป็นพื้นที่ซื้อขายและขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง Bangkok International Content Market คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะเติมเต็มระบบนิเวศคอนเทนต์ไทย ด้วยการดึงผู้ซื้อและผู้ลงทุนจากทั่วโลกมาไว้ในที่เดียว เราตั้งใจให้งานนี้เป็นเวทีประจำปีที่จะปักหมุดประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการซื้อขายคอนเทนต์แห่งเอเชีย หรือ Content Hub of Asia โดยมุ่งให้ BICM ก้าวขึ้นเป็นตลาดคอนเทนต์แห่งปียืนเคียงเวทีระดับภูมิภาคอย่าง FILMART (Hong Kong International Film & TV Market) ที่ฮ่องกง หรือ ACFM (Asian Contents & Film Market) ที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้”

ภายในงาน BICM2026 เดินหน้าด้วยกิจกรรมเจรจาธุรกิจแบบ B2B อย่างครบวงจร

• Business Matching ไฮไลต์สำคัญของงานที่เน้นการเจรจาธุรกิจแบบตัวต่อตัวระหว่างเจ้าของผลงานและผู้ซื้อจากทั้งในและต่างประเทศ โดยประเทศไทยถือเป็น “Gateway” สู่ตลาดผู้บริโภคอาเซียนที่มีขนาดกว่า 700 ล้านคน โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจกว่า 300 ราย ประกอบด้วย ผู้ประกอบการไทยกว่า ทั้ง ผู้ซื้อ นักลงทุน ผู้ประกอบการและเครือข่ายต่างชาติรวมกว่า 60 ราย และ ผู้สร้างสรรค์โปรเจ็กต์ ภาพยนตร์และซีรีส์ไทยและต่างชาติ 55 ราย เช่น Mono Streaming, Kantana Group, White Light Studio, Matching Maximize Solution, GMMTV, True CJ Creation, M Studio, Netflix และ iQiyi International (Thailand) ฯลฯ

• BICM Pitching & Awards เวทีนำเสนอโปรเจ็กต์ บทภาพยนตร์ และซีรีส์ที่พร้อมผลิตจริงกว่า 55 ผลงาน ทั้งการนำเสนอโปรเจ็กต์จากประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมไปถึงโปรเจ็กต์จากเครือข่ายพันธมิตร แบ่งเป็น

• Asian Project Pitching 12 โปรเจ็กต์ศักยภาพสูงจากเครือข่ายตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาค พร้อมชิงเงินทุนสนับสนุนการผลิตรวมมูลค่ารางวัลไม่น้อยกว่า 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อผลักดันโปรเจ็กต์ให้ก้าวสู่กระบวนการผลิตจริง

• Thai Project Pitching 18 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในขั้นตอนพัฒนาของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call เพื่อค้นหาผู้ร่วมลงทุนพัฒนาโปรเจ็กต์เชิงพาณิชย์ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

• Thai Story Pitching 25 บทภาพยนตร์และซีรีส์ของไทย จากโครงการ CEA Content Lab 2026 และโปรแกรม BICM Open Call สำหรับนักลงทุนที่ต้องการซื้อลิขสิทธิ์สำหรับไปพัฒนาต่อ พร้อมทุนสนับสนุนการผลิตมูลค่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ

• Work-in-Progress (WIP) Screening พื้นที่ให้บริการจัดฉายภาพยนตร์และซีรีส์ที่อยู่ระหว่างการผลิต เพื่อให้บริษัทชั้นนำของไทยได้นำเสนอผลงานสร้างสรรค์และดึงผู้ซื้อ ผู้ร่วมลงทุน (Co-production) และตัวแทนจำหน่าย (Sales Agents) เข้ามาพิจารณาร่วมทุนก่อนผลงานจะเสร็จสมบูรณ์

• Networking Reception กิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจสำหรับผู้เข้าร่วมเจรจาการค้าจากทั้งในไทยและต่างประเทศ

พร้อมด้วยไฮไลต์จากเวทีเสวนาและเวิร์กช็อปที่เปิดกว้างสำหรับแวดวงอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมเปิดให้ผู้ประกอบการ ผู้ซื้อ ผู้ขาย ตลอดจนนิสิตนักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมเพื่อค้นหาแรงบันดาลใจและจับทิศทางตลาดคอนเทนต์ในอนาคต เช่น

• Industry Forum ฟอรัมนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและทิศทางของอุตสาหกรรม ผ่านความร่วมมือของสมาคม หน่วยงานภาครัฐ และบริษัทชั้นนำระดับประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อต่าง ๆ เช่น

• เจาะลึกคอนเทนต์ระดับภูมิภาค : จากความนิยมท้องถิ่น สู่กระแสระดับโลก โดย คุณก้อง  ฤทธิ์ดี รองผู้อำนวยการ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) และ คุณลินดา โกซาลี ผู้อำนวยการ JAFF Market จากประเทศอินโดนีเซีย

• มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ : ดึงดูดกองถ่ายต่างชาติ พร้อมยกระดับอุตสาหกรรม VFX และแอนิเมชันไทยสู่สากล โดย คุณกุลเทพ นฤหล้า จากสมาคมผู้บริหารการผลิตภาพยนตร์ต่างประเทศ

• มาตรการส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยในประเทศ : พลิกโฉมการสนับสนุนจากรัฐสู่การบริหารจัดการกองถ่ายมืออาชีพ โดย ม.ร.ว. เฉลิมชาตรี ยุคล (คุณอดัม) และ คุณรานี อิฐรัตน์ รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม

• การปรับตัวของอุตสาหกรรมทีวีและ OTT : จากบทเรียนเกาหลีสู่ทางรอดคอนเทนต์ไทย

• การมาถึงของ AI ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย : ผู้ท้าชิงใหม่ หรือทางรอดที่ยั่งยืน?

• พิกัดใหม่คอนเทนต์ไทย รอดในบ้าน รุกในโลก

• Workshop เวิร์กช็อปเพื่อยกระดับทักษะและองค์ความรู้ให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมีหัวข้อสำคัญ เช่น AI in Animation, Art of Lighting, Content IP Protection & Utilization ฯลฯ

นอกจากนี้ BICM2026 ยังจัด เวทีเสวนาพิเศษ Special Forum Co-Production ร่วมกับ ContentAsia สื่ออุตสาหกรรมคอนเทนต์ชั้นนำของเอเชีย โดยรวมสตูดิโอ โปรดักชันเฮาส์ และผู้จัดจำหน่ายซึ่งดำเนินธุรกิจด้านคอนเทนต์ข้ามพรมแดนในเอเชีย ทั้งจากอินเดีย จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ มาร่วมหารือถึงบทบาทและตำแหน่งของประเทศไทยในแผนการขยายธุรกิจคอนเทนต์ระดับภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 400 ราย

พร้อมด้วยกิจกรรม BICM Partner Program ที่ CEA ร่วมกับ The Korea Creative Content Agency (KOCCA) จัด “Series on Board” แพลตฟอร์มธุรกิจระดับสากล ที่เชื่อมโยงบริษัทคอนเทนต์เกาหลี กว่า 12 บริษัท เช่น AK Entertainment, SLL JoongAn, Contents Sero, MooAm ฯลฯ กับบริษัทนักสร้างสรรค์ชาวไทย เปิดโอกาสด้านการลงทุน และผลักดันการร่วมทุนผลิต (Co-production) คอนเทนต์ในระดับสากล 

หนึ่งในทิศทางสำคัญที่ CEA เดินหน้าผลักดัน คือการยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยจากการสร้างรายได้ด้วยการ “ขายคอนเทนต์” ไปสู่การสร้างมูลค่าระยะยาวจาก “ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP)” ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจได้หลากหลายมิติ เช่น ปรากฏการณ์ซีรีส์วายของไทยที่พิสูจน์ให้เห็นว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจจากพลังแฟนด้อม การตลาดผ่านศิลปิน สินค้า คาแรกเตอร์ และกิจกรรมต่าง ๆ สามารถสร้างรายได้สูงกว่าการจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์เพียงอย่างเดียว

ดร. ชาคริต กล่าวทิ้งท้ายถึงวิสัยทัศน์ในระยะยาวว่า “เป้าหมายของ CEA ไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้ ‘ทรัพย์สินทางปัญญา (IP)’ ของไทยเติบโตเป็นสินทรัพย์มูลค่าสูง สามารถต่อยอดสู่สินค้า คาแรกเตอร์ แฟรนไชส์ และธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยพลังของคอนเทนต์ไทย เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์จะก้าวสู่การเป็น “Fully Integrated Content” ที่ผลงานหนึ่งสามารถขยายไปสู่หลายแพลตฟอร์มและหลายอุตสาหกรรมได้ BICM จึงถูกออกแบบให้เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนักสร้างสรรค์ไทยให้ก้าวจากผู้รับจ้างผลิต สู่การเป็นเจ้าของ High-Value IP ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน”

BICM2026 ภายใต้งาน TCM2026 จะเป็นเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นชาติแห่งเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Nation)

Bangkok International Content Market จัดระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.cea.or.th  ,bicm.or.th  และ Facebook: Bangkok International Content Market – BICM

ปิดฉาก ศึกฮีโร่ ละเล่นไทย สนามภูเก็ต JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026

ปิดฉาก ศึกฮีโร่ ละเล่นไทย สนามภูเก็ต JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026

ปิดฉาก ศึกฮีโร่ ละเล่นไทย สนามภูเก็ต JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.43 น.

นายโชตินรินทร์ เกิดสม ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ให้เกียรติเป็นประธานในงานพิธีปิด การแข่งขันการละเล่นพื้นบ้านไทยประยุกต์ JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026 ที่จัดขึ้นโดย ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต ร่วมกับ มูลนิธิดั่งพ่อสอน พร้อมด้วย เครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ร่วมสืบสานและผลักดันวัฒนธรรม “การละเล่นพื้นบ้านไทยประยุกต์” ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดใน จ.ภูเก็ต

โดย “มูลนิธิดั่งพ่อสอน” ผนึกพันธมิตรกว่า 16 จังหวัดทั่วประเทศ เดินหน้าสานต่อ “โครงการละเล่นไทย ปี 3” ผลักดันวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านสู่เวทีร่วมสมัย เชื่อมกิจกรรมทางกาย สร้างพื้นที่เยาวชน ผ่านแคมเปญ “Heroes Battle Thailand ศึกฮีโร่ ละเล่นไทย” พร้อมดึงจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมสนามท้าชิงเป็นปีแรก จับมือ ศูนย์การค้าจังซีลอน ป่าตอง ภูเก็ต “เฟ้นหาฮีโร่ละเล่นไทยแห่งอันดามัน” จัดงาน JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026: Heritage of Andaman” มหกรรมการแข่งขันกีฬาละเล่นไทย สนามภูเก็ต ระหว่างวันที่ 18 – 19 ก.ค. 69 ที่ผ่านมา

นายจักรี จ่ายกระโทก ประธานโครงการละเล่นไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โครงการได้ขยายความร่วมมือไปยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ และได้รับการตอบรับจากสถานศึกษา ชุมชน และองค์กรท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าหมายให้มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการมากกว่า 200 โรงเรียน จากทุกภูมิภาคของประเทศ โดยต้องการเห็นเยาวชนออกมาทำกิจกรรมทางกายมากขึ้น ผ่านการเชื่อมโยงวัฒนธรรมการละเล่นไทยเข้ากับรูปแบบการแข่งขันที่สนุก ท้าทาย และร่วมสมัย ภายใต้แนวคิดใหม่ “From Regions to Legends” ที่ไม่เพียงค้นหาตัวแทนแชมป์แต่ละจังหวัด แต่ยังเปิดพื้นที่ให้แต่ละจังหวัดนำเสนออัตลักษณ์วัฒนธรรม และเรื่องราวท้องถิ่น ผ่านการออกแบบกิจกรรม และสนามการแข่งขันในแบบของตนเอง สร้างการมีส่วนร่วม ความสามัคคี และพลังชุมชนในระดับพื้นที่อีกด้วย”

สำหรับบรรยากาศการแข่งขัน “ตุ๊กตุ่นทอยเส้นแบบทีม” และ “หมากเก็บสปีดชาเลนจ์” สนามภูเก็ตปีนี้ มีตัวแทนเยาวชนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายกว่า 32 ทีม จาก 29 โรงเรียนทั่วจ.ภูเก็ต ร่วมประชันความสามารถกันอย่างดุเดือด โดยทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ “ตุ๊กตุ่นทอยเส้นแบบทีม” ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนดาราสมุทร และรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดบ้านตลาดเหนือ ส่วนทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ “หมากเก็บสปีดชาเลนจ์” ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนบ้านกะหลิม และรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนเกาะมะพร้าว โดยทั้ง 4 ทีมจะได้เป็นตัวแทนของจ.ภูเก็ต เตรียมพร้อมก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับประเทศ ชิงถ้วยจากศิลปินแห่งชาติ “อาจารย์ช่วง มูลพินิจ” ในงานละเล่นไทยเฟสติวัล ที่จะจัดในวันที่ 21 – 22 พ.ย. 69 ที่กรุงเทพฯ ต่อไป และรางวัลพิเศษ Man of the Match ได้แก่ “น้องไตเติ้ล” จากโรงเรียนดาราสมุทร และรางวัลสปิริตยอดเยี่ยม ได้แก่ ทีมจากโรงเรียนบ้านบางเทา

นอกจากนั้น ยังมีกิจกรรมเวิร์กชอป การแสดงจากน้องๆ เยาวชน จ. ภูเก็ต ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงไทยประยุกต์จากศิลปิน “เก่ง ธชย” และร่วมย้อนตำนานวัยเก๋าไปกับนักพากย์ และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมากมาย อาทิ ดีเจพล่ากุ้ง, ตัวยุ่ง เพลินดี, พี่กรี – โกรกกราก การ์ตูน, ป๋าเอ็กซ์ – ATAKITO และ ขันติ – ยูทูปเบอร์และติ๊กต็อกเกอร์ชื่อดัง ปิดท้ายกับการแข่งขันนัดพิเศษ “รุ่นกิตติมศักดิ์” โดยได้รับเกียรติจากบุคลากร ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงคณะสื่อมวลชน จ.ภูเก็ต มาร่วมกันสร้างสีสัน ย้อนวันวาน วัยหวาน ไปพร้อมกันอย่างสนุกสนาน

การแข่งขัน JUNGCEYLON HEROES BATTLE PHUKET 2026 นี้ นอกจากจะเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้เยาวชนได้เรียนรู้และสืบสานวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย ให้คงอยู่ต่อไปแล้ว ยังเป็นกิจกรรมซอฟต์พาวเวอร์ที่ได้ผสานการละเล่นไทยควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ได้รับความสนใจอย่างคับคั่ง จากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่เดินทางมายัง จ.ภูเก็ต อีกด้วย

ม.ธรรมศาสตร์ เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration’ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพระวิริยอุตสาหะและพระกรณียกิจสู่คนรุ่นใหม่

ม.ธรรมศาสตร์ เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration’  ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพระวิริยอุตสาหะและพระกรณียกิจสู่คนรุ่นใหม่

ม.ธรรมศาสตร์ เปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ ‘พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration’ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพระวิริยอุตสาหะและพระกรณียกิจสู่คนรุ่นใหม่

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.32 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดพิธีเปิดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ภายใต้ชื่อ “พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration” โดยมี ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้บริหาร คณาจารย์ ศิษย์เก่า นักศึกษา บุคลากร สื่อมวลชน และผู้สนใจ เข้าร่วมงาน เมื่อวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569  ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

กิจกรรมในวันเปิดนิทรรศการ มีการเสวนาในหัวข้อ “เจ้าฟ้าขวัญโดม” พระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และแนวทางการสืบสานพระปณิธาน จากศิษย์เก่าที่มีโอกาสได้ถวายงานใกล้ชิด โดย ศ.ดร.เสาวนีย์ อัศวโรจน์ พระอาจารย์ที่ปรึกษา เอกอัครราชทูต อดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ที่ปรึกษาพิเศษ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) อดีตที่ปรึกษา โครงการกำลังใจในพระดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และ  รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด พระสหายร่วมรุ่น และคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย ศศิธร วัฒนกุล

ภายหลังจบการเสวนา ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี ได้นำชมนิทรรศการฯ พร้อมเชิญผู้เข้าร่วมงานเขียนข้อความบอกเล่าความตั้งใจที่จะสืบสานพระปณิธาน นอกจากนี้ ผู้เข้าชมนิทรรศการยังได้เข้าร่วม “กิจกรรมสอนปักผ้าด้นมือ” กิจกรรมผู้ก้าวพลาด แรงบันดาลใจจากโครงการกำลังใจในพระดำริฯ โดย ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง และกิจกรรมประดิษฐ์ดอกไม้จากลวดกำมะหยี่ โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมทั้งยังได้มีการแจกของที่ระลึกเป็นสมุดสะสมตราประทับ (Exhibition Passport) เพื่อให้ผู้เข้าชมนิทรรศการนำไปประทับตราที่ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับนิทรรศการในครั้งนี้ โดยตราประทับมีจำนวน 3 ชุด ชุดละ 4 แบบ ซึ่งแต่ละชุดจะเผยแพร่ตามลำดับในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน

ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเป็นศิษย์เก่า  คณะนิติศาสตร์ และทรงได้รับการยกย่องจากประชาคมธรรมศาสตร์ในฐานะ “เจ้าฟ้าขวัญโดม” พระวิริยอุตสาหะในการศึกษา พระปณิธานในการอุทิศพระองค์เพื่อส่วนรวม และพระกรณียกิจด้านกฎหมาย ความยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ล้วนเป็นแบบอย่างของการนำองค์ความรู้มาสร้างประโยชน์แก่สังคม

“นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมพระประวัติและพระกรณียกิจ หากยังเป็นการถ่ายทอดคุณค่าและแรงบันดาลใจ เพื่อปลูกฝังความเพียร คุณธรรม และจิตสำนึกในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะแก่เยาวชน จึงขอเชิญชวนประชาชนเข้าชมและร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาการจัดแสดง พร้อมร่วมเผยแพร่พระเกียรติคุณ พระวิริยอุตสาหะ และพระกรณียกิจอันทรงคุณูปการ เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สังคมไทย” นายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงสำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปีการศึกษา 2543 และทรงได้รับการยกย่องในฐานะ “เจ้าฟ้าขวัญโดม” ด้วยพระวิริยอุตสาหะในการศึกษาและพระกรณียกิจอันเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติ โดยเฉพาะด้านกฎหมาย การอำนวยความยุติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาส

“มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัดนิทรรศการนี้ขึ้นด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณ เพื่อถ่ายทอดพระประวัติ พระวิริยอุตสาหะ พระปณิธาน และพระกรณียกิจ ผ่านนิทรรศการร่วมสมัยที่รวบรวมพระดำริ พระดำรัส ภาพถ่าย เอกสารสำคัญ และกิจกรรมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชน โดยเฉพาะเยาวชน ได้ตระหนักถึงคุณค่าของความเพียร ความรับผิดชอบต่อสังคม และการทำความดี พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการน้อมรำลึกถึงพระองค์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

ทั้งนี้ นิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ “พัชรกิติยาภา เจ้าฟ้าขวัญโดม The Eternal Inspiration” กำหนดจัดขึ้นทั้งที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และหอสมุดป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระหว่างวันที่ 20 กรกฎาคม – 15 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 – 19.00 น. เปิดให้เข้าชมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าชมข้อมูลนิทรรศการในรูปแบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ของหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ https://www.library.tu.ac.th รวมถึงในช่วงสุดสัปดาห์จะมีการจัดกิจกรรมเวิร์กชอปสลับกันไป

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกำหนดการกิจกรรมได้ที่ Facebook : Thammasat University นอกจากนี้ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีการเปิดนิทรรศการถาวรเทิดพระเกียรติฯ อีกด้วย